ท่านแม่ทัพโปรดมีลูกกับข้าเถอะ ( ebok )

ตอนที่ 4 : ตอน ฮูหยินของข้าใครกล้าแตะ (เต็มตอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 22,257
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 416 ครั้ง
    6 มี.ค. 61



ตอนที่ 4 ฮูหยินข้าใครกล้าแต

 

“ใช่เจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพได้ยินไม่ผิด ท่านพี่หวงซวนถานเป็นลูกชายของแม่ทัพใหญ่ในเผ่าเคอเอ่อร์ซินของข้า เราสองคนสนิทกันมาก เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เป็นเด็ก ท่านพี่หวงเก่งวิทยายุทธ์หลายแขนง ซ้ำยังเป็นคนสอนวิชายุทธ์ให้ข้าและสอนให้ข้ารู้จักศาสตราวุธทุกชนิดเรียกได้ว่าเป็นทั้งพี่ทั้งครูของเข้า ท่านพี่หวงเก่งไม่แพ้ใคร น่าเสียดายตอนข้าแต่งงานท่านพี่มาไม่ได้ท่านเลยไม่ได้พบ ได้ยินว่าท่านพี่ป่วยหนักพอดี ข้าเองก็ไม่ได้ไปเยี่ยม”

“เขาป่วยตอนเจ้าแต่งพอดี” ลู่เคอตัวถามน้ำเสียงกดต่ำ

ช่างน่าแปลก

ดวงตาคมเข้มหรี่ขึ้นอย่างจับพิรุธ ยิ่งเห็นฮูหยินของตนมีหน้าตาสดใสดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับยามพูดถึงลูกชายแม่ทัพใหญ่ในเผ่าก็ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด

“ใช่ แต่พอเห็นว่าท่านพี่ส่งพัดมาให้ข้าได้ แสดงว่าเขาต้องหายแล้ว ข้าค่อยโล่งใจหน่อย”

ลู่เคอตัวมีสีหน้าแข็งค้างสลับเย็นยะเยือกไปมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตกลงว่าหวงซวนถานไม่ได้เป็นพี่ชายแท้ๆของเจ้าแต่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นครูของเจ้าใช่หรือไม่” เต้าเฟยพยักหน้าช้าๆ อย่างไม่เข้าใจอะไรนัก ลู่เคอตัวจึงพูดต่อ

“ต่อไปเจ้าก็ไม่ต้องเรียกหวงซวนถานว่าท่านพี่อีก ข้าว่ามันดูไม่เหมาะ เขาไม่ได้เป็นอาเกอของเจ้า เจ้าใช้สรรพนามเรียกเช่นนั้นจะทำให้คนเข้าใจผิดได้ ส่วนคำว่าท่านพี่ เจ้ามาเรียกข้าแทน”

เต้าเฟยยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “เรียกท่านว่าท่านพี่เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

“ใช่ แล้วเจ้าจะเรียกข้าว่าท่านแม่ทัพไปตอลดหรือไงในเมื่อข้าเป็นสามีของเจ้าแล้ว เจ้าควรจะเรียกข้าว่าท่านพี่จะเหมาะสมกว่า”

เขาเห็นดวงตากลมโตของนางเบิกโตยิ่งกว่าเก่าก็ยิ่งไม่สบอารมณ์ไม่รู้จะตกใจอะไรนักหนา

“ครั้งก่อนข้าก็เคยได้ยินเจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่ ต่อไปเจ้าก็เรียกข้าว่าท่านพี่ ส่วนข้าจะเรียกเจ้าว่าเฟยเอ๋อ ตกลงตามนี้”

“เดี๋ยวก่อน คือข้า...” เต้าเฟยรั้งมือเขาไว้ด้วยความงุนงง เขาเป็นอะไรของเขาจู่ๆก็ห้ามไม่ให้นางเรียกหวงซวนถานว่าท่านพี่อีก เขากินอะไรผิดสำแดงเข้าไปหรือเปล่า

ทว่าเมื่อมือนุ่มนิ่มมาสัมผัส ลู่เคอตัวก็หันกลับมา ดวงตาประสานกันอยู่ครู่หนึ่ง เต้าเฟยก็รีบปล่อยออก “ข้าจะถามว่าท่านพี่จะไปไหน”

“ข้าจะเข้าวังไปพบฝ่าบาท

“เข้าวังหรือเจ้าคะ”

“ใช่ เจ้าเองก็ต้องไปด้วย”

“ข้าต้องไปด้วยหรือ”

“ถูกต้อง ฝ่าบาทบอกว่าฮองเฮาทรงถามถึงเจ้าด้วย ข้าจึงทูลไปว่าจะพาเจ้าเข้าวังไปพร้อมกัน”

เต้าเฟยไม่กล้าปฏิเสธอีกเพราะเป็นพระบัญชาของโอรสสวรรค์ ร่างบอบบางของเต้าเฟยจึงเดินตามร่างสูงสง่าที่มีไอดุดันแผ่ออกรอบกายไปขึ้นรถม้าคันงามสมฐานะแม่ทัพใหญ่แห่งต้าชิง

เต้าเฟยขึ้นรถม้าโดยที่ไม่ต้องให้ใครช่วยพยุง พอขึ้นไปนั่งบนเบาะแล้ว ลู่เคอตัวก็ก้าวขึ้นมานั่งตาม กลายเป็นความอึดอัดชั่วขณะหนึ่งเพราะต้องมาอยู่ในที่แคบๆกันสองต่อสอง เต้าเฟยเบือนหน้าไปทางหน้าต่างเปิดผ้าม่านออกดูทิวทัศน์ภายนอกแทนการจ้องตากับใครอีกคน

หิมะสีขาวบริสุทธิโปรยปราย สองข้างทางที่รถม้าวิ่งผ่านมีร้านรวง บ้านคนอยู่เต็มสองข้างถนน แต่ชาวบ้านพอเห็นว่าเป็นรถม้าของขุนนางสูงศักดิ์ก็รีบหลบทางให้ เต้าเฟยมองเพลินๆโดยไม่รู้ว่ามีสายตาเฉียบคมของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามลอบมองอยู่

ภายใต้ใบหน้าเรียบขรึมเย็นชา ลู่เคอตัวกำลังซ่อนความสับสนในใจไว้ เขาไม่มีความรู้สึกเบื่อหน่ายนางเหมือนเมื่อก่อนตอนแรกแล้ว เมื่อเช้าก่อนนางตื่นเขาไปสำรวจรอบจวนพบร่องรอยบางอย่างเมื่อคืนเหมือนมีปีศาจติดตามเขากลับมาด้วยเพราะเขาได้กลิ่นไอปีศาจบางเบาในจวนแต่มันจากไปแล้ว เขายังพบพลับไฟที่ถูกมันกัดกินเล่นแล้วโยนทิ้งไว้ เขาได้ยินมาว่าสองสามวันนี้มีปีศาจจิ้งจอกมาป้วนเปี้ยนไม่คิดว่าจะกล้าเข้ามาถึงในจวนแต่จวนแห่งนี้คงไม่ใช่จุดหมายของมันไม่เช่นนั้นมันคงไม่จากไปอย่างรวดเร็ว

ลู่เคอตัวเกิดความสงสัยขึ้นในหัวหรือเขาจะถูกมนต์นางจิ้งจอกเล่นงาน เวลานี้ในหัวมีแต่ภาพใบหน้าอ่อนหวานแสนซน ร่างกายหนุ่มหยุ่นที่ให้ความเนียนละมุนทุกครั้งที่สัมผัส ลู่เคอตัวรีบสะบัดภาพในหัวออก

หรือเมื่อคืนข้าจะถูกมนต์มารไปด้วยอีกคน

“ท่านแม่ทัพ เอ๊ย ท่านพี่เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ” เต้าเฟยหันมาเห็นสีหน้าแปลกๆของเขาเข้าพอดีจึงถามขึ้น

ลู่เคอตัวเก็บอาการกลับมาเป็นปกติ “ข้าไม่ได้เป็นอะไร เจ้าดูทิวทัศน์ด้านนอกเป็นอย่างไรบ้าง แตกต่างจากที่เผ่าของเจ้ามากหรือไม่”

เต้าเฟยชะงักไป สีหน้าพลันไม่สดใส “ที่นี่แตกต่างกับที่บ้านของข้ามากเจ้าค่ะ ต้าชิงมีความอุดมสมบูรณ์ ราษฎรอยู่ดีกินดี ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ไม่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ แตกต่างจากที่เผ่าของข้ามากนัก ข้าอยากให้เผ่าของข้าเจริญรุ่งเรืองแบบต้าชิงแห่งนี้ ไม่ต้องโยกย้ายทุกครั้งเมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาถึง” เต้าเฟยเล่าแล้วกัดริมฝีปากแน่น ก้มหน้าลงซ่อนแววตาหม่นเศร้า

ท่าทางซึมลงอย่างกะทันหันของเต้าเฟยทำให้ลู่เคอตัวไม่ชอบใจนัก ปกตินางต้องชวนเขาทะเลาะสิถึงจะถูก ร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มอย่างขุนนางสูงศักดิ์ขยับลุกไปนั่งข้างๆนาง

ดวงตากลมโตขึงมอง “ท่านพี่ทำอะไรเจ้าคะ”

ข้าก็จะมาดูหน้าคนอ่อนแอ คิดถึงบ้านใกล้ๆน่ะสิ คิดไม่ถึงว่าเจ้าเต้าเฟยผู้เข้มแข็งมาตลอดจะขี้แยเช่นนี้ ถ้าเจ้าคิดถึงบ้านมากนักก็ขอร้องให้ข้าส่งกลับบ้านสิ ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้ลู่เคอตัวพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยขัดกับแววตาลุ่มลึก ที่ไม่มีใครรู้ว่าคิดอะไรอยู่

เต้าเฟยเบะปากด้วยความโมโห หึ ถ้าข้าขอร้องท่านพี่ ท่านพี่คงจะรีบพาข้ากลับอย่างเร็วที่สุดเลยใช่ไหมเจ้าคะ

ใช่ เจ้าเดาถูกแล้วลู่เคอตัวรับคำอย่างไม่สะทกสะท้าน

เต้าเฟยเม้มปากแน่น ยกมือป้ายน้ำตาที่ไหลซึมมาด้วยความโมโหออก มองจ้องคนใจร้าย เขาคงรังเกียจนางมาก พอได้โอกาสก็จะหาทางไล่นางไปให้พ้นหน้า แต่วิธีนี้ของเขามันใช้ไม่ได้ผลหรอก

