[Fic Harry Potter] 7th - Destiny of Dark & Fear [??xOC]

ตอนที่ 8 : Chapter VII - Only YOU

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,725
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    3 ก.พ. 61




“Nagini… dinner.”

- Lord Voldemort

 

    เป็นครั้งแรกที่เวเนเซียรู้สึกไม่รำคาญเสียงเอี๊ยดอ๊าดของประตูเวลาเปิดหรือปิด หรือแม้แต่เสียงลั่นของไม้เวลาก้าวเดิน เธอในตอนนี้อยากจะได้เสียงเหล่านั้นมาลบความเงียบและตรึงเครียดในเวลานี้เสียงเหลือเกิน เพราะ...

    บรรยากาศชวนเย็นยะเยือกไม่ว่าจะในห้องหรือนอกคฤหาสน์ แถมยัง...ต้องมาเผชิญหน้ากับคนที่ไม่อยากจะเผชิญแม้แต่น้อย ซึ่งยืนอยู่ห่างๆพอจะทำเนานะ แต่นี่...เล่นบังคับเธอทางอ้อมว่าที่นั่งโต๊ะยาวนี้มีเพียงที่เดียวที่เธอสมควรจะนั่งลง นั้นคือข้างๆเขา เยื้องมาจากหัวประธานโต๊ะเล็กน้อย

    ที่ตั้งกว้าง เก้าอี้ก็บานเบอะจนแทบจะเล่นเก้าอี้ดนตรีได้สิบกว่ารอบ ไหงต้องให้ฉันไปนั่งตรงนั้นด้วยกัน?!!

    เธอก็ถามในใจไปงั้นแหละ ยังไงเธอก็รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วแหละว่าเพราะอะไรถึงได้เป็นเธอเท่านั้นที่จะได้นั่งลงตรงตำแหน่งนั้น

    ไม่ต้องให้ใครมาบริการ เพราะทั้งห้องมีเพียงแค่เธอกับเขาเท่านั้น แต่ด้วยทุกอย่างที่เขาอยากจะทำให้กับเธอด้วยตัวเอง ประหนึ่งว่าอยากจะแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ เขาจึงไม่สั่งหรือให้ใครหน้าไหนมาดูแลเธอในเวลานี้ นอกจากเขา

    โวลเดอมอร์โบกไม้กายสิทธิ์สีขาวเพื่อเลื่อนเก้าอี้ออกและให้เธอได้นั่งลง และยังเอาใจใส่ที่จะไม่ลืมดันเก้าอี้เข้าหาโต๊ะเล็กน้อย

    “...ไม่ผิดไปจากที่ฉันจินตนาการเอาไว้ ชุดนั้นช่างเหมาะกับเธอจริงๆนั่นละ เป็นไง...ถูกใจหรือเปล่า?

    “เอ่อ คือ...”

    ก็อยากจะกวนทีน ไม่ก็เงียบๆหรอกนะ แต่ว่า...ไม่ขอเสี่ยงก็แล้วกัน

    “...ก็...ใช้ได้”

    ไม่บอกว่าดีหรือไม่ดี เธอเลือกที่จะตอบแบบมีค่าความเป็นกลาง อยู่ระหว่างของคำว่าดีกับไม่ดีไปแทน ซึ่งจากสีหน้าของอีกฝ่ายบ่งบอกเลยว่าพอใจในคำตอบของเธอระดับหนึ่ง เพราะรอยยิ้มของเขายังคงไม่หดหายไปจากบนใบหน้า

    “เยี่ยมมาก ฉันก็กลัวว่ามันจะไม่ถูกใจเธอเสียได้ แต่ก็อย่างว่า...ฉันมักจะรู้ใจเธอเสมอ อย่างไรซะ...มันต้องดีต่อเธออยู่แล้ว เอาละ...ทานอาหารเย็นเถอะ เธอคงจะหิวแล้ว...”

    “แล้ว...นายไม่...กินเหรอ?

    เวลานี้เวเนเซียต้องพูดใส่ใจอีกฝ่ายเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบด้าน เพราะเธอรู้ว่าเขาไม่กล้าทำอะไรเธอ และแน่นอนว่าต้องเอาไปลงกับคนอื่นแน่ๆ เธอไม่อยากให้คนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องมาโดนลูกหลงเพราะเธอ

    “โอ้ ไม่...ฉันอยากจะมองเธอทานซะมากกว่า ฉันยังไม่เคยเห็นตอนเธอกำลังทานอะไรเลยนี่นา เมื่อครั้งเจ้าครีเวลล์นั้นก็ดันให้ฉันมองแต่หน้าต่าง เลยอดได้เห็นเธอในยามนั้น ฉันก็เลย...อยากจะเชยชมภาพเช่นว่านั้น”

    แม่มมมมม...นี่เอ็งจ้องฉันมาตั้งกะตอนเข้าโรงเรียนฮอกวอตส์วันแรกเลยเรอะ?! ครีเวลล์...ขอบพระคุณมากที่เอ็งเอาหน้าของโวลเดอมอร์ไว้ด้านหลังของหัวน่ะ เลยไม่ต้องรู้สึกถึงสายตาสยิวนั้นในตอนนั้น

    เป็นการทานอาหารครั้งแรกที่เวเนเซียรู้สึกตะขิดตะขวงและเกร็งที่สุดในชีวิต กว่าเธอจะทานหมดได้ก็เล่นทำเอาแทบต้องง้างปากให้ตัวเองกลืนเข้าไปเลยทีเดียว

    กองทัพมันต้องเดินด้วยท้องยังไงก็ตุนเอาเป็นพลังงานเอาไว้สู้รบปรบมือก็ยังดี

    ชี่...

    ในขณะที่เธอกำลังเงียบและไม่รู้ว่าควทำอะไรต่อนั้นเองก็มีบางอย่างกำลังเลื้อยคืบคลานเข้ามาหาเธอใกล้ๆ

    “งูนี่มัน...”

    “อา เธอคงจะเคยเจอมันมาแล้วครั้ง ไม่สิ หลายครั้งแล้ว มันชื่อนากินี สัตว์เลี้ยงของฉัน...แน่นอนว่าเป็นของเธอด้วย เอ้า...นากินี ทักทายเจ้านายของแกซะสิ ระวังด้วย...”

    คราวนี้เจ้างูเหลือมยักษ์ก็เลื้อยมาอยู่ฝั่งเธอและเลื้อยไต่ขึ้นตัวเธอจนตอนนี้บนคอของเธอมีลำตัวของมันพาดอยู่ ส่วนหัวก็หันมาสบตากับเธอราวกับพยายามจะทักทายตามที่โวลเดอมอร์สั่งให้มันทำ

    งูเนี่ยนะ?! พิสุทธิ์ บัคบีค คริกกี้ แล้วก็ฟอกซ์ยังเหมาะกับคำว่าสัตว์เลี้ยงคู่กายกว่าเยอะ ไอ้เนี่ย...ไม่ใช่งูเหลือมแล้ว! อนาคอนด้าชัดๆ!! ฮือ พูดแล้วก็คิดถึงเจ้าพวกนั่นจัง หวังว่าพวกนายจะโอเคกันนะ

    “...นายท่าน

    ขวั่บบบ

    ใบหน้าที่หันควับของโวลเดอมอร์ไปยังทางเสียงของผู้มาใหม่ แน่นอนว่าจังหวะที่เขาหันไปนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปราวกับภาพตัด จากยิ้มพอใจและสายตาที่เต็มไปด้วยความสุขใจ กลับกลายเป็นใบหน้าที่เครียดขึ้งและเย็นชา ราวกับจะกินเลือดกินเนื้ออีกฝ่ายเพราะรู้สึกไม่พอใจกับการดูขัดจังหวะเวลาสองต่อสอง

    เอ่อ ขออภัยด้วยครับ แต่ว่า...ได้เวลาที่ท่านจะ...ลองไม้กายสิทธิ์ชุดใหม่แล้วละครับ

    อ้อ มาแล้วงั้นเหรอ?

