ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,255,706 Views

  • 13,678 Comments

  • 22,796 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    16,184

    Overall
    2,255,706

ตอนที่ 29 : Episode Twenty-Eight : หลบหนี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 34195
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 735 ครั้ง
    23 เม.ย. 60

Episode Twenty-Eight

 



         เซรอสผ่านขั้นตอนการทดสอบสภาพจิตใจให้ละทิ้งความหวาดกลัวต่อความทรมานและความตาย เคยเผชิญหน้ากับความสูญเสียที่จะต้องสังหารคู่หูเพื่อให้ตัวเองอยู่รอดต่อไปได้ ต้องสังหารผู้ที่หยิบยื่นไมตรีให้เพื่อปกปิดความลับของตนเอง เป็นนักฆ่าที่มีชีวิตอยู่ภายใต้เงามืดที่ไม่อาจเปิดเผยตัวตนต่อหน้าแสงสว่าง

         แต่เมื่อได้รับของขวัญฟ้าประทานอย่างตัวตนเดิมกลับคืนมา เซรอสจึงได้แต่พร่ำบอกตัวเองให้รักษามันไว้ให้ดี ดังนั้นเขาจึงไม่ชอบใจนักที่จะต้องกลายเป็นหุ่นเชิดของคนอื่นอีก เลยมองว่าความสามารถที่ควบคุมจิตใจได้เป็นอันตรายต่อตัวเขาเอง และมีความตั้งใจที่จะกำจัดมันทิ้ง

         เป็นครั้งแรกที่เริ่มรู้สึกหวาดกลัวต่อเวทมนตร์

         ที่ผ่านมาพยายามใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์คือการไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้ อยู่แต่ในดินแดนของตนเอง ปลูกผักทำฟาร์มและสร้างเมืองให้น่าอยู่ รอวันที่จะมีคนย้ายถิ่นมาพักอาศัย เวทมนตร์จึงเป็นเหมือนกับของเล่นยามว่างที่จะฝึกก็ได้ไม่ฝึกก็ได้ ตราบใดก็ตามที่มีความตั้งใจจะสร้างอาวุธที่โลกใบนี้ยังไม่มีเพื่อปกป้องตัวเอง

         เซรอสไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเวทมนตร์ จึงไม่ได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของเวทมนตร์ที่มีอำนาจในการแทรกแซงขอบเขตจิตสำนึก

         “เธอผิดเองที่คิดจะควบคุมฉัน”

         มืดซ้ายควงมีดสั้นและแทงลงไปที่ลำคอ แต่ปีศาจสาวนั้นเป็นถึงขุนพลปีศาจที่เชี่ยวชาญลูกเล่นด้านเวทมนตร์เป็นที่สุด ใช้เวทมนตร์ประหลาดกระแทกมือซ้ายออกไป เห็นสีหน้าของเธอดูแปลกใจแต่ก็เปลี่ยนมาเป็นนิ่งสงบลงได้ไม่ยาก

         ในความคิดของปีศาจสาวมีเพียงคำว่า เป็นไปไม่ได้ผุดขึ้นมานับสิบครั้งเห็นจะได้ เมื่อเวทมนตร์โจมตีทั้งหลายไม่ทำให้เขาเกิดบาดแผลนอกเสียจากรอยแดงเป็นจ้ำๆ เท่านั้น ปกติเวทมนตร์ของเธอแค่ครั้งเดียวก็เพียงพอต่อการ แต่เวลานี้ไม่มีโอกาสที่สอง แรงกดดันที่ถูกส่งมานั้นเป็นของมือสังหารที่ผ่านการพรากชีวิตผู้คนที่แข็งแกร่งมามากมายจนรู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้พร้อมจะฆ่าเธอโดยไม่สนว่าจะเป็นใคร

         ปีศาจสาวกางมือออก ควบคุมกระแสลมให้หมุนวนและโจมตีใส่ใบหน้า ทำให้เซรอสต้องปล่อยมือออกและยกขึ้นป้องกันเอาไว้ เมื่อหลุดจากการถูกจับกุมก็สยายปีกออกมาเพื่อโบยบิน

         เนื่องจากเธอคือซาคิวบัส ด้วยลักษณะกายภาพของเธอแม้จะมีปีกแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมันมีไว้เพื่อใช้โบยบินอิสระเหมือนกับพวกวิหค ปีกที่อยู่ข้างลำตัวนี้แทบไม่ต่างอะไรกับเครื่องประดับ ทว่าถึงซาคิวบัสจะบินไม่ได้แต่ปีกที่มีก็เพื่อใช้สำหรับต้านกระแสลมและควบคุมทิศทางในการลอยตัว จึงช่วยให้ร่อนไปไหนมาไหนได้

         เป็นเวลาเพียงสองวินาที ถึงเซรอสจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่เร็วเหนือมนุษย์แต่ตอนที่รู้สึกตัวก็เห็นว่าปีศาจสาวกางปีกและเหินร่างขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว เอื้อมมือออกไปคว้าไม่ทันจึงเปลี่ยนท่วงท่า หมุนตัวกลับและซัดมีดสั้นใส่ ความแม่นยำนั้นส่งผลให้มีดปักเข้าที่อวัยวะสำคัญจนเสียเลือดอย่างมาก ที่จริงแล้วตั้งใจให้ถึงแก่ชีวิตแต่มันเป็นโชคดีที่หมุนตัวหลบได้เสียก่อนก็เลยโดนตำแหน่งอื่นแทน

