ท่านแม่ทัพโปรดมีลูกกับข้าเถอะ ( ebok )

ตอนที่ 1 : ตอน วิิวาห์พาวิิวาท (เต็มตอน)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 30,973
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 475 ครั้ง
    6 มี.ค. 61



ทักทายค่ะ

          มีเนื้อหาบางส่วนไรท์เปลี่ยนไปเลยอัพให้ตรงกับต้นฉบับค่ะใครไม่อยากอ่านช่วงแรก

ใหม่รบกวนเข้ามาอ่าน 10 มีนาคมค่ะ  เรื่องนี้เป็นนิยายเล่มที่3 ในชุดบุปผาสะท้านรัก

นะคะ


ขอบคุณค่ะ

ชิงลี่



ตอนที่1 คืนวิวาห์พาวิวาท

 

ปักกิ่ง เมืองหลวงของอาณาจักรต้าชิง กำลังมีงานแต่งงานใหญ่เกิดขึ้น หลังจากเกิดกบฏเสวียกุ้ยจื่อจนเกิดการปราบปรามขุนนางกังฉินไปหมด จนตอนนี้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขอีกครั้ง ราษฎรมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ถ้าจะพูดว่าตอนนี้แผ่นดินต้าชิงในรัชสมัยของจักรพรรดิหยางจื่อเป็นช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดก็ว่าได้ แผ่นดินต้าชิงนอกจากมีกองทัพมหาศาลพระคลังเริ่มเนืองแน่นไปด้วยทรัพย์สินจากการค้าขาย อีกหนึ่งข่าวดีคือฮองเฮาคู่บารมีขององค์จักรพรรดิกำลังจะมีประสูติกาลในเร็ววันนี้

เพื่อเป็นการตอบแทนความจงรักภักดีแก่ขุนทหารคนสำคัญ จักรพรรดิหยางจื่อจึงจัดการมอบสมรสพระราชทานให้กับขุนทหารคู่ใจ แม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธงผู้หล่อเหลา เก่งกาจ สุขุม เยือกเย็น สู้ศึกมามากกว่าร้อยครั้งไม่เคยแพ้สักครั้งเรียกกว่าเกรียงไกรไร้พ่ายแต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีฮูหยิน องค์จักรพรรดิไม่อาจทนนิ่งดูดายได้ว่าแม่ทัพผู้มากฝีมือจะไม่มีครอบครัวเสียที จึงมีพระราชโองการให้มีการแต่งงานของแม่ทัพหนุ่มเกิดขึ้น

ในความใจกว้างของจักรพรรดิไม่มีใครรู้ว่าทำไมพระองค์ถึงพระทัยดีปานนั้น แต่ยิ่งได้ฟังใจความในราชโองการที่สะท้านฟ้าสะท้านดินแล้วก็ทำให้ขุนนางในราชสำนักหมดข้อสงสัยต่างมองเป็นทางเดียวว่าองค์จักรพรรดิเมตตาในขุนทหารผู้นี้ยิ่งนัก แต่งงานกับสตรีบรรณาการ

ผู้อื่นจะคิดเห็นเป็นอย่างไรนั้นแม่ทัพใหญ่นามว่าลู่เคอตัวผู้ได้รับพระเมตตาสุดกว้างขวางราวกับแม่น้ำฮวงโหนั้นไม่รู้ แต่ตอนเขายื่นมือไปรับราชโองการนั้นน้ำตาทหารกล้าจะหลั่งเสียให้ได้ก็เพราะสารในราชโองการที่ถ่ายทอดลงมานั่นบอกให้รู้ว่าต่อจากนี้ไปชีวิตของเขาต้องผูกติดกับสตรีที่ไม่ได้รักไปตลอดชีวิต คิดจะขัดคำสั่งองค์จักรพรรดิก็ไม่ได้เพราะความจงรักภักดีท่วมท้นตัว จึงจำต้องทำหน้าชื่นตาบานโขกศีรษะรับพระมหากรุณาธิคุณ

ป่วยการจะเสียเวลาคิด ลู่เคอตัวจัดพิธีแต่งงานหลังจากได้รับพระราชโองการ และตอนนี้ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวกำลังผ่านเข้าประตูจวนของเขาเข้ามาแล้ว

แม่ทัพใหญ่แห่งกอดแปดธง นอกจากจะได้รับพระราชทานสมรส เขายังได้ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาอีกตำแหน่งเนื่องจากอดีตแม่ทัพใหญ่กู้ม่านเอ่อจินต้องการปลดเกษียณตัวเองไปอยู่บ้านปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ตามที่วางแผนไว้ในบั้นปลายชีวิต ลู่เคอตัวอดีตรองแม่ทัพจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ได้รับตราแม่ทัพแล้วเลื่อนขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่

คนแบกหามสินเจ้าสาวคนสุดท้ายก้าวเข้าไปภายในจวนแล้ว หลังทำพิธีไหว้ฟ้าดิน ทุกอย่างเสร็จสิ้น ตอนนี้ร่างแน่งน้อยของเจ้าสาวที่มีมงกุฎหงส์มีผ้าคลุมหน้าสีแดงนั่งรออยู่ภายในห้องนอนกว้างใหญ่รอให้เจ้าบ่าวมาเปิดผ้าและร่วมดื่มสุรามงคลจากนั้นก็ร่วมหอกันตามประเพณีประกาศความเป็นคู่ผัวตัวเมีย

เสียงด้านนอกห้องหออึกทึกครึกโครมเพียงใดไม่เท่ากับหัวใจดวงน้อยของเต้าเฟย เพราะนางกำลังนั่งวิตกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังคืนนี้ ร่วมหอกัน นั่นคือสิ่งที่เต้าเฟยสงสัยว่าคงไม่มีอะไรยาก แค่นอนและปล่อยให้แม่ทัพลู่เคอตัวมอบทายาทให้นางเท่านั้น ได้ยินว่าเจ็บมากหน่อย แต่คงน้อยกว่าถูกลูกธนูทิ่มแทงละมั้ง แต่ลูกธนูทิ่มแทงนางเพียงครั้งเดียวแต่อาวุธของแม่ทัพนั่นเล่า... คิดพลางหน้าแดงซ่านนางไม่ได้เขินอายแค่อยากผ่านขั้นตอนนั้นไปอย่างรวดเร็ว

