ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

ตอนที่ 222 : SS3 Episode Sixty-Seven : กิจกรรมชมรม

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,020
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 785 ครั้ง
    13 ต.ค. 63

SS3 Episode Sixty-Seven

 

         ตารางเรียนของนักเรียนสาขานักรบปีที่สองถูกส่งมอบให้กับนักเรียนแต่ละคน พิจารณาจากวิชาเรียนทางด้านวิชาการที่น้อยลงจากตอนเป็นนักเรียนปีหนึ่งแสดงให้เห็นแล้วว่าในปีนี้ทางโรงเรียนจะให้ความสำคัญต่อวิชาภาคปฏิบัติมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีตารางเรียนวิชาทางเลือกที่เปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมองหากิจกรรมที่ตนเองสนใจ ซึ่งมีอยู่มากมายในโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นวิชากลศาสตร์เวทมนตร์ วิชาการปรุงยา วิชาการรบและการต่อสู้ และอีกมากมายสารพัดที่เกิดขึ้นจากความสนใจของตัวนักเรียนและยื่นเอกสารสร้างกลุ่มกิจกรรมชมรมใหม่ขึ้นมา

         ความต้องการของเซรอสคือการหลอมรวมวิทยาการเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับโลกเวทมนตร์แห่งนี้ วิชากลศาสตร์เวทมนตร์จึงเป็นหนึ่งในศาสตร์แขนงหนึ่งที่จำเป็นต่อเป้าหมาย เพียงแต่ตลอดหนึ่งปีที่ได้มีโอกาสลองเยี่ยมชมการศึกษาของชมรมวิชากลศาสตร์เวทมนตร์นั้นพบว่าพวกเขาให้ความสนใจอยู่ที่การศึกษาแต่รูปแบบเวทมนตร์เก่าแก่เพื่อสร้างเวทมนตร์แบบใหม่ขึ้น ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นชมรมที่ไร้สาระซะทีเดียวเพราะผลงานที่ศิษย์เก่าเคยทำมานั้นก็บ่งบอกได้ถึงความยอดเยี่ยมของชมรมวิชากลศาสตร์เวทมนตร์เป็นอย่างดี

         การเลือกชมรมซึ่งเป็นวิชาทางเลือกนั้นไม่สามารถทำแบบขอไปทีได้เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นประสบการณ์สำคัญที่มีผลต่อเส้นทางในอนาคตของแต่ละคน บางคนที่เลือกชมรมตามเพื่อนและไม่ได้ใส่ใจกับกิจกรรมชมรมมากนักสุดท้ายพวกเขาก็เสียเวลาสามปีไปอย่างเปล่าประโยชน์ ในขณะที่บางคนสามารถนำประสบการณ์สามปีไปต่อยอดจนมีชื่อเสียงโด่งดังและประสบความสำเร็จในชีวิต เห็นได้ชัดเลยว่าการเลือกกิจกรรมชมรมที่ตนเองให้ความสนใจมีผลต่ออนาคตมากน้อยเพียงใด

         อย่างไรก็ตามกิจกรรมชมรมของโรงเรียนเซเวียร์มีความโดดเด่นมากกว่าโรงเรียนอื่นตรงที่จะมีการจัดงบประมาณสำหรับทำกิจกรรมชมรมเบื้องต้นให้เท่านั้น ดังนั้นสมาชิกชมรมทุกคนจำเป็นจะต้องบริหารจัดการหางบประมาณเพิ่มเติมด้วยตัวเอง หากมีความจำเป็นก็สามารถทำหนังสือขอออกไปทำกิจกรรมชมรมนอกสถานที่ได้แต่ต้องระบุกำหนดการทั้งหมดอย่างละเอียด ด้วยการทำงานที่มีขั้นตอนยุ่งยากแบบนี้ทำให้นักเรียนที่จบจากโรงเรียนเซเวียร์มีศักยภาพในการทำงานแทบจะทุกประเภท

         “เลือกได้หรือยังว่าอยากจะเข้าร่วมชมรมอะไร?”

         “ชมรมคืออะไรเจ้าคะ?”

         “นี่หล่อนไม่ได้ฟังที่อาจารย์พูดเลยใช่ไหมห๊ะ!” เซรอสคว้าหูของซาริที่ขยับพับขึ้นลงยั่วโมโหมาลงโทษทันที

         “อ๊า!!! หูซาริจะขาดแล้วเจ้าค่า!

         “ถ้ามีแล้วไม่ได้ใช้ก็ไม่จำเป็นต้องมีมันแล้วล่ะ ไอ้หูน่ารำคาญเนี่ย”

         ส่วนตัวแล้วเซรอสไม่มีปัญหาถ้าจะต้องเลือกสักชมรมหนึ่งให้ผ่านเกณฑ์เงื่อนไขจบการศึกษาในแต่ละภาคเรียน แต่กับซาริแล้วน่าเป็นห่วงมากกว่าเพราะเดิมทีแล้วก็น่าเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ถึงผู้อำนวยการจะคอยช่วยใช้อำนาจที่มีเลื่อนชั้นให้เป็นกรณีพิเศษ (ด้วยเหตุผลใดก็ไม่ทราบได้) แต่ก็ควรให้ซาริได้ลองลงมือทำด้วยตัวเองอย่างเต็มที่จะเป็นการดีที่สุด ส่วนของฟรานนั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วงสักเท่าไหร่เพราะเชื่อว่าจะต้องหาชมรมที่เหมาะกับความสนใจของตนเองได้แน่

         “ช่วยด้วยเจ้าค่า หูจะขาดแล้วเจ้าค่า” ซาริร้องขอความช่วยเหลือจากคนทั้งห้อง แต่ทุกคนก็ทำเพียงแค่มองก่อนจะหันกลับไปปรึกษาเกี่ยวกับพวกกิจกรรมชมรมที่น่าสนใจ

         ลงโทษพอหอมปากหอมคอเสร็จก็ต้องมานั่งอธิบายรายละเอียดใหม่ทั้งแต่ต้น รายชื่อชมรมจำนวนมากที่เซรอสเคยรวบรวมเอาไว้ตอนที่เป็นนักเรียนปีหนึ่งถูกนำออกมาใช้ตัดตัวเลือกที่เห็นว่าไม่เหมาะกับซาริออกไป โดยเฉพาะกับกิจกรรมชมรมที่ต้องใช้กระบวนการคิดที่ซับซ้อนจะถูกตัดทิ้งอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงกิจกรรมที่ใช้การปฏิบัติเท่านั้นที่น่าจะเหมาะกับซาริเป็นที่สุด

         ตัวเลือกที่ถูกตัดออกในเวลาต่อมาเป็นกิจกรรมชมรมที่มีผลประโยชน์แอบแฝง ยกตัวอย่างเช่นชมรมศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์เวทมนตร์ที่จะมีการออกสำรวจโบราณสถานต่างๆ ที่ได้รับอนุญาต เชื่อเถอะว่าหากให้ซาริไปเล่นซนในโบราณสถานก็มีความเป็นไปได้ที่จะเผลอไปขุดค้นพบสิ่งประดิษฐ์โบราณจนกลายเป็นเรื่องวุ่นวาย หรือชมรมวิจัยโพชั่นเวทมนตร์ที่อาจจะหยิบจับส่วนผสมใส่มั่วจนเกิดเป็นสุดยอดโพชั่นที่ทำให้ผู้มีความทะเยอทะยานมองเห็นเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด ดังนั้นกิจกรรมเหล่านี้เป็นไปได้ก็ควรให้ซาริหลีกเลี่ยงเป็นที่สุด

         “ว่าแต่เธอน่ะมีอะไรที่อยากจะทำหรือเปล่า? แล้วก็ห้ามตอบว่าอยากเล่น เชียวล่ะ”

         “อยากเล่นเจ้าค่ะ”

         ปึ้ด!

         “ไม่ได้ฟังที่พูดเลยสินะ ยายตัวแสบนี่นิ” เซรอสจัดการคว้าตัวซาริเข้ามาดึงหูเป็นการลงโทษอีกครั้ง

“โอ๊ย! ท่านเซรอสหูซาริจะขาดอีกแล้วเจ้าค่ะ”

“ให้มันขาดไปเลยก็ดี หล่อนมีไว้ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์สักหน่อย”

เสียงหวีดร้องฟังดูคล้ายถูกทรมานนั้นแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การแสร้งทำของซาริเท่านั้น เซรอสเองก็ไม่ได้ลงมือรุนแรงแต่นิสัยที่ชอบทำอะไรเกินจริงของซาริมักจะเป็นการทำเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากคนอื่น เป็นเหมือนปฏิกิริยาตอบสนองต่อจิตใต้สำนึกสมัยที่เคยเป็นทาสที่จำเป็นต้องทำเพื่อให้การลงโทษนั้นยุติลงในที่สุด

พอการลงโทษหยุดลงซาริก็ลูบใบหูของตัวเองปอยๆ อย่างหวงแหน เซรอสอดเหนื่อยใจแทนเจ้าตัวที่ดูไม่ทุกข์ร้อนกับอนาคตของตัวเองไม่ได้ จริงอยู่ที่เซรอสมีการวางแผนเตรียมอนาคตให้กับซาริเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจการสวนน้ำที่แบ่งผลประกอบการในชื่อของ ชาริ แอชเชอร์ และ ฟราน แอชเชอร์ ยังมีพื้นที่สำหรับเพาะปลูกหากต้องการผันตัวมาเป็นเกษตรกรที่รายได้พออยู่ตัว เรียกได้ว่าต่อให้ไม่ต้องทำงานก็ยังมีเงินปันผลให้ใช้ได้ตลอดทั้งชีวิต ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้แต่หวังว่าซาริจะมองหาสิ่งที่ตัวเองอยากทำเจอในท้ายที่สุดเพื่อตัวของเธอเอง