         คิดว่าจะตามไปแต่มาคิดดูอีกทีก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากตามมา ทันทีที่ปล่อยให้ปีศาจสาวหนีรอดไปได้เซรอสก็คว้าข้าวของตัวเองขึ้นมาสวมใส่แบบลวกๆ และย้ายสถานที่ของตนเองในทันที

         เห็นว่าปีศาจสาวโผล่มาจากด้านหลังน้ำตก ก็เป็นไปได้มากว่าที่นั่นอาจจะเป็นเส้นทางลับในการเข้าออก

         เซรอสไม่คิดจะเสี่ยงกับเรื่องที่ไม่ได้รับการยืนยันโดยเด็ดขาด ถึงจะเคยมีคำพูดที่ว่า ไม่พิสูจน์ก็ไม่รู้ อยู่ด้วยก็ตาม เวลานี้ไม่ควรทำอะไรที่ดูเป็นการเสียเปรียบจะดีที่สุด มันเป็นความผิดพลาดที่ปล่อยให้ปีศาจสาวหนีรอดไปได้ แต่เธอก็บาดเจ็บสาหัสคงไม่สร้างปัญหาได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะโลกแห่งนี้มีเวทมนตร์สำหรับการเยียวยาบาดแผลอยู่ อย่างน้อยก็คงมีเวลาสัก 1 – 2 ชั่วโมงในการหลบหนี

         ก่อนอื่นก็ต้องปลอมร่องรอยของตนเองเพื่อสร้างความสับสนให้กับนักแกะรอย และมุ่งหน้าไปยังเส้นทางลับที่ตนเองรู้จักจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

         การปลอมร่องรอยไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเซรอส ถ้าเป็นนักแกะรอยที่เก่งกาจก็อาจจะมองออกได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่เดิมจุดประสงค์ของมันก็มีไว้เพื่อถ่วงเวลาของพวกนักล่าไม่ให้ตามเส้นทางได้ถูก ถ้าออกนอกเส้นทางได้ก็ยิ่งดี วิธีที่ใช้ก็คือการพยายามจงใจจะลบร่องรอยให้เนียนที่สุดและทำร่องรอยที่เด่นชัดที่สุด เป็นวิธีล่อหลอกที่เซรอสเคยใช้กับพวก หมายเลขที่แท้จริง แล้วได้ผล

        

         ขุนพลปีศาจมิเกลกำลังสั่นสะท้าน ขณะเดียวกันก็ใช้มือกดปากแผลหลังจากถอนมีดเล่มนั่นออก

มันเป็นมีดที่ไม่มีด้ามจับคล้ายว่าจะมีจุดประสงค์ในการขว้างเพียงอย่างเดียว ใบมีดมีทั้งความคมและความเงางาม จัดเป็นอาวุธชั้นยอดที่ไม่น่าจะใช่ฝีมือของช่างตีเหล็กธรรมดา แถมโลหะที่ใช้นั้นก็เป็นอาดามันเทียมที่มีน้ำหนักกำลังดีมาก นั่นยิ่งทำให้ตัวตนของมนุษย์คนนี้ดูลึกลับมากขึ้น

         แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่มิเกลหวาดกลัวก็คือ มันเป็นเวลาเพียงไม่กี่วินาทีที่เธอรู้สึกเหมือนตกอยู่ในเงื้อมมือของปีศาจร้าย การขว้างมีดที่ทะลุชุดที่มีการลงอาคมป้องกันได้อย่างง่ายดาย ถึงจะบอกว่ามันเป็นอาวุธที่สร้างโดยอาดามันเทียมก็ตาม แต่ถ้าหากโชคไม่ดีแล้วล่ะก็ มีดเล่มนั้นคงตัดทะลุขั้วหัวใจของเธอไปแล้ว

         มนุษย์ที่มีความสามารถระดับนี้ถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก โดยเฉพาะการที่เธอไม่อาจจะควบคุมจิตใจเพื่อเรียกใช้งานได้ ไม่อยากนึกสภาพเลยว่าถ้ามีคนแบบนั้นอยู่ในสงครามสักหลายสิบคน โอกาสชนะของเผ่าปีศาจแทบจะไม่มีเหลืออยู่เลย

         “นั่นมันอะไรกัน?”

