ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของเทพนักฆ่า [ภาค เฮฟเว่น]

  • 100% Rating

  • 1 Vote(s)

  • 2,257,763 Views

  • 13,681 Comments

  • 22,801 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    18,241

    Overall
    2,257,763

ตอนที่ 102 : SS2 Episode Forty-Two : เค้าลางของความวุ่นวาย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21817
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1378 ครั้ง
    26 มี.ค. 61

SS2 Episode Forty-Two

 



       อัศวินศักดิ์สิทธิ์เดลฟีโอน่า เอเชอวาเรียน กำลังเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ร้ายบางอย่างที่มุ่งหวังจะสร้างความวุ่นวายให้กับอาณาจักร จากเหตุการณ์ที่มีผู้ใช้เวทต้องห้ามปรากฏตัวขึ้นในเมืองและสังหารผู้คนไป แม้เหตุการณ์ครั้งนั้นจะถูกยับยั้งโดยคนคนหนึ่งที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนเพราะเกรงว่าจะเป็นอันตราย อีกทั้งคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และเป็นผู้เสียหายจากการก่อเหตุในครั้งนี้อย่าง อาเรตต้า หญิงสาวประชาสัมพันธ์ผู้เป็นหน้าเป็นตาของกิลด์นักผจญภัย ทำให้เหตุการณ์นี้ได้รับการสอบสวนอย่างรวดเร็ว

       ถึงจะบอกว่าเร็วแค่ไหนแต่ด้วยขีดความสามารถของพวกเขาก็ต้องใช้เวลากันหลายสัปดาห์กว่าจะได้รับเบาะแสหรือข้อมูลสำคัญ

       อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบของติดตัวของผู้ก่อเหตุครั้งนี้คือ โพชั่นลึกลับ ที่ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือมันเป็นยาที่เร่งศักยภาพมานาคล้ายกับมานาสำรองทำให้สามารถใช้เวทมนตร์ที่รุนแรงได้ ทั้งยังมีผลลัพธ์ในการรักษาบาดแผลที่รวดเร็ว หากมียาเหล่านี้เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นเวทมนตร์ที่ต้องใช้มานาจำนวนมหาศาลอย่างเวทมนตร์ระดับภัยพิบัติ พวกเขาก็จะสามารถใช้มันได้ด้วยตัวคนเดียว และถ้ามันถูกแพร่กระจายไปยังกลุ่มผู้ใช้เวทมนตร์หัวรุนแรงก็อาจจะเกิดเป็นสงครามภายในประเทศขึ้นมาก็เป็นได้

       เพราะว่าเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นภายใต้ความดูแลของเดลฟีโอน่า เธอจึงต้องลงมือสืบสวนด้วยตัวเอง ก่อนอื่นสิ่งที่เธอทำก็คือการส่งคนออกไปตรวจสอบความเป็นมาของเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อหาเบาะแสของผู้ที่ลงมือสังหารผู้ก่อเหตุ เธอไม่ได้คิดจะจับตัวมาคาดคั้นหรือมองว่าเป็นผู้ต้องสงสัย แต่เป็นเพราะต้องการขอความร่วมมือในการสืบสวนครั้งนี้ หากมีความสามารถขนาดที่รับมือกับผู้ใช้เวทต้องห้ามได้ด้วยตัวคนเดียวพอจะบอกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญ

       ทว่าแม้จะใช้อำนาจทางการทหารเพื่อขอข้อมูลจากอาเรตต้าแต่เธอก็ไม่ปริปากพูดเบาะแสเกี่ยวกับคนคนนั้นออกมา ซ้ำยังบอกอีกว่ามันเป็นความต้องการของเจ้าตัวที่ไม่อยากจะให้ดึงคนในครอบครัวเข้ามาเสี่ยงกับอันตรายในครั้งนี้

       สิ่งเดียวที่พอจะรู้ได้แน่ชัดก็คือ ผู้ชายคนนั้นเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ธาตุความมืด

       แม้ว่าอีกฝ่ายจะพยายามปกปิดเอาไว้แต่คนอื่นย่อมต้องให้ความร่วมมือกับทางการ

       กระทั่งในสภาเวทมนตร์ก็ยังมีคนที่ใช้เวทมนตร์ธาตุความมืดแทบจะนับคนได้ มันเป็นเวทมนตร์ที่ลึกลับแต่กลับมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หากเพื่อปกป้องอาณาจักรแล้วเดลฟีโอน่ายอมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อจะสร้างมิตรภาพกับคนเหล่านี้ให้ได้ เพราะเธออุทิศทั้งชีวิตเพื่อรับใช้อาณาจักรแห่งนี้ ไม่ใช่เพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว

       มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเดลฟีโอน่าจึงอนุญาตให้เข้ามาได้ ทหารหนุ่มนายหนึ่งแสดงความเคารพและเริ่มรายงาน

       “ขอรายงานครับ จากการตรวจสอบเราพบสถานที่ที่คาดว่าจะเป็นแหล่งกบดานของเอริคจอมเชือดและพรรคพวก ก่อนหน้าที่มันจะมาที่เมืองนี้มีคนพบเห็นเขาปรากฏตัวอยู่ตามดันเจี้ยนต่างๆ ที่ไม่ได้อยู่ในความควบคุมดูแลของทางการ พร้อมกับกลุ่มคนต้องสงสัยอีกกลุ่มหนึ่ง”

