ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

ตอนที่ 220 : SS3 Episode Sixty-Five : โคลน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10,767
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,122 ครั้ง
    15 ก.ย. 63

SS3 Episode Sixty-Five

 

         พิจารณาจากสภาพอากาศในตอนเช้าดูเหมือนว่าอีกไม่นานก็จะมีฝนตกโปรยปรายลงมาอย่างแน่นอน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กสาวจากบ้านแอชเชอร์ทั้งสามคนพยายามแย่งลำดับการใช้ห้องน้ำกันอย่างรีบร้อน เป็นเรื่องปกติที่คนตื่นก่อนมีสิทธิ์ในการใช้ห้องอาบน้ำเป็นคนแรกแต่การที่ทั้งบ้านมีห้องสุขาเพียงห้องเดียวทำให้เกิดปัญหาในการใช้งานขึ้น สำหรับฟรานนั้นไม่น่าจะมีปัญหาเพราะเธอสามารถลงไปใช้งานห้องสุขาที่อยู่ห้องใต้ดินได้ แต่ไม่ใช่กับวาคาบะที่ไม่ทราบว่าบ้านหลังนี้มีความลับที่ยิ่งใหญ่ซุกซ่อนอยู่

         ตอนนี้เซรอสอยู่ในห้องครัวและกำลังรับหน้าที่เตรียมอาหารเช้าให้กับทุกคน เขาสวมผ้ากันเปื้อนสีครีมปักลวดลายของสิงโตที่ดูบ๊องแบ๊วผิดกับภาพลักษณ์ที่ภายนอกดูสุขุมและเยือกเย็น ทว่ายามนี้เขาแทบจะไม่ต่างอะไรกับผู้ปกครองแสนดีคนหนึ่ง

         “ยายเด็กพวกนี้นี่สั่งของแต่ละอย่างมันทำง่ายซะที่ไหนกันล่ะ” เซรอสบ่นงึมงำ มองดูใบรายการอาหารเที่ยงที่แต่ละคนรีเควสต์อาหารที่อยากจะกินในวันนี้ “ยายซาริอยากจะกินข้าวผัดที่มีแครอทเป็นธีมหลัก ฟรานอยากกินอาหารมังสวิรัติที่มีรสชาติแปลกใหม่ วาคาบะเป็นชุดอาหารเบนโตะกับซุปสาหร่ายคอมบุเต้าหู้ไข่ แล้วก็อีกคนเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องไม่น้อยหน้าไปกว่าอีกสามคนที่เหลือสินะ”

         วัตถุดิบสำหรับทำอาหารตามรายการที่สั่งถูกนำออกมาวางกองอยู่บนโต๊ะก่อนจะเริ่มจัดลำดับการปรุงอาหารทีละอย่างเพื่อให้เสร็จทันเวลาพอดี นอกจากข้าวกล่องมื้อเที่ยงแล้วก็ยังต้องเตรียมอาหารเช้าสำหรับสี่คนกับอีกหนึ่งตัวทำให้งานในตอนเช้าค่อนข้างวุ่นวายมากจริงๆ

         ประตูบานเลื่อนของห้องโถงเปิดออกและฟรานที่สวมใส่ชุดวอร์มสำหรับออกกำลังกายเดินกลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับสุนัขป่าตัวใหญ่ที่วิ่งพรวดตามหลังมาแบบติดๆ และวิ่งมานั่งกระดิกหางทำตัวประหนึ่งสุนัขแสนเชื่องเพื่อรอรับอาหารเช้า

         “เธอควรพามันไปอาบน้ำสักหน่อย กลิ่นสาบเริ่มแรงแล้ว”

         “อือ” ฟรานรับคำอย่างว่าง่าย

         “กว่าอาหารเช้าจะเสร็จก็อีกสักพัก มีไข่ ไส้กรอก เบคอน ขนมปัง กับสลัดอยากได้แบบไหน?”

         “เบคอน ไข่ กับสลัดผลไม้”

         “และไข่แดงต้องสุกแบบทั่วถึง” เซรอสจำได้ว่าฟรานชอบกินไข่ดาวแบบไหนและเขาไม่ปฏิเสธที่จะตอบสนองความต้องการนั้น ก่อนจะหันไปตะโกนถามเด็กสาวชาวญี่ปุ่นที่กำลังยืนล้างหน้าแปรงฟันอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ “แล้วเธอล่ะอยากได้แบบไหน”

         อิจิโนะเสะ วาคาบะยื่นหน้าออกมาโดยมียาสีฟันฟอกอยู่ทั่วทั้งปากก่อนที่เธอจะบ้วนมันทิ้งแล้วตอบ

         “ไข่ดาวมะตูมแบบมิเดียมแรร์ ไข่ขาวไม่เกรียม ไส้กรอก เบคอน กับขนมปังปิ้ง”

         “นี่ไม่ใช่ร้านอาหารตามสั่งนะ ถ้าจะสั่งขนาดนั้นเธอควรออกมาทำเอง”

         “ฉันพอจะทำราเม็งเป็นอยู่นะ ถ้าคุณลุงมีวัตถุดิบให้น่ะ”

         “น่าเสียดายที่โลกนี้ไม่มีเส้นราเม็งแบบที่เธอต้องการ แต่ถ้าเป็นเส้นสปาเกตตีล่ะก็มีให้แน่”

