Vanguard ย้อนเวลา พลิกชะตาอนาคต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 21,004 Views

  • 218 Comments

  • 1,061 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    825

    Overall
    21,004

ตอนที่ 8 : บทที่ 8 ยินดีต้อนรับ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2256
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 255 ครั้ง
    22 ธ.ค. 61

บทที่ 8 ยินดีต้อนรับ

 



         ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปนรินทร์คิดว่าสามารถฆ่าพวกวอล์คเกอร์ทั้งหมดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระเบิดหรือกระสุนปืน ใช้ลูกแก้วกับลูกบอลพลาสติกเทลงไปด้านล่างพร้อมด้วยพวกน้ำยาขัดล้างที่ผสมขึ้นแบบลวกๆ เมื่อเทมันลงไปด้านล่างซึ่งมีพวกซอมบี้รวมกันอยู่ไม่แปลกที่จะมีหลายตัวเกิดลื่นล้ม ถ้าบังเอิญโชคดีล้มลงไปกระแทกกับขอบปูนจนตายเลยก็มี แต่อย่างไรมันก็เป็นวิธีการรับมือกับวอล์คเกอร์ที่ปลอดภัยมากสำหรับผู้ที่ไม่มีอาวุธจำพวกปืน

         ปัญหาอยู่ที่ว่าลูกดอกพวกนั้นจะหมดลงเมื่อไหร่

         นรินทร์ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะยิงแม่นเข้ากลางหัวทุกดอก มันอาจฆ่าได้ราวๆ 50-60 ตัวโดยประมาณ ตราบใดที่ใช้วิธีนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่งก็จะสามารถลดจำนวนของวอล์คเกอร์ลงได้เยอะมาก ยิ่งไม่มีพวกรันเนอร์หรือแฟตเตอร์ในช่วงหนึ่งเดือนแห่งความโกลาหลด้วยแล้วทำให้เขามั่นใจว่าวิธีนี้ค่อนข้างปลอดภัย

         มอบหมายหน้าที่ให้คนจัดการลดจำนวนพวกมันจากทางฝั่งนี้ ก็ต้องจู่โจมจากอีกหลายทิศทางด้วยเช่นกัน นรินทร์ไม่อาจจำแผนที่ได้ทั้งหมดแต่ก็พอจะรู้ว่าทางขึ้นลงนั้นมีอยู่หลายแห่งมากจนไม่อาจควบคุมได้ทุกเส้นทาง และเพื่อควบคุมพวกวอล์คเกอร์รถบังคับที่ถูกนำไปวางไว้ข้างล่างจึงได้มีบทบาทของมัน เสียงโทรศัพท์ที่ตั้งเวลาให้ปลุกดังขึ้นตามกำหนดเวลาดึงความสนใจของพวกซอมบี้ทั้งหลายให้วิ่งวนอยู่บนที่โล่งแจ้ง

         รอจนมั่นใจแล้วว่าจะไม่มีวอล์คเกอร์ตัวไหนอยู่ใกล้กับทางขึ้นลงในรัศมีห้าสิบเมตรจากที่ตนเองยืนอยู่ก็หยิบเอาระเบิดเคมีขึ้นมา จัดการปลดตัวขัดขวางออกและเขย่าผสมสารเคมีภายในให้เข้ากัน จากนั้นก็โยนลงไปกลางดงซอมบี้ที่วิ่งไล่รถบังคับวิทยุ ตราบใดก็ตามที่มันไล่ตามเพียงเสียงเมื่อเป้าหมายหยุดเคลื่อนที่สัญชาตญาณของพวกมันคือการกระโดดตะครุบเหยื่อทันที นรินทร์ไม่รู้สาเหตุของมันแต่นิสัยนี้สามารถใช้ประโยชน์ได้

         ตูม!

         ระเบิดเคมีนั้นมีอานุภาพค่อนข้างรุนแรง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่อนุญาตให้มีการเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงในชั่วโมงวิทยาศาสตร์ เศษชิ้นเนื้อลอยกระจายชวนแหวะซ้ำยังลากซอมบี้ไปตายร่วมกันอีกก็เกือบยี่สิบตัว เสียงระเบิดแม้จะถูกลดทอนลงไปบ้างแต่ก็ยังถือว่าดังมากอยู่ดี มันเลยทำให้ซอมบี้ทั้งชั้นนั้นเริ่มเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งและมุ่งตรงมายังที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว

         “มาเยอะดีนี่”

         ด้วยประสบการณ์ของสองพี่น้องที่สะสมมานานหลายสิบปีเพื่อรับมือกับฝูงซอมบี้ นรินทร์สามารถใช้ข้อได้เปรียบด้านจุดอ่อนของพวกมันได้เป็นอย่างดี เขารอจนเห็นพวกมันแห่มากันเป็นฝูงใหญ่ก็โยนโทรศัพท์ที่เปิดเพลงที่ติดมากับเครื่องลงไปข้างล่าง จากนั้นก็โยนระเบิดตามลงไปสองลูกเมื่อเห็นความชุลมุน

         ตูม! ตูม!