ท่านพี่คงต้องผิดหวังเสียแล้ว ข้าเต้าเฟยไม่อ่อนแอถึงเพียงนั้น ข้าแต่งแล้วไม่ยอมหย่าง่ายๆ ข้าจะอยู่เป็นฮูหยินของท่านไปจนกว่าข้าจะพอใจ แล้วเมื่อถึงเวลานั้นข้าจะหย่าให้ท่านแล้วไปเอง

ลู่เคอตัวยิ้มเย็น เห็นท่าทางเชิดคางน้อยๆแกมจองหองของเต้าเฟยแล้วเขาก็ให้รู้สึกสบายใจ ข้าอยากให้เวลานั้นมาถึงเร็วๆ

“ท่านพี่คงต้องรอนานหน่อยเจ้าค่ะ” เต้าเฟยตอบกลับเสียงกดต่ำ

ลู่เคอตัวเห็นนางมีท่าทีสบายใจแล้วเขาจึงหยุดต่อล้อต่อเถียง นั่งหลับตาข้างๆนางไปตลอดทาง ในความเงียบงันมีแต่เสียงล้อรถม้าวิ่งกระทบพื้นถนน หิมะโปรยปราย ร่างทั้งสองร่างไหล่ชนกันบ้างบางครั้งบางคราวแต่ก็ไม่มีใครเขยิบถอยออกไปจากที่นั่งอยู่

 

รถม้าของลู่เคอตัวหยุดที่หน้าวังหลวง คนบังคับม้าที่เป็นองค์รักษ์ของแม่ทัพหนุ่มก้าวลงมาแจ้งแก่ทหารที่เฝ้าหน้าประตูวังว่าแม่ทัพใหญ่ลู่เคอตัวและฮูหยินมาถึงวังหลวงเพื่อขอเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ทหารหน้าวังหายไปไม่นานก็มีขันทีมานำทาง ลู่เคอตัวลงจากรถม้าพร้อมกับเต้าเฟยแล้วเดินไปพร้อมกัน

วังหลวงไม่มีวังหลังแล้วเพราะมีแค่ตำหนักเปี่ยมสุข เย็นใจของฮองเฮาหนิงซูเยว่องค์เดียว ลู่เคอตัวได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างสูงให้เข้าไปพบทั้งสองพระองค์ได้ที่ตำหนักส่วนพระองค์

ขันทีผายมือให้ลู่เคอตัวและฮูหยินนั่งรอที่ด้านนอกห้องโถง

“ท่านแม่ทัพและฮูหยินโปรดรอสักครู่”

“รบกวนท่านกงกงแล้ว ข้ากับฮูหยินจะรอพบฝ่าบาทกับฮองเฮาที่นี่เองไม่รบกวนท่านแล้ว”

กงกงจากไปแล้ว สองสามีภรรยาหันมาแลกเปลี่ยนสายตากัน เพราะยังไม่เคยมาที่ตำหนักใหม่แห่งนี้เลย จึงกวาดมองรอบๆตำหนักอย่างสนใจ แต่แล้วสิ่งที่ไม่ควรได้ยินก็ได้ยินเข้าเต็มสองหู

“ซูเยว่วันนี้เจ้ายังไม่บอกรักเราเลย”

“หม่อมฉันรักฝ่าบาทมากที่สุดเลยเพคะ”

คำพูดหวานหูของคนสองคนกำลังสาดคำรักใส่กันอย่างไม่เกรงใจใคร เสียงทุ้มนุ่มของฮ่องเต้คล้ายดีพระทัยที่ได้ยินคำรักที่อยากฟังจึงตรัสหยอกเย้าฮองเฮาไปอีก

“ซูเยว่ ยิ่งเจ้าครรภ์ใกล้ครบกำหนดคลอดเราก็ยิ่งเห็นว่าเจ้างดงามมากขึ้นเรื่อยๆ อยากกอดอยากหอมเจ้าทั้งวันทั้งคืน”

“ฝ่าบาทตรัสเช่นนี้หม่อมฉันเขินนะเพคะ”

“เราอยากต่อแขนต่อขาให้โอรสในครรภ์แต่เจ้าก็ไม่ยินยอม ไว้รอให้เจ้าคลอดโอรสออกมาก่อนก็ได้ เราจะปิดตำหนักอยู่กับเจ้าสามวันสามคืนเพื่อเป็นการชดเชยให้ตัวเราเอง”

“ฝ่าบาท”

คนฟังที่นั่งอยู่ด้านนอกก็ไม่รู้ว่าทั้งสองพระองค์หยอกเย้ากันอย่างไร ได้ยินแต่เสียงตีเผียะเบาๆเท่านั้น

หนิงซูเยว่แกล้งตีเผียะไปบนพระหัตถ์เบาๆ หยางจื่อก็ยิ้มหวาน กำลังจะอ้อนเมียต่อก็เดินพ้นบังตาลายมังกรคู่หงส์ออกมาก็เห็นว่ามีแขกมารอพบอยู่ก่อนแล้ว

แขกทั้งสองนั่งหน้าแดงก่ำ จะยิ้มก็ไม่กล้ายิ้มออกมาเต็มปาก สีหน้าอิหลักอิเหลื่อยิ่งนัก

“พวกเจ้าทั้งสองมาถึงนานแล้วหรือ” หยางจื่อตรัสถาม

“ไม่นานพ่ะย่ะค่ะ/ไม่นานเพคะ”

“อ้อ” หยางจื่อพยักหน้า หันไปประคองเมียรักนั่งบนเก้าอี้ “เรามาช้าไปสักหน่อย เพราะต้องช่วยฮองเฮาแต่งตัว พวกเจ้าคงไม่ถือสา”

“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ/หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” สองสามีภรรยาพูดออกมาพร้อมเพรียงกัน

“ขอบใจมาก” หยางจื่อตอบ “ที่เราเรียกพวกเจ้าสองคนมาวันนี้ก็เพราะฮองเฮามีเรื่องอยากจะสนทนากับพวกเจ้าสองคน”

หยางจื่อหันไปทางหนิงซูเยว่ เป็นเชิงให้นางพูด

“ใช่แล้ว วันนี้เราเป็นคนขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาทให้พวกเจ้าทั้งสองเข้าวังมาพบเราเอง เราไม่ได้ไปงานแต่งงานของพวกเจ้าทั้งสองเพราะติดครรภ์แก่อุ้ยอ้ายไปไหนไม่สะดวก พวกเจ้าคงไม่ถือสาเรา แต่เราอยากมอบของขวัญให้พวกเจ้าทั้งสองแทน เราเตรียมไว้แล้ว” หนิงซูเยว่หยิบกล่องของขวัญมาจากมือของนางกำนัลคนสนิทเพื่อจะยื่นให้

ลู่เคอตัวลุกจากเก้าอี้ไปจูงมือเต้าเฟยมาขอบพระทัยพร้อมกัน “ขอบพระทัยฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ที่จริงกระหม่อมเป็นเพียงขุนนางรับใช้ฝ่าบาทและฮองเฮา ฝ่าบาทและฮองเฮามีพระเมตตานึกถึงกระหม่อมแค่นี้ก็ซาบซึ้งมากแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“หม่อมฉันเองก็ซาบซึ้งเช่นกันเพคะ”

จากนั้นทั้งสองก็ลุกขึ้นนั่งบนเก้าอี้แต่ท่าทางไว้เชิงระหว่างสองสามีภรรยาไม่รอดพ้นสายตาแหลมคมขององค์จักรพรรดิและฮองเฮาไปได้ ทั้งสองพระองค์หรี่พระเนตรลงมอง แต่เพียงแวบเดียวก็กลับมายิ้มแย้มเป็นปกติ

“ท่านแม่ทัพลู่กล่าวหนักเกินไป ท่านมิใช่เป็นแค่ขุนนางของฮ่องเต้แต่ยังเป็นมิตรของเราและฝ่าบาทด้วย”

“ขอบพระทัยฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ แต่ถึงอย่างนั้นกระหม่อมก็มิบังอาจจะเป็นมิตรกับพระองค์ทั้งสองได้ กระหม่อมขอเป็นเพียงขุนนางที่จงรักภักดีต่อทั้งสองพระองค์ดังเดิม”

“ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจเจ้า” หยางจื่อตอบแทนเมียรัก

ลู่เคอตัวค้อมศรีษะลงเพื่อยืนยันในสิ่งที่ตนพูดไป จากนั้นก็เปิดกล่องของขวัญออกดูก็พบว่าข้างในนั้นเป็นยาบำรุงร่างกายชั้นดีหลายขนาน จากการไล่อ่านสรรพคุณยาอย่างรวดเร็วก็ทำให้ลู่เคอตัวยิ้มแทบไม่ออก ทั้งหมดล้วนเป็นยาเพิ่มกำลังวังชาให้บุรุษ ขณะที่เต้าเฟยเห็นแล้วก็แอบอมยิ้ม ฝ่ายฮองเฮาหนิงซูเยว่เหลือบมองแล้วยิ้มบางๆไม่ทันให้ใครเห็นก็กลับมามีสีหน้าปกติ

“เต้าเฟย เจ้าก็เปิดกล่องของขวัญของเจ้าด้วยสิ”

เต้าเฟยไม่มีทางรู้ทันความคิดลึกล้ำของฮองเฮา นางยิ้มรับอย่างอ่อนหวานค่อยๆเปิดกล่องของขวัญออกดูก็ต้องขมวดคิ้ว ในกล่องนั้นมีชุดผ้าไหมสีม่วงอ่อน พับวางไว้อย่างดี เต้าเฟยหยิบขึ้นมาพิจารณาดูแล้วแทบจะยิ้มไม่ออกเช่นกันเพราะเนื้อผ้าของชุดนี้มันช่าง ช่าง บางเบาจนแทบปกปิดอะไรไม่ได้เลย ด้วยความสงสัยเต้าเฟยผู้รอบรู้แต่เรื่องศาสตราวุธแต่ไม่ได้รอบรู้เรื่องผ้าไหม ผ้าต่วน จึงเงยหน้าขึ้นทูลถามฮองเฮา

“นี่คือชุดอะไรกันหรือเพคะ”

ฮองเฮาหนิงซูเยว่ผู้ทะลุมิติมาจากศตวรรษที่21ตรัสแผ่วเบา “มันคือชุดนอนไม่ได้นอน”

“หา ชุดอะไรนะเพคะ หม่อมฉันด้อยสติปัญญาฟังไม่เข้าใจเพคะ”

