ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,262,822 Views

  • 13,685 Comments

  • 22,817 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    23,300

    Overall
    2,262,822

ตอนที่ 30 : Episode Twenty-Nine : สงคราม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 36666
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 701 ครั้ง
    12 พ.ค. 60

Episode Twenty-Nine

 



         กองทัพของพวกปีศาจบุกเข้ามาประชิดชายแดนตั้งแต่เช้าตรู่ สร้างความปั่นป่วนให้กับกองทหารที่อยู่ในสภาพไม่พร้อมรบ ทั้งที่พวกเขาพึ่งจะบาดเจ็บจากการทำสงครามครั้งก่อนและยังรักษาไม่หายดี ก็ต้องเจอกับกองทัพใหม่ที่เข้ามารุกรานอย่างต่อเนื่อง หลายคนถอดใจและไม่กล้ายืนหยัดแต่ในสงครามก็มักจะมีวีรบุรุษเสมอ

         “อย่าเกรงกลัว หากพวกเจ้าพ่ายแพ้ในวันนี้จะต้องมีอีกกี่ชีวิตต้องสังเวยให้กับพวกปีศาจ ไม่แน่ว่าหากพวกมันยึดครองที่นี่ได้ ใครจะมั่นใจได้บ้างว่ามันจะไม่บุกโจมตีเมืองต่อไป ในภายภาคหน้าอาจจะต้องเป็นลูกหลานของพวกท่านที่จะต้องมาทำสงครามกับพวกมันอย่างไม่จบสิ้น มาแสดงพลังให้พวกปีศาจได้รับรู้ว่าพวกเราแข็งแกร่งกว่าพวกมันมากนัก”

         คำพูดปลุกใจสร้างความฮึกเหิมให้กับเหล่าทหารหาญ จริงอยู่ที่เหตุผลของการมาเป็นทหารช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องทำอะไรมากมายก็มีเงินเดือนไว้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และหาความสุขใส่ตัว บางคนมาเป็นทหารก็เพื่อปกป้องครอบครัวโดยเฉพาะเหล่าผู้ที่อาศัยอยู่ในเอ็นยูแห่งนี้ ดังนั้นคำพูดปลุกใจนี้ทำให้พวกเขาฮึดสู้

แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่ได้ผลกับพวกเหล่านักผจญภัย พวกเขาใช้ชีวิตอยู่กับความเป็นความตาย ประสบการณ์ของพวกเขาเทียบกับพวกทหารแล้วก็เหมือนกับสัตว์ป่ากับสัตว์เลี้ยง ต้องประเมินสถานการณ์เพื่อความอยู่รอดของตนเอง เมื่อคิดแล้วว่าโอกาสชนะมีเพียงน้อยนิดและไม่คุ้มกับเงินที่ได้รับ หลายคนจึงเลือกที่จะถอนตัว ยอมแบกรับความอัปยศมากกว่าเสี่ยงชีวิตที่ไม่ได้อะไรตอบแทน

ไม่ใช่นักผจญภัยทุกคนที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่น หลายคนทำไปก็เพื่อเหตุผลส่วนตัว บางคนต้องการชื่อเสียง บางคนต้องการเงินทอง มันไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะต้องมาเสี่ยงชีวิตปกป้องอาณาจักรที่ไม่เคยทำอะไรเพื่อพวกเขานอกจากขูดรีดภาษีเอาไปจ่ายให้พวกข้าราชการที่วันๆ ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง

มีหลายคนถอนตัวจากสงครามครั้งนี้ มันเป็นสิทธิ์ที่พวกเขาสามารถทำได้ ดังนั้นแล้วจึงเกิดเป็นปากเสียงระหว่างทหารกับพวกนักผจญภัย

“พวกแกมันขี้ขลาด ทั้งที่มีความสามารถแต่เลือกที่จะหนี”

“ถุย! ไอ้พวกที่วันๆ เอาแต่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงจะไปรู้อะไร ประสบการณ์การสู้เสี่ยงชีวิตมีกี่ครั้งแล้วล่ะ เจ้าพวกงี่เง่า พวกข้าไม่ใช่คนที่มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือน ท่านเรย์มอนด์ที่น่าเคารพซะหน่อย หากข้าตายถามหน่อยว่าจะมีผู้ใดจดจำชื่อของพวกข้าได้บ้าง”

“ถ้าหากว่าพวกข้ามีพลังเหมือนพวกเจ้า ก็ไม่คิดจะยืมแรงด้วยซ้ำ”

“ปล่อยให้พวกโง่ที่ประเมินสถานการณ์ไม่เป็นสู้ต่อไปเถอะ ถ้าอยากจะสูญเสียมากกว่านี้ก็เชิญ แต่พวกข้าเห็นแล้วว่าไม่เกินสิบวัน เอ็นยูได้ถูกทำลายลงอย่างแน่นอน”

คำพูดของพวกนักผจญภัยมาจากประสบการณ์ที่เอาชีวิตรอดจากการต่อสู้ที่ยากลำบากมาอย่างโชกโชน ดังนั้นจึงเชื่อถือได้ค่อนข้างมาก แต่ในความเป็นจริงก็แค่พวกคนที่ไม่กล้าเสี่ยงเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ มีความกระตือรือร้นเพียงตื้นเขินเท่านั้น ช่างแตกต่างจากเหล่าทหารที่ต่อสู้จนสุดความสามารถเพื่อให้ได้รับชัยชนะกลับคืนมาแม้ว่าจะต้องสูญเสียไปมากมาย แต่ก็เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