         เวลานี้มีแต่คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ มิเกลทั้งสับสนและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน ถึงกับต้องยุติการบินร่อนเป็นการเดินอย่างระมัดระวังแทน

         บาดแผลนี้ค่อนข้างสาหัสทีเดียว มิเกลรู้สึกว่าภาพที่เห็นมันเลือนรางจึงเริ่มใช้เวทมนตร์เยียวยาบาดแผล แม้จะรักษาเสร็จแล้วมองภายนอกก็ดูปกติทุกอย่าง แต่เลือดที่เสียไปนั้นมันก็มากพอจะทำให้รู้สึกหน้ามืด จึงพยายามฝืนเดินทางต่อเพราะไม่รู้ว่าศัตรูจะวกกลับมาเล่นงานซ้ำอีกหรือไม่

         จนกระทั่งในที่สุดก็มาถึงพื้นที่ตั้งค่ายของพวกปีศาจ พวกมันมารอต้อนรับเธออยู่แต่ทันทีที่ได้เห็นสภาพที่ดูซีดเซียวก็เกิดความกังวลขึ้นมา และเรียกหน่วยแพทย์มาให้การรักษาโดยเร็วที่สุด ซึ่งมันก็ทำให้พวกปีศาจที่เคยคึกคักเปลี่ยนเป็นกังวลมากขึ้น กำลังใจที่จะทำการสู้รบลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมิเกลเป็นถึงขุนพลปีศาจที่แข็งแกร่งมาก (ด้านเวทมนตร์) แต่กลับได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเกือบจะถึงแก่ชีวิต พวกมันที่อยู่ในระดับล่างก็คงทำอะไรไม่ได้มากแน่

         มันเป็นความตระหนักรู้ของผู้ที่มีความรับผิดชอบสูงที่ต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ขุนพลปีศาจมิเกลจำเป็นจะต้องยุติความเคียดแค้นที่มีต่อมนุษย์คนนั้น และให้ความสนใจไปยังแผนการเดิมก่อนเป็นอันดับแรก

         และในวันนั้นเองหลังจากที่มิเกลได้รับการรักษาจนหายดี ก็ได้ออกมาประกาศความจริงอันลวงโลกแก่พวกปีศาจที่เกิดข้อสงสัยภายใต้การนำทัพของเธอ

         “ระหว่างที่ข้าได้แฝงตัวอยู่กับพวกมนุษย์ ข้าได้รู้และได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่าง โดยเฉพาะไพ่ตายลับที่มีไว้เพื่อจัดการพวกเราเผ่าปีศาจทั้งหลาย ดังนั้นข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากการชิงทำลายไพ่ตายลับของมันเสียก่อน แม้ข้าจะทำลายมันได้สำเร็จ แต่ผลลัพธ์ก็คืออาการบาดเจ็บของข้า พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลอีกต่อไป ภายในไม่กี่วันนี้ชัยชนะจะเป็นของพวกเรา”

         คำโกหกนี้ได้ผลอย่างชัดเจน พวกมันต่างพากันหลงเชื่อและยอมรับว่าอาการบาดเจ็บที่มิเกลได้รับนั้นเป็นผลมาจากการทำลายอาวุธลับของพวกมนุษย์ ต่างพากันแสดงความดีใจและกระจายข่าวดีนี้กับปีศาจตนอื่นๆ พวกมันรู้สึกได้เลยว่าสงครามในครั้งนี้ชัยชนะจะเป็นของเผ่าปีศาจอย่างแน่นอน

         ภายใต้สถานการณ์แบบนี้มิเกลยังถือได้ว่ามีความปราดเปรื่องเป็นอย่างมาก ถึงจะลืมความเคียดแค้นที่มีต่อมนุษย์คนนั้นแต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้อยู่รอดได้ ผู้ชายคนนั้นอันตรายเกินไปจึงต้องมีการตรวจสอบอย่างระมัดระวัง เธอจึงออกคำสั่งให้พวกปีศาจที่กำลังคึกคักออกลาดตระเวนตรวจสอบดูเผื่อกรณีที่อาจจะมีมนุษย์แอบเข้ามาสืบข่าว ว่ากันตามตรงแล้ว เส้นทางที่ใช้ผ่านเข้าออกดินแดนปีศาจไม่ได้มีแค่เส้นสองเส้น แค่มันถูกขวางกั้นด้วยสันเขาที่ยากจะปีนได้ ไม่ได้แปลว่าปีนไม่ได้เลย

         ปีศาจที่ถูกส่งไปนั้นเชี่ยวชาญเรื่องการแกะรอยเป็นอย่างมาก พวกมันมีความชำนาญในการค้นหาสิ่งแปลกปลอมที่ปะปนเข้ามาได้ เคยกระทั่งจับมนุษย์ที่แฝงตัวเป็นปีศาจมาด้วย เพราะแบบนั้นเลยทำให้ปีศาจได้อุปกรณ์แปลงโฉมมาไว้ในครอบครองและวิจัยมันจนสร้างของเลียนแบบขึ้นมาได้เป็นจำนวนมาก นั่นทำให้พวกปีศาจได้มีโอกาสแฝงตัวไปสืบข่าวทางฝั่งมนุษย์ได้มากขึ้น และขโมยอุปกรณ์ต่างๆ มาสร้างเลียนแบบใช้งานในดินแดนปีศาจ

         แต่คำตอบที่ได้รับมานั้นสร้างความแปลกใจให้กับมิเกลเป็นอย่างมาก พวกมันพบเจอร่องรอยของมนุษย์แต่มีการอำพรางเอาไว้ไม่ให้รู้ว่ามุ่งหน้าไปยังทิศทางไหน แม้จะพึ่งพาประสาทรับกลิ่นก็ถูกลวงให้หลงทาง ทำให้เชื่อว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ชำนาญเรื่องแบบนี้หลุดเข้ามาในดินแดนปีศาจ เมื่อเป็นแบบนี้จึงช่วยไม่ได้ที่จะต้องปกปิดเอาไว้เป็นความลับ และสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนที่สุด

