ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,258,748 Views

  • 13,683 Comments

  • 22,804 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    19,226

    Overall
    2,258,748

ตอนที่ 78 : SS2 Episode Eighteen : วิธียิง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32824
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 686 ครั้ง
    16 ก.ย. 60

SS2 Episode Eighteen

 



         “เป็นอะไรซาริ ฉันยังไม่ได้แหย่หรืออะไรเลย”

         “ก็มันรู้สึกเสียวนี่เจ้าคะ คิกๆ” ซาริตอบพลางหัวเราะคิกคัก

         “ก็เป็นเรื่องปกตินี่นา ใครโดนเข้าไปก็เสียวทั้งนั้นแหละ”

         “อยากให้ท่านเซรอสทำเบาๆ เจ้าค่ะ”

         “เข้าใจแล้ว ถ้าดิ้นล่ะก็มันอาจจะเจ็บเพราะฉะนั้นนอนนิ่งๆ”

         ซาริหลับตาปี๋ รับรู้ได้ถึงสิ่งที่ถูกสอดเข้ามาจากนั้นก็พยายามที่จะกลั้นหัวเราะ เซรอสในฐานะผู้กระทำไม่ยอมอ่อนข้อให้สักนิดเดียว และในท้ายที่สุดซาริก็ส่งเสียงร้องออกมาจนได้

         “ฮ่าๆ ท่านเซรอสเจ้าคะมันจั๊กจี้”

         “อยากลองทำบ้างไม่ใช่หรือไง ปั่นหูเนี่ย” เซรอสยิ้มตอบ มองกระต่ายขาวที่นอนหนุนตักตนเองอยู่ ข้างกายก็มีเด็กหญิงเอลฟ์นั่งชันเข่าอ่านหนังสือเวทมนตร์เพื่อเรียนรู้เวทมนตร์ชนิดใหม่ แต่อ่านให้ตายหรือพยายามร่ายเวทเท่าไหร่ก็ไม่เป็นผล

         เซรอสเคยตั้งสมมุติฐานขึ้นมาว่า เวทมนตร์สัมพันธ์กับจินตนาการ พลังของมันขึ้นอยู่กับว่าจะนึกภาพเป็นแบบใด จากการพิสูจน์ข้อสมมุติฐานพวกนี้มาพบว่ามันมีความจริงอยู่มาก เวทมนตร์ที่ฟรานเรียนก็ต้องมาทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ยิ่งเวทมนตร์ที่มีอานุภาพรุนแรง ก็ต้องศึกษาขั้นตอนการเกิดปฏิกิริยาให้มากที่สุด นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่เวทมนตร์ระดับสูงๆ ไม่ค่อยมีปรากฏขึ้นมามากนัก ถ้าจะมีในตอนนี้ก็คงจะเป็นแบล็กดราฟของฟรานที่ใช้ในการทดสอบ

         บรรยากาศคล้ายจะเป็นการปิกนิกแต่ที่จริงมันก็แค่การพักช่วงเที่ยงเพื่อรอฝึกซ้อมวิชาต่อสู้ มันเป็นช่วงเวลาเล็กๆ ที่สงบสุขเนื่องจากเซรอสไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจ สุดท้ายในแต่ละวันก็เหมือนกับการไปโรงเรียนตามปกติ

         ซาริเข้าเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ได้แต่กลับไม่สามารถใช้เวทมนตร์ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันได้ เปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมชั้นที่พอจะใช้เวทมนตร์กันได้แล้ว พัฒนาการของซาริไม่กระเตื้องขึ้นเลยสักนิดเดียว ว่าตามตรงแล้วการมาโรงเรียนของซาริคล้ายจะมาเพื่อเล่นซะมากกว่า

         “แล้วก็นะเจ้าคะ ฟรานได้เป็นตัวแทนไปแข่งขันประลองเวทมนตร์ด้วยเจ้าค่ะ”

         “งั้นเหรอ” เซรอสไม่สนใจสักเท่าไหร่ การแข่งขันประลองเวทมนตร์ก็คงเหมือนกับการแข่งขันระดับภูมิภาคเพื่อทำให้เกิดแรงผลักดันต่อตัวนักเรียนเอง มันน่าจะเป็นผลดีต่อฟรานไม่มากก็น้อย “ดีใจหรือเปล่าล่ะ”

         ฟรานส่ายหน้า เซรอสยิ้มเล็กน้อยพลางใช้มือลูบหัวของซาริ --- เป็นความรู้สึกที่นุ่มสบายมืออย่างบอกไม่ถูก เข้าใจแล้วว่าทำไมเด็กในห้องถึงได้ชอบจะหาโอกาสมาลูบหัวซาริ --- และพูดว่า

         “คิดซะว่าได้เจอกับคนที่หลากหลาย อาจจะได้เจอนักเรียนเก่งๆ อย่าลืมนะว่าโรงเรียนเซเวียร์ที่ฉันเลือกไม่ได้เป็นโรงเรียนที่ดีที่สุด เป็นโรงเรียนระดับกลาง ยิ่งปีนี้มีอัศวินศักดิ์สิทธิ์เป็นคนสอนคิดว่าคงมีนักเรียนเก่งๆ เพิ่มขึ้นเยอะเลย”

         “ไม่เห็นสอน”

         “เถียงไม่ออกเลย” เซรอสจนคำพูด

         ตั้งแต่ที่ได้เข้าศึกษายังไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เลยสักครั้งเดียว ถ้าจะมีก็เป็นเพียงแค่การฝึกเหวี่ยงดาบราชสำนัก วิชาดาบเบื้องต้นของพวกอัศวิน และฝึกฝนเพื่อให้ใช้ศิลปะเวทในการต่อสู้ได้อย่างชำนาญ เป็นการฝึกที่โหดมากและมีนักเรียนหลายคนย่อมถอดใจไปบ้าง จึงเหลือคนที่พอจะเคี่ยวเข็ญได้อยู่เพียงไม่กี่คน และเซรอสอยู่ในกลุ่มนักเรียนฝีมือที่พอจะคาดหวังได้ เป็นนักเรียนระดับกลางๆ ค่อนไปทางต่ำ อย่างน้อยก็พอจะใช้เป็นตัวสำรองแทนได้

         ตอนที่ได้ยินว่าจะได้ฝึกกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ฟรานตื่นเต้นถึงขนาดนับวันรอคอยที่จะได้ฝึกซ้อมด้วย แต่กลายเป็นว่าเจ้าตัวไม่แม้แต่จะลงมาสอน กลับให้ผู้เชี่ยวชาญลงมาสอนแทน ซึ่งก็เป็นการสอนเพียงทฤษฏีที่แสนจะน่าเบื่อ สิ่งที่ฟรานต้องการจริงๆ ก็คือประสบการณ์ในการต่อสู้