เต้าเฟยธิดาสายรองจากเผ่าเคอเอ่อร์ซินถอนหายใจ นางสอบถามมาจากแม่นมที่เลี้ยงดูนางแล้วว่าการร่วมเตียงกับสามีต้องทำอย่างไรบ้าง ตอนนั้นแม่นมของนางมองนางด้วยดวงตาเบิกกว้างก่อนจะเป็นลมไปครั้งหนึ่งจนนางต้องเขย่าตัวขึ้นมาแล้วถามต่อ

“แม่นมเซียง บอกข้าเถอะ ข้าอยากรู้จริงๆว่าทำอย่างไรถึงจะมีลูกชายได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ร่วมเตียง แม่นมช่วยบอกเคล็ดลับข้าหน่อยเถอะนะ”

แม่นมเซียงซึ่งผ่านการมีบุตรมาแล้วห้าคนกลืนน้ำลายเหนียวๆลงคอ ถึงหญิงสาวตรงหน้าจะอายุถึงวัยออกเรือนแล้วแต่ก็คิดไม่ถึงว่าคุณหนูที่นางเลี้ยงมาอย่างดีจะโพล่งถามอะไรตรงๆออกมาราวกับลูกธนูพุ่งออกจากแร่ง

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไม่รู้จริงๆเจ้าค่ะว่าทำเช่นไร เรื่องจะกำหนดให้เด็กเป็นหญิงหรือชายก็ต้องแล้วแต่ลิขิตสวรรค์นะเจ้าคะ บ่าวตอบไม่ได้จริงๆ”

คนฟังทำหน้าเบ้ทันที คล้ายว่าจะรอนานขนาดนั้นไม่ได้ “ไม่ได้ ข้ารอลิขิตสวรรค์ไม่ได้ ลิขิตสวรรค์ไม่รู้ว่าเมื่อไรถ้าถึงจะสมปรารถนา ข้าจะลิขิตเอง ครั้งเดียวต้องไม่พลาด ข้าไม่ยอมเจ็บตัวบ่อยๆ ให้แม่ทัพไร้อารมณ์นั่นมาทำข้าเจ็บซ้ำๆ หรอก”

คราวนี้แม่นมเซียงเป็นลมไปอีกครั้งแล้ว ขณะที่เต้าเฟยหงุดหงิดเพราะไม่ได้คำตอบดั่งที่ใจต้องการแต่นางก็ไม่ยอมท้อถอย

กลับมาสู่ปัจจุบัน สายตาของเต้าเฟยมองไปที่หน้าประตูห้องหอที่วันนี้ถูกประดับไว้ด้วยผ้าสีแดง อย่างใจจดใจจ่อ ดวงตาที่แต่งแต้มสีชาดมาอย่างสวยงามติดจะรำคาญที่ต้องเฝ้ารอคอยคนที่จะเข้ามาเปิดผ้าคลุมหน้ามานานกว่าสองชั่วยาม

“ท่านมัวแต่ดื่มสุราย้อมใจแล้วคืนนี้ข้าจะได้ลูกชายไหม หรือต้องให้ข้าออกไปตาม” เต้าเฟยพลันผลุนผลันไปเปิดประตูแต่ต้องชะงักเมื่อถูกแม่นมเซียงที่เฝ้าอยู่หน้าห้องร้องห้ามนิสัยผิดหญิงสาวทั่วไปของนางแม่นมเห็นมานานแล้วแต่เวลานี้นางออกเรือนแล้วจะทำอะไรตามใจตัวเองอีกไม่ได้

“ออกมาไม่ได้นะเจ้าคะ จะเป็นการไม่ดีต่อชีวิตคู่ คุณหนูกลับไปนั่งรอท่านแม่ทัพในห้องเถอะนะเจ้าคะ” แม่นมเซียงห้ามสุดตัว เป็นตายร้ายดีอย่างไร นางก็จะไม่ยอมให้คุณหนูของนางออกมาจากห้องหอเด็ดขาด

“ข้าใจร้อน รอไม่ไหว”

“ร้อนยังไงก็ต้องรอเจ้าค่ะ” เสียงแม่นมเซียงดุกลับ เต้าเฟยแม้จะรู้สึกขัดใจแต่ก็ยอมเชื่อฟังกลับไปนั่งรอดีๆ

ด้านในห้องหงุดหงิดเพราะอยากให้เจ้าบ่าวกลับมาเข้าหอร่วมเตียงนางอยากทำภารกิจที่ได้รับมาให้เสร็จ ส่วนที่ด้านนอกผู้เป็นเจ้าบ่าวกำลังดื่มสุรากับบรรดาขุนทหารที่ร่วมทัพจับศึกอย่างมีความสุขราวกับลืมเลือนไปว่าต้องไปเข้าหอ

“ท่านแม่ทัพ ท่านดื่มมากแล้วไม่รีบเข้าหอหรือขอรับ หากท่านไม่ไปพวกเราก็ไม่กล้ากลับ” เกาลุ่ยหานทหารคนสนิทถามขึ้น  

สีหน้ายิ้มแย้มเมื่อครู่ของลู่เคอตัวพลันแข็งกระด้างราวกับได้ฟังคำแสลงหู แสลงใจ มือที่กำจอกเหล้าแน่น “พวกเจ้าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น นั่งดื่มสุรากับข้าอยู่ที่นี่  ดื่มด้วยกันยันฟ้าสาง ไม่เมาไม่เลิก”

“ตะ แต่ว่า” เกาลุ่ยหานจะทักท้วง แต่คนเป็นนายก็หันมามองด้วยแววตาเยียบเย็นราวกับจะทิ่มแทงหากพูดอะไรออกมาไม่ตรงใจ

