Vanguard ย้อนเวลา พลิกชะตาอนาคต

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 16,186 Views

  • 195 Comments

  • 883 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    3,567

    Overall
    16,186

ตอนที่ 6 : บทที่ 6 ความเด็ดขาด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1868
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 218 ครั้ง
    14 ธ.ค. 61

บทที่ 6 ความเด็ดขาด

 



       นรินทร์เข้าใจดีว่ามันจะต้องอาศัยความกล้าอย่างมากเพื่อที่จะต่อสู้กับพวกซอมบี้ เพราะเพียงแค่ถูกข่วนหรือกัดแม้เพียงเล็กน้อยหมายถึงความตายได้เลย มันแตกต่างจากพวกเขาพี่น้องที่ได้รับทรัพยากรเริ่มต้นมาจากอนาคตโดยเฉพาะชุดป้องกันในช่วงเริ่มของภัยพิบัติ

       ในอนาคตนรินทร์จะผลิตวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสนี้ขึ้นมาได้ ต่อให้ถูกกัดแต่ถ้าได้รับวัคซีนทันเวลาก็จะไม่ต้องกลายเป็นซอมบี้

แต่เนื่องจากว่าทรัพยากรของเขามีอยู่จำกัดและถูกโจมตีโดยบุคคลภายนอกอยู่ตลอดจนสูญเสียทรัพยากรสำคัญไป ตอนนั้นวัคซีนป้องกันเชื้อซอมบี้ถูกผลิตขึ้นมาเพียงแค่ห้าสิบหลอด มีบางส่วนถูกชิงไปเพื่อพัฒนาต่อทว่ามันอาจจะต้องใช้เวลากว่าสี่สิบปีถึงจะผลิตเลียนแบบได้เนื่องจากนรินทร์ไม่เคยบันทึกงานวิจัยของตนเองเอาไว้ เขามีความทรงจำที่ยอดเยี่ยมเกินจนไม่ต้องพึ่งพาการบันทึกข้อมูล

       เป็นธรรมดาที่จะมีคนปฏิเสธแม้ว่าข้อเสนอมันจะเย้ายวนใจแค่ไหน นรินทร์เข้าใจเหตุผลจึงไม่โกรธแม้แต่น้อย คิดว่าหากมีคนช่วยก็จะลดภาระหน้าที่ลงไปได้บ้าง แตกต่างจากน้องสาวของเขาที่เกลียดพวกใจเสาะเป็นที่สุด คงด้วยเหตุผลที่หน้าที่ของเธอคือแนวหน้ารับมือกับซอมบี้จึงเกลียดพวกที่ไม่แม้แต่จะมีใจสู้ ต้องไม่ลืมว่าในอนาคตเธอปั้นเด็กรุ่นใหม่ให้มารับมือกับซอมบี้ได้ตั้งหลายร้อยคนและทุกคนล้วนเป็นนักรบที่ยอดเยี่ยมมาก

       “พวกนายนี่ปอดแหกกันซะจริง บอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าซอมบี้พวกนี้เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น ถ้าไม่ทำใจให้กล้าเข้าไว้หลังจากนี้คงทำได้แค่ร้องแล้วก็หนีตาย แต่ถ้าผ่านช่วงเวลาแบบนี้ไปได้เวลาเจอพวกมันก็จะรับมือได้ง่ายขึ้น”

       “เธอน่ะอายุเท่าไหร่กันเชียว พูดเหมือนคนมีประสบการณ์”

       มิ้นท์มองคนถามแล้วยกยิ้ม “ถึงจะน้อยกว่าแต่ฉันก็ฆ่าซอมบี้มาแล้วกว่าร้อยตัวในช่วงเกิดหายนะ นั่นน่าจะช่วยยืนยันได้แล้วว่ามีประสบการณ์พอตัว”

       “เอาล่ะ ที่พวกเราต้องการตอนนี้คือคนที่สมัครใจเท่านั้น มันไม่มีรางวัลพลเมืองดีหรือเกียรติยศที่จะมอบให้ดังนั้นฉันไม่คิดจะบังคับให้มาช่วยอยู่แล้ว แต่จำเอาไว้ว่าพวกเราสองคนจะอยู่ช่วยที่นี่ถึงบ่ายสามโมงเย็นเท่านั้น”

       จากที่เห็นอยู่ข้างล่างนั้นมีซอมบี้ประมาณสี่ร้อยตัว ยังไม่นับรวมตัวที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆ ซึ่งอาจจะมีมากกว่าห้าร้อยตัวก็ได้ แถมยังมีชั้นล่างอยู่อีกหนึ่งชั้นซึ่งตามธรรมชาติของซอมบี้พวกนั้นไม่รู้จักวิธีการเดินขึ้นแต่จะเป็นการเดินลงเพียงอย่างเดียว นรินทร์เป็นกังวลอย่างมากเพราะลำพังแค่สองคนไม่มีทางรับมือกับพวกมันได้เยอะขนาดนั้น ต่อให้เค้นสมองแทบตายก็มีทางเดียวคือยอมทิ้งสถานที่แห่งนี้ไปและพาทุกคนหนีออกมาให้ได้มากที่สุด