         “และนั่นเป็นเหตุผลที่คุณลุงต้องเป็นคนทำอาหารเช้านี้ยังไงล่ะ” วาคาบะยิ้มเผล่ราวกับได้รับชัยชนะในการโต้เถียงครั้งนี้

         ความจริงแล้วก่อนหน้านี้วาคาบะค่อนข้างเป็นกังวลอย่างมากว่าจะไม่สามารถเข้ากับเซรอสที่มีนิสัยสุขุมเยือกเย็นได้จึงระมัดระวังคำพูดและการกระทำของตัวเองไม่ให้เผลอลามปามใส่อีกฝ่ายและถูกตำหนิเรื่องไร้มารยาท ไม่เพียงแต่เซรอสจะไม่ถือสาหาความเรื่องที่เธอชอบล้อเลียนผู้ใหญ่ กลับกันเขามองว่ามันเป็นเพียงแค่การหยอกล้อเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์เท่านั้น นอกจากเขายังคอยดูแลชีวิตและความเป็นอยู่ของเธออย่างดีเพื่อให้ปรับตัวเข้ากับโลกใบนี้ได้ในที่สุด

         พอคิดว่าบ่นไปก็เสียเวลาเปล่าจึงเริ่มขยับมือจัดเตรียมวัตถุดิบอาหารอย่างรวดเร็ว ข้อดีของการมีอุปกรณ์และเครื่องครัวที่ค่อนข้างทันสมัยจึงไม่เสียเวลามากนักในการเตรียมอาหารเช้า ถึงข้อเสียจะเป็นการที่อาหารเหล่านั้นจะขาดเอกลักษณ์อย่าง กลิ่น ของควันฟืนแต่อย่างน้อยรสชาติของมันก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอาหารที่ถูกเตรียมด้วยพ่อครัวฝีมือระดับมิชลิน

         ระหว่างที่เซรอสกำลังวุ่นวายอยู่กับการเตรียมอาหารเช้าและทำข้าวกล่อง เสียงระรื่นท่าทางสนุกสนานดังออกมาจากห้องอาบน้ำที่เด็กทั้งสามคนกับอีกหนึ่งตัวตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำพร้อมกัน คงตั้งแต่ที่วาคาบะได้รับแหวนเวทภาษามาจากผู้อำนวยการอินโนเซนเทียร์เธอก็คุยจ้อไม่หยุดและเข้ากันได้ดีมากกับซาริที่จ้อเก่งไม่แพ้กัน บทสนทนาของทั้งสองคนตลอดทั้งคืนนั้นส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีสาระแทบทั้งสิ้น บางทีอาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ถึงอยากจะพูดแต่ก็มีอุปสรรคด้านภาษาขวางกั้น มาตอนนี้พอแก้ปัญหาได้แล้วก็กลายเป็นว่าคนในบ้านไม่มีใครที่ชอบคุย

         ไม่น่าแปลกใจที่วาคาบะจะเข้ากันได้ดีกับซาริที่เพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกันอย่างเต็มที่ในคืนแรกหลังจากกลับมา

         ประตูห้องอาบน้ำเปิดออกพร้อมกับสุนัขป่าตัวใหญ่วิ่งพรวดออกมาจากห้องน้ำ ขนของมันถูกเป่าด้วยลมร้อนจนแห้งหมาดๆ แต่มันก็ยังเลือกที่จะไปสะบัดขนตัวเองที่กลางห้องโถงนั่งเล่น

         “เคยบอกแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้มาสะบัดขนที่ห้องนี้น่ะ”

         เพียงแค่เซรอสเอ่ยปากเฟนริลก็สะดุ้งและเริ่มหวาดระแวง มันสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่ร้ายกาจราวกับเทพแห่งความตายทิ่มแทงใส่จนสติแทบจะเตลิดอยู่รอมร่อ ขาของมันสั่นพับๆ และเริ่มที่จะยืนไม่มั่นคงจนกระทั่งฟรานเดินตามออกมาจากห้องน้ำจิตสังหารนั่นก็พลันหายไป

         ตอนนี้มันทำได้เพียงจ้องมองชายหนุ่มที่ส่งสายตาดุร้ายมาและนั่งลงอย่างสงบเสงี่ยมไม่หลงเหลือมาดความร้ายกาจเดิมของมัน

         ฟรานสวมชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเซเวียร์สาขาเวทมนตร์ของเมื่อปีที่แล้วได้อย่างพอดิบพอดี ต่างกันก็เพียงตราที่ปกคอเสื้อนั้นเป็นของนักเรียนชั้นปีที่สองและมีการประทับวงเวทเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มีบุคคลภายนอกแอบปลอมแปลงได้

         “เป็นยังไง?” ฟรานถามความเห็น สะบัดผ้าคลุมไหล่กางออกเพื่อให้เซรอสได้พิจารณา

         “ไม่เลวเลย เหมาะกับเธอดี”

         สักพักหนึ่งก็มีร่างสีขาววิ่งพรวดออกมาจากห้องอาบน้ำ เธอสวมใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเซเวียร์เช่นกันเพียงแต่เป็นของสาขานักรบที่ไม่มีผ้าคลุมไหล่ รวมไปถึงตราบนปกคอเสื้อที่ปักกลับหัวและยังเบี้ยวดูขัดตา

