:::Never-Ending Love::: eric [[[Fiction-Shinhwa]]]

ตอนที่ 4 : :::Never-Ending Love::: Eric ตอนที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 57
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 พ.ย. 52

Never-Ending Love ~Eric~
ตอนที่ 4
   
การถ่ายแบบเพื่อทำโฆษณาสินค้าเป็นไปได้ด้วยดี เราทำงานอยู่ที่นี่นานตั้งแต่เช้าจนถึงพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า
การทำงานก็เสร็จสิ้นลง หนึ่งวันเต็มๆที่เขาได้มองเธอทำงานอย่างใกล้ชิด หนึ่งวันเต็มๆ ที่หวนให้นึกถึงวันเก่าๆ
วันแรกที่เจอกัน จนถึงวันที่เขาขอแต่งงาน เหตุการณ์ต่างๆ มันผ่านมาอย่างรวดเร็วและค่อยๆผ่านไป ช่วงที่ค่อยๆผ่านไป มันเป็นช่วงที่แสนเจ็บปวดเหลือเกิน

“เอริค...เฮ้ย เป็นอะไรไปเนี่ยะ เห็นเหม่อลอยทั้งวันเลย ไม่สบายหรือไง”
จองยองซูถาม หลังจากเห็นเอริคที่เฝ้าแต่นั่งมองเหม่อไปทางคิมเจซางที แลหันหน้าออกไปพร้อมกับส่งสายตาที่ว่างเปล่า

“เปล่าหรอก ก็วันนี้งานไม่มีอะไรให้ต้องทำมากนี่น่า ก็เลยคิดอะไรเพลินๆ” เอริคตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

“ฉันถามจริงๆ ตอบมาตรงๆได้ไหมเอริค” เสียงของจองยองซู ดูจริงจังขึ้นมาในทันทีทันใด

“หืม? มีเรื่องอะไรจะถามฉันงั้นเหรอ” เอริคหันไปมองหน้าเพื่อนที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ถามจริงๆว่า นายเคยรู้จักคุณคิมเจซางหรือเปล่า ฉันรู้สึกได้ว่ามันเป็นแบบนั้น”
หลังจากสิ้นสุดคำถาม นั่นทำให้เอริคนิ่งค้างไปอยู่นาน ในหัวเริ่มประมวลผลว่าจะต้องตอบอะไรต่อไปดี
จะตอบว่ารู้จักหรือไม่รู้จัก ถ้าตอบว่ารู้จักจองยองซูก็ต้องถามต่อไปอีก และถ้าตอบว่าไม่รู้จัก จะปกปิดเรื่องทั้งหมดได้อีกนานสักเท่าไหร่

“ทำไมคิดนานจังเลย นานความจำสั้นเหรอ” จองยองซูยิ้มนิดๆออกมา ทำให้เอริคเดาไม่ออกเลยว่ามันหมายความว่าอย่างไร

“เอ่อ...ฉัน ฉัน...ฉันไม่รู้จักกับคุณคิมเจซางหรอก เธอเป็นดารานางแบบชื่อดัง
คนอย่างฉันจะไปรู้จักกับเค้าตอนไหนกันหล่ะ นายมีอะไรหรือเปล่า” เอริคตั้งคำถามต่อ

“ก็ไม่มีอะไรหรอก ฉันรู้สึกว่า...คุณคิมเจซางเป็นคนน่ารักดี
นายคิดว่า...ถ้าฉันจะจีบเค้าเนี่ยะ ฉันพอจะมีหวังกี่เปอร์เซ็นต์นะ”
เมื่อจองยองซูเผยความรู้สึกออกมาแล้ว เหตุผลทั้งหมดก็คือ จองยองซูต้องการจะจีบคิมเจซาง ซึ่งเป็นผู้หญิงที่เค้ารัก
และต้องการจะแต่งงานด้วย นี่มันอะไรกัน...เขารู้สึกอยากจะเดินหนีไปให้ไกลๆ สิ่งที่ตอบไปไม่สามารถกลับมาแก้ไขคำพูดได้แล้ว

“ว่าไงหล่ะเอริค? นายคิดว่าฉันมีเปอร์เซ็นต์บ้างไหม” จองยองซูยังเน้นคำถามเดิมอีกครั้ง

