Vanguard ย้อนเวลา พลิกชะตาอนาคต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 20,969 Views

  • 218 Comments

  • 1,063 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    790

    Overall
    20,969

ตอนที่ 7 : บทที่ 7 ยึดคืน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 233 ครั้ง
    18 ธ.ค. 61

บทที่ 7 ยึดคืน

 



       หากสองคนนั้นยอมอยู่เงียบๆ และไม่สร้างความวุ่นวายนรินทร์ก็พร้อมที่จะมองข้ามเรื่องเล็กน้อยพวกนั้นไป ปัญหาเรื่องอาหารนั้นค่อนข้างรุนแรงมากในยุคสมัยที่โหดร้ายมันจึงถูกจัดสรรให้แก่คนที่ออกไปสู้รบในปริมาณที่เหมาะสมเป็นกลุ่มแรกและค่อยมอบให้แก่ประชาชนที่มาขออาศัยหลบภัย ปริมาณที่ได้อาจจะน้อยกว่าพวกนักรบแต่ก็เพียงพอให้ประทังชีวิตอยู่ได้ พวกเขาไม่มีทางรู้เลยว่าอาหารที่ได้กินกันจนอิ่มท้องต้องแลกมาด้วยนักรบที่บาดเจ็บหนักจนต้องพักรักษาตัว

       ความเด็ดขาดของนรินทร์ทำให้ผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ เริ่มหวาดกลัวและไม่กล้าที่จะมองหน้าหรือสร้างความขุ่นข้องหมองใจ ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่เงียบๆ นรินทร์ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมแล้วถามสถานการณ์ปัจจุบันราวกับว่าการฆ่าคนสองคนไปนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ความกลัวนี้เองที่ทำให้พวกเขาเริ่มลนลานอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

       “สรุปคือในชั้นนี้เหลือซอมบี้เพียงแค่ที่โรงภาพยนตร์กับห้องน้ำเท่านั้นใช่ไหม แล้วผู้รอดชีวิตล่ะ”

       “กลุ่มใหม่ที่จะมาสมทบมีอยู่ทั้งสิ้นหกคน”

       “จัดสรรงานตามความสามารถ ส่วนศพนั่นเอาไปวางไว้ในจุดที่เห็นได้ชัดซะ”

       นรินทร์ไม่ต้องการให้มีคนต่อต้านจึงคิดใช้ศพของสองคนที่เขาเพิ่งจะจัดการไปเป็นการข่มขู่ให้เกิดความกลัว มันอธิบายได้อย่างดีเลยว่าต่อให้คุณเป็นผู้หญิงก็จะถูกฆ่าได้ถ้าสร้างความวุ่นวายในเวลาแบบนี้

       ไม่นานก็มีผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่ที่ถูกช่วยเหลือมาสมทบ พวกเขาเห็นศพผู้หญิงสองคนที่กลางหน้าผากมีรอยกระสุนปืนอยู่ก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันที ชะงักเท้าและหยุดไม่กล้าที่จะเดินเข้าไป มิ้นท์เหลือบมองศพพวกนั้นเหมือนสิ่งของริมทางและไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก

       “ทำให้พี่เหลืออดได้ขนาดนี้ ยอมใจเลย” เด็กสาวตักน้ำขึ้นมาดื่มไปหนึ่งแก้วและหยิบเอาช็อกโกแลตบาร์ขึ้นกัดหนึ่งคำและเก็บใส่กระเป๋าตามเดิม “สำรวจมาหมดแล้วนี่เป็นรายชื่อร้านเท่าที่เห็นเผื่อว่าจะมีประโยชน์หลังจากนี้”

       นรินทร์อ่านข้อความในกระดาษที่เขียนเป็นคำย่อและรหัสเพื่อความสะดวกในการส่งข้อมูล ส่วนใหญ่ชั้นนี้จะเป็นร้านอาหารและสิ่งบันเทิงโดยเฉพาะพวกตู้เกมซึ่งที่นั่นมีพวกซอมบี้อยู่ไม่น้อย เขาค่อนข้างสนใจบ้านลูกบอลมากเพราะถ้ามีมันก็จะสามารถขัดขวางการเคลื่อนที่ของพวกซอมบี้ได้ พวกมันไม่รู้วิธีหลบสิ่งกีดขวางเล็กๆ แค่เหยียบก็ล้มได้ง่ายมาก

       “ให้คนไปเก็บลูกบอลมา เราต้องการทั้งหมด”

       “อยากได้ตู้เกมไปติดไว้บนรถซะจริงๆ เสียดายตั้งหลายเกม”

       “ยึดห้างนี่ให้ได้ซะก่อนเถอะ”

       สิ่งบันเทิงในอนาคตนั้นแค่เก็บกดราคา 59 บาทก็ถือเป็นของเล่นชั้นยอดแล้ว แถมในอนาคตนั้นตู้เกมจำนวนไม่น้อยก็ถูกพวกผู้มีอิทธิพลยึดไปครอบครองเพื่อความสำราญของตนเอง มิ้นท์เคยเก็บกู้เครื่องที่เสียหายมาซ่อมแล้วถึงสภาพมันจะยับเยินแค่ไหนก็ตามก็มีคนแย่งกันเล่นจนกลายเป็นความวุ่นวายจนต้องสั่งให้ทำลายเครื่องเล่นเกมทิ้ง นี่เป็นโอกาสดีที่จะรวบรวมมันมาไว้เพราะเขาเชื่อว่าในอนาคตมันจะกลายเป็นสิ่งบันเทิงเพื่อลดความตึงเครียดหลังสู้รบสำหรับบางคนได้