       เอริคจอมเชือดคือชื่อของคนร้ายที่ถูกสังหารไป เขาเป็นคนวิกลจริตที่มีหมายจับอยู่แล้ว และถึงจะพยายามใช้เรื่องหมายจับนี้เพื่อเข้าถึงตัวชายผู้ที่ลงมือสังหารแต่อีกฝ่ายก็แทบจะไม่ติดต่อกลับมารับรางวัลค่าหัวเลย

       เดลฟีโอน่านึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ก็ปรี่ไปที่โต๊ะ กวาดหาเอกสารชุดหนึ่งเกี่ยวกับการตรวจสอบหลักฐานที่พบกับศพ

       “คริสตัลเวทมนตร์?”

       คริสตัลเวทมนตร์ถือเป็นของหายากที่จะสุ่มเจอจากมอนสเตอร์ภายในดันเจี้ยน มันเป็นส่วนประกอบหลักในการสร้างอาวุธเวทมนตร์ ผลึกที่ประดับอยู่บนด้ามล้วนแล้วแต่เป็นคริสตัลเวทมนตร์แทบทั้งสิ้น มันต่างจากผลึกเวทมนตร์ชิ้นเล็กๆ ที่ต้องนำไปหลอมเป็นคริสตัลเวทมนตร์ซึ่งมีขั้นตอนการทำที่แสนจะยุ่งยากซ้ำยังมีค่าใช้จ่ายไม่ใช่น้อย

       เพียงแต่คริสตัลเวทมนตร์ที่พบเจอนั้นหมองซีดไปหมดแล้ว แทบจะไม่เหลือประกายของเวทมนตร์ที่ควรจะมี คับคล้ายคับคลาว่าจะมีงานวิจัยที่สามารถดึงพลังเวทมนตร์ที่อยู่ในคริสตัลหรือผลึกเวทมนตร์ออกมาเป็นมานาได้โดยไม่จำเป็นต้องทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า ทว่าก็ยังอยู่ในขั้นทดลองและยังไม่รับรองความปลอดภัย มันเป็นงานวิจัยที่ศึกษาเพื่อเพิ่มปริมาณกักเก็บของมานาผ่านการดูดซับ ผลลัพธ์นั้นทำให้สัตว์ทดลองกลายเป็นสัตว์ร้ายที่แสนน่ากลัว หากใช้กับมนุษย์ย่อมต้องกลายเป็นคนวิกลจริต และหากสามารถผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปได้พวกเขาจะกลายเป็นจอมเวทที่แสนจะน่ากลัว

       การที่พบว่าพวกมันเข้าไปวุ่นวายภายในดันเจี้ยนที่ทหารไม่ได้เข้าไปอำนวยความสะดวกก็ต้องยอมรับแล้วว่าพวกมันมีแผนการบางอย่าง และไม่ต้องการถูกตรวจสอบ นอกจากนี้ดันเจี้ยนเหล่านั้นมีผลประโยชน์น้อยมากจึงไม่มีความจำเป็นต้องเข้าไปควบคุมดูแลและปล่อยให้นักผจญภัยเข้าไปเสี่ยงโชคชะตาของตนเอง

       “แล้วได้ตัวพวกมันหรือไม่”

       ทหารหนุ่มสะบัดหน้าแล้วตอบ “พวกเรารู้ตัวช้าไปครับ ตอนที่ไปถึงพวกมันย้ายออกไปแล้วทั้งยังทำลายสถานที่ทิ้งจนแทบจะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้สืบสวน แต่พวกเราพบว่ามีศพจำนวนมากถูกฆ่าตายที่นั่นอย่างโหดเหี้ยม เพียงแต่ลักษณะการตายคล้ายกับการบูชายัญด้วยสัตว์ร้ายครับ”

       “พวกคลั่งลัทธิ? เรื่องนี้วิหารศักดิ์สิทธิ์คงไม่อยู่เฉยแน่” เดลฟีโอน่าคาดเดา

       วิหารศักดิ์สิทธิ์เป็นศาสนาประจำชาติที่มีผู้สนับสนุนนับล้าน พวกเขายอมรับศาสนาอื่นได้ขอเพียงไม่ขัดต่อกฎและข้อบัญญัติ ทว่าก็ยังมีกลุ่มลัทธิที่เกิดจากความเชื่อผิดๆ ชักจูงให้ผู้คนไปในทิศทางที่เลวร้าย เช่นการปลุกปั่นให้เกิดความไม่พอใจในวิหารศักดิ์สิทธิ์หรือปล่อยข่าวลือที่ไม่มีความจริงเพื่อหวังจะทำลายชื่อเสียงของวิหารศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นงานของพวกเขาคือการปราบปรามลัทธิเหล่านั้นให้หายไป แต่ทว่าลัทธินอกรีตเหล่านี้นับวันก็จะยิ่งฝังรากลึกจนยากจะทำลายลงได้

       พอเห็นใบหน้าของทหารหนุ่มมีความหวั่นวิตกก็อดที่จะถามต่อไม่ได้

       “มีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้พูดอีก”