         มิเกลต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยสองวันเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ถึงจะเยียวยาบาดแผลจนสมานติดกันแล้วก็ยังมีโอกาสที่ปากแผลอาจจะเปิดได้ทุกเมื่อ แต่ก็ยังเป็นกังวลอย่างมากถึงขนาดที่สั่งให้เพิ่มระดับการป้องกันให้เข้มแข็งมากขึ้น และเตรียมเดินทัพแรกออกไปโจมตีในวันถัดไปตามแผนที่กำหนดไว้

         ระหว่างพักผ่อนอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ประตู (เป็นเพียงแค่ผ้าที่ใช้เพื่อปิดกั้นไม่ให้มองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านหลังม่านเท่านั้น) ก็เปิดขึ้น มิเกลหันไปมองเพียงครู่เดียวก็ทำเป็นไม่สนใจการมาของผู้มาเยือน

         “สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรจะมาอยู่หรอกนะ”

         ผู้มาเยือนทำหูทวนลม โยนบางสิ่งบางอย่างลงบนโต๊ะ ซึ่งมันก็คืออาวุธที่เกือบจะพรากชีวิตของขุนพลปีศาจมิเกล

         “อยากให้ช่วยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้”

         สีหน้าของมิเกลเบี้ยวบูดเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าผู้มาเยือนรายนี้ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่เธอประกาศออกไป แต่การมาเค้นถามด้วยน้ำเสียงจริงจังโดยไม่สนใจสถานะของเธอที่เป็นถึง ขุนพลปีศาจ ก็นับว่าใจกล้ามาก ไม่สิ ต้องบอกว่าเพราะเป็นคนคนนี้ต่างหากถึงได้ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร แม้แต่ท่านจอมมารเองก็ยังต้องระมัดระวังในคำพูด

         “เจ้าเองก็น่าจะมองมันออกนี่นา”

         “ข้ารู้ว่ามันคืออาดามันเทียม”

         หากพูดถึงอาดามันเทียม มันก็เป็นแร่ที่มีความแข็งเป็นที่สุด จะต้องใช้ไฟอุณหภูมิสูงมากในการหลอมมัน รวมไปถึงการใช้แรงในการขึ้นรูปให้เป็นอาวุธ และแร่เหล่านั้นก็มีมากในดินแดนปีศาจแห่งนี้ ทว่าผู้ที่สามารถจะเปลี่ยนมันเป็นอาวุธได้กลับมีอยู่เพียงหยิบมือเดียว

         แต่ว่าอาวุธเล่มนี้มีความพิเศษอย่างหนึ่งตรงที่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการลอบสังหารโดยเฉพาะ มีการใช้กรรมวิธีที่แปลกประหลาดในการทำให้มันเป็นอาวุธที่มีลวดลายสวยงาม มีความเป็นเอกลักษณ์ ความบริสุทธิ์ของแร่ที่ใช้ไม่มีการผสมแร่ชนิดอื่นลงไปเลย บ่งบอกได้เลยว่าผู้ที่ทำมันขึ้นมาเป็นสุดยอดช่างตีเหล็กที่มีประสบการณ์อย่างโชกโชน ลองคิดว่าคนแบบนั้นอาศัยอยู่ทางฝั่งของมนุษย์นั่นอาจจะเป็นเรื่องเลวร้ายมากที่สุดก็เป็นได้

         “เจ้าของอาวุธเล่มนี้คือคนที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในสภาพเช่นนั้นใช่หรือไม่”

         มิเกลชำเลืองสายตามองออกไปด้านนอก จำใจจะต้องพยักหน้าตอบรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

         “เป็นข้าที่พ่ายแพ้อย่างราบคาบ” เธอยอมรับ การปกปิดความจริงมีแต่จะทำให้เรื่องราวต่างๆ มันแย่ลง และยิ่งเป็นคนคนนี้ด้วยแล้วไม่สมควรพูดโกหกเป็นอันขาด

         ตัวตนของผู้มาเยือนรายนี้ช่างลึกลับมาก รู้แค่ว่าเป็นผู้ที่ทำอาวุธให้กับราชวงศ์ของท่านจอมมาร และยังเป็นผู้สร้างอาวุธอีกตั้งมากมายให้แก่ขุนพลปีศาจที่เข้ารับตำแหน่ง ซึ่งทุกตนจะมีอาวุธประจำกายที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ นั่นรวมไปถึงอาวุธและอาภรณ์ที่มิเกลใช้อยู่ด้วย

         ส่วนความสามารถในด้านการต่อสู้นั้นไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แค่มักจะปรากฏตัวไปที่นั่นที่นี่ตามอารมณ์ของตนเอง ถ้าถามว่าเชื่อใจได้มากน้อยเพียงใด เอาเป็นว่าเป็นบุคคลที่ท่านจอมมารไว้วางใจที่สุด

         ผู้มาเยือนหยิบอาวุธขึ้นมาดู และทดลองปล่อยมันลงเหนือโต๊ะหนึ่งเมตร ความคมของมันนั้นถึงกับปักจมลึกลงไปบนผิวของโต๊ะได้อย่างง่ายดาย