“เอาเถอะ กว่าจะถึงกำหนดส่งใบสมัครเข้าชมรมยังพอมีเวลาเหลือให้ศึกษาแต่ละชมรม เอาเป็นว่าฉันจะเขียนรายชื่อชมรมที่คิดว่าเหมาะที่สุดให้จากนั้นเธอก็แค่ไปทดลองเข้าร่วมกิจกรรมชมรมพวกนี้ก็แล้วกัน”

คงได้แต่หวังว่าการทดลองเข้าร่วมกิจกรรมชมรมจะช่วยให้ซาริค้นพบกับสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากที่สุดล่ะนะ

พอถึงเวลาช่วงพักกลางวันทุกคนก็เริ่มทยอยกันเดินออกจากห้องทีละคนสองคน พวกเซรอสเดินมาหาที่นั่งจับจองที่ลานกว้างใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ซึ่งกลายเป็นสถานที่ประจำสำหรับพวกเขาไปแล้ว โต๊ะเก้าอี้รูปทรงหรูหราถูกย้ายมาติดตั้งเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้แต่เมื่อพิจารณาจากร่องรอยที่ปรากฏดูเหมือนว่ามันเพิ่งจะถูกขนมาวางที่นี่ได้ประมาณสิบวันและมีร่องรอยว่าถูกใช้งานมานับตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งที่อุตส่าห์คิดว่ามันน่าจะเป็นมุมที่สงบที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้แล้วแท้ๆ

“ดีที่สุดคือไม่แตะต้องมัน” เซรอสกล่าวเตือน

แน่นอนว่าสำหรับซาริแล้วยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ

ซาริแอบย่องเดินเข้าไปใกล้และยื่นมือไปแตะต้องทั้งโต๊ะกับเก้าอี้ราวกับต้องการท้าทายอำนาจมืด

“ยายตัวแสบเอ๊ย!” เซรอสส่ายหน้าเซ็งกับพฤติกรรมของซาริที่มักชอบทำอะไรแบบนี้จริงๆ

จากนั้นชายหนุ่มก็เดินไปอีกมุมหนึ่งที่บรรยากาศดีไม่แพ้กันก่อนจะให้ซารินำผ้ามาปูรองนั่ง ที่เหลือก็แค่รอให้ฟรานที่อยู่สาขาเวทมนตร์ตามมาสมทบแล้วจึงค่อยทานมื้อเที่ยงพร้อมกัน ระหว่างนั้นซาริเกิดเบื่อหน่ายที่ต้องนั่งอยู่เฉยๆ จึงนำเกมกระดานออกมาและชวนเซรอสมาเล่นด้วยกัน มันเป็นเกมบันไดงูกลที่มีขนาดใหญ่เทอะทะเนื่องจากมีกลไกการหมุนสุ่มช่องการเดินติดเอาไว้ด้วย นอกจากนี้ยังมีช่องบรรจุบัตรผลลัพธ์แบบสุ่มเพื่อทำให้เกมการเล่นสนุกยิ่งขึ้น

เพราะทนการรบเร้าไม่ไหวประกอบกับเห็นสายตาเว้าวอนจึงช่วยไม่ได้ที่จะเป็นเพื่อนเล่นให้สักหนึ่งเกม ตอนที่สร้างกระดานหมากเกมบันไดงูชุดนี้เซรอสเลือกใช้เนื้อเรื่องจากนวนิยายเรื่อง ‘Alice in wonderland’ เป็นธีมหลัก จึงมีเนื้อหากับบทลงโทษที่เหมือนจะให้ผู้เล่นได้ผจญภัยท่องไปในนวนิยายดังกล่าว ตัวหมากเดินของแต่ละคนที่เลือกหยิบออกมาจากที่เคยใช้แบบเม็ดสีก็เปลี่ยนมาเป็นตัวละครที่มีมิติมากขึ้น ของซารินั้นชอบตัวหมากรูปกระต่ายกับนาฬิกาพกมากเป็นพิเศษและมักจะเลือกใช้ตัวละครพวกนี้ทุกเกมที่เล่น ของเซรอสเลือกใช้เป็นตัวละครที่ชื่อว่า แมด แฮทเทอร์

“ขอนำไปก่อนเลยนะเจ้าคะ” ซาริยิ้มร่าหลังได้เลขช่องเดินหมากจำนวนสูงที่สุดและตกลงในช่องสีทองที่บังคับให้หยิบบัตรสุ่มเหตุการณ์

[แมด แฮทเทอร์กำลังจัดงานเลี้ยงน้ำชาจึงเชิญท่านเข้าร่วมงานเลี้ยง หยุดเดิน 2 รอบ]

“นี่แหละคือความตื่นเต้นของเกมบันไดงูล่ะ” เซรอสกล่าวและกดหมุนเลขช่องเดินหมากทันที

ถึงจะไม่ได้เลขลำดับที่สูงอะไรมากนักแต่แค่สองรอบที่ซาริไม่สามารถเดินได้เขาก็มาตกอยู่ที่ช่องเดียวกันพร้อมกับหยิบบัตรสุ่มเหตุการณ์

[พบเจอประตูบานเล็กเท่ารูหนูไม่สามารถผ่านไปได้ หยุดเดิน 1 รอบเพื่อค้นหาวิธีผ่านประตูบานนี้ไป]

“ท่านเซรอสก็หยุดเดินเหมือนกันเลยเจ้าค่ะ แต่ซาริไม่ยอมแพ้หรอกเจ้าค่ะ”

ความสนุกของเกมบันไดงูอยู่ที่การพบเจอกับเหตุการณ์ที่เป็นอุปสรรคระหว่างทาง และเหตุการณ์ที่สุ่มได้ก็มีทั้งทำให้ฝ่ายตรงข้ามกลับไปสู่จุดเริ่มต้นหรือจำเป็นต้องเดินถอยหลัง บางครั้งก็ทำให้ตนเองเป็นผู้นำที่อยู่ห่างจากเส้นชัยไปเพียงไม่กี่ช่อง เพียงแต่ทุกครั้งซาริเล่นเกมนี้มักจะมีโอกาสสุ่มเจอเหตุการณ์ให้กลับไปเริ่มต้นใหม่ที่มีอยู่เพียงสองใบได้ทำให้ซาริแทบจะไม่เคยเล่นเกมบันไดงูชนะใครเลย

“แพ้แล้วเจ้าค่ะ” ซาริยอมรับความพ่ายแพ้ทั้งน้ำตา อุตส่าห์อยู่ห่างจากเส้นชัยเพียงแค่สามช่องเท่านั้นแต่กลับไปเหยียบเจอช่องสุ่มบัตรเหตุการณ์จนต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อย่างน่าเสียดาย

“ขอซาริแก้มืออีกรอบเจ้าค่ะ”

“เสียเวลาเปล่าน่า”

เซรอสศึกษาพลังความสามารถลึกลับของซาริมามากพอจะรู้แล้วว่าเธอจะไม่มีทางชนะเกมที่ต้องอาศัยการวัดดวงแบบนี้ได้เป็นอันขาด พลังควบคุมโชคชะตาของซาริเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ลึกลับที่ส่งผลต่อเหตุการณ์ที่มีความเป็นไปได้ต่ำที่สุดทำให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน จากการทดลองหลายครั้งต่อหลายครั้งทำให้เซรอสทราบเงื่อนไขการควบคุมโชคชะตาของซาริได้ในที่สุด พิสูจน์ได้จากการทดสอบกับระบบป้องกันที่แน่นหนาระดับที่แม้จะเป็นเซรอสก็ไม่สามารถผ่านไปได้โดยไม่ถูกพบเจอ แต่ซาริสามารถหาช่องโหว่ที่มีความเป็นไปได้น้อยที่สุดเจอโดยบังเอิญซึ่งโอกาสจะเกิดขึ้นต่ำมากจนแทบจะเป็นศูนย์เสียด้วยซ้ำ

“ขออีกรอบนะเจ้าคะ”

“ไม่ล่ะ อีกประเดี๋ยวพวกฟรานก็น่าจะมาแล้วล่ะ”

ตารางการเรียนของสาขาเวทมนตร์กับสาขานักรบมีช่วงเวลาที่เหลื่อมกันเพียงเล็กน้อย ส่วนหนึ่งก็มาจากสถานที่ที่ตอนนี้สาขาเวทมนตร์กำลังใช้อยู่คือสนามฝึกที่อยู่อีกฟากหนึ่งของโรงเรียนและต้องใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีเพื่อมายังสถานที่แห่งนี้

ไม่นานนักก็เห็นฟรานเดินมาพร้อมด้วยเพื่อนร่วมชั้นจากสาขาเวทมนตร์ที่เธอสนิทสนมด้วยระดับหนึ่ง วาเลนเซียร์ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของตนเองและทำหน้าที่ในฐานะของผู้นำกลุ่มนักเรียนหญิงได้ดีมาก เพราะต้องทำหน้าที่ประสานงานกับเพื่อนนักเรียนที่มีนิสัยแตกต่างกันก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะคาดเดาอารมณ์ของฟรานในตอนนี้ เนื่องจากว่าตอนที่กำลังทดสอบความสามารถด้านเวทมนตร์อยู่นั้นนักเรียนแลกเปลี่ยนเผ่าเอลฟ์พยายามหาวิธีใกล้ชิดกับฟรานจนสร้างความรำคาญให้แก่เธอไม่น้อย ผลลัพธ์หลังจากนั้นคือกระแสลมอันเกรี้ยวกราดที่ทำลายอุปกรณ์ตรวจสอบพลังเวทมนตร์จนแหลกกระจุย