       คนมาใหม่นั้นมีอายุสี่สิบกว่าแล้วจึงมีท่าทีขัดขืนอยู่บ้าง จารีตประเพณีที่เคยสั่งสอนให้เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ใช้ไม่ได้ในสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ต้องพูดถึงการว่าด้วยหลักประชาธิปไตยที่อาศัยเสียงข้างมากในการตัดสินใจร่วมกัน อย่างไรก็ตามเขาปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วและก้มหน้าก้มตาทำงานหลังได้ยินเรื่องที่นรินทร์ฆ่าคนสองคนที่สร้างความวุ่นวายในทันที แถมศพนั่นก็ยังเป็นหลักฐานะที่เตือนว่าต่อให้เป็นผู้หญิงแก่หรือสาววัยรุ่นก็ตายได้เหมือนกัน

       มิ้นท์ทำงานของตัวเองได้เป็นอย่างดีตราบใดก็ตามที่เธอมีชุดหน่วยรบของแวนการ์ดที่ป้องกันการถูกกัดและข่วนก็ไม่ต้องกลัวที่จะถูกกัด เธอฟอร์มทีมเล็กๆ ขึ้นมาและออกล่าซอมบี้ตลอดทั้งชั้น ตรวจสอบพื้นที่ที่กักขังซอมบี้เอาไว้จนตลอดทั้งชั้นโล่งหมด ประตูทางเข้าออกสู่ลานจอดรถก็มีคนนำของมาขวางกั้นเอาไว้พร้อมด้วยการทำลายเซ็นเซอร์ประตูทิ้ง

       “ควรหาอะไรมาปิดกระจกพวกนี้เว้นช่องเอาไว้สักเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ข้างนอกได้โดยไม่ต้องออกไป”

       “ทำไมต้องปิดด้วยล่ะ?” ลูกทีมคนหนึ่งถาม

       “วอล์คเกอร์พวกนี้ไม่ได้ฉลาดพอจะมองสิ่งเคลื่อนไหวยิบย่อย แต่มันจะมองสิ่งเคลื่อนไหวขนาดใหญ่เท่านั้น ถึงอย่างนั้นก็อย่าประมาทเพราะมันมีบางตัวที่รับรู้การเคลื่อนไหวเล็กๆ ได้อยู่” อธิบายไปพลางเอาโปสเตอร์กับเทปกาวมาแปะติดเอาไว้แบบลวกๆ มันไม่ใช่งานที่ละเอียดแต่ก็ถือว่าพอจะใช้ประโยชน์ได้ “ต่อไปค่อยเสริมความแข็งแกร่งให้พวกมัน เข็นรถหรือเอาแผ่นไม้มาปิดทางไว้ก็ได้”

       กลับมาที่ค่ายผู้รอดชีวิตเล็กๆ มีคนคอยดูลาดเลาความเคลื่อนไหวชั้นล่างอย่างขยันขันแข็ง หลายคนได้รับน้ำและอาหารก็เริ่มมีกำลังวังชาเพิ่มขึ้น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงเพราะข้างล่างนั้นยังคงมีซอมบี้เดินป้วนเปี้ยนกันอยู่ เสียงประกาศของนรินทร์ยังคงดังอย่างต่อเนื่องแม้ว่ามันจะน่ารำคาญแต่ก็ช่วยกลบเสียงหลายอย่างลงได้

       นรินทร์กำลังทอดสายตามองดูสถานการณ์เบื้องล่างและขบคิดหาวิธีเคลียร์พวกซอมบี้ในชั้นต่อไป เขามีระเบิดเพียงแค่สิบลูกกับเครื่องตัดหญ้าที่มีน้ำมันเต็มถัง ทันทีที่เปิดการทำงานเสียงมันจะดังมากและพวกซอมบี้ก็จะแห่กันเข้ามาจึงต้องใช้อย่างระมัดระวังมากขึ้น

       “มิ้นท์ลงไปเคลียร์ข้างล่างให้ได้นะ”

       “ลืมไปแล้วเหรอว่าข้างล่างนั่นอันตรายแค่ไหน”

       “จะว่าไปแล้ว ดาบนี่ค่อนข้างหนักมากจริงๆ ไม่ใช่ว่าใช้งานยากแต่เป็นกำลังยังไม่พอจะใช้มันอย่างต่อเนื่อง จริงสิ! มีพวกอุปกรณ์ออกกำลังกายอยู่ด้วยนี่ ขนไปเก็บไว้ในรถด้วยท่าจะดีนะ”

       “อย่าทำเป็นเล่นไป ถ้ามีคนลงไปข้างล่างและพยายามหนีกลับขึ้นมาล่ะก็หายนะแน่”

       “พี่รู้ใช่ไหมว่าผลลัพธ์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลงมือทำ คนพวกนี้ถ้าไม่ขัดเกลาอีกสักหน่อยล่ะก็มีชีวิตรอดถึงเฟสสองไม่ได้แน่”