    จากสีหน้าเมื่อครู่เริ่มมีลักษณะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่เท่ากับที่เพิ่งมอบให้กับเธอ แสดงว่ายังมีความไม่พอใจหลงเหลืออยู่บ้าง แต่โวลเดอมอร์เลือกที่จะไม่เหมือนอย่างทุกที เพราะการมาแจ้งในครั้งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาเองก็รอคอยเช่นกัน

    ไม้กายสิทธิ์...ว่าแล้วเชียว มันเกี่ยวกับไม้พี่น้องจริงๆซะด้วย

    โอ๊ะโอ...ไม่ต้องเสียใจไปหรอกนะ แม้ว่าฉันเองก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันที่ต้องเปลี่ยนไม้ เห็นว่าไม้ของเธอเองก็เป็นไม้ที่มีขนนกฟีนิกซ์ดตัวเดียวกันใช่มั้ย? อา...ช่างเป็นบุพเพสันนิวาสจริงๆ แต่มันช่างขัดหูขัดตาและเป็นความแปดเปื้อนนัก ที่ไอ้เจ้าเด็กพอตเตอร์นั้นบังอาจมามีเส้นขนของนกฟีนิกซ์ตัวเดียวกันกับเราสองคน

    แล้วเอ็งจะไปทำให้แฮร์รี่มีส่วนหนึ่งของเอ็งทำไมเล่า?! ตัวเองทำเองแท้ๆ แต่ดัน...ฮึ่ย นี่ถ้าไม่ติดว่ามีลูกน้องอยู่นะ แม่สอยให้ร่วงสลบแล้ว แต่เอาเข้าจริง...จะทำได้หรือเปล่าก็ไม่รู้เลย

    แล้วเกรโกโรวิตซ์ละ? ไม่เอาจากเขาแล้วงั้นเหรอ?

    มันก็ต้องมีสำรองเอาไว้ก่อนไงละยอดรัก อีกไม่นานนักหรอก...มันก็จะมาอยู่ในมือของฉัน ว่าแต่...สมแล้วที่เป็นเธอ รู้เกี่ยวกับฉันได้ทั้งๆที่ฉันยังไม่ได้เล่าให้ฟัง ไว้กลับมา...เคอยมาคุยกันต่อนะ เด็กดี...พาเธอกลับไปที่ห้องด้วย อย่างนุ่มนวลละ

    แม้ว่าเวเนเซียจะรู้สึกพะอืดพะอมที่ต้องมาสนทนาและอยู่ร่วมกับโวลเดอมอร์ ไหนจะยังอยู่ในดงศัตรู แต่เธอนั้นช่างโชคดีที่ยังมีกะลาคุ้มหัวและคุ้มครองเธอเอาไว้ นั้นคือคำสั่งอันเด็ดขาดของโวลเดอมอร์ และอำนาจที่เขามอบให้กับเธอจนมีเทียบเท่ากับเขา...แค่ในบางเรื่องน่ะนะ

    และตอนนี้เธอก็กำลังนั่งชันเช่าอยู่ที่ริมหน้าต่างและทอดมองออกไปยังภายนอกหน้าต่างบานโตและใสแจ๋วนี้ ในหัวก็คิดต่างๆนานาไปเรื่อยว่าป่านนี้เพื่อนจะเป็นยังไง และเธอควรจะทำอะไรในขณะที่ถูกกักตัวไว้ในกำมือของโวลเดอมอร์ดี

    “...ยังชอบเหม่อจนทำตาเหมือนใกล้หลับไม่เปลี่ยนเลยนะ

    เดรโก มาที่นี่จะไม่เป็นอะไรงั้นเหรอ?

    ไม่ หน้าที่ฉันไม่มีอะไรต้องทำ นอกจากจะเป็นบอดี้การ์ดให้กับเธอ ซึ่งใจฉันก็อยากทำแบบนั้นให้กับเธอจริงๆนั่นแหละ

    เดรโกที่เข้ามาในห้องนอนนั้นเขามาพร้อมกับถาดน้ำชาอุ่นๆ เพราะเขาจำได้ดีว่าเวเนเซียชอบดื่มชามากในเวลาบ่ายๆแบบนี้ อย่างน้อย...เขาก็อยากจะทำอะไรให้เธอรู้สึกสบายใจและคลายความตึงเครียด แม้จะเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

    “คิดว่าแฮร์รี่จะเป็นยังไงบ้าง?

    “เพื่อนสามสหายของเธอน่ะไม่เป็นอะไรง่ายๆหรอก ยิ่งอยู่กับเธอแล้วได้ก็คงได้อะไรมาเยอะแยะยังไงก็คงจะเอาตัวรอดได้แหละน่า เหมือนอย่างที่ฉันเป็นอยู่”

    “...? นี่นายจะบอกว่า...”

    “คิดว่าฉันจะเอาตัวรอดได้เพราะว่าเป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลมัลฟอย พ่อมดสายเลือดบริสุทธิ์ที่มีพ่อเป็นข้ารับใช้ใกล้ตัวน่ะเหรอ? ไม่เลย...สังคมของพวกสาวกน่ะ มันไม่ได้ตรงตามหลักการเหมือนอย่างในกระทรวงนักหรอก ทุกคนต้องเอาตัวรอด และคิดเอาแต่ตัวเองทั้งนั้น ต้องขอบคุณเธอล้วนๆ หากไม่มีการสอนของเธอเมื่อสองปีก่อน...ฉันก็คงไม่อยู่ครบและสมบูรณ์ขนาดนี้ เธอก็รู้ดีว่า...พวกสาวกน่ะ ร้ายและกล้าที่จะลงมือขนาดไหน”

    ความหมายของเดรโกคือ แม้ตัวเขาจะเป็นสาวกที่มีอายุน้อยที่สุดในบรรดาผู้เสพความตาย แต่ด้วยพรสวรรค์หรือความสามารถอันใดก็ไม่รู้ เรียกได้ว่าการต่อสู้และป้องกันเวทมนตร์ของเดรโกนั้นนับว่าระดับสูงพอๆกันกับพวกแนวหน้าทำนองเดียวกันกับเบลลาทริกซ์หรือ สาวกตัวเบ้งๆเลยทีเดียว ซึ่งล้วนแล้วแต่ด้วยอานิสงค์ของเวเนเซียทั้งนั้นที่สอนให้กับเขาเมื่อสมัยปีห้า ไม่งั้นก็คงไม่รู้และใช้คาถายากๆเอาตัวรอดมาได้ถึงทุกวันนี้หรอก

    “รู้สึกว่าคิดถูกแฮะที่แบ่งเวลาเข้านอนไปสอนให้กับนายตอนนั้น ไม่ถือว่าขาดทุนหรือเสียเปล่าเลย น่าเสียดายนะ...หากฉันมีไม้กายสิทธิ์ละก็...คงจะสอนอะไรให้นายได้มากกว่านี้แล้วในเวลาว่างๆแบบเนี่ย”

    “...ลองมั้ยละ?

