ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,257,786 Views

  • 13,681 Comments

  • 22,802 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18,264

    Overall
    2,257,786

ตอนที่ 73 : SS2 Episode Thirteen : วาเลนเซียร์ เซราตี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 37239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 699 ครั้ง
    17 ส.ค. 60

SS2 Episode Thirteen

 



         ในฐานะของผู้ปกครอง เรื่องที่น่ายินดีที่สุดก็คือตอนนี้ฟรานมีคนที่เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนแล้ว

         วาเลนเซียร์ เซราตี เป็นเด็กสาวสาขาเวทมนตร์เชี่ยวชาญเวทมนตร์ธาตุน้ำและธาตุแสง เป็นที่นิยมในหมู่นักเรียนชายที่ทุกวันขอเพียงได้เห็นหน้าก็สบายใจแล้ว ในห้องเรียนเธอเป็นนักเรียนที่มีความสามารถสูสีกับ เบล เรสเทียร์ ซึ่งการเปรียบเทียบนี้เกิดขึ้นเพราะทั้งคู่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ต่างจากฟรานที่เป็นเอลฟ์ที่ว่ากันว่าสามารถใช้เวทมนตร์ได้ดีกว่า และคงไม่ใช่เรื่องดีที่จะเอาฟรานเป็นมาตรฐาน

         และเป็นวาเลนเซียร์ที่เลือกจะเข้าหาฟรานด้วยตัวเอง การพูดคุยในประโยคแรกเริ่มต้นจากคำทักทาย น่าเสียดายที่ฟรานไม่ค่อยชอบพูดคุยกับใครทั้งสิ้น นั่นทำให้จุดเริ่มต้นของความสนิทสนมเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการซ้อมเวทมนตร์ในสนาม

         ด้วยเงื่อนไขตามหลักสูตรทุกคนจะต้องใช้เวทมนตร์พื้นฐานได้ทุกธาตุ วันนี้จึงเป็นการฝึกยิงเป้าเดิมๆ เพื่อเสริมความแม่นยำให้ตัวเอง ฟรานไม่จำเป็นต้องเล็งเป้าแค่ร่ายเวทมนตร์ออกมา ลูกไฟความร้อนสูงก็พุ่งกระจายออกไปและเบนทิศทางเข้าหาเป้าได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการชักนำเวทมนตร์นี้ถูกพัฒนาโดยเซรอสโดยการเพิ่มพิกัดเป้าหมายลงไปในสูตรพิธีร่ายเวท มันใช้มานาและระยะเวลาร่ายเวทมนตร์ที่นานขึ้น แต่อย่างไรก็ตามมันให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

         วาเลนเซียร์ใช้เวลาตั้งแต่ที่ฟรานแสดงศักยภาพด้านเวทมนตร์ออกมาให้เห็น พยายามเข้าหามาโดยตลอด แม้ว่าเพื่อนทั้งชายและหญิงพูดโน้มน้าวไม่ให้เข้าหาฟราน แต่เธอน่าจะรู้ดีว่าการจะพัฒนาได้เร็วที่สุดไม่ใช่แค่การเรียนตามตำรา แต่ต้องขอคำแนะนำจากคนที่เก่งๆ เพื่อให้ได้เคล็ดลับในการฝึกฝน

         ตอนที่เธอปรากฏตัวที่ห้องสมุดเพื่อเรียกหาฟราน เซรอสกับซาริก็อยู่ที่นั่นด้วย

         “ยินดีที่ได้พบค่ะ วาเลนเซียร์ เซราตีค่ะ”

         กล่าวทักทายด้วยมารยาททางสังคม เซรอสลุกขึ้นและแสดงท่าทีตอบรับอย่างสุภาพ

         “ทางนี้ก็เช่นกัน เซรอส แอชเชอร์ครับ”

         ถึงจะเป็นการเสียมารยาทแต่เซรอสก็พิจารณาวาเลนเซียร์อยู่ครู่หนึ่ง ผมสีน้ำตาลออกไปมาทางแดงเล็กน้อยก็ดูเงางามมาก กลิ่นหอมของผิวกายเกิดจากการใช้สบู่ชนิดใหม่ที่มีวางจำหน่าย เล็บมือสะอาดสะอ้านและตะไบเล็บมาอย่างพิถีพิถัน เอาเข้าจริงแล้วเพียงแค่นี้ก็บอกได้ยากว่าพื้นเพเป็นคนอย่างไร หรือเป็นลูกหลานของผู้ทรงอำนาจที่ไหนหรือไม่ แต่เซรอสเชื่อในพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะปรับตัวให้เหมาะกับสภาพแวดล้อม ถ้ามีสิ่งใดผิดสังเกตคงไม่ยากที่จะคาดเดา

         วาเลนเซียร์เงียบไปครู่หนึ่งและนึกขึ้นได้ว่าฟรานเองก็มีนามสกุลว่า แอชเชอร์ เหมือนกัน แต่ตอนนั้นฟรานแนะนำแค่พอเป็นพิธีเลยไม่มีใครสนใจสักเท่าไหร่

