ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,257,980 Views

  • 13,681 Comments

  • 22,802 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18,458

    Overall
    2,257,980

ตอนที่ 74 : SS2 Episode Fourteen : สมมุติฐาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33741
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 686 ครั้ง
    24 ส.ค. 60

SS2 Episode Fourteen

 



         ในสายตาของเซรอส การฝึกฝนกับอัศวินเป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะน่าเบื่อ เพราะรูปแบบการฝึกที่เป็นมาตรฐานของกองทัพเทียบไม่ได้กับมาตรฐานที่เซรอสเคยผ่านมาก่อน มันคงเป็นเรื่องธรรมดาที่คนที่ซึ่งเคยเผชิญหน้าอยู่กับความเป็นความตายระหว่างฝึกจะมองว่าการฝึกที่มีความปลอดภัยเป็นอะไรที่ดูไม่มีสีสันเอามากๆ

         อัศวินที่เดินตรวจสอบนักเรียนทุกคนดูจะพึงพอใจกับระดับการพัฒนาของนักเรียนที่มีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีมากขึ้น เทียบกับในอดีตแล้วการยกระดับมาตรฐานการศึกษาในครั้งนี้ให้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะพวกเขาขาดผู้ฝึกสอนที่มีคุณภาพทำให้นักเรียนที่จบไปมีศักยภาพที่ไม่ได้สูงมากนัก เวลานี้เมื่อได้อัศวินที่เชี่ยวชาญการใช้ศิลปะเวทมาเป็นผู้สอน นักเรียนปีหนึ่งทีได้รับการปูพื้นฐานเบื้องต้นดีอยู่แล้วจึงพัฒนาไปได้ค่อนข้างรวดเร็ว

         สำหรับเด็กนักเรียนคนอื่นที่มีระดับสติปัญญาระดับมาตรฐานถือว่าผ่านเกณฑ์ ปัญหาก็คือซาริ แอชเชอร์ที่ต้องบอกว่าเคี่ยวเข็ญได้ยากมาก ด้วยระดับสมองที่ไม่เข้าใจคำศัพท์เฉพาะของการเป็นนักเวทจึงมีความเห็นแบบเดียวกันว่า ซาริ แอชเชอร์ ไม่สามารถใช้ศิลปะเวทได้ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมฝึกแบบเดียวกับเด็กนักเรียนคนอื่น เมื่อถึงเวลาฝึกซ้อมภาคปฏิบัติซาริจะเป็นคนเดียวที่ถูกกันออกไปนั่งทำความสะอาดอาวุธกับชุดเกราะ

         สิ่งที่น่าเป็นกังวลที่สุดก็คือมีการประลองจัดอันดับในกลุ่มนักเรียนภายใต้หัวข้อที่ว่า กระชับความสัมพันธ์ แต่เหตุผลที่แท้จริงคือการคัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติสูงมาฝึกสอนให้เก่งขึ้น เท่าที่พอจะทราบมาว่าในปีหน้าช่วงเทอมสองจะมีงานประลองฝีมือระหว่างโรงเรียนต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ราชาเพื่อจัดอันดับโรงเรียน โรงเรียนที่ได้รับชัยชนะจะได้รับงบประมาณที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้แต่ละโรงเรียนต่างช่วยกันผลักดันนักเรียนกันอย่างเต็มที่

         ไม่มีเหตุผลให้ต้องต่อสู้เพื่อชิงดีชิงเด่น เซรอสคิดแบบนั้นเลยแกล้งทำเป็นยอมแพ้ให้โดนเพื่อนนักเรียนดูถูกโดยเฉพาะจากฝั่งของนักเรียนชาย การทำแบบนี้อาจจะได้รับมาซึ่งการดูหมิ่นจากเพื่อนนักเรียน แต่เซรอสมีอายุมากพอจะไม่เก็บมาคิดให้วุ่นวาย ด้วยเงื่อนไขที่ต้องทำตัวให้กลมกลืนดูเป็นเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ถ้าสร้างศัตรูในวัยเรียนจนกลายเป็นปัญหาก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก

         มันเป็นของการคัดเลือกบุคคลที่จะเข้าแข่งขันประลองฝีมือทำให้เด็กทุกคนต่างก็วาดลวดลายกันอย่างเต็มที่ เซรอสนั่งมองจากที่นั่งคนดูเพื่อรับชมการต่อสู้ของพวกเด็กๆ และต้องยอมรับในทักษะการต่อสู้ที่เมื่อเปรียบเทียบช่วงวัยระหว่างโลกทั้งสองทำให้ทราบว่าเด็กวัยรุ่นในโลกนี้ถือได้ว่ามีทักษะต่อสู้ระดับสูงมาก แม้ว่าจะงัดทักษะจำพวกวิชาประจำตระกูลมาใช้ก็ยังตัดสินหาผู้ชนะกันไม่ได้เลย

         ตูม!