         “น้ำหนักเบา แต่ความเฉียบคมนี้มีเพื่อสังหารโดยเฉพาะ ไม่มีการลงอาคมเวทมนตร์อื่นเพื่อให้มีความพิเศษใดๆ ถ้าถึงขนาดที่ทะลุอาคมป้องกันที่ข้าลงไว้บนอาภรณ์ของเจ้าได้ก็คงเป็นพลังกายล้วนๆ”

         “มนุษย์นั่นต้านทานอำนาจของข้าได้ด้วย”

         พอมิเกลบอกเรื่องนี้ออกไป ใบหน้าของผู้มาเยือนก็เปลี่ยนไปครู่หนึ่งคล้ายจะไม่เชื่อสิ่งที่ได้ยิน คนที่จะทำเรื่องแบบนั้นได้ก็ต้องมีเวทมนตร์ เกราะคุ้มครองศักดิ์สิทธิ์ อยู่ด้วย หรือเป็นไปได้ว่าจะต้องได้รับการคุ้มครองจากจอมเวทระดับสูงมาก่อน

         “ไม่ใช่อย่างที่เจ้ากำลังคิดแน่นอน” มิเกลพูดราวกับอ่านใจได้ ขยับตัวไปหาที่นั่งลงแล้วพูดต่อว่า “ไม่ใช่ว่ามันถูกทำลายโดยเกราะคุ้มครองศักดิ์สิทธิ์ ข้ารับรู้ได้เลยว่าอีกฝ่ายตกอยู่ในอำนาจการควบคุมเรียบร้อย แต่เพียงไม่นานก็หลุดจากการควบคุม เป็นการต่อต้านด้วยจิตใจที่เข้มแข็งยิ่งกว่า”

         “มนุษย์ที่ไม่ถูกควบคุมจิตใจ ทั้งยังต่อต้านด้วยเจตจำนงของตัวเอง หรือว่าเจ้านั่นอาจจะเป็นพวกวิปริตหรือไม่ก็บริสุทธิ์ไร้เดียงสาก็ได้มิใช่รึ?”

         ได้ยินที่พูดมิเกลก็ตัวสั่นสะท้าน ใบหน้าเริ่มร้อนผ่าวเล็กน้อยเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ยังมีอารมณ์ประหลาดคั่งค้างเหลืออยู่จนทำให้เธอต้องนั่งบิดกายไปมา

         ทั้งที่สำหรับมิเกลแล้วการจูบปากไม่ต่างอะไรกับการทานอาหารว่าง

         แต่การที่ได้ทำกับผู้ชายคนนั้นมันคือสิ่งที่พิเศษมาก จนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

         มิเกลไม่อาจพูดออกมาได้ว่าอยากจะทำมันอีกครั้งหนึ่ง อยากจดจำความรู้สึกแบบนั้น การเป็นซาคิวบัสที่ดื่มด่ำพลังชีวิตทางริมฝีปากด้วยวิธีการอันจืดชืด ถึงมันจะเป็นสิ่งที่ทำกันมาเป็นเหมือนกับเรื่องปกติ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างกว่ามาก มันเป็นพลังชีวิตที่มีรสชาติแปลกใหม่อย่างแท้จริง

         “มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องมาสนใจ อีกอย่างข้าจำเป็นต้องพักผ่อน” มิเกลกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์และอยากจะยุติหัวข้อนี้โดยเร็วที่สุด

         ผู้มาเยือนผงะไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดว่าจะถูกมิเกลใช้คำพูดประหนึ่งการขับไล่ให้ออกไป ถึงอย่างนั้นก็ดึงมีดเล่มนั้นขึ้นมาเก็บใส่เข้าไปในเสื้อ

         “ข้าขอนำมันกลับไปวิเคราะห์เผื่อว่าจะรู้วิธีการผลิตอาวุธชิ้นนี้”

         “ตามใจเจ้าสิ”

         หลังจากที่ผู้มาเยือนกลับไปแล้ว มิเกลที่พยายามสะกดอารมณ์ของตนเองเอาไว้ก็รีบสร้างเขตแดนป้องกันเสียง ปลดปล่อยอารมณ์ออกมาและเริ่มดื่มด่ำไปกับจินตนาการพิสดารเท่าที่จะคิดขึ้นมาได้

         มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขุนพลปีศาจมิเกลเสียท่าให้กับบุรุษเพศ

โดยเฉพาะอีกฝ่ายที่เป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น

 

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่วุ่นวายตามมา เซรอสไม่คิดจะอยู่ในดินแดนปีศาจที่เพิ่มมาตรการป้องกันอีกต่อไป มันทำให้เขาเคลื่อนไหวได้ลำบากสุดๆ โดยเฉพาะการเดินทางที่เห็นการลาดตระเวนแทบจะทุกยี่สิบนาทีในตำแหน่งเดิม คิดเอาไว้แล้วว่าถ้าขืนปล่อยปีศาจสาวนั่นให้หนีรอดไปได้จะต้องเจอกับเรื่องวุ่นวายนี้ตามมาแน่ คงเพราะว่าละเลยการฝึกทำให้พักนี้ฝีมือของเขาลดถอยลงไปมาก