         “คุณคงจะเป็นคุณพี่ชายสินะคะ”

         “ไม่คิดว่าจะเดาถูกเลยนะครับ”

         ชำเลืองมองดูปฏิกิริยาของฟราน แต่น่าเสียดายที่ฟรานจะไม่สุงสิงกับคนอื่น ปัญหาน่าจะอยู่ที่การไม่ยอมเปิดใจรับมนุษย์คนอื่นอีก เป็นเซรอสก็คงรู้สึกแบบเดียวกัน

         วาเลนเซียร์ไม่รู้จะเริ่มบทสนทนาอย่างไรดี ตอนแรกที่คิดว่าจะมาพูดคุยสร้างความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวแต่กลับพบเจอคนที่เกี่ยวข้องกับฟรานโดยตรง เครื่องแบบที่ใส่อยู่นั้นเป็นของสาขานักรบ ยิ่งไปกว่านั้นกระต่ายขาวที่ร้องโวยวายหลังต้องไล่ทำการบ้านที่ค้างคาจนโยนดินสอ --- เป็นแท่งผอมเรียว และพิมพ์ลายออกมาให้ แม้จะไม่ใช่ชุดเครื่องเขียนที่หรูหรา แต่มันก็ไม่มีขายที่ไหน --- จำได้ว่ามีข่าวลือเรื่องที่เป็นคนจัดการอัศวินที่มากประสบการณ์ได้ เลยต้องพิจารณาเซรอสที่อยู่ด้วยกันซะใหม่แล้ว

         “ฉันคงมารบกวนหรือเปล่าคะ”

         “ไม่หรอกครับ ต้องบอกว่าเพราะว่างจึงมาหาหนังสืออ่านนั่นแหละครับ”

         ที่ว่า ว่าง นั้นเป็นความจริง ถึงจะมีนักเรียนหลายคนอยู่ใช้สนามฝึกซ้อมกันอย่างเนืองแน่น แต่พวกเซรอสเลือกที่จะไม่เข้าสนามฝึกซ้อม โดยเฉพาะความสามารถของเซรอสในการต่อสู้จริงก็นับว่าอยู่ในระดับที่สูงเหนือมนุษย์มากและร่างกายที่ข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ในระดับสมบูรณ์ถาวร ไม่มีทางที่จะตกต่ำไปกว่านี้ ทางด้านฟรานก็มีพลังเวทมนตร์ที่น่าจะสูงกว่าเด็กนักเรียนรุ่นพี่ ทั้งยังมีเทคนิคการใช้เวทมนตร์ที่ต้องบอกว่าข้ามระดับของจอมเวทของสภาไปแล้วด้วย ถึงจะขาดเพียงประสบการณ์สู้จริงก็ตาม

         “เห็นว่าฟรานชอบมาอยู่ที่ห้องสมุดทุกวันเลยคิดว่าอยากจะชวนไปฝึกซ้อมเวทมนตร์ด้วยนั่นแหละค่ะ”

         หลังวาเลนเซียร์พูดจบ ฟรานก็เงยหน้ามอง ทำหน้าเอียงคอคล้ายจะถามว่า ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร ออกมา เหมือนว่าฟรานจะไม่สนใจเพื่อนนักเรียนในห้องเลยสักคน ไม่ใช่มุมมองในฐานะของคนที่แข็งแกร่งมองคนที่อ่อนแอกว่า แต่มนุษย์ทุกคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับฟรานเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น

         “ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

         “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันเข้าใจดีว่าเพราะตัวเองไม่ได้มีจุดไหนให้น่าจดจำ” วาเลนเซียร์หัวเราะร่วน ดูก็รู้ว่าเป็นการฝืนหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศที่ไม่ค่อยดีนี้

         เซรอสคิดอยู่ครู่หนึ่ง เกี่ยวกับอดีตของฟรานนั้นถึงจะเสี่ยงอยู่บ้าง แต่ถ้าบอกเหตุผลให้ทราบก็คงช่วยให้สนิทกันได้แน่ วาเลนเซียร์เองก็ดูเป็นเด็กดีด้วยถึงจะทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง แต่การที่เลือกจะเป็นฝ่ายเข้าหาด้วยมารยาทก่อนก็พอจะเรียกว่าคบได้อยู่ ถ้าไม่นับรวมซาริ ฟรานก็ไม่มีเพื่อนผู้หญิงเลยสักคน

         “ไม่เกี่ยวหรอกนะครับว่าคุณวาเลนเซียร์ไม่มีจุดเด่น แต่ฟรานมีอคติกับมนุษย์อย่างพวกเราเท่านั้นแหละครับ”

         “อคติ? คงถูกเหยียดหยามมาเยอะสินะคะ”