    “ได้เหรอ?

    เดรโกยื่นไม้กายสิทธิ์ของตัวเองให้กับเวเนเซีย เธอยังจำหน้าตาของเดรโกได้ดี ไม้สีดำขลับและดูมีความเรียบแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา

    “ไม่ใช่ว่าฉันไม่ได้รับอนุญาตให้...”

    “ไม่หรอก เขาบอกว่าเธออยากทำอะไรก็ให้เธอทำได้ทั้งนั้น หากมันเป็นการทำให้เธอไม่เบื่อหรือว่าเซ็งจิต แน่นอนว่าต้องระวังเรื่องคาถากันหน่อย”

    “นายไม่กลัวว่าฉันจะหนีเลยงั้นสิ”

    เดรโกยิ้มและสารภาพไปตามตรงอย่างที่เขานึกเอาไว้ ดูเหมือนว่าเวลานี้เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าในใจของเขาแอบซ่อนอะไรเอาไว้ เขากล้าที่จะเปิดเผยทุกอย่างที่เก็บมาตลอดหลายปี เพราะเขากลัวว่ามันจะไม่มีโอกาสให้เขาได้พูดแบบนี้กับเธอ หรือต้องเรียกว่าโอกาสมันหาได้ยากนั้นเอง

    “...ไม่เลย ฉันรู้นิสัยของเธอดี ไม่อยากให้คนสนิทและใกล้ตัวตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เธอไม่มีทาง...หนีไปโดยวิธีที่จะทำให้คนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องโดนหางเลขไปด้วยแน่ๆ ซึ่งตอนนี้คนๆนั้นก็คือ...ฉัน”

    “รู้ทันฉันเสมอ...แต่ว่า ไม่ใช่ว่าไม้มันจะ...ต้องรับใช้นายเพียงผู้เดียวไม่ใช่เหรอ ไม่งั้น...ประสิทธิภาพมันจะ...ทำได้ครึ่งเดียว หนักสุดก็ไม่ถึงครึ่งน่ะ”

    “ไม่หรอก...ถ้าหากเป็นเธอ...ฉันเชื่อว่ายังไงมันก็ต้องได้อยู่แล้ว ลองสิ...อย่างอะไรดีละ ฉันอยากจะ...เห็นคาถาผู้พิทักษ์ของเธอน่ะ”

    “คาถาผู้พิทักษ์งั้นเหรอ...อืม ได้สิ แต่จะออกมาเป็นรูปลักษณ์เหมือนอย่างทุกทีหรือเปล่า ฉันไม่ขอการันตีนะ”

    ว่าแล้วเวเนเซียก็โบกไม้กายสิทธิ์พร้อมกับคาถาผู้พิทักษ์ จากที่เธอคาดว่าคงมีเพียงแค่ไอสีเงินจางๆออกมาเท่านั้น แต่ผิดคาด...ไอสีเงินนั้นกลับพวยพุ่งออกมาจนก่อตัวเป็นสิงโตสีเงินยวงเหมือนกับว่าเธอได้ใช้ไม้กายสิทธิ์ของเธอเองในการ่ายคาถาด้วยซ้ำ

    “...เหลือเชื่อ ได้ไงเนี่ย? ไม่ใช่ว่าประสิทธิภาพมันจะเหลือแค่ครึ่งเดียวหรอกเหรอ แฮร์รี่ยัง...นี่เดรโก ไม้นายแอบเป็นไม้พี่น้องกับฉันแล้วก็แฮร์รี่หรือเปล่าเนี่ย ไม้นายคือไม้อะไร??

    ความตะขิดตะขวงและไม่เชื่อตัวเอง เพราะเธอเคยเห็นมาจากแฮร์รี่ด้วยตาของตัวเองแล้ว ไม้กายสิทธิ์ที่รอนขโมยมาได้จากผู้เสพความตายนั้นแฮร์รี่ใช้มันแต่มีพลังแค่ครึ่งเดียว แต่นี่มันกลับ...

    “พรืด...เธอนี่นะ เหมือนเมื่อก่อนไม่มีผิด ต่อให้อยู่ในอันตรายหรือที่นั่งลำบากยังไงก็มักจะชอบหาเรื่องให้ตกใจกับยิ้มตลอดสิน่า”

    “นี่นาย...ตรงไหนกัน? ฉันเคยทำแบบนั้นตอนไหนกัน?

    “อยากให้ร่ายงั้นเหรอ ก็อย่างตอนอัมบริดจ์กับการเล่นพิเรนท์ของเธอที่ไม่กลัวว่าจะโดนจับได้”

    อุ๊ก...

    “ตอนที่ทุกคนกำลังเศร้าเพราะนึกว่าเธอตายก็ดันโผล่มาแบบ เซอร์ไพรส์...”

    ปากว่าไม่พอเดรโกยังทำไม้ทำมือสะบัดๆเหมือนกับลัลล้าให้เธอได้เห็น

    อุ๊ก...

    “หรือแม้แต่...ตอนงานแข่งถ้วยอัคนี ที่ทุกคนลุ้นกันจยตัวโก่งว่าเธอจะโดนมังกรงับแขนขาหลุดหรือเปล่า ดันกลับมาแถมไม่ได้ขี่ไม้กวาดกลับมาแต่ดันเป็นมังกรแทน...”

    “อะ โอเค พอๆ พอเลย...เฮ้อ มันทำไปโดยไม่รู้ตัวนี่นา”

    “...แต่มันก็เป็นเสน่ห์แบบหนึ่งของเธอ ไม่ต้องไปซีเรียสหรอก ไม้ของฉัน...ทำมาจากไม้ฮอว์ทอร์น ขนยูนิคอร์น ของเธอถ้าหากฉันจำไม่ผิด...ขนนกฟีนิกซ์สินะ เอาเหมือนกันซักอย่าง เพราะงั้น...วางใจได้ แต่แค่ว่า...ไม้ของฉันมันมีกรณีพิเศษหน่อยนึงเธอถึงใช้มันได้...ดีมากขนาดนี้”

    “หืม? แล้วมันเพราะอะไรละ??

    ด้วยความอยากรู้และมีคำตอบอยู่ตรงหน้า จึงไม่รอช้าหรือว่าอมพะนำที่จะไม่ขอรู้จากเจ้าตัวที่อยู่ตรงหน้า

    “...อยากรู้เหรอ งั้น...จูบฉันทีสิแล้วจะบอกให้...”

    “!!? นี่นาย...”

    ปึ้ดดด

    แทนที่เวเนเซียจะเขินหรือว่าอะไร เธอกลับยื่นหน้าเข้าไปใกล้กับใบหน้าของเดรโกและใช้นิ้วดึงแก้มจนยึดเหมือนกับขนมโมจิ สร้างความเจ็บจนเดรโกเผลอร้องออกมา

    “โอ๊ยๆๆๆ เธอดึงหน้าฉันทำไมเนี่ย? เจ็บชะมัด...”

    เวเนเซียก็ยังคงเลิกคิ้วและมีแววตาสงสัย คราวนี้เธอทำเสียงฟุดฟิดจนเห็นได้จากจมูกที่ขยับขึ้นลง ดูแล้วเหมือนเวลาสุนัขดมกลิ่นก็ไม่ปาน แต่ตำแหน่งที่เธอดมมันอยู่ใกล้กับริมฝีปากของเดรโกไม่กี่เซน จนทำให้เขาตกใจและต้องนิ่งค้างไปในทันที

    “ไม่มี...นี่นาย นายโดนคาถาต้องห้ามหรือเปล่าเนี่ย แบบ...คาถาสะกดใจน่ะ?