ฮองเฮาหนิงซูเยว่อมยิ้มหันไปแลกสายตากับองค์จักรพรรดิที่เคยทะลุมิติไปในยุคปัจจุบันกับนางมาแล้ว องค์จักรพรรดิจึงเข้าใจความหมายที่ฮองเฮาพูดทุกประการ

หนิงซูเยว่เห็นคิ้วของเต้าเฟยยังขมวดแน่นก็สงสารนางจึงหัวเราะบางๆก่อนไขความกระจ่างให้

“ชุดนอนไม่ได้นอนมันก็ตรงตัวตามความหมาย เจ้าลองนำกลับไปคิดดูแล้วกันมันไม่ยากเกินความเข้าใจหรอก อ้อ แล้วนี่ข้ามอบของขวัญให้เจ้าอีกชิ้นหนึ่ง” ฮองเฮาหนิงซูเยว่พระราชทานให้อย่างตัดพระทัย นางเสียดายแต่ก็อยากมอบให้เต้าเฟยที่ถือว่าเป็นน้องสาวอีกคนได้ใช้

ของสิ่งนี้นางนำมาด้วยไม่มากเพราะตอนทะลุมิติกลับไปโลกปัจจุบันและกลับมายังต้าชิงอีกครั้งนางนำติดตัวมาเพียงสามด้ามเท่านั้น หนิงซูเยว่ยื่นเจ้าแท่งเรียวเล็กสีดำเหมือนด้ามพู่กันยาวประมาณฝ่ามือไปให้

“รับไว้สิ นี่คืออายไลเนอร์”

เต้าเฟยทวนคำอย่างงุนงง “อาย-ลาย-เนอ คือสิ่งใดเพคะ”

หนิงซูเยว่หัวเราะเบาๆ หันไปหาคนที่นั่งข้างกันแล้วยิ้มหวาน “ฝ่าบาทเพคะ จะทรงว่าอะไรไหมเพคะหากหม่อมฉันขอเวลาส่วนตัวสำหรับสตรีด้วยกันสักครู่ หม่อมฉันจะสอนนางใช้อายไลเนอร์แท่งนี้วาดดวงตา”

องค์จักรพรรดิผู้รักเมียมากที่สุดยิ้มตอบ “อนุญาต ถ้าเช่นนั้นลู่เคอตัวเจ้าออกไปคุยกับเราข้างนอกด้วยกันเถอะ ทางนี้ปล่อยให้ฮองเฮาคุยกับฮูหยินของเจ้าตามลำพัง” หยางจื่อตรัสแล้วลุกขึ้นนำไป ลู่เคอตัวหันมองเต้าเฟยแวบหนึ่งด้วยสายตาอ่านไม่ออกก่อนจะลุกขึ้นทำความเคารพฮองเฮาแล้วเดินตามฮ่องเต้ไป

ลับร่างบุรุษทั้งสอง หนิงซูเยว่ก็ยิ้มหวานให้เต้าเฟยพลางมองพิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างละเอียด จนคนถูกมองต้องค่อยๆพึมพำถาม

“ใบหน้าหม่อมฉันมีอะไรผิดปกติหรือเพคะฮองเฮา” เต้าเฟยถามพลางยกมือลูบใบหน้าของตน วันนี้นางแต่งตัวด้วยชุดกระโปรงสีชมพูสดขับเน้นดวงหน้าให้หวานใสอ่อนละมุน ขาดแต่เพียงท่าทางแช่มช้อย กับจริตมารยานิดหน่อยเท่านั้น

“เราว่าเจ้าเป็นคนสวยมากทีเดียวนะเต้าเฟย หากแต่เจ้าไม่ค่อยใช้ความสวยที่มีให้เป็นประโยชน์ เจ้าแต่งงานกับท่านแม่ทัพลู่ไปแล้ว เจ้าจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เข้ากับสามีให้ได้ ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นหญิงจะดึงดันทำตัวห้าวหาญเก่งกล้าเช่นแต่ก่อนไม่ได้ เราเห็นนะว่าพวกเจ้าทั้งสองดูมีช่องว่างระหว่างกัน”

“ช่องว่างระหว่างกันคืออะไรเพคะ”

หนิงซูเยว่ถอนหายใจแม้นางจะอยู่ที่นี่จนคุ้นชินแต่ก็มักติดคำพูดบางคำมาจากศตวรรษที่21 “เราขอโทษที่พูดให้เจ้าฟังเข้าใจยาก เราหมายถึงพวกเจ้าดูเหมือนเย็นชา ห่างเหิน ไม่แน่ใจในตัวอีกฝ่าย ทั้งที่ก็ดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก”

“ฮองเฮาทรงเข้าพระทัยผิดไปแล้วเพคะ ท่านแม่ทัพรังเกียจหม่อมฉันมาก ขนาดว่าแยกห้องนอนกันเลย มีแต่หม่อมฉันที่ตามตื๊อท่านแม่ทัพอยู่ฝ่ายเดียว คิดไปก็ให้ละอายใจนัก” ตอนนางพูดถึงเรื่องนี้ เต้าเฟยก็อดอายตัวเองไม่ได้ที่เป็นสตรีแต่ต้องวิ่งไล่ตามบุรุษ

“เราไม่รู้ว่าเราเข้าใจผิด หรือเจ้าเข้าใจผิดกันแน่ เอาอย่างนี้ต่อไปเจ้าจงดูแลเอาใจใส่ท่านแม่ทัพให้มาก บุรุษผู้แข็งแกร่งอย่างไรเสียก็ย่อมแพ้สตรีที่งดงามเอาใจเก่ง เริ่มจากเจ้าจงหัดแต่งตัวแต่งหน้าให้งดงาม ในกล่องของขวัญกล่องนั้นยังมีผ้าไหมอีกพับหนึ่งเรายกให้เจ้า ผ้าไหมผืนนั้นมาจากโครงการทอผ้าไหมของเราเอง ผ้าพับนั้นล้วนเป็นลวดลายแปลกใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดคิดค้นขึ้นได้ เราขอมอบให้เจ้าไปตัดชุดสวยๆใส่ที่จวนเพื่อมัดใจสามี”

เต้าเฟยรีบก้มขอบพระทัย “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ น้ำพระทัยของฮองเฮาเต้าเฟยจะไม่ลืมเลย”

“เล็กน้อยเท่านั้น ส่วนเจ้าขยับมาใกล้ๆเรา” หนิงซูเยว่เรียก แล้วหันไปหานางกำนัลคนสนิท “เหมยเอี้ยนเจ้านำคันฉ่องมาถือไว้ ข้าจะสอนนางเขียนขอบตา”

นางกำนัลนำคันฉ่องมาถือไว้ตรงหน้าเต้าเฟยอย่างรู้งาน หนิงซูเยว่ก็ยิ้มบอก

“เต้าเฟยเอาหน้ามาใกล้ๆ แล้วก็อยู่นิ่งๆด้วยนะ มองคันฉ่องไว้ เราจะวาดอายไลเนอร์ให้เจ้าดูเป็นตัวอย่าง จากนั้นเจ้าก็นำกลับไปใช้ที่จวน จำไว้นะเย็นตาโฟไม่ใส่สี เปรียบได้ดั่งสตรีไม่ทาปาก แต่จะดับอนาถถ้าขาดอายไลเนอร์”

เต้าเฟยแม้จะลังเลไม่เข้าใจในสิ่งที่ฮองเฮาพยายามบอกนาง แต่นางก็ยินดีทำตาม น้ำพระทัยจากฮองเฮานางซาบซึ้งยิ่งนัก อีกอย่างนางก็ชอบความสวยความงามอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่มีใครรู้เท่านั้นเอง เพราะเผ่าของนางนั้นต้องเร่ร่อนบ่อยการแต่งตัวสวยงามจะเป็นที่ล่อตาล่อใจพาอันตรายมาสู่ตัวเองได้พี่หวงซานถานก็กล่าวเตือนนางมาตั้งแต่แรกรุ่น

“หม่อมฉันจะจดจำที่ฮองเฮาทรงสอนสั่งไว้เพคะ” เต้าเฟยทูลตอบแล้วทำหน้านิ่งให้ฮองเฮาหนิงซูเยว่วาดอายไลเนอร์ให้ เต้าเฟยมองดวงตาตัวเองผ่านคันฉ่องแล้วรู้สึกหวาดเสียวในทีแรกแต่เมื่อฮองเฮาหนิงซูเยว่วาดเสร็จแล้วก็ต้องห่อปากตาโต เพ่งมองตัวเองในกระจกซ้ำไปซ้ำมา

“ดวงตาเจ้าสวยเฉี่ยวขึ้นเป็นกองเลย ผิดจากเมื่อครู่ที่ดูสวยอ่อนหวานแต่ตอนนี้ดูมีเสน่ห์น่ามอง จงใช้ดวงตาคู่นี้มองสามีของเจ้า ข้าเชื่อว่าแม่ทัพลู่จะต้องจ้องเจ้าราวกับถูกมนต์สะกด เจ้าอย่าลืมใช้มันล่ะ และอย่าลืมทำตามที่เราบอก ให้ดูแลสามีและแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยงามอยู่เสมอ”

เต้าเฟยฟังแล้วก็อมยิ้ม ไม่ลืมทูลขอบพระทัย

ฮองเฮาหนิงซูเยว่จึงลุกขึ้นแล้วจูงมือเต้าเฟยให้เดินออกมาหน้าตำหนักเพื่อส่งนางให้แก่แม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธง

ฝ่ายลู่เคอตัวก็กำลังลำบากใจกับการชักจูงของโอรสสวรรค์

“เจ้าก็อย่าหักโหมทำงานมาก แต่งงานแล้วเจ้าจงดูแลฮูหยินให้ดี อย่าลืมกินยาบำรุงที่ฮองเฮาให้ไปล่ะ ยาตัวนี้สรรพคุณล้ำเลิศกว่าตัวที่เราให้รองแม่ทัพซู่จือไปเสียอีก เจ้าลองกินแล้วจะไม่ผิดหวัง คึกคักทั้งคืน ดูข้าเป็นตัวอย่างเป็นอย่างไรบ้าง ข้าจะมีโอรสและธิดากับฮองเฮาอีกหลายๆ คน”

ลู่เคอตัวจะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ได้แต่ทูลขอบพระทัยไปตามมารยาท “กระหม่อมจะลองกินดูพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เคอตัวแบ่งรับแบ่งสู้ พอดีกับเงาร่างสองร่างเดินมาถึงพอดี

