ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,255,444 Views

  • 13,678 Comments

  • 22,792 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    15,922

    Overall
    2,255,444

ตอนที่ 69 : SS2 Episode Nine : ผลลัพธ์การประลอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 39871
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 687 ครั้ง
    28 ก.ค. 60

SS2 Episode Nine

 



         ฟรานเคยคิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่

         เซรอสไม่เคยลงมือรุนแรง หรือลงมือจู่โจมก่อน ทำเพียงแค่สอนให้รู้จักวิธีการรับมือที่มีประสิทธิภาพ

         เห็นเบลูก้าพุ่งเข้ามาอย่างเร็วก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ดาบเหล็กไร้คมเหวี่ยงลงมาหยุดอยู่ต่อหน้าฟราน โดยที่ตัวเด็กหญิงยังไม่ได้ขยับตัว ใบหน้าล้วนซีดเผือดเมื่อรับรู้ได้ถึงความตายที่โถมเข้ามา

         พ่ายแพ้ในชั่วพริบตา นั่นคือสิ่งที่พอจะบอกได้จากการที่เห็นเบลูก้าดึงดาบกลับมา

ฟรานหอบหายใจแต่ก่อนที่เบลูก้าจะตัดสินว่าเธอไม่มีคุณสมบัติก็รีบเอ่ยปาก

         “ขออีกรอบ ครั้งเดียว”

         นิสัยที่ไม่ยอมแพ้ของฟราน เห็นกี่ครั้งก็น่าชมเชย

         น่าเสียดายที่ฟรานจมอยู่ในความแค้นแม้เซรอสจะพร่ำบอกไปกี่ครั้งแล้วก็ตาม แต่เมื่อหันมามองตัวเองก็ไม่มีสิทธิ์ไปพูดว่าฟราน ตัวเซรอสเองก็สูญเสียน้องสาวที่แสนสำคัญไปและจมอยู่ในความแค้นเช่นกัน ฟรานสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปพร้อมกันแถมยังถูกจับมาขายเป็นเงินให้นักผจญภัยคนหนึ่งได้มีเงินไปเสวยสุข ถ้าฟรานจะเกลียดนักผจญภัยไปเลยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

         เมื่อสักครู่นี้ไม่ได้บ่งบอกว่าฝีมือของฟรานอ่อนแอ แค่ประมาทที่คิดว่าจะสามารถรับมือได้ทุกสถานการณ์ เพียงแต่อันตรายที่เข้ามามันไม่เคยมีสัญญาณแจ้งเตือนล่วงหน้า และอีกอย่างเบลูก้ายังไม่ได้เอาจริง

         “ถ้าเป็นเมื่อสักครู่ คุณหนูฟรานได้เสียชีวิตไปแล้ว คนตายไม่มีโอกาสแก้ตัวเป็นครั้งที่สอง”

         ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งมีประสบการณ์ เซรอสเห็นด้วยกับที่เบลูก้าพูดและมองว่าฟรานยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างการลอบสังหาร หรือการจู่โจมที่ไม่รู้ตัว เพียงแต่เวลานี้ฟรานยึดติดมากเกินไปและคิดว่าการลงไปสู่ดันเจี้ยนน่าจะเป็นทางเดียวที่ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้นได้ และเขาเองก็ไม่เคยรู้ว่าในดันเจี้ยนอันตรายแค่ไหน ฟังจากคนที่มีประสบการณ์บนโลกนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

         “แต่ว่า

         “ฟราน โอกาสแก้ตัวหลังตายแล้วน่ะไม่มีหรอกนะ” เซรอสเห็นฟรานยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้จึงถือโอกาสนี้ช่วยกล่อม เขารู้จักนิสัยของฟรานดีว่าเป็นเด็กที่เกลียดความพ่ายแพ้ บางครั้งให้ลิ้มลองมันบ้างก็เป็นประสบการณ์ที่ดี “การยอมรับความพ่ายแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย อีกอย่างการทดสอบเพื่อขอใบอนุญาตยังทำได้อีกในครั้งต่อไป ไม่ต้องรีบนักหรอก”

         ทั้งหมดนี้ดูเหมือนว่าเซรอสกับเบลูก้าจะเตรียมกันมาก่อน ไม่ใช่ว่าอยากจะขัดขวางไม่ให้ฟรานได้รับใบอนุญาตลงดันเจี้ยน แต่ที่จริงแล้วทั้งคู่มีเหตุผลเดียวกันคือการปกป้องไม่ให้ฝืนทำอะไรที่เกินตัว ฟรานยังเป็นเด็กที่มีอนาคตที่ดีกว่าการเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อความแข็งแกร่ง

         เด็กหญิงเอลฟ์เมื่อถูกความแข็งแกร่งกว่าบังคับให้พ่ายแพ้อย่างไม่มีทางเลือก ก็ก้มหน้าลงด้วยความเจ็บใจ น้ำตาเริ่มร่วงพรูออกมา เป็นครั้งแรกเลยที่เซรอสเห็นฟรานร้องไห้ อย่างไรซะฟรานก็เป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกความแค้นผลักดันให้ตัวเองจะต้องเก่งขึ้นเร็วที่สุด