         ก่อนระฆังจะดังยังมีเวลาพักผ่อนอยู่ เซรอสคิดว่าจะพักผ่อนสักหน่อยเลยล้มตัวลงนอน แต่ยังไม่ทันได้หลับตาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนย่ำเข้ามา ซาริเองก็ได้ยินเลยมาเขย่าตัวเรียก

         “วาเลนเซียร์เองเหรอ” เซรอสพึมพำหลังเห็นวาเลนเซียร์ผ่านทางหางตา

         “ฟราน เธออยู่ที่นี่เอง อ๊ะ! อยู่กับพวกคุณเซรอสสินะ”

         “มีอะไร” ฟรานถามเสียงห้วน

         วาเลนเซียร์มองหน้าเซรอส เขาขยับไหล่ราวกับจะบอกให้เธอทำใจ ฟรานพูดภาษามนุษย์ได้เพียงเล็กน้อยและใช้วิธีพูดเป็นคำมากกว่าเป็นประโยค และการออกเสียงในแต่ละคำก็เหมือนกับการอ่านจึงฟังดูห้วนสั้น แต่ถ้าเป็นภาษาเอลฟ์ล่ะก็ฟรานจะพูดเก่งมากและดูน่ารักขึ้นมาเป็นกอง

         หญิงสาวถอนหายใจแล้วตอบว่า “พวกเรานัดกันว่าจะให้เธอช่วยฝึกซ้อมเวทมนตร์ให้ แต่เธอเล่นหายไปตอนกำลังจะขอร้องพอดี”

         เซรอสรู้สึกว่าวาเลนเซียร์เป็นคนฉลาดมากที่มาขอเคล็ดลับการฝึกจากคนที่เก่งกว่า ไม่ถือดีว่าตนเองเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่เหมือนขุนนางที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการหาความสำราญให้ตัวเอง แต่ใจหนึ่งก็คิดว่าเธอคงมองอะไรตื้นเกินไปทั้งที่น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าฟรานมีอคติกับมนุษย์ ตัดสินใจได้แล้วว่านี่เป็นก้าวแรกของการละลายน้ำแข็งของฟราน เพื่อให้ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนได้อย่างคุ้มค่าเขาจะต้องสนับสนุนทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

         “ลองดูสักหน่อยก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่นา”

         “ว่าอย่างนั้น ก็ได้” ฟรานตอบตกลง หรืออาจจะไม่อยากปฏิเสธคำร้องขอของเซรอสเลยต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         สุดท้ายเพื่อควบคุมไม่ให้ฟรานทำอะไรที่เป็นอันตราย เซรอสเลยต้องมาที่ลานฝึกซ้อมเวทมนตร์ด้วย มันถูกออกแบบมาให้คล้ายกับสนามยิงปืนที่มีเป้าเป็นแผ่นไม้ที่สลับเปลี่ยนได้ยามที่มันเสียหาย มีทั้งหมดสิบเสาหรือก็คือรับคนได้แค่สิบคนต่อการซ้อมหนึ่งครั้ง ระยะห่างประมาณ 27 หลา การจะควบคุมทิศทางของเวทมนตร์ให้แม่นยำจำเป็นจะต้องมีการหมั่นฝึกซ้อมอยู่เสมอ

         มีเด็กนักเรียนหกคนรวมวาเลนเซียร์มาเพื่อพัฒนาเวทมนตร์ของตนเอง เซรอสไม่ได้รู้จักเด็กพวกนี้เป็นการส่วนตัวและเชื่อว่าฟรานเองก็เหมือนกัน ตอนแรกที่มาถึงเห็นเด็กทุกคนใช้เวทมนตร์สายที่ถนัดในการยิงใส่เป้าหมาย แต่การควบคุมสิ่งพวกนี้ให้พุ่งใส่เป้าหมายนั้นยากมาก ทิศทางการพุ่งก็เหมือนกับการขว้างก้อนหินที่สูงจนเลยเป้าหรือไม่ก็ต่ำกว่าก่อนจะถึงเป้า ถ้าจะมีคนที่ยิงโดนก็จะเป็นแบบแฉลบออกไปซะมากกว่า และต่อให้มียิงโดนอย่างจังก็เป็นแค่การสะกิดที่ไม่รุนแรงเท่าที่หวัง

         ฟรานสามารถยิงเวทมนตร์ได้ทุกระยะและแม่นยำ พลังรุนแรงจนทำลายเป้าได้ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว แต่ที่น่าตกใจก็คือฟรานไม่ได้ใช้คทาเวทมนตร์ช่วยในการร่ายเวทมนตร์ ซึ่งเซรอสเข้าใจเหตุผลของฟรานก็คือมันยุ่งยากที่จะต้องมาถือคทาโบกไปมาเหมือนคนบ้าหากเป็นคนที่สามารถตวัดมือก็สร้างเวทมนตร์ขึ้นมาได้

         ในสามัญสำนึกของคนทั่วไปคือคทาเวทมนตร์จะช่วยให้สามารถดึงพลังงานและควบคุมการก่อตัวของเวทมนตร์ได้ดียิ่งขึ้น แต่การที่สามารถใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคทาเวทมนตร์นั้นเป็นศาสตร์ระดับสูงมาก เมื่อได้เห็นฟรานใช้เวทมนตร์อย่างง่ายดายโดยไม่พึ่งพามันก็รู้สึกได้ถึงระดับที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

         ฟรานอาจจะเป็นอัจฉริยะทางด้านเวทมนตร์ที่ในหนึ่งพันปีจะมีสักคนอย่างแน่นอน

         วาเลนเซียร์เป็นนักเวทธาตุน้ำ บอลน้ำของเธอมีลักษณะคล้ายก้อนน้ำที่มีรูปร่างไม่เสถียร ใช้การเหวี่ยงของคทาเพื่อส่งก้อนน้ำออกไปโจมตีใส่เป้าหมาย ท่าทางภูมิใจมากเมื่อก้อนน้ำเข้าเป้าหมายได้ตรงกลางพอดิบพอดี

         นอกจากวาเลนเซียร์แล้วเด็กอีกห้าคนก็ทำผลงานได้ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ก้อนหิน ก้อนลม ก้อนไฟ พุ่งแฉลบออกจากเป้าหมายที่อยู่นิ่ง สิ่งที่เหมือนกันก็คือความไม่เสถียรของเวทมนตร์และพวกเธอดูจะใช้สมาธิไปกับการควบคุมผลลัพธ์เสียมากกว่า และยิ่งเห็นเซรอสที่เป็นนักเรียนสาขานักรบมานั่งมองก็พลันอารมณ์เสียขึ้นมาหน่อยๆ ถึงกับทำตัวไร้เหตุผลหาว่าเซรอสเป็นต้นเหตุของความผิดพลาด จนฟรานโกรธและบอกว่าจะไม่สอนให้อีกแล้ว