       มันบ้ามากที่คิดว่าจะใช้กำลังคนเพียงน้อยนิดเพื่อยึดคืนพื้นที่จากพวกซอมบี้จำนวนมาก

       ข้อดีอย่างเดียวที่ดูได้เปรียบคือพวกมันโง่

       ชายหน้าสิวเป็นคนแรกที่ขยับตัว เขาไตร่ตรองสถานการณ์ดูแล้วและยังเคยดูภาพยนตร์แนวซอมบี้มาหลายเรื่อง ถึงตอนนั้นจะคิดว่าเป็นแค่ภาพยนตร์ที่ทำออกมาเพื่อความบันเทิงแต่สถานการณ์นี้ก็เกิดขึ้นจริง และถ้ามันมีความเป็นไปได้แบบในภาพยนตร์ที่ใส่มาเพิ่มสีสันซอมบี้พวกนี้จะร้ายกาจขึ้นมากในอนาคตข้างหน้า

       “ฉันจะช่วยเอง” เขากล่าวและหันไปมองผู้รอดชีวิตที่อยู่กันมาหลายวัน “มันไม่เสียหายที่จะลองเสี่ยงดู อยู่ที่นี่พวกเราก็ทำได้แค่รอความตายเท่านั้นถ้างั้นไม่สู้ลองเดิมพันกับมันสักหน่อยล่ะ ถ้าจัดการกับพวกซอมบี้ได้ก็จะมีน้ำกับอาหารให้กินจนอิ่มท้อง ได้นอนในที่ที่ดีกว่าห้องน้ำนี่ และถ้าพวกเราอยู่รอดจนความช่วยเหลือมาถึงพวกเราก็ชนะ”

       มีคนคิดตามและรู้สึกว่าเห็นด้วยที่จะต้องสู้เพื่อมีชีวิตรอด แม้แต่คนที่โง่ที่สุดก็ยังรับรู้ได้เลยว่าสถานการณ์ปัจจุบันมันเปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่ที่ผู้คนจำนวนมากกลายเป็นซอมบี้เหมือนในภาพยนตร์ วันคืนอันสงบสุขของพวกเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นวันที่ต้องเผชิญหน้ากับหายนะวันสิ้นโลกและต้องดิ้นรนต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่ก็มีบางคนที่ยังติดอยู่ในห้วงความฝันที่สวยงามและคิดว่าตนเองไม่สมควรจะต้องมาอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และเห็นแก่ตัวที่ว่าจะพยายามหนีเอาตัวรอดไปให้ได้

       “ที่จริงไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นก็ได้ ฉันมีกุญแจรถยนต์และมันจอดอยู่ลานจอดรถ ขอเพียงพาฉันไปที่รถได้ก็จะขับหนีออกไปได้”

       มิ้นท์มองหน้านักศึกษาสาวและส่ายหน้าออกมา “การศึกษาไม่ได้ทำให้คนเราฉลาดขึ้นเลยสินะ แต่ก็ดีเหมือนกันถ้าอยากไปล่ะก็เชิญได้เลย เรายินดีมากที่จะมีคนช่วยไล่ซอมบี้ที่ลานจอดรถให้ ทันทีที่พี่สาวสตาร์ทรถฝูงซอมบี้หลายสิบตัวที่นั่นจะแห่ไปหา และยิ่งออกไปไกลเท่าไหร่ก็จะมีซอมบี้ประมาณเกือบพันตัวออกมาวิ่งไล่ล่า เธออาจจะรอดจากมันได้ก็ได้แต่หลังจากนั้นคงต้องหาอาหารกับน้ำเอง อ๋อบอกเอาไว้ก่อนนะว่าแหล่งน้ำตามธรรมชาติและบางพื้นที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ด้วย ขอให้โชคดี”

       คำอธิบายของมิ้นท์ทำให้หญิงสาวนักศึกษาลังเลที่จะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว หันไปมองคนที่เหลือก็ไม่มีใครเห็นด้วย

       ท้ายที่สุดหลังได้ฟังสถานการณ์ต่างๆ และไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ทางรอดชีวิตที่ดีที่สุดก็คือการยึดห้างสรรพสินค้าและทำเป็นค่ายผู้รอดชีวิตรอความช่วยเหลือ ตราบใดที่พอจะยังมีน้ำและอาหารก็น่าจะสามารถเอาตัวรอดได้อยู่บ้าง

       “เอาล่ะเมื่อเห็นพ้องต้องกันแล้วฉันจะขอพูดอะไรสักอย่าง พวกนายทุกคนยังไม่มีประสบการณ์และความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับพวกมันตัวต่อตัว และฉันไม่คิดจะให้พวกนายทำอะไรเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย วอล์คเกอร์พวกนี้อาจจะอันตรายมากแต่มันไตร่ตรองอะไรไม่เป็นคิดว่าถ้าเป็นพวกนายน่าจะพอรับมือได้อยู่ ถ้าอยากจะช่วยฉันคิดว่าพวกเราคงต้องช็อปปิ้งกันสักหน่อย”