         ทุกครั้งที่ฟรานแสดงอารมณ์ออกมาผ่านการระเบิดพลังเวทมนตร์ นั่นแสดงให้เห็นชัดแล้วว่าเธอกำลังไม่พอใจที่ถูกรบกวนและไม่อยากจะใช้ความรุนแรงกับคนอื่น ดูเหมือนนักเรียนแลกเปลี่ยนเผ่าเอลฟ์จะไม่ทันได้รับรู้ถึงความผิดของตนเองด้วยซ้ำ นั่นเลยทำให้วาเลนเซียร์ต้องขอความร่วมมือกับเพื่อนๆ ช่วยกีดกันไม่ให้พวกเอลฟ์มารบกวนฟรานในเวลาแบบนี้ ถึงต้องแลกมาด้วยกับการสร้างความไม่พอใจให้กับพวกเอลฟ์ก็ตาม แต่ถ้ามันทำให้ฟรานอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้างก็นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่าแล้ว

         มาถึงสถานที่ประจำสำหรับพักทานมื้อเที่ยงก็พบว่าพวกเซรอสมานั่งรออยู่ก่อนแล้ว วาเลนเซียร์เผยรอยยิ้มบางเบาก่อนจะขยับเก้าอี้และนั่งลงแสดงความเป็นเจ้าของของโต๊ะปริศนาตัวนี้ ตะกร้าที่นำขึ้นมาวางบนโต๊ะนั้นไม่เพียงแต่จะมีมื้อเที่ยงที่เป็นแซนด์วิชรูปทรงสวยบ่งบอกฝีมือของคนทำเท่านั้นยังมีอุปกรณ์สำหรับชงชาถูกจัดเตรียมเอาไว้ด้วยเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นแล้วว่าการนำอาหารจากบ้านมาทานที่โรงเรียนเองเริ่มได้รับความสนใจจากบรรดาลูกคุณหนูที่มีฐานะระดับหนึ่ง

         “สวัสดีตอนเที่ยงเจ้าค่ะ ท่านวาเลนเซียร์” ซาริรีบลุกขึ้นมากล่าวทักทายอย่างมีมารยาทตามที่ได้รับการฝึกสอนมา

         “สวัสดีเช่นกันค่ะ คุณซาริ” วาเลนเซียร์ทักทายตอบกลับด้วยมารยาทที่ดูสง่างามไม่เบา

         การที่มอบซาริให้ฝึกฝนมารยาทและธรรมเนียมปฏิบัติต่อหน้าบุคคลที่สามกับทางตระกูลเรเบียสไม่ใช่การตัดสินใจที่ผิดพลาด อย่างน้อยซาริก็มีมารยาทมากยิ่งขึ้นเมื่อต้องพบปะกับผู้อื่น ไม่ได้มีท่าทีซุกซนเหมือนดังเช่นปีที่ผ่านมา หากเป็นคนที่มีภาพจำเกี่ยวกับซาริจนติดตาได้มาเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ก็คงจะคิดว่าเป็นตัวปลอมอย่างไม่ต้องสงสัย

         “ตอนแรกที่เห็นก็นึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าใครกันที่นำโต๊ะพวกนี้มาวางที่นี่ กลับกลายเป็นว่าฝีมือของเธอเองสินะ”

         “บรรยากาศที่นี่นับว่าสงบมากกว่าที่อื่น ฉันจึงทำหนังสือขออนุญาตนำโต๊ะเหล่านี้มาไว้ที่นี่จากท่านผู้อำนวยการด้วยตัวเองเลยค่ะ”

         ตอนที่เห็นว่ามีโต๊ะสังสรรค์สำหรับนั่งดื่มน้ำชาในสถานที่แห่งนี้ เซรอสก็ตระหนักได้ในทันทีเลยว่าสถานที่อันเงียบสงบของเขาคงไม่มีเหลืออยู่ในโรงเรียนแห่งนี้อีกแล้ว แต่เรื่องนี้จะกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของวาเลนเซียร์ที่คิดอะไรไม่รอบคอบก็ไม่ได้ สำหรับเด็กวัยเช่นพวกเธอแล้วถ้าไม่นับเรื่องสถานะทางสังคมแล้วพวกเขาต่างก็มาเรียนเพื่อเพิ่มความรู้ความเข้าใจในศาสตร์แห่งเวทมนตร์ รวมไปถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีร่วมกับเหล่ามิตรสหาย การจะปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโรงเรียนเพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ก็เป็นเรื่องปกติที่ทางโรงเรียนอนุโลมให้ทำได้

         วาเลนเซียร์ที่กำลังเตรียมเครื่องดื่มเห็นว่ามีใครบางคนหายไปจึงมองหาอยู่พักหนึ่งก่อนจะถาม

         “คุณเซรอสไม่ได้อยู่ด้วยกันกับคุณเลธิเซียหรือคะ?”

         เซรอสส่ายหน้า แสร้งทำเป็นคิดอยู่สักพักหนึ่งแล้วตอบ

“คิดว่าฉันกับซาริน่าจะออกจากห้องเรียนมาก่อน บางทีเลธิเซียอาจจะกำลังไปมองหากิจกรรมชมรมอยู่ก็ได้”

ความคิดเห็นของเซรอสก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว ปีที่แล้วในฐานะนักเรียนเข้าใหม่ก็เคยสังเกตเห็นพวกรุ่นพี่ปีก่อนใช้เวลาช่วงสิบวันในการทดลองทำกิจกรรมของชมรมเพื่อหาดูว่าตนเองมีความสนใจต่อกิจกรรมนั้นมากน้อยเพียงใด บางกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้สถานที่อย่างสนามฝึกซ้อมก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตกับทางโรงเรียนเสียก่อนทำให้การทดลองทำกิจกรรมชมรมหากพลาดแล้วก็คือพลาดไปเลย

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมวาเลนเซียร์ถึงให้ความสนใจต่อเลธิเซียมากขนาดนั้นทั้งที่ก่อนหน้านี้เจอกันทีไรเป็นต้องชวนทะเลาะ ก็น่าจะเป็นเพราะเลธิเซียก่อนหน้านี้ไม่ชอบเห็นการสวมหน้ากากเสแสร้งเป็นคนดีของวาเลนเซียร์ จนภายหลังทั้งสองคนได้บังเอิญปรับความเข้าใจกันถึงแม้จะไม่ได้ถึงขั้นสนิทสนมกันมากนักแต่ก็พอจะพูดคุยกันเรื่องสัพเพเหระได้บ้าง

“บางทีเธอคนนั้นอาจจะกำลังอยู่ที่ชมรมอัศวินก็ได้นะคะ” วาเลนเซียร์พอจะคาดเดานิสัยของอีกฝ่ายได้ไม่ยากเย็น

เลธิเซียมีความชื่นชอบในวิชาดาบอย่างมากถึงกับตั้งเป้าหมายว่าอยากจะเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นท่านเดลฟีโอน่า เทคนิควิชาดาบของเธอที่ใช้อยู่ปัจจุบันก็มีความคล้ายคลึงกับวิชาดาบอัศวินของเดลฟีโอน่าอยู่หลายส่วน ถึงแม้จะทราบดีว่าการจะเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ได้นั้นจำเป็นจะต้องมีพลังเวทมนตร์ในระดับสูงเพื่อให้สามารถใช้เวทมนตร์เฉพาะอย่าง ร่างศักดิ์สิทธิ์ ได้ แน่นอนว่าเลธิเซียทราบข้อจำกัดนี้ดีกว่าใครแต่เธอก็ยังไม่คิดที่จะถอดใจเพียงเพราะมีพลังเวทมนตร์ระดับต่ำกว่ามาตรฐานของทางวิหารศักดิ์สิทธิ์

“จะว่าไปแล้วทำไมฟรานถึงได้ทำหน้ามุ่ยแบบนั้นล่ะ” ชายหนุ่มถาม

ทุกคนหันไปมองพร้อมกันแต่กลับพบว่าฟรานยังคงทำหน้านิ่งขรึมเหมือนปกติทุกอย่าง

ราวกับว่ามันเป็นใบหน้าเดียวที่เธอสามารถทำได้

“เอ๊ะ!? ฟรานหน้ามุ่ยอยู่จริงด้วยเจ้าค่ะ” ซาริกล่าวเสริมหลังจากเพ่งมองดูอย่างละเอียดแล้ว

“หน้ามุ่ยเหรอคะ? มองไม่ออกเลยจริงๆ ค่ะ” วาเลนเซียร์ยอมรับว่าเธออ่านสีหน้าของฟรานออกได้ยากมาก แต่ต่อให้เก็บอารมณ์ได้เก่งสักแค่ไหนก็ไม่สามารถปกปิดความรู้สึกที่ระเบิดออกมาผ่านทางการกระทำได้อยู่ดี

“ลองดูที่ใบหูสิ มันตั้งขึ้นเล็กน้อยจากปกติ” เซรอสเฉลยวิธีการอ่านสีหน้าของฟรานที่มักจะแสดงออกผ่านการขยับของใบหู

พอวาเลนเซียร์ได้มองดูอย่างละเอียดและลองหวนนึกไปถึงฟรานในช่วงอารมณ์ต่างๆ พอลองนำมาเทียบกันแล้วจะเห็นได้ชัดเลยว่าใบหูของฟรานมีการขยับขึ้นลงตามอารมณ์ความรู้สึก ณ ขณะนั้นอย่างชัดเจน ใบหูที่ขยับตั้งขึ้นนี้อาจจะไม่มากเท่ากับตอนอารมณ์โกรธก็จริง แต่มันก็เห็นได้ชัดเลยว่าฟรานในตอนนี้หงุดหงิดมากทีเดียว