       นรินทร์เดินกลับเข้าไปในร้านอุปกรณ์กีฬาหยิบเสื้อผ้าเหล่านั้นขึ้นมาพร้อมกับฉีกกระดาษหนังสือที่ขนมาจากร้านใกล้ๆ เรียกชายหน้าสิวให้เข้ามาและเริ่มตัดผ้าออกมาพันทับด้วยกระดาษไปอีกหลายชั้นและพันด้วยเทปให้รอบ มันเป็นชุดเกราะผ้าแบบประยุกต์ที่พอจะใช้ป้องกันไม่ให้ถูกกัดได้ เห็นแบบนั้นมีหลายคนเริ่มเข้าใจแล้วว่าจะทำสิ่งใดคนที่เคลื่อนไหวก่อนกลับเป็นเด็กสาวสองคนที่ฟอร์มทีมกับมิ้นท์ไปล่าซอมบี้ พวกเธอไปเลือกเอาชุดกีฬาหมวกกันน็อกสำหรับนักปั่นจักรยานมาใส่ สนับแข้งของนักฟุตบอลมาติดไว้ตามตัวและพันด้วยเทปกาว

       ถึงแม้จะมีปืนแต่ข้อจำกัดที่ต้องพึ่งพากระสุนปืนและพวกเขาเตรียมมาไม่ได้มากนักควรจะเก็บไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ นรินทร์เลือกที่จะใช้ไม้พายที่ลับให้แหลมพอจะใช้ฆ่าคนได้ สำรองไว้กับตัวอีกหนึ่งอัน ครั้งนี้เขาจำเป็นจะต้องมีส่วนร่วมในการยึดคืนชั้นถัดไป แม้จะมีคนน้อยมากที่อาสาเข้าร่วมในการยึดพื้นที่คืนก็ตาม นรินทร์จึงชดเชยความเสียเปรียบนี้และมุ่งเป้าไปที่การไล่กำจัดซอมบี้ทีละโซนซึ่งมันจะรวดเร็วกว่า แต่ละคนก็จะพกอุปกรณ์ล่อหลอกเอาไว้คนละชิ้นสองชิ้น

       ในระหว่างนั้นก็มีคนที่ต้องการมีชีวิตรอดออกไปจากนรกแห่งนี้ก็แอบขโมยน้ำและอาหารหนีออกไปทางบันไดหนีไฟ ซ้ำยังเอาอาวุธติดมือไปด้วย เมื่อมีคนมาฟ้องนรินทร์ทำได้เพียงปล่อยผ่านเพราะคนพวกนั้นไม่มีค่าพอจะให้ใส่ใจ

       “ไม่เป็นไร ถ้าพวกเรายึดที่นี่ได้มันจะเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับพวกคุณทุกคนจนกว่ากองทัพจะส่งคนมาช่วยเหลือ”

       “แต่น้ำกับอาหารที่คนพวกนั้นเอาไป”

       “ยังมีอีกมากที่ข้างล่างนั่น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกเราก็พอ”

       ตรวจสอบความพร้อมเรียบร้อยแล้วก็เริ่มปฏิบัติการทันที ให้มิ้นท์ลงไปเคลียร์เส้นทางก่อนเพราะเธอสามารถดูแลตนเองได้แถมยังมากไปด้วยประสบการณ์รบที่เกินกว่ากองทัพในปัจจุบัน สัญญาณมือถูกส่งกลับมาและลูกทีมเริ่มที่จะเดินลงตามไป พวกเขาล้วนทำได้เพียงข่มความกลัวเท่านั้น สัญญาณมือที่สอนกันแบบลวกๆ ไม่ถึงกับชำนาญมีแค่หยุด แบ่งกำลัง กับถอนตัวที่พอจะช่วยให้ไม่ต้องสั่งการด้วยเสียง

       ใช้วิธีเคลียร์ซอมบี้ทีละโซนถึงจะยากไปสักนิดแต่ก็มีประสิทธิภาพกว่าการกระจายกำลังกันออกไป บ้างก็ใช้หอกไม้แหลม บ้างก็ใช้หอกที่ทำจากกรรไกร ซอมบี้พวกนี้ก็เหมือนกับคนคนหนึ่งแม้จะกลายสภาพไปแล้วก็ตามมันต้องอาศัยความกล้าอย่างมาก ทว่าเมื่อมองไปทางเด็กสาวที่คอยชี้สั่งการเป้าหมาย เธอคนนั้นกลับฆ่าพวกมันได้อย่างง่ายดายไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นซอมบี้ผู้หญิง ผู้ชาย เด็ก หรือแม้แต่คนวัยทอง เช่นเดียวกันกับชายหนุ่มที่มาด้วยกัน เขามีวิธีต่อสู้ที่ด้อยกว่าแต่ก็ฆ่าซอมบี้ได้ง่ายราวกับปอกกล้วย

       มิ้นท์เดินตรวจสอบในทุกๆ ซอกมุม พบเจอซอมบี้ที่หลบซ่อนอยู่ด้วยแต่มันไม่ได้ตึงมืออะไรมาก ทางออกหนีไฟถูกเปิดขึ้นและมองลงไปชั้นล่างสู่ลานจอดใต้ดินยังมีพวกซอมบี้ติดอยู่ข้างในหลายสิบตัว เธอจัดการปิดประตูและลงกลอนเอาไว้ทันที

       “ทางหนีไฟไปใต้ดินมีวอล์คเกอร์อยู่”