การจะอยู่รอดในโลกแห่งนี้ให้ได้ก็คงต้องทำในสิ่งที่ตนเองเชี่ยวชาญที่สุด

และสำหรับเซรอสมันก็คือการฆ่า

กลับไปครั้งนี้คงต้องเริ่มต้นฝึกใหม่ซะแล้วสิ จะว่าไปพักนี้รู้สึกร่างกายมันหนักๆ นิดหน่อย สงสัยเพราะใช้ชีวิตสงบสุขเกินไปจนเป็นความหย่อนยานแน่ๆ

หลุดรอดจากการลาดตระเวนมายังเส้นทางกลับเดิม ถึงจะเสียดายที่ไม่ได้ค้นพาพันธุ์พืชที่มีประโยชน์ในดินแดนปีศาจ แต่แค่เท่าที่มีอยู่นี่ก็เพียงพอให้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปได้อีกนาน ตอนนี้ยังมีความคิดดีๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวเมือง (ในอนาคต) อีกด้วย แต่ก็ยังไม่รู้ว่าการมาถึงของคนพวกนั้นจะเป็นเมื่อไหร่ พระเจ้าเองก็ไม่ได้บอกด้วยว่าจะต้องทำอะไรต่อจากนี้

มันเป็นเวลาค่ำและเซรอสต้องพักผ่อนชดเชยเรี่ยวแรงที่สูญเสียไประหว่างต่อสู้ในวันนี้ แต่ก่อนหน้านั้นเขามีเรื่องที่จะต้องทำให้ได้เป็นอันดับแรก

“มีเวทมนตร์ไหนบ้างที่ศักยภาพระดับฉันสามารถเรียนรู้ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ดาร์กเนส”

หลังจากที่ได้เผชิญหน้ากับเวทมนตร์ เซรอสรับรู้ได้แล้วว่าตนเองมีเปรียบแค่ร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าเท่านั้น การเผชิญหน้าเพื่อฆ่าฟันกันไม่ได้วัดกันแค่พลังกาย เรื่องนี้เขาย่อมรู้ดีกว่าใครทั้งหมด ทั้งที่ประสิทธิภาพของตัวเองต่ำกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นเพียงรุ่นทดลองที่ไม่ได้ถูกใส่ข้อมูลจำลองการต่อสู้ระดับสูงสุดเอาไว้ แต่ก็เอาชนะพวกหมายเลขที่แท้จริงได้ด้วยการเรียนรู้และกลยุทธ์เข้าช่วย

ที่ไม่นับ อัญเชิญปีศาจเงา เป็นเวทมนตร์เพราะมันใช้ได้เพียงวันละหนึ่งครั้ง สิ่งที่ควรจะเป็นเวทมนตร์ก็คือการที่ใช้ได้ในทันทีโดยไม่มีข้อจำกัดด้านจำนวนในการใช้งาน

และที่ยังไม่ยอมเรียนรู้ก็เพราะการเรียนเวทมนตร์โดยไร้ซึ่งการป้องกันจะเป็นอันตรายมาก ยกตัวอย่างง่ายๆ ในกรณีของฟรานที่เรียนรู้ด้วยตัวเอง เธอเกือบจะทำบ้านพังเพราะควบคุมความรุนแรงให้อยู่ในระดับเบื้องต้นไม่ได้ มันจำเป็นจะต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมในการฝึกเวทมนตร์ รวมถึงผู้ที่คอยช่วยเหลือหากเกิดการฝึกที่ผิดพลาด ถึงเซรอสจะมีเทคนิคการแพทย์สมัยใหม่ แต่ในโลกใบนี้เวทมนตร์รักษาก็ยังเป็นสิ่งสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ

“หากเป็นเวทมนตร์ที่คนระดับท่านสามารถเรียนรู้ได้ เราดาร์กเนสจะขอแนะนำให้ท่านเรียนรู้เวทมนตร์ เงาพันธนาการ ด้วยความสามารถเบื้องต้นคือการจับกุมเป้าหมาย”

“แล้วประเภทโจมตีล่ะ”

“เช่นนั้นแล้วก็ยังมีเวทมนตร์ หอกเงา ที่ท่านสามารถเรียนรู้ได้ ความสามารถของมันคือการเปลี่ยนเงารอบๆ ตัวให้เป็นอาวุธ เพื่อใช้โจมตีหรือตรึงศัตรูให้ติดแน่นอยู่กับเงาเพียงครู่นึง”

ลองจินตนาการภาพตามเซรอสรู้สึกได้เลยว่ามันอาจจะเป็นเวทมนตร์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง เวทมนตร์ที่ใช้โจมตีศัตรูได้จากจุดบอดคือสิ่งที่เซรอสต้องการ โดยเฉพาะการใช้เทคนิคเพื่อชดเชยความอ่อนแอถือเป็นจุดเด่นของ หมายเลขศูนย์

         เอาไว้หลังจากกลับบ้านคราวนี้จะได้เริ่มต้นฝึกฝนเวทมนตร์อย่างจริงจัง เวลานี้ควรจะมีเวทมนตร์สักหนึ่งอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง (รู้อยู่แก่ใจดีว่าแค่พลังกายก็เพียงพอจะต่อสู้ได้แล้ว) จึงได้บอกความต้องการที่จะฝึกเวทมนตร์ หอกเงากับดาร์กเนส ทางนั้นเงียบไปสักพักหนึ่งก่อนที่จะทำให้เซรอสสะดุ้งเล็กๆ เนื่องจากว่าดาร์กเนสเล่นส่งวิธีการฝึกด้วยวิธีการที่คล้ายกับ ล้างสมอง ที่องค์กรใช้