         ครั้งนี้จะไม่มีการใจอ่อนโดยเด็ดขาด เซรอสกับเบลูก้าเห็นตรงกันว่าจะไม่ให้ฟรานสอบรับใบอนุญาตตอนนี้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีอายุมากพอจะรับผิดชอบตัวเองได้ นี่เป็นยาแรงที่เห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดไม่ให้ฟรานฝืนทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายมากไปกว่านี้ ฟรานควรจะมีชีวิตในช่วงวัยเด็กที่สนุกสนาน ไม่ใช่เพื่อกระโดดเข้าสู่วงจรของมือสังหาร มีชีวิตในฐานะนักรบ

         “อย่าหนีนะฟราน” เขาเอ่ยดัก เมื่อเห็นฟรานหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากสนามประลองไป “ถ้าไม่ดูการต่อสู้ในครั้งนี้เธอจะพลาดโอกาสที่สำคัญ เพราะมันจะแตกต่างจากที่เธอเคยเจอมาโดยสิ้นเชิง มันต้องเป็นประสบการณ์ที่ดีแน่”

         โชคดีที่ฟรานเป็นเด็กที่ไม่ได้ดื้อดึงและเอาแต่ใจ เมื่อคิดได้ว่าการชมการต่อสู้ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีจึงเปลี่ยนทิศทางไปนั่งชมอยู่ด้านข้างสนาม

เซรอสเลือกอาวุธที่มีอยู่หลากหลายจนได้ดาบสั้นขนาดเหมาะมือ แต่ความยาวนั้นสั้นกว่าดาบที่เซรอสทำขึ้นมา เลือกใช้เป็นดาบคู่เนื่องจากเป็นสไตล์ประจำตัวที่คุ้นชินที่สุด เขาไม่เคยประมาทในการต่อสู้แม้จะเป็นแค่การฝึกซ้อมก็ตาม ก้าวเดินออกมายืนทิ้งระยะห่างกันประมาณห้าเมตร

เมื่อสักครู่นี้เบลูก้าไม่ได้เอาจริงด้วยซ้ำ สังเกตได้จากที่ตอนนี้มีแสงห่อหุ้มอยู่ที่ดาบแล้ว นั่นคือการใช้ศิลปะเวทเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ตัวเอง ซึ่งการที่ยังไม่ทันได้เริ่มต่อสู้ก็ใช้ศิลปะเวทล่วงหน้าบ่งบอกว่าเบลูก้าประเมินเซรอสเอาไว้สูงมาก แม้แต่กิลด์มาสเตอร์เองก็รู้สึกว่ามันค่อนข้างจะเกินไปสักหน่อย ในสายตาของกิลด์มาสเตอร์มองเซรอสเป็นเพียงเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่ฟรานเห็นการใช้เวทมนตร์เสริมความแข็งแกร่งก็รู้ได้ทันทีเลยว่าการต่อสู้เมื่อสักครู่นี้เธอแพ้โดยสมบูรณ์

“แสงนั่น ศิลปะเวท” ฟรานพึมพำ

ในห้องเรียนสายเวทมนตร์มันเป็นพื้นฐานก็จริงแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเนื่องจากถ้าใช้ศิลปะเวทจะต้องแบ่งสมาธิควบคุมมันไปด้วยทำให้การร่ายเวทโจมตีไม่แสดงผล ผู้ที่จะทำอะไรแบบนั้นได้จะต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก สำหรับพวกที่มีมานาจำกัดไม่เพียงพอต่อการใช้เวทมนตร์ศิลปะเวทในการเสริมความแข็งแกร่งให้ตนเองถือได้ว่าเป็นเวทมนตร์ที่ช่วยให้พวกเขาเก่งขึ้นได้

เมื่อสัญญาณการประลองเริ่มขึ้นและกิลด์มาสเตอร์ขยับตัวออกไป แต่กลับไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหวราวกับเล่นเกม ใครขยับก่อนแพ้ เซรอสรู้สึกยอมรับว่าเบลูก้าคนนี้มีฝีมือจึงไม่ประมาท มันเป็นเกมแข่งความอดทนที่ไม่มีใครยอมให้กัน ถ้านับเรื่องนี้เซรอสจะมีความอดทนที่สูงกว่ามาก แต่นั่นเท่ากับว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นและเบลูก้าคาดหวังให้เขาเป็นคนเปิดฉากการโจมตีก่อน ถ้าไม่สนองความต้องการให้การต่อสู้ก็คงเริ่มไม่ได้

เซรอสออกวิ่งและเริ่มโจมตี ทุกตำแหน่งที่ฟันลงไปนั้นมีผลต่อชีวิตแทบทั้งสิ้น มันคือสไตล์การต่อสู้แบบสังหารเป้าหมายมากกว่า เชื่อว่าเบลูก้าน่าจะรู้ได้จากทิศทางของมันและพ่อบ้านชราก็มีการตอบโต้กลับมาได้ เซรอสมีทั้งพลังและประสบการณ์มากมายแม้ว่าตอนนี้จะต่อสู้แบบออมมือเอาไว้ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้เบลูก้ารับรู้ได้ถึงอันตราย สิ่งที่ช่วยไม่ให้แตกต่างกันเกินไปก็คือศิลปะเวท ในสภาพที่ถูกกดดันให้ตั้งรับเบลูก้าไม่สามารถหาจังหวะโจมตีกลับไปได้เลย

ในการต่อสู้แบบนี้เซรอสรู้สึกอึดอัดพอสมควร ถ้านี่เป็นการสังหารเขามีกลเม็ดลูกเล่นมากมายที่ซ่อนเอาไว้พร้อมจะจัดการกับคนเก่งอย่างเบลูก้าภายในไม่กี่นาที แต่เพราะจุดประสงค์คือการให้เบลูก้ายอมรับ จึงเลือกไม่ได้ระหว่างจงใจเอาชนะกับแกล้งแพ้

