ท่านแม่ทัพโปรดมีลูกกับข้าเถอะ ( ebok )

ตอนที่ 2 : ตอน ท่่านแม่ทัพเล่นตัว (เต็มตอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 20,822
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 295 ครั้ง
    6 มี.ค. 61



ตอนที่2 ท่านแม่ทัพเล่นตัว

 

“คุณหนูเจ้าคะ” แม่นมเซียงได้ยินคุณหนูบ่นอุบอิบแบบห้าวหาญทำให้นางแทบจะเป็นลมจนต้องเตือนสติแต่พ่อบ้านหวังอยู่ห่างไปคงจะไม่ได้ยิน

“ระวังคำพูดคำจาบ้างสิคะคุณหนู ตอนนี้ท่านออกเรือนเป็นถึงฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่แล้วนะเจ้าคะ”

ดวงตากลมโตสลดวูบลง คำที่แม่นมเซียงเตือนมานั้นถูกต้อง แต่นางชังน้ำหน้าเขานัก ไม่รู้จะหวงเนื้อหวงตัวไปถึงไหน

“ต่อไปข้าจะระวังแม่นม”

นางมองศาสตราวุธเบื้องหน้า ทั้งเก้าอาวุธสั้นและเก้าอาวุธยาว “ต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องห่วง มีข้าอยู่ พวกเจ้าจะไม่ต้องถูกสนิมกัดกร่อน มีรูปร่างบิดเบี้ยวหน้าตาพิกลพิการอีก” คนรักในศาสตราวุธพูดพร้อมลูบคลำด้ามทวนขึ้นลงอย่างมีความสุข

ท่าทางลูบทวนขึ้นลงไปมาอยู่ในสายตาแหลมคมประดุจพยัคฆ์หนุ่มของลู่เคอตัวพอดี ปกติเขาไปไหนมาไหนก็มักเดินด้วยฝีเท้าเงียบกริบ จึงไม่ค่อยมีคนรู้ตัวนัก

“ถ้าเจ้าจะดูแลจวนของข้าได้ดีสักครึ่งหนึ่งของทวนที่เจ้าลูบขึ้นลงอยู่นั้นก็จะดีไม่น้อย”

เต้าเฟยวางทวนลงแล้วลุกพรวดขึ้นมา นางตอบเขาอย่างไม่พอใจ มาถึงก็ดุด่านางทันที ไม่เอ่ยถามอะไรสักคำ

“ข้ากำลังดูแลจวนของท่านอยู่นี่ไงเล่า”

ลู่เคอตัวเดินเข้าใกล้ทำให้เต้าเฟยขมวดคิ้วมองอย่างไม่ไว้ใจ แต่นางก็ไม่ถอยหนี แล้วสะดุ้งน้อยๆเมื่อลู่เคอตัวมายืนประจันหน้าจนเห็นแววตาของกันและกัน นางไม่เคยเห็นแววตาใครที่อ่านไม่ออกเท่ากับของลู่เคอตัวมาก่อน จนไม่รู้ตัวว่าถูกเขาคว้าทวนคืนไปตั้งแต่เมื่อไร

“ท่านแม่ทัพ” เต้าเฟยเห็นลู่เคอตัวนำทวนไปถือไว้

ลู่เคอตัวก้มมองทวนในมือแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าเช็ดถูมันได้ดี ข้าขอบใจเจ้ามาก ไว้ต่อไปข้าจะให้เจ้าเป็นคนดูแลห้องนี้ดีหรือไม่” ลู่เคอตัวถามแล้วนำทวนไปเก็บไว้ที่เดิม แต่ด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ของเขาทำให้เต้าเฟยไม่กล้าผลีผลามรับปาก

“ท่านจะมาไม้ไหนกันแน่ จู่ๆจะให้ข้าดูแลของสำคัญเช่นนี้”

ลู่เคอตัวชูของในมือขึ้นมาตรงหน้า “ข้าจะให้เจ้าดูแลห้องเก็บศาสตราวุธต่อเมื่อเจ้าทำหน้าที่ฮูหยินให้ดีเสียก่อน”

“หน้าที่ฮูหยิน”

“ใช่ นี่คือสมุดบัญชีของจวนที่มีทั้งรายรับ รายจ่าย บัญชีของมีค่าทั้งหมดในคลังเหล่านี้ล้วนเป็นของสำคัญเช่นกัน ทำไมเจ้าถึงไม่ใส่ใจดูแล”

“ข้ากำลังศึกษาอยู่”

“เรื่องอาหารล่ะ ข้าเพิ่งกลับจากประชุมขุนนาง จะกลับมากินข้าวกลางวันแต่ยังไม่มีอาหารอะไรให้ข้ากินเลย ข้าอยากให้เจ้าทำอาหารให้กิน ข้าอยากลองกินอาหารฝีมือเจ้า”

เพราะเขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงอย่างนางจะทำอาหารเป็นซึ่งคงเป็นจุดอ่อนของนางให้เขาหาช่องทางส่งนางกลับเผ่าได้แม้จะเป็นฮูหยินพระราชทานแต่ถ้าบกพร่องต่อหน้าที่จนสามีไม่สามารถอยู่อย่างเป็นสุขได้เขาก็จะกราบทูลข้อบกพร่องของนางให้ฮ่องเต้ได้ทรงทราบ

“ข้าทำอาหารไม่เป็น รวมไปถึงปรนนิบัติพัดวีใครไม่เป็นด้วย”

ลู่เคอตัวยิ้มมุมปาก “เมื่อออกเรือนแล้วไม่มีสตรีนางใดละเว้นหน้าที่ปรนนิบัติสามี”

“ข้านี่ไง”