         มันฆ่าได้อีกอย่างน้อยก็ประมาณสามสิบกว่าตัว และบางตัวได้รับบาดเจ็บจนมีสภาพไม่สมประกอบ จากจำนวนที่เห็นอยู่ ณ ขณะนี้ถือว่าลดลงไปเยอะมาก ยังเหลือระเบิดอยู่อีกเจ็ดลูกและต้องใช้มันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

         แน่นอนว่ามันไม่ได้ถูกควบคุมทั้งหมด มีบางตัวที่บังเอิญหลุดมาจากทางขึ้นอื่นและวิ่งมาหาพวกเขาทางด้านหลัง ก่อนที่จะทันได้มีคนกรีดร้องขึ้นมิ้นท์ก็เดินตรงเข้าไปหามันและกวัดแกว่งดาบไปพลางและเปลี่ยนเป็นยิงด้วยกระสุนปืนสลับกันไป นรินทร์เห็นตัวที่หลุดจากมิ้นท์เบนเป้าหมายมาทางตนเองก็ชักปืนพกออกมายิงใส่ตัวละหนึ่งนัด และนับจำนวนกระสุนที่เหลืออยู่ในใจ

         ครืน!!!

         เสียงเครื่องตัดหญ้าเดินเครื่องทันที มันยากที่จะหาคนสตาร์ทเครื่องมันได้ โชคดีที่ในหมู่ผู้ที่ติดอยู่ในห้างสรรพสินค้านั้นมีคนหนึ่งที่พึ่งจะปลดประจำการจากค่ายทหารมาได้ไม่กี่ปีจึงพอจะรู้วิธีการทำงานของมันอยู่บ้าง มันถูกติดตั้งเฟืองจักรที่ลับคมแล้วเมื่อปั่นด้วยความแรงก็ไม่ยากที่จะแยกซอมบี้พวกนั้นออกเป็นชิ้นๆ

         อีกกลุ่มหนึ่งก็ใช้หอกแทงสวนกลับไปถึงจะฆ่าได้น้อยกว่าแต่ระยะห่างของมันก็ปลอดภัยมาก หากพวกเขาพลาดนรินทร์ที่มีปืนจะคอยซับพอร์ตให้ และโชคดีมากที่พวกเขานั้นมีเกราะผ้าป้องกันเบื้องต้นเลยไม่ถูกพวกมันกัด

         ฉึก!

         นรินทร์ขว้างหอกที่พกมาด้วยใส่ซอมบี้และบอกให้คนคนนั้นเอามันมาใช้แทนอาวุธที่เสียไป สับเปลี่ยนแมกกาซีนฉับไวและเก็บมันใส่กระเป๋าอกเสื้อ พร้อมเปลี่ยนไปใช้ปืนลูกซองแทนในการยิงพวกมันที่โถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง

         ไม่ลืมที่จะโยนระเบิดออกไปด้วยในฝูงซอมบี้ เช่นเดียวกับบางคนที่เทโหลลูกแก้วไปตามพื้นทำให้พวกมันลื่นล้ม

         ในเวลาแบบนี้หากปราศจากความกล้าก็ไม่แคล้วต้องกลายเป็นเหยื่อของพวกมัน นรินทร์รู้สึกว่าอนาคตที่เลวร้ายกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปแม้จะไม่ได้ดีขึ้นแต่ก็ไม่แย่เท่าไหร่ ตราบใดก็ตามที่คนเหล่านี้สามารถรอดชีวิตไปได้ก็อาจจะเป็นกำลังเสริมที่ยอดเยี่ยมในภายภาคหน้า

         ทุกคนต่างก็วุ่นวายอยู่กับการปกป้องตนเองเลยไม่มีใครได้สังเกตเห็นถึงท่าทางที่องอาจของเด็กสาวที่เดินฝ่าเข้าไปรับมือกับฝูงซอมบี้ ดาบที่เธอใช้อยู่นั้นในอนาคตมันเป็นอาวุธคู่ใจที่ถูกปรับแต่งโครงสร้างให้เหมาะกับนิสัย มันสามารถสร้างบาดแผลให้กับสัตว์กลายพันธุ์ที่มีความแข็งแกร่งได้ ดังนั้นแล้ววอล์คเกอร์บอบบางพวกนี้เพียงแค่เดินผ่านคอของพวกมันก็ถูกตัดขาดลงทันทีที่เข้ามาในระยะของดาบ

         นรินทร์กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าในยุคสมัยใหม่นั้นชื่อของนักสำรวจ มิ้นท์ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดที่ว่าหากใครจะโจมตีแวนการ์ดก็ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงเมื่อเผชิญหน้ากับเธอคนนี้