เบลูก้ารับทุกการโจมตีได้ สายตาของเขาประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าใหม่หมด ทั้งที่รู้อยู่แต่แรกแล้วว่าจะต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาแต่พละกำลังที่แสดงให้เห็นอยู่นั้น แม้จะไม่ได้ใช้ศิลปะเวทเข้าช่วยก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไหร่ เซรอสดูไม่เหนื่อยจากการโจมตีที่ดุดัน ราวกับว่ามันเป็นการออกแรงเบาๆ นึกขึ้นได้ว่าเซรอสเคยแบกท่อนไม้ทำเหมือนมันเบาๆ ได้ แสดงว่าเขามีพละกำลังมหาศาลเป็นทุนอยู่แล้ว นอกจากนี้ทักษะการต่อสู้ก็อยู่ในระดับสูงมากทั้งที่เป็นการฟันจู่โจมแบบง่ายๆ ถ้าเปลี่ยนเป็นมอนสเตอร์มันคงจะตายไปตั้งแต่การตวัดดาบครั้งแรกแล้ว

สิ่งเดียวที่เบลูก้าไม่รู้ก็คือเซรอสไม่ได้เอาจริงสักนิดเดียว เขาไม่ได้ใช้ท่าเคลื่อนไหวหลบหรือสไตล์การต่อสู้ที่ถนัด เป็นแค่การตวัดดาบแบบโง่ๆ ที่ไม่ว่าใครก็ทำเลียนแบบได้ แต่เพราะการใช้ดาบธรรมดาปะทะกับดาบที่ผสานศิลปะเวท ผลลัพธ์ที่แสดงให้เห็นก็คือใบดาบของเซรอสปรากฏเป็นรอยบิ่นเข้าที่เดิมหลายครั้ง ไม่ใช่เกิดจากการที่เบลูก้าจงใจโจมตีเข้าที่จุดเดิมทุกครั้ง แต่เป็นการลงดาบของเซรอสมีความแม่นยำสูงเท่านั้น เพราะทั้งหมดนี้ถ้าไม่ป้องกันเบลูก้าอาจจะได้รับบาดเจ็บหนักจนถึงขั้นกระดูกแตกเลยก็ได้

ขนาดไม่ได้ใช้ศิลปะเวทก็ยังแข็งแกร่งขนาดนี้เลยงั้นรึ?

มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย เบลูก้าเป็นคนหนึ่งที่รู้ความลับที่พิเศษของเซรอสและยังมีชีวิตอยู่ได้ เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักได้ว่าตัวตนของเซรอสน่าจะเป็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่นอกเหนือสามัญสำนึก ประสบการณ์ที่ไม่ได้แปรผันตามอายุ ความชำนาญในการใช้อาวุธที่ผ่านการขัดเกลามาเกือบทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง มันบ่งบอกได้ว่าเซรอสไม่น่าจะใช่มนุษย์

อยู่ในสภาพที่ถูกกดดันโดยสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีการโต้กลับไปบ้างแต่วิธีการรับมือของเซรอสนั้นก็มีแค่ปัดให้แฉลบออกไป คงรู้ตัวแล้วว่าดาบธรรมดาไม่มีทางรับมือกับดาบที่เสริมด้วยเวทมนตร์ได้ ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้ดาบได้รับความเสียหายมากไปกว่านี้

เบลูก้าไม่มีทางเลือก หลังหาช่องว่างโจมตีสวนกลับไปได้ก็พลันเปลี่ยนจากการตั้งรับเป็นรุกโดยเร็ว ทั้งที่หวังว่าจะได้ประชันดาบกันแต่เซรอสไม่รับการโจมตี เพียงแค่หลบให้พ้นด้วยการเคลื่อนไหวง่ายๆ นี่แสดงให้เห็นว่าเขามีประสบการณ์ต่อสู้จริงมาไม่น้อย จะมีใครบ้างที่สามารถหลบดาบของคนที่ผ่านการเคี่ยวกล้ำมาหลายทศวรรษได้อย่างง่ายดายแบบนี้ ต่อให้เป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาเป็นคู่ซ้อมอย่างมากก็ประชันพลังกันและก็ปัดป้องออกไปไม่ให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บ

ฟรานมองดูอยู่วงนอกก็เริ่มรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของเบลูก้าและเซรอส นึกย้อนกลับไปตอนที่ฝึกซ้อมทำได้เพียงแค่เข้าไปโจมตีและถูกป้องกันเอาไว้ได้ด้วยมือเปล่า เซรอสในตอนนั้นไม่ได้เอาจริงเอาจังกับเธอเลย นั่นทำให้เด็กหญิงตระหนักได้ถึงระยะห่างของฝีมือที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่พอมาเปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนรุ่นเดียวกันที่พยายามฝึกซ้อมเวทมนตร์หรือขัดเกลาวิชาดาบตอนจับคู่ซ้อม พบว่ามันแตกต่างกันอย่างมาก หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องให้ฟรานเข้าเรียนเลย

 

เนื่องจากว่ามันไม่ใช่การเอาชีวิต และจุดประสงค์เพื่อหาผู้แพ้ชนะตามกติกา ปัญหาก็คือเบลูก้าไม่ใช่คนที่จะโค่นล้มได้ง่ายๆ จนถึงตอนนี้นอกจากศิลปะเวทแล้วเขาก็ไม่ได้ใช้ความสามารถอื่นที่ซ่อนเอาไว้ ในเมื่อต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยินดีที่จะเปิดเผยความลับก็มีแต่จะต้องต่อสู้ในสภาพแบบนี้

แกร๊ก!