         “แย่แล้วเจ้าค่ะท่านเซรอส เสื้อตัวนี้มันคับมากเจ้าค่ะ” ซาริวางมือทาบลงบนอกและชี้ตำแหน่งที่รู้สึกอึดอัดให้ดู

         โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้มีสายตาที่แสดงความไม่พอใจกำลังจับจ้องอยู่

         เซรอสพิจารณาดูรูปร่างของซาริที่เหมือนว่าจะเติบโตขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว โดยเฉพาะความสูงที่น่าจะเพิ่มขึ้นมาประมาณห้าเซนติเมตรได้และด้วยการควบคุมอาหารกับการแนะนำให้ออกกำลังกายเฉพาะส่วนมันทำให้รูปร่างของมนุษย์กระต่ายขาวมีความสมส่วนมากยิ่งขึ้น

         “เอาเป็นว่าวันหยุดคราวหน้าฉันจะพาเธอไปตัดชุดนักเรียนตัวใหม่ก็แล้วกัน ยังไงก็อดทนใส่ชุดที่มีอยู่ไปก่อน”

         เด็กหญิงเอลฟ์ยกมือทาบอกที่แบนราบและมองมนุษย์กระต่ายขาวด้วยสายตาขุ่นเคืองอยู่ในใจ

         บนโต๊ะอาหารตอนนี้มีอาหารเช้าของแต่ละคนถูกจัดวางเอาไว้ ตำแหน่งที่นั่งล้วนถูกกำหนดเอาไว้ตามความเคยชินจึงไม่มีปัญหาอย่างการนั่งทับที่คนอื่น ฟรานเดินไปที่ตู้เย็นและเลือกหยิบเครื่องดื่มน้ำผลไม้กับน้ำเปล่าแช่เย็นมาอย่างละหนึ่งเหยือกเนื่องจากว่าวาคาบะไม่ค่อยชอบดื่มน้ำผลไม้สักเท่าไหร่ ซาริไม่พูดพร่ำทำเพลงและรีบจัดการกับแครอทสดใหม่เป็นอย่างแรก วาคาบะมองดูอาหารเช้าสไตล์อเมริกันบนจานของตัวเองและเห็นไข่ดาวแฝดแบบยางมะตูมที่ตนเองชื่นชอบก็จัดการปรุงแต่งหน้าตาด้วยซอสแล้วเริ่มลงมือทานอย่างเอร็ดอร่อย

         เนื้อย่างน้ำผึ้งระดับมิเดียมแรร์ที่เป็นอาหารเลิศหรูในร้านอาหารสำหรับพวกขุนนางที่ร่ำรวย บัดนี้มันได้ถูกคีบใส่ชามของสุนัขป่าที่วางอยู่บนพื้นและถูกกัดกินอย่างละเมียดละไม หากบรรดาขุนนางมีโอกาสได้เห็นอาหารการกินของสุนัขป่าตัวนี้ย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดมากแน่ๆ เพราะในขณะที่พวกเขาต้องพยายามอย่างมากเพื่อจองที่นั่งสำหรับทานเนื้อย่างน้ำผึ้งในร้านอาหารสุดหรู สุนัขป่าตัวนี้กลับทำเพียงแค่นั่งทำตัวดีๆ ก็มีให้มันกินแทบจะทุกมื้อ

         “แล้วคุณลุงไม่กินมื้อเช้าเหรอ?” วาคาบะถาม

         “สำหรับฉันแค่นี้ก็พอ” เซรอสตอบ หยิบไข่ลวกมาตอกใส่แก้วหน้าตาเฉยประมาณสิบใบก่อนจะกระดกดื่มต่อหน้าของเด็กสาว

         เพียงพอแล้วที่วาคาบะจะรู้สึกพะอืดพะอมอยู่หน่อยๆ เนื่องจากก่อนหน้านี้เธอเคยมีความคิดอยากจะลองกินข้าวราดไข่ดิบที่ทำได้ง่ายมากแต่กลับกลายเป็นว่าไข่ของต่างโลกนั้นไม่สามารถกินดิบได้เหมือนไข่ของประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านกระบวนการต่างๆ มาเป็นที่เรียบร้อย

         ประมาณสิบนาทีต่อมาข้าวกล่องมื้อเที่ยงของแต่ละคนก็ทำเสร็จ เซรอสปิดผนึกกล่องเพื่อรักษาอุณหภูมิความร้อนให้คงที่ตลอดทั้งวันซึ่งกล่องข้าวเหล่านี้เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีอยู่ในโลกของเขา ครั้งแรกที่วาคาบะได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของมันก็อดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้เพราะในโลกของเธอที่เป็นเหมือนโลกคู่ขนานไม่ได้มีเทคโนโลยีเช่นนี้และแต่ก็ยังพอจะรักษาอุณหภูมิได้ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หากมีสิ่งนี้ในโลกของเธอก็คงไม่ต้องลำบากไปแอบใช้ไมโครเวฟของชมรมคหกรรมเพื่ออุ่นอาหารทุกวัน