       “คือว่า หนึ่งในจำนวนศพที่พบพวกเราตรวจสอบจากเครื่องแบบแล้วพบว่าเป็นนักเรียนจากโรงเรียนขุนนางทว่าไม่สามารถระบุตัวได้ว่าเป็นใครครับ ดูเหมือนว่าพวกมันจะพยายามทำให้พวกเราสืบหาตัวลำบากจึงได้ทำลายหลักฐาน รวมไปถึงทำลายศพจนยากจะระบุตัวผู้ตายได้”

       “นักเรียน?” ใบหน้าของเดลฟีโอน่าเบี้ยวบูด

       เนื่องจากเป็นช่วงปิดภาคเรียนจึงอนุญาตให้นักเรียนทุกคนเดินทางกลับบ้านได้ แต่ไม่มีทางรู้เลยว่าพวกเขาจะกลับบ้านจริงหรือไม่

       “โรงเรียนขุนนางมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับโรงเรียนเวทมนตร์ แต่ก็ยังเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่น่าจะสืบหาโรงเรียนได้ไม่ยาก แต่จำนวนนักเรียนที่นั่นมีมากมาย แม้จะใส่เครื่องแบบเหมือนกันแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะต้องเป็นขุนนาง อาจจะเป็นบุตรของพ่อค้าเล็กๆ หรือไม่ก็เป็นลูกหลานของชาวนาที่พอมีอันจะกิน”

       “ทางเราจะพยายามสืบหาให้ได้ครับ” ทหารหนุ่มแสดงความเคารพเสร็จแล้วก็รีบจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว

       อัศวินสาวทิ้งตัวนั่งลงและถอนหายใจออกมายาวๆ หลายครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ต้องรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้เธอจึงยังไม่ได้แตกตื่นและมีความรอบคอบอย่างเต็มที่ ตอนนี้ได้ส่งทหารไปตรวจสอบทุกอย่างและรายงานกลับมาแบบเร่งด่วน แต่ทุกครั้งจะพบว่าพวกเธอช้าไปหลายก้าวมาก และคาดไม่ถึงเลยว่าพวกมันฝังรากลึกอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลานานเพื่อกระทำการบางอย่างอยู่ การที่พวกมันถอนตัวได้ทันก่อนพวกเธอจะตรวจพบมีความเป็นไปได้ว่าแผนอาจล้มเหลวจึงต้องสละฐานที่มั่น หรืออีกอย่างก็คือพวกมันบรรลุเป้าหมายแล้วจึงได้ถอนตัวออก

       เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเมืองที่เดลฟีโอน่ารับหน้าที่กึ่งดูแลอยู่ อาจเรียกได้ว่าเป็นความบังเอิญถ้าไม่ใช่เพราะเอริคจอมเชือดคนนั้นก่อความวุ่นวายและถูกจัดการลงได้พวกมันก็คงแอบเข้ามาสร้างความวุ่นวายภายใต้จมูกของเธอโดยที่ไม่มีผู้ใดรู้สึกตัว ดังนั้นเมื่อมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจึงเป็นความรับผิดชอบที่จะต้องดำเนินการจัดการหาต้นตอและกำจัดมัน

       อย่างน้อยก็ต้องห้ามไม่ให้เกียรติของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ต้องมัวหมอง

       บ่อยครั้งที่เวลาพบเจอกับเรื่องเคร่งเครียด เดลฟีโอน่าจะรู้สึกไม่อยากอาอาหารอีกเลย ตอนนี้ทำได้เพียงนั่งมองอาหารหรูหราที่อยู่ตรงหน้า ใจหนึ่งก็คิดจะตักขึ้นมากินแต่ความเครียดกลับกลบความหิวโหยไปจนหมดสิ้น

       “พวกมันเป็นใครกันแน่?”

       สถานะของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทำให้รู้เรื่องราวมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะความลับที่ถูกปกปิดเอาไว้ภายในประเทศ อย่างแรกสุดเลยก็คือตัวตนของอินโนเซนเทียร์ ลิลิธที่ถูกปกปิดมาหลายยุคสมัย และมีเธอคนเดียวที่ได้รับเกียรติสูงสุด นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของกลุ่มองค์กรมืดที่มีชื่อว่า ทวิดารา มันเป็นชื่อของกลุ่มสุดยอดมือสังหารที่เป็นหัวข้อการประชุมสำหรับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ ถึงจะเคยปะทะกันแต่ก็เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับกองทหารของแต่ละหน่วย ต่อให้กำจัดไปมากเท่าไหร่แต่สุดท้ายพวกมันก็เป็นแค่ลูกน้องระดับล่างที่ยอมรับว่าตนเองมีฝีมืออ่อนแอที่สุด

       พอมีความตั้งใจที่จะตักกินก็ถูกขัดจังหวะโดยผู้ดูแลซึ่งเป็นสาวใช้ที่เธอจ้างมาให้คอยช่วยดูแลความเป็นอยู่ภายในคฤหาสน์ อย่างไรเดลฟีโอน่าก็ยังเป็นผู้หญิงจึงไม่เหมาะถ้ามีผู้ชายเดินไปไหนมาไหนทั่วคฤหาสน์

       “มีอะไร?”