       ถ้าพูดถึงการช็อปปิ้งก็หมายถึงการซื้อของ โชคดีมากที่ว่ามันเป็นห้างสรรพสินค้าจึงมีของมากมายให้เลือกสรร แต่คนพวกนี้ยังมีอยู่น้อยเกินไปและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาสถานที่ตั้งรับที่เหมาะสม นรินทร์ไล่สอบถามกับพนักงานที่ทำงานอยู่ในห้างนี้แม้จะเป็นเพียงร้านขายเสื้อผ้าแต่น่าจะคุ้นชินกับที่นี่ไม่น้อย ถึงกับวาดเขียนแผนที่คร่าวๆ ลงบนพื้นห้องน้ำและเลือกจุดที่จะใช้รับมือกับพวกซอมบี้ มันต้องอยู่ใกล้กับที่ที่จะทำอาวุธสนับสนุนได้ง่าย

       มิ้นท์รับอาสาจะเป็นคนเข้าไปเคลียร์เส้นทางก่อน ถึงจะอันตรายแต่น้องสาวคนนี้เก่งมากกว่าใครในที่นี้ซะอีก แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่กลายเป็นอีโวลเวอร์แต่ด้วยดาบกับชุดป้องกันเธอสามารถต่อสู้กับซอมบี้ได้นับสิบตัว แต่ข้อเสียคือร่างกายในตอนนี้ค่อนข้างอ่อนแอกว่าเดิมมากเลยสู้ได้ไม่นาน ซึ่งในระหว่างนั้นทุกคนที่ฟื้นฟูกำลังจากการกินอาหารและดื่มน้ำก็มาช่วยขยับย้ายสิ่งของ พลันไม่อยากจะเชื่อสายตาที่เห็นเด็กสาวมัธยมย่องไปฆ่าซอมบี้โดยปราศจากความกลัวตาย

       ในที่สุดก็เคลียร์พื้นที่ได้สำเร็จ มิ้นท์กวาดตามองไปทั่วร้านขายอุปกรณ์กีฬาและเริ่มกวาดพวกลูกเทนนิสใส่ลงตะกร้าจำนวนมาก ไม้คิวสำหรับแทงสนุกเกอร์เองก็มีประโยชน์ไม่น้อยถ้าเหล้าให้แหลมพอก็ใช้เป็นหอกได้

       นรินทร์ไปที่ร้านขายของเล่นและกวาดเอาพวกของเล่นวิทยุบังคับมาทั้งหมด มีสายตามองด้วยความระแวดระวังจากพวกคนโตที่ไม่เข้าใจว่าจะเอารถของเล่นมาทำอะไรจึงได้อธิบายเรื่องจุดอ่อนของวอล์คเกอร์ให้ฟัง การถ่ายทอดเทคนิคในการเอาตัวรอดนี้ก็แค่ช่วยเพิ่มจำนวนบุคคลผู้รอดชีวิตให้มากขึ้น นรินทร์ไม่ต้องการให้เหตุการณ์เลวร้ายในอดีตเกิดขึ้นซ้ำอีกจึงต้องช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ไม่รู้หรอกว่าคนที่รอดชีวิตในคราวนี้จะมีนิสัยเลวร้ายแค่ไหนเนื่องจากเขาได้มาเปลี่ยนแปลงอนาคตไปแล้ว เหตุการณ์ต่อจากนี้จะต้องเป็นอะไรที่ยากจะควบคุมได้อย่างแน่นอน

       การทำงานร่วมกันทำให้เตรียมการได้รวดเร็วขึ้นมาก ทุกอย่างต้องทำให้เกิดเสียงเบาที่สุดไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งเส้นเอ็นเพื่อสกัดให้ล้ม การทำหอกจากไม้คิวและกรรไกร ตราบใดก็ตามที่สามารถควบคุมทิศทางของวอล์คเกอร์ได้ก็เป็นไปได้สูงว่าจะเคลียร์พวกมันหมดตามกำหนดการ ซึ่งในระหว่างที่พวกเขากำลังช่วยกันจัดเตรียมอุปกรณ์อยู่นั้นก็ได้มีผู้รอดชีวิตอยู่อีกหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ตามชั้นและร้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บของร้านหนังสือ ห้องน้ำในแต่ละชั้นซึ่งมันเป็นที่หลบภัยชั้นเยี่ยม คงเพราะมีคนคอยดูลาดเลาอยู่ตลอดและเห็นกลุ่มคนกำลังทำอะไรสักอย่างจึงได้พยายามส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ

       “เฮ้! พวกเราอยู่ที่นี่ ช่วยพวกเราด้วย”

       “ขอร้องล่ะ อย่าทิ้งพวกเราไป”

       คนที่อยู่ข้างนอกนั้นหน้าซีดเผือด พยายามส่งสัญญาณบอกให้เบาเสียงลงแต่ในเวลานี้ผู้คนกำลังจะอดตาย พวกเขาพยายามใช้เสียงทั้งหมดตะโกนเพราะคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้ยิน

       “แม่งเอ๊ย! จะตะโกนทำไมวะ” ชายที่มีอายุเกือบจะสามสิบปีแล้วสบถออกมา

       และเสียงร้องขอความช่วยเหลือนั้นดันไปกระตุ้นวอล์คเกอร์ที่เดินอยู่ห่างไกลให้มุ่งเป้ามาตามเสียง