    “ทำไมคิดแบบนั้น?

    “นายเพี้ยนหรือเปล่า ถึงได้พูดอะไรบ้าๆแล้วก็พิลึกๆออกมาน่ะ? นึกยังไงมาขอฉันจูบเนี่ย เพื่อนกันแท้ๆ”

    “ใครว่าฉันมองว่าเธอเป็นแค่เพื่อนกัน...”

    ราวกับเวลาทั้งโลกหยุด และไร้ซึ่งเสียงใดๆบนโลกนอกจากเสียงพูดของเดรโก

    “...อันที่จริง ก็อยากจะบอกกับเธอมาตลอดอยู่แล้ว ตั้งแต่...ตอนพวกเราอยู่ปีสี่ละมั้ง แต่ก็นะ...ดันช้าไป ก็เลย...ได้แต่เก็บเอาไว้ในใจมาตลอด เวลานี้มันอาจจะไม่เหมาะ แต่ฉันก็อยากจะบอกให้เธอเข้าใจแล้วก็รู้เอาไว้น่าจะดี”

    “นี่นาย...”

    เดรโกเงียบไปครู่หนึ่ง และสูดลมหายใจเพื่อเป็นการผ่อนคลายในการเผยบางอย่างที่เขาเก็บซ่อนมาโดยตลอด

    “...ฉันชอบเธอ ชอบ...มาตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว”

    “........”

    คราวนี้เวเนเซียช็อกยิ่งกว่าการต้องเผชิญหน้ากับโวลเดอมอร์เสียอีก เพราะเธอไม่นึกเลยว่าเดรโกที่เธอสนิทด้วย และรู้ใจจนขนาดว่าเป็นคนที่เธอคิดถึงในทุกครั้งที่เปิดเทอมและปิดเทอมนั้นจะมีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อเธอมากขนาดนี้ นอกจากมากแล้วยังนานมาก เพราะเขาเพิ่งพูดเองว่าตั้งแต่ปีหนึ่ง นั้นก็หมายความว่า...อาจจะตั้งแต่แรกเจอก็เป็นได้

    “ฉันอยากรู้จักกับเธอให้มากขึ้น ภาษาไทย วัฒนธรรม ทุกอย่างฉันอยากจะรู้ เพื่อจะได้เข้าหาเธอได้มากขึ้น  อันที่จริง...ตอนแรกก็ไม่คิดหรอกว่าฉันจะญาติดีกับเธอได้ จากเดิมที่ฉันตั้งใจจะให้เธอเดินมาหาฉันเอง กลับเป็นฉันเสียได้...ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกันที่ฉันดันเป็นฝ่ายเข้าหาเธอมากขึ้นเรื่อยๆ มาก...จนได้เห็นเธอในหลายๆมุมที่น้อยคนจะเข้าใจ เหมือนอย่างฉัน...ตระกูลมัลฟอย ฉากหน้าคือสายเลือดบริสุทธิ์ที่สูงส่ง หรืออย่างเธอ...ตระกูลอลางดิอุส แต่เปล่าเลย...เธอก็คือเธอ ฉันเริ่มไม่สนใจว่าเธอเป็นอลาวดิอุส ฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นสายเลือดบริสุทธิ์หรือครึ่งเดียว ยังไงฉันก็...ลบภาพของเธอไม่ได้ ทั้งภาพและทุกอย่างที่มีเธอ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเขาเองก็ชอบเธอ เป็นฉันเอง...ก็คงละสายตาไปจากเธอไม่ได้เหมือนกัน”

    เดรโกยังคงพูดต่อไปเรื่อยๆ โดนตัวเวเนเซียก็เงียบกริบไปแล้วเพราะเธอไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี เธอจึงทำได้เพียงแค่....ฟังทุกอย่างที่เขาเก็บงำมาตลอด ด้วยใบหน้าที่มีความรู้สึกเหลือเชื่อและอดจะนับถือไม่ได้ที่เดรโกนั้น...มีความอดทนมากถึงเพียงนี้

    “ฉันยังจำคำพูดของเธอได้ดี ที่ว่า...เธอจะยังไม่คบกับใครเพราะด้วยความต้องการของเธอเอง อายุ...เธอบอกเองว่ามันยังไม่เหมาะ ฉันเลย...รอเวลานั้น แต่ก็...ดันช้าไป ช้ากว่าเจ้าดิกเกอรี่นั้นไปก้าวเดียว ใจจริงฉันก็รับไม่ได้หรอกนะ แต่...ฉันไม่อยากจะพรากความสุขและรอยยิ้มไปจากเธอ ก็เลย...กลั้นฝืนและร่วมยินดีให้กับเธอ แม้ว่าจะรักข้างเดียว ฉันก็พอใจแล้ว แค่เห็นเธอมีความสุขได้ เพราะเจ้านั่น...ดีแล้วที่หมอนั่นทำให้กับเธอได้”

    “ขะ...ขอโทษนะเดร ฉัน...”

    “ไม่ๆ เธอไม่ต้องขอโทษหรอก ฉันเองก็ไม่น่าพูดอะไรแบบนี้เลย แบบ...ฉันกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้บอกกับเธอทุกอย่างในใจฉันเหมือนอย่างเวลานี้ ก็เลย...บอกไปเลยน่าจะดี เฮ้อ...โล่งอกชะมัด! งี้เองสินะ...ที่เธอเคยบอกน่ะ ระบายออกมาดีกว่าเก็บเอาไว้ มันจะรู้สึกอัดอั้นแล้วก็ไม่สบายใจ จริงอย่างที่เธอว่ามาเป้ะๆ”

    “เดรโก ฉัน...ยังไงฉันก็ต้องขอโทษนายจริงๆด้วย ที่...ไม่รู้ความรู้สึกของนาย ฉัน...”

    “ใครว่าละ เธอเป็นแบบนี้น่ะดีแล้ว ฉันชอบนะ...ในความใสซื่อของเธอน่ะ แม้มันจะซื่อบื้อไปบ้าง...แต่ฉันกลับรู้สึกชอบจนไม่อาจละสายตาได้เลยละ ไม้นี่น่ะ...ไม่น่าแปลกหรอกที่เธอจะใช้มันได้ ก็เพราะ...สาเหตุมันคือเอาชนะยังไงละ”

    เดรโกพยายามเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เวเนเซียต้องเสียใจและคิดมากจากการที่เขาสารภาพไปเมื่อครู่นี้ เขาเลยเปลี่ยนเรื่องมาคุยเรื่องไม้กายสิทธิ์อย่างที่เธอสงสัยแทนเอาซะดื้อๆ

    “สาเหตุงั้นเหรอ?

    เธอเองก็ไม่อยากทำให้บรรยากาศมันแย่นัก ก็เลยเบนเข็มตามเดรโกด้วยคน นั้นคือการให้ความสนใจกับการอธิบายเกี่ยวกับไม้กายสิทธิ์จากเดรโก

    “แล้ว...ฉันไปเอาชนะนายตอนไหนกัน?