         วาเลนเซียร์รู้ว่าสำหรับฟรานแล้วเซรอสคือครอบครัวคนสำคัญจึงต้องคอยห้ามปรามพวกเพื่อนร่วมชั้นที่แสดงกิริยาไม่สมควร สังเกตได้ว่าฟรานจริงจังมากกว่าตอนฝึกซ้อมในเวลาเรียน อาจจะเป็นเพราะว่ามีเซรอสอยู่ด้วยก็ได้

         “ขอโทษแทนเพื่อนๆ ด้วยนะคะ”

         “ไม่เป็นไรหรอก” เซรอสคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้แล้วจึงทำใจปล่อยผ่านไปได้ และสำคัญกว่าก็คือเขาไม่ใช่คนแก่ที่อารมณ์เสียง่ายเพราะถูกเด็กนักเรียนแสดงอาการต่อต้าน “ว่าแต่วิธีการปล่อยเวทมนตร์ทำแบบนั้นประจำเลยงั้นเหรอ”

         เซรอสไม่ค่อยได้เห็นการฝึกของสายเวทมนตร์มากนักจึงไม่รู้ว่าทุกคนใช้เวทมนตร์กันในรูปแบบใด แต่ที่เคยเห็นจากประสบการณ์ทุกคนดูจะมีความแม่นยำสูงมาก อย่างเซลเก้ที่เป็นจอมเวทก็โจมตีเข้าเป้าทุกครั้งและใช้ในลักษณะของการปล่อยให้เวทมนตร์พุ่งออกไปเป็นเส้นตรง บางทีก็ใช้การยิงกราดเพื่อชดเชยความแม่นยำ หรือพวกมือสังหารที่ใช้เวทมนตร์ได้อย่างช่ำชองในการฆ่าก็ทำได้ในระดับที่ต้องขอชื่นชมจากใจ แต่ว่าในกรณีของฟรานสามารถยิงเวทมนตร์ออกไปในลักษณะของการควบคุมทิศทางอย่างอิสระและจบลงที่เป้าหมาย คงไม่แปลกที่ใครหลายคนอยากจะให้ฟรานช่วยสอนเคล็ดลับการควบคุมให้

         “ทำเป็นพูดดีนะคะ คุณน่ะอยู่สาขานักรบจะมารู้อะไรเกี่ยวกับเวทมนตร์ ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ดีกว่าก็ลองแสดงให้พวกเราดูทีสิคะ”

         “คริสตี้พูดแบบนั้นมันเสียมารยาทนะ”

         “ก็ผู้ชายคนนี้พูดเหมือนกับตนเองเหนือกว่าพวกเรานี่คะ รู้หรือเปล่าว่าพวกเราต้องพยายามดิ้นรนมากแค่ไหนเพื่อให้ได้กลายเป็นจอมเวท พวกเราน่ะมีหน้าที่ที่จะต้องแบกรับชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล เป็นความคาดหวังเพียงหนึ่งเดียวที่จะช่วยปลดปล่อยพวกเราจากหน้าที่ของผู้หญิง” เด็กผู้หญิงที่ชื่อคริสตี้คนนี้คงเป็นคนที่อารมณ์ฉุนเฉียวได้ง่าย น่าจะมาจากแรงกดดันจากทางครอบครัวจนกลายเป็นความเครียดสะสม และเป็นความจริงที่เซรอสไม่ได้สนใจสักนิดว่าเด็กพวกนี้จะมีอนาคตอย่างไร

         “เข้าใจล่ะ เป็นความผิดของผมเองที่ทำเหมือนรู้ดีไปซะทั้งหมด แต่ว่าที่เธอพูดน่ะมันผิดอยู่อย่างหนึ่งนะครับ ไม่ใช่ว่าที่ผมเลือกสาขานักรบเพราะใช้เวทมนตร์ไม่ได้ แต่เป็นเพราะผมเลือกที่จะอยู่สาขานี้เองต่างหาก เวทมนตร์น่ะถ้าเป็นพื้นฐานที่ใช้หลักการแบบง่ายๆ ผมก็พอจะใช้ได้บ้าง ยกตัวอย่างเช่น” เซรอสขอยืมคทาของวาเลนเซียร์ ปกติแล้วถ้าเป็นเวทมนตร์สายความมืดเขาจะใช้งานมันได้ทันที แต่เวทมนตร์ชนิดอื่นต้องอาศัยคทาเวทมนตร์ช่วยเหลือด้วย

         เซรอสไม่เคยปล่อยผ่านเวลาให้สูญเปล่า สำนึกตัวแล้วว่าไม่ได้มีพรสวรรค์ทางด้านเวทมนตร์แต่ก็ไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจจนถึงขั้นยอมแพ้ก่อนจะได้เริ่มฝึกฝน เขาสามารถฝึกจนใช้เวทมนตร์พื้นฐานได้แล้วแต่เทียบระดับความรุนแรงยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของฟราน อย่างไรก็ตามข้อได้เปรียบที่เซรอสมีก็คือการขัดเกลาเทคนิคเวทมนตร์ให้ตัวเองจนมีพลังไม่แพ้กัน

         แอร์ บุตเลต

         กระสุนลมที่ผ่านการหมุนเป็นเกลียวคล้ายกับลูกปืน พุ่งทะลวงเข้าที่ตำแหน่งตรงกลางอย่างแม่นยำ

         “ก็ประมาณนี้แหละ” เซรอสส่งคทาคืนให้ ไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งที่ได้ทำลงไป

         พอได้เห็นอาการของพวกเด็กที่แสดงออกเซรอสก็หลุดยิ้มขำออกมาไม่ได้ ที่ใช้ไปเมื่อสักครู่นี้เป็นเวทมนตร์พื้นฐานขั้นต้นซึ่งในสถานการณ์จริงแล้วมันเพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่โดนได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรง และอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ถ้าใช้ได้ถูกจังหวะ ซึ่งมุมมองของเซรอสไม่เหมือนคนอื่นที่พยายามผลักดันตัวเองให้หลายเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม นั่นเพราะเขาพัฒนาเวทมนตร์เพื่อสนับสนุนการสังหารเท่านั้น

         “บังเอิญหรอก ป้ายนั่นมันเก่าแล้ว”

         ดูเหมือนจะยังมีคนไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ เซรอสก็ไม่ได้คาดหวังให้ถูกยอมรับซะด้วย

         “อาจเป็นความบังเอิญนะครับ ที่ผมแสดงให้เห็นไม่ใช่ความรุนแรงของมัน แต่เป็นวิธีการ ยิง เวทมนตร์ให้พุ่งออกไป เปรียบเทียบกับที่พวกคุณทำแล้วมันเหมือนเป็นการใช้ไม้สติ๊กในการเขวี้ยงมันออกไปซะมากกว่า อันที่จริงมันก็ไม่ใช่วิธีการที่ผิดแค่มันต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการฝึก”