       “เรียนท่านเดลฟีโอน่า ท่านหญิงคาเรนมาขอเข้าพบเจ้าค่ะ”

       “ท่านหญิงคาเรน?” เดลฟีโอน่าอดที่จะสงสัยไม่ได้ ไม่มีความจำเป็นอะไรที่คาเรนจะต้องมาหาถึงที่ เธอไม่ได้มีความสนิทสนมใดๆ เป็นพิเศษ ซ้ำยังไม่ใช่พ่อค้าแม่ค้าหรือขุมอำนาจที่จะช่วยอะไรได้ “ให้เธอไปรอที่ห้องรับแขก อีกสักพักข้าจะออกไปพบ”

       “เจ้าค่ะ”

       จัดการเก็บเอกสารทั้งหมดให้เรียบร้อยและเดินทางไปพบท่านหญิงคาเรนทันที

       ท่านหญิงคาเรนวันนี้มาในชุดเดรสสีหมองซีด บ่งบอกถึงสถานะความเป็นอยู่ปัจจุบัน ครั้งสุดท้ายที่พบกันเธอสวมชุดสมบุกสมบันไม่สมกับเป็นกุลสตรีเลยสักนิดเดียว มาวันนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากหญิงสาวชาวบ้านที่พอจะมีฐานะอยู่บ้าง มันไม่ใช่ชุดที่หรูหราแบบที่คนมีฐานะร่ำรวยควรสวมใส่มัน อย่างไรก็ตามการเดลฟีโอน่ารู้สึกว่าจะต้องมีบางสิ่งที่ผิดปกติ แค่ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร

       คาเรนลุกขึ้นและโค้งศีรษะทักทาย ด้วยสถานะทางสังคมถือว่าต้อยต่ำอยู่มากจึงต้องแสดงความเคารพแม้อีกฝ่ายจะมีอายุน้อยกว่า

       “ท่านหญิงคาเรนมีเรื่องเดือดร้อนหรือคะ?” เดลฟีโอน่าเอ่ยถาม เดินมาที่อีกฝั่งและนั่งลงก่อนจะเชื้อเชิญให้ท่านหญิงคาเรนนั่งด้วย ขณะนั้นสาวใช้ก็นำชาสมุนไพรมาเสิร์ฟให้

       “ค่ะ คุณเบลูก้าบอกว่าเรื่องนี้จำเป็นจะต้องแจ้งให้กับท่านเดลฟีโอน่าเท่านั้น”

       “เบลูก้า?” เดลฟีโอน่ารู้ได้ทันทีว่าสิ่งที่รู้สึกผิดปกติคืออะไร

       ที่แท้วันนี้เบลูก้าที่ควรจะตัวติดกับท่านหญิงคาเรนไม่ได้อยู่ด้วยนั่นเอง

       พยายามส่งสายตามองหาคิดว่าอาจจะรออยู่หลังประตูด้านนอกก็ได้ แต่คาเรนก็คล้ายจะอ่านความคิดออกจึงได้พูดแทรกขึ้นมาว่า

       “คุณเบลูก้าไม่ได้มาด้วยค่ะ วันนี้ดิฉันมาพร้อมกับคนคุ้มกันอื่น”

       นี่ไม่ใช่เรื่องปกติ เดลฟีโอน่ารู้สึกได้โดยสัญชาตญาณเพราะสำหรับเบลูก้าที่เคยเกือบจะได้รับตำแหน่งเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์นั้นมีความรับผิดชอบในหน้าที่แค่ไหน หากสาบานตนว่าจะเป็นอัศวินให้ผู้ใดนั่นย่อมหมายความว่าคนคนนั้นคือเจ้าชีวิต และไม่มีทางปล่อยให้เจ้าชีวิตคลาดสายตาเป็นอันขาด

       “มีเรื่องอะไรหรือคะ? หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับเบลูก้า” เดลฟีโอน่าไม่เชื่อว่าคนอย่างเบลูก้าจะพลาดท่าเสียทีให้กับใคร ว่ากันด้วยเรื่องฝีมือทางการรบแล้วเธอเทียบไม่ได้กับเบลูก้า แต่ถ้าชดเชยด้วยเวทมนตร์แล้วก็แค่มีโอกาสชนะเพิ่มมากขึ้น

       “ไม่ใช่กับคุณเบลูก้าค่ะ” คาเรนตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ดิฉันต่างหาก”

       “เอ๊ะ!?

       “ดิฉันถูกคนกลุ่มหนึ่งหมายปองชีวิตหลังจากกลับมาจากการเจรจาการค้าที่ไออาห์”

       “ท่านหญิงคาเรนจะทำการค้าอาหารทะเล?” เดลฟีโอน่าสงสัย แต่พอรู้ว่าตนเองกำลังถามออกนอกเรื่องก็กระแอมไอและกล่าวขออภัย “แล้วผลลัพธ์ล่ะคะ เบลูก้าได้รับบาดเจ็บ?”