ดาบในมือซ้ายที่รับการโจมตีไปหลายครั้งเริ่มแสดงผลแล้ว เขากรอกตามองครู่หนึ่ง กระโดดตีลังกาม้วนหลังไปสามรอบ ดาบของเบลูก้าพลาดไปโดนพื้นจนทำลายพื้นสนาม แสดงให้เห็นว่าดาบนั่นถ้าแสดงอานุภาพออกมาจริงๆ สามารถทำให้ผู้ที่รับมือถึงกับบาดเจ็บได้ ที่เซรอสไม่เป็นอะไรก็เพราะร่างกายที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์ แต่เขาก็ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะยอมแพ้อยู่แค่นี้

ตัดสินใจแล้วว่าจะจัดการเอาชนะในรวดเดียว เซรอสไม่รู้ว่าการทดสอบนี้จะต้องแสดงผลลัพธ์ออกมาในรูปแบบใดถึงจะอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เขากังวลว่าถ้าไม่ชนะก็ไม่อาจจะรับใบอนุญาตลงดันเจี้ยนได้ ดังนั้นวินาทีเดียวที่จะช่วยตัดสินการต่อสู้ครั้งนี้ เขาวิ่งเข้าไปคว้าเศษก้อนหินที่แตกขึ้นมาขว้างทำให้เบลูก้าเสียจังหวะ ในเมื่อมันเป็นการต่อสู้ที่วัดผลกันแค่ว่าแพ้หรือชนะ นั่นก็หมายความว่าเขาใช้สิ่งของโดยรอบให้เกิดประโยชน์ได้

เบลูก้าเห็นก้อนหินก็ยกดาบปัดออกด้วยความตกใจ จังหวะนั้นเซรอสก็เข้ามาใกล้มากขึ้นจึงเสริมความเร็วในการตอบสนองให้ตนเอง หมุนตัวเหวี่ยงดาบสะบั้นดาบของเซรอสที่สภาพไม่ดีแล้วเพื่อหยุดการต่อสู้ครั้งนี้

ใบดาบสั้นกระเด็นหลุดออกไปนอกสนาม ทุกคนกำลังตะลึงอยู่กับผลลัพธ์ที่ปรากฏให้เห็น ใบดาบของเบลูก้าพาดอยู่บนคอของเซรอส ในขณะที่มืออีกข้างจับข้อมือของเด็กหนุ่มเอาไว้และเกร็งจนเส้นเลือดปูดโปนด้วยความตกตะลึง --- เบลูก้าไม่ได้ตระหนักว่ากำลังใช้ศิลปะเวทเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย และบีบแขนของเซรอสอย่างแรง --- ทำให้ดาบอีกเล่มหยุดก่อนจะถึงลำตัว

มองดูแล้วเหมือนเซรอสเป็นฝ่ายแพ้ในการประลองครั้งนี้

แต่ว่าถ้ามองให้ดีจะพบว่าเซรอสใช้ดาบเล่มที่หักและยังเหลือส่วนที่ปกติมันจะต้องเป็นคมจ่ออยู่ที่ลำคอ

การที่มีเด็กหนุ่มที่ถือได้ว่าเป็นอนาคตของอาณาจักรสามารถสู้เสมอกับอดีตอัศวินอย่างเบลูก้าได้นับว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถสูงมาก และไม่เคยมีปรากฏมาก่อน

หัวหน้ากิลด์ประกาศผลลัพธ์ของการประลองในครั้งนี้ด้วยใบหน้าอึ้งตะลึง เบลูก้าดึงดาบกลับมามองดูสภาพหลังการปะทะครั้งสุดท้ายนั่นทำให้ดาบที่เสริมด้วยศิลปะเวทกลายเป็นรอยแตกร้าว

“การต่อสู้ครั้งนี้กระผมเป็นฝ่ายแพ้ครับ” เบลูก้ายอมรับในทันที อาจเพราะพึ่งจะรู้สึกตัวว่าเซรอสไม่ได้ใช้เวทมนตร์เสริมพลังเลยสักนิด แต่กลับกดดันและสู้เสมอมาได้ ไม่อยากจะนึกภาพว่าหากเซรอสเรียนรู้ศิลปะเวทจะมีใครที่สามารถเอาชนะได้อีกบ้าง

คาเรนเคยได้ยินมาจากเบลูก้าแล้วว่าเซรอสนั้นไม่ใช่คนธรรมดา ตอนนี้เธอยอมรับว่าเขาไม่เพียงจะไม่ใช่คนธรรมดา แต่ตัวตนของเขานั้นพิเศษและมากไปด้วยความลับ ความเก่งกาจของเบลูก้าเธอรู้ดีที่สุด อดีตอัศวินที่เกือบจะได้รับตำแหน่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์หากไม่ใช่เพราะไม่สามารถแสดงเวทมนตร์อื่นได้นอกจากเวทมนตร์ไร้ธาตุ และผันตัวมาเป็นพ่อบ้านตระกูลเรเบียส การที่เซรอสสู้เสมอได้ก็หมายความว่าความแข็งแกร่งของเซรอสเทียบชั้นได้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์