“ท่านแม่ทัพลู่เราพาฮูหยินของท่านมาส่ง” เต้าเฟยเดินไปหาลู่เคอตัวที่ยืนมองด้วยสีหน้านิ่งเฉย เขามองนางแวบเดียว เมื่อเห็นนางมายืนเคียงข้างแล้วก็ชักสายตากลับราวกับไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงใดๆ

เต้าเฟยเห็นดังนั้นเริ่มรู้สึกขาดความมั่นใจไม่เหมือนกับที่ฮองเฮาให้กำลังใจนางมาโดยตลอด

“ขอบพระทัยฮองเฮาที่เมตตาฮูหยินของกระหม่อม นางทำให้พระองค์ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงแล้ว”

“สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงที่ไหน เรารักนางเหมือนน้องสาว ติดแต่ว่านางแต่งให้ท่านแล้ว อีกทั้งเป็นสมรสพระราชทาน ถ้าไม่ติดตรงนี้ เราอาจจะหาท่านอ๋องรูปงามตำหนักไหนให้นางแต่งก็ได้ ”

ใครๆก็รู้ดีว่าบัลลังก์มังกรขณะนี้มีหงส์งามเคียงคู่ เพราะพระปรีชาสามารถด้านการจัดการท้องพระคลังของฮองเฮาเป็นที่เลื่องลือสามารถหาเงินเข้าพระคลังจนเต็มได้ อีกทั้งงานผ้าไหมลวดลายแปลกใหม่ของพระนางยังมีชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงดินแดนเปอร์เซียเรียกได้ว่ามีลายอมยกลาให้ มีอูฐยอมทิ้งเอาไว้เพื่อแลกผ้าไหมเนื้องาม องค์จักรพรรดิจึงยิ่งโปรดปรานฮองเฮามากขึ้นไปอีก เวลานี้คำพูดของฮองเฮาก็แทบจะเหมือนคำพูดของฮ่องเต้ เรื่องนี้ขุนนางที่ใกล้ชิดฮ่องเต้รู้ดีไปทั่วราชสำนัก แต่ไม่มีใครคัดค้านเพราะทั้งฮ่องเต้และฮองเฮาต่างมีคุณธรรมของการปกครองนับได้ว่ายุคนี้เป็นยุคที่รุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง

ส่วนลู่เคอตัวรู้สึกเหมือนเลือดในกายแข็งตัวขึ้นมากะทันหัน คิดภาพนางแต่งไปกับท่านอ๋องผู้สูงศักดิ์แล้วพลันหัวใจคันยุกยิกบอกไม่ถูก จะตอบตัวเองว่าเจ้าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไรก็ตอบไม่ได้ จึงทึกทักเอาว่าเป็นความรู้สึกสงสารใครคนนั้นที่จะได้นางไป

น่าสงสารท่านอ๋องรูปงามเหล่านั้นคงจะปวดเศียรเวียนเกล้า เขาเป็นข้าราชบริพารชั้นสูงควรรับปัญหานี้ไว้เสียเอง

“เต้าเฟยนางเป็นฮูหยินของกระหม่อมแล้ว กระหม่อมต้องทนุถนอมดูแลนางอย่างดีพ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮาโปรดอย่ากังวลพระทัย”

เต้าเฟยเหลือบมอง เขาตอบตามมารยาท นางน่าจะรู้อยู่แก่ใจไม่ควรหวังไปเลยว่าเขาจะแสดงท่าทีรักใคร่หวงแหนนาง

“เราเชื่อท่านแม่ทัพ ท่านจงดูแลน้องสาวของเราอย่างดี เอาล่ะ วันนี้เราเหนื่อยแล้วอยากพักผ่อน พวกเจ้าทั้งสองกลับกันได้แล้ว”

สองสามีภรรยาค้อมตัวขอบพระทัยฮ่องเต้และฮองเฮา ลู่เคอตัวถอยหลังแล้วหมุนตัวนำไปก่อนหนึ่งก้าว แต่เต้าเฟยยังไม่ถอยไปในทันที นางเงยหน้าขึ้นมององค์จักรพรรดิก่อนจะหันกายกลับไป

“ฝ่าบาทเพคะ” หนิงซูเยว่เรียก “ทรงมีเรื่องอะไรที่ยังไม่ได้เล่าให้หม่อมฉันฟังหรือเปล่า แต่หากเป็นเรื่องลับที่หม่อมฉันไม่สมควรจะรู้ฝ่าบาทไม่ต้องทรงเล่าก็ได้นะเพคะ” หนิงซูเยว่ถามขึ้นเมื่อเต้าเฟยเดินห่างไปไกลแล้ว นางรู้ว่าไม่ใช่เรื่องชู้สาวของพระสวามีนางแต่เป็นเรื่องอะไรนางก็สุดคาดเดา

องค์จักรพรรดิหันมาสบตาฮองเฮาคู่พระทัย ก่อนจะตรัสขึ้นเนิบช้า “ไม่มีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับเราแล้วเจ้าจะรู้ไม่ได้หรอก เพียงแต่เรื่องนี้มันค่อนข้างพูดยากเสียหน่อย”

“พูดยากอย่างไรเพคะ ทรงค่อยๆเล่ามาก็ได้ หม่อมฉันจะพยายามทำความเข้าใจเองเพคะ”

หยางจื่อไม่ต้องเสียเวลาคิดนานก็พยักหน้าตกลง “เราจะเล่าให้เจ้าฟัง แต่เราไปนั่งคุยข้างในห้องโถงกันเถอะ ด้านนอกตรงนี้อากาศหนาวเย็นนักจะไม่ดีต่อสุขภาพของเจ้าและโอรสในครรภ์” หยางจื่อประคองฮองเฮารักเข้าไปด้านใน แล้วจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้หนิงซูเยว่ฟัง

หนิงซูเยว่ฟังแล้วทอดถอนใจไปหลายตลบ เต้าเฟยมาขอร้องให้องค์จักรพรรดิทำบางอย่างให้หากว่านางให้กำเนิดลูกชายออกมาซึ่งเรื่องนี้แม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธงไม่เคยล่วงรู้มาก่อน ถ้าหากเขารู้แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป หนิงซูเยว่ไม่อยากคิดต่อเลย

 

ระหว่างนั่งรถม้ากลับจวน เต้าเฟยเห็นลู่เคอตัววางท่าทางเย็นชาจึงไม่กล้าเอ่ยปากชวนคุย พยายามทบทวนคำพูดทั้งหมดของฮองเฮาที่ตรัสแนะนำ เพราะอย่างน้อยฮองเฮาก็ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของสตรีที่ประสบความสำเร็จในชีวิตพระนางกุมพระทัยองค์จักรพรรดิไว้ได้ กำราบเมียน้อยจนต้องระเห็จออกจากวังไปจนหมด แต่นอกจากฝีมือในการมัดใจพระสวามีผู้สูงศักดิ์แล้วพระนางยังพระปรีชาสามารถมากอีกด้วยเพราะยังมีงานที่ทำเพื่อหารายได้เข้าท้องพระคลัง เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งของพระสวามีให้ลดทอนลง เท่ากับเป็นฮองเฮาคู่พระทัยที่ยืนเคียงข้างฮ่องเต้ได้อย่างสมภาคภูมิ เป็นหงส์เคียงมังกรอย่างไม่มีข้อกังขา

คิดมาถึงตรงนี้เต้าเฟยจึงจะลองทำตามคำแนะนำดูบ้าง

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่เช่นนั้นหรือเฟยเอ๋อ หรือคิดถึงพระเสาวนีย์ของฮองเฮาที่พูดทิ้งท้ายไว้” จู่ๆคนที่นั่งเงียบมานานก็โพล่งถามขึ้นทำให้เต้าเฟยเลิกคิ้วสูงขึ้นถาม

“ท่านพี่หมายถึงเรื่องใดกันเจ้าคะ ฮองเฮาทรงตรัสกับข้าหลายเรื่อง ท่านพี่หมายถึงเรื่องไหน”

ลู่เคอตัวจ้องดวงตากลมโตสุกใสของเต้าเฟยนิ่งนาน ดวงตาของนางเปิดเผยจริงใจไม่มีเล่ห์กลยกเว้นแต่ตอนที่นางต้องการจะให้เขาร่วมเตียงด้วย แววตาของนางจะแรงกล้าขึ้นมาทันที

เมื่อเห็นว่านางไม่เข้าใจในสิ่งที่ถามจริงๆ ลู่เคอตัวจึงยอมอธิบาย “ข้าหมายถึงเรื่องที่เจ้าอยู่คุยกับฮองเฮาตั้งนานสองนาน สุดท้ายฮองเฮากลับออกมาก็เอ่ยถึงเรื่องจะยกเจ้าให้แต่งกับอ๋องสูงศักดิ์คนใดคนหนึ่งแทนข้า เจ้าไปขอร้องฮองเฮามาเช่นนั้นหรือ”

เขาไม่ว่าหากนางต้องการจะแต่งงานใหม่แต่ก็ควรจะบอกเขาให้รู้ก่อนที่จะไปทูลฮองเฮาให้ทราบเรื่อง

“ข้าไม่ได้ทูลขอแต่ถ้าฮองเฮาทูลแนะนำฝ่าบาทและฝ่าบาทจะพระราชทานข้าให้ท่านอ๋องคนใดข้าก็คงทำได้แค่รับพระราชโองการแล้วทำตาม ไม่แน่ว่าถ้าข้าได้แต่งงานใหม่ จุดมุ่งหมายของข้าจะได้สัมฤทธิ์ผลเร็วขึ้น”

“นี่เจ้า เป็นสตรีเช่นใดกัน กล้าพูดว่าจะแต่งงานใหม่ต่อหน้าสามีตัวเอง ข้ายืนอยู่ทนโท่ เจ้ายังกล้าพูดเหมือนเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป เจ้านี่มัน ช่าง...” ลู่เคอตัวพูดเสียงเค้นต่ำ นึกไม่ถึงว่านางจะพูดออกมาเต็มปาก ใบหน้าลู่เคอตัวจึงดูไม่ได้ คล้ำเข้มขึ้นหลายส่วน

เต้าเฟยยักไหล่ “ข้าแค่พูดไปตามความจริง นับตั้งแต่วันที่ข้าแต่งเข้ามาข้าก็รู้สถานะของข้าดี ท่านไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ข้าจึงไม่กล้าคิดว่าท่านจะรักจะทนุถนอมข้าแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็จะพยายามทำหน้าที่ของฮูหยินให้ดีที่สุด”