“แต่ข้าอยากให้เจ้าหัดทำอาหารให้เป็น อย่างน้อยทำให้ข้ากินก็ยังดี ไม่เช่นนั้นบ่าวในจวนจะเก็บไปนินทาแค่ไหนที่นายหญิงทำอะไรไม่เป็น วันๆเอาแต่นั่งขัดถูอาวุธ ข้าอยากให้เจ้าช่วยรักษาหน้าของข้าด้วย มิเช่นนั้นเจ้าก็คงจะอยู่ในตำแหน่งฮูหยินของข้าไม่ได้นาน เจ้าเข้าใจไหม”

เต้าเฟยกัดริมฝีปากแน่น งานของสาวใช้แบบนั้นนางจะเคยทำได้อย่างไร อย่างดีนางก็เขียนตัวอักษร ดีดพิณได้บ้าง แต่ก็ไม่ถนัดอยู่ดี ตกลงนี่เขากำลังแกล้งนางอยู่ใช่ไหม

“ก็งานขัดถูอาวุธข้าทำได้ดีกว่าทำอาหาร ไม่เชื่อท่านเอาอาวุธของท่านมาให้ข้าขัดถูดูสิ รับรองว่าสะอาดแวววาวราวกับได้อาวุธใหม่”

เต้าเฟยจะคว้าดาบโค้งคู่ใจของท่านแม่ทัพแต่เพราะลู่เคอตัวตกใจในการจู่โจมของนางสัญชาติญาณของขุนทหารทำให้เขาเบี่ยงกายหลบจนมือของนางพลาดเป้าจาด้ามดาบโค้ง

เต้าเฟยหน้าร้อนผ่าวแล้วรีบชักมือกลับ “ข้า...เอ่อ ข้าขอ...”

“มีลูกไม่อบรม ถือว่าเป็นความผิดของพ่อแม่ เจ้า...เจ้ามัน ไปทำกับข้าว ไปให้พ้นหน้าข้า”

 

“ข้าทำให้ท่านต้องอายถึงขนาดนั้นเชียวหรือ” เต้าเฟยถาม แต่ลู่เคอตัวใช้การเบือนหน้าหนีแทนคำตอบ ธิดาของหัวหน้าเผ่าที่มีเกียรติอย่างเต้าเฟยจึงกำมือแน่น “ตกลงข้าจะลองทำอาหารให้ท่านกิน แต่ข้าไม่มั่นใจว่าท่านจะกินมันได้ เชิญท่านรอสักหน่อยเพราะข้าต้องใช้เวลาทำ”

“ข้ารอได้” ลู่เคอตัวตอบแล้วหันกายเดินออกไป

เต้าเฟยมองแผ่นหลังเหยียดตรงนั้นด้วยความหนักใจ ถึงอย่างไรก็หนีเขาไม่พ้น ต้องอยู่เป็นฮูหยินของเขาไปจนกว่าจะมีลูกชาย ถ้าอย่างนั้นการที่นางจะวางศักดิ์ศรีลงแล้วทำตัวไหวลู่ไปตามแรงลมบ้างก็คงจะดีกว่าทัดทานแรงลมจนหักโค่นไป ซึ่งมันไม่เกิดผลดีอะไรเลย

เต้าเฟยวัดตวงตาชั่งในใจแล้วมุ่งหน้าไปที่โรงครัว บ่าวในครัวพอเห็นนายหญิงของจวนย่างเท้าเข้าไปก็รีบก้มหัวคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน

“คารวะฮูหยินเจ้าค่ะ ท่านต้องการอะไรหรือเจ้าคะ”

“ใครเป็นหัวหน้าห้องครัวที่นี่”

หญิงร่างท้วมอายุราวสี่สิบห้าปีก้าวเท้าออกมา “บ่าวเองเจ้าค่ะฮูหยิน”

“อาหารกลางวันพวกเจ้าทำกันเสร็จหรือยัง”

“พวกบ่าวทำเสร็จนานแล้วเจ้าค่ะ กำลังนำไปจัดเตรียม”

เต้าเฟยกำมือแน่น ที่แท้นางถูกเขาหาเรื่องนี่เอง “ไม่เป็นไร พวกเจ้าไม่ต้องเตรียมออกไปวาง แต่ข้าขอถามอะไรหน่อย เมื่อวานตอนงานแต่งของข้ากับท่านแม่ทัพ ที่บ้านข้าส่งสินเจ้าสาวมา ในขบวนนั้นมีเนื้อแพะรวมอยู่ด้วยใช่ไหม”

“มีเจ้าค่ะ” หัวหน้าห้องครัวตอบไปทั้งที่ยังงุนงง

“งั้นดีแล้ว เจ้าจงไปนำเนื้อแพะมาให้ข้า ข้าจะปรุงอาหารให้ท่านแม่ทัพกินมื้อเที่ยงนี้”

แม่ครัวใหญ่ค้อมตัวรับคำสั่ง แล้วรีบหันไปสั่งสาวใช้ที่ยืนก้มหน้างุดให้ตามนางไปแบกเนื้อแพะมาให้นายหญิงของบ้านทำอาหาร เต้าเฟยรอไม่นานหัวหน้าห้องครัวก็กลับมาพร้อมกับเนื้อแพะชิ้นใหญ่ ดวงตากลมโตของเต้าเฟยมองอย่างวาดหวัง

“อยากกินอาหารนักใช่ไหม ถือเป็นโชคดีของท่านแล้วแล้วที่จะได้ลิ้มรสอาหารฝีมือข้าเป็นคนแรกแต่คงต้องรอนานหน่อย” เต้าเฟยยิ้มเอื่อยๆแล้วเดินไปหาเนื้อแพะชิ้นนั้น บรรจงจัดการแล่เนื้อแพะออกมาอย่างเชื่องช้าไม่เร่งรีบเพราะนางมีแผนให้เขารอจนไส้กิ่ว

 

ลู่เคอตัวไปรอที่ห้องทำงาน เขาหยิบคัมภีร์เพลงดาบขึ้นมาเล่มหนึ่งเพื่อศึกษา ก็พอดีกับพ่อบ้านหวังเดินเข้ามารายงาน