       ถ้านั่นเป็นเหตุผลก็พอจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดถึงได้ไม่ตามท่านหญิงคาเรนมาด้วย

       “ไม่ค่ะ คุณเบลูก้าปลอดภัยดีแต่ผู้คุ้มกันคนอื่นล้วนบาดเจ็บหนักแทบทั้งสิ้น โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือต้องกลายเป็นคนพิการไป” คาเรนอดที่จะรู้สึกผิดไม่ได้เพราะหากพูดให้ถูกแล้วทุกคนต่างบาดเจ็บก็เพราะปกป้องเธอจากการปองร้าย “อย่างไรก็ตามพวกเราสามารถจับกุมหนึ่งในผู้ก่อเหตุครั้งนี้ได้และคุมขังเขาเอาไว้ในที่แห่งหนึ่ง คุณเบลูก้าตรวจสอบเบื้องต้นและพบว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งจึงอยากให้ดิฉันมาแจ้งคำคำนี้กับท่านเดลฟีโอน่า ดิฉันไม่ค่อยรู้ความหมายสักเท่าไหร่นักแต่คิดว่าท่านเดลฟีโอน่าน่าจะรู้”

       “คือ?”

       “ทวิดารา”

       ด้วยประโยคนี้เองทำให้ม่านตาของเดลฟีโอน่ากระตุกวูบ ถ้วยชาในมือของเธอสั่นไหวจนต้องวางมันลงและสะกดความตื่นเต้นเอาไว้

       เบลูก้าเคยเป็นอัศวินก่อนจะถอนตัวมารับใช้ท่านหญิงคาเรน จึงไม่แปลกถ้าเขาจะรู้จักความหมายของชื่อนี้ เขาน่าจะเคยเข้าร่วมการกวาดล้างกับพวกมันและด้วยอายุอานามของเบลูก้าแล้วน่าจะเคยเป็นสงครามใหญ่เมื่อนานมากแล้วก่อนที่เดลฟีโอน่าจะเข้ารับตำแหน่งเสียอีก ซึ่งจากรายงานการปฏิบัติการที่เธอได้ลองศึกษาเกี่ยวกับองค์กรมือสังหารนี้พบว่ามีรายชื่อของเบลูก้าเป็นหนึ่งในหน่วยที่ร่วมกวาดล้างพวกมัน

       ตลอดเวลาที่ผ่านมาเคยมีการปะทะกับพวกมันหลายครั้งแต่ทุกครั้งไม่สามารถจับกุมพวกมันได้เลยสักคนเดียว เพราะถ้าหากพลาดท่าพวกมันก็จะฆ่าตัวตายทันทีทำให้ไม่สามารถรีดเค้นข้อมูลอะไรได้ การได้ตัวมาเพียงคนเดียวแม้จะรู้ว่าการรักษาความลับคงไม่ทำให้ได้ข้อมูลอะไรแต่ถ้าเป็นหน่วยงานของภาคีอัศวินก็จะสามารถใช้วิธีการรุนแรงในการหาความลับได้ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่แม้จะพิการไปบ้างก็ไม่เป็นไร

       “ท่านหญิงคาเรนที่บอกว่าสามารถจับกุมได้สินะ ไม่ทราบว่าจะสามารถพาไปพบได้หรือไม่”

       “นั่นเป็นเหตุผลที่ดิฉันมาเพื่อพาท่านเดลฟีโอน่าไปค่ะ คุณเบลูก้าบอกว่าทางที่ดีให้นำทหารมีฝีมือที่ไว้ใจได้ไปด้วย”

       “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

       เดลฟีโอน่าตัดสินใจได้ทันทีว่างานนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากปล่อยเอาไว้นานเกินไปเกรงว่าอีกฝ่ายจะทำทุกวิถีทางเพื่อกำจัดก่อนที่ความลับขององค์กรมือสังหารจะถูกเปิดเผย

 

       รถม้าจอดเทียบที่หน้าอาคารหลังหนึ่ง คนคุ้มกันที่มีร่องรอยบาดเจ็บเล็กน้อยรีบลงมาตรวจสอบความปลอดภัยก่อนจะเปิดประตูให้คนที่อยู่ภายในลงมา คาเรนก้าวลงมาอย่างระมัดระวังพร้อมกับหันไปมองรถม้าอีกคันที่ตามมาอย่างกระชันชิดและอัศวินหญิงเดลฟีโอน่าก้าวลงมาในชุดเครื่องแบบที่ไม่เป็นทางการของอัศวิน

       “ที่นี่สินะ”

       “สถานที่ที่ใกล้กับที่เกิดเหตุที่สุดค่ะ” คาเรนตอบและเดินนำไปที่ประตู

       ชายนักผจญภัยที่บาดเจ็บไม่มากรีบเปิดประตูให้เข้าไป สายตาเหลือบมองไปทางเดลฟีโอน่า ด้วยสถานะของเธอคืออัศวินศักดิ์สิทธิ์คนทั่วไปแทบจะไม่มีโอกาสได้รู้จัก นักผจญภัยระดับต่ำแม้จะเคยเห็นก็แค่จากระยะไกลในงานพิธีเท่านั้น ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้สึกเกร็งกับบรรยากาศรอบตัวของอัศวินศักดิ์สิทธิ์จนเกือบจะทำผิดพลาด

       “ที่เกิดเหตุ?”