“อืม...ไม่รู้เหมือนกันนะ นายก็ลองดูสิ”
พูดจบเขาก็เดินหนีเพื่อนไป หลบมุมที่เงียบๆที่อยู่คนเดียว มืออยากจะตบปากตัวเองให้เลือดออก พูดอะไรออกไป
พูดได้ยังไงให้จองยองซูลองดู นั่นคือผู้หญิงที่เขารัก พูดแล้วก็เจ็บใจตัวเองอยู่คนเดียว

ที่ลานจอดรถกว้าง...คิมเจซางและผู้จัดการซูอิน กำลังจะขึ้นรถเพื่อกลับออกจากสถานที่
แต่ดูเหมือนว่าคิมเจซางยังกังวลอะไรบางอย่างทำให้ยังไม่อยากขึ้นรถ

“ขึ้นรถได้แล้วเจซาง มีอะไรหรือเปล่า” ซูอินถามขึ้น ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าคิมเจซางกำลังมองหาเอริคอยู่

“เอ่อ...อยากขอเวลาสักเดี๋ยวเท่านั้นคะพี่ซูอิน” คิมเจซางตัดสินใจบอกความต้องการของตนเองออกไป

“ถ้าคิดว่า...จะไปหาและพูดคุยกับเอริค พี่ว่าอย่าดีกว่านะ แบบนี้คงไม่เหมาะนัก
คนอยู่เยอะแยะเลยนะ เอาไว้วันหน้าดีกว่า ถ้ามีวันหยุดก็ค่อยนัดกันได้นี่น่า”
ซูอินยังห้ามปรามเสมอเรื่องที่ไม่อยากให้คิมเจซางได้พบเจอกับเอริค

“แต่ว่า...ฉัน ฉันขอเวลาหน่อยนะคะ”
หลังจากพูดจบเธอก็วิ่งไปเลย โดยที่ไม่ฟังคำพูดของผู้จัดการส่วนตัวอีกต่อไป เธอคิดว่า...เธอสมควรจะพูดเรื่องทั้งหมดให้รู้เรื่อง

เอริคยื่นอยู่ที่รถของตัวเอง ในมือถือโทรศัพท์เอาไว้ หน้าจออยู่ที่เบอร์ของคิมเจซาง
เขาอยากกดเพื่อโทรไปหาเธอใจแทบขาด แต่คำของผู้จัดการส่วนตัวที่เคยบอกเอาไว้ว่า
คิมเจซางต้องทำงานหนัก และเธอกำลังไปได้สวยกับวงการบันเทิง ยังไม่อยากให้มีเรื่องความรักเข้ามาเกี่ยวข้อง
นั่นมันทำให้เขาหยุดชะงักมือทุกครั้งที่จะกดโทรออก ความรักของเขาอาจจะทำให้เป็นอุปสรรคในการทำงานของคิมเจซางก็เป็นได้

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่มือถือของเอริค เอริคมองไปที่หน้าจอ เป็นเบอร์เรียกเข้าพร้อมรูปที่คุ้นเคย
คิมเจซาง...อาจจะอยากคุยธุระกับเขาเพียงแค่สองถึงสามนาทีก็เป็นได้ เขาจึงตัดสินใจกดรับไป

“เอริคเหรอ...” เสียงไม่คุ้นเคย เสียงนั้นไม่ใช่คิมเจซาง

“ครับ...คุณคือ?” เอริคไม่แน่ใจนักว่าเสียงตามสายที่ส่งมานั้นคือใครกันแน่

“ฉันซูอิน ผู้จัดการส่วนตัวของเจซาง ฉันคิดว่าคุณคงเข้าใจใช่ไหม เรื่องที่เคยพูดกัน
ถ้ายังไงตอนนี้คุณอย่าเพิ่งมาเป็นอุปสรรคในการทำงานของคิมเจซางเลยนะ เธอเป็นห่วงเรื่องของคุณ
จนบางทีทำงานไม่ได้ นอกจากจะเสียงานแล้ว ผลกระทบอะไรหลายๆอย่างก็จะตามมานะ อยากให้คุณเข้าใจ”
ซูอินพูดความประสงค์ของตนเองจนจบ