“ท่านแม่ทัพขอรับ รองแม่ทัพซู่จือมาขอพบขอรับ”

“รีบไปเชิญเข้ามา เดี๋ยวก่อนไปนำขวดบรรจุซายิ้งมาให้ข้าด้วย”

“ท่านแม่ทัพจะให้บ่าวนำซายิ้งมาให้ใครขอรับ ใครปวดท้อง หรือว่าฮูหยิน”

“ไม่ใช่นาง ข้าต่างหาก ข้าจะเตรียมเอาไว้ วันนี้ข้าอาจโชคไม่ดีท้องไส้ปั่นป่วน เกิดปวดท้อง ท้องเสียจะเสียงานเสียาการช่วงนี้ข้าจะต้องไปตรวจดูการซ้อมกำลังพล”

“ขอรับนายท่านบ่าวจะไปนำซายิ้งมาให้แล้วไปเชิญท่านรองแม่ทัพซู่จือเข้ามาพบ”

ไม่ถึงครึ่งเค่อร่างองอาจ ห้าวหาญในชุดขุนนางฝ่ายบู๊ของซู่จือก็เดินเข้ามา เขาเพิ่งเดินทางมาถึงปักกิ่งก็ตรงไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิและตรงมายังจวนของลู่เคอตัวผู้เป็นสหายสนิท

“ข้านำของขวัญวันแต่งงานมามอบให้ เมื่อวานข้าเดินทางกลับมาไม่ทันจริงๆต้องขอโทษด้วย” เพราะซู่จือไปตรวจตรากองทหารที่ชายแดนแต่ระหว่างทางเกิดพายุหิมะจึงทำให้กลับมาปักกิ่งไม่ทัน

“ท่านไปราชการ ระหว่างทางกลับยังติดพายุหิมะ ข้าเข้าใจดี เชิญนั่งก่อน” ลู่เคอตัวเชื้อเชิญด้วยความยินดี

ซู่จือนั่งลงแล้วก็ยกชาที่พ่อบ้านนำมาวางขึ้นจิบ พลางมองซ้ายมองขวาอยู่หลายหนจนลู่เคอตัวต้องถาม

“ท่านมองหาใครกันหรือซู่จือ”

“ข้าไม่เห็นฮูหยินของท่านเลย นางไปอยู่ที่ใดกัน”

ลู่เคอตัวพลันชะงักไปครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “นางเข้าครัวทำอาหารอยู่”

“ท่านพูดจริงเหรอ” ซู่จือออกประหลาดใจอยู่บ้าง “ที่แท้แล้วนางก็เป็นสตรีอยู่บ้างนี่เอง เป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว ท่านจะได้ไม่ต้องทุกข์ใจกับการได้รับสมรสพระราชทาน”

ลู่เคอตัวปวดใจจนสีหน้าที่แสดงออกยิ่งเรียบเฉยมากขึ้น “ในเมื่อขัดพระประสงค์ไม่ได้ ข้าก็ต้องทำใจยอมรับ คิดเสียว่ามีสตรีเพิ่มในจวนมาอีกหนึ่งคนจะเป็นไรไป จวนข้าก็จะออกใหญ่โตเลี้ยงนางไว้อีกคนก็ไม่เป็นไร ถ้านางไม่ก่อเรื่องให้ข้าปวดหัวมากเกินไป เว้นแต่ถ้านางก่อเรื่องมากๆ ข้าคงต้องส่งตัวนางกลับ” ลู่เคอตัวบอกเสียงราบเรียบ ใบหน้าไม่ได้แสดงออกว่าลำบากใจหรือยินดี

“ท่านจะทำอะไรก็ต้องนึกถึงความสัมพันธ์ทางการทูตด้วย”

“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าไม่อยากพูดถึงอีก ว่าแต่ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินของท่านตั้งครรภ์แล้วไม่ใช่หรือ”

ซู่จือพลันมีสีหน้าเบิกบานยินดี ร้องออกมาเสียงดัง “ใช่แล้วฮูหยินของข้านางเพิ่งตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือน ที่จริงเป็นเพราะยาพระราชทานจากฝ่าบาทที่ทรงมอบให้กับข้ามากินบำรุง ไม่คิดว่าจะใช้ได้ผลดีถึงเพียงนี้ ข้าไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ไม่เช่นนั้นจะมอบให้ท่านไว้สักห่อหนึ่ง”

“ข้ายังไม่จำเป็นต้องใช้ในยามนี้หรอก เจ้าเก็บไว้เถอะ” ลู่เคอตัวรีบปฏิเสธทันที

ซู่จือเลยได้แต่เก็บความหวังดีไว้กับตัว ไม่พูดมากอีก ก็พอดีกับพ่อบ้านหวังเดินเข้ามาทางที่ลู่เคอตัวนั่งอยู่แล้วพูดเสียงไม่เบาไม่ดังนัก

“ท่านแม่ทัพขอรับ มีกล่องของขวัญมาถึงฮูหยินขอรับ คนที่นำมาส่งบอกว่ามาจากเผ่าเคอเอ่อร์ซินของฮูหยิน ข้าจำพวกเขาได้ตอนที่พวกเขาเคยติดตามฮูหยินมาที่จวน ข้าจึงให้พวกเขารออยู่ด้านนอก ส่วนนี่เป็นของขวัญขอรับ”

ลู่เคอตัวรับกล่องมาขณะที่ซู่จือยกน้ำชาขึ้นจิบ ด้วยความระมัดระวังเป็นนิจ ลู่เคอตัวจึงเปิดกล่องออกดู แล้วพบว่าข้างในเป็นพัดธรรมดาเล่มหนึ่งแต่มีความสวยงามไม่น้อย เขาจึงวางมันไว้ในกล่องอย่างเดิมแล้วยื่นให้พ่อบ้านหวัง

“นำไปมอบให้ฮูหยิน แล้วสั่งให้คนส่งของกลับไปได้”