         ทำหน้าที่ของตนเองเสร็จแล้วเซรอสก็รีบไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนักเรียน ด้วยภาพลักษณ์ของเซรอสที่ยังดูหนุ่มแน่นและมีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่จึงไม่แปลกเลยที่เพียงแค่จัดแต่งทรงผมอีกสักเล็กน้อยก็สามารถครองใจหญิงสาวส่วนใหญ่ได้ไม่ยากเย็น นอกจากนี้เขายังมีความสุขุมเยือกเย็นเป็นบุคลิกในแบบที่สามารถพึ่งพาได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามการที่ต้องสวมบทบาทเป็นนักเรียนคนหนึ่งภายใต้เงื่อนไขที่ห้ามโดดเด่นจนเกินไปเขาจึงต้องปรับเปลี่ยนบุคลิกให้เหมาะสมกับฐานะในปัจจุบัน

         “หล่อชะมัด” เด็กสาวชาวญี่ปุ่นพึมพำ

         ถึงจะพักอยู่ด้วยกันมาเป็นระยะหนึ่งแล้วก็ตาม แต่ในมุมมองของเธอเห็นเซรอสเป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือ บางครั้งก็สามารถพูดคุยหยอกล้อกันได้แต่ก็จะมีขอบเขตที่ไม่คิดจะก้าวข้ามเส้นนั้นไปโดยเด็ดขาด ไม่คิดเลยว่าเพียงแค่การเปลี่ยนเครื่องแบบกับบุคลิกอีกเล็กน้อยก็ทำให้เซรอสเปลี่ยนไปเป็นอีกคนที่คล้ายกับว่าอายุไม่ได้ห่างกันมากนัก

         “มัวพึมพำอะไรของเธอ ถ้าเราไม่รีบออกเดินทางกันตอนนี้จะไปงานปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ไม่ทัน”

         งานปฐมนิเทศนักเรียนใหม่เป็นกิจกรรมของการเปิดเรียนในวันแรก ในฐานะของรุ่นพี่นักเรียนปีสองย่อมต้องมีหน้าที่คอยดูแลและให้คำแนะนำกับนักเรียนใหม่ซึ่งคาดว่าคงมีการแต่งตั้งกันล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว การเข้าร่วมกิจกรรมนี้จึงถือเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งเพื่อรับทราบเกี่ยวกับแนวทางการเรียนการสอนที่ปรับเปลี่ยนทุกปีเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึง แน่นอนว่านักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจถึงความสำคัญของงานปฐมนิเทศและมองว่ามันเป็นกิจกรรมรวมตัวที่แสนจะน่าเบื่อ

         การเดินทางไปยังโรงเรียนเวทมนตร์เซเวียร์จากบ้านแอชเชอร์ค่อนข้างใช้เวลาพอสมควร ถ้าต้องเดินเท้าไปก็อาจจะไปถึงหน้าประตูโรงเรียนได้ทันฉิวเฉียดแต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่ค่อยเป็นใจสักเท่าไหร่ทำให้เซรอสต้องยอมควักกระเป๋าใช้บริการรถม้าเดินทางไปโรงเรียนแทน ซาริเคยนั่งรถม้าอยู่หลายครั้งและด้วยนิสัยที่ซุกซนเป็นธรรมดาที่มือจะอยู่ไม่สุขชอบงัดแงะหาระบบที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้อยู่เสมอ เพียงแต่รถม้าคันนี้ไม่ใช่ของเซรอสจึงเป็นเพียงแค่รถม้าธรรมดา ยิ่งไปกว่านั้นซาริผ่านการฝึกอบรมจากตระกูลเรเบียสมาแล้วจึงไม่ได้ทำเหมือนที่ผ่านมาอีก

         เกวียนรถม้าหยุดจอดรับผู้โดยสารตามป้ายและมีคนขึ้นมาทีละคนสองคน มีทั้งสาวใช้ที่ออกมาจ่ายตลาดและต้องเดินทางกลับก่อนที่ฝนจะตก พ่อบ้านที่ต้องรีบไปทำธุระที่อีกฟากหนึ่งของเมือง และนักเรียนโรงเรียนเซเวียร์ที่เลือกจะพักอาศัยอยู่ข้างนอก

         การเป็นนักฆ่ามือพระกาฬทำให้เซรอสมีสัมผัสที่หกรับรู้ได้ถึงการถูกจ้องมองโดยใครบางคนค่อนข้างดีมาก เจ้าของสายตาคู่นั้นเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนโรงเรียนเซเวียร์สาขานักรบ ตราสัญลักษณ์ที่ประดับอยู่บนปกเสื้อบ่งบอกว่าเป็นนักเรียนใหม่ของปีนี้

         “กระต่ายขาว?” นักเรียนโรงเรียนเซเวียร์คนนั้นพึมพำหลังได้พบกับซาริ

         “หรือว่าเธอจะเป็น กระต่ายบ้าเลือด ที่สามารถโค่นอัศวินได้ในการทดสอบ”

         ฉายา กระต่ายบ้าเลือด นั้นเกิดขึ้นหลังจากงานประลองเวทมนตร์โดยมีสาเหตุมาจากอาการบ้าคลั่งของซาริที่พยายามฉีกทึ้งเด็กหนุ่มคู่ประลองหลังจากที่พวงหางแสนรักถูกตัดจนเว้าแหว่งไม่สวยงาม ส่วนเรื่องที่สามารถโค่นอัศวินได้ในการทดสอบนั้นเป็นเหมือนตำนานของการทดสอบเข้าโรงเรียนที่ใช้เป็นการโฆษณาประมาณว่า การทดสอบที่แสนง่ายแม้แต่กระต่ายก็ยังผ่านได้ ทำให้พวกนักเรียนที่มาสมัครสอบล้วนถูกกดดันจากเรื่องนี้

         “ซาริไม่ได้เป็นกระต่ายบ้าเลือดสักหน่อยนะเจ้าคะ” ซาริเถียงกลับ

         “ส่วนเธอคงจะเป็นจอมเวทเอลฟ์อัจฉริยะคนนั้น ฟราน แอชเชอร์” เด็กหนุ่มตอบอย่างมั่นใจ การที่เขาสามารถรู้เรื่องพวกนี้ได้นั่นก็หมายความว่าเขาเป็นคนที่ค่อนข้างกว้างขวางพอสมควร “ส่วนคุณก็คงจะเป็นใครกันล่ะ?”