         “เมื่อก่อนก็เคย” ฟรานพูดเสริม

         ตอนที่ยังเริ่มฝึกใช้เวทมนตร์ใหม่ๆ ฟรานใช้วิธีแบบที่เพื่อนนักเรียนทำมาก่อนจึงรู้ว่ามันยากแค่ไหนถ้าจะทำให้โดนเป้าหมายที่เคลื่อนที่ได้ เพราะไม่เพียงมันจะช้าแล้วความแม่นยำยังต่ำมากอีกด้วย

         “หมายความว่ายังไงหรือคะ” วาเลนเซียร์สงสัย มันต้องใช้เวลาอย่างมากเพื่อที่จะชินกับนิสัยการพูดของฟราน

         “เซรอสสอนวิธียิงให้”

         คำขยายของฟรานช่วยให้วาเลนเซียร์กระจ่างมากขึ้น หันไปมองเซรอสด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง หากฟรานที่สำเร็จเวทมนตร์ระดับสูงได้ส่วนหนึ่งมาจากพรสวรรค์ล่ะก็ อีกส่วนหนึ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ก็คือผู้ที่คอยให้คำแนะนำปรึกษา หากมีอาจารย์ที่เก่งกาจศิษย์ก็จะพัฒนาได้รวดเร็ว และจากที่ได้เห็นการใช้เวทมนตร์ของเซรอ รวมเข้ากับคำพูดของฟรานแสดงว่าเซรอสนั้นรู้เรื่องเวทมนตร์มากแต่ปฏิเสธที่จะเป็นจอมเวท

         ถึงอย่างไรเซรอสก็เป็นนักเรียนจากสาขานักรบ มีเส้นแบ่งกั้นระหว่างศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่ค้ำคอคือความรู้สึกและเกียรติภูมิทำให้การเอ่ยปากเพื่อขอคำแนะนำยังไม่เกิดขึ้นในทันที วาเลนเซียร์ไม่มีปัญหาเรื่องการร้องขออยู่แล้ว ติดอยู่ที่ว่าเหล่านักเรียนที่ยินดีกับการได้เป็นจอมเวทย่อมมองว่าคนจากสาขานักรบอยู่เบื้องล่างของตนเอง ถึงอย่างนั้นการได้รับคำชี้แนะที่อาจจะทำให้พวกเธอพัฒนาขึ้นเร็วกว่ากำหนด และนั่นหมายถึงพวกเธอจะสามารถเลือกอนาคตของตัวเองได้

         อันที่จริงแล้วเซรอสควรจะเป็นนักเรียนประเภทที่ไม่สร้างปัญหาหรือก่อความวุ่นวาย ไม่กระทำการใดๆ ให้เป็นที่จับตามองโดยเด็ดขาด ยิ่งการทำตัวเป็นผู้นำแนวคิดแบบใหม่ที่สร้างแรงกระเพื่อมออกไปเป็นระลอกคลื่นไม่ใช่สิ่งที่สมควรทำเป็นที่สุด สิ่งที่เขาไม่ชอบก็คือการถูกใช้งานเป็นเครื่องมือ และการกระทำนี้หากไปเข้าตาบุคคลที่น่ารำคาญเข้าล่ะก็ชีวิตปกติสุขของเขาก็เป็นอันจบ

         เหนือสิ่งอื่นใดก็คือฟรานเชื่อมั่นในตัวของเซรอส เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะให้เซรอสยอมแสดงความสามารถที่ซ่อนเร้นเอาไว้ เขามองว่าต่อให้สิ่งนี้ถูกเปิดเผยออกไปอย่างมากก็แค่ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับเวทมนตร์ได้รับการพัฒนา

         “ผมสอนให้ก็ได้นะครับถ้าต้องการ” เซรอสเสนอตัวออกมา

ถือซะว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งในฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์

จากที่ไม่กล้าพูดจนกระทั่งเซรอสเสนอตัว เรื่องราวที่ควรจะยุ่งยากกลับง่ายขึ้นเยอะ โดยเฉพาะพวกเด็กผู้หญิงแสดงท่าทางเย่อหยิ่งออกมาและพูดทำนองว่า ดิฉันไม่ได้ร้องขอนะคะ และกลายเป็นว่าทุกคนมีความมุ่งมั่นที่อยากจะเรียนวิธีการยิงเวทมนตร์ออกไปอย่างมาก

ฟรานกระตุกเสื้อเซรอสแล้วถาม “หนังสือ เอาให้ดีไหม”

หากได้อ่านหนังสือที่เซรอสเขียนขึ้นมาล่ะก็ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์ของเด็กพวกนี้จะเพิ่มขึ้น แต่มันไม่ใช่เรื่องดีสักเท่าไหร่เพราะถ้าหากเวทมนตร์ระดับหายนะถูกเรียนรู้ขึ้นมาได้ง่ายๆ ผลลัพธ์ที่จะตามมาก็คือระดับความรุนแรงของสงครามจะเพิ่มสูงขึ้น

ตัวอย่างในประวัติศาสตร์ก็เคยมีปรากฏให้เห็น โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยทำลายล้างเมืองเมืองหนึ่งในสงครามโลก

“ไม่เป็นไร” เซรอสตอบ พอเห็นฟรานชักสีหน้าเหมือนไม่พอใจอะไรสักอย่างก็ลูบหัวเบาๆ “กลับบ้านเดี๋ยวจะสอนเทคนิคให้ก็แล้วกัน”

“อือ”

การฝึกสอนของเซรอสเข้าใจได้ง่าย ไม่ซับซ้อนเพราะเขาอธิบายในลักษณะที่แม้แต่ซาริก็ยังเข้าใจ ถึงช่วงแรกๆ จะต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อให้เกิดความคุ้นชิน ในส่วนนี้สามารถตัดสินได้เลยว่าใครที่มีไหวพริบมากกว่ากัน ไม่ใช่วาเลนเซียร์ที่ดูเป็นผู้นำกลุ่ม แต่เป็นเด็กผู้หญิงที่ติดตามมาอย่างเงียบๆ โดยตลอด เซรอสสังเกตว่าเธอเป็นคนประเภทย้ำคิดย้ำทำดูคล้ายจะไม่มั่นใจในตัวเอง และเพราะนิสัยนั้นนั่นเองที่ช่วยให้เธอจินตนาการภาพของเวทมนตร์ในอุดมคติออกมาได้ จึงเป็นคนแรกที่ยิงเวทมนตร์ได้เข้าเป้า

โชคร้ายที่มันเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น

ขนาดฟรานยังใช้เวลาเกือบสามวันในการฝึกยิงเวทมนตร์จนเข้าเป้า เคยแอบสังเกตว่าฟรานพยายามลดขนาดของเป้าหมายลงทุกครั้งที่คุ้นชิน วิธีนี้ช่วยให้เธอมีความแม่นยำอย่างมาก เซรอสยอมรับว่าเขายิงเวทมนตร์สู้ฟรานไม่ได้แล้วในตอนนี้