คล้อยหลังพ่อบ้านหวัง ลู่เคอตัวก็หันมาสนทนากับซู่จือต่อ เขาถามถึงข้อราชการที่ซู่จือไปตรวจตราชายแดนมาว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะตามลำดับแล้วเขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ซู่จือเป็นรองแม่ทัพจึงต้องมารายงานให้เขารู้ทุกเรื่อง

ลู่เคอตัวนั่งคุยกับซู่จือตั้งแต่ตะวันตรงหัวไปจนถึงตะวันคล้อย อาหารที่ว่าจะได้กินก็ยังไม่ได้กิน จนเริ่มรู้สึกว่าหิวมากขึ้นเรื่อยๆ

“พ่อบ้านหวังอยู่แถวนี้หรือไม่”

“ขอรับท่านแม่ทัพ” พ่อบ้านหวังรีบก้มหัวเข้ามา

“ฮูหยินทำอาหารเสร็จหรือยัง นี่มันผ่านไปสองชั่วยามแล้ว ทำไมฮูหยินถึงยังทำอาหารไม่เสร็จ นางทำอาหารชนิดไหนกันถึงได้ช้านัก หรือไปไล่จับแพะ จับจามรีเพื่อมาทำอาหารให้ข้า”

“ข้าทำเสร็จแล้วจะมาเรียกท่านแม่ทัพพอดี” เป็นเสียงเต้าเฟยที่ดังขึ้นด้านหลังพ่อบ้านหวัง

นางเดินเข้ามาไร้ซึ่งกิริยาแช่มช้อย ยกมือปาดเหงื่อที่ไหลซึมเต็มกรอบหน้าผาก มีเขม่าควันติดข้างแก้มยิ่งทำให้ไม่น่ามองเข้าไปอีก

“เจ้าไปทำอาหาร หรือลงไปเกลือกกลิ้งในเตาไฟ สภาพเจ้าเหมือนแมวตกลงไปในเตาไฟไม่มีผิด”

ลู่เคอตัวเบือนหน้าหนี ฮูหยินจวนอื่นหน้าตาแฉล้มแช่มช้อยแต่ฮูหยินของเขามอมแมมราวกับสาวเร่ร่อนถูกชายฉกรรจ์ชุดคร่าไปข่มขืน นางดูราวกับผ่านศึกมาอย่างหนัก

“อาหารที่ข้าทำนั้นใช้เวลาทำนาน”

“แน่ใจหรือที่เจ้าหายไป ไปทำกับข้าว” เขายังมองสภาพนางอย่างลังเล

เต้าเฟยพยายามข่มอารมณ์ไม่โต้ตอบด้วย

“อ้อ นั่นรองแม่ทัพซู่จือนี่นา คารวะรองแม่ทัพซู่จืออยู่กินข้าวที่จวนก่อนนะเจ้าคะ”

ซู่จือมองสภาพฮูหยินแม่ทัพใหญ่ที่ดูไปแล้วคล้ายลูกแมวตกลงไปในเตาไฟอย่างแม่ทัพว่าเขาพยายามกลั้นหัวเราะแล้วหาทางเลี่ยงกลับจวน สภาพคนทำอาหารยังเป็นเยี่ยงนี้ราชาติอาหารของนางอาจปลิดชีพเขาก็ได้ เขาเองกำลังมีบุตรควรถนอมร่างกายเอาไว้

“ฮูหยินโปรดอย่าเกรงใจ ข้าต่างหากที่ควรคารวะท่าน คารวะฮูหยิน”

ลู่เคอตัวรู้ว่ารองแม่ทัพซู่จื่อพยายามหลบเลี่ยงหนีศึกครั้งนี้ปล่อยให้เขาต้องรับศึกคนเดียวแล้วหันหน้าไปทางซู่จือ

“ซู่จือท่านจะอยู่กินอาหารเย็นกับข้าหรือไม่” ที่จริงต้องเป็นอาหารเที่ยงแต่มันเลยเวลามามากจนลู่เคอตัวต้องพูดว่าอาหารเย็นแทน

“ข้าจะรีบกลับไปดูแลฮูหยิน ช่วงนี้นางแพ้ท้องมาก ข้าเป็นห่วงนาง ข้าขอตัวกลับจวนก่อนขอรับท่านแม่ทัพ ข้าลากลับก่อนนะขอรับฮูหยิน”

“งั้นตามสบาย ข้าไม่รั้งไว้แล้ว” ลู่เคอตัวบอกเมื่อเห็นว่าซู่จือกำลังตัดช่องน้อยแต่พอตัว

ซู่จือคารวะทั้งสองคนแล้วหมุนกายเดินออกไป ลู่เคอตัวหันมามองเต้าเฟยครั้งหนึ่ง แล้วเดินนำหน้าไปทางโถงที่ใช้เป็นห้องกินอาหารทันที

“ท่านแม่ทัพรอข้าด้วยสิ”

“สตรีที่เต็มไปด้วยความแข็งกระด้างเช่นเจ้าข้าไม่ต้องรอเจ้าก็เดินตามมาทัน”

“แต่ชุดนี้มันแคบเดินได้ช้า”

“หรือเจ้าจะไม่ใส่อะไรเดินก็ได้”

เต้าเฟยเม้มปากแน่น “นี่ท่าน ข้าเป็นฮูหยินของท่านนะ พูดอะไรรักษาน้ำใจข้าบ้างก็ได้ ข้าอุตส่าห์ทำอาหารให้กิน”

“ทำให้ข้ากินแต่ข้าจะกินได้หรือเปล่านั่นเป็นอีกเรื่อง”

ลู่เคอตัวหันกายกลับมาจ้องเขม็ง เขาชอบสตรีที่ยิ้มหวาน ดวงตาเรียวงาม มีความอ่อนโยน ทว่าสตรีที่เขาแต่งเป็นฮูหยินแม้เพียงสักข้อที่ต้องการก็ไม่มี