นักผจญภัยก็มีตรรกะและแนวทางในแบบของนักผจญภัย

ทหารเองก็มีตรรกะและแนวทางในแบบของทหาร

ถ้าจะให้พูดมันก็เป็นเพียงมุมมองที่แตกต่างของคนที่อยู่ในสถานะที่แตกต่างกัน มันคงเป็นเรื่องยากหากต้องตัดสินว่าผู้ใดถูกหรือผิด

         ในตอนนั้นเรย์มอนด์ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้นำกองทัพเข้าสู่สมรภูมิในครั้งนี้ก็เกิดความรู้สึกจงเกลียดจงชังพวกนักผจญภัยที่แสนจะขี้ขลาด เป็นความจริงที่ว่าด้วยพลังของเขาคนเดียวก็เทียบเท่ากับนักผจญภัยแรงค์ S หรืออาจจะเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่มันก็มีขีดจำกัดในการรบ ลำพังเขาอาจจะสู้เสมอหนึ่งต่อหนึ่งกับระดับขุนพลปีศาจได้ แต่ถ้าต้องถูกบั่นทอนกำลังด้วยพวกปลาซิวปลาสร้อยมันจะทำให้เขาเสียเปรียบอย่างมาก

         ครั้นจะเอ่ยปากเพื่อรั้งเอาไว้ก็เป็นไปไม่ได้อีกเช่นกัน เรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับสถานะอันสูงส่งของเรย์มอนด์ ความหยิ่งผยองถือดีใจชาติกำเนิดและฐานะปัจจุบันของตนเองทำให้เขาไม่คิดจะยอมก้มหัวให้กับใครหน้าไหนอีก มีแต่คนพวกนั้นที่จะต้องมาก้มหัวให้กับเขาเท่านั้น

         เพราะเขาคือว่าที่ราชบุตรเขยแห่งอาณาจักรไอทาเรีย

         ความนิ่งเงียบไม่คัดค้านอะไร มีเพียงชายตามองส่งเท่านั้นทำให้เรย์มอนด์ดูเป็นคนใจกว้างขึ้นมาทันที พวกทหารไม่รู้จักตื้นลึกหนาบางก็เข้าใจว่าเป็นความกรุณาของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่ยอมให้พวกนั้นถอนกำลังไปได้โดยไม่กล่าวคำคัดค้านแต่อย่างใด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเขากำลังโกรธแทบจะเป็นบ้า

         “หากพวกเจ้าต้องการจะไปจริงๆ อีกกี่ครั้งที่จะต้องเผชิญหน้ากับสงคราม”

         ฟังดูเป็นคำถามเกี่ยวกับอนาคตข้างหน้า แต่มันกลับทำให้พวกนักผจญภัยตระหนักได้ถึงเรื่องบางอย่าง

         พวกปีศาจก่อสงครามกับมนุษย์เรื่อยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แพ้ชนะสลับกันไปตามความพร้อมของอีกฝ่าย

         หากวันนี้พวกเขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงคราม อนาคตวันข้างหน้านั้นผู้ที่จะต้องเข้าร่วมสงครามอาจจะเป็นลูกหลานของใครสักคนก็ได้

         ด้วยประโยคสั้นๆ ทำให้หลายคนถึงกับลังเล เรย์มอนด์ยิ้มเยาะในใจเพราะคิดว่าคำพูดนี้สามารถชักจูงให้ผู้คนคล้อยตามได้ ทิ้งคำพูดเสร็จแล้วก็สั่งให้กองทัพที่ยังพอมีแรงเหลือเคลื่อนพลไปต้านพวกปีศาจทันที ด้วยคำพูดเชิงปลุกใจนี้เองทำให้เกิดทหารกล้าขึ้นมาเป็นจำนวนมากที่ยอมพลีชีพเพื่ออาณาจักรอย่างแท้จริง

         ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอมแพ้ แม้ว่าปีศาจจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็ตามแต่พวกมันก็มีจำนวนที่น้อยมาก เป็นเรื่องที่ทางฝั่งมนุษย์รู้อยู่แก่ใจดีว่าพวกปีศาจนั้นจะให้กำเนิดลูกได้ยากมาก ดังนั้นเพื่อดำรงให้เผ่าพันธุ์อยู่รอดได้จึงมีอายุขัยที่ยืนยาว และความแข็งแกร่งที่ช่วยปกป้องตนเองได้ หากในครั้งนี้มนุษย์เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะมันจะเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับเผ่าพันธุ์ปีศาจ

         เรย์มอนด์ชักดาบออกมาชูขึ้นฟ้า ความงดงามของดาบศักดิ์สิทธิ์ที่สร้างจากอาดามันเทียมส่องประกายเสริมแรงใจให้พวกทหารกล้าทั้งหลายบุกเข้าเข่นฆ่าอย่างไม่กลัวตาย