         เกิดเสียงฮือฮาขึ้นทางฝั่งของสนามฝึกเวทมนตร์ ลักษณะและความรุนแรงของเวทระเบิดกัมปนาทนี้ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นของใคร ด้วยนิสัยที่ไม่คิดจะยอมให้กับใครแม้จะเป็นเพียงการฝึกซ้อมก็ตามน่าจะเป็นของฟราน

         ตั้งแต่ที่ได้ศึกษาเวทมนตร์จากผู้ที่สามารถใช้งานได้โดยตรงรวมเข้ากับความเพียรพยายามของตนเอง ฟรานจึงมีความก้าวหน้าทางเวทมนตร์ที่เร็วมากจนต้องเรียกว่าเป็นอัจฉริยะได้เลย สาเหตุนั้นมาจากแนวทางทฤษฏีของเซรอสที่เขียนขึ้นกับภาคปฏิบัติจากผู้ที่เชี่ยวชาญ และด้วยลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ที่เชื่อมต่อกับวิญญาณภูติในธรรมชาติได้ การเติบโตในช่วงวัยนี้ถือได้ว่าน่ากลัวเป็นอย่างมาก พวกเขาจะต้องไม่ลืมว่าฟรานมีอายุจริงๆ เพียงแค่ 13 – 14 ปีเท่านั้น สำหรับเอลฟ์แล้วถือว่าเป็นเด็กที่เล็กมาก

แม้จะอยู่ห่างกันคนละสนามก็รับรู้ได้ถึงลมร้อนที่ระเบิดพวยพุ่งขึ้นมา ดูท่าทางฟรานจะเริ่มเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์แบล็กดราฟมากขึ้น มันเป็นเพราะเซรอสหาเวลาว่างมานั่งวิเคราะห์องค์ประกอบของเวทมนตร์กัมปนาทที่ฟรานอยากให้มันรุนแรงมากขึ้น จนเซรอสค้นพบว่าเวทมนตร์ในโลกนี้มีหลักการของมัน แค่มีตัวแปรสำคัญเป็นพลังงานเวทมนตร์หรือมานาเท่านั้น การท่องคำร่ายที่เหมือนกับสคริปโปรแกรมก็เสริมแต่งด้วยการอธิบายปรากฏการณ์ขึ้นมาให้เข้าใจ นอกจากนี้เซรอสยังศึกษาลึกลงไปเกี่ยวกับเวทมนตร์ระดับมหัตภัยที่ถูกยกระดับให้เป็นเวทมนตร์ทำลายล้างระดับสูงที่หาผู้ใช้งานไม่ได้อีกด้วย

         ตัวเซรอสต้องการจะปกปิดความลับของตนเองเท่านั้น แต่ไม่ได้ห้ามสำหรับฟรานหรือซาริ ดังนั้นเขาจึงให้อิสระในการแสดงออกอย่างเต็มที่ ฟรานได้แสดงฝีมือทางเวทมนตร์ออกมาเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าได้ก้าวข้ามขอบเขตของเด็กรุ่นเดียวกันไปโดยสิ้นเชิง พลังระดับนี้ย่อมทำให้นักเรียนคนอื่นหมดกำลังใจได้เลย และผลลัพธ์ในครั้งนั้นทำให้ฟรานอาจจะได้เป็นตัวแทนนักเรียนสาขาเวทมนตร์ในการประลองเวทมนตร์เลยก็ได้

         เพียงแค่อาจเท่านั้น เพราะยังมีคนที่ไม่ยอมรับเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่

โดยพวกเขามองว่าฟรานไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์ซึ่งอาจจะนำความเสื่อมเสียเกียรติมาให้แก่สถาบัน ว่ากันตามตรงก็แค่รู้สึกไม่พอใจที่จะต้องฝากความหวังกับเผ่าพันธุ์ที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์ สำหรับมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีที่แสนบอบบางค้ำคออยู่ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจใส่ชื่อของฟรานในอันดับต้นๆ ของตัวแทนนักเรียนที่จะไปลงแข่งขัน

แต่เซรอสคิดว่าถึงฟรานจะถูกเสนอชื่อเป็นพิเศษก็ไม่มีความคิดที่จะไปช่วยมนุษย์ลงแข่งอย่างเด็ดขาด มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ที่ฟรานจะรังเกียจมนุษย์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด

         “ระดับพลังเวทมนตร์นั่นอาจจะเป็นจอมเวทระดับห้าเลยก็ได้”