       “ไอ้พวกเวรเอ๊ย! พวกกูกำลังจะช่วยพวกมึงแท้ๆ ตะโกนเรียกมันมาทำห่าอะไร”

       ความจริงเขาไม่อยากออกมาเสี่ยงกับเรื่องนี้ด้วยซ้ำถ้าไม่ใช่เพราะอยากได้สถานที่ปลอดภัยก็คงขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำ หรืออาจจะหนีออกไปตอนนี้เลยก็ย่อมได้ เขาค่อนข้างเชื่อในสิ่งที่เด็กสาวสะพายดาบคนนั้นบอกมากว่าถ้าออกไปแล้วคงไม่รอด

       แต่นี่แหละคือสิ่งที่นรินทร์กังวลที่สุด ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ของผู้รอดชีวิตบุคคลที่สามที่อยู่ในสภาพสิ้นหวัง พวกเขายังไม่รู้จักธรรมชาติของวอล์คเกอร์ดีจึงก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น นั่นเป็นเหตุผลให้นรินทร์ต้องการที่จะไปห้องควบคุมเพื่อแจ้งให้ผู้รอดชีวิตทุกคนทราบถึงความช่วยเหลือที่กำลังจะมาถึงและขอความร่วมมือเพื่อรวบรวมกำลังคน ที่นั่นถูกล็อกด้วยกลอนไฟฟ้าและต้องใช้บัตรในการแสกนทาบเพื่อเปิดมัน เมื่อลองพยายามเงี่ยหูฟังดูก็พบว่ามันมีเสียงครางเบาๆ อยู่ด้วย

       ชัดเจนเลยว่ามีซอมบี้อยู่ภายใน

       “เธอเคยปลดล็อกประตูแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า”

       “ถ้าหมายถึงตอนเป็นอีโวลเวอร์ล่ะก็ใช่ ประตูนี่ค่อนข้างแข็งแรงมากและถ้าถูกล็อกจากข้างในก็ไม่มีทางเปิดมันได้เด็ดขาด”

       “แถมยังล็อกด้วยไฟฟ้า เป็นครั้งแรกที่พี่รู้สึกเกลียดเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย”

       “อือ แถมมันยังเป็นของดีที่ใช้ไฟเลี้ยงต่ำมากต่อให้ตัดกระแสไฟฟ้าทิ้งก็ยังทำงานอยู่ได้อีกหลายชั่วโมง”

       “งั้นพี่คงต้องขอขำแหละเจ้าเครื่องนี่สักหน่อยแล้ว”

       ประสบการณ์ในอนาคตนั้นจะต้องพบเจอกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ยอดเยี่ยม นรินทร์เรียนรู้จากประสบการณ์จนเขามั่นใจว่าปัจจุบันนี้คงยากที่จะมีคนเทียบเรื่องการปลดล็อกระบบรักษาความปลอดภัยกับตนเองได้ ส่วนมิ้นท์นั้นหลังจากที่เธอกลายเป็นอีโวลเวอร์และพัฒนาขึ้นจนสามารถจัดเรียงโครงสร้างวัตถุได้ต่อให้เป็นห้องล็อกนิรภัยหนาแค่ไหนเธอก็เปลี่ยนโครงสร้างให้เปราะบางได้เพียงดีดนิ้ว

       นรินทร์ถอดฝาประกอบเครื่องพวกนั้นออกมาและเริ่มจัดการเจาะระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อเปิดประตู มันค่อนข้างจะยากเพราะต้องทำภายใต้แรงกดดันแต่เขาใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้นประตูก็ขยับ เป็นสัญญาณดีที่บอกว่าไฟฟ้าถูกตัดออกไปเป็นการชั่วคราวแล้ว

       “สามตัว” นรินทร์ตอบและค่อยๆ แง้มประตูเปิด

       แอ๊ด!

       เสียงประตูค่อนข้างดังมากเรียกซอมบี้ให้หันมาที่ประตู พวกมันรีบโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว

       นรินทร์ชักปืนพกคู่ใจจากอนาคตออกมาเล็งและยิงไปสามนัดทันที โชคดีที่ปืนนี้มีเสียงที่เบามากจึงไม่ดึงดูดความสนใจคนอื่นมากนัก

       “เสียกระสุนไปสามนัดฟรีๆ ประตูนี่ควรเปลี่ยนใหม่ได้แล้ว” นรินทร์พูดพลางปลดแมกกาซีนออกดูจำนวนกระสุนที่ยังเหลืออยู่เพื่อยืนยันให้แน่ใจและเก็บมันใส่ซองปืน

