พวกท่าน ข้าขอเป็นเพียงตัวประกอบได้หรือไม่! [ปรมาจารย์ลิทธิมาร]

ตอนที่ 10 : ตอนที่9 : กระต่ายน้อยจงเป็นพยาน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 904
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    12 ต.ค. 62






ที่มา :  https://i.pinimg.com/originals/18/27/a3/1827a34ba4e8cd3da1fca4f4ed94c48a.gif









    ลมหมอกบางๆยามเช้ายังคงปกคลุมทั่วพื้นที่ เสียงนกร้องขับขานกึกก้องแต่ก็ไม่อาจให้ผู้คนรำคาญใจแม้แต่น้อย แสงพระอาทิตย์ส่องประกายอ่อนทั่วผืนฟ้าปลุกผู้คนให้ตื่นมารับอากาศบริสุทธิ์และเริ่มต้นวันใหม่

      ร่างสูงสง่าของบุรุษทั้งสอง เพิ่งกลับจากลานประลองดาบเดินทอดน่องตามทางเดิน ทุกท่วงท่าสงบนิ่ง ชวนดูสูงส่งน่านับถือ คนพี่ใบหน้ายังคงรอยยิ้มละไม ผิดกลับคนน้องที่นิ่งขรึม ไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง แม้ดูจะแตกต่างราวกับฟ้าเหว แต่สองพี่น้องกลับเข้าขากันได้ดียิ่ง

       "เรื่องปีศาจ ท่านจะบอกท่านอาหรือไม่"  หลานวั่งจีถามเสียงเรียบ ตามองตรงข้างหน้า

       หลานซีเฉินนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบ "บอกแน่ แต่ยังไม่ใช่วันนี้ ท่านอาเพิ่งเดินทางกลับมาจากการเจราคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย"

       "...ข้าเห็นด้วยกับเขา" 

       หลานซีเฉินเลิกคิ้ว หันหน้าสบมองน้องชาย "เจ้าหมายถึง...คุณชายเว่ย?"

       "อืม..."  หลานวั่งจีขานรับในลำคอ นัตน์ตาคมขบคิดถึงคำพูดเรื่องการเกิดของปีศาจ

       ผู้เป็นพี่ชายทอดยิ้มละไม พยักหน้าเห็นด้วย ที่เว่ยอู๋เซี่ยนพูดมาย่อมมีเหตุผลที่น่าเป็นไปได้

       เมื่อเห็นว่าหลานวั่งจีไม่พูดกล่าวสิ่งใดอีก หลานซีเฉินก็หันกลับไปมองทางอีกครั้ง แต่เพียงไม่นานนักเสียงทุ้มก็ดังขึ้นมาอีกครา "ข้าได้ยินมาว่า ท่านลงโทษนาง..."

        "หื้อ.." คราวนี้หลานซีเฉินถึงกับแปลกใจน้องชายที่เอ่ยปากถึงคนอื่นนอกจากเว่ยอู๋เซี่ยน ก่อนส่ายหัวและหัวเราะน้อยๆ "เป็นข้าที่รับบทผู้ร้ายสินะ"

        หลานวั่งจีหันไปมองอีกฝ่าย คิ้วพาดกระบี่ขมวดเข้าหากันน้อยๆ "ต้าเกอ*หมายความว่าไง"

        "เจ้าต้องไปถามเหตุผลนางแล้วล่ะ" คนพี่เล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกว่าเก่า "นางเป็นคนร้องขอข้าเอง"

        ".........."