วาเลนเซียร์พอจะเข้าใจอยู่ว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้นมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์รังเกียจเผ่าพันธุ์อื่น ทำให้พวกเอลฟ์หรือมนุษย์สัตว์ไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในเมืองได้อย่างมีความสุข

“ถ้าคุณคิดแบบนั้นแสดงว่าคุณเป็นคนดีใช้ได้เลยนะครับ แต่ไม่ใช่หรอก พ่อแม่ของฟรานถูกมนุษย์ฆ่าตาย ส่วนเธอเกือบจะถูกขายเป็นทาส” เซรอสตอบแสร้งทำสีหน้าเศร้าหมอง

วาเลนเซียร์ได้ยินเรื่องนี้เข้าก็ตกใจและยกมือขึ้นปิดปาก พูดอะไรไม่ออกเพราะคิดว่าฟรานอาจจะเป็นเด็กที่เย่อหยิ่งจนเข้าหาลำบาก ถ้าการที่ฟรานไม่ยอมพูดคุยกับเด็กคนอื่นมีสาเหตุมาจากเรื่องนี้ ถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่ความผิดของวาเลนเซียร์เลยก็ตาม ในฐานะที่เป็นมนุษย์แล้วย่อมรู้สึกผิดมาก

ฟรานมองหน้าเซรอสแล้วทำหน้าโกรธเล็กน้อย “เซรอส ไม่พูดเรื่องนี้อีก”

“ขอโทษ มันเผลอไปน่ะ พอดีก็อยากให้คนอื่นเข้าใจเหตุผล” เซรอสยอมรับผิดเรื่องนี้ ฟรานไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยเกี่ยวกับความลับสักเท่าไหร่ หรือพูดง่ายๆ ก็คือมันไม่มีเหตุผลที่จะต้องไปพูดให้คนอื่นฟัง

“ฉันคงต้องขอโทษจริงๆ ซะแล้วล่ะค่ะที่เผลอคิดอะไรไม่ดีออกไป” วาเลนเซียร์รู้สึกเศร้าที่เข้าใจผิดไปไกล แต่ด้วยความสงสัยที่ว่าทำไมมนุษย์ มนุษย์สัตว์ และเอลฟ์ถึงได้มาอยู่ด้วยกันและใช้นามสกุลเดียวกันได้จึงได้เผลอถามออกไปว่า “แต่ไม่คิดเลยนะคะว่าพวกคุณจะเป็นครอบครัวเดียวกัน”

เซรอสไม่ได้ตื่นตระหนก แต่ลอบยิ้มอยู่ในใจเมื่อรู้ว่าเด็กคนนี้ต้องการล้วงลึกข้อมูลเบื้องหลัง ถึงจะยังเป็นมือสมัครเล่นและต้องการกระชับความสัมพันธ์ เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเล่าให้ฟังออกไป ทว่าตระกูลแอชเชอร์ที่เซรอสอุปโลกน์ขึ้นมานั้นไม่มีตัวตนอยู่จริง เข้าใจว่าในโลกนี้การจะมีตระกูลได้จะต้องมีฐานะในระดับหนึ่ง และจะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลด้วย เหมือนกับการทำสำมะโนครัวประชากร เพียงแต่เปลี่ยนเป็นการแต่งตั้งอย่างถูกต้อง

“เมื่อก่อนผมใช้ชีวิตอยู่คนเดียวเพราะครอบครัวเสียชีวิตหมดแล้ว ค่อนข้างจะรู้สึกลำบากที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดจากที่ไม่มีเงินเลยสักเหรียญ ทีนี้พอได้บังเอิญพบเจอกับซาริแล้วก็ฟรานทั้งสองคนเลยรับมาอยู่ด้วยกันในฐานะของน้องสาว เลยทำให้รู้สึกว่าจะต้องพยายามมากขึ้นสร้างเป้าหมายให้ตัวเอง ขอโทษนะครับที่พูดอะไรแบบนี้ออกมา”

ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ การแสดงอารมณ์ที่สื่อออกมาทำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกผิดที่ถามออกไป ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเซรอสที่จะเบี่ยงประเด็น ยิ่งอีกฝ่ายเป็นเด็กด้วยแล้วยิ่งทำได้ง่ายมาก แถมเรื่องพวกนี้ก็ไม่เห็นซาริกับฟรานออกเสียงคัดค้าน เพราะเป็นความจริงที่เซรอสใช้ชีวิตอยู่คนเดียวและสูญเสียครอบคัวไปหมด ที่ว่าไม่มีเงินก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเซรอสไม่ได้โกหกไปซะทั้งหมดก็แค่เล่าไม่หมดเท่านั้น

“ไม่ค่ะ เป็นฉันต่างหากที่ถามอะไรไม่เข้าเรื่องออกไป ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ”

ในเมื่อวาเลนเซียร์ใช้วิธีนี้ในการล้วงความลับ เซรอสก็ไม่มีทางปล่อยให้เธอได้ข้อมูลฝ่ายเดียว