         ปีศาจรูปร่างคล้ายกับกิ้งก่าที่สวมเกราะเหล็กกับใช้สามง่ามเข้ามาขัดขวางเรย์มอนด์เอาไว้ อาวุธทั้งสองต่างปะทะกันอย่างรุนแรง ผลัดกันรุกรับอย่างต่อเนื่องไม่มียอมให้กัน ถึงจะใช้เวทมนตร์ช่วยในการโจมตีแต่มนุษย์กิ้งก่าก็ปัดป้องออกไปได้เกือบทั้งหมด ส่วนที่เล็ดลอดผ่านมาได้นั้นตัดผิวหนังจนกลายเป็นแผลเหวอะ

         “ไม่เลวนี่นาเจ้ามนุษย์”

         “เหอะ! ทำได้แค่นี้เองงั้นเหรอ”

         ส่งสัญญาณด้วยการพยักหน้า ก็มีทหารสามนายที่มีฝีมือสูงเข้ามาช่วยโจมตีซ้ำมนุษย์กิ้งก่า

         การต่อสู้นี้คล้ายจะขี้โกงแต่ในสนามรบนั้นมีเพียงแค่การฆ่าฟัน พอมนุษย์กิ้งก่าเผลอให้ความสนใจไปที่การตั้งรับ เรย์มอนด์ก็กระโดดเข้าไปบั่นคอด้วยดาบศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่มีเวลาหยุดพักนานนักจึงต้องวิ่งเข้าสู่สนามรบอีกครั้ง

         ทว่าในตอนนั้นเองด้วยคำพูดปลุกใจของเรย์มอนด์ทำให้พวกนักผจญภัยที่เคยคิดจะทอดทิ้งสงครามครั้งนี้ก็กลับมาร่วมในสงครามอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อตนเองแต่สู้เพื่อเหตุผลส่วนตัวของพวกเขา ความแข็งแกร่งของนักผจญภัยเหล่านี้อาจจะด้อยกว่าเรย์มอนด์แต่ก็ยังเป็นกลุ่มคนที่แข็งแกร่งมาก ด้วยการฟอร์มทีมในรูปแบบของนักผจญภัยทำให้จำนวนของพวกปีศาจลดลงเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันพวกทหารฝั่งมนุษย์เองก็เสียชีวิตในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน

         ไซครอปส์เป็นมอนสเตอร์ยักษ์ภูเขาที่มีดวงตาเดียว มันงุ่มง่ามและคิดอะไรช้ามากแต่ในด้านกำลังรบนั้นถือเป็นอาวุธมีชีวิตชั้นยอดที่พวกปีศาจมักจะจับมาปล่อยไว้ในดินแดนของมนุษย์ ความแข็งแกร่งของมันจัดอยู่ในแรงค์ A ซึ่งมีความอันตรายสูงมาก อย่างไรก็ตามพวกนักผจญภัยกลับมองว่านี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะพวกเขาเคยมีประสบการณ์ในการล่าไซครอปส์แล้วนั่นเอง

         ยักษ์ภูเขาพวกนั้นพอถูกปลดปล่อยจากโซ่ตรวนที่ล่ามก็อาละวาดอย่างหนัก จับร่างของปีศาจหรือมนุษย์ที่ถูกฆ่าจนเสียชีวิตขึ้นมากินอย่างหิวโหย พวกมันถูกทารุณและอดอาหาร ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นอาวุธทำลายล้าง

         “พวกทหารอ่อนแอน่ะหลบไปเลย พวกเราจัดการกับไซครอปส์เอง”

         “แต่แบบนี้จะแบ่งรางวัลกันยังไง?”

         “เอาเป็นว่ารอดจากศึกนี้ไปฝากเลี้ยงเหล้าพวกฉันด้วยก็แล้วกัน”

         “ค่าหัวไซครอปส์เทียบกับค่าเหล้าพวกแกแล้วมันไม่คุ้มเลยพับผ่าสิ”

         แล้วพวกนักผจญภัยทั้งหลายก็บุกเข้าโจมตีพวกไซครอปส์ที่ถูกปล่อยออกมาถึงสิบตัว พวกเขามีความชำนาญในการต่อสู้ร่วมกันเป็นสัญชาตญาณ ในสถานการณ์แบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมาจากต่างกลุ่มกัน ไม้เด็ดของแต่ละคนนั้นถูกใช้ออกไป ทั้งทำให้มันล้ม ตรึงด้วยเวทมนตร์ และกระหนำโจมตีใส่ตำแหน่งที่บอบบางที่สุด พวกเขาใช้เวลากว่ายี่สิบนาทีในการช่วยกันกำจัดไซครอปส์หมด พูดได้เต็มปากเลยว่าเป็นกลุ่มนักผจญภัยที่แข็งแกร่งเอามากๆ

         แต่ก็ใช่ว่าพวกนักผจญภัยจะไม่ได้รับความสูญเสีย เพราะผู้รักษามีจำนวนจำกัดก็เลยไม่อาจรักษาคนเจ็บได้ทันท่วงที ส่งผลให้มีนักผจญภัยแรงค์ A เสียชีวิตถึงสามคน สภาพศพนั้นถูกพวกปีศาจตัวเล็กขย้ำใส่ในจุดตายทั้งหมด ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เวลาที่จะต้องมามัวเสียใจ เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะสู้ก็ต้องทำให้ถึงที่สุด