        ไม่มีใครรู้ว่าที่หลานวั่งจีนิ่งเงียบไปพักใหญ่ไม่ใช่พราะเขาไม่มีสิ่งจะพูดแต่เขากำลังอึ้งกับความคิดนางอยู่ตังหาก

        สตรีประหลาด...   คำๆนี้เขาขอมอบให้นาง  
  
        ส่วนหลานซีเฉินเหม่อมองไปข้างหน้า ย้อนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่เขากำลังจะเดินกลับเรือนเหมันต์ เผอิญเห็นคนยืนอยู่กลางลานท่ามกลางความมืด เลยเดินออกนอกเส้นทางเพื่อดูว่าเป็นใคร ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย และเมื่อเห็นใบหน้างามที่มักเต็มไปด้วยความสดใสแต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยคราบน้ำตาพร้อมสีหน้าอมทุกข์  

       ใจเขากระตุกไปวูบหนึ่ง อาจเพราะด้วยความเป็นห่วง... จนถึงบัดนี้ก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรทำให้นางเป็นทุกข์

       สองบุรุษสกุลหลานจมอยู่กับความคิดของตนเอง รู้ตัวอีกทีพวกเขาเดินมาหยุดลงหน้าประตูหอคัมภีร์ มือเรียวราวกับหยกสลักของหลานวั่งจีผลักบานประตูออกช้าๆ

        ภายในหอคัมภีร์อันเงียบงัน ลมวูบหนึ่งพัดเข้ามาด้านใน ส่งผลให้ผ้าม่านขาวสลับฟ้าพริ้วไหวไปตามลม เมื่อมองเลยถัดไปหน่อย มีหญิงสาวผู้หนึ่งที่ยังคงนิทรา ในท่าฟลุบลงกับโต๊ะอ่านหนังสือตัวเตี้ย โดยมีตำราหลายเล่มวางซ้อนกันเป็นหมอนหนุนหัว ลมหายใจเข้าออกในจังหวะสม่ำเสมอบ่งบอกถึงการหลับลึก แม้แสงจะลอดช่องหน้าต่างเข้ามาสาดส่องก็ไม่ทำให้นางตื่นจากฝันแต่อย่างใด

        พวกเขาสบตาให้กันเล็กน้อย หลานวั่งจีเดินเข้าไปด้วยฝีเท้ามั่นคงสม่ำเสมอ เขาปรายตามองร่างบางครู่หนึ่ง ด้วยนัตน์ตาไร้อารมณ์  ก่อนเอ่ยปลุกนางไม่ดังแต่ก็ไม่เบาเกินไป

        "ตื่น..."

        ไร้การตอบรับ...

        "ตื่น หลินซูเหยา"  เขาคงน้ำเสียงเช่นเดิม เฝ้ามองการขยับกายของนาง. 
          
        "อืม..."  หลินซูเหยาครางในลำคอ ใบหน้าถูไถกับตำรา ไม่ยอมลืมตาเสียที

        "จะยามเฉินแล้ว...หลินเหยา"  เสียงหลานซีเฉินดังขึ้นจากด้านหลังหลานวั่งจี เขามองนางอย่างอาทรยิ่ง

        "ยามเฉินก็ยามเฉินไปสิ...ข้าจะนอน"  หลินซูเหยายานคานตอบด้วยความหงุดหงิด เปลือกตาปิดแน่น

        "แต่วันนี้มีฝึก..."  คราวนี้เป็นหลานวั่งจีเอ่ยบอกเสียงเข้ม  

        และดูเหมือนคำว่า'ฝึก'จะสามารถทำให้นางลืมตาตื่นขึ้นมาได้

        "ห๊ะ! ฝึก ฝึก..."

        หลินซูเหยากระเด้งตัวนั่งหลังตรงพร่ำเพ้อรนราน แม้มีอาการมึนงงอยู่บ้าง แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นชายอาภรณ์สีขาวดั่งหิมะ ปักด้ายเป็นรูปเมฆา จึงค่อยๆมองขึ้นไปกระทั่งสบตาคมกริบ  และนั่นทำให้นางหายจากอาการงัวเงียขึ้นมาทันที

        เนื่องจากการปราฏกายของเขา ปากเล็กอ้าพะงาบๆหลายครั้ง สมองยังไม่ทันประมวลผลสายตาเหลือบไปเห็นหลานซีเฉินยืนยิ้มอยู่หน้าประตู
        ประหนึ่งก้นถูกของร้อนจัด หญิงสาวตั้งท่าลุกขึ้นยืนกะจะทำความเคารพอีกฝ่ายด้วยความเร่งรีบ "คะ คำนับศิษย์- โอ้ย!"