    “การแย่งไม้จากคู่ต่อสู้ได้...คือหนทางในการเอาชนะผู้เป็นนายของไม้ อย่างคาถานั้นไง ที่เธอสอนให้พวกเพื่อนๆในภาคีได้ใช้เป็นน่ะ เจ้า...เอ็กเปลลิอามัสอะไรนั่นน่ะ”

    “อ้อ...?! แต่ฉันจำได้ว่าฉันไม่เคยใช้คาถาแบบนี้กับนายนี่นา จริงอยู่ว่าเกือบจะครั้งหนึ่ง แต่ก็มั่นใจนะว่าไม่เคยใช้กับนายน่ะ”

    “เพราะงี้ไงฉันถึงได้บอกแล้วว่าแค่กับเธอคนเดียวเท่านั้น เพราะ...ยังไงซะ ฉันก็จะยอมเป็นผู้แพ้ให้กับเธอเสมอไปยังไงละ ฉันอยากให้คนที่ฉันรักและชอบ...ได้เป็นผู้ชนะเสมอ ฉันชอบนะ เวลาที่เห็นเธอชนะทุกอย่างน่ะ เหมือนอย่างครั้งศึกชิงถ้วยอัคนีไง เธอดูน่ามองดีจะตายไป อ๊ะ...ฉันนี่ละก็...อุตส่าห์พยายามเปลี่ยนเรื่องแล้วเชียว เอาเป็นว่า...นอนเถอะนะ นี่มันก็บ่ายกว่าแล้ว เธอชอบนอนกลางวันนี่นา เดี๋ยวฉันจะอยู่หน้าประตูด้านนอก หลับให้สบายละ...”

    เดรโกลุกขึ้นจากเบาะเก้าอี้ ก่อนจะจากกันเขาก็ใช้นิ้วทัดผมเหน็บเข้าที่ข้างหูให้กับเธออย่างนุ่มนวลและอ่อนโยน ราวกับอยากจะดูแลให้เธอได้รับความสบายทุกอย่าง แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆก็ตามที

    เวเนเซียมองแผ่นหลังของเดรโกที่กำลังค่อยๆเดินออกไปจากห้อง เมื่อสิ้นเสียงของประตูที่ปิดลง เธอก็รีบเดินไปอย่างเบาฝีเท้าเพื่อฟังเสียงที่หน้าประตู เธอได้ยินเสียงลากของเก้าอี้และทิ้งตัวลงพร้อมกับเสียงลมหายใจที่ฟังคุ้นเคยมาตลอดหกปีที่ผ่านมา

    “...ลงท้ายแล้ว นายก็มองฉันแบบนี้งั้นเหรอ ไม่ใช่แค่นายหรอกที่รู้สึกหวั่นไหวน่ะ ฉันเองก็...ห่วงนายมาตลอดเหมือนกันแหละน่า”

    ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากเดรโกไปรวมกับสาวก เวเนเซียก็มักจะห่วงเขาพอๆกันกับที่ห่วงเซดริก แต่ไม่รู้เพราะคำสารภาพเมื่อครู่หรือเปล่าถึงทำให้ใจของเธอเริ่มมีแต่เดรโก จนเกือบลืมเซดริกไปเลย

    เวเนเซียส่ายหัวเพื่อพยายามเลิกคิดและฟุ้งซ่านจากคำสารภาพของเดรโกที่พรั่งพรูออกมาเป็นชุดจนหมดเปลือก จากนั้นก็กระโดดขึ้นเตียงนอนหลังใหญ่และกว้าง หนานุ่มนั้นอย่างหมดแรง

    อา...หมอนั่นรู้ตลอดเลย ง่วงจัง รู้ตลอดสิน่าว่าเรา...ชอบ...นอน...

    ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลอันไหนมากกว่ากันที่ทำให้เธอรู้สึกง่วงและล้าขึ้นมาหลังจากที่ๆผ่านมามักจะตื่นตัวตลอดแท้ๆ เพราะสถานที่ เพราะที่นอนที่สบาย หรือเป็นเพราะ...วางใจและรู้สึกปลอดภัยที่มีเดรโกอยู่ด้วยกัน

    ---------------------------------------------------------------------

    -------------------------------------

    ....บอกไปแล้ว เมื่อกี้เรา...บอกไปหมดแล้ว หมดแบบหมดไส้หมดพุง อ๊ากกก!!! ฉันพูดอะไรออกไปละนั่นน่ะ?!

    เดรโกที่นั่งอยู่ด้านนอกหน้าประตูห้องนั้นกำลังซุกใบหน้าเข้ากับสองมือของตัวเอง แม้ไม่มีกระจกส่องหน้าเขาก็รู้ในทันทีเลยว่าใบหน้าของเขากำลังเป็นแบบนั้น

    ยังไงก็ไม่พ้นไปจากหน้าสีแดงเพราะอาการเขิน ตาเบิกโตเพราะไม่อยากจะเชื่อ ปากที่เม้มเพราะเกร็งเนื่องด้วยไม่เชื่อเลยว่าปากของเขาจะกล้าพูดทุกอย่างที่เก็บเอาไว้ในใจมาโดยตลอดออกมาได้ในรวดเดียว

    แต่มันก็...ดีกว่าไม่ได้บอกอะไรกับเธอนั่นแหละ อืม...อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอรู้แหละว่าเราแอบชอบเธอมาโดยตลอด แม้จะเป็นรักข้างเดียว...ก็ยังดีกว่าไม่ได้บอกให้เวเนเซียได้รู้แหละน่า เอาเถอะ...แม้จะไม่ได้คบกันเหมือนอย่างที่เธอคบกับเจ้าดิกเกอรี่ อย่างน้อย...ทุกอย่างที่ผ่านมาเธอจะไม่รู้ แต่มันก็จะเป็นความทรงจำอันล้ำค่ากับฉัน

    ความทรงจำที่เดรโกคิดในใจนั้นคือวันเวลาที่เขาได้อยู่ด้วยกันกับเวเนเซียยามสองต่อสอง ไม่ว่าจะ...

    สนามหญ้ามุมอับที่เธอกับเขามักจะไปนอนเล่นด้วยกัน ทั้งอ่านหนังสือ ติวหนังสือ นอนกลางวัน วาดรูป

    ท้องฟ้าที่เธอกับเขาขี่ไม้กวาดคู่กัน

    ห้องนั่งเล่นที่เธอกับเขาได้อิงแอบกัน

    ห้องนอนสลิธีรินที่เขาได้มองดูเธอยามหลับใหลเป็นครั้งแรก

    วันที่เขารับตัวเธอ สัมผัส กอด หรือจูบโดยไม่ได้ตั้งใจ

    แต่ถ้าจะให้คิดว่าครั้งไหนที่เป็นความทรงจำที่ยากจะลืมและอยากจะเก็บเอาไว้ตลอดไปเพื่อนึกถึง ย่อมไม่พ้นไปจากวันที่เธอกับเขาได้เต้นรำในบรรยากาศไวท์คริสต์มาสของแท้ที่ไม่ได้ปรุงแต่งจากเวทมนตร์

    ชุดสีชมพูอ่อนๆนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในหัวของเขา แม้แต่..ดอกไม้สีขาวนั้นเขาก็ยังคงเก็บมันเอาไว้เป็นอย่างดี และทะนุถนอมราวกับเป็นสมบัติอันล้ำค่าเหมือนกับของทุกชิ้นที่เธอมอบให้กับเขา

    ทั้งของขวัญวันเกิด ของขวัญช่วงเทศกาล หรือแม้แต่...เชือกถักสองสีที่แม้ว่าจะเล็กจนใส่ไม่ได้แล้ว เขาก็ยังคงพกติดตัวเอาไว้ไม่ให้ห่างกาย

    ...เธอปกป้องทุกคนมามากพอแล้วเวเนเซีย และเธอไม่จำเป็นต้องเอาตัวรอดเหมือนทุกครั้งด้วยตัวเองแล้ว คราวนี้...ฉันจะปกป้องเธอบ้าง

    นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเดรโกถึงได้ไม่ยอมละห่างไปจากทุกนั่งหน้าประตูแม้แต่ก้าวเดียว ซึ่งคนอื่นๆหรือแม้แต่โวลเดอมอร์นั้นเข้าใจเป็นเสียงเดียวกันว่าทำงานอย่างเคร่งครัดและตามหน้าที่ หากแต่เขาไม่ได้ทำไปส่งๆและเพราะถูกสั่ง เขาทำไปด้วยความเต็มใจ เพราะเขา...รักในตัวเวเนเซียยิ่งกว่าโวลเดอมอร์ ยิ่งกว่าใครๆทั้งนั้น เขาไม่สนว่าตัวเองจะตกที่นั่งลำบากหรือไม่ แต่เขาเลือกแล้วว่าจะไม่ให้ใครหน้าไหนได้เข้ามาทำร้ายเธอแน่ๆ

    ในกรณีของโวลเดอมอร์ เดรโกรู้ดีว่าเขาไม่อาจบยื่นมือเข้าไปได้ แต่อย่างน้อยเขาก็โล่งใจและมั่นใจแน่ๆว่าไม่มีทางและไม่มีวันที่โวลเดอมอร์จะทำร้ายเวเนเซียแน่ๆ นี่จึงเป็นข้อที่ทำให้เขารู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก

    “เดรโก เด็กคนนั้นละ?

    ไม่คาดเลยว่าคนแรกที่กะจะเข้ามาขัดการนิทราของเวเนเซียจะกลายเป็นพ่อของตน ซึ่งตลอดที่ผ่านมาเขาก็แทบไม่ได้พูดคุยหรือเจอหน้ากับเขาแม้แต่น้อย

    “...หลับอยู่ มีอะไรงั้นเหรอ...พ่อ”

    “ดูแกเข้าสิ เอาเถอะ...ฉันก็ไม่ว่าอะไร เพราะยังไง...มันก็เป็นความผิดพลาดของฉันเองนั่นแหละนะ เด็กนั่น...ไม่นึกเลยว่านอกจากจะเอาตัวรอดเป็นยอดคน ขนาดหนีจากเงื้อมมือของนายท่านไปได้หลายครั้งหลายครา จะมาตกม้าตายเอาง่ายๆแบบนี้ ไม่เหมาะสมกับการเป็นหนึ่งในตระกูลศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

    ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในที่นี้หมายถึงตระกูลที่ได้รับการจารึกว่าเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ แต่ในยุคหลังๆเริ่มมีการผ่อนปรนที่สามารถจะแต่งงานกับเลือดผสมได้ ซึ่งตระกูลอลาวดิอุสก็อยู่หนึ่งในนั้นเหมือนกันกับตระกูลมัลฟอย

    “เหมาะไม่เหมาะยังไงพ่อไม่รู้หรอก พ่อไม่รู้หรอกว่าฝีมือที่แท้จริงของเธอน่ะ...มีมากแค่ไหน”

    “แกจะบอกว่า...”

    “ไม่รู้สิ พ่อแน่ใจแล้วเหรอ...ว่ารู้จักกับเธอทุกอย่างจริงๆน่ะ?

    แม้แต่กับท่านผู้นั้น...ก็คงไม่รู้เกินกว่าที่เรารู้หรอก

    “ดูแกจะปกป้องเด็กนั้นทุกหนทางเลยนะ..เดรโก ตกลงแกเห็นหัวพ่อบ้างมั้ย? เมื่อก่อนแกยังสงบปากและเงียบ พยักหน้ารับคำสั่งของพ่อมาตลอดแท้ๆ”

    “ผมไม่ใช่เด็กอีกแล้ว อีกอย่าง...เธอเป็นคนที่มีความหมายที่สุดยิ่งกว่าใครในสาวก ไม่สิ จะเอามาเปรียบไม่ได้ด้วยซ้ำ พ่ออย่าลืมสิว่า...เธอเป็นคนสำคัญของใคร”

    แม้ใจของเดรโกจะไม่อยากพูดนักว่าเวเนเซียเป็นคนสำคัญของโวลเดอมอร์ เพราะใจจริงของเขานั้นอยากจะบอกกับพ่อของตัวเองเสียเหลือเกินว่า ตนนั้นรักและแอบชอบเธอมาโดยตลอด ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจอมมารอะไรนั่นแม้แต่น้อย

    เพราะคำกล่าวอ้างที่หยิบยกขึ้นมาของเดรโก ทำให้อารมณ์ที่เริ่มจะไม่สบอารมณ์ของลูเซียสเริ่มจางลง เพราะมันก็เป็นจริงอย่างที่ลูกชายของตนกล่างมาทุกอย่าง เห็นได้จากตัวอย่างของเบลลาทริกซ์ที่เริ่มกระจายกันปากต่อปากจนเป็นวงกว้าง ขนาดว่าอาจจะรู้กันในหมู่สาวกทุกคนแล้วก็ได้ ที่เธอกล้าลงมือเกินเลยกับเวเนเซีย ผู้เป็นที่รักของนายเหนือหัว จนทำให้หล่อนตกอยู่ในสภาพแบบไหน ขนาดว่าเป็นถึงมือขวาที่จอมมารไว้ใจและไม่เคยลงโทษแท้ๆ

    “จริงอย่างที่แกว่า ถ้ายังไง...จงตั้งใจและทำหน้าที่ที่นายท่านมอบหมายให้กับแกสุดกำลังละกันเดรโก”

    ว่าแล้วลูเซียสก็เดินหมุนตัวกลับไปตามทางเดิน ไม่แม้แต่จะมีแววตาที่แสดงถึงความเป็นพ่ออันอบอุ่นแก่ลูกแม้แต่น้อย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเดรโกถึงได้ไม่สบอารมณ์และอยากจะพูดคุยกับพ่อของตนเองอย่างเป็นกันเองแบบพ่อลูกทั่วๆไป

    “ตระกูลศักดิ์สิทธิ์งั้นเหรอ? ของพรรค์นั้นน่ะ...เธอเองก็คงจะคิดเหมือนกันฉันสินะเวเนเซีย ตระกูลก็แล้วไง ใครๆก็เหมือนๆกันทั้งนั้นแหละ เนอะ...”

    จังหวะที่เดรโกกำลังนิ่งใบหน้าของเวเนเซียที่น่าจะให้คำตอบกับเขาในหัวอยู่นั้นเอง

    “...เดรโก”

    เมื่อกี้เป็นพ่อ คราวนี้เป็นแม่ แต่ในกรณีของแม่นั้น เดรโกไม่ยักกะชักสีหน้าหรือว่าเมินเหมือนคราวที่เพิ่งสนทนากับพ่อแม้แต่น้อย

    “ว่าไงครับ แม่...”

    แม้จะไม่ได้ทำท่าทีเหมือนอย่างครั้งของลูเซียส แต่เขาก็ยังคงความนิ่งและสุขุมโดยมีความนอบน้อมและห่วงใยแฝงอยู่จางๆ ซึ่งแม่ของเดรโกก็รู้สึกได้ จึงไม่ว่าอะไรที่ลูกชายของตนพูดกับตนด้วยน้ำเสียงนิ่งๆและฟังดูเย็นชา

    “แม่มีเรื่องอยากจะถามอะไรลูกหน่อยน่ะ”

    “...? มีเรื่องอะไรสงสัยงั้นเหรอครับ?