         มีเสียงของนักเรียนคนหนึ่งพูดขึ้น เซรอสพยักหน้าเห็นด้วยกับเสียงที่ได้ยิน

จอมเวทระดับห้าถือเป็นจอมเวทแห่งความหวังใหม่ของราชอาณาจักร ถ้ามีเวทมนตร์ที่รุนแรงเป็นไพ่ตายสำหรับเปลี่ยนสถานการณ์มันมักจะถูกให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งการจะเลื่อนขั้นเป็นจอมเวทชั้นสูงได้นั้นจะต้องมีมติจากสภาเวทมนตร์ลงนามพร้อมกันและจัดให้มีการทดสอบ ถ้าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ล่ะก็พวกเขาคงจะยินดีอ้าแขนรับเข้ามาร่วมในหน่วยงานอย่างแน่นอน

ฟรานไม่เพียงแต่จะเป็นเอลฟ์ แต่ด้วยระดับความสามารถของช่วงวัยระดับนี้อาจจะต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มของอัจฉริยะที่หนึ่งพันปีจะมีสักคน ยิ่งเอลฟ์ที่มีอายุขัยที่ยืนยาวเป็นเผ่าพันธุ์ที่ให้กำเนิดทายาทรุ่นต่อไปยากมากด้วย และนั่นจะทำให้ตัวตนของฟรานได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากเผ่าพันธุ์เดียวกัน อาจถึงขั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่เพื่อให้ได้ตัวของฟรานไป

ต่อให้มันมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ ก็ต้องให้ความใส่ใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

หากเป็นสิ่งที่ฟรานเลือกด้วยตัวเอง เซรอสจะไม่ห้ามหรือเหนี่ยวรั้งเอาไว้โดยเด็ดขาด เพราะฟรานควรจะมีอนาคตที่ดี

แต่ถ้าหากว่ามันเป็นสิ่งที่บังคับขู่เข็ญให้จำใจต้องเลือก เซรอสก็พร้อมที่จะลงมือจัดการด้วยตัวเอง

สำหรับเซรอสแล้วฟรานถือเป็นน้องสาวของเขาคนหนึ่ง และมันเป็นธรรมดาที่เขาจะต้องปกป้องครอบครัวของตนเอง ทดแทนที่ตนเองไม่เคยได้มีโอกาสได้ทำสักครั้ง

“ฝีมือของฟรานใช่หรือเปล่าเจ้าคะ ซาริเคยเห็นเวทมนตร์แบบนั้นมาก่อนแต่ไม่รุนแรงเท่านี้”

“มีแต่นักเรียนชั้นปีหนึ่งที่ใช้สนามในวันนี้ คนที่ใช้แบล็กดราฟได้ก็มีแค่ฟรานคนเดียวด้วย”

“แบกด้ามเหรอเจ้าคะ?”

“ถ้าจะสนใจเรื่องนี้ไหนลองแสดงผลจากการฝึกซ้อมให้ดูหน่อย”

พัฒนาการที่เป็นไปได้ช้ามาก ซาริเลยต้องมีการติวเข้มทุกวันเพื่อให้คุ้นชินกับการควบคุมมานาในการใช้ศิลปะเวท ก่อนจะขึ้นปีสองนั้นมันถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากในหลักสูตรที่จะเรียน ดังนั้นต่อให้ไม่มีพรสวรรค์ถ้าให้คำแนะนำดีๆ ซาริก็น่าจะทำได้บ้าง

ซาริพอจะใช้ศิลปะเวทได้ ซึ่งอาจจะต้องพูดว่ามันเป็นความบังเอิญซะมากกว่า คงเป็นเพราะนิสัยที่ไม่อาจมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน ทำให้การใช้ศิลปะเวทที่ต้องพึ่งพาสมาธิอย่างสูงเป็นไปไม่ได้ในการต่อสู้ระยะยาว หากเป็นการใช้ในจังหวะเดียวกับที่โจมตี นั่นต้องเรียกว่าเป็นสัญชาตญาณเท่านั้น

ทั่วร่างของซาริมีแสงสว่างจากการใช้ศิลปะเวท ซาริมองเหมือนไม่เคยเห็นมาก่อน

“ประกายวิ้งวับด้วยเจ้าค่ะ แต่ว่า” แล้วแสงก็พลันหายไป ซาริทรุดตัวลงนอนกับพื้นทำลิ้นห้อยทันที “หมดแรงแล้วเจ้าค่ะ”

“มานาก็เหมือนเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ไม่แปลกที่จะหมดแรง”

“ซาริหิวแล้วเจ้าค่ะ ขอกินแครอทได้หรือเปล่าเจ้าคะ”

เซรอสพยักหน้าเป็นการอนุญาต ยังไงการฝึกซ้อมนี้ก็ไม่ได้มีกฎเคร่งครัดอะไรมากนัก และทุกคนก็คงให้ความสนใจกับการต่อสู้บนลานประลองซะมากกว่าจะมาสนใจมนุษย์กระต่ายที่ใช้ศิลปะเวทไม่ได้ ซาริที่ได้รับคำอนุญาตก็เอาแครอทออกมาแทะกินราวกับเป็นกระรอกและเคี้ยวกรุบๆ ด้วยใบหน้าที่ดูมีความสุข