“ข้าแต่งงานแล้วตามพระบัญชาฝ่าบาท แต่หลังจากนี้เป็นสิทธิของข้าที่จะเข้าหอหรือไม่ก็ได้ สิทธิ์ของข้าที่จะมอบลูกให้นางหรือไม่ก็ได้”

เพราะในราชโองการบอกให้เขาแต่งงานกับเต้าเฟยแห่งสกุลปัวเอ่อร์จี้จี๋ ธิดาสายรองของหัวหน้าเผ่าเคอเอ่อร์ซิน และให้กำเนิดลูกชายเพื่อให้ต้าชิงและเผ่าเคอเอ่อร์ซินผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นมากขึ้น ลู่เคอตัวไม่ชอบวิธีการนี้นักที่ตัวเขาต้องกลายมาเป็นสายสัมพันธ์เชื่อมสัมพันธไมตรี แต่ทำอย่างไรได้เขาไม่สามารถขัดขืนคำสั่งองค์จักรพรรดิได้

ฮึ แต่งงานแล้วยังต้องทำให้นางกำเนิดลูกชายให้ได้อีกด้วย ข้าไปทำอะไรผิดร้ายแรงมาหรือไร สวรรค์ถึงต้องลงทัณฑ์ข้าเช่นนี้ ถ้าข้าไม่รักก็ไม่คิดจะมอบลูกให้

ลู่เคอตัวคิดแล้วยกจอกเหล้าขึ้นเทลงคอพรวดเดียว

“ท่านแม่ทัพโปรดดื่มน้อยหน่อยเถอะขอรับ ท่านดื่มเหล้าหมดไปแล้วเกือบสิบไห” ติงอี้เทาทหารคนสนิทอีกคนทำใจกล้ายับยั้ง เขาเกรงว่าแม่ทัพใหญ่จะไม่ทันเข้าหอแต่ล้มพับลงตรงหน้าเสียก่อน

“พวกเจ้าไม่ต้องห้าม ข้าอยากดื่ม ร้อยไหข้าก็จะดื่ม”

รองแม่ทัพคนสนิททั้งเกาลุ่ยหาน และติงอี้เทาต่างถอนใจแลกเปลี่ยนสายตากัน คำสั่งของลู่เคอตัวท่านแม่ทัพใหญ่แห่งกองแปดธงทำให้พวกเขาสองคนไม่กล้าห้ามและไม่กล้าลุกไปไหน นั่งดื่มสุรากินอาหารไปจนเลยเวลาส่งตัวเข้าหอ

“พวกเจ้าสองคนจำศึกบัวแดงได้หรือไม่ ครั้งนั้นข้าคิดว่าข้าเกือบไม่รอดกลับมาเพราะเฉินเต๋อหมิงวรยุทธ์สูงส่ง แต่ข้าก็เอาชนะมันมาได้แต่ไม่น่าเชื่อเลยว่าข้าต้องมาแพ้ให้กับสตรีคนหนึ่ง เต้าเฟย สตรีบรรณาการจากฮ่องเต้”

เฉินเต๋อหมิงคือหัวหน้ากลุ่มกบฏบัวแดงที่ต้องการล้มชิงและกู้หมิงกลับคืน ลู่เคอตัวต้องใช้เวลาปราบปรามกลุ่มบัวแดงอยู่นานถึงจะปราบลงได้ เขาจับตัวเฉินเต๋อหมิงและส่งให้ทางการลงโทษได้ คนในกลุ่มถึงได้แตกสลายหายไป

“เฉินเต๋อหมิงคือหัวหน้ากบฎแต่สตรีที่ท่านพูดถึงคือฮูหยินพระราชทานนะขอรับ” เกาลุ่ยหานกลืนน้ำลายลงคอก่อนพูดเตือนสติ

ลู่เคอตัวเงยหน้าขึ้นมองขุนทหารสองคนสนิทก็พบแววเป็นห่วงในดวงตาของคนทั้งสอง เขาถอนใจกลัดกลุ้ม จริงอย่างที่เกาลุ่ยหานพูด สตรีที่ว่าคือฮูหยินของเขา เหตุใดเขาต้องหลีกลี้หนีหน้านาง เขาจึงเลิกพูดแล้วโบกมือไล่

“เอาล่ะพวกเจ้ากลับกันไปได้ คงจะอยากกลับบ้านกันแล้วสิ เอาล่ะข้าก็ไม่อยากรบกวนพวกเจ้าแล้ว ข้าจะเข้าหอ”

“ดีจริงๆ ขอรับ ท่านแม่ทัพอย่าให้ฮูหยินรอนานเลย ถ้าอย่างนั้นพวกข้าสองคนขอตัวกลับก่อน” เกาลุ่ยหานรีบลุกขึ้น ติงอี้เทาก็รีบลุกขึ้นตาม ทั้งสองลากลับไปแล้ว ลู่เคอตัวจึงเดินไปเข้าหอแต่พอมาหยุดที่หน้าประตูห้องเขาก็เห็นว่าแม่นมของเต้าเฟยหลับไปแล้ว พวกนางคงรอเขานานแต่ไม่มีใครกล้าไปตามก็ดีที่เต้าเฟยไม่ออกมาตามเขาเพื่อมาเข้าหอ นับว่ายังมีความละอายอยู่บ้าง

ลู่เคอตัวหยุดยืนด้วยฝีเท้าเงียบกริบ ราวกับเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้น สุราสิบไหไม่ได้ทำให้เขาเมามายได้ ลู่เคอตัวอยากพักผ่อนก็จริงแต่หากเข้าไปแล้วเจอหน้าของเต้าเฟยอาจทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่ได้นอนแต่อยากฆ่านางแทน จริงๆเขาจะไม่โกรธนางเลย หากนางไม่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองจะกลายเป็นพ่อวัวผลิตลูกให้กับนางหลังจากนี้ ครั้นนึกถึงสิ่งที่นางต้องการจากเขาทีไรทำให้ความไม่พอใจปะทุขึ้น เขาจึงหมุนตัวเดินไปอีกทางของจวนซึ่งเป็นเรือนพักที่มีห้องนอนอีกห้องของเขา