        ...เหมือนนางคงจะลุกเร็วไปหน่อย จึงไม่ทันระมัดระวัง หัวเข่าเผลอทับชายอาภรณ์ตนเอง ฉุดนางเสียหลักล้มลงไม่เป็นท่า ยังดีที่มีเบาะรองนั่งรับรองก้นไว้ 

        หลานวั่งจี "......"
                      
        หลินซูเหยาเม้มปากแน่น ทั้งหลับตาปี๋อย่างอับอาย อยากจะขุดรูหนีเสียเดี๋ยวนี้ ฮือ...เหตุใดนางจึงดวงซวยเช่นนี้น้อ นอนตายต่อหน้าเอกบุรุษทั้งสองคนไม่พอ ยังซุ่มซ่ามขายขี้หน้าต่อหน้าพวกเขาอีก

        หมดแล้ว...ภาพลักษณ์ดีงามของนาง

       สวรรค์ ท่านช่วยดลบันดาลให้ธรณีสูดข้าไปจากตรงนี้ได้หรือไม่!   
                         
       "แม่นางหลิน เจ้าเป็นอะไรหรือไม่" หลานซีเฉินเหมือนจะตั้งสติไวกว่าน้องชาย รีบเดินเข้ามาหาหญิงสาว ขณะปากเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าแววตารัตติกาลคู่งามกลับเปล่งประกายระยิบระยับคล้ายกึ่งขบขำกึ่งเอ็นดู

       เวลานี้หลินซูเหยาไม่อยากจะเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย ใบหน้าหวานขาวเนียนเห่อร้อนจัดด้วยความอาย ใช้เวลาสักพักกว่าจะหาน้ำเสียงเจอ "มะ มะ ไม่เป็นไรเจ้าคะ ไม่ต้องห่วง"

      หลานซีเฉินคลี่ยิ้มกว้างเต็มใบหน้า ยามเห็นท่าทางนั้น จึงไม่คิดจะกระเซ้าเย้าแหย่  "ดีแล้วๆ" 

      หลานวั่งจียืนนิ่งงันอยู่นาน ครั้นได้สติ ยกมือป้องปากกระแอมเบาๆครั้งหนึ่ง ก่อนสั่งเสียงเรียบ "กลับเรือน"
  
      หลินซูเหยาที่อยากจะหนีตายสุดขีด พยักหน้ารัวๆจนคอแทบหัก ทำตามที่เขาสั่งอย่างว่าง่าย รีบโกยแผ่นกระดาษสีชาที่นางขีดเขียนคัดลอกจากตำรา ก่อนรวบมันไว้เต็มอ้อมแขน พลางลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล 

      อนิจา...อารามคนที่อยู่ในท่านั่งท่าเดิมมาทั้งคืน แข้งขาชาลามจากเข่าไปถึงฝ่าเท้าเล็ก ส่งผลให้สีหน้านางเริ่มเหยเก เดินได้ไม่กี่ก้าว ก็ต้องลงไปนั่งพื้นกลางห้อง

     หลานวั่งจี "........."

     "สะ ศิษย์พี่...ข้าเน็บชาขา..." นางบอกเขาตาละห้อยเพราะทนต่อนัตน์ตาคมทิ่มแทงไม่ไหว ใบหน้างามคล้ายจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

      หลานวั่งจี "........"

      หลินซูเหยา "........"