         ไม่น่าแปลกที่นักเรียนใหม่จะไม่มีใครรู้จักตัวตนของเซรอสในโรงเรียน นั่นเป็นเพราะเขาพยายามอย่างมากเพื่อที่จะหลบซ่อนตัวอยู่ภายใต้เงาของฟรานและซาริที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโรงเรียนเวทมนตร์ คะแนนการทดสอบประจำปีของเขาก็อยู่ในระดับปานกลางอีกทั้งยังไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมชมรมของทางโรงเรียนเลยสักครั้ง ถ้าจะมีใครสักคนที่จดจำเขาได้ขึ้นใจหากไม่นับรวมคนที่อยู่ในชั้นปีเดียวกันก็มีเพียงแค่อัศวินศักดิ์สิทธิ์เดลฟีโอน่าเท่านั้น

         “คนรู้จักเหรอ?” วาคาบะกระซิบถาม

         “หมอนี่เป็นใครฉันยังไม่รู้เลย” เซรอสตอบ

         นักเรียนหนุ่มคนนั้นตัดสินใจเลือกจะนั่งที่ฝั่งตรงกันข้ามกับพวกเซรอสเพื่อหาโอกาสทำความรู้จัก ไม่ว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายนั้นจะเป็นอะไรก็ตามแต่เซรอสค่อนข้างมั่นใจมากว่าไม่น่าจะใช่เจตนาที่ดีนัก ต้องไม่ลืมว่าคนบนโลกนี้ส่วนใหญ่เพื่อรักษาอำนาจให้มั่นคงจึงให้ความสำคัญกับเส้นสายและความสัมพันธ์ต่อคนที่อาจจะมีอนาคตที่ก้าวหน้า ยิ่งฟรานได้แสดงผลงานเป็นที่ประจักษ์ถึงความเป็นอัจฉริยะด้านเวทมนตร์ด้วยแล้ว หากสานความสัมพันธ์ที่ดีด้วยได้ก็จะเป็นการรับประกันได้ว่าในอนาคตเขาจะมีจอมเวทที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุน

         “ผมเป็นนักเรียนเข้าใหม่ของปีนี้ชื่อ โดแวน มาจากตระกูลน็อกส์”

         น็อกส์? เซรอสคิดในใจ

พยายามนึกย้อนถึงข้อมูลผังรายชื่อตระกูลที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นการซึ่งในจำนวนดังกล่าวนั้นมีตระกูลน็อกส์รวมอยู่ด้วย แต่พวกเขาเป็นขุนนางที่เพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งเมื่อประมาณห้าปีก่อนและปัจจุบันยังไม่ได้มีผลงานความสำเร็จที่จับต้องได้ ส่วนสาเหตุที่ตระกูลน็อกส์ได้รับการแต่งตั้งมาจากการร่วมมือกันในการปกป้องเมืองจากเหตุการณ์การ ปะทุ ของดันเจี้ยนแห่งหนึ่ง ทำให้มอนสเตอร์ที่ควรจะอยู่ภายในหลุดออกมาก่อหายนะข้างนอกได้

จะอย่างไรก็ตามการกระทำของโดแวนก็ไม่ได้มีความผิดร้ายแรง เขาเพียงต้องการปกป้องตระกูลด้วยวิธีการสานความสัมพันธ์กับอัจฉริยะอย่างฟราน ถ้าการหลอกลวงเพื่อสานความสัมพันธ์ในฐานะมิตรสหายเป็นความผิดก็คงต้องนับรวมวาเลนเซียร์กับเลธิเซียที่ปกปิดสถานะของตนเองเพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้เข้าไปด้วย

นอกจากนี้เซรอสที่ทำเรื่องแบบเดียวกันก็ไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินว่าการกระทำของอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่ผิด

“เซรอส แอชเชอร์ครับ” เขาแนะนำตัวเองอย่างสุภาพให้เกียรติอีกฝ่ายที่เป็นถึงขุนนาง

พอเห็นว่าวาคาบะก็อยากจะมีส่วนร่วมในบทสนทนานี้ด้วยก็แอบเตะเท้าและส่งสายตาห้ามปรามที่ดูเป็นธรรมชาติเพื่อไม่ให้เธอเปิดเผยความสัมพันธ์จนนำมาซึ่งปัญหาวุ่นวาย หากสถานะของวาคาบะที่เป็นคนจากต่างโลกถูกเปิดโปงย่อมส่งผลกระทบต่อเซรอสไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