“เป็นเพราะนักเรียนแลกเปลี่ยนเผ่าเอลฟ์ที่พยายามอย่างเต็มที่เพื่อเข้าหาเธอนั่นแหละค่ะ ถึงตอนนี้ฟรานก็พยายามอดทนอย่างมากเพราะถ้าหากเธออาละวาดออกไปในตอนนั้นคนที่จะเดือดร้อนที่สุดก็คือคุณเซรอสนั่นแหละค่ะ”

หากมีเรื่องราวการทะเลาะเบาะแว้งภายในโรงเรียนจะเป็นหน้าที่ของอาจารย์ในการแก้ปัญหาและช่วยให้พวกเด็กๆ ได้ปรับความเข้าใจกัน แต่ทว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้กับพวกนักเรียนที่มาเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างเผ่าพันธุ์ทำให้พวกเขาได้รับความคุ้มครองจากทางราชวงศ์ ถึงต่อให้มีการกระทำความผิดจนถึงขั้นทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ไม่ว่าฝ่ายไหนจะได้รับบาดเจ็บทางราชวงศ์จำเป็นจะต้องยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเพื่อไม่ให้เป็นชนวนเหตุแห่งความขัดแย้ง

“แต่พอหลังจากที่ฟรานระเบิดพลังเวทมนตร์ออกมาทางนั้นก็พากันหน้าซีดเลยค่ะ” นักเรียนหญิงคนหนึ่งพูดขึ้น

“ใช่ พลังเวทมนตร์ของฟรานเหนือล้ำกว่าพวกเราทั้งห้องรวมกันซะอีก”

“อาวุธทำลายล้างรูปร่างมนุษย์เอลฟ์ชัดๆ”

เซรอสค่อนข้างเห็นด้วยกับสิ่งที่นักเรียนหญิงพวกนี้พูดมาทั้งหมด ในฐานะที่เป็นคนเฝ้ามองดูพัฒนาการนับตั้งแต่ที่ช่วยเหลือออกมาจากการเป็นทาสย่อมสังเกตเห็นว่าช่วงสองสามปีมานี้พลังเวทมนตร์ของฟรานเติบโตเร็วมากผิดปกติ ต่อให้มีการฝึกหนักทุกวันสักแค่ไหนก็ไม่น่าจะพัฒนาขึ้นมาได้ถึงระดับนี้ และถึงจะมีรองผู้อำนวยการริซาน่าเป็นอาจารย์สอนเวทมนตร์ส่วนตัวให้อย่างมากก็น่าจะพัฒนาด้านการต่อสู้ด้วยเวทมนตร์ซะมากกว่า

เด็กคนนั้นจำเป็นต้องหาคู่ซ้อมที่สามารถระเบิดพลังเวทมนตร์ออกมาได้อย่างเต็มที่ เราผู้นี้ไม่เห็นใครที่สามารถทำได้นอกจากริซาน่า

บางทีคำพูดของอินโนเซนเทียร์ในตอนที่ส่งฟรานไปฝึกกับริซาน่าอาจจะหมายถึงสิ่งนี้ก็ได้

“กินข้าวเถอะ” ฟรานชวนเบี่ยงประเด็นไม่ให้คุยเรื่องแบบนี้อีก

จากนั้นไม่นานทุกคนก็เริ่มทยอยนำมื้อเที่ยงของตนเองออกมา สำหรับบุตรสาวตระกูลขุนนางแล้วเป็นเรื่องปกติมากหากจะมีอุปกรณ์เวทสำหรับใช้เก็บสิ่งของสักชิ้นสองนี้ ถึงพื้นที่ที่มีจะไม่มากแต่ก็เพียงพอสำหรับเก็บพวกอาวุธอย่างคทาเวทมนตร์หรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้พวกเธอส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหอพักนักเรียนจึงได้รับอนุญาตให้ใช้งานห้องครัวได้อย่างอิสระ มีเพียงแค่วัตถุดิบที่พวกเธอจำเป็นต้องไปหาซื้อมาประกอบอาหารด้วยตัวเอง นั่นเลยทำให้ต่อให้ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เวทสำหรับเก็บสิ่งของก็ยังสามารถนำอาหารมาทานที่โรงเรียนได้โดยไม่จำเป็นต้องไปที่โรงอาหาร

เพียงแต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายตรงที่นักเรียนหญิงส่วนใหญ่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในการประกอบอาหาร พวกเธอต่างก็เป็นบุตรสาวตระกูลขุนนางใหญ่ที่มีพ่อครัวประจำตระกูลคอยดูแลเรื่องอาหารการกิน สิ่งเดียวที่พวกเธอพอจะทำได้ก็เป็นพวกแซนด์วิชที่หน้าตาคล้ายกับจะลอกแบบกันมาไม่ต่างกันเนื่องจากมันเป็นอาหารที่ทำง่ายที่สุดแล้ว

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าใครกันแน่ที่เป็นต้นคิดเรื่องการประกวดข้าวกล่องมื้อเที่ยงขึ้นมา เซรอสนั่งมองดูนักเรียนหญิงต่างพากันนำมื้อเที่ยงที่ตนเองทำด้วยมือออกมาบรรยายภาพลักษณ์ราวกับกำลังชื่นชมความงดงามของศิลปะแห่งการตกแต่ง วัตถุดิบส่วนใหญ่ที่นำมาก็เป็นพวกอาหารแปรรูปที่กลุ่มการค้าเซเรนนำมาขาย มีบางคนที่คิดว่าน่าจะมีพรสวรรค์เรื่องนี้ถึงกับทำเป็นแซนด์วิชเนื้อไก่ออกมาประชันกับคนอื่นและได้รับการยอมรับให้เป็นมื้อเที่ยงที่ดีที่สุด

จนกระทั่งฟรานนำกล่องข้าวของตนเองออกมาพร้อมกันกับซาริที่เปิดฝากล่องข้าวเผยให้เห็นมื้อเที่ยงที่ดูหน้าตาน่าทานกว่าแซนด์วิชที่พวกเธอตั้งใจทำหลายสิบเท่า กลิ่นหอมของข้าวผัดไข่สีทองอร่ามทำเอาพวกเด็กผู้หญิงต่างพากันกล้ำกลืนน้ำลายจนท้องร้องโครกคราก ซาริเห็นสายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่ข้าวกล่องของตัวเองก็รีบพุ้ยข้าวใส่ปากอย่างรวดเร็วและยัดแครอทที่เป็นเครื่องเคียงจนเต็มปาก แถมยังวางแขนกันแบบหวงๆ อีกด้วย

ว่าอาหารของซาริน่ากินแล้วพอได้เห็นของฟรานที่เป็นอาหารแบบมังสะวิรัติหน้าตาสีสดสวยก็ยิ่งหิวหนักขึ้นไปอีก

สิ่งที่ทุกคนเห็นว่าเหมือนจะเป็นเนื้อสัตว์แท้จริงแล้วเป็นโปรตีนเกษตรที่เซรอสทำขึ้นเพื่อฟรานโดยเฉพาะ ฟรานแตกต่างจากซาริตรงที่เธอไม่ค่อยหวงเรื่องของกินสักเท่าไหร่จึงพอจะแบ่งให้ทุกคนได้ลองทานดูบ้าง แน่นอนว่ารสชาติที่แสนจะลึกล้ำเพียงคำเดียวไม่น่าจะพอ บางคนถึงกับขอแลกเปลี่ยนกับแซนด์วิชของตนเองแต่ก็ถูกปฏิเสธเอาดื้อๆ

“ฉันไม่คิดว่าอาหารพวกนี้เป็นฝีมือของฟรานหรือซาริหรอกนะคะ” วาเลนเซียร์เอ่ยขึ้นและใช้สายตาที่ดูเปล่งประกายจับจ้องอยู่ที่ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “เป็นฝีมือของคุณใช่ไหมคะ? คุณเซรอส”

“ถูกต้อง ฉันเป็นคนทำอาหารพวกนี้เองแหละ” เซรอสยอมรับโดยดุษฎี ยิ่งแก้ตัวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เกิดความน่าสงสัยมากยิ่งขึ้น

“แล้วคุณทำอะไรได้อีกบ้างคะ ขอความจริงนะคะ”

“ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นอาหารนั่นแหละ นอกจากนี้ก็มีขนมหวานอีกด้วย”

พอถูกคาดคั้นแบบนี้การตอบโกหกออกไปก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก นอกจากนี้ตลอดหนึ่งปีเชื่อว่าวาเลนเซียร์เองก็น่าจะเคยเห็นมื้อเที่ยงของทั้งฟรานและซาริที่เปลี่ยนแปลงไปแทบจะทุกวัน แถมเซรอสยังไม่แน่ใจด้วยว่าซาริเผลอหลุดปากบอกอะไรกับวาเลนเซียร์ไปแล้วบ้าง

น่าจะทราบดีว่าขอแค่มีแครอทก็ง้างปากซาริได้แทบจะทุกเรื่อง

“เป็นความจริงสินะคะ” วาเลนเซียร์ครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะปรบมือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“ฉันมีข้อเสนอค่ะ คิดว่าคุณเองก็คงจะทราบแล้วใช่หรือเปล่าคะว่าพวกเราที่เป็นนักเรียนสามารถก่อตั้งกิจกรรมชมรมขึ้นมาได้ตามความสนใจของตนเอง และเงื่อนไขก็คือจำเป็นจะต้องเป็นนักเรียนชั้นปีสองขึ้นไป ตอนแรกฉันเองก็คิดว่าตนเองอยากจะศึกษาด้านสมุนไพรเวทมนตร์เพื่อปรุงโพชั่นขึ้นมา แต่จากที่ได้ลองศึกษาเงื่อนไขของกิจกรรมชมรมแล้วพบว่ามีช่องโหว่ที่พวกเราจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในกรณีที่คิดค้นสูตรโพชั่นชนิดใหม่ขึ้นมา ในเมื่อเป็นแบบนี้ฉันจึงคิดว่าจะลองก่อตั้งกิจกรรมชมรมใหม่ขึ้นมาเสียเอง แน่นอนว่าฉันกำลังปรึกษากับทุกคนว่าควรจะก่อตั้งกิจกรรมชมรมอะไรขึ้นมาดีเพราะต้องแสดงผลงานออกมาให้เป็นที่ประจักษ์”