         ในตอนนั้นเองก็ปรากฏข่าวร้ายขึ้นเมื่อได้ทราบว่าบาลิสต้าที่ติดตั้งอยู่ที่รอบกำแพงเมืองเพื่อใช้ปกป้องชีวิตของทุกคนนั้นเสียหายจากการใช้งาน เรื่องนี้ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลสภาพยืนยันว่ามันได้รับการดูแลอย่างดี และเมื่อตรวจสอบกลับพบว่ามีคนมาทำให้ชิ้นส่วนสำคัญนั้นแตกร้าว เมื่อฝืนใช้งานมันทั้งแบบนั้นก็เป็นธรรมดาที่จะเสียหาย ครั้นจะเปลี่ยนอะไหล่มันก็กลายเป็นว่าชิ้นส่วนสำรองทั้งหมดที่เตรียมเอาไว้เสียหายหนักมาก

         ไม่มีเวลาให้ตรวจหาว่าผู้ใดเป็นคนทำ ตอนนี้จากที่เคยได้เปรียบกลายเป็นเสียเปรียบอย่างหนัก ทหารเสียชีวิตในสงครามถือเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ แต่เรย์มอนด์ไม่ได้คิดจะเอาชีวิตทั้งหมดมาทิ้งที่นี่ หลังจากที่ฆ่าพวกปีศาจได้เป็นจำนวนไม่น้อยโดยคาดว่าความเสียหายนี้คงทำให้พวกมันเสียหายหนักมาก เขาก็แอบถอนกำลังโดยไปพร้อมกับทหารที่ภักดีต่อตนเองเพียงสี่คน โดยบอกว่าจะไปจัดการกับขุนพลปีศาจ

         พวกทหารที่ไม่รู้เรื่องราวใดๆ กลับมีท่าทางชื่นชมที่เรย์มอนด์ไม่ได้คิดจะยอมแพ้ ตั้งใจจะหยุดสงครามนี้โดยการสังหารขุนพลปีศาจ (ที่ยังไม่พบเจอตัว) เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกทหารทั้งหลายนายตัดสินใจที่จะสู้รบแลกชีวิตเพื่อคว้าชัยชนะในครั้งนี้มาให้จงได้ และถ้าหากว่าสงครามครั้งนี้พวกเขาได้รับชัยชนะก็อาจจะทำให้สงครามระหว่างมนุษย์กับปีศาจไม่เกิดอีกเลยในอีกหลายทศวรรษต่อจากนี้

         มันเป็นการเดิมพันที่แลกด้วยชีวิตที่คุ้มค่า พวกทหารเองก็มีครอบครัวและอยากจะปกป้อง การพลีชีพในครั้งนี้เพื่อชัยชนะก็อาจจะช่วยเชิดชูเกียรติของวงศ์ตระกูลได้ เมื่อรู้ว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์เรย์มอนด์มีความตั้งใจที่จะจัดการกับขุนพลปีศาจ ก็ทำให้พวกเขาเกิดความฮึกเหิมมากยิ่งขึ้น

         พอเรื่องนี้รู้ถึงหูของเหล่าทหาร พวกเขาก็คิดจะเดิมพันชัยชนะครั้งนี้เอาไว้กับเรย์มอนด์ จึงบุกเข้าสกัดทัพของพวกปีศาจเอาไว้ แม้จะบาดเจ็บจนเดินแทบไม่ได้ก็ยังใช้หอกค้ำยันและต่อสู้อย่างห้าวหาญ เปิดโอกาสให้เรย์มอนด์กับพวกอัศวินที่เก่งกาจแยกออกไปจัดการกับศัตรูตัวร้าย เพราะสิ่งเดียวที่พวกเขาทำได้คือการซื้อเวลาเท่านั้น

         ขณะเดียวกันเรย์มอนด์ก็หน้าซีดเผือดแต่แสดงสีหน้าเข้มแข็งเอาไว้ ควบม้าศึกสีขาวที่แข็งแกร่งคู่ควรกับฐานะของตนไปตามเส้นทางที่ทหารคู่ใจนำทางเอาไว้ สำหรับเรย์มอนด์แล้วไม่ได้มีความต้องการที่จะตาย ดังนั้นในทุกสงครามเขาจะมองหาทางหนีทีไล่เอาไว้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีผู้ใดปากโป้ง เนื่องจากคนตายนั้นพูดไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อตระกูลรูคที่กำลังจะกลายเป็นตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุด

         “ท่าทางพวกเราจะรอดแล้วนะขอรับ ท่านเรย์มอนด์”

         “ข้าไม่คิดจะมาตายที่นี่หรอก อีกอย่างความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ข้าก็ได้เตรียมข้ออ้างที่มีเหตุผลเอาไว้ตั้งมากมาย ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวหาข้าเด็ดขาด ยังไงซะก็เป็นถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์นี่นา”