       “ค่ะ สถานที่ที่ถูกลอบโจมตีอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก คุณเบลูก้าบอกว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะจะโยนความผิดให้กับพวกโจรที่ออกอาละวาดอยู่แถบนี้” คาเรนอธิบาย

       และเมื่อเข้าไปข้างในก็พบว่าตอนนี้มีชายคนหนึ่งในสภาพที่บาดแผลยับเยินไปทั่วทั้งตัว ถูกจับให้นั่งมันตรึงอยู่ติดกับเก้าอี้ตัวหนึ่งปากถูกอุดเอาไว้ด้วยผ้าขี้ริ้วและมัดด้วยเชือกจนไม่สามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้ ร่องรอยที่พอจะเห็นได้จากรอบปากก็คือฟันทั้งหมดถูกถอนออกอย่างโหดเหี้ยม คนที่ทำมันคาดว่าน่าจะเป็นเบลูก้าที่คอยจับตามองอย่างใกล้ชิด จิตสังหารของเขาพวยพุ่งออกมาจนเดลฟีโอน่ารู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

       “ท่านเดลฟีโอน่า” เบลูก้าแสดงความเคารพทันที แม้ว่าเสื้อผ้าของเขาจะฉีกขาดและมีบาดแผลอยู่หลายแห่งก็ตาม

       “ตามสบาย” เธอพิจารณาดูมือสังหารที่ถูกจับกุมเอาไว้ เดินเข้าไปใกล้ๆ และตรวจสอบบางอย่างซึ่งน่าจะใช้ยืนยันตัวบุคคล “ตราประทับดวงดาว เจ้านี่ใช่จริงๆ ด้วย”

       ตราประทับดวงดาวดังกล่าวเป็นเพียงวงกลมสองวงที่ถูกนาบด้วยเหล็กร้อนจนก่อให้เกิดบาดแผลพุพองและนูนเบ่ง เป็นวงกลมบางคล้ายวงแหวนหนึ่งวงและอีกหนึ่งวงที่ซ้อนทับในรูปแบบทึบ มันมักจะอยู่ในตำแหน่งที่ตรวจสอบได้ลำบากและซ่อนได้อย่างมิดชิด บางคนก็ถึงกับปลอมแปลงรอยแผลเป็นนี้ให้มีลักษณะเป็นอย่างอื่นแต่เมื่อใช้วิธีตรวจสอบพิเศษจะพบกับสัญลักษณ์นี้ปรากฏขึ้นมาบนร่างกาย จึงยากที่จะแฝงตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรมือสังหารได้

       อย่างไรก็ตามนับว่าเป็นโชคดีอย่างมากที่สามารถรอดพ้นจากการลอบสังหารได้ เดลฟีโอน่าอดไม่ได้ที่จะชื่นชมในความโชคดีของคาเรนที่ได้รับสัตย์สาบานด้วยเกียรติแห่งอัศวินจากเบลูก้า ซึ่งเป็นบุคคลที่แม้แต่พระราชาเองก็ยังคาดหวังจะได้รับจากบุคคลเช่นนี้มาเป็นอัศวินประจำกาย

       พวกเขารู้ดีว่าเบลูก้าเป็นอัศวินที่มีเกียรติมากแค่ไหน

       เขาสามารถยอมตายได้เพื่อปกป้องนายเหนือหัวของตนเอง

       บุคคลที่เหล่าอัศวินผู้ทรงเกียรติควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

       “พวกมันมีกี่คน”

       “มาด้วยกันทั้งสิ้นห้าคนครับ” เบลูก้าตอบ

       “มากขนาดนั้น?”

       เท่าที่พอจะทราบมา ปกติแล้วมือสังหารจากทวิดาราจะไม่ส่งคนมากกว่าสามคนในการลอบสังหารเป้าหมายเพียงคนเดียว ส่วนมากพวกมันจะใช้วิธีหานักฆ่ามือสมัครเล่นที่ยอมทำทั้งหมดเพื่อเงินมาเป็นหมากที่ใช้แล้วทิ้ง หากงานสำเร็จลุล่วงก็จะลงมือสังหารทิ้งเพื่อปกปิดตัวตน นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้จับตัวการใหญ่ไม่เคยได้เลย

       “แล้วพวกที่ไม่ใช่ล่ะ?”

       “ประมาณสามสิบคน ใช้วิธีซุ่มโจมตีแบบกองโจรเดาว่าน่าจะเป็นโจรในพื้นที่แถบนั้นทั้งหมด” เบลูก้าไม่ได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุมากนัก เขาให้ความสำคัญกับการจับกุมมือสังหารของทวิดารามาเป็นอันดับแรก “แต่อีกห้าคนมีเป้าหมายในการลอบสังหารคุณหนูอย่างแน่นอน”

       เดลฟีโอน่าสำรวจดูเบลูก้าอย่างละเอียดอีกครั้ง รับมือกับมือสังหารถึงห้าคนด้วยตัวคนเดียวโดยได้รับบาดแผลแค่นั้นก็คงต้องยอมรับแล้วว่าฝีมือยังไม่ขึ้นสนิม หากมีโอกาสตั้งใจว่าจะขอคำแนะนำในฐานะของอัศวินเช่นกัน