“แล้ว” เซรอสรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก

และลางสังหรณ์ของเขาก็มักจะแม่นยำซะด้วย

“ฉันคิดจะก่อตั้งกิจกรรมชมรมวิจัยอาหารขึ้นมาค่ะ”

“ขอปฏิเสธได้ไหม?” เซรอสถาม ก่อนจะเห็นว่าพวกนักเรียนหญิงล้วนมีใบหน้าเปล่งประกายกันทุกคน

และยิ่งไปกว่านั้นการจะก่อตั้งกิจกรรมชมรมวิจัยอาหารจำเป็นจะต้องยื่นเรื่องส่งไปยังผู้อำนวยการเพื่อขออนุมัติ

หากมีชื่อ เซรอส แอชเชอร์ อยู่ในกลุ่มรายชื่อสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งเกรงว่าถึงตอนนั้นเขาคงถูกผู้อำนวยการบังคับให้เข้าอย่างแน่นอน

“ครั้งนี้ฉันพลาดเอง ข้อเสนอนั่นฉันตกลง”




ต้องรีบปั่นนิยายหาเงินผ่าฟันคุดซะแล้วสิ ฮ่าๆ

ปล. เซรอสเป็นตัวละครที่หนีไม่พ้นการเป็นพี่เลี้ยงเด็กซะแล้ว

ปล2. ตอนที่กำลังพิมพ์นิยายอยู่ ระหว่างนั้นก็ละสายตาไปอ่านนิยายเรื่องหนึ่งแนวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในตอนนี้เข้า เกิดความรู้สึกขัดใจขึ้นมาหน่อยๆ แล้วก็มานั่งพิมพ์ต่อ จนกระทั่งทนไม่ไหว พิมพ์สิ่งที่ตัวเองคิดออกมาเป็นเหมือนบทนำ  ผมจะลงให้ลองอ่านเล่นๆ ในนี้เพราะมันเป็นแค่...บทนำ


--------------------------------------------------------------------------



บทที่ 0 นักฆ่าสาวมือหนึ่งแห่งองค์กรลับ

 

         นับตั้งแต่ที่เริ่มจำความได้ฉันก็มีความสามารถพิเศษในการติดต่อสื่อสารกับวิญญาณมาโดยตลอด

         ด้วยความที่ยังเป็นเด็กและยังไม่ค่อยรู้ความทำให้ฉันเข้าใจผิดคิดว่าผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ายังเป็นคนเดิมอยู่ จนกระทั่งมาทราบภายหลังว่าอดีตผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุนานกว่าสามเดือนแล้ว ก่อนจะรู้ว่าแท้จริงแล้วตัวฉันมีพรสวรรค์พิเศษในการสื่อสารกับวิญญาณได้ เพียงแต่พลังนี้ทำได้เพียงแค่สื่อสารเท่านั้นและแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรมากนักยกเว้นว่าจะผันตัวไปประกอบอาชีพเป็นร่างทรงที่ไม่ต่างกับนักต้มตุ๋นหลอกกินเงินชาวบ้าน

         พอฉันมีอายุได้ประมาณหกขวบก็ถูกมหาเศรษฐีใจบุญผู้หนึ่งรับอุปการะไปเลี้ยงดูพร้อมกับเด็กอีกเป็นจำนวนมาก อุตส่าห์คิดว่าตนเองจะได้ชีวิตอย่างมีความสุขตอบแทนบิดาบุญธรรมด้วยความกตัญญู ทว่าตอนที่ได้พบเห็นหน้าค่าตาของมหาเศรษฐีใจบุญผู้นั้นทำให้ฉันแทบจะกรีดร้องออกมาสุดเสียง เมื่อพบว่าเบื้องหลังของมหาเศรษฐีหน้าตาดีคนนั้นปรากฏภาพร่างวิญญาณของเด็กชายหญิงนับหมื่นคนที่มีความอาฆาตแค้นต่อชายคนนี้อย่างมาก

         ฉันกลัวมากและตั้งใจจะนำเรื่องนี้ไปเปิดเผยต่อสาธารณชนให้รับรู้ถึงการกระทำอันชั่วร้าย ทว่ายังไม่ทันได้ลงมือทำสิ่งใดก็ถูกลักพาตัวออกจากคฤหาสน์ในคืนนั้นอย่างเงียบเชียบและไม่มีผู้ใดติดใจสงสัยถึงการหายตัวไปของฉัน สุดท้ายก็ฟื้นสติขึ้นมาพบเจอกับสถานที่แห่งใหม่โดยมีผู้ดูแลหญิงคนหนึ่งเฝ้ามองดูอยู่ไม่ห่างกาย เธอคนนี้มีวิญญาณตามติดแต่ไม่มากเท่ากับมหาเศรษฐีผู้ใจบุญคนนั้นทำให้ฉันนึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย

         “จากประวัติที่ทางเราไปตรวจสอบมา ได้ยินมาว่าเธอสามารถมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณของคนที่ตายได้สินะ”

         พอฉันไม่ตอบคำถามของผู้ดูแลหญิง เธอคนนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรนอกจากหยิบรีโมทจิ๋วขึ้นมาเปิดจอภาพเสมือนขึ้นมาและเล่นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งเอาไว้ทุกซอกทุกมุมของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หนึ่งในภาพเหตุการณ์นั้นคือฉันที่กำลังพูดคุยเป็นเรื่องเป็นราวอยู่ตัวคนเดียว หลักฐานที่ชัดเจนถึงเพียงนี้ต่อให้ปฏิเสธสักแค่ไหนอีกฝ่ายก็คงไม่เชื่ออยู่ดี

จากนั้นภาพบนจอก็เปลี่ยนไปเป็นเหตุการณ์ที่ฉันกำลังอธิบายสิ่งที่พบเห็นให้ผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าฟัง โดยมีภาพของผู้ตายโผล่ขึ้นมาเป็นภาพประกอบการอธิบายในครั้งนั้น

         “น่าทึ่งมาก เธอสามารถระบุสาเหตุการตายของบุคคลที่ไม่เคยพบเห็นหน้าค่าตามาก่อนได้อย่างแม่นยำ”

         “เธอคงกำลังสับสนว่าทำไมพวกเราถึงต้องทำแบบนี้สินะ”

         “แน่นอนว่าเธอไม่ใช่คนแรกที่พวกเราค้นพบว่ามีศักยภาพที่แสนพิเศษแบบนี้ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาองค์กรของพวกเราได้ค้นพบบุคคลที่มีศักยภาพพิเศษนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลที่มีร่างกายที่สามารถทนทานต่อสารเคมีและสิ่งแปลกปลอมทุกชนิดทำให้การดัดแปลงร่างกายทำได้ง่ายขึ้น บางคนก็สามารถผลิตสนามพลังแบบพิเศษที่สามารถแจมมิ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ทุกชนิด บางคนก็มีเซลล์ร่างกายที่มีการฟื้นสภาพอยู่ตลอดเวลาทำให้ไม่จำเป็นต้องพักผ่อน กล่าวคือพวกเรากำลังตามหาบุคคลที่มีความพิเศษแบบนี้มาร่วมงานด้วย”

         “หากความสามารถในการสื่อสารกับวิญญาณคนตายเป็นของจริง เชื่อว่าเธอเองก็คงจะมองเห็นเด็กพวกนั้นจากตัวของฉันด้วยเหมือนกัน” ผู้ดูแลหญิงพูดราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติที่ไม่ควรค่าจะนำมาใส่ใจ “อันที่จริงก็มีหลายคนเสนอให้ใช้วิธีการดั้งเดิมในการพัฒนาความสามารถของเธออยู่หรอก ถึงวิธีนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแต่ในอดีตพวกเราก็เคยทำผิดพลาดจนสร้างสัตว์ประหลาดที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง หลายปีมานี้พวกเราจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเสียใหม่เพื่อไม่ให้เป็นการสูญเสียบุคลากรที่มีศักยภาพไปโดยเปล่าประโยชน์”

         “คุณทำแบบนี้เพื่ออะไร?”