ลู่เคอตัวพ่นลมหายใจหนัก เขาเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดูแลทหารนับพันได้ ทำไมฮูหยินเพียงคนเดียวจะรักจะถนอมไม่ได้ แม้เป็นสมรสพระราชทานที่ไม่ได้อยากรับไว้ในทีแรก แต่เขาก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้เกียรตินางในฐานะฮูหยินของจวน

“ทั้งหมดเป็นแต่เพียงเจ้าคิดเองเออเอง ข้ารับเจ้าเข้าจวนแล้วย่อมต้องดูแลให้เกียรติเจ้า หากว่าเจ้าไม่ทำตัวดื้อรั้นข้าก็จะไม่ตำหนิหรือลงโทษ ถึงอย่างไรตอนนี้เจ้าและข้าก็หนีไม่พ้นคำว่าสามีภรรยากันแล้ว ข้าไม่คิดทิ้งขว้างเจ้าหรอก”

เต้าเฟยแทบไม่เชื่อหูตัวเอง พอนางจะเอ่ยปากพูด ลู่เคอตัวก็ปิดเปลือกตาลงตัดบทสนทนา

กระทั่งถึงจวน รถม้าจอดสนิท ลู่เคอตัวพยุงเต้าเฟยลง

“ท่านพี่ข้าจะนำชาไปให้นะเจ้าคะ”

ลู่เคอตัวพยักหน้า จากนั้นก็ตรงเข้าห้องทำงานเพราะประหลาดใจตัวเองเหมือนกันที่เมื่อครู่เผลอพูดอะไรไปมากมาย ก็หวังว่าเต้าเฟยจะเข้าใจสิ่งที่เขาบอกนางไป ลู่เคอตัวเดินไปนั่งที่เก้าอี้ เขามีงานมากมายที่ต้องสะสาง จึงสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดเรื่องเต้าเฟยออกไป หยิบแผนที่ชายแดนขึ้นมาดู ทว่าเสียงที่หน้าประตูห้องทำงานก็ดังขึ้น

“ท่านแม่ทัพ พวกข้าสองคนมาแล้วขอรับ”

ลู่เคอตัวเงยหน้าขึ้นจากแผนที่ขึ้นมาทันที “เข้ามาได้”

ร่างกำยำในชุดทหารสองนายก้าวเข้ามาพร้อมกับยกมือคารวะ เป็นเกาลุ่ยหานและตี้อิงเทานั่นเอง

“ท่านแม่ทัพพวกข้าไปสืบข่าวเรื่องกบฏบัวแดงมาตามที่ท่านสั่ง เราได้ข่าวสำคัญมาด้วย” สีหน้าเครียดขึ้งของทหารคนสนิททำให้ลู่เคอตัวพยักหน้าครั้งหนึ่ง

“พวกเจ้ารีบพูดมา ได้ข่าวมาว่าอย่างไรบ้าง”

เป็นเกาลุ่ยหานที่พูดขึ้น “ข้าปลอมตัวเป็นชาวบ้านปะปนไปนั่งในหอคณิกามา ได้ยินมาว่าแม้หัวหน้ากบฏบัวแดงจะตายไปแล้วแต่ก็ยังมีคนสืบทอดเจตนารมณ์ต่อ มันกำลังรวมตัวกันอีกครั้งเร็วๆนี้”

“หัวหน้าเก่าตายไป ก็ต้องมีหัวหน้าคนใหม่ พวกเจ้าสืบรู้ไหมว่ามันเป็นใคร”

เกาลุ่ยหานแลกเปลี่ยนสายตากับติงอี้เทาแล้วส่ายหน้า “หัวหน้าใหม่ของพวกมันยังไม่เคยปรากฏตัวให้ใครเห็น ไม่มีใครเคยเจอ ตอนนี้ยังเป็นความลับสุดยอดภายในกลุ่ม มีแค่ไม่มีกี่คนที่รู้ขอรับท่านแม่ทัพ”

“แสดงว่าพวกเจ้าก็ยังสืบไม่รู้” ทั้งสองคนพยักหน้า “งั้นเจ้าก็รีบเร่งสืบข่าวมา ข้าไม่อยากปล่อยไว้นานเกรงว่าจะปราบปรามลำบาก พวกมันล้วนเก่งวรยุทธ์ แถมยังโหดเหี้ยม”

“ท่านแม่ทัพโปรดวางใจ พวกข้าจะเพิ่มกำลังคนไปสืบข่าวให้มากขึ้นขอรับ”

ลู่เคอตัวพยักหน้า “ดีมาก แล้วยังเรื่องการฝึกทหาร พวกเจ้าก็อย่าปล่อยปละละเลยเป็นอันขาดเข้าใจหรือไม่”

“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่ทัพ ดีที่ก่อนมาพบท่าน พวกข้าได้เจอกับฮูหยิน ฮูหยินยังมอบน้ำยาเช็ดทำความสะอาดดาบให้พวกเราคนละขวด” เกาลุ่ยหานพูด สีหน้าบอกว่าชื่นชมฮูหยินของแม่ทัพใหญ่เป็นอย่างมาก ติงอี้เทาเห็นด้วยกับเพื่อนจึงสำทับขึ้นบ้าง

“ฮูหยินยังบอกอีกว่าถ้าไม่พอให้มาขอที่นางได้อีก พวกข้าเกรงใจฮูหยินมากแต่เพราะดาบที่พวกเราใช้มันเก่าคร่ำคร่าจริงๆ น้ำยาที่ใช้เช็ดถูก็ไม่สะอาด ก็เลยลองรับน้ำยาของฮูหยินมาใช้ดู ปรากฏว่าน้ำยาที่ฮูหยินให้ใช้ดีจริงๆขอรับท่านแม่ทัพ”

ลู่เคอตัวสีหน้าเขียวคล้ำสลับแดงก่ำด้วยความโมโห เต้าเฟยนางมาวุ่นวายอะไรกับคนของเขา นี่ใช่เรื่องของนางหรือไร ทำไมไม่อยู่ในครัวทำอาหารหรือตรวจตราบัญชีรับจ่าย งานเหล่านี้ไม่ใช่งานของผู้หญิงแม้นางจะทำได้ดีแต่ยามนี้แต่งเข้าจวนก็ควรทำหน้าที่ของตนถึงจะถูกเขาก็เคยบอกหลายครั้งแล้ว

“พวกเจ้าไร้น้ำยาจนต้องขอน้ำยาจากฮูหยินของข้าเชียวหรือ ต่อไปห้ามรับน้ำยาเช็ดถูอาวุธจากนางอีก ไม่เช่นนั้นต่อไปนางคงขอเข้าไปทำงานในกองทัพกับพวกเจ้าด้วยเป็นแน่”

ทว่าเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นหน้าห้องก็ทำให้ลู่เคอตัวหยุดพูด มองไปที่หน้าประตูด้วยดวงตาดุดัน ร่างของสาวใช้เดินตัวลีบเข้ามา ในมือประคองถาดน้ำชากับขนมเหล็กเต่ากอ ขนมไหว้พระจันทร์แบบแต้จิ๋วที่ทหารองค์รักษ์นายหนึ่งซึ่งสนิทกับลู่เคอตัวนำมาฝาก

“ท่านพี่ ข้าสั่งให้สาวใช้ยกน้ำชามาให้เจ้าค่ะ” เต้าเฟยยิ้มแล้ววางถ้วยชากับขนมที่จัดมาให้ทั้งสามคน แต่มีใบหน้าหนึ่งที่ยังคงเรียบเฉยไม่ยินดียินร้าย “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านพี่แล้ว ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” เต้าเฟยบอกแล้วพยักหน้าให้สาวใช้เดินตามออกมา แต่ไม่วายหันไปทางลู่เคอตัวอีกครั้งหนึ่ง

ครั้งนี้เขาหันมาประสานสายตากับนางเข้าพอดี นางจึงยิ้มให้เขา “ท่านพี่ทำงานเหนื่อยยังไงอย่าลืมกินอาหารเย็นนะเจ้าคะ ข้าให้คนเตรียมไว้ให้แล้ว” เต้าเฟยพูดจบก็ออกไปทันที ทิ้งให้ลู่เคอตัวมองตามแล้วเผลอยิ้มออกมา

ประตูปิดลงเสียงของทหารคนสนิทก็กระแอมพูดขึ้น

“ฮูหยินเป็นห่วงท่านแม่ทัพมากนะขอรับ ดูจากสายตาเมื่อครู่ ฮูหยินคงอยากให้ท่านแม่ทัพได้พักกินอาหาร”

ลู่เคอตัวส่ายหน้า “เมียจะมีอะไรดีไปกว่าทำหน้าที่หุงหาอาหารให้เราแล้วก็ทำหน้าบนเตียงเท่านั้น พวกเจ้าเองก็เถอะ ตอนนี้ยังไม่มีเมียถ้ามีเมื่อไรจะรู้ถึงความปวดหัวเช่นข้าตอนนี้”

เกาลุ่ยหานสบตากับติงอี้เทา ไม่กล้าพูดว่าทำไมเมื่อครู่พวกเขาสองคนเห็นแววตาท่านแม่ทัพมีระลอกคลื่นของความยินดีซ่อนอยู่ซ้ำยังแอบยิ้มไม่ให้ฮูหยินเห็นอีกด้วย แต่พวกเขาจะกล้าพูดอะไรได้ เพราะถ้าพูดมากอาจจะถูกลงโทษได้ง่ายๆ

“จริงเหรอขอรับท่านแม่ทัพ แต่ข้าน้อยก็ยังอยาก...”