“แต่จะว่าก็ว่าเถอะ ฉันลืมยายตัวแสบนี่ไปได้ยังไงกัน” เซรอสก้มมองดูซาริที่นอนน้ำลายยืดอยู่ที่เก้าอี้หินอ่อน

ฟรานส่ายหน้าไม่ขอรับรู้อะไรทั้งสิ้น บอกไม่ได้เด็ดขาดว่าลืมไปแล้วว่าซาริเดินตามมาด้วย

 

         ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้เซรอสได้ขอให้คาเรนช่วยรวบรวมวัสดุให้โดยนำมาส่งให้ที่บ้าน แลกกับการที่เขาจะช่วยสร้างเกวียนเดินทางไกลที่สะดวกสบายให้ นอกจากนี้ก็ยังจะทำเกวียนบรรทุกสินค้าที่ใช้ระบบรอกในการขนของหนักๆ ขึ้นและลงได้ให้ด้วย คาเรนมองว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าเนื่องจากเกวียนบรรทุกของเซรอสมีดีไซน์ที่ดูเรียบง่ายแต่สามารถรับน้ำหนักได้เพิ่มมากกว่าเดิม มันจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งได้ด้วย

         การก่อสร้างจำเป็นจะต้องใช้ไม้จำนวนมาก และยังมีพวกหินที่หากไม่ได้ทำงานในเหมืองย่อมลำบากมากในการหามาใช้งาน ดังนั้นเขาเลยคิดจะให้คาเรนช่วยในการหาซื้อหินมาเพื่อก่อสร้างรังมดให้แล้วเสร็จ

         เหตุผลที่แท้จริงก็คือ ว่าง

         นอกจากไปโรงเรียนและคอยทำหน้าที่เป็นครูสอนความรู้ให้คาเรนแล้ว เซรอสไม่ได้มีงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้ทำ ซาริทำงานบ้าน ฟรานให้อาหารสัตว์และอาบน้ำให้พวกมัน ที่พอจะเรียกว่าเป็นหน้าที่หลักได้ก็มีแค่ทำอาหารเพียงอย่างเดียว

         แต่ถ้ามีเรือนกระจกก็จะเพาะปลูกอะไรก็ได้ มีงานให้ทำมากขึ้น หรือมันคงจะดีกว่าถ้าหาซื้อพื้นที่มาสักหนึ่งไร่ปลูกพืชผักสวนครัวบังหน้าเอาไว้ก็ดี มันคงมีเรื่องให้ต้องจัดการเยอะแยะซึ่งเป็นอะไรที่เซรอสไม่ถนัดนัก

         ตรงหน้าของเซรอสมีเพียงเขาที่มองเห็น แบบร่างของอาคารที่จะใช้สร้างเป็นเรือนกระจกสองด้านนั้นแนบชิดติดกับรั้วที่พัฒนาขึ้นมาเป็นรั้วไม้สูงปิดเอาไว้ป้องหันไม่ให้มีผู้ใดผ่านเข้ามาได้ง่าย เรือนกระจกมีประตูทางเข้าออกสองทาง ทางหนึ่งเดินจากหน้าบ้านเข้ามาและอีกทางใช้เพื่ออ้อมจากทางด้านหลังบ้าน ด้านหลังมีแท้งค์สำหรับบรรจุน้ำไว้ใช้ยามฉุกเฉินซึ่งจะต่อตรงจากบ่อน้ำที่สร้างขึ้นจากภายในทำให้มีน้ำใช้ไม่จำกัด ส่วนบนหลังคาก็ติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ช่วยให้มีไฟฟ้าใช้ได้

         วัสดุที่สะสมมาโดยตลอดวางกองเรียงเอาไว้ในระยะที่กำหนด เลื่อนมือกดยืนยันการสร้างและรอเวลาเท่านั้น เรือนกระจกก็ถูกสร้างจนสำเร็จ ทุกอย่างที่อยู่ภายในเรือนกระจกแห่งนี้เหมือนกับที่บ้าน ทั้งความกว้างและความสูง นอกจากนี้ยังมีชั้นสอง สาม และสี่ลึกลงไปด้วย

         ในชั้นแรกนั้นจะใช้เป็นเพียงแค่ตัวหลอกเท่านั้นหากมีคนภายนอกต้องการเข้ามาดู ส่วนทางเข้าสู่เรือนกระจกที่แท้จริง จะอยู่ในบ้านเดินผ่านทางใต้ดินลงไปเพราะมันเป็นส่วนที่แยกออกจากกันเป็นเอกเทศ จะมีก็แค่ท่อลำเลียงน้ำที่ใช้ร่วมกันเท่านั้น

         เซรอสใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งในการปลูกป่า สร้างรั้วป่าขึ้นมาล้อมรอบ ปักกล้าพันธุ์ไม้ที่ไปเพาะชำมา เหลือก็แค่รอเวลาให้มันเติบโต

         เวลาหนึ่งวันหมดไปกับการทำงานในเรือนกระจก ซาริกับฟรานช่วยกันลงเมล็ดพืชที่จะใช้เป็นอาหารในฤดูหนาว ถึงจะลงเมล็ดได้ไม่มากนักแต่ถ้ามีเวลาอีกสักหลายวันก็คงลงเมล็ดพันธุ์จนหมด เซรอสตั้งใจว่าพรุ่งนี้เลิกเรียนแล้วจะไปตลาดหาซื้อเมล็ดพันธุ์กลับมาปลูกเยอะๆ

         ซาริค่อนข้างจะซุกซนวิ่งนำลิ่วๆ ออกมาและเปิดประตูทางลับออก เนื่องจากว่ามันเป็นบ้านของพวกเขาที่มั่นใจว่าจะมีความปลอดภัย แต่ทันใดนั้นซาริก็นิ่งเงียบ ร่างกายสั่นสะท้านเหมือนกลัวที่จะถูกลงโทษ หันมามองเซรอสโดยมีน้ำตาคลอ

         “แย่แล้วเจ้าค่ะท่านเซรอส ท่านหญิงคาเรนเห็นว่าซาริออกมาจากทางลับแล้วเจ้าค่ะ”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 686 ครั้ง

49 ความคิดเห็น

  1. #10013 ดิสตี้โนวา (@pipawat) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2561 / 09:54
    (May the power be with zeros )
    #10013
    0
  2. #9499 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 23:53
    ขอบคุณครับ
    #9499
    0
  3. #7801 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 11:23
    ขอบคุณครับ
    #7801
    0
  4. #7118 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:41
    สนุกมากครับ
    #7118
    0
  5. #4611 ดิสตี้โนวา (@pipawat) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 22 กันยายน 2560 / 10:36
    แต่ผมไม่เบื่อครับ ไปเรื่อย ๆ นี่แหละดีแล้ว
    #4611
    0
  6. #4539 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 20 กันยายน 2560 / 18:31
    ปัญหาที่ว่าไม่ได้หมายถึงซารินะครับ(สำหรับท่านผู้อ่านที่เข้าใจความหมายของกระผมผิด) ไรท์เขาเขียนนิสัยของกระต่ายออกมาได้ถูกต้องแล้ว คนที่เลี้ยงกระต่ายจะรู้ดี