       มิ้นท์เดินไปดูที่จอมอนิเตอร์มีภาพจากกล้องวงจรปิดที่ยังทำงานอยู่แล้วเรียกให้พี่ชายมาดูด้วย ดูเหมือนว่ามันจะสามารถควบคุมมุมกล้องได้จากห้องนี้ นรินทร์จึงไล่สายตามองดูแต่ละจอและพบว่าจำนวนพวกมันมีเยอะกว่าที่ประมาณการเอาไว้ แน่นอนว่าเขารู้สึกเครียดมากกว่าเดิมเนื่องจากเขาไร้ซึ่งกำลังพลที่จะมาช่วยเหลือ ทุกคนยังเป็นมือใหม่และไม่มีความกล้าพอจะสู้กับพวกมันแบบตัวต่อตัว

       “พี่ เราทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน” มิ้นท์ให้กำลังใจ

       ในฐานะน้องสาวที่อยู่ด้วยกันมาตลอดรู้ดีว่าเมื่อก่อนนรินทร์ต้องแบกรับแรงกดดันในฐานะผู้นำกลุ่มแค่ไหน เนื่องจากเขาไม่ได้เป็นอีโวลเวอร์มีเพียงแค่สติปัญญาในการรับมือแก้ปัญหาที่โดดเด่นพอจะทำให้คนยอมรับได้บ้าง เขาจะต้องดิ้นรนพัฒนาตนเองเพื่อสนับสนุนทุกคนในทีมรวมถึงปกป้องผู้คนนับร้อยชีวิตที่มาขอหลบภัย เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายก็มักจะเป็นหนึ่งในคนที่ออกไปอยู่แนวหน้าและถอยคนสุดท้ายที่สุด มิ้นท์ชื่นชมพี่ชายคนนี้มากขนาดที่ว่าต่อให้แวนการ์ดแตกออกเป็นสองกลุ่มโดยที่คนเหล่านั้นสนับสนุนเธอให้เป็นผู้นำ เธอก็เลือกที่จะติดตามพี่ชายคนนี้ตลอดไป

       “หนูรู้ดีว่าพี่ไม่ต้องการให้พวกเขาเสียสละตัวเอง แต่โลกนี้ต้องการคนที่แข็งแกร่งไม่ใช่คนอ่อนแอ พวกเขาที่พลาดท่าก็แค่ไม่ผ่านบททดสอบที่โหดร้ายนี้เท่านั้น ถึงเวลาที่พวกเขาควรจะต้องปรับตัวให้ทันกับโลกใหม่”

       “พูดจาโหดร้ายสมกับเป็นหัวหน้านักสำรวจจริงๆ นะ”

       มิ้นท์พูดมามีเหตุผลมาก แต่นรินทร์ก็ไม่อยากเสี่ยงจะสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่เหลืออยู่จำกัดและกำลังลดลงในทุกวินาทีจากทั่วทั้งโลก เขามีความทรงจำของโลกที่เลวร้ายเพราะมนุษย์พวกนั้นพยายามที่จะควบคุมทุกอย่างและสร้างกฎระเบียบภายใต้กำแพงเมืองที่แข็งแกร่ง ทว่าเมื่อวันเวลาผ่านไปธรรมชาติทวีความโหดร้ายขึ้น มนุษย์ผู้ควบคุมใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความสงบสุขต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ยากจะต่อกรทำให้ผู้คนจำนวนมากล้มตาย

       ไม่ว่าจะความคิดของใครก็ล้วนแล้วไม่ผิดทั้งสิ้น มิ้นท์ต้องการให้ผู้คนแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องคนที่อ่อนแอ ในขณะที่นรินทร์อยากจะรักษาทรัพยากรมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

       นรินทร์หยิบโทรศัพท์ที่อัดเสียงไว้แล้วขึ้นมา จัดวางไมโครโฟนเพื่อกระจายข้อความส่งไปทั่วห้างสรรพสินค้า

       “สวัสดีผู้รอดชีวิตทุกท่านพวกเราคือแวนการ์ด จุดประสงค์ของพวกเราคือการช่วยเหลือพวกคุณจากสถานการณ์ที่เลวร้ายโดยการยึดห้างสรรพสินค้าแห่งนี้คืนกลับมาจากพวกซอมบี้ทั้งหลายและเปลี่ยนมันให้เป็นค่ายผู้รอดชีวิต ขอให้ทุกท่านอยู่ภายใต้ความสงบ อย่าส่งเสียงดังหรือทำเสียงใดก็ตามที่จะทำให้พวกซอมบี้รู้ตัว พวกมันจับทิศทางได้ด้วยเสียง และจำแนกเหยื่อด้วยกลิ่น พวกเรากำลังพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยเหลือพวกคุณทุกคน ขอย้ำว่ากรุณาให้ความร่วมมือด้วย พวกเราแวนการ์ดจะพยายามช่วยเหลือให้เต็มที่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของพวกคุณ และเราจำเป็นต้องการกำลังคนอย่างมาก พวกเราจะไปช่วยเมื่อเคลียร์เส้นทางเรียบร้อยแล้ว กรุณาอยู่อย่างสงบ”