“หรือพวกเจ้าไม่เชื่อข้า”

“เปล่าขอรับ ไม่ดีก็ไม่ดีขอรับ” เป็นผู้น้อยก็จำต้องคล้อยตามผู้เป็นนาย นี่คือคติของเกาลุ่ยหานและติงอี้เทา

 

เต้าเฟยยื่นผ้าผืนบางที่ใช้เช็ดหน้าเช็ดมือเสร็จแล้วให้แม่นมเซียง ดวงตากลมโตมองไปที่ด้านนอกก็ถอนใจ จากตรงนี้มองไปที่ห้องทำงานของลู่เคอตัวจะมองเห็นชัดว่าแสงเทียนภายในห้องยังไม่ดับ คนทั้งสามคงกำลังปรึกษาหารืองานสำคัญกันอยู่

“คุณหนูจะเข้านอนเลยไหมเจ้าคะ ท่านแม่ทัพคงคุยงานดึก คุณหนูอย่ารอเลยเจ้าค่ะ”

“ข้าไม่ได้รอ ท่านพี่ไม่ได้กลับมานอนห้องนี้เสียหน่อยแม่นม แม่นมลืมไปหรือเปล่า ที่ข้าถอนใจก็แค่เป็นห่วงเห็นว่ายามไฮ่แล้วแต่พวกเขายังคุยงานกันไม่เสร็จอีก ใจคอจะคุยกันไปถึงฟ้าสางเลยหรือไง”

ก่อนหน้านี้นางสั่งพ่อบ้านหวังไว้แล้วว่าให้คอยดูแลอยู่หน้าห้องทำงานท่านแม่ทัพ เผื่อต้องการเรียกใช้อะไรจะได้หาได้ทันท่วงที รวมถึงน้ำชาก็ต้องคอยเติมให้อุ่นอยู่เสมอ

“ท่านแม่ทัพเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ก็ต้องมีงานมากมายเป็นธรรมดานะเจ้าคะ คุณหนูอย่าเป็นห่วงไปเลยเจ้าค่ะ คุณหนูสั่งให้พ่อบ้านหวังคอยดูแลอยู่หน้าห้องทำงานท่านแม่ทัพแล้ว ถ้าหากท่านแม่ทัพต้องการอะไรก็คงจะเรียกใช้พ่อบ้านหวังเองเจ้าค่ะ คุณหนูเข้านอนเถอะเจ้าค่ะ บ่าวจะปรนนิบัติเอง”

เต้าเฟยพยักหน้า “อืม”

จากนั้นแม่นมเซียงก็ช่วยหวีผมให้ แล้วจัดแจงเตรียมที่นอน เต้าเฟยจะก้าวขึ้นเตียงก็หยิบกล่องของขวัญออกมาเปิดดู มือเรียวยาวคลี่ชุดนอนไม่ได้นอนที่ฮองเฮาพระราชทานมาให้

แก้มนวลแดงปลั่ง เพราะเนื้อผ้าบางเบาจนมองทะลุอีกด้าน

“นั่นชุดอะไรกันเจ้าคะคุณหนู บ่าวไม่เคยเห็นมาก่อนทำไมเนื้อผ้าถึงได้บางเบาเช่นนั้น” แม่นมเซียงหันกลับมาจากการจัดวางผ้าห่ม นางมองด้วยดวงตาเบิกกว้าง ชุดแบบนี้สวมใส่อย่างไรกัน

“ของขวัญพระราชทานจากฮองเฮาน่ะแม่นม ฮองเฮาบอกว่ามันคือชุดนอนไม่ได้นอน ท่านไม่ต้องถามต่อนะว่ามันหมายถึงอะไรไว้ข้าจะอธิบายวันหลังข้าเองก็เพิ่งจะเข้าใจมัน ตอนนี้ข้าง่วงแล้วอยากนอน แม่นมก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว”

“ก็ได้เจ้าค่ะ” แม่นมเซียงขมวดคิ้วมุ่น มองชุดที่นายสาวพับเก็บลงกล่องตามเดิมด้วยสายตาประหลาด “ชุดนอนไม่ได้นอน ตั้งแต่ข้าเกิดมาเพิ่งจะเคยเห็น”

เต้าเฟยล้มตัวลงนอน แม่นมเซียงดับไฟแล้วปิดประตูให้เรียบร้อย เต้าเฟยยังนอนพลิกไปพลิกมา

น่าเสียดายที่วันนี้ไม่มีโอกาสได้ใช้ ท่านแม่ทัพมัวแต่ยุ่งกับงานศึกไม่สนใจข้าเลย ไว้พรุ่งนี้ก็ได้

เต้าเฟยนอนคิดไปคิดมา นางเผลอหลับไปไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็เปิดเปลือกตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง นางลุกขึ้นจากเตียงไปยืนตรงหน้าต่าง มองไปที่ห้องทำงานก็ยังพบว่ามีแสงเทียนส่องสว่างอยู่

“ยามจื่อแล้วยังคุยงานไม่เสร็จอีก ได้กินข้าวกันหรือยังนะ” นางอดเป็นห่วงไม่ได้ หยิบเสื้อคลุมจากราวแขวนขึ้นมาห่ม เปิดประตูแล้วเดินตรงไปที่เรือนครัว

ยามนี้ในเรือนครัวมืดสนิทมีเพียงแสงไฟจากตะเกียงในมือของเต้าเฟยเท่านั้น นางวางตะเกียงไว้แล้วไปจุดเทียนในห้องครัวเพิ่ม ทำให้ในครัวมีแสงไฟส่องสว่างพอให้นางมองเห็นอาหาร

เต้าเฟยหยิบโถข้าว กับข้าว และน้ำแกงวางบนถาด โชคดีที่นางบอกให้สาวใช้ตักใส่โถไว้จึงทำให้อาหารยังอุ่นอยู่ นางหยิบตะเกียงขึ้นถือไว้มือหนึ่งและประคองถาดอาหารในมือเดินฝ่าลมหนาวไปยังเรือนพักของลู่เคอตัว

ที่จริงหากนางจะนอนหลับทำเป็นทองไม่รู้ร้อนเสียก็ได้แต่มารดาของนางเฝ้าพร่ำสอนก่อนจะออกเรือนว่าแม้เป็นหญิงจะอาจหาญเพียงใดงานบ้านงานเรือนอย่าได้ขาดตกบกพร่องให้เสื่อมเสียมาถึงชนเผ่า

นางเดาได้ว่าเขาต้องกลับไปนอนที่ห้องของเขา จึงตั้งใจนำอาหารไปรอที่นั่น เต้าเฟยเดินไปไม่เร็วไม่ช้า มาถึงเรือนพักของเขาได้แล้วก็เปิดประตูเข้าไป นางวางตะเกียงในมือลงก่อน จากนั้นก็วางถาดอาหารลง เสร็จแล้วจึงเดินไปปิดประตูห้อง

กลับมาที่โต๊ะกลมกลางห้องแล้วนางก็นั่งรอเขาอีกครู่ ตั้งใจว่าจะอยู่จัดอาหารให้เพื่อเอาใจเขา แต่แล้วนางก็ทนความง่วงไม่ไหวเผลอหลับไปตอนที่ลู่เคอตัวเปิดประตูเข้ามาพอดี

แม่ทัพหนุ่มเห็นแล้วว่าในห้องมีแสงตะเกียงส่องสว่าง ถ้าเป็นผู้ร้ายคงไม่จุดไฟส่องให้เห็น หรือจะเป็นคนในจวนก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปในห้องของเขา จะมีก็แต่สตรีคนนี้เท่านั้นที่กล้าทำ

เต้าเฟยกล้าทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบทุกอย่าง เมื่อเปิดประตูเข้ามาแล้วพบว่าเป็นนางจริงๆ ร่างบอบบางเอนตัวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ศีรษะฟุบหลับไปกับโต๊ะ ใกล้ๆกันนั้นมีถาดอาหารวางอยู่ ลู่เคอตัวส่ายหน้า เขาไม่ใช่คนอ่อนแอปานนั้น มีน้ำชากับขนมก็ประทังความหิวให้เขาได้แล้วในยามรบทัพจับศึกไม่มีอาหารดีๆ มายื่นตรงหน้าแม้แต่เนื้อม้าของข้าศึกสดๆเขาก็กินมาแล้ว ตอนอยู่ชายแดนทำศึกสงครามสู้รบติดพันไม่ได้กินอาหารสองวันยังเคยมี

เสียงกรนเบาๆจากร่างเล็กที่นอนหลับอยู่บอกให้ลู่เคอตัวรู้ว่านางหลับสนิท เขาเดินเข้าไปใกล้ลังเลว่าจะปลุกนางให้ตื่นแล้วไล่นางกลับไปดีแต่เมื่อเห็นถาดอาหารที่นางถือมาด้วย เขาก็ต้องถอนหายใจ ถอดชุดคลุมของนางออกแล้วอุ้มนางไปนอนที่เตียง

เขาวางนางให้นอนด้านในจากนั้นก็ตามขึ้นไป ร่วมหมอนใบเดียวกัน ผ้าห่มผืนเดียวกัน เขานอนมองใบหน้างดงามของนางแล้วหักห้ามใจยามที่นางหลับไหลเขาไม่เห็นถึงความห้าวหาญแกร่งกล้าผิดสตรีแบบที่เคยพบพาน นางกลับน่าถนอมเฉกเช่นบุปผางาม นางเป็นสตรีที่เขาไม่ต้องการแต่ทำให้เขาหวั่นไหวได้ตลอด คงเพราะอากาศหนาวนางจึงพาดมือมากอดแล้วเอียงหน้าซบลงกับซอกคอเขาราวกับแมวน้อย

ท่านพี่เมื่อไรท่านจะใจอ่อนมอบลูกให้ข้านะ

ข้าเหนื่อยใจเหลือทน เมื่อไรท่านจะใจอ่อน

เสียงนางพึมพำข้างหูอยู่หลายประโยค ลู่เคอตัวมองเห็นว่านางยังหลับสนิทก็รู้ว่านางละเมอออกมา ร่างนุ่มนิ่มคลอเคลียข้างกาย เขาอยากลุกขึ้นมาจับนางกด บด ขยี้ทำในสิ่งที่บุรุษอยากทำแต่เขาก็ต้องห้ามความต้องการของตัวเองไว้

“ข้าอยากรู้ทำไมถึงได้อยากมีลูกกับข้านัก หากเจ้ารักข้าและอยากมีลูกกับข้า ข้าจะไม่...” ลู่เคอตัวถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

 

รุ่งเช้า เสียงนกร้องด้านนอกห้องปลุกให้เต้าเฟยตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับ พอได้สติกลับมาครบถ้วนพลันมองรอบตัวจึงรู้ตัวว่านอนอยู่บนเตียงของท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ใช่ห้องนอนของตัวเอง จำได้ว่าก่อนหลับนางยังนั่งเฝ้าถาดอาหารแต่แล้วทำไมนางถึงขึ้นมานอนบนเตียงได้

เต้าเฟยลงจากเตียง ดวงตากลมโตมองที่นอนข้างๆก็พบว่าเบาะนอนยับยู่ยี่ทำให้รู้ว่าเมื่อคืนมีคนนอนข้างๆ หันมองไปที่โต๊ะกลมตัวเดียวภายในห้อง บนนั้นไม่มีถาดอาหารอยู่แล้ว คาดว่าคงจะมีสาวใช้มาเก็บออกไป เมื่อคืนสงสัยนางจะง่วงมากจึงหลับสนิทไม่รู้สึกตัวเลยแม้กระทั่งถูกอุ้มขึ้นไปนอนบนเตียงตอนไหนยังไม่รู้เสียงเคลื่อนไหวภายในห้องของเต้าเฟยทำให้แม่นมเซียงที่รอปรนนิบัติอยู่แล้วที่ด้านนอกเคาะประตูห้องเข้ามา