อาศัยจังหวะหนึ่งแอบติดเครื่องส่งสัญญาณไว้ที่แขนเสื้อ น่าจะเพียงพอให้รู้ตำแหน่งที่พักปัจจุบันได้ จากนั้นจึงค่อยคิดหาวิธีรับมือในภายหลัง ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงความเข้าใจไปเองก็ตาม แต่เซรอสจะไม่ยอมให้อำนาจเบื้องหลังของโลกใบนี้มาคุกคามชีวิตที่สงบสุขเป็นอันขาด ไม่ใช่ว่าเด็กคนนี้จะเป็นคนเลวร้ายแต่นี่ก็เพื่อป้องกันเอาไว้ก่อน ยิ่งการตรวจสอบข้อมูลของบุคคลเซรอสค่อนข้างจะมีความชำนาญอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม ฟรานดูจะไม่ให้ความสนใจต่อวาเลนเซียร์แม้แต่น้อย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือตามนิสัยรักสงบของตัวเอง และมีเสียงร้องครางของกระต่ายขาวที่ปวดหัวกับการคัดการบ้านหลังถูกสั่งให้เขียนแก้ไขลายมือให้สวยงามอยู่เป็นพักๆ จนกระทั่งในที่สุดเธอคนนั้นก็เป็นฝ่ายยอมแพ้และกลับไปแต่โดยดี ยังไม่ลืมที่จะชวนมาพูดคุยกันในภายหลัง และเซรอสก็บอกว่าจะหาโอกาสนั้นให้เพราะเขาเองก็คิดว่าวาเลนเซียร์น่าจะเป็นเพื่อที่ดีต่อฟรานได้เหมือนกัน

 

         วันนี้ฟ้ามืดครึ้มเร็วผิดปกติ ซาริเป็นมนุษย์สัตว์ย่อมมีสัญชาตญาณรับรู้ถึงภัยธรรมชาติได้ดีกว่าได้บอกว่าอีกไม่นานฝนจะตก เรื่องนี้ไม่ต้องพึ่งซาริเซรอสก็พอจะเดาได้จากความชื้นในอากาศจึงได้เร่งเดินทางกลับบ้านพร้อมกับการเช่ายืมหนังสือที่อยากอ่านกลับไปด้วย ระหว่างทางกลับบ้านซาริที่เหมือนได้อิสระกลับมาอีกครั้งก็วิ่งนำลิ่วๆ ไปทักทายเจ้าของร้านค้าตามนิสัยเดิม ความสนิทสนมที่เกิดจากความไร้เดียงสาเหมือนเด็กกับรูปลักษณ์ที่เห็นหรือได้สัมผัสก็รู้สึกผ่อนคลาย ซาริจึงเป็นขวัญใจของร้านค้าแถบนี้เลยมักจะได้ของกินติดไม้ติดมือกลับมาในราคาถูก

         เสียเวลาไปกับการพูดคุยเพื่อซื้อของ กว่าจะถึงบ้านฝนก็ตกลงมาจนเปียกแฉะ ตอนแรกซาริจะวิ่งไปหยิบแครอทมากินแต่ถูกเซรอสไล่ให้ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนจะเป็นไข้หวัด ส่วนตัวเซรอสก็จุดไฟที่เตาผิงและเริ่มจุดตะเกียงตามที่ต่างๆ เพื่อเพิ่มแสงสว่าง จากนั้นก็ลงมือเตรียมมื้อเย็น เพราะว่ามีเครื่องเทศอยู่มากพอเลยอยากจะลองทำเมนูแกงกะหรี่ขึ้นมาสักหน่อย รู้สึกว่าซาริจะกินเผ็ดมากไม่ค่อยได้ ส่วนฟรานเอาเข้าจริงๆ ถึงจะกินเนื้อได้แต่ถ้ามีโอกาสเลือกคงต้องเป็นอาหารที่ไม่ใช่เนื้อ

         ด้วยความคิดที่อยากจะให้ฟรานได้มีตัวเลือกที่มากขึ้นเซรอสเลยจัดการใช้ความรู้ค้นคว้าอาหารสำหรับมังสะวิรัติออกมาตั้งมากมาย และได้ข้อสรุปที่เต้าหู้ มันเป็นของที่ทำได้ไม่ยากและถั่วเหลืองที่มีวางจำหน่ายก็ราคาถูก มันเป็นอาหารที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไหร่เซรอสเลยหาซื้อมาได้จากตลาดเป็นจำนวนมาก

ตั้งแต่ที่มีซาริกับฟรานมาอยู่ด้วย เซรอสก็มักจะอารมณ์ดีอยู่เสมอ นึกประหลาดใจเหมือนกันที่ตัวเขายังมีความรู้สึกที่อยากจะร้องเพลงขณะทำกิจกรรมสักอย่าง ค่อนข้างจะพึงพอใจกับน้ำเสียงของตัวเองเป็นอย่างมาก ต้องขอบคุณความสมบูรณ์แบบที่ทางองค์กรบังคับให้อยู่ในมาตรฐาน

         ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักของซาริดังออกมา ยายตัวแสบหลบมุมแอบหัวเราะอยู่คู่กับฟรานโดยที่ยังนุ่งผ้าเช็ดตัวกันอยู่

         “ท่านเซรอสร้องเพลงด้วยล่ะเจ้าค่ะ”

         “อือ” ฟรานเบือนหน้าหนีแอบไปหัวเราะเบาๆ

         ไม่ใช่เพราะเซรอสร้องเพลงไม่เพราะ แต่เป็นภาษาที่ร้องออกมานั้นเป็นภาษาโลกเดิม ทำให้ความหมายที่คนทั่วไปได้ยินเป็นภาษาประหลาดที่ฟังไม่รู้เรื่อง นอกจากนี้เซรอสมักจะติดนิสัยที่ชอบขยับตัวตามเพลงที่ร้อง ภาพที่ออกมาจึงเป็นชายหนุ่มที่ทำอาหารกำลังบิดเอวโยกย้ายส่ายสะโพกอย่างเมามัน

         “ทำอะไรเหรอ?” ฟรานเปลี่ยนเรื่อง เดินเข้ามาดูอาหารที่เซรอสกำลังทอดอยู่บนกระทะก้นแบน รูปร่างเหมือนเนื้อมากจนทำหน้าปุเลี่ยน แม้ว่าเธอจะแตกต่างจากเอลฟ์สายเลือดแท้ที่กินแต่พวกผักและผลไม้ แต่ก็ใช่ว่าจะชอบกินเนื้อเสมอไป

         “ไม่ต้องกลัวหรอก มันไม่ใช่เนื้อ นี่เรียกว่าสเต็กเต้าหู้”

         “เต้าหู้?”

         “ไปใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยมากินก็แล้วกัน”

         ฟรานขยับใบหน้าตอบรับ เปิดตู้เย็นค้นหานมที่ซื้อมาดื่มวันละขวดก่อนจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้ามารอทานมื้อเย็น

         ซาริที่อยู่ไม่ค่อยสุขหลังจากเปลี่ยนเสื้อแล้วก็วิ่งมาช่วยจัดโต๊ะอาหาร เพราะว่าเป็นอาหารแบบบริการตัวเอง ข้าวราดแกงกะหรี่ของซาริเลยมีแครอทเต็มไปหมด

         ดูเหมือนว่าโลกนี้จะยังไม่มีการคิดค้นเต้าหู้ขึ้นมา มันเลยเป็นของแปลกที่ฟรานรู้สึกว่ามันอร่อยมาก ความกรุบกรอบที่เพียงแค่กัดก็ให้ความรู้สึกเหมือนกับได้กินเนื้อช่วยให้ฟรานเจริญอาหารได้ดี ถึงกับขอต่อจานที่สอง และเซรอสก็ชอบที่จะเห็นทั้งสองคนกินอาหารกันอย่างมีความสุข ครั้งหน้าเลยสัญญาว่าจะเริ่มลงมือทำอาหารที่ไม่ใช่เนื้อให้กินอีกหลากหลายเมนู

         เสร็จจากทานอาหารก่อนจะไปอาบน้ำก็ลงไปดูความคืบหน้าของชั้นใต้ดินที่ทำงานเรื่อยมา ไม่ว่าจะมีเงินมากน้อยแค่ไหนเซรอสก็ใช้มันหมดไปกับการกว้านซื้ออุปกรณ์การก่อสร้างจำพวกหินและไม้ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้นไม้ทุกต้นนั้นขึ้นยากเลยทำให้มันมีจำกัดตามร้านค้า เซรอสที่กว้านซื้อมาด้วยเหตุผลที่ต้องการก่อสร้างเลยต้องเปลี่ยนแผนใหม่ นั่นคือการสร้างเรือนกระจกเอาไว้แทนโดยจะมีการปลูกต้นไม้ทดแทนไว้ที่ด้านล่างของเรือนกระจกแห่งนี้

         กระจายงานให้กับปีศาจเงาเพื่อขยายรังมดแห่งที่สองให้แล้วเสร็จ มันไม่เหมือนที่บ้านซึ่งมีทรัพยากรทุกอย่างที่ต้องการ ครั้นจะเดินทางไปกลับก็กินเวลาค่อนข้างมากอาจจะใช้เวลาประมาณสิบวัน ถึงการเรียนสำหรับเซรอสจะไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ก็ไม่ต้องการให้มันเกิดเป็นประเด็นขึ้น

         ยิ่งไปกว่านั้นเซรอสอยากให้รังมดแห่งที่สองเสร็จเรียบร้อยก่อนจะปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นช่วงที่อนุญาตให้นักเรียนเดินทางกลับบ้านได้ประมาณสองเดือน และเซรอสก็มีกำหนดการจะซื้อของกลับไปพัฒนาหมู่บ้านให้พวกชาวเมืองตั้งตัวได้ โดยหวังว่าหลังจากหมดฤดูหนาวการพัฒนาเมืองก็ค่อยเริ่มต้นขึ้นนับจากนั้น