       “อย่าพึ่งไปเสียเวลากับที่นั่น ตอนนี้ควรให้ความสำคัญกับการจัดการภายในก่อน”

       ถ้าพวกเขาเป็นทหารที่มีอาวุธครบมือการกวาดล้างซอมบี้ทั้งหมดภายในเวลาหนึ่งวันเป็นเรื่องง่ายมาก นรินทร์ต้องสงวนกระสุนเอาไว้เพื่อรับมือกับสัตว์กลายพันธุ์จำนวนหนึ่งเลยทำได้เพียงแค่ต้องเสี่ยงกับมัน ถึงอย่างนั้นผลตอบแทนที่ได้ก็คือสมาชิกทีมเริ่มมีจิตใจที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้น คงเพิ่มโอกาสอยู่รอดต่อไปได้

       มันเหนื่อยมากที่จะต้องกวาดล้างพวกมันตลอดทั้งชั้นเพราะมีซอมบี้ซ่อนตัวอยู่ตามที่ต่างๆ แต่ที่รู้สึกว่ามันง่ายก็เป็นเพราะมิ้นท์ที่ทำตัวเป็นผู้นำในการออกล่า เธอคนนี้ใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีล่อหลอกและลวงมาฆ่าเทียบอัตราการฆ่ากันแล้วเธอมันสูงที่ 10 ต่อ 1 ของพวกเขา นรินทร์ไม่แปลกใจเรื่องนี้เพราะน้องสาวของเขานั้นเก่งที่สุดในแวนการ์ดแล้ว นอกจากนี้หากเธอกลายเป็นอีโวลเวอร์เมื่อไหร่ต่อให้มีฝูงซอมบี้นับร้อยนับพันตัวก็ไม่ได้สร้างความลำบากอะไรเลย

       ซอมบี้กลุ่มสุดท้ายของชั้นนี้ถูกมอบให้กับสมาชิกเพื่อขัดเกลาจิตใจ พวกเขาอาจจะสั่นกลัวแต่สุดท้ายก็ฆ่าพวกมันได้ มีบางคนเกือบจะถูกกัดแต่เพราะสวมที่ป้องกันจึงรอดมาได้หวุดหวิดพลันนึกขอบคุณมิ้นท์ที่ให้คำแนะนำตำแหน่งความเสี่ยงบนร่างกายให้ ไม่รู้ว่าซอมบี้ที่นอนอยู่นั่นถูกฆ่าหมดจริงหรือไม่จึงได้ให้ทุกคนระมัดระวังตัวและแทงหอกใส่ที่หัวของพวกมันเพื่อยืนยัน

       นรินทร์ชำเลืองมองดูนาฬิกา เขาใช้เวลาไปนานมากเพื่อยึดชั้นเพียงสองชั้น มันคุ้มค่าเมื่อตอนนี้เท่ากับว่าพวกเขาสามารถช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ในชั้นนี้ได้ทั้งหมด รวมแล้วก็มีเพิ่มขึ้นอีกหลายคนซึ่งเมื่อรวมกับคนที่ยังอยู่ในตอนนี้จะมีผู้รอดชีวิตเพิ่มขึ้นเกือบหกสิบคน ในความทรงจำของนรินทร์ผู้รอดชีวิตจากห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีอยู่ด้วยกันประมาณร้อยกว่าคนโดยพวกเขาหลบอยู่ตามร้านค้าที่สามารถดึงบานเหล็กลงมาปิดเพื่อปกป้องตนเองได้

       “เธอคือมิ้นท์ใช่ไหม?” น้ำเสียงเล็กๆ ของเด็กสาวดังขึ้น เธอคนนี้ผอมแห้งจากการขาดสารอาหารมานาน แต่งกายด้วยชุดนักเรียนหญิงที่มีสภาพเลวร้าย มันเปื้อนไปด้วยเลือดที่แห้งกรังและมีคราบเหลืองอยู่ตามที่ต่างๆ

       และยังมีเพื่อนกลุ่มนักเรียนอีกสามคนด้วยซึ่งมีสภาพไม่ต่างกัน เป็นผู้ชายสองและหญิงหนึ่ง

       พวกเขาทั้งหมดเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของมิ้นท์ ในอดีตนั้นพวกเธอล้วนติดอยู่ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ด้วยกันจนกระทั่งรอดชีวิตออกมาได้ แต่เพราะมิ้นท์ตัดสินใจจะติดตามพี่ชายจึงได้แยกทางกันที่ค่ายอพยพและไม่ได้พบเจอกันอีกเลย

       คงเพราะไม่มั่นใจ อีกทั้งมิ้นท์แต่งกายชุดคอมแบทตลอดทั้งตัว พกปืนและสะพายดาบเหมือนพวกแต่งคอสเพลย์ ซ้ำยังทาใบหน้าด้วยเลือดของซอมบี้จนแทบจะจำไม่ได้ แต่การที่ไม่ได้พบกันหนึ่งเดือนและรับรู้ได้แม้เกิดความเปลี่ยนแปลงก็ต้องยอมรับแล้วว่าพวกเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกันมากจริงๆ

       “จริงด้วย มิ้นท์นี่นาเธอปลอดภัยดีเหรอ?”