“ครับ...ผมจะเป็นคนบอกเธอเอง ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” และเอริคก็วางโทรศัพท์ลงไป

“เอริคคะ...” เสียงหวานๆ ดังขึ้นอยู่ด้านหลัง เสียงที่คุ้นเคยที่เขาจำได้

“เจซาง... เอ่อ...ผมคิดว่าคุณกลับไปแล้วซะอีก” เอริคหันหน้ามาคุย พร้อมส่งสายตามองเข้าไปลึกยังดวงตาของเธอ

“ยังคะ...แค่อยากคุยกับคุณต่อ เราหาที่เงียบๆคุยกันดีไหมคะ เราน่าจะมีเรื่องคุยกันเยอะนะคะ”
คิมเจซางบอกความต้องการ เธอก็อยากจะขอโทษบางเรื่องที่เคยเกิดขึ้นและอยากปรับความเข้าใจ ให้อะไรๆมันดีขึ้นกว่านี้

“แล้ว...ผู้จัดการของคุณจะไม่ว่าเอาเหรอครับ...ผมคิดว่ามันคงจะไม่ดี”
เอริคปฏิเสธออกไป ยังนึกถึงคำที่ผู้จัดการส่วนตัวย้ำกับเขาซ้ำๆ

“ไม่เป็นไรหรอกนะคะ ไปกันเถอะคะ”
พูดเสร็จคิมเจซางก็เดินขึ้นรถของเอริคไปนั่งเรียบร้อยแล้ว หมดหนทางที่เอริคจะพยายามหลบหน้าคิมเจซางต่อไป
ได้แต่ขับรถและเลี้ยวออกไปจากสถานที่จอดรถ

“ไหนว่าไม่รู้จักกันไงเอริค?” จองยองซู ที่แอบดูเหตุการณ์อยู่นาน เขามั่นใจว่าเอริคต้องรู้จักกับเธอ และเขายิ่งมั่นใจเมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

ที่ร้านอาหารที่ดูแล้วผู้คนบางตา คิมเจซางไม่ได้ปลอมแปลงตัวเองสักเท่าไหร่
มีคนมองบ้างเล็กน้อยไม่ถึงกับน่าตกใจมากมายนัก การมีชีวิตส่วนตัวสำหรับดารานางแบบชื่อดังแบบเธอ
ยากลำบากมากนัก ถ้ายิ่งต้องมากับผู้ชายที่สามารถทำให้ตกเป็นข่าวได้ตลอดเวลา

“เราไม่ได้มาที่แบบนี้นานแล้วนะคะเอริค ฉันยังคิดถึงบรรยากาศเก่าๆอยู่เสมอ” คิมเจซางนั่งลงและเริ่มบทสนทนาก่อน

“ใช่...ตั้งแต่ที่ร้านอาหารคราวที่แล้ว ผมขอโทษนะเจซางที่ผมอาจจะทำอะไรวู่วามเกินไป”
เอริคอยากขอโทษเรื่องที่ผ่านมา ทั้งหมดที่เขาทำไป ก็เพียงแต่อยากให้เธอมั่นใจว่าเขารักเธอมากแค่ไหน
และอยากใช้ชีวิตทั้งหมดตลอดไปอยู่ร่วมกับเธอคนเดียว

“ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษ ฉันผิดเอง...ทั้งๆที่...ฉันก็รู้อยู่แล้วว่าตลอดฉันชีวิตฉันก็มีแค่คุณ
แต่ฉันก็ปฏิเสธมันออกไป นึกแล้วน่าขำตัวเองจริงๆ ฉันอยู่ในโอวาสของผู้จัดการส่วนตัวมาตลอด โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนใกล้ตัวเลย”
คิมเจซางพูดความรู้สึกข้างในของตัวเองออกมาจนหมด ความเงียบเข้ามาแทนที่... เอริคไม่ได้พูดอะไรต่อ ตอนนี้เขาก็สับสนไม่น้อย กับเรื่องราวที่ผ่านมา