“จะกินได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย อย่าเพิ่งเรียกมันว่าอาหารจะดีกว่า”

ลู่เคอตัวพูดแล้วเดินจากไป เต้าเฟยหน้าแดงจัดด้วยความโกรธ มองลู่เคอตัวที่เดินห่างไปเรื่อยๆ โดยที่นางทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เก็บความน้อยเนื้อต่ำใจเอาไว้

ใช่สิ ข้าไม่ใช่ฮองเฮาหนิงซูเยว่ที่ท่านแอบรัก

เต้าเฟยทำใจอีกครู่ก็ตามลู่เคอตัวไปยังโถงที่ใช้กินอาหารได้ทัน ลู่เคอตัวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว พอนางนั่งลง เขาก็เริ่มมองอาหารตรงหน้า

“ท่านจะลองชิมอะไรก่อนดี ข้าตั้งใจทำให้ท่านเลยนะ”

“ตั้งใจแกล้งข้าให้รอนานมากกว่า”

เต้าเฟยสะดุ้ง เขารู้ได้อย่างไร แต่มีหรือนางจะยอมรับ นางรีบเปลี่ยนเรื่อง“ท่านแม่ทัพ ท่านเคยกินเนื้อแพะหรือไม่”

“ข้าต้องเคยกินอยู่แล้ว”

“งั้นก็ดี นี่คือเนื้อแพะย่างไฟอาลาข่านต้องใช้เนื้อแพะทั้งตัวย่างไฟ และต้องคอยดูว่ามันสุกเท่ากันหรือยัง อาหารจานนี้จึงนับได้ว่าเป็นสุดยอดเมนู และยังเนื้อแพะหม้อไฟที่เหมาะกับสารทฤดูยิ่งนัก ช่วยคลายหนาว ทั้งสองเมนูล้วนต้องใช้ใจทำไม่ได้ทำส่งๆไปเพียงเพื่อให้เสร็จ” เต้าเฟยอธิบายเสียงใสแจ๋ว พลางลอบมองท่าทีของคนที่ขมวดคิ้วมอง

ลู่เคอตัวมองอาหารหน้าตาหน้ากินตรงหน้าสลับกับใบหน้ามอมแมมราวกับแมวน้อยแต่แสนจะร่าเริง จากที่หนักใจจะชิมอาหารของนาง ลู่เคอตัวก็ลองใช้ตะเกียบคีบชิ้นเนื้อแพะย่างไฟขึ้นมาส่งเข้าปาก ทันทีที่เนื้อแพะเข้าปากก็ให้รสชาตินุ่มหวานละมุนลิ้นจนเขาแทบสำลักความรู้สึกนั้นไม่อยากจะเชื่อว่าเป็นฝีมือของนาง

“รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง อร่อยหรือไม่ ข้าเพิ่งลองทำครั้งแรก เมื่อครู่ก่อนยกออกมาแม่นมเซียงบอกว่าดีเยี่ยม”

“ไม่เลว”

เต้าเฟยอมยิ้ม ที่เขาว่าอร่อยคงเพราะรอนานจนหิวมากกว่า เนื่องจากเมนูแพะย่างไฟและแพะหม้อไฟนั้นนางไม่ได้ปรุงรสอะไรเลยสักนิด

“เอ่อ พรุ่งนี้ข้าจะตื่นมาชงชาให้ท่านดื่ม แม่ข้าเคยสอนการต้มชานม ข้านำนมแพะมาด้วยจะบีบนมแพะจากเต้าใส่ชามนมให้ท่านดื่ม หรือว่าท่านชอบแบบใส่เนยแข็ง ข้าลืมบอกท่านว่านอกจากข้าจะต้มชานมได้ ข้ายังทำเต้าหู้นมแพะได้อร่อยมาก ข้าจะ...”

“หุบปากซะ แล้วกินได้แล้ว” ลู่เคอตัวตัดบทเพราะหิว

เขาเปลี่ยนไปสนใจอาหารตรงหน้า เพราะกลิ่นเนื้อแพะย่างที่หอมลอยขึ้นมาแตะจมูกช่างเรียกความหิวโหยจนต้องยกตะเกียบคีบเนื้อแพะย่างไฟมากินอีกคำ รสชาติหวานนุ่มกำลังดีทำให้เขาตักกินเรื่อยๆ

เต้าเฟยอมยิ้มมองท่าทีคนโมโหหิวแล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบเนื้อแพะเข้าปากบ้าง นางกินไปเรื่อยๆพลางมองลู่เคอตัวไปด้วย หากนางต้องการไปจากจวนแห่งนี้ สิ่งที่ต้องทำคือเอาใจเขาให้มากเพื่อให้เขายอมมอบลูกให้กับนาง ถ้าฮ่องเต้ไม่รับนางเป็นสนมแต่ประทานนางให้กับเชื้อพระวงศ์คนอื่นนางคงจะไม่ต้องหนักใจเท่านี้

“ท่านแม่ทัพลองชิมผัดผักสมองแพะ” เต้าเฟยคีบไปวางในจานเขา

ลู่เคอตัวหรี่ตามอง นางจะมาไม้ไหนถึงเอาใจเขามากนัก นี่เขาก็กินอาหารของนางจนเกือบหมดแล้ว ลู่เคอตัวรู้สึกเสียหน้าจนไม่กล้ากินต่อ

“ข้าไม่ชอบกินไป๋ช่าย” แม่ทัพหนุ่มวางตะเกียบแล้วยกน้ำชาขึ้นจิบกลั้วคอ จากนั้นก็หยิบผ้ามาเช็ดปากเช็ดมือ

“ท่านพี่อิ่มแล้วเหรอ”

“ใช่ ข้าอิ่มแล้ว”

“แต่ข้ายังไม่อิ่ม”

“ถ้าเจ้ายังไม่อิ่มก็เชิญกินไปคนเดียว”

