พวกท่าน ข้าขอเป็นเพียงตัวประกอบได้หรือไม่! [ปรมาจารย์ลิทธิมาร]

ตอนที่ 9 : ตอนที่8 : ปิดกั้นความสัมพันธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 980
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 150 ครั้ง
    12 ต.ค. 62

                                   
ที่มา : https://i.pinimg.com/564x/3d/48/be/3d48be42fcc7fb8a48f9445462a6b2b1.jpg





       "หลินเหยา! เจ้าบาดเจ็บ" เว่ยอู๋เซี่ยนพูดขณะทยานกายลงมาหา พอเท้าแตะพื้นก็ปรี่เข้ามาพยุงนางลุกขึ้น ส่วนหลานวั่งจีหมุนกายจัดการปีศาจที่เหลือ พวกมันคลุ้งคลั่งมากขึ้นเมื่อได้กลิ่นคาวเลือด แรงอาฆาตต่างโถมกระหน่ำปกคลุมเรือพวกนาง
  
        หลินซูเหยาถึงกับกระอักเลือดคำหนึ่งเพราะทนแรงรับไม่ไหว ส่งผลให้สองบุรุษข้างกายชะงัก เว่ยอู๋เซี่ยนเห็นท่าทางนางไม่ดีจึงคิดจะอุ้มนางเหาะเหินขึ้นฟ้า ละทิ้งขนบธรรมเนียมชายหญิงห้ามใกล้ชิดเกินควร  

        กำลังโน้มตัวอุ้มร่างบาง หางตาคมก็เหลือบไปเห็นบางอย่างเคลื่อนไหวใต้น้ำ สีหน้าเว่ยอู่เซี่ยนตื่นตระหนก รับรู้ถึงหายนะกำลังเกิดกับพวกเขาหากยังอยู่บนเรือ

        "ภูตสายน้ำ!"  เขารีบหันไปบอกหลานวั่งจีด้วยน้ำเสียงเครียด "หลานจ้าน พวกมันกำลังสร้างกระแสน้ำวนดึงพวกเราลงไป"

        ทันทีที่เอ่ยจบ หลานวั่งจีไม่รอช้าเหวี่ยงกระบี่ขึ้นฟ้า เอื้อมมือดึงคอเสื้อเว่ยอู๋เซี่ยนรวมทั้งหลินซูเหยาโดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว แตะปลายเท้าส่งแรงเหาะเหินขึ้นไปยืนขี่กระบี่บนอากาศทันที

        แม้ช่วงเวลาคับขันเว่ยอู๋เซี่ยนไม่วายบ่นงึมงำ ว่าเหตุใดไม่ยอมจับเขาดีๆทำเช่นนี้มันชวนแลดูตลกนัก หลินซูเหยาที่ห้อยต่องแต่งอยู่ด้วยได้แต่กลอกตามองบนถึงความหวงตัวของหลานวั่งจี อดสูกับชะตากรรมอันน่าอับอายของตนเอง

         หลินซูเหยาเลื่อนสายตามองด้านล่าง กระแสน้ำวนขยายกว้างเรื่อยๆ ตรงกลางเป็นก้นหลุมลึกดำทะมึน ลองนึกว่าหากนางไม่ได้โดนบุรุษทั้งสองคนช่วยไว้และหลานวั่งจีไม่ได้มีวรยุทธ์ล้ำเลิศ นางคงได้ตกไปอยู่ในนั้นเป็นแน่ พลันร่างกายบางก็สั่นสะท้านอย่างห้ามมิได้ 

         เว่ยอู๋เซี่ยนลอบมองแววตาของหญิงสาว สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัวในนัตน์ตากลมใสคู่  ส่งผลให้สีหน้าชายหนุ่มทะมึนตึงหลุบตาคมต่ำ