คนที่ตื่นตระหนกที่สุดคือกิลด์มาสเตอร์ที่มาเป็นกรรมการ หน้าที่หลักของกิลด์นักผจญภัยคือการผลักดันความสำเร็จให้กับเมืองที่ประจำการ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อการปกป้องผู้คน มีมอนสเตอร์ที่แสนจะร้ายกาจอยู่ข้างนอกเมืองนั่น และไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดกันแน่ที่ทำให้ระดับความแข็งแกร่งของผู้คนถดถอยลงไปอย่างมาก คนที่พอจะมีอนาคตที่ดีกลับต้องสิ้นชีพลงเพราะโจรร้าย หรือไม่ก็เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนก็ไปเข้าร่วมกับขุนนางเพื่อเงินทองที่มากขึ้น มันเป็นความเสียหายที่ไม่ค่อยมีใครรู้กัน

พอได้เห็นฝีมือของเซรอสกับตา ก็ถือวิสาสะชวนให้มาเป็นนักผจญภัย เนื่องจากเขาไม่อาจมองข้ามความแข็งแกร่งนี้ไปได้ มันน่าเสียดายเกินกว่าจะให้ไปเป็นแค่พลทหารระดับล่าง หรือเป็นแค่ชาวเมืองธรรมดา

ฟรานได้ยินเข้าก็เดินเข้ามาดึงมือเซรอสและมองกิลด์มาสเตอร์และพูดว่า

“นักผจญภัย คนเลว”

“นี่แม่หนูเอลฟ์ นักผจญภัยดีๆ มีตั้งหลายคน”

ดูเหมือนกิลด์มาสเตอร์จะไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่ว่ามีนักผจญภัยเลวๆ อยู่ด้วย

“เซรอส จะไม่เป็น” ฟรานเถียง เงยหน้ามองเซรอสเอียงคอเล็กน้อย “ใช่ไหม?”

“ผมไม่คิดจะเป็นนักผจญภัยหรอก ยังไงผมก็ยังเป็นนักเรียนนี่นา” เซรอสตอบ

มีคนไม่น้อยที่อยากจะเป็นนักผจญภัยแต่ไม่อาจเป็นได้เพราะฝีมือไม่ถึงขั้น กลับกันแม้ว่าจะมีคนประคองตำแหน่งนักผจญภัยแรงค์สูงให้ตั้งแต่ต้นกลับเลือกจะปฏิเสธไม่ยอมรับ นับว่าเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่เหมือนกันแต่กิลด์มาสเตอร์ก็ยอมรับเรื่องนี้ได้ เพราะนักผจญภัยไม่ใช่ว่าจะบังคับให้ใครเป็นก็ได้

เมื่อผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ เบลูก้าก็พร้อมจะลงนามในเอกสารรับรองเพื่อยื่นส่งให้กับกิลด์นักผจญภัยในการออกใบอนุญาตให้ ที่จริงมันอาจจะต้องมีเงื่อนไขมากกว่านี้เช่นการทดสอบหยิบย่อยเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับอันตรายในดันเจี้ยนได้ แต่ผลลัพธ์ของการสู้เสมอเป็นไปได้ว่าหากไปทดสอบกับคนอื่น ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะทำให้ผู้คุมสอบเสียกำลังใจก็ได้ แถมตอนนี้พวกเขายังต้องการคนลงไปลดจำนวนมอนสเตอร์ไม่ให้มีพวกที่เก่งกาจมากเกินไป ไม่เช่นนั้นแล้วถ้าพวกมันสามารถหลุดออกมาได้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่มาก

ใบอนุญาตไม่อาจออกให้ได้ในทันที แต่ก็มีแค่มากรอกข้อมูลเบื้องต้นเพื่อใช้เป็นหลักฐานบันทึกลงไปในใบอนุญาต และทางกิลด์นักผจญภัยต้องการเลือดของเซรอสเพื่อนำไปบันทึกสำหรับยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นตัวจริงด้วย แต่ตอนที่ทางฝ่ายนั้นยื่นชุดเข็มเพื่อเจาะเลือดให้นั้น เซรอสกลับหัวเราะออกมาเล็กน้อย ไม่ใช้ชุดเข็มตัวนั้นเพราะมันเจาะผิวหนังของเขาไม่เข้า จึงใช้มีดเฉพาะแทนซึ่งมันต้องใช้แรงพอสมควรกว่าจะกรีดให้เป็นแผลได้

ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครเอาเลือดของเขาไปใช้ทำอะไรพิสดาร เพราะมันสามารถเป็นได้ทั้งยารักษาโรคสารพัด และเป็นได้ทั้งยาพิษสำหรับฆ่าคน ถ้าไม่มีกรรมวิธีการใช้งานที่เหมาะสมกลัวว่ามันจะกลายเป็นพิษไปซะมากกว่า

 

ฟรานได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง ตระหนักได้ถึงความต่างชั้นของตนเองและยอมรับเรื่องที่ตนเองสมควรจะสอบรับใบอนุญาตลงดันเจี้ยนไม่ผ่าน เซรอสชื่นชมฟรานในจุดนี้ตรงที่ว่าเธอมีเหตุผลให้ตัวเองอยู่เสมอ และไม่ใช่คนที่จมปลักอยู่บนความผิดพลาด จึงยอมรับเรื่องที่พ่ายแพ้ ตั้งมั่นว่านับจากนี้จะฝึกฝนให้มากขึ้น เซรอสเห็นฟรานแสดงความตั้งใจผ่านทางสีหน้าก็ลูบหัวเบาๆ