         เวลาผ่านไปเกือบสิบนาทีได้แล้วแต่พวกซอมบี้ก็ยังแห่กันมาโดยไม่มีเวลาให้หยุดพัก นี่คือความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับซอมบี้ที่ไร้ความรู้สึกเหนื่อยล้า อย่างน้อยสิบนาทีที่ผ่านมานี้พวกเขาสามารถฆ่าพวกมันไปได้ราวๆ สี่ร้อยตัวเห็นจะได้ แต่ก็ยังมีแห่มาอีกจากซอมบี้ที่อยู่ในชั้นกราวด์ซึ่งจำนวนของมันมากกว่าที่ประเมินเอาไว้อีกด้วย ท่าทางในอดีตนั้นที่เห็นว่าจำนวนของพวกมันน้อยลงน่าจะเพราะมันไล่ตามคนที่หนีออกไปแน่ๆ

         อย่าเชื่อใจอดีตที่ถูกเปลี่ยนสินะ

         ทุกการกระทำนั้นส่งผลให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไป ความทรงจำเดิมนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง อย่างน้อยก็พอจะรู้ว่ามันจะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้างทำให้มีการเตรียมการรับมือได้ รวมไปถึงการตัดหน้าชิงทรัพยากรสำคัญได้ก่อนใครด้วย

         ระเบิดถูกโยนลงไปในฝูงซอมบี้อีกครั้ง สามารถฆ่าพวกมันได้อีกหลายสิบตัว

         กระทั่งเห็นมิ้นท์ลดความเร็วลงก็ส่งสัญญาณมือบอกให้ทุกคนถอนกำลังอย่างช้าๆ อาศัยที่น้องสาวกำลังดึงดูดความสนใจให้ทุกคนกลับขึ้นไปพักผ่อน และจากนั้นจึงให้มิ้นท์ถอนกำลังตามมาในภายหลัง

         จำนวนของซอมบี้ลดลงไปตั้งมากมาย บางตัวที่ยังไม่ตายก็คลานไปมาอยู่บนพื้นด้านล่าง นรินทร์และมิ้นท์ตรวจสอบอาวุธทั้งหมดและพบว่าใช้กระสุนไปไม่น้อยเลย ระเบิดถึงจะเหลืออยู่อีกสี่ลูกก็น่าจะพอรับมือพวกมันไหว

         “พวกเราเหลืออาวุธไม่มากแล้วนะ” เด็กสาวเอ่ยขึ้นและเริ่มคำนวณจากจำนวนของซอมบี้ที่เห็นอยู่ข้างล่างนั่น “น่าจะยังเหลืออีกประมาณเกือบสองร้อยตัวที่ชั้นล่างสุด คงต้องพึ่งพาแม็กไกเวอร์อย่างพี่ซะแล้วล่ะ”

         “ขอพี่ไปช็อปปิ้งก่อนก็แล้วกัน” นรินทร์ตอบและเดินไปตามร้านค้าต่างๆ เพื่อรื้อค้นหาของที่พอจะนำมาใช้ประโยชน์ได้บ้าง

         ภายในร้านขายอุปกรณ์ DIY มันเป็นร้านที่มีของหลายอย่างที่หาซื้อได้ในราคาถูก นรินทร์กวาดสายตามองอยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะสร้างอาวุธชิ้นใหม่ขึ้นมาทดแทนปืนที่เหลือกระสุนอยู่อีกไม่มาก เขาคว้าของทุกอย่างใส่ลงไปในตะกร้าหลายสิบชิ้น เมื่อกลับมาแล้วจึงเริ่มลงมือประดิษฐ์อาวุธทันที ระหว่างนั้นก็โยนตัวสูบน้ำให้มิ้นท์พร้อมกับแกลลอนเปล่า

         ไม่ต้องสอบถามอะไรมากก็รู้ว่ามันคืออะไร

         เด็กสาวรับคำเงียบๆ และขอยืมแรงคนไปคอยคุ้มกันสองคน มุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถและดูดน้ำมันในถังออกมาใส่แกลลอนทั้งหมดที่เตรียมมา เธอใช้เวลาเกือบยี่สิบนาทีในการตระเวนดูดน้ำมันรถมาจนเต็ม

         ของที่นรินทร์ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นคือปืนไฟ เขาทำมันขึ้นมาอย่างน้อยก็สองตัวเครื่องแบบสะพายหลังได้ แน่นอนว่าของแบบนี้มันเสี่ยงอันตรายมากจึงไม่มีใครกล้าที่จะถือมันหากพลาดก็เท่ากับว่าพวกเขาจะถูกไฟคลอกตายในทันที แต่เคราะห์ดีที่ชุดของสองพี่น้องนั้นทนไฟได้ในระดับหนึ่งก็เลยไม่ได้รู้สึกกลัว ตรงกันข้ามทั้งสองคนถือปืนไฟกันคนละกระบอกและลงไปจัดการต่อให้เรียบร้อย