เต้าเฟยมองอย่างเสียดายของบนโต๊ะ ถึงนางจะตั้งใจแกล้งเขาให้รอนานแต่เมนูทั้งหมดนั้นนางก็ต้องใช้เวลาทำนานจริงๆ ต้องนั่งลอกหนังแพะทั้งตัวแล้วยังจับแพะขึ้นย่างเสียเวลาและพลังงานไปมากร่างกายของนางต้องการมากกว่านี้ เพราะชนเผ่าของนางเคยเร่ร่อนมาก่อนยามกินนั้นจึงต้องกินให้อิ่ม เพราะบางมื้ออาจไม่มีให้กิน นางจึงแตกต่างจากหญิงงามในเมืองปักกิ่งที่เกิดมามีความสุขสบายไม่ต้องย้ายถิ่นทำกินไปเรื่อยอย่างชนเผ่าของนาง

เต้าเฟยรีบวางตะเกียบตาม เดินไปขวางหน้าเขาไว้ ดวงตาใสแจ๋วของเต้าเฟยทำให้หัวใจของลู่เคอตัวคันยุกยิกนึกรำคาญ ใบหน้าน่ารักมีคราบเขม่าเปื้อนเต็มแก้ม เขาส่ายหน้ายกมือขึ้นเช็ดให้นาง

“ท่านแม่ทัพ”

“ใบหน้าของเจ้าช่างดูไม่ได้”

“ช่างใบหน้าข้าเถอะ จะสวยหรือไม่ก็คงไม่สำคัญ”

“ก็จริงของเจ้า” ลู่เคอตัวตอบกลับสีหน้าที่แสดงออกมีแต่ความเย็นชา พูดจบแล้วก็เดินต่อ

“เดี๋ยวก่อน ท่านจะไปไหนต่อ เข้านอนเลยหรือไม่”

ดวงตาของท่านแม่ทัพหนุ่มเบิกกว้าง “เจ้าว่าอย่างไรนะ นี่มันเพิ่งผ่านยามเซิ่นมาไม่นาน พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินเจ้าก็ชวนข้าเข้าห้องแล้วหรือ” ลู่เคอตัวถามเสียงขึงดุ

“ถ้าหากเร็วไป ข้ารอให้ย่ำค่ำกว่านี้ก็ได้”

“ข้าจะบอกเจ้าว่า หลังจากนี้ไปห้ามไปหาข้าที่ห้องอีก”

“แต่ข้าเป็นฮูหยินของท่าน ท่านจะหวงตัวไว้ให้ใครกันหรือ”

“ถึงจะเป็นฮูหยินของข้าแต่เจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ในตัวข้า กลับห้องของเจ้าไปซะ หากข้าไม่ได้สั่งห้ามเข้าใกล้ข้าอีก ไม่เช่นนั้นข้าไม่รับรองความปลอดภัยของเจ้า อีกอย่างถึงเจ้าเป็นฮูหยิน ข้าก็สั่งลงโทษได้เหมือนกัน” ลู่เคอตัวบอกเสียงดุดันแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

เต้าเฟยหรี่ตามอง ตะโกนตามหลัง “คิดว่าข้าจะยอมแพ้เหรอ ข้ายังมีแผนอีกมากที่จะนำมาใช้พิชิตเตียงของท่าน” ลู่เคอตัวหยุดชะงักแต่ไม่หันมา ก่อนจะเดินต่อไปอย่างไม่สนใจ

เต้าเฟยเม้มปากแน่น อย่างไรเสียนางก็ไม่ยอมแพ้อยู่แล้ว เมื่อให้คำตอบตัวเองแล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมา เดินย้อนกลับไปที่โต๊ะอาหาร

“กินเองก็ได้ของพวกนี้คนในเผ่าข้าน้อยนักจะได้ลิ้มลอง” เพราะภาพที่อดอยากแห้งแล้งของคนในชนเผ่าทำให้นางไม่กล้ากินอะไรเหลือ

เผ่าเคอเอ่อร์ซินของนางยามหนาวก็หนาวจับใจ ไร้ฝน ไร้น้ำ ทำให้เพาะปลูกได้ยาก อีกทั้งสัตว์เลี้ยงก็มีจำกัดไม่อุดมสมบูรณ์เฉกเช่นต้าชิง นางอยากให้คนของเผ่านางได้มีกินอย่างอิ่มหนำแบบนี้บ้าง

 

ลู่เคอตัวเมื่อกลับมาถึงห้องก็ทรุดนั่งดังโครม ดวงตาห้าวหาญแปรเปลี่ยนสลับไปมาหลายครั้งด้วยความโมโห เต้าเฟยดูถูกว่าเขายังนึกถึงสตรีคนอื่นอยู่

สตรีที่ว่าก็คือหนิงซูเยว่ที่ไปอยู่ในภพอนาคต เขาไม่ได้คิดถึงนางในแบบชู้สาวอีกต่อไปแล้วหลังจากตัดสินใจโขกศีรษะรับพระราชโองการพระราชทานสมรส ในเวลานี้เหลือแค่ความเป็นห่วงอยากรู้ความเป็นไปของนางที่ไปอยู่ในอนาคตกาลว่านางมีความเป็นอยู่ดีหรือไม่และนางมีครอบครัวไปหรือยัง เขากลัวว่านางจะอยู่ไม่ได้เพราะนางเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ไม่ได้คิดอยากให้นางกลับมาร่วมเรียงเคียงหมอนด้วยกันอย่างที่ใครบางคนเข้าใจ

ทว่าพอสลับตัดภาพกลับมาที่ใบหน้าใครบางคน เขาก็ต้องขบฟันแน่น อันที่จริงเต้าเฟยก็มีใบหน้างามสะคราญ ดวงตากลมโตสุกใส รอยยิ้มเปิดเผยจริงใจ จนเขานึกชอบอยู่บ้าง หากจะร่วมเตียงกับนางเพื่อช่วยเหลือนางอย่างที่นางต้องการเขาก็พอทำได้แต่ทำไมเขาถึงบังคับตัวเองให้ทำไม่ได้สักที