         คาเรนกับเบลูก้าขอตัวกลับก่อนเพราะต้องไปเตรียมการจัดส่งสินค้าต่อให้เสร็จ เซรอสกับฟรานจึงต้องเดินเท้ากลับบ้าน ไม่ใช่เรื่องยากเพราะระยะทางมันไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่ แถมยังผ่านตลาดเลยมีโอกาสได้เดินดูวัตถุดิบนำกลับไปทำอาหารด้วย เซรอสดูเงินที่เหลืออยู่คำนวณค่าใช้จ่ายของเดือนนี้ถ้าใช้จ่ายกันอย่างประหยัดก็คงอยู่จนรับเงินส่วนแบ่งจากการค้าขายได้

         “ที่จริงก็สงสัยมาพักใหญ่แล้ว ทำไมถึงไม่ชอบคาเรนล่ะ”

         เซรอสไม่ใช่คนหัวทึบหรือความรู้สึกช้า เขาสังเกตตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟรานได้เจอกับคาเรนแล้ว พบว่าทุกครั้งฟรานจะเอาแต่จ้องมองคาเรนด้วยสายตาพิจารณาอยู่ร่ำไป จนภายหลังเปลี่ยนจากพิจารณาเป็นไม่ชอบใจขึ้นมา ขนาดนั่งข้างๆ ก็ไม่ยอม

         “ผู้หญิงคนนั้น เป็นเอลฟ์”

         “เอลฟ์? หูไม่แหลมสักหน่อย” เซรอสนึกถึงคาเรน ไม่ว่าจะมองยังไงเธอก็เป็นมนุษย์อย่างชัดเจน

         “ภูตไม่โกหก”

         นึกดูแล้วก่อนหน้านี้ฟรานเคยพูดว่า ภูตเยอะแยะ ตอนอยู่ที่บ้านของคาเรนด้วย แต่เซรอสไม่เข้าใจความหมายสักเท่าไหร่

         “ภูตติดต่อเอลฟ์ ภูตเกลียดมนุษย์”

         “ไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่ ช่วยขยายความสักหน่อยได้ไหม”

         “ผู้หญิงเป็นลูกเสี้ยวเอลฟ์ ภูตอยากเข้าใกล้ กลิ่นอายมนุษย์เข้มข้น ภูตรังเกียจ”

         การพูดคุยกับฟรานเป็นเรื่องยากมากที่จะฟังคำอธิบายให้เข้าใจ ฟรานเหมือนคนที่พูดได้เฉพาะคำศัพท์แต่ไม่สามารถสร้างเป็นประโยคขึ้นมาได้ พอมาลองคิดดูเป็นไปได้หรือไม่ที่ฟรานรู้แค่คำศัพท์พื้นฐานในภาษาปกติที่คนใช้กัน ทำให้พูดออกมาเป็นประโยคบอกเล่าไม่ได้

         “ถ้าลำบากนักพูดเป็นภาษาเอลฟ์ก็ได้นะ” เซรอสที่มีความสามารถในด้านภาษาลองเสี่ยงเดิมพันกับความคิดของตัวเองดู เห็นฟรานเงียบไปสักพักหนึ่งจากนั้นก็พยักหน้าแล้วพูดด้วยภาษาอีกแบบที่มีการออกเสียงที่คนทั่วไปฟังแล้วไม่มีทางเข้าใจแน่

         “ผู้หญิงคนนั้นสืบเชื้อสายของเอลฟ์ที่บริสุทธิ์ทำให้ภูตอยากจะเข้าใกล้ แต่เพราะมีกลิ่นอายของมนุษย์รุนแรงมากภูตเลยเข้าใกล้ไม่ได้ ฟรานรู้ตอนที่เห็นภูตรายล้อมรอบตัวผู้หญิงคนนั้น แต่ผู้หญิงคนนั้นมองไม่เห็นเลยรู้ว่าเป็นลูกเสี้ยวเอลฟ์”

         ในที่สุดก็เข้าใจเลยว่าไม่ใช่เพราะฟรานพูดน้อย แต่เธอไม่ชินกับภาษาปกติที่มนุษย์สื่อสารกันซะมากกว่า และเพราะมันพูดออกมายากก็เลยใช้วิธีพูดคำที่จำเป็นเท่านั้น แต่ยังสื่อความหมายให้เข้าใจได้

         “เซรอสฟังที่ฟรานพูดรู้เรื่องเหรอ”

         “แน่นอน พรสวรรค์ด้านภาษาของฉันไม่ใช่ของเล่นๆ เชียวนะ ขนาดภาษาปีศาจยังเรียนมาแล้วเลย” เซรอสตอบด้วยภาษาเอลฟ์ “แต่เล่นแทนตัวเองว่าฟรานแบบนี้ก็น่ารักดีนะ”

         “ภาษามนุษย์พูดยากมาก ฟรานกลัวว่าจะคุยกับเซรอสกับซาริไม่รู้เรื่อง ก็เลยพยายามเรียนรู้ภาษามนุษย์”

         พอฟรานได้พูดภาษาที่ถนัดก็พูดได้คล่องแคล่วมาก ที่ผ่านมาฟรานเหมือนพยายามจะสื่อสารด้วยตลอด แต่เพราะนึกคำศัพท์ไม่ออกและกังวลว่าจะพูดแล้วสื่อความหมายผิดๆ เลยเลี่ยงการสื่อสารเป็นประโยค และใช้เป็นคำแทน