    “ลูก...ลูกชอบเด็กคนนั้นงั้นเหรอ?

    “แม่พูด...”

    “ไม่ต้องปิดบังแม่หรอก ลูกไว้ใจแม่ได้ แม่รู้ว่าลูกทำไปก็เพื่อความปลอดภัยของแม่...ลูกเป็นคนที่อ่อนโยน แม่รู้ดีเป็นที่สุด แม้จะเป็นแค่คนเดียวก็ตาม...”

    “เปล่า...ไม่ใช่แม่คนเดียวหรอก ที่รู้ว่าผมเป็นคนยังไง รู้ว่าเนื้อแท้ของผมที่เก็บซ่อนเอาไว้เป็นยังไง...”

    ด้วยคำพูดประโยคนี้ของเดรโกเป็นสัญญาณบอกว่าความสงสัยนั้นเป็นจริงอย่างที่คาดเอาไว้  นาร์ซิสซาจึงพรูลมหายใจออกมาอย่างหมดห่วงเพราะมันทำให้เธอหายสงสัยและเก็บมาคิดหาคำตอบเอาเอง

    “แล้ว...แม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ไม่สิ ได้ยังไง?

    “แม่เห็น...แหวนของลูก แหวนนั้น...”

    “อ้อ แหวนนั้นน่ะเอง เกือบลืมไปเลยนะเนี่ย...ดูท่าผมเพราะผมเต็มใจอยากให้เธอถือเอาไว้ ก็เลย...ไม่ได้กังวลว่ามันไม่ได้อยู่กับตัวผม ขนาดว่าเป็นของสำคัญที่แม่พร่ำบอกกับผมเสมอๆ...”

    “ลูกไม่น่าทำแบบนั้น ลูกอาจจะต้องเจอกับสิ่งที่น่ากลัว ลูกก็รู้ว่าเด็กคนนั้นน่ะ...”

    “ผมรู้ดีแม่ แม้ว่าจะเพิ่งมารู้เมื่อไม่นานมานี้ แต่ว่า...ทำไงได้ละครับ ก็ผมน่ะ...รักเธอเข้าเสียแล้ว ผมหันหลังกลับไม่ทันแล้ว”

    ราวกับต้องการจะปกป้องลูกชายของตนเองให้ห่างจากอันตรายที่อาจเข้ามาใกล้ หากความลับที่เก็บซ่อนนั้นถูกพบเข้า

    แต่เดรโกก็ยังคงยืนยันว่าตนไม่มีทางถอยกลับหรือว่าถอนตัวจากความรักที่มีให้ต่อเวเนเซียแม้แต่ก้าวเดียว

    “ลูกแน่ใจนะ แม่ไม่เคยห้าม หรือว่าบังคับ แต่...แม่ไม่อยากให้ลูกต้อง...”

    “แม่ครับ ผมเป็นลูกชายของแม่ ลูกชายคนเดียวและเป็นทายาทคนต่อไป ยังไงผมก็ต้องหาทางเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว อีกอย่าง...หากผมไม่ปกป้องเธอและดูแลเธอในเวลานี้ เธออาจจะต้องอยู่ในสภาวะอันตราย แล้วก็...เธอทำให้ผมมามากเกินกว่าที่แม่รู้เสียอีก ทุกอย่าง...ที่ผมเป็นถึงตอนนี้ได้ ก็เป็นเพราะเธอทั้งนั้น”

    ด้วยใจที่เด็ดเดี่ยวและคำพูดที่ไม่มีแม้แต่ความลังเล ทำให้นาร์ซิสซาเข้าใจแล้วว่ายังไงก็ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดของเดรโกได้ เพราะเธอ...เห็นเพียงสีหน้าที่น้อยครั้งและไม่รู้เช่นกันว่าครั้งสุดท้ายที่เขามีสีหน้าที่ดีและเจิดจ้าเหมือนที่เคยเห็นในอดีตเมื่อไรกัน

    “แม่เข้าใจแล้ว แต่สัญญากับแม่นะ...ว่าลูกต้องปลอดภัยกลับมาหาแม่น่ะ”

    “ครับ แม่เองก็ระวังตัวด้วยนะครับ”

    “รักลูกนะ...”

    “ผมเองก็รักแม่ครับ”

    นาร์ซิสซาค่อยๆอ้าแขนเพื่อสวมกอดลูกชายของตนที่เธอเองก็ไม่รู้เลยว่าเขาได้กลายเป็นชายหนุ่มผู้ทรงภูมิและเด็ดเดี่ยวตั้งแต่เมื่อไร นอกจากนี้ยังคาดไม่ถึงเลยว่าจะได้กอดลูกชายของตนอีกครั้ง หลังจากไม่ได้กอดเขาเช่นนี้มานานแสนนานแล้ว ในใจของนาร์ซิสซาก็ค่อยๆเริ่มเข้าใจจากการแสดงออกของเดรโกทีละนิดๆ

    เขายิ้มออก

    มีความเด็ดเดี่ยวผ่านทางแววตา

    ความมืดหม่นที่เริ่มจางหายไป ซึ่งเธอรู้สึกได้

    ไม่ได้เป็นเด็กน้อยที่เธอนั้นต้องคอยโอ๋และปลอบ

    ล้วนแล้วเพราะเวเนเซียทั้งนั้น นั้น...ทำให้เธอมองเวเนเซียใหม่

    ไม่ได้มองว่าเป็นหญิงสาวผู้ถูกเลือกและครองตำแหน่งคนรักของจอมมาร แต่เธอมองว่าเวเนเซียเป็นเหมือนกับลูกสาวคนหนึ่ง ลูกสาว...ที่เธอนั้นอยากจะให้มาอยู่ด้วยกันกับลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเธออย่างเดรโก

    ไม่งั้นเธอคงไม่ให้เวเนเซียเรียกเธอว่าแม่หรอก

    ก็เพราะ...ใครก็ตามที่เดรโกมอบแหวนให้ แสดงว่าผู้หญิงคนๆนั้นจะกลายเป็นว่าที่สะใภ้ของตระกูลมัลฟอยในอนาคตนั้นเอง

    แต่เธอเองก็ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าลูกชายของเธอจะหลงรักเข้ากับคนจากตระกูลอลาวดิอุสอย่างเวเนเซีย เรื่องตระกูลยังพอจะทำใจ แต่ไม่คิดเลยว่าจะดันไปรักกับผู้หญิงคนเดียวกันกับคนที่จอมมารนั้นหมายปองมาโดยตลอด

    ซึ่งนาร์ซิสซาก็ทำได้เพียงแค่ภาวนาให้ลูกชายของเธอนั้นสมปรารถนาอย่างเดียวเท่านั้น นั้นคือสิ่งเดียวที่เธอสามารถจะทำให้ได้

    ------------------------------------------------------------------------------

    -------------------------------------------------------

    ในขณะที่ฝั่งนี้กำลังมีบรรยากาศที่สงบและอบอุ่น ทางฝั่งด้านนี้ก็เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนเกร็ง และหวาดกลัวไม่ใช่น้อยๆ

    “...ไม่ได้เรื่อง!!!

    เสียงเกรี้ยวกราดไม่พอใจกับสิ่งตรงหน้าของโวลเดอมอร์สร้างความตื่นตระหนกและหวาดกลัวแก่คนในห้อง ขนาดว่าบางคนไม่ได้อยู่ในหน้าที่นั้นๆ แม้ว่าจะทำเพียงแค่ยืนรอรับใช้ผู้เป็นนายก็ยังอดจะมีความขนลุกไม่ได้

    “ห่วยแตก...ไร้น้ำยา...ไร้ค่า!!!