      หลานซีเฉิน "หึๆๆ" 




                       

      สุดท้ายนางก็ต้องนั่งเหยียดขาทั้งสองข้างให้หายจากเหน็บชาท่ามกลางความน่าอึดอัดต่อสองพี่น้องสกุลหลานที่ยังไม่เคลื่อนกายไปไหน  ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูป อาการเน็บชาเริ่มดีขึ้นและนางก็ไม่คิดจะรอให้มันหายสนิท หญิงสาวลุกขึ้นสำรวมกิริยาแม้กระทั่งการกลั้นหายใจ ซึ่งไม่รู้ว่ากลั้นไปเพื่ออะไรเหมือนกัน 
 
       ระหว่างก้าวเท้าข้ามธรณีประตูอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆวิ่งดังตึงตังกระทบพื้นไม้ขัดเงาตรงมาทางนี้ เมื่อหันไปมองที่มาของเสียงก็ปรากฏตัวผู้ที่ชื่นชอบกระทำความผิดกฎบ้านสกุลหลาน แต่คราวนี้ไม่คาดว่าคุณชายและคุณหนูสกุลเจียงจะเอากับเขาด้วย 

       เว่ยอู๋เซี่ยนในอาภรณ์ขาวตามฉบับสำนักศึกษาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาหลินซูเหยาก่อนใครเพื่อน ตามด้วยสองพี่น้องสกุลเจียงตบท้าย การปรากฏกายของเขากับเยี่ยนหลีไม่ได้ทำให้หลินซูเหยาแปลกใจด้วยเพราะรู้นิสัยห่วงใยผู้อื่น แต่คาดไม่ถึงว่าเจียงเฉิงก็วิ่งมาหานางด้วยเช่นกัน

       "หลินซูเหยาเจ้ามันไม่ได้เรื่อง!"  ไม่ทันไรเขาก่นว่านางหนึ่งยก ช่างสวนทางกับแววตาที่เป็นห่วงเหลือเกิน

      ส่วนเว่ยอู๋เซี่ยนกับเจียงเยี่ยนหลีต่างร่วมแรงรวมใจสำรวจตามเนื้อตัวนางอย่างเป็นห่วง 

      ก่อนมือหนาจะทำโทษด้วยการเคาะหน้าผากมน...

     "โอ้ย! ศิษย์พี่--"

     "ไม่ต้องปริปากบ่น ชอบทำให้ผู้อื่นเป็นห่วงอยู่เรื่อย" เว่ยอู๋เซี่ยนแสร้งดุเสียงเข้ม เอ่ยขัดนางอย่างรู้ทัน
 
     "พอเถิดๆ เหยาเอ๋อร์คงสำนักผิดแล้ว" เจียงเยี่ยนหลีปรามบุรุษทั้งสองคน ก่อนหันมาไถ่ถามหญิงสาวเรื่องบาดแผล

      นัตน์ตากลมวูบไหว พวกเขาคงเป็นห่วงนางมากจริงๆ ไม่งั้นคงไม่พากันรนราน ละทิ้งกฎสกุลหลานเพื่อมาหานางแบบนี้

      ใบหน้าหลินซูเหยาหม่นหมองด้วยความรู้สึกผิดเป็นล้นพ้น โค้งตัวขอโทษ " หลินเหยาขออภัยที่ทำให้ศิษย์พี่ทั้งสามต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ..."

      "ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว..." เว่ยอู๋เซี่ยนพูดขึ้น พลันตาเหลือบผ่านไปยังด้านหลัง เห็นหลานซีเฉินกับหลานวั่งจียืนมอง จึงโบกมือทักทายอย่างสนิทสนม เจียงเฉินเห็นท่าทางนั้นเลยเดินมากระทุ้งท้องเขา พากันประสานมือคำนับพร้อมเพรียง

      ตลอดทั้งวัน หลินซูเหยาใช้เวลาไปกับการนั่งปวดเมื่อยขา เรียนไปก็นวดต้นขาไป นวดไปนวดมาก็เอื้อมมือหยิบก้อนน้ำผึ้งจากมือเนี่ยหวายซังที่คอยมองอาจารย์หลานฉี่เหรินแอบส่งมันมาให้นางและเว่ยอู๋เซี่ยน  กลับมาใช้ชีวิตวังวนดังเดิมอีกครั้ง