         “เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของมนุษยชาติ ฉันคิดว่าแบบนั้นนะ” ผู้ดูแลหญิงตอบ

         พอมองไปรอบตัวก็พบเห็นวิญญาณจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังรายล้อมอยู่ พวกเขาต่างพยายามแย่งกันพูดจนคนรับฟังอย่างฉันรู้สึกรำคาญไม่น้อย จนกระทั่งผู้ดูแลหญิงเห็นพฤติกรรมความทรมานของฉันก็ยกรีโมตขึ้นมากดและเกิดเป็นคลื่นสนามพลังแปลกๆ ที่ทำให้วิญญาณเหล่านั้นสลายไปไม่สามารถคงสภาพเดิมได้ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าปัจจุบันวิทยาการของโลกจะพัฒนาถึงระดับที่สามารถจัดการกับสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณได้แล้ว

         “คุณทำได้ยังไง?” ฉันถาม

         “องค์กรของพวกเราศึกษาวิจัยทั้งวิทยาศาสตร์และเรื่องเหนือธรรมชาติเพื่อหาวิธีการรับมือกับภัยพิบัติในทุกรูปแบบ ทั้งจากภายในโลกและนอกโลก อย่างที่เคยพูดไปว่าพวกเรากำลังตามหาบุคคลที่มีศักยภาพพิเศษมาร่วมงานด้วย นั่นหมายความว่าเธอไม่ใช่คนเดียวที่มีความสามารถพิเศษที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ หากเธอตกลงยอมเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรพวกเราก็พร้อมที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของเธอให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพียงแต่ก่อนอื่นเธอจำเป็นต้องเข้ารับการฝึกฝนขั้นพื้นฐานและอยู่รอดให้ได้เสียก่อน”

         บางครั้งก็เคยนึกสงสัยว่าสิ่งใดกันแน่ที่ดลใจให้ฉันยอมทำสัญญากับปีศาจที่มีชื่อเรียกว่า องค์กร แบบนั้น

         ฉันเข้ารับการฝึกฝนขององค์กรที่มีความเข้มงวดยิ่งกว่าการฝึกทหารหน่วยรบพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นทักษะการต่อสู้ประชิดตัวไปจนถึงทักษะการใช้อาวุธขั้นสูงก็ถูกฝึกฝนอย่างหนักซึ่งฉันก็ผ่านมันมาได้อย่างยากลำบากมากทีเดียว ทว่าการฝึกตลอดหลายปีที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นสู่นรกที่แสนโหดร้ายและเหี้ยมโหดที่สุด เป็นครั้งแรกที่ฉันต้องเรียนรู้วิธีการฆ่าคนเพื่อเอาชีวิตรอดซึ่งศัตรูนั้นเป็นถึงกลุ่มองค์กรก่อการร้ายที่สืบทราบมาว่าอยู่เบื้องหลังของการปฏิวัติในหลายประเทศ ตลอดหนึ่งเดือนฉันอาศัยประสบการณ์ในการฝึกรวมเข้ากับความสามารถพิเศษและบุกทำลายกลุ่มองค์กรก่อการร้ายได้จนสำเร็จ

         ทว่านั่นไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งสุดท้ายที่ฉันต้องลงมือฆ่าคน

         ตลอดหนึ่งปีนั้นฉันรับภารกิจสังหารบุคคลชั่วร้ายที่กฎหมายของโลกเบื้องหน้าไม่สามารถเอาผิดอะไรได้มาไม่ต่ำกว่าสามสิบภารกิจ ยังมีเหล่ามือสังหารขององค์กรนักฆ่าที่รับว่าจ้างฆ่าคนเพื่อเงินจำนวนมาก ทุกครั้งที่ลงมือฆ่าคนสภาพจิตใจของฉันก็ดูจะกลายเป็คนเย็นชามากยิ่งขึ้น อุดมการณ์ขององค์กรที่ไม่ใช่การฆ่าเพื่อเงินแต่เป็นการฆ่าเพื่อกำจัดเนื้อร้ายทิ้งทำให้ฉันที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมรู้สึกเห็นด้วยกับวิธีคิดขององค์กร นั่นทำให้ฉันยอมร่วมมือกับองค์กรและอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อมัน

         ฉันผ่านการทดสอบขององค์กรเป็นที่เรียบร้อยและตอนนี้ก็ได้เข้าสู่กระบวนการฝึกปรือศักยภาพในการสื่อสารกับวิญญาณ ตลอดการทดสอบพลังฉันค้นพบว่ามันสามารถทำได้มากกว่าการสื่อสารพูดคุย องค์กรให้ฉันเริ่มต้นจากการสื่อสารกับวิญญาณของพวกสัตว์ที่ไม่มีสติปัญญาซึ่งมันเป็นการทดสอบที่ค่อนข้างเสียสติไม่น้อย แต่ฉันก็ให้ความร่วมมือกับการทดสอบเป็นอย่างดียอมให้พวกเขาฉีดสารกระตุ้นประสาทและใช้อุปกรณ์แปลกๆ กับตัวเองจนในที่สุดก็สามารถสื่อสารเชื่อมประสานกับวิญญาณที่ไม่มีสติปัญญาได้

         ผลลัพธ์ที่ได้นับว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยเพราะฉันสามารถใช้การเชื่อมประสานกับวิญญาณในการสอดแนมข้อมูลเป้าหมายได้โดยไม่ถูกค้นพบ ยังมีการฝึกความชำนาญและระยะเพื่อหาขีดสุดของพลังนี้ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตร์ขององค์กรที่เข้าขั้นเสียสติถึงกับมองเห็นความเป็นไปได้ในการควบคุมวิญญาณของมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาต่างต้องการทดสอบทฤษฏีนี้และขอให้ฉันมาเป็นผู้ช่วยในการทดลองซึ่งฉันก็ไม่ได้รังเกียจ ตรงกันข้ามกลับอยากรู้ว่ามันจะสามารถเป็นได้จริงหรือไม่ซะมากกว่า

         ระหว่างนั้นฉันก็ต้องทำงานเป็นนักฆ่าให้กับองค์กรอยู่หลายต่อหลายครั้ง ประสบการณ์ที่มีมากขึ้นทำให้ฉันกลายเป็นมือสังหารหญิงอันดับต้นๆ ขององค์กรที่มีอัตราความสำเร็จสูงที่สุด ฉันเคยได้ยินมาจากผู้ดูแลหญิงที่เป็นหัวหน้าประสานงานว่าในอดีตนั้นนักฆ่าสังกัดองค์กรจะต้องมีโค้ดรหัสเป็นหมายเลข ซึ่งก็เคยลองถามกับผู้ดูแลว่าฝีมือของฉันพอจะใกล้เคียงกับอดีตนักฆ่าเหล่านั้นหรือไม่

         “พวกนั้นเป็นสัตว์ประหลาดที่ถูกดัดแปลงร่างกายให้ไร้เทียมทาน เธอน่ะเทียบไม่ติดหรอก”

         นั่นสินะ

         จะให้ไปเทียบกับสัตว์ประหลาดระดับนั้นที่แค่หนึ่งตัวก็สามารถทำลายองค์กรจนเสียหายยับเยินไปมากกว่าครึ่งได้ยังไง สำหรับตัวฉันแล้วมันคงเป็นอะไรที่เทียบกันไม่ได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วล่ะนะ

 

         องค์กรมีภารกิจใหม่ที่ต้องใช้งานนักฆ่าระดับสูงจำนวนหนึ่งในการทำภารกิจครั้งนี้

         เป้าหมายของภารกิจคือการบุกเข้าไปทำลายข้อมูลงานวิจัยและยับยั้งไม่ให้วิทยาการที่ผิดพลาดถูกเปิดการทำงานเป็นอันขาด

         ด้วยสถานะของนักฆ่าระดับสูงขององค์กรฉันมีสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลได้ถึงระดับห้า ทำให้ทราบว่าวิทยาการที่กำลังจะถูกสร้างขึ้นมานั้นคือระบบพอร์ทอลสำหรับเปิดช่องมิติ มันเป็นวิทยาการที่ทางองค์กรตัดสินใจยุติการวิจัยหลังพบว่าการทำงานของมันจะทำให้เกิดรูหนอนที่จะนำความเสียหายจนอาจทำให้สูญเสียมนุษยชาติไปเกือบครึ่งโลก การที่งานวิจัยนี้เล็ดลอดออกไปสู่โลกภายนอกเกิดจากฝีมือของคนในองค์กรยังไม่ยอมแพ้และอยากจะสานต่องานวิจัยของตนเองให้สำเร็จให้ได้ แน่นอนว่าเบื้องต้นนั้นสามารถจัดการกับคนปล่อยข้อมูลได้แล้ว แต่ทว่าข้อมูลนั้นก็อยู่ในมือของคนนอกและมีการวิจัยวิทยาการนี้อย่างลับๆ

         ฉันในวัยสี่สิบปีถูกส่งออกมาทำภารกิจร่วมกับนักฆ่าขององค์กรในพื้นที่เขตรับผิดชอบ พวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมให้มีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ในระดับหนึ่ง แตกต่างจากฉันที่เป็นมนุษย์เสริมศักยภาพเป็นเหมือนสุดยอดผู้มีพลังพิเศษ ถ้าสู้กันตรงๆ ฉันอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาได้ก็จริงแต่ถ้าเป็นการใช้ศักยภาพในการสื่อสารกับวิญญาณก็พอจะหาวิธีรับมือได้ ยังไงซะการโจมตีด้วยทักษะทางวิญญาณก็ยากที่จะรับมือได้โดยตรงอยู่แล้ว

         สถานวิจัยแห่งนี้เป็นความลับที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะทำให้การเดินทางต้องอาศัยเพียงเฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางเข้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีการติดตั้งปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยานและมีการเฝ้าระวังค่อนข้างเข้มงวดในรัศมีสิบไมล์เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีสปายจากประเทศฝ่ายตรงข้ามลักลอบเข้ามาขโมยข้อมูลงานวิจัยของพวกเขาได้ โชคร้ายที่ครั้งนี้ผู้บุกรุกไม่ใช่สปายจากประเทศฝ่ายตรงข้ามหากแต่เป็นนักฆ่าขององค์กรเบื้องหลังที่ต้องการยับยั้งงานวิจัยที่แสนอันตรายในครั้งนี้

         ติดตั้งอุปกรณ์สนับสนุนและอาวุธเสร็จเป็นที่เรียบร้อยก็ถึงเวลาปฏิบัติภารกิจทันที ด้วยทักษะในการสื่อสารกับวิญญาณทำให้ฉันสามารถตรวจสอบตำแหน่งสิ่งมีชีวิตและจำแนกทหารฝ่ายศัตรูออกมาได้อย่างแม่นยำ หน้าที่หลักของฉันคือการระบุพิกัดตำแหน่งจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของนักฆ่าพวกนั้นที่ลงมือเก็บกวาดให้เรียบร้อย

         ปัง!