ลู่เคอตัวเปิดประตูห้องนอนอีกห้องของตัวเองเข้าไป เพียงเพื่อจะพบว่าบนเตียงของเขาที่ว่างเปล่าพร้อมจะเอนกายลงนอนแต่เหตุไฉนกลับมีร่างอรชรของสตรีนั่งคอยเขาอยู่ ดวงตากลมโตของนางจ้องมองมายังเขาเขม็ง

ลู่เคอตัวขบกรามแน่น “นี่เจ้าเข้ามาในห้องของข้าได้อย่างไร” เสียงเย็นเยียบตวาดออกไป เขาคิดไม่ถึงว่าเต้าเฟยจะใจกล้าเทียมฟ้ามาดักคอยเขาที่ห้องนอนอีกห้องราวกับนกรู้ นั่นก็หมายความว่านางเปิดผ้าคลุมหน้าเอง และยังออกมาจากห้องหอเองอีกด้วย

“ท่านไม่ยอมเข้าหอกับข้าจริงด้วย ข้าถึงต้องมารอท่านที่นี่อย่างไรล่ะ ท่านแม่ทัพลู่เคอตัว ท่านกล้าขัดราชโองการหรือ” เต้าเฟยย้อนถามเสียงแข็ง ดวงตากลมโตขึงมอง

แม่ทัพหนุ่มเดินลงเท้าหนักจนหางเปียยาวๆสะบัด แสดงว่าโกรธมาก ร่างกำยำใหญ่โตยืนค้ำอยู่เหนือร่างเล็กที่นั่งอยู่ขอบเตียง “ข้าขัดราชโองการตรงไหน”

เต้าเฟยเงยหน้าขึ้นมอง นางไม่กลัวเขาแม้น้ำเสียงที่ใช้จะแข็งกร้าว ดังก้องกังวานจนนางอยากยกมือขึ้นปิดหู แต่เพราะนางก็มีหน้าที่ต้องทำจึงทำใจดีสู้เสือตอบ

“ท่านก็รู้แก่ใจ ท่านไม่ยอมเข้าหอ ร่วมเตียงกับข้า ไม่ยอมให้ข้าให้กำเนิดลูกชายแล้วเมื่อใดข้าจะได้รับอิสระ” นางพูดไปพลันก็หน้าแดงขึ้นมา ดีที่เป็นเวลามืดมีเพียงแสงเทียนสั่นไหวไปมา

“ข้ายอมแต่งก็เพียงพอแล้ว ส่วนเรื่องการให้กำเนิดลูกชายนั้น ไม่จำเป็นต้องทำตามพระบัญชา ถ้าฝ่าบาทไม่เข้ามาทอดพระเนตรถึงในหอข้าก็ไม่ทำ”

เต้าเฟยลุกพรวดขึ้นประจันหน้ากับเขา ได้กลิ่นสุราโชยหึ่งออกมา “ไม่ได้นะ ข้าอยากมีลูก ท่านแม่ทัพโปรดมีลูกกับข้าเถอะนะ” นางจับมือเขา แต่ถูกเขาสะบัดมือออก

“นี่เจ้า เป็นสตรีเช่นใดกัน ข้ายอมแต่งกับเจ้า เพื่อผูกสัมพันธ์ต้าชิงกับเผ่าของเจ้าให้แน่นแฟ้นมากขึ้น เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ เป็นสตรีควรหวงเนื้อหวงตัวไม่ใช่ทำตัวเยี่ยงนี้ ช่างขายหน้านัก”

เต้าเฟยเงียบไปทันที นางเม้มปากแน่น เพราะการแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะผูกสัมพันธ์อย่างเดียวแต่ยังมีเรื่องอื่นอีกแต่นางบอกเขาไม่ได้ เป็นนางที่ยื่นข้อเสนอกับองค์จักรพรรดิเอง เป็นเรื่องของนางกับองค์จักรพรรดิหยางจื่อสองคนที่รู้

“ถือว่าช่วยเหลือข้าไม่ได้หรือ ข้าก็ไม่ได้ขอร้องอะไรมาก พวกท่านผู้ชายมีแต่ได้เปรียบ ท่านพ่อยังเคยเอ่ยชมข้าว่าข้าเป็นธิดาที่งามที่สุดในเผ่า”

“งามรึ” น้ำเสียงกึ่งดูแคลน “ตรงไหนที่เรียกว่างาม”

“นี่ท่าน!

“ต่อให้เจ้าคุกเข่าขอร้องให้ข้าร่วมหอลงโรงกับเจ้าในคืนนี้อยางไรเสียข้าก็ไม่ยอม ยกเว้นว่าเจ้า...”

เต้าเฟยพอเห็นช่องทางที่นางจะเจ็บตัวเพียงแค่ค่ำคืนเดียวแม้จะดูไร้ยางอายไปบ้างแต่นางก็เป็นฮูหยินที่ถูกต้องนางจะหยั่งเชิงเขาอีกรอบ “ข้าต้องทำอย่างไรหรือรีบบอกมาเถิด”

“เจ้าก็ต้องทำมันเอง” น้ำเสียงห้าวหาญนั้นห้วนและเย็นชาจนเสียดแทงใจคนฟังยิ่งนัก

เต้าเฟยขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายของท่านแม่ทัพ “ทำเองหรือเจ้าคะ ข้าจะทำได้อย่างไรกัน”

แต่เมื่อนึกให้ดีเต้าเฟยก็เหมือนจะร้องอ๋อในใจ หนังสือปกขาวที่เคยได้รับจากลี้กิมจูเพื่อนของนางซึ่งออกเรือนไปแล้ว ในหนังสือนั้นมีภาพวาดสตรีอยู่ด้านบนผู้ชายอยู่ด้านล่างก็ทำให้นางอายจนหน้าแดงไม่คิดว่าแม่ทัพบ้าคนนี้จะกล้าดูถูกนาง

“ลู่เคอตัว!ท่านดูหมิ่นข้ามากไปแล้ว อย่างไรเสียข้าก็คือฮูหยินพระราชทาน”