นักฆ่าหนุ่มมองด้วยความเอ็นดูและก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็เพ่งสมาธิไปที่มือและเรียกใช้ศิลปะเวท

         เคยคิดว่ามันคงทำได้แค่เสริมความแข็งแกร่งให้กับร่างกายเท่านั้น เพราะเท่าที่ได้เรียนรู้มา ทุกคนจะรู้แค่ว่าศิลปะเวทมีประโยชน์ในการต่อสู้ระยะประชิดเป็นอย่างมาก เช่น การทำให้อาวุธมีพลังโจมตีสูงขึ้น หรือ ใช้เพื่อทำให้ร่างกายมีความแข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า

         เซรอสเชื่อว่านั่นอาจจะเป็นความคิดที่ผิด ศิลปะเวทที่แท้จริงอาจจะมีอะไรมากกว่านั้นอีก ถ้าสามารถหาคำอธิบายที่ถูกต้องได้ก็อาจจะค้นพบความลับของเวทมนตร์สายกายภาพได้

         เพราะว่าเซรอสมีร่างกายที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่สามารถระบุความแตกต่างตอนปกติกับตอนใช้ศิลปะเวทได้ แต่จากที่สังเกตพวกเด็กๆ ตอนประลองแล้วศิลปะเวทน่าจะเป็นการยกระดับขีดความสามารถทางร่างกายให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน และยังเพิ่มประสิทธิภาพให้กับวัตถุ ซึ่งมันอาจจะเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อนและเหมารวมว่าเป็นแบบเดียวกัน หากใช้สมมุติฐานนี้เป็นตัวตั้งล่ะก็เป็นไปได้ว่าทุกอย่างเกี่ยวกับความเชื่อในด้านความสามารถของศิลปะเวทจะกลายเป็นผิดขึ้นมาทันที

         นึกถึงตอนฝึกซ้อมที่อัศวินนายหนึ่งแสดงศิลปะเวทที่เรียกว่าการเสริมพลังให้กับอาวุธ มีคำพูดหนึ่งที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นคำแนะนำที่ว่า ให้นึกว่าอาวุธนี้เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตอนแรกเซรอสยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายสักเท่าไหร่ แต่ก็มีหลายคน --- ตอนนี้ถูกตั้งความหวังให้เป็นตัวแทนนักเรียนในการลงแข่งขันประลอง --- สามารถทำได้ในทันที มันเป็นการห่อหุ้มด้วยประกายแสงจากมานาที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นปรากฏการณ์

จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งได้แสดงให้เพื่อนคนใกล้เคียงได้รู้ถึงความสามารถของมัน

         นั่นคือการที่อาวุธจะไม่มีทางหลุดออกจากมือแม้ว่าจะใช้มือจับเพียงข้างเดียวและไม่ต้องออกแรงอะไรมาก

         ถ้านั่นคือความหมายที่แท้จริงของ เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แสดงว่าความลับของศิลปะเวทชนิดนี้คือการคงระยะสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับวัสดุให้ตายตัว หรือก็คือเป็นส่วนหนึ่งโดยสมบูรณ์ในชั่วระยะเวลาที่ปรากฏการณ์ถูกแก้ไขให้กลายเป็นความจริง

         “ดูเป็นวิทยาศาสตร์เวทมนตร์ยังไงก็ไม่รู้”

         เซรอสค่อนข้างจะตกใจกับผลลัพธ์นี้ ตัวเขาที่เคยคิดมาตลอดว่าตนเองไม่ได้เป็นอัจฉริยะในการคิดวิเคราะห์ก็ยังแปลกใจกับการตระหนักรู้ในครั้งนี้ เพราะนี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปแนวทางของเวทมนตร์ออกมาเป็นทฤษฏีที่ตรวจสอบผลลัพธ์ได้ง่าย และนั่นจะทำให้ความเชื่อที่ผ่านมากลายเป็นสิ่งไร้ค่าทันที

         แต่บางทีถ้าใช้หลักการนี้เซรอสอาจจะคิดสร้างสูตรเวทมนตร์แบบใหม่ขึ้นมาได้อีกตั้งมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มความรุนแรงให้กับเวทมนตร์ด้วยการอธิบายปรากฏการณ์ออกมา ยกตัวอย่างเช่นเพลิงกัมปนาทของฟรานที่ได้ต้นแบบมาจากทฤษฏีของปรากฏการณ์แบล็กดราฟ เป็นต้น หากเซรอสยึดหลักการนี้เขาสามารถพัฒนาความรุนแรงของเวทมนตร์ขึ้นมาได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีการทดสอบสมมุติฐานให้กลายเป็นจริงเสียก่อน