         ฉันยิงสังหารมือสไนเปอร์ที่ซ่อนตัวท่ามกลางหิมะได้แนบเนียนอย่างแม่นยำ ต่อหน้าทักษะตรวจสอบตำแหน่งวิญญาณเป็นไปไม่ได้ที่จะหลบหนี นอกจากนี้ด้วยการสื่อสารกับวิญญาณสัตว์ป่าที่พบเห็นได้ตามธรรมชาติทำให้ฉันสามารถเชื่อมประสานวิญญาณและใช้การโจมตีทางวิญญาณกับศัตรูที่ซ่อนเร้นอยู่ในที่ลับได้โดยไม่ต้องลงแรงอะไรมากนัก

         “ทางใต้ เคลียร์”

         สมแล้วกับที่ได้ชื่อว่าเป็นนักฆ่าขององค์กรเบื้องหลัง แม้จะเป็นเพียงนักฆ่าที่ถูกตัดแปลงพันธุกรรมก็มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะต่อต้านกับหน่วยรบพิเศษได้หนึ่งกองทัพแล้ว การสังหารทหารที่ผ่านการฝึกปรือมาอย่างดีในระยะเวลาอันสั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใดเลย

         การบุกเข้าสู่สถานวิจัยและพัฒนาวิทยาการสำเร็จได้ด้วยดี โดยเฉพาะการแทรกแซงสัญญาณจากกล้องวงจรปิดทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างดำเนินไปเป็นปกติ ยกเว้นว่าจะมีคนช่างสังเกตจับผิดได้ว่าเหตุการณ์ที่มองเห็นผ่านกล้องนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือช่วงเวลาเดียวกันของเมื่อสามวันก่อน ซึ่งแน่นอนว่าทางองค์กรได้ตรวจสอบมาเป็นอย่างดีแล้วว่าจะมีการใช้ทีมรักษาความปลอดภัยชุดเดิมและเดินลาดตระเวนตามกำหนดการโดยไม่มีคนใดอยู่นอกแผน

         และเพื่อยืนยันว่าสถานการณ์จะเป็นไปตามแผนฉันจำเป็นจะต้องใช้ทักษะสื่อสารทางวิญญาณในการลอบจัดการกับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่เฝ้าอยู่ดูภาพจากกล้องวงจรปิด พอได้รับสัญญาณทางสะดวกพวกเขาก็เริ่มลงมือจัดการกวาดล้างบุคลากรของสถานวิจัยเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้รอดชีวิตนำข้อมูลวิทยาการแสนอันตรายนี้ออกไปเปิดเผยที่ไหนอีก

         การสื่อสารกับวิญญาณทำให้ฉันรู้ว่ามีศัตรูอยู่ที่ไหนบ้างและจากนั้นจึงค่อยใช้วิญญาณโจมตีทำให้เกิดอาการหัวใจวายเฉียบพลัน เป็นวิธีการสังหารเงียบแบบที่ฉันถนัดที่สุด นอกจากนี้ฉันยังค้นพบความสามารถใหม่จากการเป็นตัวทดลองให้กับบรรดานักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องเหล่านั้น นั่นก็คือ การอ่านวิญญาณ ทำให้ชั่วพริบตานั้นมีความทรงจำประสบการณ์ส่วนหนึ่งของผู้ที่ถูกอ่านไหลเข้ามาสู่สมองราวกับเป็นการถ่ายเทข้อมูล นับว่าพลังนี้มีความใกล้เคียงกับพลังจิตที่เรียกว่า ไซโคเมทรี เลยทีเดียว

         ในบรรดานักฆ่าสังกัดองค์กรที่มีพลังในการสื่อสารกับวิญญาณคิดว่าน่าจะมีเพียงฉันเท่านั้นที่พัฒนามาได้ถึงขั้นนี้โดยไม่เสียสติไปซะก่อน ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงได้แน่ใจเรื่องนี้เป็นเพราะฉันแอบใช้มันกับนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นสมมติฐานนี้ขึ้นมาทำให้ทราบว่าฉันไม่ใช่คนแรกที่เป็นหนูทดลองให้กับทักษะการอ่านวิญญาณ แถมฉันยังเป็นคนที่มีศักยภาพมากที่สุดในบรรดาหนูทดลองจึงพัฒนาพลังนี้มาได้ถึงขีดสุด

         ฉันจำเป็นจะต้องอ่านวิญญาณของทุกคนที่เสียชีวิตที่นี่เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม

         “มีการสำรองข้อมูลออกจากสถานวิจัยเมื่อสองวันก่อน?”

         เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าผู้นำที่อยู่เบื้องหลังของการวิจัยวิทยาการพอร์ทอลอาจจะระแคะระคายกลัวว่าจะถูกองค์กรหมายหัว จึงได้มีการสำรองข้อมูลและส่งออกจากสถานวิจัยแห่งนี้ไปเก็บรักษาที่สถานวิจัยแห่งใหม่ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสถานวิจัยแห่งใหม่อยู่ที่ไหนนอกจากตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ฉันรีบรายงานสถานการณ์นี้ส่งต่อไปยังหัวหน้าทีมปฏิบัติภารกิจเพื่อเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันแต่กลับพบว่าทางองค์กรดูจะคาดการณ์ว่าจะมีเรื่องแบบนี้อยู่ก่อนแล้ว

         “ทำตามภารกิจของคุณต่อไป”

         “รับทราบ”

         สำหรับองค์กรแล้วไม่มีทางปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้เป็นอันขาด ต่อให้ศัตรูจะคิดว่าตนเองชาญฉลาดและเตรียมการรับมือไว้ดีแค่ไหนก็ไม่มีทางรอดพ้นหูพ้นตาขององค์กรไปได้อยู่แล้ว

         การที่ต้องปะทะเข้ากับทหารหน่วยรบพิเศษของประเทศทางเหนือตามลำพังสร้างความลำบากให้ไม่น้อยเลย ฉันแตกต่างจากพวกที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมจนแข็งแกร่งเหนือมนุษย์จึงยังมีศักยภาพร่างกายเทียบเท่ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูจะแข็งแรงกว่าผู้ชายตัวใหญ่เล็กน้อย สิ่งที่ช่วยชดเชยความแตกต่างคือศักยภาพในการสื่อสารกับวิญญาณที่ยากจะป้องกันได้ มีดสั้นที่อยู่ในมือจ้วงแทงปลิดชีพของทหารหน่วยรบพิเศษคนแล้วคนเล่า บางคนก็ถูกอ่านวิญญาณจนสูญเสียความสามารถในการต่อสู้และถูกจัดการลงอย่างง่ายดาย

         เพียงหนึ่งชั่วโมงนักฆ่าขององค์กรก็ไล่สังหารผู้คนหมดทั้งสถานวิจัย ไม่ว่าจะหลบซ่อนอยู่ที่ซอกลืบมุมใดของอาคารก็ถูกพบเจอโดยทักษะตรวจสอบวิญญาณ ไม่มีผู้ใดสามารถรอดชีวิตจากการกวาดล้างในครั้งนี้ได้รวมถึงการพยายามส่งข้อความหรือข้อมูลออกไปสู่โลกภายนอกล้วนแล้วแต่ถูกทำลายทิ้งทันที

         ฉันกำลังอยู่ในห้องควบคุมระบบการทำงานของอุปกรณ์ยักษ์ใหญ่ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกระจก มันคือเครื่องต้นแบบที่ปรากฏอยู่ในรายงานการวิจัยพอร์ทอล ในทางทฤษฏีมันสามารถการเปิดช่องว่างรูหนอนเพื่อใช้สำหรับเดินทางระยะไกลหลายปีแสงได้ในชั่วอึดใจ ไม่ว่าเครื่องนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่แต่การเปิดพอร์ทอลบนพื้นโลกโดยไร้ซึ่งการควบคุมความเสถียรของรอยแยกมิตินั้นถือว่าอันตรายมากทีเดียว

         ปิ๊บ!

         ภาพบนจอคอมพิวเตอร์เปลี่ยนไปและฉายให้เห็นหน้าค่าตาของนักวิทยาศาสตร์วัยชราคนหนึ่ง

         เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในโลกเบื้องหน้า ความเป็นอัจฉริยะของเขาคนนี้ได้รับการยอมรับจากองค์กรแต่ด้วยอุดมการณ์ของอีกฝ่ายที่ให้ความสนใจในชื่อเสียงและต้องการถูกจารึกชื่อเอาไว้ในประวัติศาสตร์ทำให้นักวิทยาศาสตร์ผู้นี้ถูกตัดชื่อจากการเข้าสู่ทีมวิจัยขององค์กร ทว่าไม่รู้ว่าเหตุใดงานวิจัยเกี่ยวกับการเปิดพอร์ทอลถึงไปอยู่ในมือของคนอันตรายผู้นี้ได้ อย่างไรก็ตามทุกคนในองค์กรต่างก็มั่นใจมากกว่าถ้าเป็นชายคนคนนี้ก็น่าจะช่วยพัฒนามันให้สำเร็จขึ้นมาได้

         เดี๋ยวก่อนนะ พัฒนาขึ้นมาให้สำเร็จงั้นเหรอ?

         ฉันเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าภารกิจนี้อาจมีเป้าหมายอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย

         ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้นี่เอง

         องค์กรจะอย่างไรก็เห็นผลประโยชน์ของมนุษยชาติมากกว่าชีวิตของมือสังหารกลุ่มหนึ่งอยู่แล้ว

         จำได้ว่าในรายงานที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าทางองค์กรจะพบเจอเด็กคนหนึ่งที่มีความสามารถประเภทเดียวกันกับตัวฉันด้วยเหมือนกัน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเหตุใดองค์กรถึงได้ตัดสินใจเสียสละหมากตัวหนึ่งไปโดยไม่รู้สึกเสียดาย

         น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียดการตัดสินใจขององค์กร

         ถ้าจะบอกว่าฉันถูกล้างสมองให้เชื่อเช่นนั้นก็คงไม่ผิดไปซะทีเดียวล่ะมั้งนะ

         [ขอกล่าวทักทายล่วงหน้าถึงแม้ว่าผมจะไม่ทราบว่าคุณเป็นใครก็ตาม บางทีองค์กรที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คงเป็นกังวลว่าผมอาจจะทำการค้นคว้าและวิจัยมันจนสำเร็จก่อนพวกเขา การที่พวกคุณเห็นวีดีโอนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าผมคิดถูกที่ทำการสำรองข้อมูลการวิจัยไปไว้ที่อื่น แต่ผมก็เชื่อมั่นว่าระดับพวกคุณแล้วคงรู้การเคลื่อนไหวของผมล่วงหน้าอย่างแน่นอน ผมรู้สึกว่าตัวเองได้รับเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติในการพัฒนาวิทยาการที่ก้าวล้ำไปไกลหลายร้อยปี ไม่ว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลวผมก็คงได้แต่หวังว่าการทดลองในครั้งนี้จะสามารถเป็นแนวทางให้กับพวกคุณได้…]

         ทันทีทีวีดีโอเล่นจบ คอมพิวเตอร์ที่ตั้งเวลาการทำงานของโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์เปิดพอร์ทอลก็เริ่มนับถอยหลัง อุปกรณ์ขนาดใหญ่เริ่มเดินเครื่องทำงานโดยมีพลังงานปริมาณมหาศาลในระดับที่สามารถทำลายทวีปยุโรปให้หายไปครึ่งค่อนทวีปเป็นตัวเดินเครื่อง

         ทีมนักฆ่าดัดแปลงพันธุกรรมทราบดีถึงการเสียสละของตนเองในภารกิจยับยั้งภัยพิบัติในครั้งนี้ การทำเปิดอุปกรณ์ส่งสัญญาณพิเศษเพื่อบันทึกภาพเหตุการณ์การทำงานของอุปกรณ์เปิดพอร์ทอลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครั้งต่อไป

         ฉันเองก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องหนีเอาชีวิตรอดเพราะไม่ว่าอุปกรณ์นี้จะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว

         สุดท้ายมันก็จำเป็นต้องถูกทำลายลงที่นี่อยู่ดี

         การทำงานของอุปกรณ์เปิดพอร์ทอลสามารถฉีกกระชากให้เกิดช่องว่างมิติได้เพียงเล็กน้อย ทว่ากลับมีมวลพลังงานจำนวนมหาศาลกำลังดูดกลืนอุปกรณ์จนบิดเบี้ยวผิดรูปและแม้จะอยู่ห่างไกลกลับรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดที่มหาศาล ก่อนที่ตัวอุปกรณ์นั้นจะรับไม่ไหวทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรและส่งผลให้ช่องว่างมิติเกิดการขยายตัวชั่วคราวเป็นระยะเวลาชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

         “ปิดมันซะ” เสียงคำสั่งสุดท้ายดังแทรกผ่านอุปกรณ์สื่อสาร

         ฉันทราบดีว่ามันคงเป็นวาระสุดท้ายของตัวเอง แต่กลับไม่รู้สึกเสียใจเลยที่ได้ทำการสละชีวิตในครั้งนี้

         ถ้ามีโอกาสฉันก็อยากจะมีชีวิตที่เป็นของตัวเองดูสักครั้ง

         อธิษฐานกับตัวเองเสร็จฉันก็ทำการจุดชนวนระเบิดที่ติดตั้งไว้ในห้องไฟฟ้าทันที



ความคิดแรกสุดตอนที่เขียนเสร็จ ไอ้องค์กรบ้านี้อีกแล้วเหรอ...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 785 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17,178 ความคิดเห็น

  1. #16796 วายุจัง (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 08:54
    เหมือนอาชีพพ่อครัวจะเป็นงานหลักนะ 55555+
    #16,796
    2
    • #16796-1 Blue Soul(จากตอนที่ 222)
      15 พฤศจิกายน 2563 / 08:54
      ขี้ข้าสารพัด
      #16796-1
  2. #16730 Katana (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2563 / 00:41

    นักฆ่าดัดแปลงระดับสุดยอดนั้นหมายถึงเซรอสใช่ใหม มาจากโลกเดียวกันแน่

    #16,730
    0
  3. #16710 Princewind Kolf Rx (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 20 ตุลาคม 2563 / 14:50
    หรือนี่ จะเป็นกำลังเสริมของเซรอสนะ 555
    #16,710
    0
  4. #16702 ~~//><// ??ไอ้-เหม่ง-บ้า :p ~~ (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2563 / 16:02
    งุ้ยยยไม่ไหวแล้ว อยากอ่านค่ะ
    #16,702
    0
  5. #16680 Banana-in-Potato (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2563 / 01:08
    มีEasterEggเป็นองค์กรเดียวกันกับเซรอสแต่คนละTimeLineอย่างนั้นหรอครับ น่าสนใจๆ
    #16,680
    0
  6. #16679 gtc001bt (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 16 ตุลาคม 2563 / 09:55
    นักรบวิญญาณ. เอเดนนิหว่า
    #16,679
    0
  7. #16678 ภณงับ (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 15 ตุลาคม 2563 / 11:17
    หัวหน้าชมรม วาเลนเซียร์
    ที่ปรึกษาชมรม ผอ. มาเอง
    และเอสของชมรมคือเซรอส

    นอกจากนี้เวลาสมาชิกมีความเห็นไม่ตรงกันจะใช้วิธี โชคุเกคิ ตัดสิน 5555
    #16,678
    0
  8. #16677 Scarletteren (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 23:02
    พออ่านละนึกถึง บียอน ทู โซล
    #16,677
    0
  9. #16676 takdanay (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 18:07
    อยากอ่านต่อ

    เขียนต่อนะคับ
    #16,676
    0
  10. #16675 เต่าน้อยอารมณ์ดี (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 16:29
    แต่งค่ะ
    #16,675
    0
  11. #16674 ImagineSystem (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2563 / 05:34
    เหมือนบทนำเพิ่มตัวละครใหม่ 555
    คงกัดกับเซรอสได้ระดับหนึ่ง
    #16,674
    1
    • #16674-1 วายุจัง(จากตอนที่ 222)
      15 พฤศจิกายน 2563 / 09:01
      นั่นสิค่ะ ตัวละครใหม่เหมือนตอนเปิดตัววาคาบะ
      #16674-1
  12. #16673 เหมียวขนฟู (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 22:45
    องค์กรทรักซังสินะ ส่งคนไปต่างโลก
    #16,673
    0
  13. #16672 draftsman (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 21:59
    ผมนึกว่าเซอรอสจะเอาน้องแมวล้องโหน
    #16,672
    0
  14. #16671 akazeyujin (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 21:49

    องค์กร นี้เหมือนจะคุ้นแต่ก็ไม่คุ้น นะ เอ๊ะ ยังไงซิ
    #16,671
    0
  15. #16670 Fujisou (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 21:37
    อะไร พระเจ้าจะส่งไปอีกคนหรอ ขอตอนยาวๆหน่อยสิ

    ปล.เรื่องนี้ก็โอนะ แต่ขอแบบแฟนตาซี
    #16,670
    0
  16. #16669 boyart28 (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 16:13

    แนวนี้น่าสนใจ แต่ถ้าไม่แฟนตาซีคงเขียนลำบากขึ้นอีกจมหู ดำน้ำบุ๋งๆแน่นอนhttps://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/bb-09.png

    #16,669
    0
  17. #16668 AroVerA (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 13:44
    องค์กรผู้ส่งออกตัวเอกนิยายต่างโลกได้ถือกำเนิดขึ้นในจักรวาลแห่งนี้แล้ว
    #16,668
    1
    • #16668-1 Quercus Robur(จากตอนที่ 222)
      13 ตุลาคม 2563 / 19:13
      ชอบ องค์กรผู้ส่งออกตัวเอกนิยายต่างโลก 5555
      #16668-1
  18. #16667 KasumiRuri (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 12:54
    สมาชิกตี้คนใหม่สินะ
    #16,667
    0
  19. #16666 RazeLosT (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 12:30
    รู้เลยว่าใครจะมาเป็นอาจารย์ประจำชมรม(+นักชิม) 5555
    #16,666
    0
  20. #16665 Sek_082 (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 11:30
    อยากอ่านต่อจากบทนำครับ
    #16,665
    0
  21. #16664 eeyballaL (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 10:43
    นักฆ่าที่เป็นหมายเลข+เป็นเหมือนสัตว์ประหลาดนั่น.. เซรอสใช่ไหมม
    #16,664
    0
  22. #16663 FongWind (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 09:52
    เฮียแกไม่น่ารอดจากชมรมทำอาหาร แต่ก็เอาเครื่องบรรณาการ(อาหารที่ทำ) ไปแลกกับ ผ.อ. ได้นะ
    #16,663
    0
  23. #16662 rocktoon555 (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 09:29
    ปากพาซวยจริงๆ อยากเข้าชมรมนึงแต่ดันต้องอยู่อีกชมรมอย่างเลี่ยงไม่ได้ 555 แต่คงไม่เสียเปล่าหรอกมั้งนะ?

    ปล. เรื่องใหม่นี่จะไปโลกปราณของน้องฉางซีรึปล่าวนะ
    #16,662
    0
  24. #16661 Fikusa (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 09:19
    งานพี่เลี้ยงเด็กทั้งที่เด็กจริงและเป็นเด็กเก๊ ฮ่าๆๆๆ
    #16,661
    0
  25. #16660 Mujitcentes (จากตอนที่ 222)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 09:06
    องค์กรนี่อีกแล้ว คงไม่ใช่ว่าราล์ฟจะเป็นคนสร้างขึ้นมานะ
    #16,660
    0