    ที่ผมกล่าวมาคือเพื่อนฟรานต่างหากครับ เด็กสันดานแบบนี้มักพาปัญหาและความเดือดร้อนมาเสมอเพราะขาดความเกรงใจ และไม่มีมารยาท เซรอสเองก็เห็นคนมามากน่าจะรู้ว่าคนแบบไหนควรผูกด้วย ชื่อเรื่องสโลไลฟ์ แต่สิ่งที่เซรอสทำควรใช้คำว่าไม่ใส่ใจจะดีกว่า สโลไลฟ์มันคือความพอเพียงอยู่แบบเพียงพอไม่สร้างปัญหา และหาทางแก้ปัญหาที่เข้ามาอย่างรอบคอบ ที่เซรอสทำตั้งแต่ติดต่อการค้าใหญ่กับคาเรน ยันโชว์ความสามารถต่อหน้าเด็กสันดานเสีย ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของการไม่สโลไลฟ์ ที่จริงพอได้เจอกับปัญหาที่มากับผลิตภัณฑ์ของคาเรน มันน่าจะคิดได้ว่าการใช้ชีวิตของมันยังไม่รอบคอบพอ และความสโลไลฟ์ที่มันอยากได้มันเริ่มไม่สโลไลฟ์ แต่ก็ยังไปโชว์ภูมิให้พวกเด็กปากเปราะ ไร้มารยาท ได้เห็น แถมยังเสนอตัวช่วยสอนอย่างคนคิดน้อยอีกด้วย เหมือนเป็นการเพิ่มความมั่นใจไปใหญ่ว่าเด็กพวกนี้จะพาปัญหามาให้อีกแน่นอน เหนือฟ้ายังมีฟ้าร่างกายมันเองก็แข็งแกร่งในแค่ระดับมังกร ใช่ว่าจะที่สุด ความหลากหลายของเวทย์มนที่เรียนรู้มาก็น้อยนิด แถมเด็กที่เลี้ยงดูอยู่ก็ใช่ว่าจะเก่งกล้าสามารถพอที่จะดูแลตัวแลได้ ปัญหาอันตราย ความเสียงต่างๆที่เข้ามาก็แบกไว้คนเดียว แทนที่จะหาคำอธิบายให้เด็กๆรู้ถึงความเสียงที่มีโอกาสเจอในอนาคตอันใกล้ ถามจริงเถอะถ้าเจอคนที่มีระดับฝีมือเท่ากัน หรือมากกว่าสักขั้นหนึ่งจะทำยังไง ปัญจุบันถ้ามีปัญหาร้ายแรงเกิดขึ้นมันไม่ใช่แค่สู้กันตัวๆ ถ้าสู้ไม่ได้ต้านไม่ไหวก็หนีนะครับ เซรอสสร้างจุดอ่อนมาเอง ตัวมันเองก็รู้แต่ก็ยังไม่นำพา

    แนวแต่งให้สโลไลฟ์ ทำฟาร์ม ตีมอน เลี้ยงสัตว์ ลงดันเจียน มีปัญหาเข้ามาให้แก้บ้าง อาจจะเพราะเจ้าตัวป่วนอย่างซาริหรือพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ที่บังเอิญ!!!! ไปรู้ไปเห็นอะไรเข้าก็มีให้เขียนได้หัวปั่นละ  แนวทางการใช้ชีวิตของตัวเอกที่ปูมามันควรจะเป็นแนวคลื้นใต้น้ำ ถ้างั้นจะใช้ชีวิตโลดโผนโจนทะยานถล่มเขา เผาป่า สร้างสึนามิ ทลายดันฯ เป็นต้นเหตุให้มอนสเตอร์บุกเมือง เป็นตัวสร้างเรื่องสร้างความปั่นป่วน สร้างผลกระทบให้กับโลกแบบที่คนอื่นหาที่มาที่ไปไม่ได้.......... แต่สิ่งที่ทำในปัจจุบันเหมือนคนที่พยายามจะพรีเซนต์ตัวเองให้มาอยู่ฉากหน้า ดันไปเขียนการกระทำที่ทิ้งปมให้คนสาวมาถึงตัว ไม่ว่าจะเป็นช่วยคนในป่า ให้พวกนั้นเกิดความสงสัยในบุคคลที่ตนเห็น มีข้อมูลเรื่องสถานที่ที่พบเจอ ไปติดต่อการค่ากับคนโดยไม่เริ่มจากสร้างหลักฐานที่อยู่ ไม่ได้ปลอมตัวหรือทำตัวให้ดูลึกลับอะไรเลย สร้างจุดให้สาวถึงตัวได้ทุกที่ เริ่มจากคาเรนเห็นหน้าจริง ไหนจะลูกน้องคาเรน เด็กกำพร้า แค่มีเด็กในการเลี้ยงดูตัวเองอย่างซาริ และฟรานก็สร้างจุดโยงใยได้เยอะละ ยังให้ซาริและฟรานไปเชื่อมโยงกับคาเรน สร้างจุดสาวมาถึงตัวเพิ่มอีก คือยิ่งอ่านมาจนถึงปัจจุบันมันออกทะเลคำว่าสโลไลฟ์มาไกลมาก นึกไม่ออกว่ามันจะกลับไปใช้ชื่อว่าสโลไลฟ์ยังไง.... ที่มันน่าเบื่อเพราะไรท์เขียนให้เซรอสกลายเป็นอีกคนที่มันขัดกับที่เคยเป็นมาเมื่อตอนแรกๆ ทั้งแนวความคิด สัญชาตญาณการใช้ชีวิต ความรอบคอบ ประสบการณ์จากชีวิตเก่ายิ่งนานวันยิ่งจางหายไป เหมือนพรของพระเจ้าที่ได้มากลับยิ่งเพิ่มความประมาทในการใช้ชีวิต เนื้อเรื่องยืดยาวไม่ตรงประเดน ยิ่งอ่านยิ่งน่าเบื่อ เอาจริงๆนะ สมองอย่างเซรอส กับพรสวรรค์ของฟราน ให้มันเข้าหอสมุดโรงเรียนสัก 2-3 อาทิตย์ อ่านเก็บให้หมดทุกเล่ม แล้วหายไปจากโรงเรียน ไปใช้ชีวิตการเรียนรู้ต่อเองที่บ้านเก่า พัฒนาฝีมือเองก็ได้ ตัวตนบักห่าลากแอชเชอร์ทั้งหลายให้คาเรนบอกว่าโดนลอบสังหารไปเลยก็ได้ จะได้กลับมาใช้ชีวิตสโลไลฟ์ หรือจะไปผจญภัย หาประสบการณ์ใหม่ๆ ออกโลกแฟนตาซีที่ไหนก็ไป มังกรก็มี อำนาจที่พระเจ้าให้มาก็มี ไหนจะภูติแห่งความมืดอีก จะผันตัวไปเป็น ผศ.ดร.นักเวทย์ธาตุมืดเลยก็ไม่ว่า ............โคตรน่าเบื่อเลย 