         ยิ่งจัดการกับพวกมันได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

         เปลวไฟที่พุ่งออกมาจากกระบอกฉีดที่เต็มไปด้วยน้ำมัน ร่างของซอมบี้เหล่านั้นติดไฟแทบจะในทันที

         ต่อให้ไม่มีความเจ็บปวดแต่ไฟพวกนี้ก็ทำความเสียหายได้ไม่แพ้ปืน กลิ่นเนื้อเน่าไหม้ลอยเตะจมูกชวนให้อาเจียน ท่ามกลางซากศพของซอมบี้ที่ตอนนี้กลายเป็นสภาพไม่น่าดู สองพี่น้องกระจายกำลังกันออกไปไล่เผาพวกมันเป็นว่าเล่นจนกว่าน้ำมันจะหมดถัง เมื่อจำนวนของพวกมันลดลงไปได้ไม่น้อยแล้วที่เหลือก็แค่จัดการด้วยอาวุธติดตัวอย่างมีดและพวกระเบิด ถึงในพื้นที่ลานจอดรถที่เชื่อมติดกันนั้นจะยังมีซอมบี้อยู่อีกแต่ตอนนี้มิ้นท์ได้ทำลายเซ็นเซอร์เปิดปิดประตูเบื้องต้นไปแล้ว

         นรินทร์เขย่าปืนไฟที่ทำขึ้นจนเห็นว่าน้ำมันนั้นหมดไปแล้วก็โยนพวกมันทิ้งอย่างไม่ใยดี ปืนนี้ไม่อาจนำกลับมาใช้ซ้ำได้เพราะเขาทำขึ้นมาแบบลวกๆ เพื่อแก้ขัด จากนั้นก็เริ่มไล่กำจัดซอมบี้ที่ตกค้างอยู่ตามที่ต่างๆ โดยไม่ลืมจะเรียกคนให้ลงมาช่วยกันด้วย

         ตัวที่ยังไม่ตายก็จะถูกฆ่าให้มั่นใจว่าเคลื่อนไหวต่อไม่ได้อีก ศพที่เหลือจะต้องถูกนำไปเผาทำลายทิ้งข้างนอกเลยต้องหารถมาขนร่างของพวกมันออกไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงจึงต้องสวมถุงมือที่มีความหนามากเป็นพิเศษอาจจะทำจากผ้าหนาๆ ก็ได้เช่นกัน บางคนก็ใช้ถุงมือกันร้อนที่ทำจากซิลิโคนช่วยกันคนละไม้ละมือ

         มิ้นท์พาคนไปกวาดล้างซอมบี้ตามที่สถานที่ตกค้าง กินเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงจนมั่นใจแล้วว่าในห้างแห่งนี้ไม่เหลือซอมบี้สักตัวเดียว ซ้ำยังให้คนไปจัดการปิดทางเข้าออกต่างๆ เพื่อจำกัดเส้นทางให้เหลือน้อยที่สุด

         และเพราะการกวาดล้างนี้สำเร็จไปได้ด้วยดี พวกเขาได้พบกับผู้รอดชีวิตอีกจำนวนหนึ่งที่มีบางคนเป็นชาวต่างชาติอยู่ด้วย เป็นโชคที่ไม่ค่อยดีนักที่ต้องมาพบเจอกับเรื่องแบบนี้ ยังดีที่สองพี่น้องนั้นมีประสบการณ์และพูดได้แปดภาษาเลยสามารถสื่อสารกันได้โดยไม่เกิดปัญหาใดๆ แต่ชาวต่างชาตินั้นค่อนข้างใจเย็นมากและเข้าใจสถานการณ์นี้เป็นอย่างดีก็เลยหมดห่วงว่าพวกเขาจะทำอะไรงี่เง่า

         เมื่อเคลียร์ซอมบี้ไปจนหมดแล้วเท่ากับว่าห้างแห่งนี้ถูกยึดเป็นค่ายผู้รอดชีวิตเป็นที่เรียบร้อย ซุปเปอร์มาร์ทที่อยู่ด้านล่างนี้มีอาหารและน้ำอยู่มากพอจะช่วยให้ทุกคนอยู่รอดได้ และตามที่ตกลงกันเอาไว้นรินทร์จำเป็นจะต้องขอแบ่งปันทรัพยากรไปด้วยบางส่วน เพียงแต่ว่ามันมีคนที่ไม่เห็นด้วยที่จะแบ่งอาหารและน้ำให้ซึ่งนรินทร์ทำได้เพียงหันปากกระบอกปืนไปที่คนคนนั้นแทน มันไม่ใช่ว่านรินทร์ไร้เหตุผลแต่ถ้าว่ากันตามหลักแล้วนรินทร์มีสิทธิ์ที่จะยึดทั้งหมดไปเพราะเขากับน้องสาวเป็นคนลงมือจัดการซอมบี้เกือบทั้งหมด