       เสียงบันทึกนั้นเล่นซ้ำต่อไปแบบนั้น มันเป็นเหมือนเสียงสวรรค์ที่ทำให้ผู้รอดชีวิตหลายคนมีกำลังใจเพิ่มมากขึ้น แต่บางคนที่เผลอทำอะไรที่ไม่ดีออกไปก็รู้สึกผิดอย่างมากเพราะว่าตอนนี้มีซอมบี้จำนวนไม่น้อยแห่มาเดินป้วนเปี้ยนอยู่บนทางเดินจนยากจะเข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ โชคดีที่เสียงประกาศนั้นดังมาจากลำโพงและถูกเร่งเสียงให้ดังขึ้นเล็กน้อยทำให้พวกมันแห่ไปยืนรวมกันอยู่ที่กำแพงและปัดกวาดมือไปข้างบนเพราะคิดว่ามีเหยื่ออยู่

       “มิ้นท์เธอไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตพาไปรวมกันที่ร้านขายอุปกรณ์กีฬา”

       “โอเค” เด็กสาวรับคำและแยกทางไป

       “จำนวนซอมบี้ในระยะร้อยเมตรนี้ล่ะ”

       “ทางโซน C1 มีประมาณยี่สิบตัว” ชายหน้าสิวรายงาน

       “งั้นเริ่มจากทางนั้นก่อน”

       ยี่สิบตัวถือว่าเป็นจำนวนที่เยอะมาก นรินทร์ทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยงที่ต้องคอยสอนเด็กใหม่ให้รับมือกับซอมบี้ รถบังคับวิทยุวิ่งผ่านหน้าพวกมันพร้อมด้วยเสียงกระดิ่ง ซอมบี้ถูกเสียงดึงความสนใจและเริ่มไล่ตามรถบังคับจนกระทั่งไปถึงใกล้รั้วก็ยั่วมันสักเล็กน้อยจากนั้นก็พุ่งลงไปข้างล่าง อาศัยนิสัยของซอมบี้ที่มีพฤติกรรมร่วมส่งพวกมันไปสู่ความตายครั้งที่สอง

       “ง่ายขนาดนี้?” ชายหน้าสิวอึ้ง ที่ผ่านมาเขากลัวมาโดยตลอดแต่พอเห็นว่าแค่ใช้รถบังคับก็ฆ่ามันได้แล้วก็รู้สึกว่าตนเองขี้ขลาดเกินไป

       “สำหรับวอล์คเกอร์มันก็ง่ายแบบนี้นั่นแหละ พวกมันยังโง่อยู่รับมือง่าย แต่ถ้าถูกกัดก็ตายได้เหมือนกันเพราะฉะนั้นห้ามประมาทเด็ดขาด” นรินทร์ตบไหล่เบาๆ แล้วเดินไปซ่อนตัวที่มุมจนเห็นซอมบี้ตัวเมียเดินออกมาจากทางเดินแคบก็แทงมีดไปที่หัว “มีคนอยู่ด้วย?”

       ในทางเดินมีช็อกโกแลตบาร์ตกอยู่บนพื้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติแน่ เขาเดินย่องเข้าไปข้างในและฆ่าซอมบี้ที่อยู่บนทางเดินทั้งหมด ลองเคาะประตูฝั่งผู้ชายดูแล้วพบว่ามันมีเสียงครางดังออกมาจากข้างในเลยไปเคาะทางฝั่งผู้หญิงดูบ้าง

       “คุณคือแวนการ์ด” มีคำถามดังมาจากข้างใน

       “ใช่”

       ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็วและพบว่ามีคนอยู่กันแค่ผู้หญิงสามคนเท่านั้น หนึ่งในนั้นเป็นเด็กประถม ทั้งสามนั้นผอมแห้งและเนื้อตัวมอมแมมมากจากคราบเลือดสีดำ เศษขยะบนพื้นห้องน้ำบอกกับนรินทร์ว่าพวกเธอเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง

       “ขอบคุณมาก เราได้ยินประกาศของคุณแล้วและคิดว่าพวกเราน่าจะพอช่วยอะไรได้บ้าง พวกเราเคยฆ่าพวกซอมบี้ถึงจะด้วยความบังเอิญแต่ก็พอจะรู้วิธีรับมือกับมัน เราบอกวิธีนั้นให้ได้แลกกับความช่วยเหลือ”

       นรินทร์ขยับยิ้มบางเบา ไม่ง่ายเลยที่จะหาคนที่มีความกล้าและทักษะในการสังเกต

       “ได้ ตามมาฉันจะคุ้มกันเธอไปที่ร้านอุปกรณ์ พวกเธอมีอาวุธอะไรติดตัวมาบ้าง”

       “นี่พอจะใช้ได้ไหม” เธอหยิบเอามีดทำครัวขึ้นมา มันมีรอยเลือดอยู่และไม่ได้ล้าง

       “ก็พอใช้ได้ ไปที่ร้านอุปกรณ์ที่นั่นมีอาวุธที่เหมาะสมอยู่”

       กลุ่มคนก่อนหน้านี้นรินทร์รู้สึกว่าใช้ไม่ได้เอาซะเลย บางคนก็กลัวตายและพยายามพูดให้คนแตกแยก บางคนก็ปอดแหกไม่กล้าสู้กับซอมบี้ แต่ไม่ใช่กับผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้ที่แม้จะเป็นผู้หญิงแต่พวกเธอกลับมีความกล้าหาญอย่างมาก