       “ห้าคนเพื่อเป้าหมายเดียว? ถ้าไม่ใช่เพราะถูกขัดขวางหลายครั้งจนต้องส่งมือสังหารกลุ่มใหม่มาด้วยจำนวนที่มากกว่า ก็ไม่เห็นจะมีเหตุผลเพื่อฆ่าคนที่ไม่มีทักษะเวทสำหรับป้องกันตัวขออภัยด้วยค่ะท่านหญิงคาเรน ฉันไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นท่านหญิง”

       รู้สึกตัวว่าพูดจาเสียมารยาทต่อท่านหญิงคาเรนจึงกล่าวขออภัย การดูหมิ่นคนอื่นที่ไร้ซึ่งทักษะเวทสำหรับป้องกันตัวอาจจะฟังดูเหมือนการพูดจาดูหมิ่น ถ้าหากผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นคนที่คิดเล็กคิดน้อยอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นมาได้

       คาเรนเพียงรับรู้ว่าคำพูดนั้นไม่ใช่การตั้งใจก็ไม่ถือสา อย่างไรมันก็เป็นความจริงที่เธอไม่ใช่จอมเวท

       “เรื่องนั้นมัน” เบลูก้ายังไม่มั่นใจนัก แต่การคาดเดาของเดลฟีโอน่าก็มีเหตุผล

       เขาเคยเป็นอัศวินที่เข้าร่วมสงครามกวาดล้างองค์กรทวิดาราเมื่อสมัยยังเป็นหนุ่ม ย่อมรู้เรื่องพวกนี้ดีอย่างมาก ห้าคนสำหรับเป้าหมายเพียงคนเดียวมองยังไงก็เป็นการลงแรงที่มากเกินความจำเป็น

       แต่เบลูก้ามีความคิดหนึ่งที่ไม่ได้พูดมันออกมา

       เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจจะถูกขัดขวางอยู่หลายครั้งจนต้องส่งมาด้วยจำนวนที่มากกว่าเดิมเพื่อทำให้งานสำเร็จลุล่วง

       และคนเดียวที่เบลูก้ารู้สึกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็น่าจะเป็นคนคนนั้นไม่ผิดแน่

       นี่ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องพูดออกไป เนื่องจากเวลานี้เบลูก้าไม่ใช่อัศวินที่ต้องทำเพื่อราชอาณาจักร แต่เป็นเพียงพ่อบ้านของตระกูลเรเบียส

       “หลังจากนี้พวกเราจะรับช่วงต่อเอง” เดลฟีโอน่าพูด พยักหน้าให้กับอัศวินสองนายที่นำมาด้วยในการหิ้วร่างของมือสังหารคนนั้นกลับไปขึ้นรถม้าเพื่อนำตัวไปสอบสวน “จะเป็นการรบกวนหรือไม่ถ้าอยากจะขอให้นำทางไปดูสถานที่เกิดเหตุ”

       เบลูก้าหันไปมองคาเรนเพื่อขอคำอนุญาต เขายังไม่ปักใจเชื่อว่าสถานการณ์นี้ปลอดภัยจึงไม่อาจให้คาเรนคลาดสายตาไปได้

       “คุณเบลูก้ารบกวนพาท่านเดลฟีโอน่าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพร้อมอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยนะคะ ดิฉันจะกลับไปรอที่คฤหาสน์ซึ่งน่าจะปลอดภัยกว่า”

       “เช่นนั้นจะให้ทหารตามไปคุ้มกันจนถึงที่หมายให้ค่ะ”

       “ขอบพระคุณมากค่ะ” คาเรนตอบรับความช่วยเหลือนั่น

       หลังจากที่ส่งคาเรนขึ้นรถม้าไปพร้อมกับทหารคุ้มกัน เบลูก้าก็ขึ้นขี่ม้านำทางเดลฟีโอน่าไปตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เพราะเหตุการณ์มันพึ่งเกิดได้ไม่นานจึงยังพอจะเห็นร่องรอยความเสียหายจากการปะทะกันได้อยู่ ที่นั่นมีนักผจญภัยที่รับหน้าที่คุ้มกันคาเรนคอยจัดการกับศพเหล่านี้เพราะถ้าหากพวกมันมีค่าหัวเงินรางวัลก็จะตกเป็นของพวกเขา

 

       ขณะเดียวกันคาเรนที่ขึ้นรถม้าและมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลเรเบียส เธออดไม่ได้ที่จะนำอุปกรณ์สื่อสารออกมากดปุ่มและแนบมันกับใบหู

       มีเสียงสัญญาณดังขึ้นสองสามครั้งก่อนที่จะมีเสียงที่ฟังดูนุ่มลึกดังขึ้น

       “ดูเหมือนจะรอดปลอดภัยดีสินะ”

       “ค่ะ ต้องขอขอบพระคุณที่ให้เบาะแสจึงสามารถรับมือได้ทัน และไม่มีผู้ใดเสียชีวิต”

       “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

       “ไม่ทราบว่าคุณรู้ได้ยังไงคะว่าดิฉันจะถูกซุ่มโจมตี”

       “พอดีฉันมีตาทิพย์ โดยเฉพาะเวลานี้ฉันยังรู้ด้วยว่าเธออยู่ภายใต้การคุ้มครองของทหารอีกสี่นาย”

       คาเรนเปิดผ้าม่านและมองออกไปข้างนอกก็เห็นว่าจำนวนเป็นอย่างที่เขาพูดเอาไว้จริง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.378K ครั้ง