         เด็กหนุ่มที่ชื่อโดแวน น็อกส์คนนี้หากไม่นับเรื่องที่ทำตัวน่าสงสัยและเข้ามาตีสนิทกับพวกเซรอสก็นับได้ว่าเป็นเด็กที่ไม่เลวเลย ตลอดทางที่มุ่งหน้าไปยังโรงเรียนเซเวียร์นั้นมีเพียงโดแวนเท่านั้นที่สามารถหาเรื่องมาพูดคุยได้ไม่รู้จบ หากนำมาเปรียบกับซาริที่ได้ชื่อว่าเป็นนักจ้อที่หยุดได้ยากแล้วดูเหมือนว่าโดแวนจะยืนหนึ่งในเรื่องนี้ สังเกตได้เลยว่าคนบนตู้รถม้าก็คงจะรู้สึกเอือมระอาอยู่เหมือนกันแต่พวกเขาพยายามเก็บซ่อนสีหน้าความไม่พอใจเพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าของเจ้านายที่ให้การรับใช้อยู่

         “ไม่เหนื่อย?” ฟรานถามขัดการเล่าเรื่องของโดแวนที่ฟังแล้วค่อนข้างไร้สาระอยู่บ้าง

         “เอ่อ” โดแวนที่ถูกขัดถึงกับไปต่อไม่เป็น ทั้งที่อุตส่าห์พยายามเลียนแบบวิธีการสานความสัมพันธ์จากพวกผู้ใหญ่ที่เคยมาร่วมงานเลี้ยงเพราะคิดว่าการพูดคุยจะช่วยให้สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็วแล้วแท้ๆ

         “ทุกคน ไม่ชอบ”

         หากไม่ได้ต้องการรักษาหน้าของโดแวนในที่สาธารณะเชื่อได้เลยว่าคำพูดของฟรานจะต้องรุนแรงมากกว่านี้เป็นแน่

         และด้วยคำพูดสั้นๆ ของเด็กหญิงเอลฟ์ทำให้ความสงบในตู้โดยสารกลับคืนมาเป็นปกติอีกครั้ง โดแวนอย่างน้อยก็มีความตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตนเองหลังจากกล่าวขอโทษขอโพยทุกคนที่สร้างความเดือดร้อนเขาก็ไม่ได้พูดคุยกับใครอีกตลอดทาง

         บนหลังคาตู้โดยสารมีเสียงเม็ดฝนที่ตกกระทบดังเปาะแปะบ่งบอกว่าฝนที่กำลังโปรยปรายอยู่ตอนนี้ไม่ได้หนักมากจนต้องหยุดเดินรถเป็นการชั่วคราว ผู้โดยสารที่นั่งเบียดเสียดกันอยู่ต่างก็นำเสื้อคลุมออกมาเตรียมไว้ให้พร้อมมันเป็นเพียงแค่เสื้อคลุมธรรมดาที่อย่างน้อยก็พอจะช่วยป้องกันฝนได้ระดับหนึ่ง บางคนก็เป็นเสื้อคลุมเวทมนตร์ที่ผ่านการประทับวงเวทที่ช่วยป้องกันฝนได้ซึ่งเป็นของที่มีราคาสูงมากในตลาดและมีการผลิตออกมาในจำนวนน้อย และหากสืบย้อนประวัติความเป็นมาของเสื้อคลุมเวทมนตร์นั้นจะพบว่ามันเป็นหนึ่งในผลงานการวิจัยของนักเรียนโรงเรียนเวทมนตร์เซเวียร์

         เกวียนรถม้าจอดลงที่หน้าป้ายห่างจากโรงเรียนเวทมนตร์เซเวียร์ประมาณสองร้อยเมตร โดแวนนั่งอยู่ติดกับประตูมากที่สุดจึงต้องเดินลงไปเป็นคนแรกซึ่งเขาสวมผ้าคลุมธรรมดาทำให้ต้องรีบวิ่งผ่านประตูโรงเรียนไปให้ไวที่สุด เมื่อเห็นโดแวนจากไปแล้วเซรอสก็แจกจ่ายเสื้อคลุมกันฝนให้กับพวกเด็กๆ นำไปสวม ถ้าเปรียบเทียบกับเสื้อคลุมเวทมนตร์แล้วสิ่งนั้นจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันเม็ดฝนที่ครอบคลุมกว่า ถึงอย่างไรเสื้อคลุมกันฝนของเซรอสก็เป็นแค่ของธรรมดาที่อาจจะมีเปียกบ้างบริเวณใบหน้า แขน และขา

         ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าโรงเรียนก็สังเกตเห็นเกวียนรถม้าหรูหราของขุนนางน้อยใหญ่ไปหยุดจอดบริเวณที่ใกล้กับประตูโรงเรียนมากที่สุด ด้วยกฎระเบียบที่ไม่อนุญาตให้นำรถม้าเข้าไปโดยพลการถึงจะมีกระแสต่อต้านอยู่บ้างในช่วงแรกแต่บทลงโทษของโรงเรียนเซเวียร์ก็เป็นของจริงที่สามารถไล่ออกได้ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นี่จึงเป็นข้อเสียอย่างหนึ่งในกรณีที่ไม่ต้องการใช้บริการหอพักนักเรียนแต่ก็ต้องแลกกับความยากลำบากในการเดินทางมาเรียนแทน