        ขณะเดียวกันหลานซีเฉินลอยอยู่เหนือใจกลางน้ำวนโดยมีเหล่าภูตสายน้ำหลายร้อยตัวกระจุกอยู่ที่ด้วยกัน แลดูน่าสยดสยอง บุรุษหนึ่งเดียวในอาภรณ์ฟ้าครามปักลวดลายเมฆขดสะบัดพลิ้วไปตามลม ไม่มีใครล่วงรู้ว่าสีหน้าของประมุขหลานยามนี้เป็นเช่นไร ทว่าศิษย์สำนักทุกคนกลับสัมผัสถึงไอบางอย่างชวนเยียบเย็น มิกล้าเข้าใกล้... ได้แต่มองการกระทำของประมุขหลานห่างๆ 

         เหลินซูเหยามองหลานซีเฉินตลอดเวลา เห็นมือเรียวหยกขาวของเขาเสพขลุ่ยหยกขาวเลี่ยปิงออกมากลางฝ่ามือ ก่อนยกขลุ่ยขึ้นจรดริมฝีปากเพื่อเป่าร่ายเวทย์สยบพลังชั่วร้าย ร่ายอักษรสะกดมันตามหลัง 

         
         นี่สินะ...ที่เขาว่ากันว่าผู้เก่งกาจมักจะมาตอนท้าย...
    





        
        นับเป็นรอบที่สิบแล้วที่หลินซูเหยาหมุนกายให้เจียงเยี่ยนหลี สำรวจ นางเอาแต่จับตัวนางไปมาหันซ้ายขวาตามที่นางต้องการ  จนเจียงเฉิงที่ยืนดูอยู่มุมห้องถึงกับทนไม่ไหว เดินเข้ามาจับมือเจี่ยเจียของตนให้หยุดการกระทำ 

        "ข้าแค่เป็นห่วงนาง กลัวว่าจะเจ็บป่วยตรงไหนอีก"  เจียงเหยี่ยนหลีเอ่ยเสียงเศร้า นัตน์ตากลมหวานหม่นแสง 

        "เวินฉิงตรวจอาการนางดูแล้ว ขอให้เจี่ยเจียวางใจ" เจียงเฉิงผู้ไม่ชอบเห็นพี่สาวของตนเศร้าสร้อย รีบเอ่ยบอกพลางลูบหลังปลอบประโลม

         หลินซูเหยาเห็นนางเอาแต่มองไปทั่วร่างไม่หยุด รีบเอ่ยสำทับ "ข้ามิเป็นอันใดมาก เพียงเจ็บไหล่เล็กน้อยเท่านั้นจริงๆนะเจ้าคะ"  พลางพยักหน้างึกงักเน้นย้ำ  ก่อนยิ้มแหยเอ่ยเย้า "หากท่านไม่เชื่อ ข้าลุกนั่งให้ดูก็ได้นะ"

         "พอเลย เวลาแบบนี้ยังจะมาพูดเล่นอีก"  เว่ยอู๋เซี่ยนเดินมาเคาะหน้าผากมนลงโทษ  หลินซูเหยานิ่วหน้า ยกมือลูบหน้าผากปอยๆ

        จู่ๆ เจียงเยี่ยนหลีก็โผเข้ากอดนางแน่น หลีบเลี่ยงการสัมผัสหัวไหล่ มืองามลูบแผ่นหลังเบาๆปลอบประโลมอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยเสียงหวานชวนอบอุ่น "ดีแล้วที่เจ้าไม่เป็นอะไร เหยาเหยาของเรานับว่าสวรรค์เมตตาเอ็นดูนัก คราวหลังเจ้าต้องระวังตัวให้มาก เข้าใจไหม"

        คำว่า'เหยาเหยาของเรา' เสมือนเป็นค้อนหนักทุบใส่กลางจิตสำนึกส่วนลึกของหลินซูเหยา จนนางนิ่งงันพักใหญ่ ยิ่งสบมองผ่านไหล่เจียงเยี่ยนหลีไปยังด้านหลัง เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอาทรห่วงใยของสองบุรุษยิ่งตอย้ำถึงความเห็นแก่ตัวของนาง

         เพราะพวกเขามักทอดมองนางเช่นนี้เสมอ...