         อย่างไรก็ตามเซรอสกำลังคิดสมมุติฐานอย่างหนึ่งขึ้นมา หากศิลปะเวทสามารถใช้เพิ่มความสามารถได้จริง จะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะเพิ่มความว่องไวให้ตัวเอง เพราะสำหรับนักฆ่าแล้วความรวดเร็วแม้จะเพียงหนึ่งวินาทีก็ช่วยให้ได้เปรียบในหลายสถานการณ์

         หากมันมีความเป็นไปได้และเขาประสบความสำเร็จในการสร้างเวทมนตร์ประเภทใหม่ขึ้นมา ก็คงยากที่จะมีใครรับมือได้

         “เปิดบันทึกการทดสอบในหัวข้อทฤษฏีเวทมนตร์ไร้สาย การเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย [ด้านความเร็ว] ชื่อ โปรเจค แอคเซล

         เซรอสหยิบเอาเครื่องบันทึกเสียงออกมาพูดหัวข้อที่กลับไปจะต้องเริ่มดำเนินการทันที เพราะถ้าหากเขาไม่มีไพ่ตายอะไรเอาไว้เลย เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของพวกจอมเวทเก่งๆ ต่อให้เขาเป็นนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกฆ่าตาย

 

         เดลฟีโอน่า เอเชอวาเรียนกลับมาถึงโรงเรียนเซเวียร์ได้ในที่สุด หลังจากเสร็จสิ้นงานคุ้มกันองค์ชายลำดับที่หนึ่งเป็นที่เรียบร้อยจึงเร่งรุดเดินทางกลับมา แม้ทางองค์ชายจะมีรับสั่งให้ไม่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจกับโรงเรียนเล็กๆ พรรค์นั้น แต่ในฐานะของผู้ที่รู้ความจริงของหายนะแล้วไม่อาจนิ่งเฉยฟังคำทัดทานขององค์ชายได้ ในเมื่อเวลานี้เธอคือครูของโรงเรียนเซเวียร์ หากไม่ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

         แต่เธอไม่ควรจะคิดแบบนั้นออกมา เมื่อตอนนี้เบื้องหน้าของเธอปรากฏเด็กสาวคนหนึ่งยืนเกาะขอบผนังกั้นที่สูงเกินกว่าจะมองเห็นข้างล่าง ในมือถือไส้กรอกที่ย่างไฟอ่อนๆ ผสมผสานกับซอสรสเผ็ด และมีริซาน่า รองผู้อำนวยการยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังราวกับเป็นอัศวินประจำกาย มันจึงเป็นภาพที่เห็นแล้วชวนให้รู้สึกแปลกตาอย่างมาก ที่หญิงสูงอายุ --- ผู้ซึ่งมีพลังเวทมนตร์อยู่ในระดับที่สูงมากพอจะกดดันพวกสภาเวทมนตร์ให้ทำอะไรรุนแรงต่อโรงเรียนไม่ได้ --- ต้องแสดงความเคารพต่อตัวของเด็กผู้หญิงโดยมีความสัมพันธ์ไม่ต่างอะไรจากนายบ่าว นี่น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าตัวตนของเด็กคนนี้สูงส่งเป็นอย่างมาก

         อินโนเซนเทียร์ ลิลิธ คือผู้อำนวยการของโรงเรียนเซเวียร์ แม้ว่าตัวเธอจะมีรูปร่างเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ และเป็นไปได้ว่าจะมีชีวิตอยู่มาอย่างยาวนาน ยามที่เธอแสดงความเกรี้ยวกราดออกมาแม้จะเพียงเล็กน้อยแต่ทวีปแห่งนี้อาจจะถูกทำลายลงเมื่อใดก็ได้ และเพื่อปกป้องไม่ให้เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจะต้องไม่มีผู้ใดมาสร้างความวุ่นวายในเมืองแห่งนี้เป็นอันขาด

         “มาสายนะ” อินโนเซนเทียร์เอ่ยโดยไม่จำเป็นต้องชายตามองด้วยซ้ำ หยิบไส้กรอกในจานจิ้มส่งให้กับเดลฟีโอน่า “ไส้กรอกหรือเปล่า รสชาตินี้เราผู้นี้ชอบมากเป็นพิเศษ มันเผ็ดร้อนจากข้างในด้วย เห็นว่าเป็นรสชาติใหม่ที่เรียกว่า สไบสี อุตส่าห์ให้ริซาน่าออกไปหาซื้อมาให้”

         “ข้าไม่” เดลฟีโอน่าแสดงท่าทางคล้ายจะปฏิเสธ แต่พอเห็นอินโนเซนเทียร์ส่งยิ้มให้ก็รู้สึกว่าถ้าไม่รับมาจะต้องเจอสิ่งที่น่ากลัวแน่จึงยื่นมือออกไปรับมา