         เกวียนรถม้าเล่มหนึ่งที่วิ่งมาด้วยความเร็วเหยียบเข้ากับแอ่งน้ำจนกระเด็นใส่คนที่เดินอยู่ริมทาง ผู้โชคร้ายนั้นเป็นซาริที่กำลังวิ่งนำหน้าแข่งกันเข้าประตูโรงเรียนกับฟรานที่ไม่ได้มีความคิดอยากจะแข่งขันด้วย ตอนนั้นเองที่ฟรานยื่นมือออกไปและประกอบเวทมนตร์ขึ้นมาใช้งานในชั่วพริบตา กำแพงลมที่ถูกสร้างขึ้นมาแบบลวกๆ สามารถป้องกันซาริจากน้ำโคลนได้แต่ไม่ทั้งหมดเพราะมีบางส่วนที่เล็ดลอดผ่านไปได้กระเด็นไปโดยเสื้อกันฝนกับใบหน้าอีกนิดหน่อย

         เกวียนรถม้าเล่มนั้นจอดลงที่ประตูหน้าทางเข้าก่อนที่สารถีจะเดินลงมาเปิดประตูให้อย่างสุภาพ เด็กหญิงอายุประมาณสิบสามปีสวมเครื่องแบบนักเรียนสาขาเวทมนตร์ก้าวลงจากรถม้าด้วยกิริยาที่แสนจะเย่อหยิ่ง ดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้ใส่ใจเลยว่าการรีบเร่งเดินทางในครั้งนี้จะก่อความเดือดร้อนให้กับคนที่เดินผ่านไปมาหรือไม่ เห็นแบบนี้แล้วก็ไม่แปลกที่ฟรานแสดงความไม่พอใจออกมาและต้องการจะเอาเรื่องกับอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด

         “ใจเย็นก่อนฟราน” เซรอสห้ามปราม ไม่บ่อยนักที่จะเห็นฟรานแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดแบบนี้ออกมา

         “ทำไมล่ะ?”

         “การที่เด็กคนนั้นแสดงท่าทางเย่อหยิ่งไม่ได้หมายความว่าเหตุการณ์นี้เป็นความตั้งใจของเธอที่อยากจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นหรอกนะ ฝนที่ตกลงมาทำให้ทัศนวิสัยที่สารถีมองเห็นค่อนข้างแย่มาก อีกทั้งความไม่ชำนาญเส้นทางเลยไม่รู้ว่าพื้นที่แถบนี้มีแอ่งหลุมที่จะเกิดเป็นแอ่งโคลนเวลาฝนตก เหตุการณ์นี้เป็นแค่อุบัติเหตุที่ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นและถ้าถามฉันว่าเรื่องนี้ผิดที่ใครก็คงตอบได้แค่ว่าเป็นซาริที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือมากกว่า”

         เซรอสต้องการให้ฟรานเติบโตขึ้นโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวที่ให้ความสำคัญกับครอบครัวเหนือสิ่งอื่นใด ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะมีความผิดกันทั้งสองฝ่ายแต่มันก็ไม่ได้ร้ายแรงถึงขนาดที่ต้องเอาเรื่องถึงที่สุด นอกจากนี้ซาริก็ไม่ได้รับบาดเจ็บด้วยซ้ำมีเพียงแค่โคลนที่เลอะใบหน้าและล้างออกได้ง่ายด้วยน้ำสะอาด

         “พวกเรารีบไปกันเถอะ ขืนยังอยู่ตรงนี้ไม่แน่ว่าอาจจะมีเหตุการณ์แบบเมื่อสักครู่นี้เกิดขึ้นอีกก็ได้”

         “อือ” ฟรานถึงจะไม่ค่อยพอใจที่ถูกห้าม แต่พอใจเย็นลงและได้ไตร่ตรองอีกครั้งก็เห็นว่าสิ่งที่เซรอสพูดมานั้นเป็นความจริง

         ถนนหน้าประตูทางเข้าสู่โรงเรียนมีเกวียนรถม้าจอดอยู่เยอะมากและทุกคนที่ก้าวลงจากรถม้าต่างก็รีบวิ่งเข้าโรงเรียนอย่างรีบร้อน สำหรับคนที่มีเสื้อคลุมเวทมนตร์กันฝนก็เดินเข้าโรงเรียนตามปกติ จนกระทั่งก้าวผ่านข้ามธรณีประตูโรงเรียนมาได้ก็พบว่าภายในนี้ได้รับการปกป้องจากเวทมนตร์และไม่ได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกโปรยปรายลงมาอย่างหนักจากข้างนอก คนที่เป็นนักเรียนใหม่ไม่แปลกที่จะตกตะลึงหลังได้พบกับข่ายเวทมนตร์ที่ปกคลุมทั่วพื้นที่โรงเรียน ทำให้แม้จะเป็นฤดูฝนแต่ก็ยังสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้เหมือนวันปกติ

         มิหนำซ้ำมันยังเป็นเวทมนตร์แบบเดียวกันกับที่ใช้ติดตั้งในพระราชวังเพื่อใช้ปกป้องคุ้มกันยามเกิดหายนะที่ร้ายแรง

         มันจึงไม่ใช่เวทมนตร์ที่ควรนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกอย่างพร่ำเพรื่อเพราะการเปิดใช้งานแต่ละครั้งต้องพึ่งพาพลังเวทมนตร์ปริมาณมหาศาลอย่างมาก

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.122K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