         ร่างกายนางขดเกร็งพร้อมกับความปวดหนึดถาโถมในใจมากขึ้นเรื่อยๆ นางจึงรีบดันตัวเจียงเยี่ยนหลีออก เอ่ยปลอบอีกฝ่ายสองสามประโยคก่อนเอ่ยขอตัวด้วยการโกหกพวกเขาทั้งสาม และเมื่อบานประตูปิดลง...หญิงสาวจึงไม่รอช้าก้าวเท้าวิ่งออกจากเรือนพักสุดกำลัง ไม่สนว่าจะกระทบกระเทือนบาดแผลหรือไม่ ราวกับนางกำลังหนีอะไรบางอย่าง

        บางอย่างที่ทำให้นางอับอายและรังเกียจตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ...
     
        ไม่รู้ว่านางวิ่งมาไกลเท่าไหร่ สองเท้าเริ่มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆก่อนเปลี่ยนเป็นเดินและหยุดฝีเท้าในที่สุด หญิงสาวหายใจเหนื่อยหอบจนตัวโยก ใช้เวลาครู่ใหญ่ถึงจะปรับสภาพร่างกายได้

         ท่ามกลางอากาศที่เย็นตัวลงตามสภาพแวดล้อม ความมืดสลัวปกคลุมร่าง ยังดีที่มีประกายไฟคบเพลิงสาดส่องสลัวๆอยู่บ้าง หลินซูเหยาส่ายสายตามองรอบลานกว้าง แลเห็นก้อนหินใหญ่ตั้งเด่นสง่ามีตัวอักษรสลักวิจิตรไว้ว่า 'เที่ยงธรรม' 

        "อะไรกันเนี่ย เหอะๆ"  นางส่งเสียงหัวเราะฝืดๆ นัตน์ตาปรากฏร่องรอยเย้ยหยัน พลางคิดแต่คำว่า ช่างน่าตลกสิ้นดี อยู่หลายรอบ พลันจู่ๆน้ำตาร่วงเปราะ จนนางขมวดคิ้วรีบยกหลังมือเช็ดแก้ม

         แต่ไหนเลยร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง ยิ่งเช็ดยิ่งน้ำตาแห่งอ่อนแอก็ยิ่งไหลจนมันอาบแก้มที่แดงระเรื่อจากการเช็ดถูหลายครั้ง  หญิงสาวเลยตัดสินใจหยุดทุกการกระทำของตน ปล่อยมือตกลู่ลงแนบลำตัว หลุบตามองพื้นก้อนกรวดขาว หากนางอ่อนแอตรงนี้คงไม่เป็นไรหรอกกระมัง

          ดังนั้น หลินซูเหยาจึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไป แม้ร้องไห้สะอึกสะอื้นไปบ้าง แต่ริมฝีปากบางเม้มแน่นกลัวว่าเสียงจะหลุดรอด ร่างบางอรชรยืนเดียวดายท่ามกลางแสงจันทร์ ไหล่สองข้างลู่ลงและสั่นไหว ดูเหมือนสวรรค์จะเมตตานางบ้าง แถวนั้นกลับไร้เหงาผู้คนโดยสิ้นเชิง

        หลินซูเหยายังคงอยู่ในภวังค์  นึกถึงสิ่งที่นางกระทำลงไป ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ใดหรือ'บังเอิญ'เพียงใด นางล้วนแสร้งทำทั้งสิ้น ไม่สนหัวผู้อื่น...                     

         กรณีของจินกวงเหยา คิดว่านางจะไม่รู้หรือว่าภายภาคหน้าเขาจะเป็นเช่นใด นางพยายามเงี้ยหูฟังคนสกุลเนี่ยว่าเขาจะออกเดินกลับวันไหน พอรับรู้ นางก็ไม่รีรอแสร้งว่าตนเองอยากตื่นเช้าขึ้นมาสูดกาศบริสุทธิ์ แล้วบังเอิญเจอหหลานซีเฉินกับจินกวงเหยาเข้า ทำทีเดินเข้าไปทักทาย สร้างความประทับใจแรกพบแก่จินกวงเหยา เพื่อหวังว่าเวลาเขาจะกระทำสิ่งใดย่อมนึกถึงนางบ้างเหมือนหลานซีเฉิน ทำร้ายผู้อื่นแต่ไม่ลงมือกับคนคนเดียว นี่สิ่งที่นางอยากได้นำมันมาเป็นเกราะคุ้มภัยตัวเอง