“คุณหนู บ่าวนำอ่างมาให้ท่านเช็ดหน้าเช็ดมือ เสร็จแล้วจะได้ไปกินอาหารเช้าเจ้าค่ะ”

“ท่านพี่ล่ะ ท่านพี่ไปไหน”

“ท่านแม่ทัพออกจากจวนไปแล้วเจ้าค่ะ ได้ยินว่าจะอกไปตรวจตรากำลังพลที่นอกเมือง”

“ถ้าเช่นนั้นก็คงกลับค่ำ” เต้าเฟยคาดการณ์ในใจ “เช่นนั้นวันนี้ข้าก็ว่างทั้งวัน ไม่ต้องทำอาหาร ดูแลบัญชีรับจ่าย” เต้าเฟยพูดอย่างลิงโลด “นี่แม่นมเซียง ข้ากินอาหารเสร็จแล้วจะออกไปเดินซื้อของที่ตลาดเสียหน่อยจะซื้อน้ำมันมาทำน้ำยาเช็ดทำความสะอาดอาวุธ คราวก่อนข้าให้ทหารคนสนิทของท่านพี่ไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือเลย ข้าอยากไปซื้อมาทำเพิ่ม”

“จะดีหรือเจ้าคะคุณหนู ไว้รอให้ท่านแม่ทัพกลับมาก่อน แล้วคุณหนูค่อยขออนุญาตจากท่านแม่ทัพก่อนดีกว่า”

เต้าเฟยส่ายหน้า “ข้าไปไม่นานหรอกแม่นม ไปซื้อของชั่วครู่เดียวก็กลับ นะแม่นม ให้ข้าไปเถอะ”

“ไม่ได้เจ้าค่ะ คุณหนูเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ต้องระวังตัวให้มาก อีกทั้งต้องบอกให้ท่านแม่ทัพทราบก่อนด้วย”

เต้าเฟยทำปากเบะ “ถ้าแม่นมไม่ให้ข้าไป ข้าก็จะแอบหนีไป แม่นมก็รู้ว่าข้าเต้าเฟยอยากไปไหนต้องได้ไป แม่นมเฝ้าติดตามข้าไม่ได้ตลอดหรอก”

“คุณหนูเจ้าคะ ทำไมถึงดื้อรั้นแบบนี้ เวลานี้ออกเรือนแล้วนะเจ้าคะ”

เต้าเฟยหยิบปอยผมมาม้วนเล่นแล้วเดินไปห้องโถงสำหรับกินอาหารอย่างสบายใจ นางรู้อยู่แล้วว่าอีกเดี๋ยวแม่นมก็ต้องยอมให้นางไป แม่นมเซียงไม่เคยขัดใจนางได้อยู่แล้ว

สาวใช้ยกอาหารมาวางบนโต๊ะ เต้าเฟยจึงถามขึ้น

“ท่านแม่ทัพกินอาหารก่อนออกไปตรวจกำลังพลหรือป่าว” เต้าเฟยอดถามขึ้นไม่ได้

“เรียนฮูหยิน ท่านแม่ทัพกินอาหารก่อนออกไปเจ้าค่ะ”

เต้าเฟยพยักหน้าครั้งหนึ่ง “อืม” หลังจากนั้นนางก็กินอาหารต่อจนหมด สาวใช้นำผ้ามาให้เช็ดปากเช็ดมือเสร็จ นางก็ตรงเข้าห้องพักหยิบตั๋วเงินใส่ถุงพกข้างเอวแล้วออกจากห้อง แม่นมเซียงก็เดินหน้าง้ำเข้ามา

“แม่นมเซียงท่านจะห้ามข้าเหรอ”

“บ่าวไม่ได้มาห้ามเจ้าค่ะ เพราะรู้ว่าห้ามไม่ได้ แต่บ่าวจะไปเป็นเพื่อนคุณหนูเจ้าค่ะ บ่าวให้เตรียมรถม้าไว้แล้ว ถ้าคุณหนูจะไปต้องไปรถม้ากับบ่าวเจ้าค่ะ”

เต้าเฟยยิ้มประจบ “ได้สิ งั้นเราไปกันเลย จะได้กลับก่อนที่ท่านแม่ทัพจะกลับมา”

ร่างบอบบางในชุดสีฟ้าสดใสขับผิวพรรณขาวสะอาดของเต้าเฟยให้ดูเปล่งปลั่งมากขึ้น นางขึ้นรถม้าแล้วบอกจุดหมายปลายทางแก่คนขับรถ นางมาที่ปักกิ่งบ่อยจนชำนาญเส้นทาง อีกทั้งร้านที่นางจะไปซื้อน้ำมันนำมาเป็นส่วนประกอบในการทำน้ำยาเช็ดทำความสะอาดอาวุธนั้นนางก็ไปบ่อย

รถม้าเคลื่อนตัวไปจอดที่หน้าร้านขายของแห่งหนึ่ง เต้าเฟยลงจากรถม้าโดยไม่ต้องรอให้แม่นมเซียงมาประคอง

“แม่นมรออยู่ตรงนี้แหละ ข้าไปไม่นาน” เต้าเฟยบอกแล้วหายเข้าไปในร้าน ระหว่างนั้นที่ด้านนอกก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นตามด้วยเสียงหวีดร้องของหญิงสาว

“ปล่อยข้านะอย่าทำอะไรข้าเลย ปล่อยข้า ช่วยด้วย ช่วยข้าด้วย” เสียงของหญิงสาวร้องขอความช่วยเหลือ แต่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่ง

จูเหม่ยลี่เป็นหญิงม่ายขายหมั่นโถวซาลาเปาเลี้ยงชีพ นางตาบอดข้างหนึ่งและป่วยด้วยโรคไอเรื้อรัง หมดเงินกับค่ายาไปมากก็รักษาไม่หายสุดท้ายไปกู้เงินเถ้าแก่ในบ่อนมาจำนวนหนึ่งแต่สุดท้ายก็ไม่มีเงินไปจ่ายดอกเบี้ย จนเถ้าแก่ต้องส่งคนมาตามทวงหนี้

“เป็นหนี้ไม่ใช้หนี้เจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่”

“ข้ากลัวแล้ว ข้าจะหามาใช้ให้นะพี่ชาย อย่าทำอะไรข้าเลย ถึงพวกพี่ชายฆ่าข้าก็ไม่ได้หนี้คืน อย่างไรเสียก็เว้นชีวิตข้าไว้ให้ข้าหาเงินมาใช้หนี้ให้เถ้าแก่ดีกว่า”

ชายฉกรรจ์สองคนมองหน้ากัน “ไม่ฆ่าเจ้าก็ได้ แต่เถ้าแก่ให้มาจับเจ้าไปทำงานที่หอนางโลม หอนางโลมสำหรับพวกกรรมกรเหมาะสำหรับหญิงอัปลักษณ์เช่นเจ้า”

พวกมันพูดกันแล้วก็พากันหัวเราะ จูเหม่ยลี่กลัวจนตัวสั่น นางพยายามวิ่งหนีแต่ถูกกระชากกลับอย่างแรงแล้วฝ่ามือหนักๆก็ปะทะข้างแก้มนางจนหน้าหัน ตัวโยน ล้มลงกับพื้น

เสียงชาวบ้านโห่ร้องไม่พอใจ นักเลงสองคนจึงหันมาถาม

“ใครมีปัญหาออกมาได้เลย”

ชาวบ้านถอยหลังกรูด ไม่มีใครกล้าสอดมือเข้าไปยุ่ง กลัวจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน ขณะนั้นเต้าเฟยเดินออกมาพอดี แม่นมเซียงจึงรีบดันตัวนางให้ขึ้นรถม้า

“รีบกลับเถอะเจ้าค่ะ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเลย”

แต่เพราะนิสัยซุกซนและเห็นใครถูกรังแกไม่ได้ทำให้นางคิดจะยื่นมือเข้าไป“มีอะไรกันหรือแม่นม ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย ข้าอยากไปดู”

“คนทะเลาะกันเจ้าค่ะไม่เกี่ยวกับเรา รีบไปเถอะเจ้าค่ะ” แม่นมเซียงเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้เป็นนายสาวรีบรุนหลังให้ขึ้นรถม้า

เต้าเฟยเองเมื่อได้ของแล้วก็ต้องการรีบกลับจวน เพราะกลัวท่านแม่ทัพกลับมาไม่เจอนางเข้าจะเกิดเรื่อง นางขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วแต่รถม้าไม่สามารถวิ่งออกไปได้ เพราะร่างของหญิงสาวคนหนึ่งมาขวางไว้

“ช่วยข้าด้วย”

“ถอยไป มาขวางรถม้าของฮูหยินจวนแม่ทัพได้หรือ”

“ช่วยข้าด้วย ฮูหยินได้โปรดช่วยข้าน้อยด้วย”

“เกิดอะไรขึ้น” เต้าเฟยวางเฉยไม่ได้นางเปิดประตูรถม้าออกมาชะโงกหน้าดู พอเห็นว่าเป็นร่างหญิงสาวใบหน้าเปื้อนเลือดก็เบิกตากว้าง แม่นมเซียงเห็นท่าไม่ดีรีบมาประคองคุณหนูของนาง

“ผู้หญิงคนนั้นถูกนักเลงทวงหนี้เจ้าค่ะ คุณหนูอย่าไปยุ่งเลยนะเจ้าคะ ได้ของแล้วรีบกลับจวนเถอะเจ้าค่ะเดี๋ยวท่านแม่ทัพกลับมาไม่เห็นจะเป็นเรื่อง”

เต้าเฟยยืนฟังอย่างลังเล ครั้นเห็นชายร่างใหญ่ท่าทางกักขฬะสองคนเดินตรงมาทางหญิงคนนั้นนางก็ค่อยๆเดินออกไปหา

“ประคองนางลุกขึ้น” เต้าเฟยสั่งคนขับรถม้าของนาง แล้วหันไปมองชายร่างใหญ่สองคนที่เดินตรงมา สายตาอำมหิตไม่เป็นมิตร

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้าอย่ามาแส่ไม่เข้าเรื่อง” พวกมันสองคนว่าแล้วก็ผลักคนขับรถม้าของเต้าเฟยให้ออกไปพ้นทาง คนขับรถม้าที่แม่นมเซียงเรียกเป็นคนไม่มีวรยุทธ์พอถูกใช้กำลังฝ่ามือซัดเข้าใส่ก็หงายหลังตึงทันทีสร้างความไม่พอใจให้เต้าเฟย