หากนางจะไม่ขอร้องเขาตรงๆให้ช่วยทำลูกเพื่อชนเผ่า เขาคงรู้สึกยินดีกว่านี้ เขาคงร่วมเตียงกับนางโดยไม่ตะขิดตะขวง

ข้าเต้าเฟยไม่ยอมแพ้ง่ายๆหรอก ข้ายังมีแผนอีกมาก

ลู่เคอตัวอดยิ้มบางๆออกมาไม่ได้ “ก็เอาสิข้าก็อยากรู้นักเจ้าจะมีไม้เด็ดอะไรพาข้าขึ้นเตียงไปกับเจ้าได้เด็กเมื่อวานซืน”

ริมฝีปากหยักลึกของลู่เคอตัวที่ปกติจะเรียบสนิท ยิ้มยาก เผลอกดหยักเป็นรอยยิ้มขึ้นมา เขาลุกขึ้น แล้วเดินไปหยิบผ้าในอ่างน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดมือ จากนั้นก็ล้มตัวเข้านอน เคยต่อสู้แต่ศึกนอกบ้าน ไม่ว่าข้าศึกมีมากเท่าไรก็ไม่เคยหวาดกลัวแต่ทำไมศึกภายในบ้านถึงทำให้เขาหวั่นใจจนกว่าจะปิดเปลือกตาลงได้ก็เป็นเวลานาน

 

แม่นมเซียงนำผ้าสะอาดชุบน้ำมาให้เต้าเฟยเช็ดหน้าเช็ดตาแล้วก็ประคองคุณหนูของนางที่ตอนนี้เป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพผู้องอาจไปแล้วเข้านอน แต่คนที่ควรจะนอนกลับไม่รู้สึกอยากนอนเลยสักนิด

“ข้าไม่ง่วงเลยแม่นม”

แม่นมเซียงเห็นสีหน้าหม่นหมองของคุณหนูที่เลี้ยงมากับมือแล้วก็ขอบตาร้อนผ่าว สงสารจับหัวใจ “คิดถึงท่านแม่ทัพหรือเจ้าคะ ท่านนอนแยกห้องกับคุณหนูเช่นนี้เป็นการไม่ควรเลย บ่าวรับใช้ภายในบ้านรู้เข้าจะมองคุณหนูของบ่าวอย่างไรกัน หรือจะให้บ่าวบอกเรื่องนี้กับท่านหัวหน้าเผ่าดีไหมเจ้าคะ”

เต้าเฟยรีบลุกขึ้นจากที่นอน เส้นผมดำสลวยปลิวสยายเต็มแผ่นหลัง “อย่าทำแบบนั้นนะแม่นม ข้าไม่อยากให้ท่านพ่อไม่สบายใจ อีกอย่างเรื่องของข้ากับท่านแม่ทัพอย่างไรเสียก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเองเถอะ ยังไงท่านแม่ทัพก็เป็นสามีของข้า จะดีร้ายอย่างไรก็คงไม่ฆ่าแกงข้าหรอก”

ได้ฟังคำพูดที่เป็นเหตุผลสมกับเป็นสตรีที่ออกเรือนเช่นนั้นแม่นมเซียงก็คลี่ยิ้มดีใจ น้ำตาไหลอีกรอบ

“คุณหนูกล่าวได้ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ สามีภรรยากัน มีอะไรก็ควรคุยกันเอง บ่าวดีใจเหลือเกินที่คุณหนูคิดได้เช่นนี้ บ่าวเชื่อว่าไม่นานท่านแม่ทัพต้องเห็นความดีงามของคุณหนูของบ่าว แล้วจะไม่ทำเย็นชา หมางเมินเช่นนี้อีก”

เต้าเฟยรับฟังด้วยความนิ่งสงบ รับคำครั้งหนึ่งในลำคอเบาๆ “อืม แม่นมเองก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว ข้าไม่ชอบเห็นน้ำตาของแม่นมเลย ข้าจะปวดใจตามท่าน แล้วจะร้องไห้ตามไปด้วย”

แม่นมเซียงยกมือขึ้นป้ายน้ำตาออก มองคุณหนูของตนด้วยสายตาเทิดทูน“คุณหนูของบ่าวงดงามทั้งหน้าตา จิตใจก็ดีงาม บ่าวแปลกใจนักที่ท่านแม่ทัพมองข้ามท่านไป”

สีหน้าของเต้าเฟยเจื่อนลงสามส่วน “เพราะท่านแม่ทัพมีหญิงอื่นในดวงใจอยู่แล้วยังไงเล่าถึงมองไม่เห็นความดี ความน่ารักของข้า” นางพูดไปแล้วถอนใจ “แต่ช่างเถอะ แม่นมท่านเองก็กลับไปพักผ่อนได้แล้ว ปล่อยให้สาวใช้มาเฝ้าข้าก็พอ”

“เจ้าค่ะ” แม่นมเซียงรับคำแล้วเดินออกไป เต้าเฟยได้ยินแม่นมเซียงสั่งงานสาวใช้อยู่ด้านนอกก่อนทุกอย่างจะเงียบสงบลง

 

ภายในจวนแม่ทัพใหญ่เงียบสงบ มีเพียงทหารที่เป็นเวรยามเดินตรวจตราความปลอดภัยตามปกติเท่านั้น แต่ร่างของฮูหยินของจวนแม่ทัพกลับนอนพลิกไปพลิกมา พยายามทำใจเย็นข่มตาให้หลับก็ทำไม่ได้ นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนตัดสินใจลุกพรวดขึ้นจากที่นอน นางอยากรู้ว่าเขาจะทำอย่างไรต่อไปกับชีวิตแต่งงานที่สามีนอนห้องหนึ่งภรรยานอนห้องหนึ่ง