         มุกเวทย์ก็เป็นอีกหนึ่งของการเสแสร้ง. ที่นางทุ่มเทแรงกายตลอดทั้งคืนเพื่อให้เหล่าตัวประกอบและตัวละครหลักมีตัวเสริม ให้ทำภารกิจสำเร็จลุล่วงโดยเร็ว ทั้งป้องกันตัวนางไม่ให้โดนกระทบต่อตัวเอง เพราะมุกเวทย์ที่นางสร้างขึ้นแม้ประสิทธภาพอาจไม่ถึงขั้นยอดเยี่ยมแต่ก็อยู่ในขั้นดีมาก ยามโดนตัวปีศาจไม่ใช่เพียงกันพวกมันออกไปเท่านั้น แต่ยังสร้างเกราะรอบๆเรือเป็นวงกว้างเพื่อมิให้พวกมันกลับมาถึงตัวเรือได้ง่าย นางคาดคะเนไว้เสร็จสับ ว่าเหล่าตัวประกอบทั้งหลายจะต้องใช้อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า และมันก็เป็นจริงพวกเขาทำมัน เมื่อใช้มุกเวทย์จำนวนมากก็ยิ่งขยายอณาเขตคุ้มกันคอยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่น่าเศร้า...สุดท้ายนางประเมินค่าพวกมันต่ำไปหน่อยทั้งจำนวนและความร้ายกาจ

         ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือสิ่งที่นางวางแผนมาโดยตลอด นั่นก็เพื่อตนเองจะอยู่รอดปลอดภัยเพียงเท่านั้น หากใครล่วงรู้ความจริงคงสาปแช่งก่นด่านางหลายตลบ  

        ใช่...จริงอยู่ที่นางชื่นชอบปรมาจารย์ลิทธิมารเป็นทุนเดิม แล้วอย่างไรเล่า... ในโลกของปรมาจารย์ลัทธิมารใช่ว่าจะมีชีวตจบลงอย่างความสุขเหมือนเว่ยอู๋เซี่ยนกับหลานวั่งจีเสมอไป มันไม่ได้สวยงามอย่างนั้น อย่าลืมคำพูดของเว่ยอู๋เซี่ยนที่ว่า 'ใครดีใครชั่ว สิ่งใดคือขาวสิ่งใดคือดำ'

         ในโลกของการแก่งแย่ชิงดี สาดโคลนใส่กันโดยหน้าไม่เปลี่ยนสี ฆ่าคนไม่เหลือหน้าไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์  แถมยังเป็นโลกกำลังภายในจีนโบราณยิ่งไปกันใหญ่  หลินซูเหยาที่มาจากโลกปัจจุบันมิเคยประสบกับตัวยามนั้นนางถึงกับไปไม่เป็น. 

       เมื่อเป็นอย่างนี้ นางต้องพยายามทำทุกวิถีทางให้ตนเองอยู่รอดปลอดภัย ปล่อยให้เนื่อเรื่องเดินไปโดยไม่คิดจะขัดขวาง ปิดกั้นทุกความสัมพันธ์ที่เข้ามาโดยเฉพาะเหล่าตัวละครสำคัญ ทุกคนต่างล้วนมีโชคชะตาที่ถูกกำหนดเป็นหรือตาย รอดหรือดับสูญ นางเข้าใจนักประพันธ์ว่าเขาต้องการจะสื่ออะไรผ่านตัวละครเหล่านี้

       อุตส่าห์ปิดหูปิดตามาโดยตลอด สุดท้ายแล้วยังไงเล่า เป็นนางเองที่ไม่สามารถหลุดพ้นความสัมพันธ์ กลับถล่ำลึกเข้าไปหาอย่างไม่รู้ตัว 

       หลินซูเหยาหลับตาลงพร้อมน้ำตาไหลพรากเป็นทางยาว จมอยู่กับความรู้สึกผิดเป็นล้นพ้น ปล่อยให้มันกัดกินหัวใจดำมืดไปเรื่อยๆ

                                    
       "แม่นางหลิน..." 

       เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นข้างหู พร้อมกับกลิ่นกายหอมสะอาดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หลินซูเหยาเปิดเปลือกตาขึ้นทันที ค่อยๆหันมองหน้าร่างบุรุษสูงสง่าในชุดอาภรณ์สีฟ้าคราม

       "เจ๋ออู๋จวิน..."  หญิงสาวเรียกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

        หลานซีเฉินยามนี้ไม่มีรอยยิ้มปรากฏเหมือนทุกครั้งที่พบเจอ  สีหน้าเขาวิตกเมื่อเห็นนางยืนร้องไห้ นัตน์ตาคมรัตติกาลฉายแววห่วงใย เกือบจะยื่นมือหยกเรียวสัมผัสแขนนาง แต่เสี้ยววินาทีต่อมากลับหยุดชะงักค้าง กลับไปวางข้างลำตัวเช่นเดิม

        "มีใครรังแกเจ้าหรือ" เขาถามด้วยความเป็นห่วง

        หลินซูเหยาส่ายหน้าช้าๆ ก่อนบอกเสียงสั่นเครือ "เปล่า...เป็นข้าที่รังแกตัวเอง"

        คิ้วพาดเฉียงขมวดเข้าหากัน แม้อยากถามความให้กระจ่าง แต่ก็ไม่อาจตอกย้ำนางได้ "แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่คนเดียว" 

       "ข้าต้องการเวลา ความมืด คิดทบทวนตนเอง" เป็นครั้งแรกที่นางตอบตามจริง ไร้การเสแสร้ง

       "...แล้วได้ผลดีหรือไม่" เขายังถามต่อ

       "ข้ามิรู้..." พลางเงยหน้าสบตาคม ก่อนเอ่ยเย้าแหย่อีกฝ่ายติดตลก "รู้แต่ว่าความมืดไม่อาจปกปิดกายข้าได้ อาจเพราะแสงจันทร์สว่างไปหน่อยกระมัง ท่านเลยเห็นข้าแบบนี้"

       "..........."

       "..........."

      นานทีเดียวที่นางกับเขาต่างสบตากัน ไร้คำพูดเอื้อนเอ่ย ปล่อยให้สายลมอ่อนพัดผ่านไป ใบหน้าหลานซีเฉินนิ่งเฉยจนแอบคล้ายหลานวั่งจีเข้าไปทุกที สักพักเขาถอนลมหายใจเฮือกใหญ่ กล่าวถ้อยคำจริงจัง "ดึกแล้ว แม่นางหลินรีบกลับไปเรือนพักเถิด ประเดี๋ยวข้าไปส่ง"

       คำว่า'เรือนพัก'ทำให้ลมหายใจหลินซูเหยาสะดุด นางส่ายหัวรัวๆจนผมสยายไปตามแรง นิ้วเรียวชี้ไปที่ก้อนหินศิลา "ขะ ข้าทำผิดกฎสกุลหลาน ท่านไม่เห็นหรอท่านประมุขหลาน ห้ามเดินเพ่นพ่านยามวิกาลเลยนะ"

      นางถึงกับบอกกล่าวเสร็จสับ แถมสำทับตำแหน่งประมุขหลานให้พร้อม เอ่ยเป็นนัยๆว่าเขาเป็นถึงประมุขควรทำตามกฎอย่างเคร่งคัดสมกับคำสอนสกุลหลานว่าเที่ยงธรรม

      มุมปากหลานซีเฉินกระตุกถี่ นี่สตรีตรงหน้าไปกินหัวใจหมีดีเสือมาจากไหน ถึงใจกล้าบ้าบิ่นให้เขาเอ่ยลงโทษนาง ทั้งที่สิ่งแรกสมควรจะทำคือหลีกหนีเสียด้วยซ้ำ ดูท่าทางก็รู้ว่ายังไม่อยากกับไปเผชิญหน้ากับคนในเรือน