         หากได้รับชัยชนะเรย์มอนด์ก็จะมีชื่อเสียงมากขึ้นและได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่ (คิดว่า) ได้รับการปกป้องมาโดยตลอด รวมไปถึงการที่จะมีโอกาสได้ตบแต่งกับราชธิดาที่งดงามที่สุด แต่ถ้าหากว่าพ่ายแพ้ก็ยังมีทางรอดให้กับตนเอง ที่ผ่านมาเรย์มอนด์ก้าวสู่ตำแหน่งเหล่านี้ได้ด้วยการกระทำไร้ยางอายพวกนี้ทั้งสิ้น และผู้ที่ยอมร่วมมือก็มีส่วนได้ส่วนเสียกับตระกูลรูคอีกด้วย

         อย่างไรก็ตามเห็นแล้วล่ะว่าสงครามในครั้งนี้ไม่มีโอกาสชนะ คงเพราะพวกปีศาจนั้นมีจำนวนที่มากกว่าในสงครามที่ผ่านๆ มา ทั้งยังใช้กลอุบายที่น่ารำคาญอย่างการปล่อยมอนสเตอร์ขนาดเล็กออกมาทำลายพืชผลทางการเกษตรก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อให้ขาดแคลนเสบียงยามที่ต้องทำสงคราม ก่อเหตุจลาจลอีกหลายครั้งทำให้อาวุธเสียหายอย่างหนักจนถึงกับทำให้ราคาเหล็กในตลอดมีราคาที่สูงขึ้น กลายเป็นว่าพวกปีศาจนั้นได้วางแผนมาเป็นอย่างดี

         แต่ที่เรย์มอนด์รู้สึกติดใจสงสัยก็คือการที่พวกมันทำลายอาวุธที่ได้รับการคุ้มครองอย่างแน่นหนาได้ต่างหาก ราวกับว่ามันเป็นฝีมือของคนใน อาจจะเป็นทหารที่ไม่พอใจกับสถานะความเป็นอยู่ก็ได้ ถ้าเช่นนั้นก็แค่ผลักความผิดนี้ให้กับพวกมันไป ยังไงซะก็จับมือใครดมไม่ได้อยู่แล้ว

         น่ากังวลกว่าก็คือพวกที่พยายามขัดขวางตระกูลรูค เป็นกลุ่มขุนนางที่พยายามชิงดีชิงเด่นมาโดยตลอด คนพวกนี้เองที่เสนอให้เรย์มอนด์มาเป็นผู้นำกองทัพโดยอ้างถึงชื่อเสียงและความสามารถที่ยิ่งใหญ่จนพระราชาเคลิบเคลิ้ม เขารู้ดีว่าคนพวกนั้นก็หวังเก้าอี้ตำแหน่งในสำนักพระราชวัง และยังรู้อีกด้วยว่าถ้าไม่ใช่เพราะความอัจฉริยะด้านเวทมนตร์ของเขาเป็นที่ประจักษ์ล่ะก็ เป็นไปได้ว่าตำแหน่งที่สูงค่าอย่างอัศวินศักดิ์สิทธิ์จะต้องอยู่ในมือของบุตรทางฝ่ายนั้นอย่างแน่นอน

         “ไม่แน่ว่าทางฝ่ายนั้นจะเอาเรื่องความพ่ายแพ้ในครั้งนี้เล่นงานท่านเรย์มอนด์อย่างแน่นอน”

         เรย์มอนด์แสยะยิ้มดูแคลนแล้วตอบว่า “ก็อยากจะให้พวกมันลองดูเหมือนกัน”

         นับตั้งแต่ที่เรย์มอนด์ก้าวมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้สำเร็จก็ไม่มีผู้ใดกล้าจะบาดหมางกับเขา กระทั่งพระราชาเองก็ยังต้องเกรงใจเมื่อคิดจะขอความร่วมมือ ถึงขนาดที่ยอมส่งมอบราชธิดาให้เป็นคู่หมั้นเพียงเพื่อที่จะได้อำนาจในการสั่งการพวกศาสนจักรมาไว้ในครอบครอง

         แต่แล้วอยู่ๆ อัศวินที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางได้หยุดม้าลง เรย์มอนด์มองออกไปก็เห็นว่าสถานที่แห่งนั้นมีกลุ่มคนยืนอยู่ ภายใต้รูปลักษณ์ที่ไม่ใช่ของมนุษย์ มาด้วยกันทั้งสิ้นสิบตนและเป็นพวกที่มีฝีมือน่ากลัวมาก

         แรงกดดันที่เผชิญหน้าอยู่นี้บอกกับตัวเรย์มอนด์ว่าเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด

         “ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะมาเร็วกว่านี้เสียอีกนะ” ปีศาจหญิงกล่าวด้วยรอยยิ้มละไม สำเนียงที่พูดออกมาฟังดูแปร่งๆ คล้ายว่าจะไม่ชำนาญภาษาที่มนุษย์ใช้กัน

         “แกคือ?”