      หลังเลิกเรียน หลินซูเหยาถูกเว่ยอู๋เซี่ยนกึ่งลากกึ่งจูงเข้าไปป่าไผ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรือนพักสกุลเจียงมากนัก ครั้นเอ่ยถาม เขาก็บอกเพียงว่าหากถึงที่หมายแล้วนางจะรู้เอง หลินซูเหยาจึงได้แต่เดินเลาะตามร่างสูงไปเงียบๆ

      "ถึงแล้ว"  เว่ยอู๋เซี่ยนบอกอย่างร่าเริง คอยเฝ้าดูกิริยานาง

      "นี่มัน..." นางอ้าปากค้าง นัตน์ตากลมประกายวิบวับแสนทึ่ง สะท้อนเหล่าเจ้าตัวขาวปุยกระโดดหย็องแหย็งเต็มไปหมด 

      "กระต่าย กระต่ายเต็มไปหมดเลย"

      "ใช่ น่ารักไหมล่ะ" น้ำเสียงของเว่ยอู๋เซี่ยนเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ยิ่งเห็นหญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก แววตาเปล่งประกายเจิดจ้า พาลทำให้คนนำเจ้าขนปุกปุยเข้ามายิ่งกระหยิ่มในใจ....

      หลินซูเหยาเข้าปรี่เข้าไปหาเจ้ากระต่ายตัวน้อยขึ้นเล่น ลูบขนขาวราวหิมะอย่างรักใคร่ "เหตุใด ท่านถึงพาข้ามาดูกระต่ายล่ะ"

      คนถูกถามเดินมานั่งข้างๆ มือแหย่กระต่ายตัวหนึ่งบนพื้น "วันนี้ข้าเห็นเจ้าเอาแต่ทำหน้าเครียด บ้างก็เหม่อลอยตลอดทั้งวัน ไม่สดใสเหมือนปกติ"

      นิ้วมือเรียวชะงักค้าง เงยหน้าสบมองอีกฝ่าย ไม่คาดว่าเว่ยอู๋เซี่ยนจะช่างสังเกตุถึงเพียงนี้ ขนาดนางพยายามทำตัวเป็นปกติสุดแล้ว

      ราวเว่ยอู๋เซี่ยนล่วงรู้ความคิดหญิงสาว "ไม่ได้มีแต่ข้าหรอกที่เป็นห่วงเจ้า" เขาบอกขณะยกยิ้มมุมปาก

     "ศิษย์พี่หลี เจียงเฉิงเองก็เป็นห่วงเจ้า"

     "ศิษย์พี่..." นางหลุบตาลงซ่อนความรู้สึกหลากหลายพาดผ่าน พวกเขาต่างดีกับนางเพียงนี้ แต่นางกับปิดหูปิดตาเอาแต่วิ่งหนีความปราถนาดีที่พวกเขามีให้ พยายามปัดมันทิ้งอย่างไร้เยื้อใย ขี้ขลาดตาขาว

      ฝ่ามือหนาวางทับลุ่มผมนุ่มดำขลับก่อนกล่าววาจาที่ทำให้น้ำตารื้อขึ้นมาขอบตาคนฟัง "หลินเหยา...ข้า ศิษย์พี่หลีและเจียงเฉิงต่างเอ็นดูและห่วงใยเจ้า ที่สำคัญในสายตาข้าเว่ยอู๋เซี่ยน เจ้าเปรียบเสมือนเม่ยเมย*ตัวน้อย รู้หรือไม่"

      "เม่ยเมยหรือ..." หลินซูเหยาทวนคำ เว่ยอู๋เซี่ยนพยักหน้ารับแทนคำตอบ นางเลยเอ่ยอย่างไม่มั่นใจ "แต่...พวกเราไล่ตีกันเกือบทุกวันเลยนะ"

      เว่ยอู๋เซี่ยนยานคานตอบ "แล้ว..."