     หลานซีเฉินที่หน้านิ่งอยู่นาน เผยรอยยิ้มพร้อมสีหน้าจนใจเหลือคณา เขาโคลงหัวก่อนเอ่ย "เช่นนั้น...ข้าจะส่งคนไปบอกคนที่เรือนพักว่าเจ้าทำผิดกฎ เป็นเหตุให้โดนลงโทษอยู่สำนึกผิดในหอคัมภีร์ดีหรือไม่"

     "ดี ดียิ่ง"

     "รีบไปหอคัมภีร์ได้แล้ว ตากน้ำค้างนานเดี๋ยวไม่สบาย..."

      กล่าวจบ หลินซูเหยาผงกหัวพลางยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาเสียกิริยาต่อหน้าบุรุษ แต่ดูเหมือนหลานซีเฉินไม่ใส่ใจ นางประสานมือคำนับลาเขา ก่อนเดินผ่านร่างสูงไป แต่ก้าวไปเพียงสามก้าวก็หยุดฝีเท้าลง 

     หลานซีเฉินที่มองตามร่างบางตลอดเลิกคิ้วสงสัย กำลังจะเปิดปากถาม เสียงหวานก็ขัดขึ้นเสียก่อน




  
   "ประมุขหลาน...ท่านรู้จัก'เหล็กทมิฬ'หรือไม่"
                             
                       


  
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 150 ครั้ง

121 ความคิดเห็น

  1. #90 P_Chan and Me_Kung (@Phiyarat) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 / 02:12
    ไรท์ค้าาา อ.โม่เค้าเคยบอกว่า "จะแต่งฟิคยังไงก็ได้ แต่ห้ามแยก วั่งเซี่ยนออกจากกัน" นะคะ
    เพราะฉะนั้น...//ติดมอร์เตอร์เรือพี่ซีต่อ
    #90
    0
  2. #72 Bitdcage Girl (@catzazaza8) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 13:21
    ลงเรือพี่ซีนี่แทบไม่ต้องพาย ปล เชียร์เรือพี่ซี
    #72
    0
  3. #39 tandaddola2 (@tandaddola2) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 19:41
    เว่ยอู่ หลานจ้าน ซีเฉิน เจียงเฉิง ก็ดี
    #39
    0
  4. #38 CREAM048 (@CREAM048) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 17:12

    เรือนี้ดูแข็งแกร่งเยี่ยงนัก แต่ข้าก็ไม่อาจก้าวเข้าได้เต็มที่ เพราะข้านั้น ลงเรือเจียงเฉิงอยู่ แม้ว่าเรือนั้นจะไม่มั่นคงก็ตาม

    //น้องหลินเหยาจะได้ฉายา ที่เกี่ยวกับนักทำนายรึป่าวนะ?
    #38
    0
  5. #37 Fuang_0594 (@Fuang_0594) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 11:29
    ชั้นจะแยกร่างเหยียบเรือ
    #37
    0
  6. #36 วิหคเพลิง (@nl_vampire) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 09:12
    คิดว่าน่ะ คิดว่าอยากลงเรือพี่ซีสุดใจเลยตอนนี้
    #36
    0
  7. #35 เมิ่งเมิ่ง (@lee-nin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 01:19
    ก้าวเท้าลงเรือต้าเกอแล้วนะคะ..
    #35
    0
  8. #34 ACH'S (@avajarin) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 01:14
    เรือต้าเกอพุ่งมาก 555555
    #34
    0
  9. #33 Ph4am (@foambaka) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 01:06
    แลงมาก ทั้งพี่ซีเฉินทั้งคำถามทิ้งท้าย
    #33
    0
  10. #32 King Kobra (@waaslovefic) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 00:10

    เริดมากค่า พี่ซีเฉินมาแรงแซงทางโค้งมากค่า
    #32
    0
  11. #31 AISORIN (@AISORIN) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2562 / 23:38

    อยากให้คู่หลานจ้านอะ ได้ป่าววววส
    #31
    0