หลังจากที่นิ่งเงียบกันอยู่นานจนได้สติกันทั้งสองฝ่าย เอริคกำลังครุ่นคิดอยากจะให้เรื่องทุกอย่างลงเอยด้วยดี
ไม่ว่าเหตุการณ์ที่เขาจะบอกต่อไปนี้จะเป็นอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เขาเลือกแล้ว

“คิมเจซาง...ผมรักคุณนะ... ผมรักคุณมาก ผมอยากให้คุณมีชีวิตบนทางเดินอันแสนสวยงามนี้อย่างดีที่สุด
สำหรับความรักของเรา ผมคิดว่ามันอาจจะเป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ทำให้คุณต้องเป็นกังวล ต่อไปนี้คุณอย่าต้องเป็นกังวลสำหรับเรื่องของผมอีกเลยนะครับ”
เอริคพูดจบพร้อมกับการถอนหายใจยาว และสิ่งสำคัญก็คือ การไม่กล้าสบตากับฝ่ายตรงข้าม

“เอริค...คุณหมายความว่า...”
นิ่งเงียบ คิมเจซางไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เธอทราบความหมายดีแล้ว
เธอไม่อยากจะได้ยินคำต่อไปที่ออกจากปากเขาเลย แต่เมื่อมันมาถึงทางที่สิ้นสุด สิ่งที่เธอเลือกก็คือ เลือกที่จะฟัง ฟังจากปากของเขา

“ตั้งใจทำงานนะเจซาง ผมจะคอยดูและให้กำลังใจคุณอยู่ห่างๆ เราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก ถ้างั้นวันนี้ผมไปส่งคุณแล้วกันนะ”
เอริคปรับสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด พยายามบังคับปากที่เริ่มสั่นให้หยุดสั่น พยายามกลั้นน้ำตาที่เริ่มจะไหลให้กลืนลงไปให้ได้มากที่สุด

“เฮ้ย! เอริค...แหม๋...หนีมากินข้าวอยู่นี่เอง โทรมาไม่รับสายเลยนะ”
จองยองซู ที่มองเหตุการณ์ตั้งแต่สถานที่จอดรถ จนต้องตามมาถึงที่นี่
ตอนนี้เอริคและคิมเจซางได้แต่มองหน้ากัน เขาและเธอไม่รู้ว่าจองยองซูมาได้ยังไง

“เอ่อ...อ่อ ฉันก็กำลังจะกลับอยู่แล้ว” เอริคทำท่าอึกอัก พยายามจะหลุดพ้นจากปัญหาให้ได้

“มากับคุณคิมเจซางด้วย ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับนอกสถานที่การทำงาน”
จองยองซูยิ้มหวานให้ ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่า เขาจะจีบคิมเจซางให้เอริคฟัง
เอริคจึงทำหน้าไม่ถูก ถ้าเพื่อนผู้ร่วมงานของเขาจะทักทายผู้หญิงที่เขารัก

“คะ...”
คิมเจซางก็ทำหน้าไม่ถูกเช่นกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น เธอกำลังถูกผู้ชายคนหนึ่งที่เธอรักบอกเลิก
โดยที่เหตุผลที่เธอยังไม่แน่ใจนัก แล้วนี่มันกำลังจะเกิดขึ้นอะไรอีก

“เห็นว่าจะกลับกันแล้ว ถ้างั้นผมไปส่งคุณนะครับคุณคิมเจซาง”
คำชักชวนของจองยองซู ทำให้สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลง เอริคนิ่งเงียบทำอะไรไม่ถูก ส่วนคิมเจซางก็ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี

“ว่าไงหล่ะครับ?” เขายังถามย้ำอีกครั้ง เพื่อฟังคำตอบจากเธอ

“ฉันจะกลับแล้วหล่ะ นายจะไปส่งคุณคิมเจซางใช่ไหม
เอ่อ...ที่นายเห็นวันนี้ไม่มีอะไรหรอกนะ แค่เจอกันก็ แล้วหิวก็เลยมาทานข้าวด้วยกัน ฉันไปหล่ะ”
เอริครีบเดินออกจากร้านไป โดยที่ไม่หันกลับมามองสักนิด เขาทิ้งปัญหาทุกๆอย่างเอาไว้ แล้วเดินหนีไปอย่างไม่สนใจ