101 ความคิดเห็น

  1. #11311 KIRIsamaOO (@KUMo-Desuka) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2561 / 12:11
    นี่สินะพลังแห่งกูเกิลแมพ พลังแห่งดาวเทียมม.
    #11311
    0
  2. #9598 woodo (@woodobadoo) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2561 / 16:03
    เซรอสแม่ง โคตรเจ๋ง เอฟซีไรต์
    #9598
    0
  3. #9565 newkingdom (@newkingdom) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2561 / 19:11
    ขอบคุณครับ
    #9565
    0
  4. #8609 YukiKiyu (@YukiKiyu) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2561 / 15:09
    ส่องสุดที่รักได้ตลอดเวลาแล้ว
    #8609
    0
  5. #8194 imavikur (@rayfa) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 20:49
    น่อวววววววว ส่องให้มันเนียนๆหน่อยสิจ้ะ อิอิ
    #8194
    0
  6. #7848 Mr.kongkang (@kangproject2) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 19 เมษายน 2561 / 10:37
    แอบส่อง 55555
    #7848
    0
  7. #7631 Bewtii006 (@Bewtii006) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 20:28
    ขอบคุณค่ะ
    #7631
    0
  8. #7588 Wfast (@Wfast) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 23:22
    omg 5555
    #7588
    0
  9. #7544 esh4dows (@esh4dows) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 12:13
    รู้สึกจะปูเรื่องพ่อบ้านไว้มาก ไม่แน่อาจจะเป็นหนึ่งในทวิดารา...
    #7544
    1
    • #7544-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 102)
      30 มีนาคม 2561 / 13:30
      คาเรนเป็นใคร แบ็คหนาแค่ไหน
      ทั้งเทพนักฆ่า ทั้งเป็นลูกรักของพระเจ้า... คิดเหรอว่าจะให้คนอันตรายมาอยู่ข้างกาย
      #7544-1
  10. #7541 chocolato.p (@yhing_haw_kaun) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 21:08
    พลังดาวเทียม  สร้างปุ๊บได้ใช้ปั๊บกันเลยทีเดียว
    #7541
    0
  11. #7540 TimeStory (@PrinceFiendTH) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 21:03
    เอาไว้ส่อง ตอนอาบน้ำด้วยไหมนิ 
    #7540
    0
  12. #7539 Gnuh (@Gnuh) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 11:15
    ขอบคุณครับ
    #7539
    0
  13. #7538 เมฆน้อยคอยลม (@cloudthemagicTV) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 08:53
    นับวันเซราสยิ่งเป็นโรคจิตส่องเขาไปทั่ว #หมีเซรอส
    #7538
    0
  14. #7537 Aatank (@spyprinces) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 03:08
    เซรอสจ๋าาาา ลุงจะเเอบส่องชาวบ้านเค้าตลอดเวลาไม่ได้นะ
    #7537
    0
  15. #7535 Dark in Heart (@bugsbunne) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 17:57
    จะแอบไปส่องอะไร ใครที่ไหนอีกไหม
    #7535
    0
  16. #7534 tanagorn29 (@tanagorn29) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 15:55
    เมื่อไรเซรอสจะก่อตั้งหน่วยนักฆ่าเป็นของเขาเองบ้างคงสนุกดีแน่นอนน่ะไรค์
    #7534
    1
    • #7534-1 Blue Soul (@arkhomdeath) (จากตอนที่ 102)
      28 มีนาคม 2561 / 17:00
      สร้างเพื่อ? ไม่ใช่พวกหวังอำนาจสักหน่อย
      #7534-1
  17. #7533 กษิดิศ ปักษี (@zamakbigbag) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 14:09
    เซรอสต้องมีเกี่ยวกับทุกเรื่องราวเลยนะ
    #7533
    0
  18. #7531 Ameba(ครับผม) (@demnation) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 11:41
    อ่านถึงบรรทัดสุดท้าย แล้วพบว่าโดนตัดจบดังฉับ!!! ..... เอาตอนต่อไปมานะ!!!!
    #7531
    0
  19. #7530 Kiera-J (@Kiera-J) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 10:16
    รอนะคะไรท์
    #7530
    0
  20. วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 10:10
    ไมเหมือนพี่ท่าน เป็นสโตกเกอร์เลยหว่าาา
    #7529
    0
  21. #7528 SoCis (@cabara71) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 08:19
    ค้างอย่างแรวเลยนิ
    #7528
    0
  22. #7527 dumdaibindai (@dumdaibindai) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 07:40
    โอโห้ดาวเทียม
    #7527
    0
  23. #7526 ผู้ลึกลับสีดำ (@KratHasas) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 28 มีนาคม 2561 / 00:14
    เป็นหมีไม่พอยังเป็นโรคจิตอีก อืมๆ เอาเข้าไปพี่หมีของเรา
    #7526
    0
  24. #7525 mon462 (@mon46) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 23:55
    ดาวเทียม ที่แท้ใช้ในการนี้นี่เอง 👍👍
    #7525
    0
  25. #7524 loliz (@neospobkap) (จากตอนที่ 102)
    วันที่ 27 มีนาคม 2561 / 23:25
    ดาวเทียมใช้งานได้
    #7524
    0