         “ฉันไม่สนใจว่าจะมีใครในกลุ่มพวกนายเห็นด้วยหรือไม่ แต่อาหารกับน้ำและของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นพวกเราจะต้องขอแบ่งไป”

         นรินทร์คำนวณปริมาณที่ต้องการไว้ในใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องแบ่งไปเยอะแต่ต้องมากพอจะอยู่ได้หนึ่งปีสำหรับคนสิบคน รอเพียงแค่ให้มิ้นท์ไปนำรถมินิบัสมาเพื่อขนย้ายอาหารและน้ำไปขึ้นรถ

         มันเป็นระยะเวลากว่าครึ่งชั่วโมงกว่าที่มิ้นท์จะนำมินิบัสเข้ามาจอดที่ชั้นใต้ดินได้สำเร็จ ทันทีที่มีคนเห็นรถมินิบัสในสภาพทรุดโทรมภายนอกความคิดที่จะแย่งชิงก็หมดไปทันที ดูจากสภาพของมันแล้วย่ำแย่มากจนน่ากลัว ยังไงซะมันก็เป็นรถมินิบัสที่พวกเด็กสาวพยายามโมดิฟายดัดแปลงมันขึ้นมาเพื่อใช้ชั่วคราวเท่านั้น โดยเฉพาะกระจกหน้าที่แตกจากการที่ไปชนซอมบี้มา ยังมีเศษเนื้อติดอยู่ที่หน้ารถด้วย

         อาหารและน้ำถูกขนขึ้นไปเก็บไว้บนรถมินิบัสโดยมีหญิงสาวช่วยขนมันขึ้นไปจัดเรียงไว้ที่ชั้นสองซึ่งเดาว่ามีไว้เพื่อเก็บของโดยเฉพาะ ข้าวสารถุงใหญ่นับสิบถุง เครื่องดื่มที่มีทั้งน้ำเปล่า น้ำผลไม้ น้ำอัดลม และเครื่องดื่มจำพวกของมึนเมาที่ในอนาคตล้วนเป็นของหายากทั้งสิ้น อาหารแช่แข็งกับอาหารแห้งก็ถูกแบ่งมาเล็กน้อย อาหารกระป๋อง ผลไม้กระป๋อง ขนมขบเคี้ยวก็ถูกแบ่งมาในจำนวนที่ไม่ใช่น้อยๆ และเพราะเห็นว่ามันยังเหลือทิ้งไว้ให้ผู้รอดชีวิตอีกเป็นจำนวนมากก็เลยไม่มีใครคัดค้านใดๆ

         ต่อมาก็เป็นพวกข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ที่หลายคนมองว่ามันแทบจะไม่มีประโยชน์ นรินทร์ได้สอบถามความต้องการเบื้องต้นแล้วจากนั้นจึงกวาดของหลายอย่างใส่รถเข็น สิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันเช่นยาสีฟัน แปรงสีฟัน และพวกเครื่องอาบน้ำทั้งหลายก็ถูกขนกลับมาไว้บนรถไม่ใช่น้อยๆ

         “พี่ อย่าลืมพวกเสื้อผ้าด้วยล่ะ” มิ้นท์เตือนความจำ บนรถเข็นของเธอนั้นมีผ้าอนามัยอยู่เต็มคันรถ รวมไปถึงพวกชุดชั้นในที่หยิบมาจากร้านค้าต่างๆ ที่ตอนก่อนหน้านั้นเธอไม่มีโอกาสได้แม้แต่จะทดลองใส่

         “พี่ว่าพวกเราควรจะขนพวกเครื่องนอนดีๆ ไปด้วยนะ ติดแค่ว่าคนพวกนี้อาจจะสงสัยถ้าเอาพวกมันขึ้นไปไว้บนรถ”

         “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเรื่องนั้นมิ้นท์จัดการเอง ไอเทมบ็อกซ์ สำหรับแพ็กของที่พี่สร้างถูกส่งมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะไม่ใช่เหรอ?”

         กล่าวถึงไอเทมบ็อกซ์ มันคือกล่องที่บรรจุอุปกรณ์จากอนาคตซึ่งถูกส่งมาเพื่อให้การสนับสนุนต่อพวกเขาพี่น้อง ความลับของกล่องนี้คือมันถูกสร้างจากคอร์ของวอยด์ อีทเตอร์เพื่อใช้เก็บทรัพยากรและย่อขนาดให้สามารถขนย้ายได้สะดวกยิ่งขึ้น นรินทร์คำนึงถึงสถานการณ์ที่ต้องขนย้ายข้าวของสำคัญที่มีขนาดใหญ่จำนวนมากจึงได้ส่งมันกลับมาด้วย

         “มีอะไรที่อยากได้ก็ขนกลับไปให้หมดเลย ปล่อยทิ้งไว้ที่นี่มันน่าเสียดายแย่”

         “แน่นอน อยากได้เครื่องซักผ้าติดไว้บนรถด้วย”