“ถ้าท่านไม่มาข้าก็จะไปหาท่านเองท่านแม่ทัพ” นางคำนวณในใจแล้วว่าไม่สามารถปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หากไม่ลงมือทำอะไรเลยคนที่เผ่าของนางที่รอความหวังจากนางอยู่ก็จะผิดหวังเสียใจ

นางเกิดมาเป็นธิดาสายรองก็จริงแต่ธิดาของบิดาทุกคนต่างก็แต่งงานออกไปเพื่อทำตามหน้าที่ทุกคน นางเองก็เช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นเต้าเฟยก็เปิดประตูห้องออกมา ขยับเสื้อคลุมให้เรียบร้อยแล้วลัดเลาะไปที่ห้องนอนอีกห้องของท่านแม่ทัพ

เต้าเฟยฝ่าละอองหิมะโปรยปรายมาด้วยกำลังใจเต็มสิบส่วน ทหารองค์รักษ์ที่เห็นเงาร่างตะคุ่มเดินตัดผ่านสวนไปทางเรือนพักของแม่ทัพใหญ่ก็เข้ามาขวาง แต่พอเห็นว่าเป็นใครพวกนั้นก็รีบหลีกทางให้อย่างระมัดระวัง

“ฮูหยินนั่นเอง” ทหารองค์รักษ์ก้มหัวคำนับ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาถามต่อ “ท่านจะไปที่ใดกันขอรับ ตอนนี้ยามไฮ่แล้วทำไมท่านไม่อยู่ที่ห้อง”

“ข้าจะไปพบท่านแม่ทัพ พวกเจ้าหลีกทางไป”

ทหารองค์รักษ์ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนสายตากันอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าให้กัน เพราะไม่มีคำสั่งห้ามจากท่านแม่ทัพใหญ่ว่าห้ามฮูหยินเข้าไปในเรือนพักแสดงว่านางก็ต้องเข้าไปได้

ทหารองค์รักษ์สองคนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “เชิญฮูหยิน”

“ขอบใจ” เต้าเฟยบอกแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกเรียกความกล้าให้ตัวเอง

ตอนแรกคิดว่าลู่เคอตัวสั่งห้ามนางเข้าใกล้เรือนพักของเขาเสียอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงแผนของนางที่จะพิชิตเตียงนอนท่านแม่ทัพคงยากขึ้น นางวางกลอุบายถอนฟืนใต้กระทะ ใช้ความอ่อนสยบความแข็งแกร่ง ในเมื่อเขาทำตัวเย็นชาเป็นหินผา นางก็จะทำตัวเป็นน้ำฝนกัดกร่อนเขาทีละนิดดูสิว่าหัวใจของเขาจะทนได้สักเท่าไหร่กัน วันไหนอ่อนขึ้นมานางจะทำตัวเป็นหอกทวนพุ่งทะลุสู่กึ่งกลางใจเสียเลย

“หลับหรือยังนะหรืออ่านตำรากลศึก เป็นไงเป็นกันอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าหาพ่อเสือ”

เต้าเฟยเดินไม่รีบเร่งเท่าใดนัก จนมาถึงเรือนพักของลู่เคอตัว พอมาถึงหน้าประตูห้องนอน นางเอาหูแนบประตูก็ไม่ได้ยินเสียงใดๆ มองดูแสงเทียนในห้องก็ดับลงหมดแล้ว คาดว่าเขาจะนอนหลับไปแล้ว นางลองผลักประตูเบาๆ แล้วยิ้ม เขาลงกลอนประตูไว้ ไม่ผิดจากที่คาด นางหยิบใบมีดบางเฉียบราวใบหลิวจากผ้าคาดเอวขึ้นมาแล้วสอดผ่านช่องประตูเข้าไปนางบิดมือนิดเดียวไม่นานกลอนก็ถูกปลดล็อค มือเรียวยาวขาวผ่องผลักบานประตูเข้าไปอย่างเบามือ

ทันทีที่เข้าไปภายในห้อง ดวงตากลมโตแสนเจ้าเล่ห์ก็รีบมองไปที่เตียง บนนั้นมีร่างหนาใหญ่นอนหลับอยู่ นางกัดริมฝีปากแน่นทำใจให้กล้า แล้วขยับฝีเท้าก้าวเดินเข้าไป นางนั่งลงที่ข้างเตียง โน้มหน้าลงมองใบหน้าของผู้ที่นอนอยู่ นางอยากเห็นเต็มๆตาว่าใช่ลู่เคอตัวหรือไม่ ทว่าหัวคิ้วของเต้าเฟยต้องขมวดเข้าหากันเพราะไม่รู้ว่าเขากำลังฝึกวรยุทธ์ใดกันถึงได้ถอดเสื้อนอนทั้งที่อากาศหนาวจับใจ



 

เรื่อง ฮองเฮาเขย่าบัลลังก์ (เล่ม 4 ) ไปแอดรอได้นะคะ

https://my.dek-d.com/maneemala/writer/view.php?id=1768212

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 295 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,724 ความคิดเห็น

  1. #1565 9namfon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 เมษายน 2561 / 15:57
    มีความช่วยเมีย
    #1,565
    0
  2. #1561 Pannpannn (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 19:00
    งงว่าสรุปหนิงเยว่เป้นฮองเฮาของฮ่องเต้หรือตายไปแล้ว
    #1,561
    1
    • #1561-1 Pannpannn(จากตอนที่ 2)
      31 มีนาคม 2561 / 19:48
      หนิงเยว่ตัวจิงตายไปแล้วนี่เองง
      #1561-1
  3. #1558 9namfon (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มีนาคม 2561 / 11:20
    ท่านแม่ทัพ
    #1,558
    0
  4. #876 sirikarnrat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มีนาคม 2561 / 23:13
    เเลดูเหมือนให้ท่า
    #876
    0