         “อ่าถ้าไม่แนะนำตัวก็คงเป็นการเสียมารยาทต่ออัศวินศักดิ์สิทธิ์เรย์มอนด์สินะ ข้าคือขุนพลปีศาจมิเกล ผู้นำกองทัพในคราวนี้”

         สีหน้าของเรย์มอนด์ซีดลงถนัดตาเพราะรู้ดีว่าความแข็งแกร่งของพวกมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ที่ว่าเคยสังหารขุนพลปีศาจมาก่อนนั้นก็เป็นความจริง แต่นั่นเป็นเพียงแค่การเก็บผลงานหลังจากที่มันบาดเจ็บหนัก และถึงแม้ว่าจะเอาชนะมาได้คนที่สู้ไปก่อนหน้านี้ก็ถูกฆ่าตายหมด กลายเป็นว่าวีรกรรมของเขาถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวกับขุนพลปีศาจ

         “ทำไมพวกแกถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

         “ทำไม? เจ้าเองก็ไม่ได้โง่ถึงกับมองไม่ออกใช่ไหมล่ะ” ขุนพลปีศาจมิเกลตอบด้วยรอยยิ้ม พลันใช้อำนาจเสน่ห์ของเธอเข้าควบคุมพวกอัศวินที่อยู่รอบกายของเรย์มอนด์

         เพล้ง!

         อุปกรณ์ที่ห้อยอยู่ที่คอแหลกละเอียดทำให้พวกเรย์มอนด์รู้ตัวและชักดาบพร้อมกับร่ายเวทมนตร์ป้องกันทันที อุปกรณ์ที่แตกไปนั้นเป็นเมจิกไอเทมพิเศษสำหรับป้องกันคำสาปหรือมนตร์ดำที่มีผลทางจิตใจ เป็นของที่พวกเขาได้รับมาจากศาสนจักรโดยมันถูกสร้างขึ้นมาด้วยนักบวชที่ชำนาญเวทมนตร์แสงศักดิ์สิทธิ์

         ทว่ามีอยู่หนึ่งคนที่ไม่ได้มีปฏิกิริยาเช่นคนอื่น เขายังคงนั่งอยู่บนหลังม้าและลงมายืนข้างล่างอย่างเงียบเชียบ หันหลังกลับไปพร้อมชี้คมดาบไปทางเรย์มอนด์

         เพียงเท่านี้ก็รู้ชัดแล้วว่าทั้งหมดเป็นแผนของมิเกล การแฝงตัวเข้ามาก็เพื่อควบคุมบุคคลจำนวนมากเอาไว้ ทั้งควบคุมการส่งข่าว ทำลายยุทโธปกรณ์จากภายใน และหาคนนำทางอัศวินศักดิ์สิทธิ์มาสู่ความตาย

         “ตายเพื่อท่านมิเกลซะ!” ตะโกนก้องพร้อมทะยานเข้าไปฟาดฟัน

         ถึงเรย์มอนด์จะขี้ขลาดแต่ก็มีฝีมือเป็นอันดับต้นๆ การรับมือกับอัศวินที่ฝีมือต่ำกว่าตนเองเป็นอะไรที่ง่ายดายมาก เขาไม่ใช่คนที่จิตใจดีถึงขนาดจะไม่กล้าทำร้ายพวกพ้อง ก็แค่ต้องการรักษาชีวิตของตัวเองจึงสะบั้นศีรษะทิ้งอย่างไรความปราณี มิเกลเห็นก็ขยับรอยยิ้มเล็กน้อยหลังได้เห็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวของอัศวินศักดิ์สิทธิ์

         “ตัดสินใจได้ดี” มิเกลกล่าวเย้ยหยัน ไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตายเพราะคนที่ถูกฆ่าก็เป็นเพียงแค่ตัวหมากใช้แล้วทิ้ง “ฆ่าให้หมด”

         สิ้นเสียงคำสั่งพวกปีศาจก็เข้าไปจัดการกับพวกอัศวินทั้งหลาย ความแข็งแกร่งค่อนข้างจะสูสีแม้ว่าทางฝั่งมนุษย์จะมีจำนวนน้อยกว่า บ่งบอกชัดเจนเลยว่าพวกมนุษย์เหล่านี้มีฝีมือไม่เบา

         เรย์มอนด์ไม่แม้แต่จะเพรี้ยงพร้ำขนาดต้องรับมือกับปีศาจทั้งห้าตน ในขณะที่อีกสามคนที่เหลือรับไปสี่ตน เวทมนตร์ที่ยิงออกมาเป็นเวทมนตร์ระดับสูงของธาตุแสงที่ถูกเรียกว่า ลำแสงทะลวง เป็นเวทมนตร์ที่รุนแรงและหาคนใช้ยากที่สุด และกินมานาอย่างมาก หลังจากที่อัศวินทั้งสามใช้ไปคนละครั้งจัดการกับปีศาจได้ถึงสามตนก็แสดงอาการเหนื่อยหอบออกมา

         ใบมีดสายลม!

         คมมีดอากาศพุ่งออกไปด้วยความเร็ว ตัดร่างของพวกอัศวินเป็นสองท่อน เรย์มอนด์ได้เห็นการใช้เวทมนตร์ที่รุนแรงก็หน้าซีดเผือด ขบฟันแน่นและฟาดฟันเหล่าปีศาจจนบาดเจ็บสาหัส พอทำท่าทางจะร่ายเวทมนตร์ก็ถูกมิเกลร่ายเวทมนตร์ชิงโจมตีตัดหน้าไปเสียก่อน

         มิเกลปิดซ่อนสีหน้าเอาไว้อย่างแนบเนียน ถ้าไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บก็อาจจะสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้ แถมการร่ายเวทมนตร์แต่ละครั้งก็ทำให้เธอแทบจะกระอักเลือดออกมา

         “เดี๋ยวก่อน!” เรย์มอนด์ตะโกนก้อง หลังเห็นว่าตนเองเสียเปรียบที่สุด

         “คิดจะยื้อชีวิตตัวเองงั้นเหรอ?”