ถึงจะรู้สึกไม่ชอบใจนักแต่ว่าพอมีข้อมูลการฝึกเวทมนตร์เข้ามาในหัวปุ๊บ บานหน้าต่างพิเศษที่เซรอสใช้อยู่ประจำก็ปรากฏมีหัวข้อใหม่ขึ้นมาก็คือ เวทมนตร์

“หรือว่าบานหน้าต่างนี้จะเชื่อมต่อกับสิ่งที่มีอยู่ในสมองและจัดเรียงให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้นสินะ?”

         รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นมนุษย์ดัดแปลงเต็มตัว ถึงแบบนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจกับมัน เขาอยู่มานานพอจะเลิกสนใจความผิดปรกติของตัวเองไปแล้ว

         ดาร์กเนสเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าสมองของเซรอสจะเหมือนกับพื้นที่เก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลที่มีความจุไร้ขีดจำกัด ถ้าหากว่าเธอรู้แล้วล่ะก็อาจจะส่งแนวทางการฝึกฝนเวทมนตร์แบบอื่นมาอีกแน่นอน ซึ่งมันเป็นอะไรที่เซรอสไม่ชอบเอามากๆ

       “ในระหว่างการฝึกฝน เราดาร์กเนสจะช่วยให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง”

         “ฉันไม่อยากให้เวลามันผ่านไปแบบไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นลุยกันจนถึงเช้าไปเลย”

         ตลอดทั้งคืนที่ฝึกฝนโดยมีดาร์กเนสให้คำแนะนำอยู่แทบจะทุกขั้นตอน ทั้งที่เคยคิดว่าตนเองไม่น่าจะมีพรสวรรค์ทางเวทมนตร์อยู่เลย แต่กลับใช้เวลาเพียงไม่นานในแต่ละขั้นตอนเรียนรู้จนเข้าใจหลักการเบื้องต้น ความอัจฉริยะก็เป็นเพียงหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้สำเร็จเวทมนตร์ได้

แต่ในความเป็นจริงนั้นมันเป็นผลมาจากการที่ในขอบเขตจิตใจของเซรอสได้ทำพันธะสัญญากับจิตวิญญาณแห่งความมืด ส่งผลให้การเรียนรู้เวทมนตร์ภายใต้ขอบเขตอำนาจของจิตวิญญาณธาตุสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะความเข้ากันใจได้ของธาตุนั่นเอง

มันเป็นบทเรียนสำคัญแรกๆ ที่จอมเวททุกคนจะต้องทำ เพื่อให้เรียนรู้เวทมนตร์นั้นๆ ได้ แต่สำหรับคนพวกนั้นจะเป็นการทำสัญญากับธาตุ ไม่ใช่จิตวิญญาณ ผลลัพธ์ที่ได้มันจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในที่สุดความพยายามของเซรอสก็สำเร็จ ใช้เวลาเพียงหนึ่งคืนเท่านั้นก็เปลี่ยนเงาที่อยู่ใต้เท้าให้พุ่งนูนขึ้นมาได้สูงพอๆ กับต้นหญ้าในสนามหญ้า มันยังไม่คงที่มากนักแต่เซรอสพอจะจับสังเกตได้แล้วว่า พื้นที่เงาตำแหน่งที่จะมีหอกเงาพุ่งขึ้นมา สีของเงาจะเข้มข้นขึ้น แต่ดาร์กเนสบอกว่าหากฝึกฝนให้เกิดความชำนาญจะสามารถทำได้กระทั่งควบคุมความเข้มของแสงเงาได้

“เรียก หอกเงามันไม่ค่อยจะเท่เลยนะรู้ไหม ฉันคิดว่ามันควรจะชื่อว่า ชาโดว์ แลนซ์ ดีกว่าอีก”

เพราะบนโลกนี้ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ แต่เป็นการใช้คำพูดสื่อความหมายโดยตรง ดังนั้นภาษาอังกฤษที่สื่อความหมายว่า หอกเงานี้ จึงไม่ต่างอะไรกับคำร่ายเวทมนตร์ที่ดูสูงส่งเลย

หรือเขาควรจะเปลี่ยนชื่อของเวทมนตร์ทั้งหมดที่ถูกบัญญัติไว้เป็นภาษาอังกฤษดีนะ

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น เซรอสก็เดินทางมาจนถึงทางออกเพื่อกลับสู่อาณาจักรไอทาเรีย

 

 

 

 

ตอนเขียนครั้งแรกนี่ 18+ มาก เล่นซะจัดว่าติดเรทเลย (ช่วงไหนก็น่าจะรู้ดี) เขียนแล้วลบ เขียนแล้วลบ เพื่อให้มันดูซอร์ฟลง แต่สุดท้ายก็ตัดทิ้งแม่งเลย เอาแค่ให้ไปจินตนาการต่อกันเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 735 ครั้ง