         หลังจากที่จัดการทุกอย่างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ไปอาบน้ำและกลับขึ้นห้องนอน

ที่ห้องของเซรอสรกไปด้วยอุปกรณ์เครื่องมือช่าง เป็นห้องที่พอจะเรียกได้ว่าเป็นห้องของพวกนักประดิษฐ์อย่างแท้จริง โต๊ะเครื่องมือแบบพับเก็บติดผนังได้กับลังวัสดุวางอยู่บนพื้น บนผนังก็มีเครื่องมือแขวนเอาไว้ให้หยิบจับได้สะดวก มีของหลายอย่างที่ทำเสร็จแล้วเป็นส่วนประกอบสำคัญสำหรับการสร้างวงจรไฟฟ้า ส่วนที่เสียหายจากการทดสอบก็โยนทิ้งในลังที่มุมห้อง

         บนโต๊ะนั้นมีวัตถุทรงกลมท้องแบน กระจกที่โค้งมนใสจนมองเห็นหลอดแก้วภายใน ขาทั้งสี่ที่ใช้ตั้งอยู่สี่มุมเป็นทรงกระบอก พื้นด้านบนก็กลวงใสสำหรับใส่วัตถุบางอย่างลงไป จากการทดลองหลายคืนที่ผ่านมาเซรอสพอจะจับแนวทางการดึงเอาพลังงานจากคริสตัลเวทมนตร์ออกมาใช้ได้แล้ว

         ต้นแบบของมันนั้นถูกนำมาจากโลกเดิมของเซรอส เป็นของที่องค์กรสร้างขึ้นโดยใช้วิทยาการชั้นสูงเพื่อดึงเอาพลังงานพิเศษจาก โอพาร์ท หรือ วัตถุแปลกปลอมจากอวกาศ เพื่อสร้างเป็นเตาปฏิกรณ์พลังงานขึ้น และด้วยสิ่งนี้ทำให้มีพลังงานสะอาด ในทางทฤษฏีแล้วมันให้พลังงานไฟฟ้าหนึ่งประเทศได้ราวๆ ห้าร้อยปี แต่ในกรณีของผลึกเวทมนตร์ที่อำนาจของมันไม่ได้มากมายคงอาจจะช่วยให้มีพลังงานสำหรับบ้านหนึ่งหลักในหนึ่งวัน

         เมื่อติดตั้งมันเสร็จแล้วก็ถึงเวลาเดินเครื่อง เตาปฏิกรณ์พลังงานเวทมนตร์เครื่องแรกของโลกนี้ก็เริ่มทำงาน

         แสงสว่างสีฟ้าอ่อนวิ่งไปตามหลอดแก้วที่แสดงให้เห็นถึงพลังงานที่ทำงานอยู่ ก่อนอื่นเลยต้องนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เพื่อทดสอบวัดค่าพลังงานและประเมินผลจากมัน

         “เกินคาดเลยนะเนี่ย ไม่คิดว่าเจ้าก้อนนี้จะให้พลังงานไฟฟ้าในบ้านได้นานถึงสองวัน ส่วนของใหญ่คงใช้ได้แค่สิบนาที”

         ในทางทฤษฏี ปริมาณค่าไฟฟ้าที่ตรวจวัดได้นั้นก็แค่เปิดไฟ เปิดพัดลม ตู้เย็น และโทรทัศน์ตลอดหนึ่งวันในบ้านหลังเล็กเท่านั้น มันไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมากมาย ต่างจากการนำไปใช้กับบ้านหลังใหญ่อาจจะอยู่ได้หนึ่งวันหรือน้อยกว่านั้นก็ได้ ถ้าต้องนำไปใช้กับรังมดอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน เพราะรังมดนั้นใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมากจนถึงกับต้องสร้างโรงไฟฟ้าย่อยขึ้นมากันเลยทีเดียว

         อย่างไรก็ตามในที่สุดปัญหาเรื่องแหล่งพลังงานก็ถูกแก้ไขเป็นที่เรียบร้อย แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือราคาของคริสตัลเวทมนตร์ที่ค่อนข้างจะแพงมากและเป็นของที่หากอยู่ในมือของหน่วยงานภาครัฐแล้วไม่มีทางที่จะหลุดมาถึงมือของชาวบ้านธรรมดาเด็ดขาด ดังนั้นเซรอสจะไม่เปิดเผยวิทยาการนี้ออกไปและใช้มันเพื่อตัวเอง ส่วนเหตุผลที่แท้จริงก็คือเขารู้สึกไม่ชอบใจเลยที่จะต้องทำงานบริการเพื่อสังคม