     "ข้าไม่เคยทำสิ่งดีๆสักครั้งให้ท่านเลย"

     "แล้ว..."

     หลินซูเหยายังคงเอ่ยเสียงเศร้าสร้อย "แถมข้ามิได้เก่งกาจพอจะปกป้องท่านด้วย..."

     ครานี้เว่ยอู๋เซี่ยนอดไม่ไหว ถอนหายใจยาวเหยียดก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเอือมระอา "หลินเหยา...การเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน มิจำเป็นต้องวัดความเก่งกาจกันหรอกนะ"

     "แต่..." 

     "ทำไมเจ้าไม่ลองนึกถึงยามที่เราร่วมฝ่าฟันการทำโทษมาด้วยล่ะ"

     "....."  

      หลินซูเหยาอับจนคำพูด น้ำตาที่รื้อออกมาจนเกือบร่วงอาบแก้มพากันสามัคคีไหลย้อนกลับ ในหัวสมองกำลังครุ่นคิดหนักว่าควรจะซาบซึ้งคำพูดของเว่ยอู๋เซี่ยนดีไหม ยิ่งเห็นสีหน้าจริงจังก็แน่ใจในคำตอบ

      ไม่คิดว่า...การที่นางกับเขาโดนทำโทษด้วยกันบ่อยๆ จะเป็นจุดเริ่มต้นของคำว่า พี่น้องร่วมสาบาน

       ช่าง...แปลกประหลาด ไม่เหมือนใคร

     หญิงสาวปากอ้าๆหุบๆอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็เปล่งเสียงพูดออกมาได้ "หากศิษย์เว่ยยินดี ข้าก็ยินดีเช่นกัน"

     เว่ยอู๋เซี่ยนฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี "ดี! ต่อไปนี้พวกเรามาเป็นเกอเกอกับเม่ยเมยกันเถอะ"

     "อือ!" หญิงสาวพยักหน้าหงึกหงัก คลี่ยิ้มสว่างไสวไม่แพ้กัน

     ร่างสูงชูมือขึ้นฟ้า เปล่งเสียงทุ้มดังก้องทั่วป่าไผ่ "ข้า เว่ยอู๋เซี่ยนกับหลินซูเหยาเป็นพี่น้อง ช่วยเกื้อกูลกัน เหล่ากระต่ายจงเป็นพยาน!"
    "หาา...." หลินซูเหยายิ้มแข็งค้าง มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลือจะกล่าว ให้กระต่ายเป็นพยานเนี้ยนะ...

    "จะหาอะไรกัน รีบกล่าวเร็วเข้า" เว่ยอู๋เซี่ยนเร่งเร้า ไม่สนสีหน้าหญิงสาวแต่อย่างใด

     เห็นสีหน้าฮึกเหิมของเว่ยอู๋เซี่ยน หลินซูเหยาไม่กล้าเอ่ยขัด คิดเอาเองว่าบุรุษผู้นี้อาจชอบวิธีเรียบง่ายไม่ต้องมีพิธีรีตองเยอะแยกเหมือนอย่างในซี่รี่ย์จีนกำลังภายในเรื่องอื่นๆกระมัง

     เอาวะ! ที่นี่มีนางกับเขาเพียงสองคน บ้าจี้ตามเขาหน่อยจะเป็นไรไป

     ดวงหน้างามแสร้งเคร่งขรึม นัตน์ตากลมขึงขัง ชูมือขึ้นเหนือหัวพร้อมกล่าวน้ำเสียงจริงจัง "ต่อไปนี้! ข้า! หลินซูเหยากับเว่ยอู๋เซี่ยนเป็นพี่น้อง ช่วยเกื้อกูลกัน ขอให้เหล่ากระต่ายน้อยจงเป็นพยาน!"