17,178 ความคิดเห็น

  1. #16794 วายุจัง (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 / 07:51
    ระดับอินโนเซนเทียร์ แค่นี้ไม่ระคายพลังเวทที่เธอมีด้วยซ้ำค่ะ 55+
    #16,794
    0
  2. #16652 YukiKiyu (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2563 / 06:07
    ปีนี้เซลอสจะมีสาวน้อยมาสนใจบ้างมั้ยน้อ
    #16,652
    0
  3. #16645 ชากุหลาบอุ่นอุ่น (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2563 / 20:26

    สนุกมากเลยค่ะ ชอบมากๆ
    #16,645
    0
  4. #16612 ~~//><// ??ไอ้-เหม่ง-บ้า :p ~~ (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 25 กันยายน 2563 / 15:53
    ชอบผ้ากันเปื้อนของพ่อบ้านเลี้ยงต้อย
    #16,612
    0
  5. #16608 Fujisou (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 21:28
    อยากอ่านต่อเร็วๆ รีบมานะ
    #16,608
    0
  6. #16607 Hitofish (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 23 กันยายน 2563 / 04:03
    เอื้อ อยากอ่านอีก
    #16,607
    0
  7. #16606 อ้นคุง_ (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 20 กันยายน 2563 / 22:48

    ขอบคุณครับ

    #16,606
    0
  8. #16604 หมาป่าเดียวดาย (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 17 กันยายน 2563 / 12:53
    ความ สโลวไลฟ์กลับมาแล้ว วะฮะะะะ -ความเครียมก่อนหน้าจงหายไปให้หมด -3-
    #16,604
    0
  9. #16602 Rhythm (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 15:27
    ปีนี้คงวุ่นวายน่าดูเลยเพราะมีขุนนางเข้ามาเรียนเยอะขึ้น
    #16,602
    0
  10. #16601 Mena (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 14:35

    พวกเอลฟ์ยังไม่มีบท

    #16,601
    0
  11. #16600 นักอ่านสายขาว (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 16 กันยายน 2563 / 03:28
    เอาเวทกันภัย มากันฝน ไม่opจริงทำไม่ได้ สมกับเป็นบอสลับ
    #16,600
    0
  12. #16599 Fikusa (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 20:24
    รับน้องกันสนุกแน่
    #16,599
    0
  13. #16598 Bewtii006 (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 20:23

    ขอบคุณค่ะมาอัพเร็วๆนะคะ
    #16,598
    0
  14. #16596 GunTub (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 17:11
    อืมชื่อตอนนี้พาคิดไปไกลเลยนะเนี่ย
    #16,596
    0
  15. #16595 -InT- (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 13:58
    อ่านชื่อตอนแล้วคิดไว้ก่อนอ่านเลยว่า เฮียแกจะสร้างร่างโคลน? ฉากในห้วตอนซาริโดนโคลนนี้คือ กระโดดหลบได้แต่มัวแต่เก็กจนทุกคนเดินเข้าไปหมดแล้ว
    #16,595
    0
  16. #16594 Nn-Ninoi (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 13:26
    ต้องรออีกกี่อาทิตย์ กี่เดือน😂
    #16,594
    0
  17. #16593 NessZero (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 11:43
    แล้วจะทำไมละ นักเรียนใหม่ เจ้าไม่รู้จักพลังแห่งโลลิค่อน ซะแล้ว จงก้มกราบ และปราบปลืม นี่คือ โลลิ ในตำนานเลยนะ
    #16,593
    0
  18. #16592 Pornsak Tipparad (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 11:18
    เอาตรงๆนะตอนที่อ่านชื่อตอนนึกว่าเกี่ยวกับ ร่างโคลนนิ่ง ฮ่าๆๆ ที่ไหนได้เป็นโคลนเฉยๆ
    ดูท่าแล้วเดี๋ยวได้มีรับน้องอีกเยอะแน่ แต่ล่ะคนมาจากตระกูลใหญ่ๆทั้งนั้น
    #16,592
    0
  19. #16591 tomtamninja (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 10:55

    อ่านตอนนี้แล้วฟินมาก
    #16,591
    0
  20. #16590 Thank You (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 08:47

    ขอบคุณครับ

    #16,590
    0
  21. #16589 chayen1243 (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 08:46
    รับน้องหน่อยฟรานน
    #16,589
    0
  22. #16588 Nungcom (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 07:59
    ทำไมซาริไม่ใช้ท่าหลบแบบดิจิตอล
    #16,588
    1
    • #16588-1 P.D.H.M(จากตอนที่ 220)
      15 กันยายน 2563 / 09:43
      โคลนไม่ทำให้ซาริรู้สึกถึงอันตรายจนต้องหลย อย่าว่าแต่อยู่บ้านทำสวนหรือวิ่งเล่นกับเด็กๆตอนอยู่ดินแดนต้องสาป เลอะดินเลอะโคลนเป็นปกติอยู่แล้ว
      #16588-1
  23. #16587 newkingdom (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 07:39
    ขอบคุณครับ
    #16,587
    0
  24. #16586 gast7136 (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 07:39
    เด็กใหม่รึเปล่าเนี่ย ถ้าใช่ต้องโดนรับน้องแล้ว
    #16,586
    0
  25. #16585 ดิสตี้โนวา (จากตอนที่ 220)
    วันที่ 15 กันยายน 2563 / 04:00
    ซาริมาแล้วจ้า.
    #16,585
    0