ที่หน้าคอนโดของคิมเจซาง ความจริงแล้วเรื่องราวในวันนี้มันน่าจะจบลงด้วยดี
น่าจะจบลงด้วยการที่เธอและเอริคกลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง แต่กลับไม่ใช่เลย มันเลวร้ายกว่าที่คิด
เอริคเดินหนีเธอไปอย่างไม่คิดที่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ คนที่มาส่งเธอวันนี้ก็น่าจะเป็นเอริค ไม่ใช่จองยองซู

“ขอบคุณมากนะคะ ฉันขอตัวก่อนคะ” คิมเจซางบอกขอบคุณและกำลังจะเดินหันหลังจากไป

“คุณคิมเจซางครับ... คือว่า ผมไม่รู้หรอกนะครับว่าคุณจะรู้จักเอริคมาก่อนหรือเปล่า
หรือว่ารู้จักกันในฐานะอะไร แต่ผมคิดว่า...ผมยังมีสิทธิ์ที่จะดูแลคุณบ้าง ถ้าคุณยินดีนะครับ” จองยองซูพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หมายความถึง...อะไรกันคะ?” คิมเจซางหยุดเดินและหันกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง

“ผมชอบคุณนะ เอ่อ...ขอโทษที่มันอาจจะเร็วไปสักนิด แต่ไม่เป็นไรครับ
เราเป็นเพื่อนกันก่อนก็ได้ หลับฝันดีนะครับ ผมพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณ และดูแลคุณเสมอนะครับ ผมไปก่อนนะ แล้วเจอกันครับ”
จองยองซูทิ้งคำที่ชวนให้หวั่นไหวเอาไว้ และออกรถจากไป ในช่วงเวลาที่หวั่นไหวขนาดนี้
คิมเจซางทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ ได้แต่กลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ และทิ้งตัวเองลงบนที่นอนอย่างอ่อนล้า...

ความรัก ณ ญี่ปุ่น...

ในห้องนอนรับแขกบ้านของฮวาวอล มีแขกชายหนุ่มหน้าตาดีถึงสองคน มาขอพักอาศัยอยู่ นี่ก็นานมากแล้ว จวนจะได้เวลาที่จะกลับสู่บ้านเกิดสักที

“นายคิดว่าจะกลับเมื่อไหร่อ่ะดงวาน” จอนจินที่นอนแผ่หลาอยู่บนเตียงนอนถามขึ้น

“อืม...ไม่รู้สิ ความจริงแล้ว ถ้าคุณฮวาวอลกลับเมื่อไหร่ ฉันก็จะกลับเมื่อนั้นแหละ”
ที่ผมพูดไปแบบนั้นก็เพียงเพราะว่า ผมอยากจะอยู่ในที่ๆมีเธอก็เท่านั้นเอง

“อืม...ฉันเข้าใจ แต่ว่าเราจะอยู่ที่นี่ตลอดไปก็ไม่ได้หรอกมั้ง นี่มันไม่ใช่บ้านเกิด พูดภาษาก็ยากแล้ว”
จอนจินทำหน้าท่าทางเหมือนกับยากซะเหลือเกิน

“เอาไว้ค่อยว่ากัน เดี๋ยวฉันจะไปหาคุณฮวาวอลก่อนนะ ไปหล่ะ”
ผมไม่อยากอยู่กับมันสักเท่าไหร่หรอกจอนจินหน่ะ ผมเลยแกล้งบอกว่าผมจะไปหาคุณฮวาวอลดีกว่า
ไม่ได้แกล้งสิ ผมตั้งใจไปกู๊ดไนท์เธอก่อนนอนด้วย

“เฮ้ยอะไรเนี่ยะ...ไอ้บ้าเอ๊ย ทิ้งฉันอยู่คนเดียวอีกแล้ว” จอนจินเซงอารมณ์ โดนเพื่อนทิ้งไปอีกแล้ว

ที่ห้องนั่งเล่นข้างล่าง ไฟยังเปิดอยู่ แสดงว่ายังมีคนอยู่ ผมค่อยๆย่องเดินลงมา
แอบเห็นคุณฮวาวอลนั่งทำอะไรอยู่กับเครื่องโน๊ตบุ๊คของเธอ เธอทำงานดึกๆแบบนี้ทุกวันเลย
ชักจะเป็นห่วงอีกแล้ว แกล้งหลอกให้ตกใจดีกว่า... ความคิดของผมโลดแล่นขึ้นให้หัวเสมอเรื่องการแกล้งคน