ร่างหนาใหญ่ในชุดเจ้าบ่าวหมุนตัวเดินไปที่ประตูอีกครั้งอย่างไม่สนใจจะฟัง ประตูกำลังถูกผลักออกไปแต่อาวุธลับที่บินมาปักตรงเสาก็ทำให้ลู่คัวเตอมีสีหน้าแข็งกระด้าง ชักมือกลับในฉับพลัน

“เจ้านำอาวุธลับเข้ามาในห้องนอนด้วยหรือ นี่แม่นมเจ้าไม่เคยสอนหรืออย่างไรว่าไม่ให้นำอาวุธเข้ามาด้วย” ลู่เคอตัวเดินสีหน้ามืดทะมึนเข้าไปหาเต้าเฟย “ไหนดูสิว่าในตัวเจ้ามีอาวุธลับอะไรอีกบ้าง บุปผาเต็มไปด้วยพิษอย่างเจ้าอย่าหวังจะได้เชยชมร่างกายข้า”

เต้าเฟยเป็นฝ่ายหน้าแดงด้วยความโมโหบ้างเมื่อถูกมือใหญ่คว้าตัวให้เข้าไปหาอย่างแรง เนื้อตัวของนางแทบจมหายไปในร่างใหญ่ของเขา

“คิดว่าตัวเองเป็นใคร หากไม่ใช่สมรสพระราชทานข้าเต้าเฟยก็ไม่เคยคิดปรารถนาจะเป็นฮูหยินของท่าน ส่วนอาวุธนี้ข้าแค่มีไว้ป้องกันตัว”

“อยู่กับข้าทำไมต้องป้องกันตัว ในจวนแม่ทัพมีอันใดให้เจ้าต้องกลัว” ลู่เคอตัวถามเสียงดังดึงนางเข้ามาใกล้แผ่นอกมากขึ้น

“ข้าคุ้นชินกับการมีอาวุธพวกนี้ ข้าโตมากับพวกมัน มันก็เปรียบดั่งเครื่องประดับของข้า”

ลู่เคอตัวแค่นเสียงต่ำในลำคอ “สตรีในต้าชิงนางใดบ้างที่มีอาวุธเป็นเครื่องประดับเยี่ยงเจ้า สมแล้วที่เจ้าหาชายใดออกเรือนด้วยไม่ได้ จนต้องเดือดร้อนมาถึงข้า เมื่อฮ่องเต้ไม่ปรารถนาจะรับเจ้าไว้เป็นสนมกรรมเลยหล่นมาถึงข้า”

เต้าเฟยอ้าปากค้าง “ใช่ว่านี่เป็นกรรมของท่านฝ่ายเดียวข้าเองก็ไม่ได้ทุกข์น้อยไปกว่าท่าน แล้วเหตุไฉนท่านไม่คิดร่วมมือกับข้าทำเรื่องนี้ให้จบๆไป” ดวงตากลมโตเฉลียวฉลาดลอบมองเขาอย่างมีความนัย “ในเมื่อเราทั้งสองก็มีกรรมร่วมกันแล้วทำไมเราไม่ช่วยกันแก้กรรมนี้เล่าเจ้าคะท่านพี่”

ยามนางพูดหวานและเรียกเขาว่าท่านพี่ลู่เคอตัวรู้สึกขนลุกอย่างประหลาดแต่ใบหน้าหล่อเหลาก็ยังแข็งกระด้างดุจเดิม

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเสียงอ่อนเสียงหวานกับข้ามีหรือข้าจะดูเจ้าไม่ออก เจ้าคงจะชวนข้าแก้ผ้ามากกว่าแก้กรรม”

ใบหน้าคนฟังร้อนผ่าว ทั้งอาย ทั้งแสบคัน แต่ละคำที่แม่ทัพจอมหยิ่งยโสนี่กล่าวออกมาล้วนแสบระคายหู หาชายใดในใต้หล้าจะปากร้ายเท่าเขาอีกไม่มี นางเองก็มิเคยถูกบุรุษเอ่ยว่าให้เจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าเยี่ยงนี้

“ท่านจะต้องเสียใจที่ดูถูกข้า”

“ข้าจะเสียใจมากกว่าหากยอมแก้กรรมร่วมกับเจ้า และต่อไปนี้ข้าขอสั่งห้ามเจ้า ห้ามเจ้าพกอาวุธลับ และห้ามซัดอาวุธลับใส่ข้าซึ่งเป็นเจ้าของจวนแห่งนี้อีก ไม่เช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”

 ลู่เคอตัวบอกแล้วมือหนาใหญ่สากระคายเพราะผ่านการจับอาวุธมามากก็เริ่มทำการรื้อค้นไปทั่วตัวเต้าเฟย เรือนร่างของเต้าเฟยมีทุกอย่างเหมือนสตรีทั่วไปทุกประการ ทั้งทรวงอกเต่งตึง เอวคอดกิ่ว ลู่เคอตัวกลืนน้ำลายลงคอ ขณะเบือนหน้าหนีไปทางอื่นแต่มือก็ลูบคลำทั่วเรือนร่างอรชรจนทั่ว จากบนลงร่าง จากล่างขึ้นไปข้างบนอีกครั้ง

“ในตัวข้าไม่มีอาวุธลับใดอีกแล้ว ข้านำติดตัวมาเพียงเท่านั้น ท่านพี่เลิกค้นได้แล้วไหนท่านพี่บอกว่าไม่อยากอยู่ใกล้ข้าหรือว่าท่านพี่คิดจะเปลี่ยนใจ”

ลู่เคอตัวหยุดมือที่คลำไปทั่วร่างของนางทันที “ข้าค้นอาวุธ ไม่ได้คิดอย่างที่เจ้ากำลังคิด อย่าคิดยั่วยวนข้าเพราะมารยาหญิงของเจ้าหาได้ทำให้ข้าสนใจได้แม้แต่น้อย”

“ข้าไม่ได้ยั่วยวนท่านพี่ แต่เป็นท่านพี่เองที่ค้นหาของในตัวข้า”