         ไม่มีใครรู้ว่าปกติแล้วผู้อำนวยการคนนี้ในแต่ละวันทำอะไรบ้าง เพราะตัวตนของเธอไม่เพียงแต่จะลึกลับแล้วยังไม่ค่อยชอบแสดงตัวในที่สาธารณะอีกด้วย แต่เมื่อไม่นานมานี้มีการเปิดเผยรูปร่างหน้าตาของผู้อำนวยการของโรงเรียนเซเวียร์ว่าเป็นเพียงแค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งออกไปสู่ภายนอก ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างเซ็งแซ่จากผู้อำนวยการคนใหม่ของแต่ละโรงเรียน พวกเขาอยากรู้ว่าทำไมเด็กผู้หญิงคนนี้ถึงได้กลายมาเป็นผู้อำนวยการได้จึงได้มีการส่งหนังสือไปสอบถามจากพระราชาที่มีอำนาจในการสั่งเปิดโรงเรียน แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ

         เรื่องที่น่ากลัวมันเกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีการส่งสายลับเข้ามาสืบข้อมูล เหล่าบรรดาสายสืบทั้งหมดที่เข้ามาภายในเขตโรงเรียนเพื่อตรวจสอบเกี่ยวกับผู้อำนวยการคนนี้ได้กลายเป็นบุคคลสูญหายตั้งแต่ที่ก้าวเท้าเข้ามาในเขตรั้วโรงเรียน ไม่ว่าจะกี่คนก็ตาม โดยไม่มีโอกาสได้แสดงความสามารถใดๆ ทั้งสิ้น กล่าวได้อย่างเดียวว่ามันเป็นความเด็ดขาดของอินโนเซนเทียร์ ลิลิธที่ไม่ชอบให้ใครมาทำลับๆ ล่อๆ ในพื้นที่ของเธอเอง

         “อร่อยดีใช่ไหมล่ะ” ผู้อำนวยการร่างเด็กเอ่ย และเปล่งเสียงระรื่นขณะดูการฝึกซ้อมของพวกนักเรียนในสนาม

         “ค่ะ” เดลฟีโอน่าตอบ คิดไม่ออกว่าถ้าตอบนอกเหนือจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ยิ่งผู้อำนวยการท่านนี้อ่านอารมณ์ออกได้ยากด้วยแล้ว บางทีภายใต้ใบหน้าแย้มยิ้มอาจจะกำลังมีความคิดบางอย่างอยู่ก็ได้ “ไม่ทราบว่าท่านผู้อำนวยการมาทำอะไรในที่แบบนี้”

         เดลฟีโอน่ารู้สึกอยากจะตบปากตัวเองขึ้นมาที่ถามอะไรแบบนั้นออกไป มันเห็นชัดอยู่แล้วว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้อำนวยการจะเดินตรวจตราโรงเรียนของตนเอง และชื่นชมการพัฒนาของนักเรียนภายใต้ความดูแลของเธอ แต่ก่อนที่จะได้พูดแก้ไขอะไรออกไปอินโนเซนเทียร์ก็หันมามองด้วยใบหน้าที่สร้างแรงกดดันได้อย่างน่ากลัว

         “เราผู้นี้มาเพื่อรอฟังคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เรื่องอะไรนะริซาน่า”

         ทำเหมือนกับว่าต้องเตือนความจำทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดี อินโนเซนเทียร์แม้จะติดเล่นสนุกแต่ความเหี้ยมโหดนั้นไม่เป็นรองใครทั้งสิ้น ในฐานะของผู้ที่ถือครองพลังอำนาจที่ทำลายล้างทวีปได้ ย่อมไม่พอใจแน่ที่มีคนมาสร้างความวุ่นวายในบ้านของตัวเอง

         และรองผู้อำนวยการก็ได้ตอบคำถามนั้นออกมาสั้นๆ ได้ใจความว่า “มีบุคคลลักลอบเข้ามาในเขตโรงเรียนอีกครั้งค่ะ”

         นั่นทำให้คนที่ต้องตอบคำถามนี้ถึงกับหน้าถอดสี ด้วยคำมั่นสัญญาที่ได้ให้เอาไว้ก็คือ จะไม่มีการส่งผู้ใดลักลอบเข้ามาสอดแนมหรือก่อความวุ่นวายในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นคนจากหน่วยงานใดก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็ได้รักษาคำสัญญาเอาไว้อย่างดี เป็นการแลกเปลี่ยนกับที่อินโนเซนเทียร์จะไม่ออกไปนอกเขตรั้วโรงเรียนโดยที่ไม่มีเหตุจำเป็น และยิ่งอินโนเซนเทียร์เป็นบุคคลที่ยึดมั่นในวาจาที่กล่าวออกไป คำสัญญาพวกนั้นจึงห้ามละเมิดโดยเด็ดขาด