       “เธอหายตัวไปไม่ยอมมาเรียนตั้งเกือบหนึ่งเดือน พวกเราไปหาที่บ้านแต่มันถูกปิดและข้าวของส่วนใหญ่หายไปหมดเลย”

       นับตั้งแต่ที่ได้รับความทรงจำจากในอนาคต มิ้นท์และนรินทร์ตัดสินใจที่จะออกจากโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมโดยประกาศขายบ้านทิ้งในราคาถูกและย้ายไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านเก่าของคุณตาที่อยู่นอกเมือง มันทรุดโทรมมากแต่ก็มีน้ำกับไฟให้ใช้ได้อยู่ ส่วนเรื่องพ่อกับแม่ของพวกเธอพี่น้องนั้นไปเที่ยวต่างประเทศและไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ทำใจเผื่อเอาไว้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายว่าพวกท่านอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว

       “เรื่องมันยาว” มิ้นท์ตอบส่งๆ “พวกเธอคงจะหิวกันมากขึ้นไปหาอะไรกินรองท้องข้างบนก่อน”

       บุคลิกที่เปลี่ยนไปจนแทบจะจำกันไม่ได้ทำให้เพื่อนร่วมชั้นพากันสงสัย แต่พอได้เห็นอาหารที่ถูกเตรียมเอาไว้ถึงจะน้อยแค่ไหนก็ทำให้พวกเขาลืมสิ่งที่คิดไปจนหมด มันเป็นเวลานานมากที่แทบจะไม่มีอาหารตกถึงท้อง ตอนนี้แค่ขนมห่อเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับอาหารชั้นเลิศแล้ว พอกินเสร็จก็เริ่มมีกำลังวังชาขึ้นมาเล็กน้อยแต่ละคนก็ถูกเรียกให้ไปช่วยกันทำงานสร้างแบริเออร์ปิดทางขึ้นลงในหลายๆ จุด รวมถึงประตูทางเข้าสู่ลานจอดรถด้วย คราวนี้ไม่ต้องมีมิ้นท์ไปช่วยแนะนำทุกคนก็พอจะลงมือทำกันได้เองแล้ว

       สองพี่น้องยืนคุมความเคลื่อนไหวของฝูงซอมบี้ที่เดินเพ่นพ่านอยู่ด้านล่าง ด้วยความที่ไม่ต้องการให้พวกมันรู้ตัวการอพยพจึงทำกันอย่างเงียบเชียบไม่ให้ใครส่งเสียงดังใดๆ อุปกรณ์ที่มีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดเสียงดังก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้ การแบ่งปันอาหารถึงจะเล็กน้อยแต่เพราะมีศพคนสองคนเป็นเครื่องย้ำเตือนถึงกฎที่เด็ดขาดทำให้ไม่มีใครกล้าก่อปัญหา หากจะมีคนต้องการหนีเอาตัวรอดก็จะมอบอาวุธให้พร้อมชี้ทางออกจากที่นี่ซึ่งก็มีคนไม่น้อยค่อนข้างเป็นห่วงบุคคลที่สนิทด้วยจึงอยากจะออกไป แต่ก็มีหลายคนที่ตัดสินใจอยู่ที่นี่รอความช่วยเหลือเช่นกัน

       ตัดสินใจแล้วว่าจะให้พักเหนื่อยเพียงแค่สามสิบนาที ให้ทุกคนที่คิดจะร่วมมือเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้าเพราะนับจากนี้ไปหากผิดพลาดอาจมีความเสี่ยงถึงตาย นรินทร์ไม่บังคับให้ทุกคนเข้าร่วมอยู่แล้วแต่มันคงจะดีกว่าหากมีคนกล้าที่จะเสี่ยงกับพวกมัน ตอนนี้สิ่งที่พอทำได้คือการดัดแปลงสภาพของรถบังคับด้วยการโมดิฟายเครื่องให้เหมือนรถทามิย่าโดยการหยิบเอาชิ้นส่วนมาปรับแก้เพื่อให้มีความเร็วที่พวกซอมบี้ยากจะไล่ตามได้ทัน แม้ว่าการทำแบบนี้จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลงแต่เขาก็ไม่ได้หวังจะใช้มันในระยะยาวอยู่แล้ว

       นรินทร์ทำงานอย่างมุ่งมั่น อันที่จริงแล้วชีวิตก่อนหน้านี้เขาแทบจะไม่มีทักษะความฉลาดนี้อยู่กับตัวเลยนอกจากพวกไหวพริบที่ใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรนักในสังคมการทำงานปัจจุบันที่มีการควบคุมการทำงานอย่างถูกต้องและไร้ข้อผิดพลาด ทว่านี่อาจจะเป็นผลกระทบจากสติปัญญาที่ยกระดับกลายเป็นอัจฉริยะที่เหนือกว่าผู้คนทั้งโลกก็ได้ ทว่ามันก็เป็นแค่ทักษะเล็กน้อยที่สั่งสมมาตลอดหลายสิบปีในอนาคต

       ชั่วโมงนี้มิ้นท์เองก็ต้องพักเพื่อปรับสภาพจิตใจของตนเองและผ่อนคลายแรงกดดันจากการต่อสู้ พวกมันอาจจะเป็นวอล์คเกอร์และเธอสวมชุดป้องกันอยู่แต่มันไม่ได้รับประกันว่าเธอจะรอดชีวิตจากมันได้ หากผิดพลาดขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อยแผนการกอบกู้มนุษยชาติจะล้มลงทันที เพราะกว่าที่พี่ชายของเธอจะกลายเป็นอีโวลเวอร์มันต้องใช้เวลานานมากแต่ด้วยของที่ถูกส่งกลับมาสนับสนุนระยะเวลาอาจจะสั้นลงเร็วขึ้นครึ่งหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้นหน้าที่ของเธอจึงคล้ายกับเป็นการปกป้องพี่ชายไปด้วยในตัว