ลู่เคอตัวหน้าแดงก่ำพลันหันหลังหนี “งั้นเจ้าก็กลับไปห้องหอของเจ้าได้แล้ว ข้าจะพักผ่อน” ลู่เคอตัวไล่

เต้าเฟยมองท่าทางนิ่งเฉยของท่านแม่ทัพใหญ่แล้วคิดแผนการขั้นต่อไปออก“ท่านพูดถูกแล้วว่าข้าควรกลับห้องหอ ในเมื่อท่านอยู่ห้องใดนั่นก็คือห้องหอของข้า ท่านเองก็ไม่ควรเอาแต่วิ่งหนีข้า ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เป็นชายชาตรีทุกประการ เหตุใดต้องคอยหนีหน้าข้าในเมื่อท่านได้รับหน้าที่มาแล้วเราน่าจะช่วยกันทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด”

ลู่เคอตัวควันออกหู หมุนตัวก้าวอาดๆไปดึงร่างบอบบางในชุดเจ้าสาวสีแดงมาใกล้ เต้าเฟยเบ้หน้า

“ข้าเจ็บ”

ลู่เคอตัวจ้องมองใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาอย่างเดือดดาล นางกำลังยั่วให้เขาโกรธแล้วลงมือกับนางใช่หรือไม่

“เจ้าอย่าคิดว่าข้าจะตกหลุมพรางของเจ้า ข้าไม่มีวันโกรธจนปล้ำเจ้าหรอก เจ้าจะได้แต่ตำแหน่งฮูหยินแต่ไม่ได้ลูกชายหรือลูกหญิงจากข้า เพราะข้าจะมอบลูกให้กับสตรีที่ข้ามีใจรักเท่านั้น ข้าไม่ใช่พ่อพันธุ์เที่ยวผลิตลูกแจกจ่ายสตรีนางใดก็ได้ไปทั่วเมือง”

“ท่านแม่ทัพบ้า ท่านจะหวงไว้ทำไมกัน หากหาสตรีใดที่ท่านมีใจรักไม่ได้ มิเท่ากับตระกูลของท่านไร้ซึ่งผู้สืบเชื้อสายหรือ ท่านไม่รู้สึกผิดต่อบรรพชนหรือ อ้อข้าลืมไปท่านพี่มีสตรีที่พึงใจรักมั่นแต่ว่า...”

“เต้าเฟยเจ้าจงหุบปากของเจ้าซะก่อนที่ข้าจะจับเจ้าโยนออกไปนอกห้อง แล้วเจ้าจงเลิกฝันไปได้เลยเรื่องจะเป็นมารดาของลูกข้า”

เต้าเฟยกัดริมฝีปากแน่น มองลู่เคอตัวอย่างขุ่นเคือง นางกำมือแน่นไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่ร่วมมือกับนางในการทำให้เรื่องนี้มันจบ เหตุใดต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่

“ท่านพี่ไม่มีวันเข้าใจว่าทำไมข้าต้องทำอย่างนี้”

“ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ ทั้งหมดที่เจ้าทำลงไปก็เพื่อเผ่าของเจ้าอย่างไรล่ะ”

เต้าเฟยนิ่งเงียบไป ไม่อาจพูดความจริงได้ทั้งหมด จนลู่เคอตัวคิดว่าเป็นเพราะเขาพูดจี้ใจดำนาง

หากนางทำเพื่อเผ่าเค่อเออร์ซิน เขาเองก็เสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อแผ่นดินไปแล้วเช่นกัน เหตุใดต้องยอมช่วยนางทำลูกเพื่อให้นางทำเพื่อเผ่าของนางด้วย

“แต่นี่เป็นสมรสพระราชทาน ท่านต้องทำหน้าที่สามีให้ครบสมบูรณ์ ทั้งเรื่องแต่งงานและให้กำเนิดบุตร”

ดวงตาของลู่เคอตัวแข็งกระด้างจนเหมือนน้ำแข็ง “ถ้าเช่นนั้นเจ้าคงต้องหาวิธีทำให้ข้ายอมร่วมเตียงกับเจ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้เองแล้วล่ะ ถ้าเจ้าทำได้ ข้าจะยอมช่วยเจ้าให้กำเนิดบุตร เจ้าจงทำให้ได้สิ”

ลู่เคอตัวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงดูแคลน จากนั้นร่างบึกบึน สง่างามก็ก้าวเท้าออกจากห้องนอนไปอย่างไม่สนใจว่าจะผิดธรรมเนียม

เต้าเฟยยืนมองอย่างผิดหวัง ลู่เคอตัวไม่ยอมช่วยให้นางสมหวัง ถ้าอย่างนั้นนางต้องหาวิธีทำให้เขาเลี่ยงไม่ได้อย่างที่เขาบอกแต่นางจะทำอย่างไร เต้าเฟย กลับไปนั่งครุ่นคิดที่เตียงจนหลับไป

 

แสงอาทิตย์ยังไม่ทาทับขอบฟ้า ลู่เคอตัวก็ตื่นมาฝึกซ้อมวรยุทธ์ตั้งแต่ยามเหม่าหรือก็คือเวลาตีห้า จากนั้นก็กินอาหารและขึ้นรถม้าเข้าวังเพื่อไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิซึ่งช่วงนี้พระองค์ทรงเกษมสำราญเป็นพิเศษพาให้ข้าราชบริพารได้รับของกำนัลกันบ่อยๆ นั่นก็เพราะฮองเฮาใกล้จะถึงกำหนดประสูติกาลเข้ามาแล้ว

เต้าเฟยยืนมองรถม้าของลู่เคอตัวอยู่บนสะพานโค้งข้ามลำธารน้ำที่สร้างจำลองธรรมชาติขึ้นมา หลังจากนางผล็อยหลับไปและตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็พบว่าลู่เคอตัวไม่ได้อยู่ที่ห้อง เมื่อถามจากสาวใช้ที่อยู่หน้าห้องจึงรู้ว่าสามีของนางออกไปประชุมขุนนางแล้ว