         “เจ้ามีศักดิ์ศรีหรือไม่ขุนพลปีศาจ ในฐานะที่ข้าเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงเกียรติ ขอท้าประลองตัวต่อตัว”

         “อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงเกียรติ?” มิเกลถามกลั้วเสียงหัวเราะขบขัน “ข้ารู้จักเจ้าดีเรย์มอนด์ เจ้าโด่งดังมากในดินแดนปีศาจ”

         “โห่ แม้แต่พวกแกก็รู้จักข้างั้นรึ?”

         “อัศวินตาขาวที่หนีไปเพราะกลัวว่าจะตายเป็นคนแรก แต่ก็กลับมาคว้าเอาความดีความชอบไปหน้าตาเฉย”

         “แก!” เรย์มอนด์กัดฟันแน่น จะปฏิเสธก็ไม่ได้เพราะมันคือความจริง จึงได้แต่เจ็บแค้นที่ถูกนำไปพูดถึงเช่นนี้ “แต่ข้าก็ยังคงมีเกียรติไม่ใช้วิธีการไร้ยางอายอย่างการรุมฆ่าฝ่ายเดียว”

         “เช่นนั้นมนุษย์กิ้งก่าที่พวกเจ้าพึ่งรุมฆ่าไปล่ะ”

         “นั่นคือสงคราม”

         “เข้าใจพูดเข้าข้างตัวเอง” มิเกลฉีกยิ้มสวยออกมา เธอรู้อยู่แก่ใจดีว่าเสน่ห์มันไม่ได้ผลกับผู้ที่มีทักษะคุ้มครอง “และเจ้าพูดถูก นี่คือสงครามฆ่ามันซะ”

         รอยยิ้มยียวนของเรย์มอนด์แสยะออกเล็กน้อย พอเห็นพวกปีศาจตัวที่เหลือบุกเข้ามาหวังจะฆ่าก็เอนตัวหลบ กางมือออกก็มีลำแสงกลมๆ ยืดขยายออกเป็นลูกศรพุ่งทะลวงตัดขั้วหัวใจของปีศาจตนนั้น เขาควงดาบศักดิ์สิทธิ์ตัดแขนของปีศาจอีกตัวจนขาดและขยับตัวถอยไปตั้งหลัก ที่พูดคุยด้วยเมื่อสักครู่เป็นเพียงแค่การถ่วงเวลาสร้างโอกาสโจมตีให้ตนเอง ต่อให้ในอดีตเขาจะเป็นคนที่ขี้ขลาดแต่คนเราก็พัฒนาฝีมืออยู่ตลอด

         “บ้าน่า!” เป็นมิเกลที่พูดอะไรไม่ออก เธอประเมินความสามารถของมนุษย์คนนี้ผิดไป

         ถ้าหากข้าไม่บาดเจ็บ เจ้านี่คงถูกกำจัดไปตั้งนานแล้ว

         แผนเดิมของมิเกลก็คือการทำให้เรย์มอนด์ตัดสินใจที่จะหนี โดยเธอจะมาดักรอฆ่าที่นี่ แต่สถานการณ์มันเปลี่ยนไปเมื่อเธอได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงจะเข้าร่วมสงครามได้แต่ก็คงเคลื่อนไหวหนักๆ ไม่ได้ ทุกครั้งที่พยายามจะร่ายเวทมนตร์ก็จะรู้สึกเหมือนปากแผลจะเปิดออกให้ได้เลยต้องใช้วิธีลัดเวทมนตร์ที่ท่องได้สั้นและเร็วกว่าเป็นเท่าตัว แลกเปลี่ยนกับการใช้มานาให้มากขึ้น

         เพียงไม่นานเรย์มอนด์ก็สามารถปลิดชีพลูกน้องปีศาจของมิเกลลงได้ทั้งหมด ถ้าหากเขาสามารถปลิดชีพขุนพลปีศาจตนนี้ได้ก็คงไม่มีผู้ใดกล่าวโทษความผิดที่เขาปล่อยให้เอ็นยูเสียหายหนักได้แน่ กลับกันอาจจะต้องยกย่องเชิดชูเกียรติไปชั่วลูกชั่วหลานเลยก็ได้

         “ยังไงแกเองก็คงไม่ได้มีฝีมืออะไรมากนัก ถ้าอย่างนั้นก็ตายซะ” เรย์มอนด์กล่าวด้วยท่าทางที่มั่นใจมาก

         มิเกลสะกดอารมณ์หงุดหงิดของตนเองเอาไว้ ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจดีว่ามนุษย์นี่เป็นคนประเภทที่น่ารังเกียจ ทั้งที่พอตนเองเสียเปรียบก็เจรจาขอท้าดวลต่อตัวต่อ พอพลิกสถานการณ์กลับมาได้เปรียบก็เปลี่ยนเป็นเย่อหยิ่ง