     เอ่ยจบก็พากันนั่งตบมือเปาะแปะกันอยู่สองคน...
    
      พวกเขายังคงนั่งเล่นกระต่ายน้อยอยู่อย่างงั้นไม่ผละจากไปไหน พลางชวนคุยกันอย่างสนุกสนาน ขณะที่มือลูบไล้ขนนุ่ม อืม...มันช่างนุ่มนิ่มซะจนนางหยุดมือไม่ได้ราวกับหลุมพรางให้จมอยู่กับความเสน่หาไม่รู้จักจบ ทว่าห้วงเวลาต่อมาจู่ๆนางก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

    "ศิษย์พี่เว่ย..."

    "หื้อ มีไรหรือ"  เว่ยอู๋เซี่ยนถามอย่างอารมณ์ดี ขณะสองมือเล่นกระต่ายตัวน้อย. 

    "มิใช่ว่า...กฎสกุลหลานห้ามเลี้ยงสัตว์หรอกหรือ"

    เว่ยอู๋เซี่ยน "..........."

    หลินซูเหยา ".........."

    

                     

       กลิ่นกายหอมอ่อนๆของหลินซูเหยา ผิงผิงที่คอยรับใช้ใกล้ชิดอยากจะสูดลมหายใจลึกๆสักทีหนึ่ง นี่ขนาดนางเป็นอิตสตรียังเป็นเช่นนี้ ถ้าหากคุณหนูอยู่ใกล้เพศตรงข้ามไม่แคล้วดึงดูดเหล่าฝูงผึ้งมาหรอกหรือ

       ผิงผิงกัดริมฝีปากพลางเหลือบมองคุณหนูผ่านกระจกทองเหลืองขุ่น สะท้อนภาพหญิงสาวอาภรณ์สีเหลืองอ่อนสมวัย ใบหน้าเนียนใส พ่วงแก้มชมพู บนศีรษะไร้เครื่องปิ่นประดับ  

      "ผิงผิง ผิงผิง"  เสียงหวานปลุกผิงผิงออกจากภวังค์ หญิงสาวหยุดมือสางผมให้อีกฝ่าย พลางเอ่ยตอบ "เจ้าค่ะคุณหนู"

      "เป็นอะไรรึเปล่า ข้าเรียกเจ้าตั้งหลายครั้ง"  หลินซูเหยาเอียงตัวหันมาถาม "หรือว่าเจ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ?"

       ไม่สบายใจเพราะท่านนี่แหละเจ้าค่ะ...  ผิงผิงอยากจะโพล่งออกไป แต่นางเลือกที่จะกลืนมันลงท้อง ส่ายหน้าปฏิเสธ       "ข้าแค่คิดว่าพรุ่งนี้จะทำของว่างอะไรให้คุณหนูทานเจ้าค่ะ"

       จบประโยค หลินซูเหยาถึงกับหัวเราะเบาๆ นี่ผิงผิงของนางเริ่มเครียดกับเรื่องของกินแล้วหรือไร แต่ก็นะ...นางอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีอาหารตกถึงท้อง

        "จดหมายเจ้าจัดการแล้วรึยัง"  หลินซูเหยาถาม

         ผิงผิงผงกหัวก่อนเอ่ยบอก "เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ"

       "ดี...."  หลินซูเหยาบอกแค่นั้น แต่นิ่งไปไม่นานนางเอ่ยขึ้นใหม่"ผิงผิง...ข้ากำลังคิดไม่ตกว่า ข้าควรจะทำตามใจตนเองสักครั้งดีหรือไม่"

      "ทำตามใจ?  คุณหนูอยากจะทำอะไรหรือเจ้าคะ"  ผิงผิงถามอย่างสงสัย เฝ้ามองหลินซูเหยาที่กำลังเหม่อมองไปทางหน้าต่างติดกับเตียงนอน

      "เรื่องหนึ่ง...มันเป็นเรื่องที่หนักหนา แต่ข้าคิดว่า หากลงมือทำอาจปลดความทุกข์ใจลงได้บ้าง..."  