       ถึงอย่างนั้นในความทรงจำของมิ้นท์ นรินทร์ไม่เคยยอมแพ้แม้ตนเองจะไม่ใช่อีโวลเวอร์กระทั่งผลักดันตนเองและคิดหาวิธีสู้ในแบบของตนเอง จนในที่สุดต่อให้อีกฝ่ายเป็นอีโวลเวอร์ที่มีความสามารถพิเศษที่น่ากลัวเขาก็จัดการลงได้ มันเป็นเครื่องยืนยันได้อย่างดีว่าอีโวลเวอร์ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าคนธรรมดา เพียงแค่พวกเขามีพลังพิเศษจากการกลายพันธุ์เท่านั้น

       “มิ้นท์” เสียงเรียกที่คุ้นหูดังขึ้น

       เป็นเพื่อนของเธอที่พึ่งจะได้รับการช่วยเหลือมา ทุกคนเริ่มมีเรี่ยวแรงจากการได้กินขนมและดื่มน้ำบ้างแล้ว

       “ว่าไง” มิ้นท์ไม่ได้แสดงอารมณ์แบบเด็กสาวออกมา นับตั้งแต่ที่ได้ความทรงจำจากอนาคตกลับมาตัวตนของเธอก็เปลี่ยนไปตามอายุ เธอค่อนข้างขี้อ้อนกับผู้เป็นพี่ชายแต่กับคนอื่นแล้วจะมีนิสัยดุดันเป็นภาพลักษณ์ที่เสริมความเป็นผู้นำให้ตนเอง

       “เธอดูเปลี่ยนไปนะ ทำไมถึงแต่งตัวแบบนั้นล่ะ”

       “นี่น่ะเหรอ ก็แค่ชุดป้องกันธรรมดาแถมพวกเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาตัวเองเลยไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจับอาวุธเข้าสู้”

       “สุดยอด เธอดูเหมือนแคลร์จากเรซิเดนท์ อีวิลในวีดีโอเกมเลย” เพื่อนชายเสริม เขาเป็นพวกที่คลั่งไคล้การเล่นเกมมากจึงรู้เกี่ยวกับเกมไม่น้อย เห็นการแต่งกายของมิ้นท์ก็เอาไปเปรียบเทียบกับตัวละครที่คุ้นเคย

       “น่าเสียดายที่สถานการณ์แบบนี้ไม่ใช่ในวีดีโอเกม ว่าแต่พวกเธอเถอะเป็นยังไงบ้างล่ะ” ถึงจะรู้ที่มาที่ไปเป็นอย่างดีแต่ก็อดที่จะสอบถามไม่ได้ และยังอยากรู้ด้วยว่าทำไมมันถึงมีความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะตำแหน่งที่อยู่นั้นไม่ใช่สถานที่ที่รู้จัก

       “โชคดีที่พวกเราติดอยู่ที่ร้านฮอตพ็อตก็เลยพอจะมีพวกน้ำกับอาหารให้กินอยู่ แต่มันหมดหลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์แรกและเนื้อก็เริ่มเน่า พวกเราออกจากที่นั่นไม่ได้เลยต้องติดอยู่กันนานมากจนเกือบจะหมดหวังแล้ว”

       ในความทรงจำของมิ้นท์สถานที่ที่ติดค้างกันอยู่คือที่ธนาคารเพราะตอนนั้นเพื่อนของเธอจำต้องไปกดเงินเพื่อมากินเลี้ยงกัน เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นจึงถูกขังอยู่ภายในสถานที่ปลอดภัย มีเพียงน้ำที่ทางธนาคารสำรองเอาไว้ให้ดื่มกินได้กันเพียงคนละแก้วเล็กอย่างประหยัดเพื่อรอความช่วยเหลือ เมื่อถึงตอนนั้นสภาพของพวกเธอทุกคนก็ย่ำแย่มากจนคิดอยากจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอด

       “ไม่สิ ที่ต้องถามน่ะคือพวกเรามากกว่าติดต่อเธอไม่ได้เลยเพราะเธอไม่ยอมรับสายพวกเราสักครั้ง แถมยังตัดสายทิ้งเหมือนคนหนีหนี้สินเลย นี่อีตาท็อปยังแกล้งแซ็วอยู่เลยว่าพวกเธอถูกเจ้าหนี้ไล่ตามจนต้องขายบ้านทิ้งเอาตัวรอดน่ะ”

       ขายบ้านหนีหนี้?