         หากเป็นแค่ครั้งสองครั้งก็คงไม่มีปัญหาอะไรมากนัก อินโนเซนเทียร์เองก็คงรู้สึกหน่ายใจที่จะต้องเป็นคนลงมือกำจัดพวกนั้นด้วยตัวเอง มันเหมือนเป็นการกระทำที่ดูจะไร้ความหมายสำหรับเธอ ซึ่งมันน่ารำคาญเป็นอย่างมาก

         “แม้แต่สัญญาปากเปล่า มนุษย์อย่างพวกเจ้าก็ไม่อาจจะรักษาเอาไว้ได้ เราผู้นี้ยังพอจะมีความอดทนอยู่บ้างแต่หลังจากนี้ถ้าเราผู้นี้พบเห็น มัน แม้แต่ปลายเส้นผมในเขตรั้วโรงเรียนแห่งนี้ มาดูกันสิว่าจะมีเมืองใดกลายเป็นเถ้าธุลีในตอนนั้นบ้าง”

         มันเป็นความโกรธเกรี้ยวของอินโนเซนเทียร์ที่ทำให้เดลฟีโอน่าถึงกับสั่นสะท้าน หากเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริงต่อให้มีเวลาเตรียมการสักสิบวันก็ไม่มีทางอพยพผู้คนทันอย่างแน่นอน และมั่นใจว่าเธอจะทำอย่างที่พูดออกไปแน่นอน อินโนเซนเทียร์ไม่เคยผิดคำพูดของตัวเองเลยสักครั้งเดียว เพราะในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่ปั่นป่วนไปทั่วทวีปเพียงเพราะมีการส่งบุคคลเข้ามาพยายามลอบสังหารนักเรียน ผลลัพธ์ก็คือการสูญเสียเมืองในอาณาจักรข้างเคียงและตอนนี้มันกลายเป็นพื้นที่รกร้างที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่

         ไม่อาจใช้ข้ออ้างของตรรกะด้านศีลธรรมและจริยธรรมกับอินโนเซนเทียร์ได้ เพราะมันเป็นแค่การกล่าวอ้างของมนุษย์เท่านั้น สำหรับสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งแล้วการฆ่าสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยไม่กี่แสนชีวิตถือเป็นเรื่องปกติ ต่อให้ศาสนจักรมาใช้ข้ออ้างเรื่องที่ตัวตนของเธอเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเจ้าเพื่อลงโทษ อินโนเซนเทียร์ก็คงจะเย้ยยิ้มให้กับการดิ้นรนครั้งสุดท้ายของมนุษย์ก่อนจะทำลายล้างให้สิ้นซาก

         ขอเพียงแค่ไม่มีใครทำอะไรที่ผิดข้อตกลงที่ให้เอาไว้ มนุษยชาติก็จะอยู่รอดปลอดภัยไปได้ตราบนานเท่านาน

         “ข้าจะเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ในทันที จากนี้จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก”

         ต่อให้รับปากเป็นมั่นเหมาะแล้วก็ตาม เดลฟีโอน่ารู้สึกได้เลยว่าเรื่องนี้มันเกินกำลังของเธออย่างถึงที่สุด เพราะพวกที่ไม่รู้จักตายเหล่านี้ทำได้ทุกทางเพื่อความอยากรู้ของตัวเอง โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่น่ากลัวหลังจากนั้นคืออะไร หากจะให้เปรียบเปรยก็ไม่ต่างอะไรก็เดินย่างเท้าสู่ขุมนรกโดยไม่รู้ตัว แถมยังจะลากผู้บริสุทธิ์อีกเป็นจำนวนมากไปตายด้วย คงต้องส่งจดหมายด่วนไปยังองค์ราชาเพื่อจัดการกับเรื่องนี้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

         “เดลฟีโอน่า เราผู้นี้ขอถามอะไรเจ้าสักอย่าง”

         น้ำเสียงที่ฟังดูเป็นทางการทำเอาเจ้าตัวลอบกลืนน้ำลาย การตอบคำถามนั้นเธอจะต้องคิดให้ดีเพื่อรักษาชีวิตของผู้คนหลายล้านในไอทาเรียแห่งนี้ พอคิดถึงความเป็นจริงในเรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก หากสามารถเลือกได้ล่ะก็ในวันที่ต้องรับรู้ตัวจริงของอินโนเซนเทียร์ เธอไม่ควรไปปรากฏตัวที่พระราชวังอย่างเด็ดขาด

         และกับอินโนเซนเทียร์ไม่อาจตอบรับได้ด้วยการปฏิเสธ

         “ค่ะ”

         “ไส้กรอกรสสไบสีควรกินคู่กับซอสแบบไหน เราผู้นี้อยากให้เจ้าช่วยแนะนำสักหน่อย”