“จ๊ะเอ๋!!!” อ่าว...ไม่ได้ผลเหรอครับเนี่ยะ เธอไม่ตกใจเลยสักนิด เธอหันมายิ้มให้ผมนิดหน่อย
และก้มหน้าทำงานเหมือนเดิม ทำไมกัน ผมแกล้งเธอไม่สำเร็จเหรอเนี่ยะ

“มีอะไรเหรอคะคุณคิมดงวาน...นอนไม่หลับเหรอคะ”
แปลกจัง...ตั้งใจจะมาทำให้ฉันตกใจแน่ๆเลย แต่ฉันเป็นพวกรู้สึกตัวเร็วด้วย
ฉันรู้ตั้งแต่เสียงฝีเท้าของเขาที่เดินลงมาแล้วหล่ะ ตัวก็โต...ย่องแค่ไหนก็ได้ยินอยู่ดี

“ทำไมคุณไม่แกล้งตกใจให้ผมหน่อยหล่ะครับ ผมตั้งใจจะทำให้คุณตกใจนะครับ” ผมยิ้มหวานให้เธอ

“ก็ฉันไม่ตกใจนี่คะ” ฉันไม่ตกใจจริงๆนะ ดูท่าทางเค้าจะผิดหวังเล็กน้อยเท่านั้นเอง

“ผมอยากเช็คอีเมล์บ้างจัง ไม่รู้ว่ามินวูจะส่งงานอะไรมาหรือเปล่า ใช้เครื่องคุณได้หรือเปล่าครับ”
ผมก็มีลูกอ้อนเป็นเหมือนกัน ความจริงอยากใกล้ชิดมากกว่า ไม่ได้อยากเช็คเมล์อะไรนั่นหรอก

“เช็คเมล์เหรอคะ ได้สิคะ งั้นเชิญเลยคะ” ฉันกำลังจะลุกหลีกไปเพื่อให้คุณคิมดงวานนั่งแทนที่อย่างถนัดๆ

“อย่าเพิ่งสิครับ คุณนั่งตรงนี้แหละ เข้ายูสเซอร์ให้ผมหน่อยนะ เช็คเมล์ด้วยกันนะครับ”
เธอยังไม่ทันลุกหรอกครับ ผมไวกว่าเธอสองวินาที แค่นี้เราก็ได้อยู่ใกล้ๆกันแล้ว

“รู้สึกว่าจะมีเมล์ใหม่มานะคะ ของเพื่อนคุณที่ชื่อแอนดี้หน่ะคะ”
ฉันเห็นอีเมล์ใหม่แค่หนึ่งฉบับเท่านั้น ผิดจากของฉันจริงๆ ซึ่งมันจะต้องมีเข้ามาในแต่ละวัน เยอะมากจนขี้เกียจจะเช็ค

“อ่อ...ครับ แอนดี้บอกว่า จะเปิดร้านใหม่ หือ??? เปิดร้านอะไรของมันนะ ไม่เห็นจะมีวี่แววมาก่อน สงสัยจะได้ฤกษ์กลับบ้านก็คราวนี้นะครับเนี่ยะ”
ผมอยากให้คุณฮวาวอลกลับไปด้วยกัน

“คะ...กลับก็กลับสิคะ งานของฉัน อิอิ ความจริงแล้ว มันไม่เกี่ยวกับงานสักหน่อย ฉันแค่อยากหนีคุณมาก็เท่านั้น กลับตอนนี้ยังได้เลยคะ”
ดูเขาสิคะ คุณคิมดงวานหน้าเอ๋อไปเลย เมื่อรู้ว่าฉันแกล้งหนีเขามา ก็แน่หล่ะ...ใครจะไปอยู่ได้ แต่ตอนนี้เราเข้าใจกันแล้วก็สมควรจะกลับบ้านกันสักที...

-------------------------------------------------------------------------------------------

Thank Theme : K a e K a e

2 ความคิดเห็น