         “แต่กับซาริคงต้องกลับไปใช้ภาษามนุษย์ล่ะน่ะ”

         “เข้าใจแล้ว ฟรานจะพยายาม”

         “แล้วทำไมถึงไม่ชอบคาเรนล่ะ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

         “เอลฟ์มีขนบธรรมเนียมอยู่ว่าจะไม่ต้อนรับพวกเอลฟ์ที่ผิดแปลก ฮาล์ฟเอลฟ์จะต้องถูกขับไล่ออกจากป่าเพราะเลือดไม่บริสุทธิ์ กลิ่นอายของมนุษย์ทำให้ภูตหวาดกลัว และทำให้ป่าขาดความอุดมสมบูรณ์ ฟรานไม่ใช่ไม่ชอบคาเรนที่เป็นลูกเสี้ยวเอลฟ์ แต่ฟรานกลัวว่าคาเรนจะแย่งเซรอสไป ฟรานไม่เหลือใครแล้ว ฟรานไม่มีพ่อ ไม่มีแม่ ฟรานมีแค่เซรอสกับซาริแค่สองคน”

         เซรอสลูบหัวฟรานแทนการตอบรับ เขาเองก็ไม่คิดจะทอดทิ้งฟรานกับซาริไปไหนเด็ดขาด สำหรับเขาแล้วเด็กทั้งสองคนนี้คือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เขามีบนโลกใบนี้ เพื่อปกป้องแล้วเขาทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายเพื่อสังหารทุกคนที่ปองร้าย

         แต่พอได้ฟังเรื่องราวของคาเรนจากปากของฟราน ก็ยอมรับว่าแปลกใจนิดหน่อย ถ้าว่ากันตามตรงแล้วคาเรนน่าจะเรียกได้ว่าเป็น มนุษย์ต้องสาป อีกประเภทหนึ่ง ที่คงรูปลักษณ์ภายนอกเอาไว้เป็นมนุษย์เท่านั้น นั่นทำให้เธอได้รับการยอมรับในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เขาคิดว่าไม่ควรจะบอกคาเรน ปล่อยให้มันเป็นความลับแบบนี้ต่อไปจะเป็นการดีที่สุด

         เซรอสกับฟรานซื้อของที่ตลาดหลายอย่าง และกลับมาถึงบ้าน พบเห็นประตูที่เปิดแง้มเอาไว้เล็กน้อย และมีเสียงสะอื้นดังออกมาจากในบ้าน ฟรานได้ยินก็แปลกใจแต่เสียงร้องไห้ที่คุ้นหูนี้น่าจะเป็นของซาริอย่างแน่นอน เมื่อเปิดประตูบ้าน ร่างของกระต่ายที่นั่งคุดคู้อยู่ในห้องนั่งเล่นก็วิ่งเข้ามากอดเซรอสแนบแน่น แล้วร้องห่มร้องไห้เสียงดัง

         “ซาริจะไม่ดื้อไม่ซนแล้วเจ้าค่ะ ซาริจะเป็นเด็กดี จะขยันทำงานบ้าน จะตั้งใจเรียน จะไม่ก่อกวนเพื่อนๆ เจ้าค่ะ อย่าทิ้งซาริไปนะเจ้าคะท่านเซรอส ซาริกลัวแล้วเจ้าค่ะ”

         ลืมไปเลยว่าเขาไม่ได้บอกซาริเรื่องที่จะไปสอบรับใบอนุญาต แถมกว่าจะกลับมาที่บ้านก็เย็นมากแล้ว นึกภาพออกเลยว่าซาริจะรู้สึกยังไงถ้ากลับมาที่บ้านแล้วไม่เห็นมีใครอยู่สักคนเดียว ยิ่งซาริเป็นพวกขี้เหงาสุดๆ ด้วยแล้วก็รู้สึกว่าเขาทำผิดกับซาริไปจริงๆ

         ยกมือขึ้นลูบหัวเบาๆ

         “กลับมาแล้วล่ะ ฉันไม่หนีหายไปไหนหรอก ขอโทษที่ปล่อยให้อยู่คนเดียว”






พอดีไปเปิดไฟล์เจอกรุนิยายที่เขียนเล่นเพียบเลย เสียเวลานั่งรื้อออกมาอ่านเลยไม่ได้พิมพ์นิยายของตัวเอง นึกขำที่สมัยนั้นเขียนเรื่องราวออกมายังไม่ชำนาญสักเท่าไหร่

เป็นเรื่องของ ชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยากจะทำอาชีพพ่อครัว แต่ต้องมาตายโดยที่ไม่ได้ทำตามฝัน แถมได้ไปเกิดใหม่ในโลกที่มีผู้ฝึกวิชายุทธ์ที่มีพลังเว่อร์วังอลังการ แล้วทีนี้มันดันเก่งเว่อร์วังแบบสุดๆ ประมาณว่าต่อให้เป็นตระกูลที่เรืองอำนาจ มีพลังวรยุทธ์ระดับสูงส่งจนผู้คนหวาดกลัว ก็โดนพระเอกคนนี้จัดการได้ง่ายๆ ทว่าเจ้าตัวกลับเลือกจะเปิดร้านอาหาร

นิยายนี้เขียนเล่นแบบไม่ได้จริงจัง แต่อ่านแล้วคิดว่า เฮ้ย! น่าลองว่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 687 ครั้ง