         คนแบบนี้มันน่าฆ่าซะทั้งตระกูล

         ปีศาจสาวยิ้มฝืนไม่ใช่เพราะหวั่นเกรง แต่ไม่อยากสูญเสียความเยือกเย็นของตนเอง

         ขณะที่กำลังคิดอยู่ว่าจะใช้เวทมนตร์ใดจัดการกับมนุษย์ที่แสนจะเย่อหยิ่งนั้นเอง ก็มีเสียง ตุ้บ ดังขึ้น เป็นกิ่งไม้ที่หักลงมาเนื่องจากว่ารับน้ำหนักตัวไม่ไหว และคนที่ปรากฏตัวขึ้นมานั้นไม่ใช่ใครอื่น

         “ให้ตายสิ! เพราะไลท์เซเบอร์ของเจ้าสามตัวนั่นแท้ๆ เลย”





หมดคำจะกล่าวกับนักอ่าน...

ถ้าคิดว่าผมทิ้งนิยายก็เอาเถอะ...

ยังไงตอนที่คอมผมเสียจนพิมพ์นิยายไม่ได้ก็ไม่มีใครมารู้ปัญหานี้ด้วย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 701 ครั้ง

129 ความคิดเห็น

  1. #9395 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 / 00:19
    ขอบคุณครับ
    #9395
    0
  2. #8420 MsBanana (@korakoch228) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2561 / 21:26
    ไลท์เซเบอร์? กระบี่แสงในสตา วอส์อ่ะนะ
    #8420
    0
  3. #7752 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 21:30
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7752
    0
  4. #7281 Nine-Za (@Fantasynine) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 4 มีนาคม 2561 / 22:42
    อย่าไปจนใจพวกดีแต่ด่าเลยครับ
    มีเยอะมากพวกนี้
    #7281
    0
  5. #7018 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:41
    พระเอกมากแล้วววว
    #7018
    0
  6. #6857 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 18:44
    ผมไม่ทิ้งท่าแน่นอนครับ ออกรูปเล่มมาก้จะสอยมาชื่นชม

    ในฐานะ นิยายที่ผมชอบมาก

    จากนักอ่านหน้าใหม่
    #6857
    0
  7. #6284 Fikusa (@famedragonoy) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2560 / 20:22
    แหม่พี่เซ ไปซุ่มอะไรแถวนั้น
    #6284
    0
  8. #5415 fantasticbeats (@fantasticbeats) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 07:54
    สนุกมากมากกกกกกก
    #5415
    0
  9. #5413 มิมุมิ (@beautifulinworld) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 03:18
    สนุกมากเลยยยยย
    #5413
    0
  10. #4027 Freedom Pen (@nataphnog) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 23:27
    หนุกดีครับ สู้ๆ
    #4027
    0
  11. #3858 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 08:46
    ...แล้วก็คงไม่รอดแล้วอะนะขุนพลหญิงอะ
    #3858
    0
  12. #3857 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 08:45
    ขัดจังหวะเฉยเลย555
    #3857
    0
  13. #3748 Chatchai Wongcha-oom (@onkchad) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2560 / 03:23
    เป็นกำลังใจให้ค้าบบบบ
    #3748
    0
  14. #3357 วิกรานต์ ดำนิล (@dangon191) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 22 กรกฎาคม 2560 / 18:27
    เอาชอบจนนอนอ่านทั้งวันละเนี่ยสู้ๆไรท์
    #3357
    0
  15. #2928 ~:LuCia:~ (@lucianar) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 11:19
    พึ่งมาอ่าน ติดงงอมแงม สู้ฟ
    #2928
    0
  16. #1687 Mr.kongkang (@kangproject2) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 21:53
    555555
    #1687
    0
  17. #1380 c-haiyanon2 (@c-haiyanon2) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 15:25
    สุ้ๆครับ
    #1380
    0
  18. วันที่ 19 พฤษภาคม 2560 / 08:08
    รออยู่ตลอด ตลอด สู้..สู้ นะค่ะ
    #1137
    0
  19. วันที่ 18 พฤษภาคม 2560 / 16:57
    รออยู่ตลอด ตลอด สู้..สู้ นะค่ะ
    #1135
    0
  20. #1068 k-mind (@k-mind) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2560 / 06:36
    ติดตามครัชๆ
    #1068
    0
  21. #1020 นายกะต่าย (@www-nine) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 19:48
    เรื่องนี้นิยายโปรดผมครับ เชื่อเถอะ
    #1020
    0
  22. #1019 tanyaporn-k (@tanyaporn-k) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 18:46
    รอติดตามคะ สนุกมาก
    #1019
    0
  23. #1018 al_ss (@anoil1) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 18:19
    สู้ๆนะคะะะะะ
    #1018
    0
  24. #1016 prs123 (@prs123) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 17:45
    นิยายดีๆเเบบนี้รอช้าหน่อยผมรอได้
    สู้ๆฮะเพื่อนิยายดีให้อีกหลายคนได้อ่าน
    #1016
    0
  25. #1015 Gujiba (@Gujiba) (จากตอนที่ 30)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2560 / 16:35
    ขอบคุณครับติดตาม
    #1015
    0