70 ความคิดเห็น

  1. #9394 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 / 22:57
    ขอบคุณครับ
    #9394
    0
  2. #8587 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2561 / 15:00
    เธอ เบ็ด ด้วยแหละ5555
    #8587
    0
  3. #7751 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 10 เมษายน 2561 / 21:20
    <p>ขอบคุณครับ</p>
    #7751
    0
  4. #7144 Peremu (@Peremu) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:02
    นั้นสิ เรียนแต่แรกก็จบจะไปรออะไร รอรร.ทำไม แถมถ้าจะอยากสร้างเมืองแล้วรอให้มีคนมาอยู่เลย แบบนี้มันประเคนกันชัดๆ สู้ดีให้พวกคนมาอยู่สร้างและเรียนรู้ยังดีสะกว่า
    #7144
    0
  5. #7017 AmbusH08 (@AmbusH08) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 08:12
    เรียนรู้เวทตั้งแต่แรกก็จบแล้ว
    #7017
    0
  6. #6856 นักอ่านอัศนี (@vearanda) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 มกราคม 2561 / 16:09
    เขียนซะนึกภาพออกเลย
    จิตนาการเป็นเลศ
    55555 สนุกมากครับติดตามต่อๆๆๆ
    จากนักอ่านหน้าใหม่
    #6856
    0
  7. #5303 Fktay (@Fktay) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2560 / 12:09
    ฮ่าๆๆๆ ใจไม่ดีเลย อ่านไปใจสั่น อยากอ่านนนน
    #5303
    0
  8. #5272 •นิลกาฬ• (@junkskidz) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 12:40
    ไม่จับกดเลยล่ะบักรอส จะไปฆ่าทิ้งทำไม ให้อภัยนางเถอะ คิดซะว่าเดี๋ยวค่อยควบคุมนางคืนตอนขึ้นเตียง
    #5272
    0
  9. #4478 wuttichaiwutti (@wuttichaiwutti) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 10:53
    งุยอยากอ่านก่อนโดนตัด
    #4478
    0
  10. #4344 สึเดเมะ (@marchin555) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 กันยายน 2560 / 02:52
    อยากอ่านนนนน
    #4344
    0
  11. #4026 Freedom Pen (@nataphnog) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 23:11
    ลบทำมายยยย อยากอ่าน5555
    #4026
    0
  12. #3856 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 สิงหาคม 2560 / 08:16
    มีความเป็นไปได้ว่า จะมีเมียทุกเผ่าพันธุ์นะเนี่ย~~~ //// คนสร้างอาวุธฝั่งปีศาจนี่น่าสงสัยนะ
    #3856
    0
  13. #3045 นายตัวร้าย (@aom084495) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 กรกฎาคม 2560 / 18:31
    พระเอกจะได้มีเมียทุกเผ่าพันธุ์หรือเปล่าเนี่ย
    #3045
    0
  14. #2420 ดิสตี้โนวา (@pipawat) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2560 / 08:26
    มิเกลนี่จะเป็นว่าที่เมียฝั่งปีศาจหรือเปล่าเนี่ย
    #2420
    2
    • #2420-2 ดิสตี้โนวา (@pipawat) (จากตอนที่ 29)
      26 กรกฎาคม 2560 / 21:22
      ฟังจากคนเขียน บรรยาย หุ่นเธอ X ซะขนาดนั้น เซรอสมีหรือจะพลาด
      #2420-2
  15. #1686 Mr.kongkang (@kangproject2) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2560 / 21:41
    ทำให้อยากแล้วจากไป 5555
    #1686
    0
  16. #1265 Fot800 (@Fot800) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2560 / 13:08
    แกทำให้ปีศาจสาวเสี้ยนขึ้นมาซะแล้ว
    #1265
    0
  17. #1229 0848496616 (@0848496616) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2560 / 23:40
    อย่าฆ่ามิเกลดิจับเข้าฮาเรมเลยยังไงสุดท้ายทุกเผ่าก้อยุ่ด้วยกันเเล้วนี่
    #1229
    0
  18. #1001 Doggy_C (@july-12745) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 / 19:32
    แหม่ๆไรท์จินตนาการแต่ละคนคงมีระดับความหื่นอยู่สินะ
    #1001
    0
  19. #917 kay30 (@kay30) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2560 / 07:46
    สนุกมาาาก
    #917
    0
  20. วันที่ 11 พฤษภาคม 2560 / 19:09
    รอๆๆๆๆๆ
    #902
    0
  21. #898 ghost_fay (@faykug) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 7 พฤษภาคม 2560 / 00:46
    เป็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวมากครับ ขนาดตัดทิ้งเลย
    #898
    0
  22. #895 kittybeanz (@kittybeanz) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 17:37
    อยากดูการผจญภัยของพระเอกเยอะๆอ่ะ ชอบคะ
    #895
    0
  23. #892 Nathwut (@hiruntubtim) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 22:45
    เมื่อไรที่จะได้ธาตุอื้นๆ
    #892
    0
  24. #891 ThanananMeesin (@ThanananMeesin) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 / 13:18
    =) ช่วยตัวเอง
    #891
    0
  25. #888 tanakonzaza311 (@tanakonzaza311) (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 27 เมษายน 2560 / 00:09
    ขอบคุณครับ.. <3
    #888
    0