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 686 ครั้ง

90 ความคิดเห็น

  1. #13118 Souiji (@Souiji) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 26 เมษายน 2562 / 13:54
    มายองเนสหร่อยสุด
    #13118
    0
  2. วันที่ 19 ตุลาคม 2561 / 22:13
    มะเขือเทศ+มายองเนสอีกเสียงคร๊าาา
    #10972
    0
  3. #9458 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 21:24
    ขอบคุณครับ
    #9458
    0
  4. #8811 nisworddunn (@panittha21) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 22:03
    5555ไส้กรอกกกกก
    #8811
    0
  5. #8270 Quantum.K (@raynaros) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561 / 16:41
    มะเขือเทศ+มายองเนส
    #8270
    0
  6. #8001 Akari_j (@jbbjopfm) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 23 เมษายน 2561 / 20:59
    หื้ม ได้หรอท่านผอ. 55555
    #8001
    0
  7. #7862 Thiwara220 (@Thiwara220) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 13:35
    ฮะ????
    #7862
    0
  8. #7797 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 09:31
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7797
    0
  9. #7641 monny2202 (@monny2202) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 2 เมษายน 2561 / 00:39
    สไบสี........ฟังแล้วไม่อยากกินไส้กรอกสไปซี่แต่อยากไปเช่าสไบมาห่มแทน 55555555555
    #7641
    0
  10. #7430 oomlovegood (@oomlovegood) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 19:58
    เด็กหนุ่มธรรมดาโดนเหยีดหยาม มันโกรธ จริงหรอ
    #7430
    0
  11. #7113 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 09:20
    ไส้กรอกสไบสีสินะ น่าอร่อยยย
    #7113
    0
  12. #6909 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 02:16
    อธิดารหน้าจะรู้ใครคนคิดไส้กรอกนะ
    หรือถ้าเพิ่งรู้นิ อืมมมมคิดไม่ออกใครมามั่วเซรอส
    ได้สาบสูญแน่ๆ
    จากนักอ่านหน้าใหม่
    #6909
    0
  13. #6655 Wanz Luvz (@narakstory) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2560 / 02:12
    ซอสพริก+มายองเนส
    #6655
    0
  14. #6192 SmileVirgin (@SmileVirgin) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2560 / 13:36
    ส่วนตัวชอบเป็นมะเขือเทศ+มานองเนส
    #6192
    0
  15. #5784 growzazaza (@growzazaza) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 / 21:33
    โถ่วเกือบจะดีละท่าน ผอ.
    #5784
    0
  16. #5288 BomS_Za (@dautoloot) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2560 / 07:23
    ผมว่าพระเอกไม่ใช่ผู้ใหญ่อะ. เพราะประโยคบางอัน ทำให้มันตลกอะ. เหมือนเด็กคิดว่าผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้น.
    #5288
    1
    • #5288-1 Pakkaromkrod (@Tasuku-kun) (จากตอนที่ 74)
      11 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:52
      ตบมุขตลกๆ เพื่อไม่ให้บรรยากาศมันกร่อยหรือเครียดเกินไปไง แนวสโลว์ไลฟ์ปกติก็เป็นงี้อยู่แล้ว
      #5288-1
  17. #5178 จันทร์สีโลหิต (@chaolun) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 20:20
    อันตัวเราขอแนะนำว่า ไส้กรอกสไบสีกินกับซอสหอยนางโลม น่าจะดีย์
    #5178
    0
  18. #4324 malefactor (@malefactor9029) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 18:28
    กินกับอะไรดี...????
    #4324
    0
  19. วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 03:46
    หิวช้าวเลยตรู
    #4233
    0
  20. #4232 22710 (@22710) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 03:16
    ขอบคุณมากครับ
    #4232
    0
  21. #4225 valencia_mnr (@0985386934) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 21:27
    กินกับพริกมายองเทศสิอร่อย. 
    คิดถึงตอนมัธยมเรย ป้าค่ะบิ๊กไบร์สองใส่มะเขือเทศพริกมายองคร้ะ♥♥♥😆😆😆
    #4225
    0
  22. #4223 markbull (@dokiboom) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 20:49
    ซอยพริกสิอร่อย
    #4223
    0
  23. #4221 0848496616 (@0848496616) (จากตอนที่ 74)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 20:21
    เเอบเชียร์ฟรานนะเนี่ยเปนได้เพียงเเค่น้องสาวหรอเเอบเศร้าเปลียนบทคาเรนเลยเอาฟรานเปนนางเอกด่วนนนอือออือTT ภรรยาน้อยก้ได้ผมไม่ว่าหรอกเเต่คนอื่นจะด่าผมปาวหว่าา
    #4221
    0
  24. วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 20:06
    กินกับซอสพริก อร่อย 5555
    แง อ่านแล้วอยากกิน
    #4219
    0
  25. วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 19:50
    เจอคำถามนี้เข้าไป... 
    #4217
    0