         ข้อดีของเตาปฏิกรณ์ขนาดเล็กนี้ก็คือมันสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ไม่เหมือนกับที่สร้างเอาไว้ในห้องใต้ดินของบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่าและติดอยู่บนพื้น โดยเจ้าเครื่องนี้จะนำไปติดไว้ในเกวียนหรือนำลงดันเจี้ยนไปด้วยก็ได้ ถ้าประยุกต์เพิ่มเติมอีกสักหน่อยก็น่าจะนำไปใช้อำนวยความสะดวกได้หลายต่อหลายอย่างขึ้นอยู่กับตัวเซรอสว่าจะสามารถพัฒนาด้านนี้ไปได้มากน้อยเพียงใด ยิ่งเวลานี้เซรอสไม่มีความทะเยอทะยานเป็นแรงผลักดัน จะมีก็แค่สร้างสิ่งที่ช่วยให้ตนเองสบายมากขึ้นเท่านั้น

         แต่ก็ต้องระวังเรื่องการขโมยความลับ ถ้าเซรอสไปโรงเรียนล่ะก็บ้านหลังนี้ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าออกได้ ต่อให้ทางเข้าบ้านใช้กุญแจและดูแน่นหนามากจนยากที่จะมีใครสะเดาะกุญแจได้ ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะไม่มีคนลอบเข้ามาค้นหาบางอย่าง และยิ่งมันเป็นบ้านที่ตั้งแยกตัวออกเป็นเอกเทศด้วยแล้วการคุ้มครองของพวกทหารก็คงจะมาไม่ถึง อาจจะต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เข้มงวดมากขึ้น เซรอสคงไม่ชอบใจถ้ากลับมาแล้วต้องทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่

         ผละจากงานที่อยู่ตรงหน้าและเดินไปเปิดหน้าต่างเพื่อรับลม ฝนที่ตกตั้งแต่เมื่อตอนหัวค่ำตอนนี้ได้หยุดลงเป็นที่เรียบร้อย พอจะมองเห็นแสงไฟจากเมืองชั้นในอยู่บ้าง บริเวณเหนือกำแพงขึ้นไปนั้นมีทหารถือคบเพลิงยินลาดตระเวนอยู่บนนั้น ซึ่งหลังกำแพงนั้นมีสัญญาณที่เซรอสติดเอาไว้กับวาเลนเซียร์ถูกส่งออกมาจากที่นั่น ถึงเซรอสจะพึ่งมาอยู่เมืองนี้แต่ก็เริ่มรู้กฎของเมืองมากขึ้น บริเวณส่วนนั้นจะถูกมอบให้กับเหล่าผู้มีฐานะที่มากกว่าการเป็นเพียงพ่อค้า

         ถึงวาเลนเซียร์จะเป็นเพียงแค่เด็กและไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่เซรอสใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาทมาจนเคยชินทำให้ถึงจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ไม่อาจละเลยมองข้ามได้ อาจมีเหตุผลให้เธอปกปิดตัวตนก็ได้ ซึ่งถ้าหากสิ่งที่คิดเอาไว้เป็นความจริงและมีคนจ้องจะเล่นงานเธอ ความเป็นไปได้ที่จะทำร้ายคนใกล้ชิดหรือมีแนวโน้มว่าจะสามารถสร้างความกระวนกระวายใจแม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตาม ฟรานที่กำลังจะมีเพื่อนอาจพบเจอกับอันตรายก็ได้

         จำเป็นอย่างมากที่จะต้องรู้ก่อนว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มีศัตรูที่จ้องจะเอาชีวิตหรือไม่

         เซรอสไม่ถึงกับจะต้องปฏิเสธไม่คบค้าสมาคมด้วยเพียงเพราะรู้สึกเป็นกังวล ถึงอย่างไรวาเลนเซียร์ก็ดูเป็นเด็กดี เลยคิดว่าคงไม่เสียหายถ้าจะให้ฟรานคบเอาไว้เป็นเพื่อน

         หวังว่าเราจะคิดมากไปเอง

         เซรอสครุ่นคิดอยู่สักพักก็เดินไปที่เตียงและล้มตัวลงนอน





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 699 ครั้ง

72 ความคิดเห็น

  1. #12147 JoeyTK (@JoeyTK) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 20 มกราคม 2562 / 22:58
    TT อ่านมารู้สึกพระเอกไม่พยายามฝึกเวทมนต์เลย เมื่อไหรจะใช้ เสริมกำลังได้ อะ
    #12147
    0
  2. #9436 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 18:07
    ขบอบคุณครับ
    #9436
    0
  3. #8810 nisworddunn (@panittha21) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2561 / 18:25
    สงสัยตาม
    #8810
    0
  4. #7796 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 12 เมษายน 2561 / 08:11
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7796
    0
  5. #7112 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:54
    ห่วงความรู้สึกของน้องๆดีจัง
    #7112
    0
  6. #6907 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 22:39
    อ่านสนุกน่าติดตามมากๆครับ