       ยิ่งมีคนเยอะขึ้นนรินทร์ก็รู้สึกว่าโอกาสสำเร็จก็มากขึ้นตามไปด้วย เขานำทางผู้รอดชีวิตกลุ่มใหม่นี้ไปยังร้านอุปกรณ์กีฬาซึ่งมีผู้รอดชีวิตจากอีกกลุ่มที่มิ้นท์ไปช่วยมาสมทบด้วย แต่ผู้รอดชีวิตกลุ่มนี้กลับเป็นพวกขี้ขลาดโดยเฉพาะหญิงสาวสูงอายุที่ถือดีว่าตนเองเป็นเศรษฐีเสนอเงินจำนวนมากเพื่อให้พวกเขาช่วยพาออกไป ทว่าก่อนที่หล่อนจะได้สร้างความวุ่นวายมิ้นท์ก็จัดการจ่อปากกระบอกปืนไปที่หญิงสาวและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย

       “หุบปากซะยายป้า ฉันไม่รังเกียจหรอกนะที่จะโยนหล่อนลงไปเป็นอาหารพวกมัน ถ้ายังคิดจะสร้างความวุ่นวายอยู่อีกอย่าคิดว่าฉันเป็นเด็กแล้วไม่กล้าที่จะลงมือ ที่นี่ เวลานี้ ไม่ต้องการคนไร้ประโยชน์”

       คนที่มีปืนจะสามารถพูดอะไรก็ได้ หญิงสูงอายุทำได้เพียงกัดฟันกรอดและวิ่งเข้าไปซ่อนอยู่ข้างในร้านนั้น

       ปกติแล้วถ้ามีคนคิดจะก่อความวุ่นวายมิ้นท์จะไม่ลังเลที่จะเหนี่ยวไกจบชีวิตอีกฝ่ายเลย ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้กระสุนทุกนัดยังมีประโยชน์อยู่ก็คงฝากรอยกระสุนยุติปัญหาล่วงหน้าไปแล้ว

       “ทำไมถึงจำไม่ได้นะว่ามีคนแบบนี้อยู่ด้วยในตอนนั้น” เด็กสาวเดินมาบ่นกับพี่ชายด้วยน้ำเสียงสุดเซ็ง

       “เป็นไปได้ว่าเธอคนนี้อาจจะไม่รอดก็ได้”

       “อยากให้เป็นแบบนั้นมากเลยจริงๆ”

       นรินทร์ยักไหล่ หันไปคุยกับผู้รอดชีวิตที่ตนเองไปช่วยเหลือมา “หอกพวกนี้น่าจะพอใช้ได้ มันดีกว่ามีดทำครัวนั่นซะอีก เด็กคนนั้นให้อยู่ช่วยสนับสนุนที่นี่ไปก่อนมันอาจจะปลอดภัยไม่เท่าห้องน้ำนั่น แต่ว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ยังพอจะหนีเอาตัวรอดได้”

       เริ่มมีจำนวนผู้รอดชีวิตเพิ่มขึ้นมาแล้ว ถึงจะมีบางคนที่ไร้ประโยชน์แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนรินทร์ที่จะยึดห้างสรรพสินค้านี้คืนกลับมา ตราบใดที่มันช่วยให้พวกเขาปลอดภัยยิ่งขึ้นก็มีแต่จะต้องทำตามอย่างเลี่ยงไม่ได้

       พวกเขาใช้เวลาไปเกือบหนึ่งชั่วโมงในการแยกย้ายไปจัดการเคลียร์พื้นที่ตลอดทั้งชั้นเพื่อความปลอดภัย เสียงประกาศที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่องทำให้มีซอมบี้รวมตัวกันเป็นจำนวนมาก มิ้นท์พยายามดึงความสนใจพวกมันโดยการขว้างลูกบอลไม่ก็เทนนิสใส่จากนั้นก็ฟันมันด้วยดาบคู่ใจ เหวี่ยงดาบไปไม่กี่ทีก็เหนื่อยหอบ ดูเหมือนหลังจากนี้คงต้องฟิตร่างกายเพิ่มอีกเยอะ

       เคลียร์พื้นที่ไปได้ทั้งชั้นเท่ากับว่าพวกเขาจะมีทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะน้ำและอาหารที่ได้เพิ่มเข้ามาทำให้ทุกคนที่ต่อสู้ได้ฟื้นฟูกำลัง ส่วนคนที่ไม่ได้ทำงานนั้นจะได้รับส่วนแบ่งที่น้อยลงซึ่งสำหรับเด็กประถมคนนั้นยอมรับว่าเข้าใจสถานการณ์ดี ผิดกับสาวนักศึกษากับป้ามหาภัยที่เรียกร้องขอส่วนแบ่งเพิ่มทั้งที่ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลย สุดท้ายความเด็ดขาดของนรินทร์ก็ปรากฏขึ้นเมื่อเขาชี้มือไปทางบันไดหนีไฟและขับไล่ทั้งสองคนออกไปเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

       “ในเมื่ออยากจะออกจากที่นี่นักก็เชิญได้เลย นี่หอกไม้ของพวกคุณ มันเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมอบให้ได้”

       “นี่นาย!