เสียงพวกมันหัวเราะกันดังลั่น ย่างสามขุมเข้าหาจูเหม่ยลี่จะจิกผมนางให้ตามไป ทว่าพวกมันต้องร้องเสียงหลงเมื่อถูกมีดบินซัดเข้าที่ข้อมือ นี่ยังนับว่าปราณีหากเต้าเฟยได้จับคันธนูพวกมันคงไม่มีชีวิตรอด ความเร็วแรงของมีดบินที่คมกริบทำให้พวกมันสองคนได้ลิ้มรสเลือด เต้าเฟยเลยเป็นฝ่ายหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมา

“ตัวออกใหญ่ยักษ์โดนมีดบาดแค่นี้ร้องเป็นหมูถูกเชือดไปได้”

“ช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะนายหญิง พวกมันจะจับตัวข้าไปขายหอนางโลมข้าไม่อยากไป ข้ายอมทำงานแลกกับการใช้หนี้แต่ไม่ยอมไปทำงานในหอนางโลมเด็ดขาดเจ้าค่ะ”

“ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่ต้องกลัว ข้าเต้าเฟยอยู่ตรงนี้ใครก็เอาเจ้าไปหอนางโลมไม่ได้” เต้าเฟยบอกแล้วเงยหน้าขึ้นมองชายฉกรรจ์สองคนที่เดินดุ่มเข้ามาไม่ฟังเสียงใคร เพราะถูกสตรีตัวเล็กๆทำให้เสียหน้า “พวกเจ้าถอยไปก่อน”

“คุณหนูเจ้าคะ อย่าไปสู้กับพวกมันเลยเจ้าค่ะ ”

“แม่นมถอยไป” เต้าเฟยสั่งแล้วรีบคิดใคร่ครวญ นางแค่พอมีวิชา สามารถเอาตัวรอดได้เท่านั้นกับมีความสามารถยิงธนูแม่น แต่เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วอย่างไรเสียก็ต้องลองเสี่ยงดู หรือไม่ก็มีอีกวิธีหนึ่งที่นางไม่ต้องลงมือเพราะไม่รู้ว่าจะเจ็บตัวเองหรือเปล่า

“แม่นางคนนั้นเป็นหนี้เจ้าเท่าไร ข้าจะใช้แทนให้”

“พวกเราไม่ต้องการเงินแต่ต้องการคน รวมถึงต้องการชำระความแค้นกับเจ้าด้วย” หนึ่งในสองคนตอบกลับ ใบหน้าเหี้ยมเกรียมบิดเบ้เพราะความเจ็บที่ข้อมือ เลือดก็ยังไหลซึมไม่หยุด พวกมันจึงต้องใช้ผ้าที่โพกเอวไว้มาพันหลวมๆไว้ก่อน

เต้าเฟยตั้งสติ ควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงแล้วถามต่อด้วยน้ำเสียงเข้มขึ้นกว่าเดิม “พวกเจ้าสองคนรู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร กล้ามีเรื่องกับข้าอย่างนั้นหรือ”

ชายสองคนที่ความโกรธกำลังเต็มเปี่ยม ชะงักเท้ามองหน้ากันก่อนตะโกนถามกลับไป

“เจ้าเป็นใครกัน เถ้าแก่ของเราเป็นคนสนิทของท่านรองแม่ทัพเว่ย เจ้ากล้ามีเรื่องไหมล่ะ”

เต้าเฟยอมยิ้ม แสร้งทำท่าทีลนลานตบตา “ข้ากลัวแล้ว ที่แท้แล้วเถ้าแก่พวกเจ้าเป็นคนสนิทของรองแม่ทัพเว่ยเชียวหรือ แต่รองแม่ทัพเว่ยจะมาคบค้าสมาคมกับพวกเจ้าจริงหรือ ข้าไม่เชื่อหรอก พวกเจ้าแอบอ้างมากกว่า” นางมองพวกมันอย่างดูแคลน

ชายร่างใหญ่เสียเปล่าแต่สมองเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว หัวเราะลั่นอีกครั้ง “เถ้าแก่ของเราไปที่จวนรองแม่ทัพเว่ยบ่อยๆ พวกข้าก็ตามไปด้วย รองแม่ทัพให้การต้อนรับเถ้าแก่ของเราอย่างดีราวกับเชื้อพระวงศ์ก็ไม่ปาน ได้ยินอย่างนี้แล้วเจ้าก็เตรียมตัวตายได้เลย แต่สวยๆอย่างเจ้า เถ้าแก่อาจจะใจดีไม่ฆ่าก็ได้ แถมพวกข้าอาจจะได้รางวัลที่พาเจ้ากลับไป รอให้พวกเราได้สนุกกับเจ้าจากนั้นค่อยส่งไปทำงานในหอนางโลม”

นอกจากพวกมันจะสมองเท่าเมล็ดถั่วเขียวแล้วดวงตายังไร้แวว มองคนไม่เป็น หรือพวกมันจะเคยแต่ทำตัวโอหังใส่ชาวบ้านจนกลายเป็นความเคยชิน ไม่รู้ว่าเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า

“แล้วถ้าข้าไม่ตามพวกเจ้าไปล่ะ และข้ายังจะเรียกรองแม่ทัพเว่ยให้เข้าไปพบสามีของข้าด้วยพวกเจ้าจะว่าอย่างไร” นางไม่อยากทำแบบนี้เลย อวดอ้างยศของสามี แต่มันจำเป็นต้องใช้ยังไงวันนี้นางขอยืมบารมีสามีเบ่งใส่พวกมันหน่อยก็แล้วกัน

ชายสองคนพลันหน้าเปลี่ยนสี เริ่มเพ่งมองสตรีตรงหน้าอย่างจริงจัง “จะ เจ้าเป็นใครกันแน่”

“ข้าคือ ข้าคือ ข้าคือใครนะแม่นมเซียง” นางแกล้งหยอกเย้าให้พวกมันโมโหเล่นๆ

“รีบตอบพวกข้ามาอย่าได้ลีลา”

เต้าเฟยยิ้มเป็นเส้นตรง ดวงตาอ่อนโยนพลันแข็งกร้าว “พวกเจ้าจะใจร้อนไปถึงไหนอยากรู้ข้าจะบอกให้ก็ได้ ข้าคือฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ลู่เคอตัว พวกเจ้าคุ้นชื่อไหม ได้ยินแบบนี้แล้วยังกล้ามีเรื่องกับข้าไหม”

พวกมันหันไปสบตากันถ้าใช่จริงแบบที่นางกล่าวอ้างการล่วงเกินฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธงเป็นเรื่องอันตรายพาให้พวกมันทั้งสองไร้เงาหัวได้ แต่เมื่อมองไปรอบๆ แล้วกลับไม่เห็นว่ามีทหารติดตามมา

“เราสองคนไม่เชื่อ รถม้า ทหารองค์รักษ์ติดตามก็ไม่มี” พวกมันยังดึงดันจะเข้ามาจับตัวเต้าเฟย แม่นมเซียงรีบเอาตัวเข้ามาขวาง เต้าเฟยเองก็กำลังหยิบมีดบินออกมา ทว่าเสียงฝีเท้าหนักๆของม้าที่คงจะตัวใหญ่มากดังกระทบพื้นถนนเข้ามาก็ทำให้ทุกอย่างหยุดชะงัก

ร่างองอาจ ใบหน้าหล่อเหลา เรียบขรึมนั่งอยู่บนหลังม้า สายตาดุดันที่กวาดมองรอบๆทำให้ผู้คนต่างไม่กล้าสบตา ไอรังสีอำนาจแห่งการเป็นแม่ทัพใหญ่กำจายรอบตัว

“เกิดเรื่องอะไรกันขึ้น”

“ท่านแม่ทัพใหญ่ลู่เคอตัวนี่นา” เป็นเสียงอื้ออึงของหญิงสาวที่อยู่สองข้างทาง สาวน้อยสาวใหญ่ต่างลอบมองแล้วอมยิ้มเขินอาย บางคนที่มีสามีมาด้วยก็ถูกตวาดให้กลับบ้านไปเลี้ยงลูก

“ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น เฟยเอ๋อเจ้ามาทำอะไรที่นี่”

เต้าเฟยรีบเดินไปหา ใช้สายตาจ้องมองแล้วจ้องมองอีกให้เขาอย่าเพิ่งดุด่าว่านางตรงนี้ให้อับอายหวังว่ามีอะไรค่อยกลับไปว่านางที่จวน ถึงตอนนั้นนางจะยอมให้ดุด่าแต่โดยดี “ข้าออกมาซื้อของแต่เจออันธพาลสองคนรังแก ท่านพี่โปรดช่วยข้าด้วย”

ลู่เคอตัวได้ยินเสียงอ่อนเสียงหวานเกินระดับปกติของนางก็หัวใจคันยุกยิกแล้วมองออกว่าแม่ตัวดีคงมาก่อเรื่องในตลาดแต่คงไม่อยากถูกเขาฉีกหน้าให้อับอาย ลู่เคอตัวยังคงรักษาสีหน้าให้นิ่งสนิทราวกับหินผา ดวงตาดุดันมองภรรยาของตัวเองที่ออกมาก่อเรื่องข้างนอกด้วยความหมายว่า

เรื่องของเจ้าค่อยกลับไปชำระความที่จวนคืนนี้แน่นอน

ลู่เคอตัวกระโดดลงจากหลังม้าท่าทางดุดัน ห้าวหาญ รังสีความเป็นผู้นำเหนือคนทั่วไปทำให้ผู้คนรอบๆ พากันถอยหลบทางให้เขา

“ใครกล้ารังแกฮูหยินของข้า มันหน้าไหนที่เบื่อโลกแล้วต้องการตายเร็วขึ้น ข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 416 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,724 ความคิดเห็น

  1. #1680 Dreammimi1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2561 / 07:20
    ฉันรักทาานแม่ทัพพพพ
    #1,680
    0
  2. #1626 fahnatee (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 23:17
    ช่วยภรรยาเต็มที่เลยนะ 555
    #1,626
    0
  3. #1526 miisabae89 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 มีนาคม 2561 / 01:59
    กรี๊สสส เท่มากก
    #1,526
    0
  4. #1375 prince (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 19:08
    ฟินมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
    #1,375
    1
  5. #842 DayGood (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 18:58
    ขอบคุณค่ะ
    #842
    0