    “นายท่าน ถ้ายังไง...ช่วงนี้ก็ใช้ไม้กายสิทธิ์ด้ามเดิมของท่านไปก่อนดีมั้ยครับ? แบบ...ไม่แน่ว่าวันหน้าอาจจะ...”

    “อาจจะ...อาจจะงั้นเหรอ? ข้าทนฟังคำว่าอาจจะมามากเกินพอแล้ว”

    การที่โวลเดอมอร์เรียกตนเองว่าข้าบ่งบอกเลยว่าเขากำลังโกรธและรู้สึกไม่ได้ดั่งใจมากเป็นที่สุด

    “แต่ว่านายท่านครับ เกรโกโรวิตซ์ที่ท่านไปจับตัวมาได้มัน...”

    “เออ ข้ารู้...มันบอกว่ามันถูกขโมยไป แต่ไอ้เจ้าหนุ่มนั้น...มันเป็นใครกัน?!!

    “นายท่านครับ!

    “อะไร?!!

    ในจังหวะที่โวลเดอมอร์กำลังกำลังเดือดดาลถึงขั้นปะทุเตรียมระเบิดนั้น ไม่คาดเลยว่าจะมีคนถลาเข้ามาและขัดจังหวะเขาได้ และหากเขา...ไม่มีเหตุผลที่น่าฟังละก็...มีหวังได้บอกลาลับโลกในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้แน่ๆ

    “คือ...ข้อมูลที่ท่านให้ผมได้ลองตามหา...ผมคิดว่า...เราได้ตัวแล้วละครับ”

    แม้จะดีใจที่สามารถรายงานผลอันสำเร็จให้กับเจ้านายอย่างโวลเดอมอร์ได้ แต่เนื่องด้วยเวลานี้ตัวเจ้านายกำลังโกรธาถึงขั้นดวงตาเป็นสีแดงก่ำ จึงทำให้เขาพูดตะกุกตะกักและเว้นช่วงด้วยความกลัว

    “มันเป็นใคร...”

    “เป็น...เป็นพ่อมดที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเวทมนตร์...ครับ”

    “...อ้อ ฉันว่าฉันรู้ละ...”

    คำว่าฉันทำให้เหล่าสาวกรู้สึกหายใจจนโล่งคอขึ้น เพราะมันบอกว่าระดับความโกรธและเกรี้ยวกราดของโวลเดอมอร์เริ่มดับลง

    “...แก นำข้อความนี้ไปบอกกับเธอซะ แม้ใจจริงฉันอยากจะเป็นคนไปบอกเองก็เถอะ...แต่น่าเสียดาย ความตื่นเต้นนี่มันรอไม่ได้ บอกกับเธอว่าฉันจะออกไปทำธุระซักหน่อย เดียวพรุ่งนี้ค่อยมาทานอาหารแล้วก็...นั่งคุยกันสองต่อสอง ถ้ายังไง...ไปดูด้วยว่าเธอชอบทำอะไรในเวลาว่าง ทุกอย่างที่ทำให้เธอต้องครบครันและ..ไร้ที่ติ...อย่าทำให้ผิดหวังซะละ”

    ฟุ่บบ!!!

    แล้วร่างของโวลเดอมอร์ก็หายไปพร้อมกับความโล่งใจและสบายใจของเหล่าสาวกที่มาแทนที่บรรยากาศทั่วทั้งห้อง

    และแม้ว่าตัวนายท่านจะไม่อยู่ เหล่าสาวกก็ย่อมรู้หน้าที่ที่ควรปฏิบัติแม้จะไร้นายเหนือหัวอยู่ในรัศมี และด้วยคำสั่งเมื่อครู่นั้นสำคัญและควรทำในทันที จึงไม่รอช้าที่จะส่งตัวแทนนำข้อความนี้ไปบอกกับเธออย่างตรงตามทุกคำพูดที่โวลเดอมอร์ได้กล่าวออกมา

    กลายเป็นเรื่องที่สบายใจได้พักหนึ่ง แต่เธอต้องมาพะวงเพราะว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลากลับไปขึ้นเขียงอีกครั้ง ทั้งๆที่มันก็ต้องรอให้ผ่านไปอีกวัน แต่เพราะเป็นโวลเดอมอร์ละมั้ง เธอถึงได้รู้สึกว่าเวลาสบายใจที่ได้อยู่คนเดียวนั้นช่างแสนสั้น แต่หากอยู่กับเขาสองต่อสองช่างยาวนานเหมือนเป็นชาติ แบบ...อยู่ในนรกเยือกแข็งชาติหนึ่งก็ว่าได้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

305 ความคิดเห็น

  1. #270 autumn morning^^ (@pofaiwipada) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 / 20:05
    โวลดี้ หนูลูกกกกก
    #270
    0
  2. #267 magictiarapen (@magictiarapen) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2561 / 20:31
    ทีมเดรกหมดจัยค่ะ♡
    #267
    0
  3. #116 MinutesZ (@amnunchanok) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 เมษายน 2561 / 14:48
    เดรโกกกก >///<
    #116
    0
  4. #68 aptx 4869 (@finig) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 18:20
    ทีมเดรโกหมดจายยย ขอให้เดรกคู่กับเวเนเซียเถอะคะไรท์ พลีสสส
    #68
    0
  5. #67 ProyleeIeie (@ProyleeIeie) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 / 13:13
    ทีมเดรกค่าาา มาต่อเถอะไรท์เค้ารอน่าาาา
    #67
    0
  6. #66 mail55 (@mail55) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:01
    มาต่อเถอะค่า รออยู่น้าาา~
    #66
    0
  7. #65 oONORTHOo (@KitKat-100842) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:36
    เย้ดีใจที่เรือเดรกยังไงอยู่ :33
    #65
    0
  8. #64 Haruooooo (@pin1123haruka) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:31
    #ทีมเดรโกค่ะ
    #64
    0
  9. #63 Haruooooo (@pin1123haruka) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 22:31
    #ทีมเดรโก
    #63
    0
  10. #62 Misaka Misaei (@misakmisaei124) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 / 20:52
    ทีมเดรค่ะ !!!
    #62
    0
  11. #61 First-12 (@First-12) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 / 07:49
    ขอให้ลงเรือถูกลำเถอะ
    #ทีมเดรโก
    #61
    0
  12. #60 FREINFORW (@dokidokiprecure) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:38
    ให้ตายเหอะโวลดี้ทั้งรักทั้งหลงหนูเวเเบบสุดๆ #เรือทั้งสามกำลังขับเขี่ยกันเเละดูเหมือนว่าเรือเดรโกรจะตีตื้นขึ้นไปแล้ว
    #60
    0
  13. #59 look79 (@0902252711) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:10
    โอ้ยยย อยากเป็นนางเอกตอนนี้มากเว่อร์ เดรมาบอกรักเราบ้าง ใจบ่ดีเลย
    #59
    0
  14. #58 pp-poppy (@pp-poppy) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561 / 10:17
    โอ้ยยอมเเล้วจะทูนหัวอยากมีปัวเป็นโวดี้
    #58
    0
  15. #57 Pitchayapak Uppakarat (@galaxypampam11) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2561 / 23:39
    โหย แด๊ดดี้ค่ะ ทำไมพูดจาเลี่ยนจนรีดเดอร์อยากอ้วกออกมาแบบนั้นละคะ
    #57
    0