       นับเป็นเรื่องที่น่าตลกมากเพราะฐานะทางบ้านของมิ้นท์นั้นไม่ได้ย่ำแย่อะไรเลย ออกจะเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยในหมู่ชนชั้นกลางด้วยซ้ำ เห็นได้จากการที่พี่ชายของเธอสามารถหาซื้อพวกรถมินิบัสกับอะไหล่ซ่อมรถเพื่อให้เธอมาโมดิฟาย รวมไปแล้วมันก็เป็นเงินหลักแสนที่ด้วยอายุอย่างพวกเธอแทบจะหาไม่ได้ ส่วนบ้านที่ขายไปนั้นก็เอาเงินมาอุดเพื่อซื้อพวกของใช้ที่จำเป็นมากักตุนจนกลายเป็นคนจนในชั่วพริบตา

       “นั่นสินะ พอดีมีปัญหาทางบ้านนิดหน่อยน่ะ” มิ้นท์ตอบกลบเกลื่อน

       ถ้าบอกว่าตอนนั้นเธอได้ความทรงจำจากอนาคตมาและรู้ว่าจะเกิดหายนะอะไรกับโลกบ้าง คงมีคนไม่น้อยกล่าวหาว่าเธอบ้าและอาจจะต้องจบลงด้วยการไปพบจิตแพทย์ก็เป็นได้ ดังนั้นเธอกับพี่ชายจึงถอนตัวจากโรงเรียนแบบเงียบๆ และมาเตรียมตัวเพื่อรับมือกับวันโลกาวินาศแทน

       “แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น อย่าบอกนะว่าบริษัทร่มอยู่เบื้องหลังครั้งนี้” ผู้คลั่งไคล้วีดีโอเกมเป็นที่สุดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แน่นอนว่ามันต้องมีคนที่ไม่เคยดูหนังหรือเล่นเกมแนวนี้มาก่อนจึงสงสัยว่ามันอาจจะเป็นมุขตลกที่ซับซ้อน

       “ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวกันไหม แต่เท่าที่ข่าววงในซุบซิบกันในเน็ตเห็นว่ามันน่าจะเกี่ยวกับอุกกาบาตที่ตกลงมาเมื่อประมาณสี่เดือนที่แล้ว หลังจากนั้นก็มีข่าวประมาณว่าผู้ทรงอิทธิพลทั่วโลกลาพักร้อนไปเที่ยวทริปต่างประเทศ ในความคิดของฉันน่ะเดาว่าพวกนั้นน่าจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้วเลยอพยพไปอยู่ในสถานที่ปลอดภัยล่วงหน้ากันตั้งหลายวันก่อนเกิดเรื่อง”

       เพื่อไม่ให้ถูกพวกคนใหญ่คนโตในเชลเตอร์หลอกให้ไปเป็นทหารเพื่อคุ้มกันตนเอง มิ้นท์ทำได้เพียงแค่กล่าวเตือนแบบอ้อมๆ เท่านั้น เธอเคยตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายกันคือเชื่อว่ามันเป็นที่ที่ปลอดภัยจนกระทั่งได้เห็นความเสื่อมของคนพวกนั้นและไม่ต้องการให้มีคนตกเป็นเหยื่อ ยังไงซะพวกเธอแวนการ์ดก็มีสถานที่ปลอดภัยคือรถมินิบัสซึ่งในอดีตนั้นพวกเธอไม่มี เลยไม่จำเป็นต้องไปพึ่งพาผู้ปกครองที่ชั่วร้ายพวกนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง ทว่าคนเหล่านี้นั้นแตกต่างกันมาก พวกเขาล้วนไร้อำนาจและไม่มีอาวุธมาใช้เพื่อคุ้มครองตนเองด้วยซ้ำ

       “แล้วแวนการ์ดนี่คืออะไร” ชายที่ชื่อท็อปค่อนข้างสงสัยเกี่ยวกับประกาศที่ยังคงดังอยู่จนถึงตอนนี้ เมื่อฟังจากเสียงแล้วพบว่ามันเป็นเสียงของพี่ชายของมิ้นท์นั่นเอง

       “ก็แค่ชื่อกลุ่มที่ตั้งขึ้นมานั่นแหละ เท่ดีใช่ไหมล่ะ”

       “ก็นะ ฟังดูไม่เลวนักหรอก”

       “แต่แวนการ์ดก็ความหมายตรงตัวเลยคือกลุ่มแนวหน้า ไม่ใช่กลุ่มที่เหมาะสำหรับคนที่อยากมีชีวิตรอดสักเท่าไหร่นัก พี่ชายฉันคิดว่าควรจะต้องมีกลุ่มแนวหน้าเพื่อรับมือกับหายนะซอมบี้พวกนี้ การช่วยเหลือผู้คนเพื่อให้ก่อตั้งค่ายผู้รอดชีวิตเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเหลือผู้คนในเบื้องต้น เพราะโลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วและมนุษย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับพวกมัน ไม่มีเวลามาทำตัวเป็นเด็กเล่นสนุกอีกแล้วล่ะ”

       ในสายตาของผู้ใหญ่แล้วคงมองว่าพวกเธอเป็นแค่เด็กเท่านั้น เพียงแต่ว่าโลกที่โหดร้ายนี้ไม่ได้คิดแบบนั้นเลยสักนิดและตัดสินทุกคนอย่างเท่าเทียม กระทั่งเด็กทารกที่รอดจากหายนะคราวนี้ถือได้ว่าเป็นผู้เริ่มต้นยุคสมัยที่โหดร้าย ทางเดียวที่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้คือการลุกขึ้นสู้กับความโหดร้ายเท่านั้น ไม่ใช่การสวดภาวนาและรอรับความช่วยเหลือจากคนอื่น