    จากนักอ่านหน้าใหม่
    #6907
    0
  7. #6702 podto (@podto) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 8 มกราคม 2561 / 20:24
    เบล หายไปไหน
    #6702
    0
  8. #5790 baskray0 (@baskray0) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 / 00:03
    มีความรู้สึกว่าคล้ายหนัง iron man ภาคแรก ตอนที่สร้างเครื่องปฏิกรณ์ อาร์ค ขนาดเล็ก
    #5790
    0
  9. #4524 popularword (@popularword) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 17:30
    เซรอสมีความ...คุณเเม่!?
    #4524
    0
  10. #4147 ULTARJIRAPAT (@ULTARJIRAPAT) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2560 / 18:08
    อ่านเพลอนดีชอบบบบ อยากให้พระเองแสดงความเทพแต่ติดที่เป็นนักฆ่านี่สิ ทั้งๆที่ได้ไปโลกใหม่แล้วแท้ๆแทนที่จะใช้ให้คุ้ม งื้อ
    #4147
    0
  11. #4142 Mr.kongkang (@kangproject2) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2560 / 13:25
    ...ขอบคุณครับ สนุกมาก...
    #4142
    0
  12. #4136 22710 (@22710) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 01:52
    ขอบคุณมากครับ
    #4136
    0
  13. วันที่ 21 สิงหาคม 2560 / 01:28
    เซรอสเป็นคนพ่อมากกก ห่วงลูกสาวสุดๆ 5555
    #4135
    0
  14. #4132 48022013day (@48022013day) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 14:00
    สนุกมาก รออ่านตอนต่อไปครับ...
    #4132
    0
  15. #4131 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 13:25
    เป็นคนที่ชี้กังวลกับคิดมากเหมือนเดิมเลย 5555 แต่ก็ดีแล้ว รอบคอบดี ^^
    #4131
    0
  16. #4130 MoKona (@cinnamon) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 11:36
    สนุกมากเลย พึ่งได้มาอ่านก็อ่านทีเดียวรวดเลย ชอบมากกกค่าา รออ่านตอนต่อไปอยู่น้ะคะ ^^
    #4130
    0
  17. #4116 Simiach (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 23:50
    เสต็กเต้าหู้?

    เป็นพวกโปรเกษตรหรือเปล่าคะ เนื้อสัมผัสเต้าหู้ไม่น่าจะใช่อย่างบรรยาย

    แต่ชักอยากกินแล้ว ท่าทางน่าอร่อย
    #4116
    1
    • #4116-1 dyo_kuk (@dyo_kuk) (จากตอนที่ 73)
      20 สิงหาคม 2560 / 07:14
      เราเคยได้ยินน่ะค่ะ สเต็กเต้าหู้
      คล้ายๆว่านำไปทอดอ่ะค่ะเลยจะได้สัมผัส
      ,แบบกรุบๆข้างนอกหน่อยๆค่ะข้างในจะนุ่มละลาย
      ปากเลยจ้า
      #4116-1
  18. #4111 FIS_Oki (@FIS_Oki) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 20:10
    นี้มัน ห่วงน้องสาว เกินไปละ 55555
    ความคิดโคตรจะโหดอะ กับอีกแค่เด็กๆ มันอยากจะมีเพื่อน 55555

    **(การเล่าเรื่อง ความคิดพระเอกนี้ สุดๆอะเรื่องนี้ชอบๆ 555)
    #4111
    0
  19. #4106 imavikur (@rayfa) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 19 สิงหาคม 2560 / 08:56
    กันไว้ดีกว่าแก้แน่นอน
    #4106
    0
  20. #4104 TANATOS LOVE VER (@yasimin) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 21:41
    ไม่ควรประมาทนะคะเซรอส
    #4104
    0
  21. #4103 ๏เต้าหู้ขาว๏ (@geeminikuper) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 19:47
    รอตอนต่อไป
    #4103
    0
  22. #4102 Wolflove (@Wolflove) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 19:39
    เข้ามาดูตลอดเลยคิดถึงเรื่องนี้สุดๆ/มาต่อเร็วๆนร้า
    #4102
    0
  23. #4101 Wolflove (@Wolflove) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 19:37
    เย้ๆไรท์กลับมาแร้วว~
    #4101
    0
  24. #4100 0985386934 (@0985386934) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 17:46
    พอได้ยินชื้อวาเลนเซียร์ สะดุ้งเรย คือที่มหาลัยอาจารย์ต่างชาติเรียกเราชื่อนี้ แต่เราก้ไม่รู้ความหมายอยู่ดี555. แอบตกใจชื่อเหมือนกันเรย. 
    ดีใจท่านไรท์กลับมาแล้ว เปิดเข้ามาดูทุกวันเผื่อฟลุ๊กได้อ่าน ขอบคุณน่ะค่ะ สนุกมากเรย


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 18 สิงหาคม 2560 / 18:09
    #4100
    0
  25. #4099 mydear_zeza (@mydear_zeza) (จากตอนที่ 73)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2560 / 15:21
    กลับมาแล้ววว ดีใจอ่ะ รออ่านตอนต่อไป สนุกจ้า
    #4099
    0