       “ฉันทำไม? ทั้งที่คนอื่นช่วยเหลือกันแต่มีแค่พวกคุณสองคนเท่านั้นที่เห็นแก่ตัว มองดูเด็กคนนั้นสิว่าเธอได้รับส่วนแบ่งอาหารน้อยกว่าพวกคุณแต่ก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม ดังนั้นฉันตัดสินใจแล้วว่าจะให้พวกคุณออกไปดิ้นรนด้วยตัวเอง เลือกเอาว่าจะออกไปเองดีๆ หรือจะให้ฉันโยนพวกเธอลงไป”

       “ฆาตกร แกมันชั่วร้ายที่สุด” ป้ามหาภัยตวาดและชี้หน้าด่ากราด

       “ใช่ แกมันเลวมากที่กล้าไล่พวกเราออกไป อยากให้พวกเราตายงั้นเหรอ”

       “ฉันให้โอกาสพวกคุณแล้ว”

       ถ้าเป็นนรินทร์เมื่อก่อนนั้นต่อให้มีคนสร้างความวุ่นวายเขาจะพยายามหาทางออกที่สันติที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าคนเหล่านั้นคิดว่าเขาไม่กล้าทำอะไรรุนแรงจึงเกิดการเรียกร้องจนวุ่นวาย จนกระทั่งเขาถูกขับไล่ออกจากชุมชนที่ตนเองสร้างขึ้นมา และไม่นานชุมชนนั้นก็ถูกทำลายลงเพราะทุกคนหละหลวมในการป้องกัน

       แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นอีกแล้ว

       “มันจะดีกว่าถ้าเธอปิดตาน้องของเธอซะ”

       ยังพูดไม่ทันจบเสียงปืนก็ดังขึ้นเบาๆ สองนัด สาวนักศึกษาและป้ามหาภัยมีรอยกระสุนอยู่กลางหน้าผากและทรุดตัวลงไป เด็กประถมพยายามจะกรีดร้องแต่ถูกพี่สาวปิดปากเอาไว้ ทุกคนเองก็ตกใจไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะกล้าฆ่าคนด้วย

       การกระทำของนรินทร์ทำให้หลายคนเกิดความกลัวขึ้น หนุ่มหน้าติ๋มคนนั้นที่เคยถูกปืนจ่อมาครั้งหนึ่งถึงกับลอบกลืนน้ำลาย และมือไม้สั่นจนทำอะไรไม่ถูก ชายหน้าสิวเห็นหญิงสาวนักศึกษากลายเป็นศพก็พลันเศร้าใจไม่น้อย เพราะเธอนั้นค่อนข้างสวยมากสไตล์คุณหนูผู้ดี แถมยังมาจากมหาลัยเอกชนอีกต่างหาก ทว่าสุดท้ายความเอาแต่ใจของพวกเธอทำให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

       “อย่างที่เคยบอกไป ถ้าไม่คิดจะช่วยฉันไม่ว่าอะไรหรอก แต่ห้ามสร้างความวุ่นวายเด็ดขาด”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 218 ครั้ง

9 ความคิดเห็น

  1. #107 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 31 มกราคม 2562 / 08:35
    ดีหน่อยที่จัดการ หายใจคล่องขึ้นเยอะพอไม่มีมนุษย์ป้า
    #107
    0
  2. #95 Jamaneer (@Jamaneer) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 29 มกราคม 2562 / 17:39
    ชอบมากต้องเด็จขาดเกลียดอีพวกตัวประกอบแบบนี้มาก#อินจัด
    #95
    0
  3. #33 tanagorn29 (@tanagorn29) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 19 ธันวาคม 2561 / 09:05
    เชือดไก่ให้ลิงดู ชะดๆๆ
    #33
    0
  4. #32 อุอิ งุงิ (@vanashapron) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 22:50

    วาปซาริมาช่วยเพิ่มความป่วนน่าจะดี

    #32
    1
    • #32-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 6)
      19 ธันวาคม 2561 / 06:47
      ซาริมา จะมีตัวอะไรไล่ตามได้อีก วิ่งเร็วซะขนาดนั้น
      #32-1
  5. #26 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 15:42
    ยินดีช่วยให้หลุดพ้นจากโลกอันโหดร้าย(หลุดยาวตลอดการ)
    #26
    1
    • #26-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 6)
      18 ธันวาคม 2561 / 19:47
      อยากหลุดบ้างม่ะ
      #26-1
  6. #22 Nam (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 18 ธันวาคม 2561 / 02:44

    เป็นเรื่องที่น่าติดตามมากค่ะ แต่เป็นรองซารินิดนึง 55555

    #22
    0
  7. #21 Winzex (@pleum254) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 21:36
    สวยพี่สวย
    #21
    0
  8. #15 Hanaoka (@vandoza2009) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 19:39

    ตอนต่อไปอยู่ไหน....ๆๆๆ

    #15
    0
  9. #14 Hanaoka (@vandoza2009) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 14 ธันวาคม 2561 / 19:39

    ตอนต่อไปอยู่ไหนนนนๆๆๆๆ

    #14
    0