       นรินทร์ปรับแต่งรถบังคับเสร็จแล้วและกำลังทดสอบความเร็วของมัน ถึงจะเพิ่มขึ้นไม่ได้เท่ากับแรงวิ่งของคนแต่มันก็พอจะใช้ล่อหลอกพวกซอมบี้ได้อยู่บ้าง โทรศัพท์มือถือที่ติดตั้งกล่องที่ขยายเสียงที่ทำจากกระดาษลังน่าจะพอดึงความสนใจได้หลายตัว ก่อนอื่นจำเป็นจะต้องนำรถพวกนี้ไปวางในจุดต่างๆ เพื่อดึงความสนใจและมอบหมายหน้าที่ในการควบคุมให้กับคนที่มีใจอยากจะช่วย

       พักผ่อนกันเพียงพอแล้วก็ถึงเวลากวาดล้างพวกซอมบี้ นรินทร์ได้อธิบายแผนการแบบคร่าวๆ โดยของที่ใช้ก็เป็นเพียงอาวุธที่หาได้ทั่วไปพวกกรรไกรหรือมีดที่เอามาประกบทำเป็นหอกและใช้แทงจากที่สูง มีทำหน้าไม้ขึ้นมาด้วยจากท่อพีวีซีใช้วิธียิงเหมือนธนู ลูกธนูก็เอามาจากม่านไม้ไผ่ที่เหลาให้แหลม มันพอจะใช้ยิงจากมุมสูงได้เลยต้องให้ทุกคนช่วยกันยิงกำจัดเพื่อลดจำนวนลงให้ได้มากที่สุด

       แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยิงได้แม่นยำเข้าเป้าหมายทุกครั้ง เคราะห์ดีที่ต่อให้พลาดตราบใดที่วอล์คเกอร์ไม่เห็นตัวมันก็จะไม่สนใจอะไร นั่นเพราะพวกมันไม่มีความเจ็บปวดจึงไม่ตอบสนองแม้จะถูกยิงเข้าที่ลำตัวหรือแขน ยกเว้นเมื่อถูกยิงเข้าที่หัวจังๆ ก็จะล้มลงและไม่เคลื่อนไหวอีกต่อไป





เรื่องนี้จะเป็นเหมือนแนว MCV ที่หลายคนเคยอ่านนั่นแหละ

จริงๆ ก็เคยโพสต์ไว้ในบทแรก แต่ตอนจัดหน้ากระดาษดันลบทิ้งไปแล้ว

อาจมีฉาก 18+ บ้างนะต้องขออภัยด้วย ไม่ได้อยากให้มีแต่มันเป็นด้านมืดของมนุษย์ผู้ชายบางคน

ตัวละครตอนนี้ที่มีคนชอบคือ หน้าสิวคุง แหมหน้าตามันอาจจะไม่หล่อ ปากไม่ค่อยดี แต่นิสัยแม่งโคตรหล่อเลย นี่คือหลักฐานว่าในสถานการณ์เลวร้ายหน้าตาไม่ได้วัดนิสัยผู้คน

ปล.พระเอกอาจจะใจอ่อน แต่ไม่งี่เง่าเรื่องผู้หญิงนะ บทที่แล้วแม่งเล่นยิงทิ้งเลย




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 233 ครั้ง

7 ความคิดเห็น

  1. #109 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 15:23
    ถ้าไม่ NTR หรือ Rape ตัวละครฝั่งเราก็ดีครับ
    #109
    0
  2. #83 Treerainbow (@treerainbow) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 23 มกราคม 2562 / 20:58

    สนุกมากๆ มันดูเรียลดี ถ้าพระเอกใจอ่อนโลกสวยในสถานะการอย่างนี้ แถมยังไม่มีพลังพอ บอกเลยรอดยาก

    #83
    0
  3. #35 KuRo_NeKo (@u4814079) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2561 / 16:25
    ขอวันละสิบตอนเลยได้มั้ยคะ (ล้อเล่นนะ)

    ชอบนิยายแนวนี้มาก มาลงบ่อยๆน๊า~
    #35
    1
    • #35-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 7)
      22 ธันวาคม 2561 / 01:17
      พาลงร้อยชั้นทีเจ้าค่ะ

      แต่ว่านะ ปิดเซฟกวนมากเจ้าค่ะ

      ผัดทีละชั่วโมงด้วย
      #35-1
  4. #34 tanagorn29 (@tanagorn29) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 12:13
    ขอบคุณครับตอนใหม่มาไวน่ะครับ
    #34
    0
  5. #31 Winzex (@pleum254) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 20:42
    อย่าถามตอนต่อ พึ่งแต่งเสร็จสดๆแล้วถามหาตอนต่อเนี่ย ชีวิตนี้คงไม่เคยรออะไรเลย
    #31
    0
  6. #30 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:50
    รออยู่ จะรอดกันสักกี่คน
    #30
    2
    • #30-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 7)
      18 ธันวาคม 2561 / 19:53
      เราจะให้น้ำทิพย์ทำหน้าที่อะไรในแวนการ์ดดีล่ะ แม่ครัวดีม่ะ?
      #30-1
  7. #29 LuminousBlue (@Vertrateness) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 19:30

    นายหน้าสิวนี่ชื่ออะไรหว่า เรียกแต่หน้าสิวไม่รู้ชื่อเลย

    #29
    1
    • #29-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 7)
      18 ธันวาคม 2561 / 19:47
      ไม่รู้เหมือนกัน
      #29-1