148 ความคิดเห็น

  1. #12704 S0ulG00d (@S0ulG00d) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 4 มีนาคม 2562 / 11:40
    เซรอสกลายเป็น "นักฆ่าพ่อลูกอ่อน" ไปเลย
    #12704
    0
  2. #10948 Alisona Janes Curse (@gif05-hime) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2561 / 14:41
    เหมือนเลี้ยงลูก สู้เข้าคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว
    #10948
    0
  3. #9432 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 / 13:07
    ขอบคุณครับ
    #9432
    0
  4. #8424 pun101 (@pun101) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2561 / 11:23
    จะรอดูนะครับ
    #8424
    0
  5. #7792 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 21:54
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7792
    0
  6. #7106 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 19:31
    ขอบคุณครับ
    #7106
    0
  7. #6903 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 25 มกราคม 2561 / 17:00
    รอติดตามคับผม
    จากนักอ่านหน้าใหม่
    #6903
    0
  8. #5329 Fktay (@Fktay) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 22 ตุลาคม 2560 / 12:51
    น่าลองนะไรต์ แต่งเลย พระเอกเป็นพ่อครัว รีดคนนี้ชอบกินเป็นชีวิตจิตใจ 555+ มันต้องสนุกแน่ๆถ้าไรต์เป็นคนแต่ง
    #5329
    0
  9. #4635 0625506099 (@0625506099) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 17:38
    เรื่องใหม่ผมว่า น่าจะตอบโจทย์ ใครหลายคนคับ
    #4635
    0
  10. #4634 0625506099 (@0625506099) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 24 กันยายน 2560 / 17:37
    พอฟรานเปลี่ยนคำพูดแล้วรู้สึกว่าอ่านลื่นขึ้นเยอะเลยครับ ขอบคุณครับ
    #4634
    0
  11. #3883 Wolflove (@Wolflove) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 20:48
    เรื่องใหม่น่าลองนะไรท์แต่คิดว่าทีล่ะเรื่องน่าจะดีกว่าเดี้ยวร่าง
    กายจะรับไม่ไหวแร้วป่วย
    เหมือนไรท์คนอื่นๆน่ะค่ะ
    #3883
    0
  12. #3837 Mr. Queen (@anaunpr) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 12:26
    ดูน่าสนุกดีนะ ไรท์น่าจะเขียน
    #3837
    0
  13. วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 16:14
    อย่าเลย เอียนกับยุคโบราณละ ถ้าจะจัดจริงๆ ผมอยากให้จัดเป็นยุคกลางดีกว่า 19-- เท่าไหร่ไม่รู้ เปลี่ยนยุค เป็นยุคในเกมส์ แอสซาสซินครีด ซินนิเคด อ่ะครับ คือสำหรับคนที่เสพมาเยอะจะโคตรรเบื่อ ถ้าเนื้อเรื่องไม่น่าสนุก แล้วทำอะไรคล้ายกัน ละยังมาในยุคเดิมๆ ผมว่าจบละ ที่อยากบอกคือ อยากให้เปลี่ยนยุคบ้าง ถ้าจัดจริงหวังว่า จะไม่ใช่ยุคโบราณนะ 55 คนที่อ่านมาเยอะจะเข้าใจผม
    ผมชอบเรื่องนี้นะหนุกดี ไม่เหมือนชาวบ้านเขา

    รักนะจุ้บๆ แต่เกลียดนะเธอหายคล้ายตาย XD
    #3792
    0
  14. #3759 Thitiw2003 (@Thitiw2003) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 1 สิงหาคม 2560 / 05:40
    จัดมาพ่อครัว. 555. น่าสนุกจัง
    #3759
    0
  15. #3756 ต้นหญ้ากับสายลม (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 23:34
    ไรต์เกริ่นมาแบบนี้ต้องจัดแล้ววว
    #3756
    0
  16. #3750 NuntaponT (@NuntaponT) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 12:18
    สนใจคับ!!
    #3750
    0
  17. #3740 tiprada vaniz (@mookza146) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 21:03
    น่าหนุก
    #3740
    0
  18. #3735 tomtamninja (@tomtamninja) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 17:22
    สนุกมากมากครับ ขอบคุณสำหรับตอนใหม่นะครับ
    #3735
    0
  19. #3734 TANATOS LOVE VER (@yasimin) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 17:06
    น่าสนุกกกกกๆๆๆจัดมาๆๆๆ
    #3734
    0
  20. #3733 Framza2015 (@Framza2015) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 16:49
    อยากอ่านจัดเลยครับ 1+
    #3733
    0
  21. #3732 FuJiTa (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 16:40
    ขอบคุณครับ
    #3732
    0
  22. #3731 ghost_fay (@faykug) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 16:39
    จงลงซะ!! นิยายที่ตัวเอกเก่งแต่หันไปปลูกผัก ทำอาหาร เลี้ยงสัตว์ หรือนอนไปวันๆนี่ชอบมาก
    #3731
    0
  23. #3726 ลงไปเลย (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 09:20
    ลงเลย อาจโหดเหมือนซันจิตอนใช้มีด +1
    #3726
    0
  24. #3724 LouisCya (@louisnacya) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 08:04
    น่าสนใจครับ ลงเลยครับ +1 +1 +1
    #3724
    0
  25. #3723 negiharem (@negiharem) (จากตอนที่ 69)
    วันที่ 30 กรกฎาคม 2560 / 02:27
    เป็นแนว สโลไลฟ์ อีกหรือปล่าวครับไรท์ น่าอ่านดีแฮะ
    #3723
    0