         ผู้รอดชีวิตทุกคนกำลังช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อสร้างค่ายของผู้รอดชีวิตขึ้น อาศัยคำแนะนำของมิ้นท์เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ลานจอดรถให้เป็นสถานที่เฝ้าระวังโดยการนำรถไปจอดขว้างและยังเตรียมรถสำหรับออกไปสำรวจหาทรัพยากรจากข้างนอกเอาไว้ด้วย มันไม่สามารถเสร็จได้เร็วก็จริงแต่ตอนนี้ทางเข้าออกทั้งหลายก็ถูกปิดทางเอาไว้หมดแล้ว คนที่ไม่มีแรงพอจะช่วยงานก็ทำหน้าที่เก็บกวาดร่องรอยจากการกวาดล้างให้สะอาด ถึงจะไม่สามารถใช้น้ำล้างแบบพร่ำเพรื่อได้แต่อย่างน้อยมันก็ดูสะอาดขึ้นเป็นกอง

         ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่นวายอยู่กับการวางแผงกั้นตามทางเข้าต่างๆ มิ้นท์ก็ได้ปลีกตัวไปยกเค้าตู้เล่นเกมทั้งหลายแบบ เครื่องออกกำลังกาย เครื่องนอนชั้นดี เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งหลายที่ไม่มีใครให้ความสนใจ เอามายัดใส่กล่องที่สามารถอุ้มไว้ด้วยมือทั้งสองข้างและเดินอารมณ์ดีนำกลับไปวางไว้บนรถอย่างเงียบๆ

         “จะเปิดตลาดเหรอ ขนมาซะเยอะเชียว” มิ้นท์กวาดสายตาดูอุปกรณ์เต็มสามคันรถที่นรินทร์กับอีกสองคนช่วยกันขนมา

         “มันจะมีประโยชน์แน่ในอนาคตน่ะนะ”

         คำตอบนี้ค่อนข้างเดาได้ง่าย ทันทีที่มิ้นท์กลายเป็นอีโวลเวอร์ขั้นที่สองก็จำเป็นจะต้องหาสถานที่เพื่อเก็บตัวและสร้างยานพาหนะลำใหม่ที่ตอบรับกับคอร์พาหนะกลายพันธุ์ตามต้นแบบของรถในอนาคตที่นรินทร์ได้กำหนดเอาไว้ อุปกรณ์ที่ขนมาทั้งหมดนี้จะช่วยตกแต่งพาหนะให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

         “งั้นเสร็จนี่พวกเราก็พร้อมออกเดินทางต่อแล้วสินะ” มิ้นท์รู้สึกอยากจะถอดไอ้ชุดที่ระบายอาการแสนยากนี่ออกเร็วๆ แล้ว

         แต่ก่อนที่จะได้เดินขึ้นรถมินิบัส เด็กสาวก็ไปเห็นเพื่อนร่วมชั้นที่เดินตรงดิ่งเข้ามาหาเธอ ในอดีตนั้นมิ้นท์ไม่รู้ชะตากรรมหลังจากค่ายอพยพถูกทำลายแต่ได้ยินมาว่ามีหลายคนต้องตายไปและนั่นอาจจะรวมถึงเพื่อนของพวกเธอด้วย การมาในครั้งนี้ก็เพื่อช่วยเหลือในฐานะของเพื่อนเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะลาจากกัน คงได้แต่ภาวนาให้พบเจอกันในอนาคตหากค่ายอพยพไม่ถูกทำลาย ในสถานการณ์พิเศษแบบนี้พวกเขาน่าจะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารอย่างแน่นอน

         “มิ้นท์ เธอจะไปจริงๆ เหรอ”

         “ถูกแล้วล่ะ แวนการ์ดคือกลุ่มแนวหน้าที่ต้องรับมือกับพวกซอมบี้นะ แถมข้างนอกนั่นยังมีคนอีกไม่น้อยที่ต้องการความช่วยเหลือ”

         “แต่นั่นเป็นหน้าที่ของพวกทหารไม่ใช่เหรอ?”

         “ในสถานการณ์แบบนี้ไม่สำคัญหรอกว่าจะเป็นหน้าที่ของใคร พวกเธอก็ควรจะปรับตัวให้ทันด้วย” นรินทร์หลังนำของไปเก็บไว้ในช่องเก็บกระเป๋าแล้วก็ปิดประตูลง “พวกเราพี่น้องตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งกลุ่มขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง พวกเธอเองก็ควรระมัดระวังตัวให้ดีด้วย ซอมบี้พวกนี้มีโอกาสที่จะพัฒนาขึ้นในทุกๆ วัน ถ้าพวกเธอยังคงจับเจ่าเฝ้ารอให้คนมาช่วยเหลืออยู่แบบนี้ต่อไปเกรงว่าคงยากที่จะมีชีวิตรอด”