แม่นมเซียงที่เพิ่งจะหานางเจอที่ห้องนอนอีกห้องของลู่เคอตัวเพราะเมื่อคืนนางออกมาจากห้องหอโดยไม่ได้บอก

“คุณหนูมาอยู่ที่นี่เอง บ่าวตามหาไปทั่ว”

“ข้าขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง”

“คุณหนูเป็นนายไม่ต้องขอโทษบ่าวหรอกเจ้าค่ะ เป็นหน้าที่บ่าวที่ต้องติดตามรับใช้ท่าน ว่าแต่ตอนนี้คุณหนูไปอาบน้ำแต่งตัวแล้วกินอาหารเช้าเถอะนะเจ้าคะ” แม่นมเซียงที่ติดตามมาด้วยบอกด้วยความเป็นห่วง นางเห็นสีหน้าแววตาของคนเป็นเจ้านายแล้วอดสงสารไม่ได้

แค่ตื่นมาแล้วพบว่าเจ้านายไม่อยู่ในห้องหอ นางก็รู้แล้วว่าเจ้าบ่าวไม่มาเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว แม่นมเซียงตามหาอยู่ทั้งคืนจนรู้ว่านายสาวของตนมาที่เรือนหลังนี้

“ท่านแม่ทัพลู่คงรังเกียจข้ามากนะแม่นม เขาไม่ยอมเข้าหอกับข้า หนีข้าไปนอนอีกห้องหนึ่งข้าก็พยายามทำหน้าให้หนาเข้าไว้แล้วไปรอเขาที่ห้องนอนแต่เขาก็ไม่ไยดีข้า จนกระทั่งเพิ่งถึงยามเหม่าแท้ๆ เขายังต้องรีบออกไปจากจวน”

“ท่านแม่ทัพอาจจะมีงานยุ่งก็ได้นะเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวงดงามไม่แพ้สตรีใด ท่านแม่ทัพต้องไม่รังเกียจคุณหนูหรอกเจ้าค่ะ”

“แต่ข้าว่าเขารังเกียจ ถ้าข้าเป็นตัวหนอนเขาคงใช้ไม้เขี่ยข้าออกจากห้องหอไปแล้ว”

เต้าเฟยมองสายลมใบไม้ปลิวแล้วถอนใจ ถ้านางไม่นึกถึงสิ่งที่จะได้ตอบแทนจากองค์จักรพรรดิที่จะได้มาหลังจากนางมีลูกชายกับท่านแม่ทัพแล้วล่ะก็นางคงถอดใจไปแล้ว ใครจะทนให้ผู้ชายประณามหยามหมิ่นอยู่ได้

“ถ้าข้าเลือกได้ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ทัพต้องลำบากใจเช่นนี้เลยแต่ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นกันนะแม่นม”

“คุณหนูเจ้าคะ” แม่นมเซียงครางในลำคอ

นางรู้เพียงแต่ว่าเดิมทีนั้นท่านฮูเลกูหัวหน้าเผ่าต้องการส่งธิดามาเป็นสนมบรรณาการแด่องค์จักรพรรดิ แต่องค์จักรพรรดินั้นทรงเสน่หาในฮองเฮาคู่พระทัยยิ่งนักไม่ยอมรับสนมเข้าตำหนักอีก ส่วนที่มีอยู่แล้วก็มักจะมีเหตุให้กระเด็นออกจากวังหลังไปจนหมด มีแต่คำล่ำลือกันว่าพระองค์ไม่เสด็จตำหนักไหนเลยนอกจากตำหนักเฟยเฟิงของฮองเฮาหนิงซูเยว่

เมื่อเป็นเช่นนั้นคุณหนูของนางจึงกลายมาเป็นฮูหยินพระราชทานให้แก่แม่ทัพลู่เคอตัวแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดของแผ่นดินต้าชิง

“คุณหนูเจ้าคะ ตั้งแต่โบราณมาลูกสาวจะแต่งกับใครย่อมเป็นสิทธิ์ขาดของบิดามารดา ดังนั้นท่านอย่าโทษตัวเองไปเลยนะเจ้าคะท่านเองก็ไม่ได้มีสิทธิ์เลือก ทุกอย่างล้วนเป็นลิขิตสวรรค์”

“ถ้าเช่นนั้นข้าควรเดินหน้าต่อไปใช่หรือไม่” แม่นมเซียงพยักหน้า “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจแม่นมมาก ข้าจะรอเวลาให้ท่านแม่ทัพยอมใจอ่อนยอมมอบลูกชายให้กับข้า”

แม้จะฟังดูแปร่งหูแต่แม่นมเซียงก็ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดตรงไปตรงมานั้น นางยิ้มแล้วพาเต้าเฟยกลับไปที่ห้องหอเพื่ออาบน้ำแต่งตัวใหม่

 

หลังเต้าเฟยอาบน้ำแต่งตัวเสร็จแม่นมเซียงก็นำอาหารเช้ามาวางตรงหน้า ระหว่างที่กินอาหารอยู่นั้นพ่อบ้านหวังก็เดินมาค้อมตัวลงขอพบ เต้าเฟยที่กินเสร็จพอดีจึงบอกให้พ่อบ้านหวังไปรอที่โถงด้านนอก

“คารวะฮูหยินขอรับ บ่าวชื่อหวังลู่ เป็นพ่อบ้านของจวนนี้ บ่าวนำสาวใช้มาคารวะท่านขอรับ”

พ่อบ้านหวังกับบรรดาสาวใช้ต่างพากันก้มคารวะ เต้าเฟยมองไล่ทีละคนนิ่งๆ คนที่เข้ามาคารวะนางล้วนเป็นสาวใช้ที่ทำงานอยู่ในส่วนโถงชั้นใน นางพยักหน้าครั้งหนึ่ง

“อืม ข้ารู้แล้ว ขอบใจพวกเจ้ามาก มีอะไรไปทำก็ไปทำเถอะ”

“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ”