    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 20 กันยายน 2560 / 19:25
    #4539
    7
    • #4539-6 จันทร์สีโลหิต (@chaolun) (จากตอนที่ 78)
      12 ตุลาคม 2560 / 21:59
      ถ้าชอบแนวไม่สโลว์ไลฟ์ ก็ 100ปีผ่านไปไงครับเร็วเหมือนโกหก ซารินอนในหลุม จากนั้นฟรานกับเซรอสมาเยี่ยมแล้วใช้ชีวิตต่อไป ผ่าน1000ปี เซรอสก็มาเยี่ยมซาริกับฟรานแล้วก็บอกว่า เมื่องตอนนี้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุขไม่ต้องห่วงอะไรนะจบครับ
      #4539-6
    • #4539-7 moth5633 (@moth5633) (จากตอนที่ 78)
      7 สิงหาคม 2561 / 19:56
      สโลไลฟ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับใช่ว่าแบบนี่คุณคิดจะเป็นสโลไลฟ์ของทุกคน
      #4539-7
  7. #4536 White_Lilys (@lolipopkungs) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 17:18
    ทำไมหลายคนไม่ชอบ ซาริ เราว่าน่ารักดีในอนาคตเมื่อโตมาเราว่าซาริต้องเป็นผู้หญิงที่เก่งและน่ารักมากแน่ๆ อาจจะคนละขั้วกับฟราน ฟรานน่าจะออกแนวสาวสวยนิ่งขรึม โอ้ย อยากให้ทั้งคู่โตไวๆ แหะๆ
    ขอบคุณสำหรับนิยายนะคะ
    #4536
    0
  8. #4532 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 12:46
    fc ซาริ