         นรินทร์อาจปากเสีย แต่มันคือการเตือนให้พวกเขาทั้งหมดเรียนรู้ที่จะปรับตัว

         “อย่างที่พี่ฉันบอกไป พวกเธอตอนนี้ไม่สามารถเป็นเด็กได้อีกแล้ว” มิ้นท์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ก่อนจะหยิบกระดาษที่วางอยู่ใกล้มือขึ้นมาเขียนตัวเลขบางอย่างลงไป “นี่เป็นหมายเลขคลื่นความถี่วิทยุที่พวกเราใช้ ในอนาคตถ้าพวกเธอพบเจอกับปัญหาอะไรเกี่ยวกับพวกซอมบี้ที่ร้ายกาจจนอยากจะรับมือไหว ถ้าพวกเราอยู่ใกล้ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตามพวกเราจะไปช่วยทันที”

         นี่เป็นอย่างสุดท้ายที่มิ้นท์จะทำได้เพื่อมิตรภาพ การให้หมายเลขคลื่นความถี่นั้นอาจจะมีความเสี่ยงไม่น้อย

         ทว่าในภายภาคหน้ามันก็จะไม่ต่างอะไรกับหมายเลขสายด่วนที่ใช้ขอความช่วยเหลือในการปราบปรามพวกซอมบี้ มันเป็นงานที่แวนการ์ดเคยทำและสร้างชื่อเสียงไปทั่วประเทศจนกลุ่มอำนาจอยากจะได้ตัวพวกเขามาเข้าร่วมกองกำลังที่ควบคุมได้เลยทีเดียว

         ตอนนี้เพื่อนของมิ้นท์อาจจะยังใช้คลื่นความถี่วิทยุในการติดต่อสื่อสารไม่เป็น แต่เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานมันจะกลายเป็นสิ่งที่แม้แต่เด็กประถมก็ยังรู้และใช้งานมันได้คล่องแคล่วเหมือนพลสื่อสารของกองทัพ

         ล่ำลากันเสร็จแล้วนรินทร์ก็ตรวจสอบรอบตัวรถเป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถเดินทางต่อไปได้

         “เดี๋ยวก่อน!

         นรินทร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปทางที่มาของเสียง

         “ขอพวกเราเข้าร่วมกลุ่มของพวกนายด้วยจะได้ไหม”

         คำขอนี้มาจากปากของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนรินทร์จำได้ว่าเธอเป็นผู้รอดชีวิตที่เอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง

         “แวนการ์ดไม่ใช่มูลนิธิการกุศล ถ้าเธออยากได้ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคนนั้นก็ควรอยู่ที่นี่รอความช่วยเหลือจากพวกกองทัพ เพราะถ้าไปกับพวกเรามีแต่จะต้องเผชิญหน้ากับพวกซอมบี้เท่านั้น”

         จริงอยู่ที่ว่าแวนการ์ดในตอนนี้ต้องการกำลังคน นอกจากพรรคพวกที่เชื่อใจได้แล้วนรินทร์ไม่คิดที่จะเสี่ยงรับคนภายนอกที่มีแนวโน้มว่าจะมาสร้างความวุ่นวายให้กับกลุ่มเด็ดขาด

         “อย่างน้อยฉันก็เชื่อว่านั่นเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด จากสถานการณ์ในตอนนี้ไม่มีสถานที่ใดปลอดภัยดังนั้นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดคือการเดินทางไปเรื่อยๆ ถ้าพวกเราตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่ถึงมันจะมีน้ำและอาหารเพียงพอต่อความอยู่รอด แต่ใครจะรับประกันได้ว่าพวกเราจะได้รับในสิ่งที่สมควรได้ เวลานี้ผู้คนจำเป็นจะต้องเห็นแก่ตัวและกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเสียเปรียบ ฉันสามารถสู้กับซอมบี้ได้ก็พอจะช่วยเป็นกำลังให้พวกนายได้ไม่ใช่หรือยังไง”

         “ดูเหมือนน้องสาวเธอจะไม่คิดแบบนั้น เธอพึ่งจะเห็นฉันฆ่าคนต่อหน้าต่อตา” นรินทร์พยายามหาข้ออ้าง

         “นั่นมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ สองคนนั้นหาเรื่องใส่ตัวเองทั้งที่น่าจะเข้าใจว่าสถานการณ์แบบนี้ไม่ควรสร้างความวุ่นวาย ถ้าฉันเป็นคนที่ถือปืนก็คงตัดสินใจแบบเดียวกันคือฆ่าสองคนนั้นทิ้งซะเพื่อตัดปัญหา”

         คำตอบนั้นฟังดูฉะฉานไม่เลว นรินทร์ชอบคนแบบนี้เป็นที่สุดเพราะสามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่เลวร้ายได้อย่างรวดเร็ว

         “กฎของพวกเราค่อนข้างเข้มงวด เมื่อคิดจะเข้าร่วมกลุ่มแวนการ์ดในอนาคตพวกเธอจะไม่มีสิทธิ์ถอนตัว”