สาวใช้ออกไปหมดแล้วพ่อบ้านหวังจึงพูดขึ้นอย่างสุภาพ “ฮูหยินขอรับ นี่คือสมุดบัญชีของจวนที่จดรายการรับจ่ายเอาไว้ แล้วนี่ก็คือสมุดบัญชีคลังทรัพย์สิน ท่านแม่ทัพสั่งให้บ่าวมอบแก่ฮูหยินขอรับ”

เต้าเฟยรับมาอย่างงงๆ “ท่านแม่ทัพให้พ่อบ้านหวังมอบให้ข้าอย่างนั้นหรือ”

“ขอรับ”

“อืม” เต้าเฟยครางเบาๆ ไม่คิดว่าลู่เคอตัวจะมอบบัญชีภายในจวนให้นางดูแล นางเคาะนิ้วเป็นจังหวะกับโต๊ะหรือเขาต้องการใช้นางให้คุ้มค่ากับตำแหน่งฮูหยิน

“ท่านแม่ทัพคงกลัวว่าข้าจะว่างเกินไป เอาล่ะ ข้าจะเก็บไว้ตรวจสอบ”

พ่อบ้านหวังไม่กล้าพูดว่าไม่ใช่ เพราะดูจากคำสั่งที่ท่านแม่ทัพบอกให้มอบสมุดบัญชีให้แก่ฮูหยินดูแลนั่นก็เท่ากับมีความไว้วางใจในระดับหนึ่งทีเดียว

“ฮูหยินต้องการสั่งอะไรบ่าวอีกหรือไม่ขอรับ”

เต้าเฟยเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ข้าต้องการเดินดูรอบๆจวน พ่อบ้านหวังจะขัดข้องหรือไม่”

“บ่าวไม่กล้าขัดข้องขอรับ จวนนี้เป็นของฮูหยินขอรับ” พ่อบ้านหวังพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง

“ดี พูดได้ดี แม่นมเซียงให้รางวัลพ่อบ้านหวังด้วยนะ”

เต้าเฟยพูดจบ แม่นมเซียงก็ทำท่าจะยื่นเงินรางวัลให้แต่พ่อบ้านหวังรีบส่ายหน้าไม่รับ

“บ่าวไม่ขอรับเงินรางวัลขอรับ”

“งั้นก็ตามใจ” เต้าเฟยว่า “แม่นมถ้าเช่นนั้นไปเดินเล่นรอบจวนกันเถอะ” เต้าเฟยพูดแล้วก็ลุกนำไป

 

จวนแม่ทัพไม่ได้ตกแต่งอย่างสวยหรู มีเพียงแต่สวนจำลอง และศาลากลางน้ำไว้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ ที่เหลือก็เป็นลานซ้อมยุทธ์ เต้าเฟยเดินดูจนทั่วแล้วไปหยุดยืนที่ห้องหนึ่ง ประตูห้องไม่ได้ล็อกกุญแจไว้ นางลองผลักเข้าไปดูจึงพบว่าเป็นห้องเก็บศาสตราวุธ

แววตาของสาวทุ่งหญ้าตื่นเต้นขึ้นมาราวกับสตรีที่เห็นเครื่องประดับสวยงาม ผิดแต่ของตรงหน้าเต้าเฟยล้วนเป็นของมีคมอันตราย ทุกอย่างในห้องนี้ล้วนผ่านศึกสงคราม ลิ้มรสเลือดมาแล้วนับไม่ถ้วน

“ถูกใช้งานจนบิ่นไปหมด” เต้าเฟยหยิบทวนอันหนึ่งมาดูแล้วลูบคลำอย่างเสียดาย นางวางทวนอันนี้ไปหยิบง้าวอีกอันมาดู “อันนี้ก็หัก นี่ท่านดูแลของสำคัญเช่นนี้อย่างไร”

เต้าเฟยวางอาวุธทั้งสองลงแล้วหันไปหาแม่นมคนสนิท

“แม่นมเซียงท่านใช้ให้ใครไปตามพ่อบ้านหวังมาหาข้าที ข้าอยากรู้ว่าใครมีหน้าที่ดูแลอาวุธในห้องนี้ทำไมปล่อยปละละเลยไม่ดูแลจนใช้การไม่ได้”

“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปตามพ่อบ้านหวังเดี๋ยวนี้”

คล้อยหลังแม่นมเซียง เต้าเฟยก็หยิบทวนอันหนึ่งมาดูมันเป็นทวนสามชนะหัวทวนมีคมข้างหนึ่งรูปร่างคล้ายขวาน อีกข้างเป็นวงโค้งคล้ายจันทร์ นางหยิบเอาน้ำยาที่ติดตัวไว้ข้างเอวออกมา เปิดจุกแล้วเทลงบนเศษผ้าที่นำมาด้วย นางค่อยๆเช็ดลงไปตรงคมขวาน ไม่นานรอยยิ้มหวานก็ผุดขึ้น

“ดูหล่อขึ้นเป็นกอง เจ้านายเจ้าคงไม่ค่อยดูแลพวกเจ้าสินะ ขนาดอาวุธของตัวเองก็คาดว่าคงจะไม่เคยดูแล ป่านนี้สนิมเกาะแล้วมั้ง”

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 475 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,724 ความคิดเห็น

  1. #1710 JinMaiLing (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2561 / 08:27
    อาวุธท่านแม่ทัพสนิมเกรอะแล้ว ต้องให้ฮูหยินช่วยขัดแล้ว อิอิ
    #1,710
    0
  2. #1690 pemipond (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 19:00
    ตลกดีนะ
    #1,690
    0
  3. #1625 fahnatee (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 13 เมษายน 2561 / 22:09
    5555 แม่นแล้ว
    #1,625
    0
  4. #1533 9namfon (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 30 มีนาคม 2561 / 02:05
    5555 สนิมขึ้น
    #1,533
    1
  5. #922 CornettoX (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 มีนาคม 2561 / 08:04
    ฮองเฮาโหดมากเจ้าคะ55555
    #922
    0
  6. #835 vannii (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 6 มีนาคม 2561 / 08:52
    สนุกเหมือนเดิม แต่ ผิดนิด จากบนลงร่าง = จากบนลงล่าง จากล่างขึ้นบน
    #835
    1