    #4532
    0
  9. #4531 Night Type (@zero1type) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 18 กันยายน 2560 / 01:04
    ถ้าจำไม่ผิดอายุซารินี่เทียบกับเด็กอายุ 6 ขวบครึ่ง รึเปล่า?
    #4531
    1
    • #4531-1 WhiteFT13 (@WhiteFT13) (จากตอนที่ 78)
      5 มกราคม 2562 / 16:32
      อายุหรือ สมอง?
      #4531-1
  10. วันที่ 17 กันยายน 2560 / 22:56
    ไม่อยากให้คาเรนเป็นนางเอกเลยยย(ถึงจะไม่รุ้ว่านางเป็นหรือเปล่าก็เถอะ) ไม่อยากให้มีนางเอกคนไหนก็ตามตอนนี้ เดี๋ยวก็มีตัวถ่วงตอนสู้อีก ถ่วงไปถ่วงมา ดราม่าอีก //แต่แล้วแต่ไรต์ถ้าไรต์อยากให้มี ก็มี ส่วนรีดเดอร์ตัวน้อยๆ(?)อย่างเราก็รอดูต่อไป ถ้าเนื้อเรื่องดราม่าพระ-นาง ก็ขอเซย์กู๊ดบายย :D
    #4530
    0
  11. #4528 minkc (@minkc) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 19:13
    ขอบคุณค่ะ
    #4528
    0
  12. #4527 Majorl3oat (@majorl3oat3046) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 18:40
    สุดยอดครับไรท์ ผมอ่านรวดเดียวตั้งแต่เมื่อวาน 6 โมงเย็นจนถึงวันนี้ตีห้า
    5555 ติดงอมแงมครับ สู้ๆนะครับไรท์
    #4527
    0
  13. #4523 Luciferce (@Luciferce) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 17:15
    ขอเยซาริได้มาย
    #4523
    0
  14. #4522 TeeravichNam (@TeeravichNam) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 16:01
    รำคานอีซาริ รุ้ว่าเด็กแต่บางทีแม้งก้อปันยาอ่อนไป
    #4522
    0
  15. #4521 รากหญ้า (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 14:23
    ไม่เพิ่มพลังให้กับออส หน่อยหรอครับ เห็นว่าห่างหายจากการอัพเลเวลนานแล้ว...
    #4521
    0
  16. #4520 inasba (@nassang) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 09:52
    ซาริสดใสจริงๆ
    #4520
    0
  17. วันที่ 17 กันยายน 2560 / 09:27
    55555 ซาริ คือแบบว่า น่ารักจ้ะ
    #4519
    0
  18. #4518 น้อJOมยิ้ม (@nupoyzaa2) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 08:11
    ซาริน่าร๊ากกกก ส่วนตัวเราว่า มันเป็นเสน่ห์ของซารินะ ในเรื่องนี้ ซาริเป็นตัวละครที่สดใสที่สุดแล้ว มีความน่ารัก ซุกซน เหมือนเด็กอนุบาล
    #4518
    1
    • #4518-1 BEAM_NTP (@bus-only) (จากตอนที่ 78)
      17 กันยายน 2560 / 09:31
      ถึงร่างกายจะโต เเต่ยังไงก็คือเด็กสินะ
      #4518-1
  19. #4517 NessZero (@nesszero) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 08:10
    มันไม่มีจริงๆ หรือ ยา เพิ่ม IQ เนีย ให้ซาริกินหน่อยสิ บางทีก็น่ารัก บางที เรามองว่า นาง เป็น ตัวถ่วงทีมยังไงไม่รู้
    #4517
    0
  20. #4516 Eiko_ (@taechaam) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 08:07
    ซาริหนูเอาอีกแล้วน๊าา 
    #4516
    0
  21. #4514 pick-17 (@pick-17) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 03:43
    ยังคงหวังให้ไรต์พัฒนาIQของซาริอยู่ค่ะ //มองด้วยสายตาเว้าวอน(?)
    #4514
    4
  22. #4513 Fujita (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 02:03
    ขอบคุณครับ
    #4513
    0
  23. #4512 Away2016 (@Away2016) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 00:48
    ชวนคาเรนเข้ามาเวียนเทียนกัน
    #4512
    0
  24. #4511 NisachonJamjan (@NisachonJamjan) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 00:30
    เป็นเรื่องแล้วววววววววว
    #4511
    0
  25. #4510 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 00:07
    เนื้อเรื่องดูน่าเบื่อนะครับ อีกอย่างเด็กที่ไม่มีมารยาทปรามมันบ้างก็ได้ เพราะอย่างน้อย-เด็กพวกนั้นมันก็ยังคลุกคลีอยู่กับคนของเรา และส่วนใหญ่เด็กปากแบบนี้มักพาปัญหามาด้วยเสมอ
    #4510
    6
    • #4510-5 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 78)
      20 กันยายน 2560 / 18:13
      ปัญหาที่ว่าไม่ได้หมายถึงซารินะครับ ไรท์เขาเขียนนิสัยของกระต่ายออกมาได้ถูกต้องแล้ว คนที่เลี้ยงกระต่ายจะรู้ดี ที่ผมกล่าวมาคือเพื่อนฟรานต่างหากครับ เด็กสันดานแบบนี้มักพาปัญหาและความเดือดร้อนมาเสมอ เพราะขาดความเกรงใจ และไม่มีมารยาท เซรอสเองก็เห็นคนมามากน่าจะรู้ว่าคนแบบไหนควรผูกด้วย ชื่อเรื่องสโลไลฟ์ แต่สิ่งที่เซรอสทำเหมือนใช้คำว่าไม่ใส่ใจจะดีกว่า สโลไลฟ์มันคือความพอเพียงอยู่แบบเพียงพอไม่สร้างปัญหา และหาทางแก้ปัญหาที่เข้ามาอย่างรอบคอบ ที่เซรอสทำตั้งแต่ติดต่อการค้าใหญ่กับคาเรน ยันมีโชว์ความสามารถต่อหน้าเด็กสันดานเสีย ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของการไม่สโลไลฟ์ ที่จริงพอได้เจอกับปัญหาที่มากับผลิตภัณฑ์ของคาเรน มันน่าจะคิดได้ว่าการใช้ชีวิตของมันยังไม่รอบคอบพอ และความสโลไลฟ์ที่มันอยากได้มันเริ่มไม่สโลไลฟ์ แต่ก็ยังไปโชว์ภูมิให้พวกเด็กปากเปราะ ไร้มารยาท ได้เห็น แล้วยังไปเสนอตัวสอนด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า-เด็กพวกนี้จะพาปัญหามาอีกแน่ๆ เหนือฟ้ายังมีฟ้าร่างกายมันเอวก็แข็งแกร่งในแค่ระดับมังกรใช่ว่าตะที่สุด ความหลากหลายของเวทย์มนที่เรียนรู้มาก็น้อยนิด แถมเด็กที่เลี้ยงดูอยู่ก็ใช่ว่าจะเก่งกล้าสามารถพอที่จะดูแลตัวแลได้ ปัญหาอันตราย ความเสียงต่างๆที่เข้ามาก็แบกไว้คนเดียว แทนที่จะหาคำอธิบายให้เด็กๆรู้ถึงความเสียงที่มีโอกาสเจอในอนาคตอันใกล้ ถามจริงเถอะถ้าเจอคนที่มีระดับฝีมือเท่ากัน หรือมากกว่าสักขั้นหนึ่งจะทำยังไง .... ที่มันน่าเบื่อเพราะไรท์เริ่มเขียนเนื้อเรื่องออกมาแบบไม่ใส่ใจแต่ดันไปใช้คำว่าสโลไลฟ์มาเป็นข้ออ้างอ้าง
      #4510-5
    • #4510-6 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 78)
      20 กันยายน 2560 / 18:26
      ปัญหาที่ว่าไม่ได้หมายถึงซารินะครับ ไรท์เขาเขียนนิสัยของกระต่ายออกมาได้ถูกต้องแล้ว คนที่เลี้ยงกระต่ายจะรู้ดี ที่ผมกล่าวมาคือเพื่อนฟรานต่างหากครับ เด็กสันดานแบบนี้มักพาปัญหาและความเดือดร้อนมาเสมอ เพราะขาดความเกรงใจ และไม่มีมารยาท เซรอสเองก็เห็นคนมามากน่าจะรู้ว่าคนแบบไหนควรผูกด้วย ชื่อเรื่องสโลไลฟ์ แต่สิ่งที่เซรอสทำเหมือนใช้คำว่าไม่ใส่ใจจะดีกว่า สโลไลฟ์มันคือความพอเพียงอยู่แบบเพียงพอไม่สร้างปัญหา และหาทางแก้ปัญหาที่เข้ามาอย่างรอบคอบ ที่เซรอสทำตั้งแต่ติดต่อการค้าใหญ่กับคาเรน ยันมีโชว์ความสามารถต่อหน้าเด็กสันดานเสีย ล้วนแต่เป็นต้นเหตุของการไม่สโลไลฟ์ ที่จริงพอได้เจอกับปัญหาที่มากับผลิตภัณฑ์ของคาเรน มันน่าจะคิดได้ว่าการใช้ชีวิตของมันยังไม่รอบคอบพอ และความสโลไลฟ์ที่มันอยากได้มันเริ่มไม่สโลไลฟ์ แต่ก็ยังไปโชว์ภูมิให้พวกเด็กปากเปราะ ไร้มารยาท ได้เห็น แล้วยังไปเสนอตัวสอนด้วย เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า-เด็กพวกนี้จะพาปัญหามาอีกแน่ๆ เหนือฟ้ายังมีฟ้าร่างกายมันเอวก็แข็งแกร่งในแค่ระดับมังกรใช่ว่าตะที่สุด ความหลากหลายของเวทย์มนที่เรียนรู้มาก็น้อยนิด แถมเด็กที่เลี้ยงดูอยู่ก็ใช่ว่าจะเก่งกล้าสามารถพอที่จะดูแลตัวแลได้ ปัญหาอันตราย ความเสียงต่างๆที่เข้ามาก็แบกไว้คนเดียว แทนที่จะหาคำอธิบายให้เด็กๆรู้ถึงความเสียงที่มีโอกาสเจอในอนาคตอันใกล้ ถามจริงเถอะถ้าเจอคนที่มีระดับฝีมือเท่ากัน หรือมากกว่าสักขั้นหนึ่งจะทำยังไง .... ที่มันน่าเบื่อเพราะไรท์เริ่มเขียนเนื้อเรื่องออกมาแบบไม่ใส่ใจแต่ดันไปใช้คำว่าสโลไลฟ์มาเป็นข้ออ้างอ้าง
      #4510-6
  26. #4502 7eLeMent (@morningsky) (จากตอนที่ 78)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 20:51
    เริ่มเบื่อพวกเพื่อนฟรานละ เด็กอะไรโคตรน่าตบ
    #4502
    2
    • #4502-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 78)
      16 กันยายน 2560 / 22:29
      เข้าใจความรู้สึกนะครับ แต่อยากให้มองในมุมมองของพวกเธอบ้าง การที่ได้เป็นจอมเวทที่มีชื่อเสียงหมายถึงเธอจะได้รับอิสระในตระกูล มีสิทธิ์เลือกสามีให้ตัวเอง ไม่ต้องไปเป็นเมียน้อยให้กับใคร จะทุ่มเทอย่างหนักก็ไม่แปลกหรอก
      #4502-1
    • #4502-2 bestboy654 (@bestboy654) (จากตอนที่ 78)
      20 กันยายน 2560 / 17:43
      เออเรื่องทุ่มเททันไม่มีปัญหาหรอกครัว เขาคงหมายถึงสันดาน
      #4502-2