         “การมีกฎที่เข้มงวดฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี”

         นรินทร์จ้องมองหญิงสาวสลับกับอีกสองคนที่อยู่ด้านหลัง ถึงอยากจะรับเข้ากลุ่มแค่ไหนแต่ก็ต้องทำตามกฎที่วางไว้ แวนการ์ดต้องการคนที่มีความสามารถเพราะอย่างน้อยก็น่าจะคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ และยิ่งมีความถนัดเฉพาะทางก็ยิ่งดี

         “แล้วพวกเธอคิดว่าตัวเองสามารถทำประโยชน์อะไรให้กับคนในกลุ่มได้บ้าง อย่างฉันกับน้องสาวไม่เพียงจะรับมือกับพวกซอมบี้ได้แต่หน้าที่ของพวกเราคือหน่วยสำรวจและรวบรวมทรัพยากรที่สำคัญ ผู้หญิงอีกคนนั้นถึงจะช่วยอะไรได้ไม่มากแต่ก็ช่วยพวกเราเรื่องปากท้องได้ ก็พอจะนับว่ามีประโยชน์อยู่บ้างล่ะนะ”

         “เรื่องนั้นพี่สาวของฉันเธอเป็นแพทย์ศัลยกรรมถึงจะยังไม่ได้บรรจุก็ตาม ถ้ามีคนเจ็บป่วยเธอสามารถรักษาให้ได้ ส่วนฉันเป็นนักกีฬาเทควันโดถึงจะมีดีแต่เตะต่อยแต่ก็พอจะเป็นกำลังให้ได้ถ้าต้องสู้กับพวกซอมบี้”

         ศัลยแพทย์เป็นอาชีพที่หายากมากในอนาคตข้างหน้า จำนวนของพวกเขามีน้อยมาก คนที่มีความสามารถและเป็นหมอชื่อดังจะได้รับสิทธิ์ให้ไปอยู่ที่เชลเตอร์หลบภัยเพื่อที่จะสามารถช่วยเหลือผู้คนได้ ดังนั้นแพทย์มือใหม่ที่มีความสามารถและพรสวรรค์แต่ยังไม่ได้เปล่งประกายเลยเป็นธรรมดาที่อาจจะต้องถูกทิ้งให้เผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้าย

         คุณค่าในตัวของพวกเธอเพิ่มสูงขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัว

         “แวนการ์ดยินดีต้อนรับ”

         นรินทร์ขยับตัวเปิดทางให้ทั้งสามคนขึ้นมาบนรถมินิบัส





ได้สมาชิกใหม่เพิ่มมาอีกสามคน เหมือนจะมีสาวๆ เยอะขึ้นนะ

หวังว่าสามคนนี้คงไม่เสร็จยายมิ้นท์นะ รายนั้นน่ะเป็นเลสเบี้ยน

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 255 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #192 Empty_Mind (@mrsuchart1970) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 16 มีนาคม 2562 / 18:58
    อุ๊ย.. น้องมิ้นต์ สนใจจะมาฟิตเจอร์ริ่งกับพี่มายด์มั๊ยอ่ะ อิอิ
    #192
    0
  2. #110 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 15:37
    พวกเพื่อนเก่า(และสาวที่ยอมตายเพื่อริน)คนอื่นๆจะยังได้พบกันอีกไหมน้า
    #110
    0
  3. #73 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 2 มกราคม 2562 / 22:52

    หุหุน้องเป็นเลสเบี้ยน

    #73
    0
  4. #41 tanagorn29 (@tanagorn29) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2561 / 01:08
    น่ามีผู้ชายเข้ามาบ้างเพื่อความสมดุลของทีม เอาพวกทึกๆๆไว้เป็นแนวหน้า
    #41
    1
    • #41-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 8)
      24 ธันวาคม 2561 / 10:02
      อดีตในทีมมีผู้ชายด้วย ตอนนี้กำลังรวบรวมพรรคพวกอยู่
      #41-1
  5. #40 ศุกร์เสาว์ (@karnkeaw) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 23:24

    ขอบคุณคะ สนุกมาก รอลุ้นต่อคะ

    #40
    0
  6. #39 KID1979 (@KID1979) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 16:48
    นี่ละนิยายที่ต้องการมานานนนนน
    #39
    0
  7. #38 Pay Pamika (@paypamika) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 12:02
    สนุกมากค่ะ มาต่อเร็วๆนะ
    #38
    0
  8. #37 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2561 / 05:44
    มิ้นท์ เห็นเก่งบู๊ แต่กลับชอบเล่นดนตรีไทย เด็กเรียบร้อยนะเรา
    #37
    0
  9. #36 Xailice (@Xailice) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2561 / 07:59

    ไม่นะ...มิ้น เรานึกว่าเธอเป็นสาววัยรุ่น ที่ชอบผู้ชาย โนวววว
    #36
    0