      "คุณหนู..."  นางไม่รู้ว่าหลินซูเหยาพูดถึงเรื่องอะไรและไม่รู้ว่าอะไรทำให้สตรีแรกแย้มสดใสผู้หนึ่งถึงกับต้องมีสีหน้าอมทุกข์ขนาดนี้  นางอยู่กับคุณมาตั้งแต่เล็ก รักหลินซูเหยาประหนึ่งพี่สาวน้องสาวย่อมไม่ชอบใจท่าทางแบบนี้

      ผิงผิงเอื้อมมือไปกุมมือของหลินซูเหยาที่วางบนตัก ก่อนกล่าวน้ำเสียงหนักแน่น "ถ้าหากมันทำให้คุณหนูของข้าไม่ต้องทนทุกข์อีก ก็ลงมือทำเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะคอยเป็นกำลังและอยู่เคียงข้างเสมอ"

     ยิ่งหันมาเห็นรอยยิ้มจริงใจของผิงผิง ขอบตาหลินซูเหยาเริ่มร้อน นางฝืนเจ้าน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา เย้าแหย่อีกฝ่ายกลบเกลื่อนว่าผิงผิงของนางโตแล้วจริงๆ






      แสงไฟทั้งห้องดับลงโดยฝีมือบ่าวสาว ก่อนเจ้าตัวเอ่ยขอตัวไปนอนบ้าง หลินซูเหยาโคลงหัวอนุญาตตามพิธี พลางล้มตัวนอน ทว่าพลิกตัวไปมาหลายรอบนางก็ยังไม่หลับ จนนางลืมตาเอามือก่ายหน้าผากมนครุ่นคิดบางอย่าง

      สรุปสุดท้าย หลินซูเหยากระเด้งลุกตัวขึ้น โน้มตัวใส่ลงเท้าก่อนเดินไปหยิบเสื้อคลุมสวมทับอีกชั้น ม้วนผมขึ้นบางส่วนตามด้วยปักปิ่นเรียบๆตบท้าย ก่อนเปิดประตูก้าวเท้าออกจากห้องไป

     ข้างนอกเรือนพักยามนี้ไร้ผู้คนย่างกรายอาจเพราะดึกมากแล้ว นางเดินทอดน่องอยู่ในบริเวณเรือนพักขณะชมดาวระยิบระยับบนพื้นแผ่นฟ้าดำสนิท  สักพักก็มีเสียงโห่ร้องดังออกมาจากฝั่งเรือนนอนบุรุษ หลินซูเหยาคิ้วขมวดเป็นปม หรือว่ามีผู้บุกรุก...

     ความคิดนึงบอกว่าอย่าไปดูส่วนความคิดหนึ่งบอก แอบส่องดูก็ไม่เสียหายอะไร สองความคิดตีกันไปมาอยู่อย่างงั้น ระหว่างติดสินใจ สองเท้าก้าวไปทางเรือนนอนบุรุษเสียแล้ว..

      ปัง!

     ประตูไม้ถูกผลักออกมาด้านออกอย่างแรง ปรากฏสองร่างสูงพากันวิ่งทุลักทุเลออกมาและไม่คิดจะหันหลังกลับมามอง

    "ข้าเมา! ข้าเมา!"

    "ข้าก็เมา! ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น!"
               

     เจียงเฉิงกับเนี่ยหวายซังนี่... สองคนนั้นวิ่งหนีอะไรกัน
                
     ความสงสัยเป็นเหตุ หญิงสาวไม่รอช้าก้าวเท้าเข้าไปใกล้บานประตูที่เปิดกว้างทิ้งไว้ พลางชะโงกหัวดูข้างในห้องต้องสงสัย   พลันปรากฏบุรุษที่ไม่สมควรมาอยู่ที่นี่กำลังเดินออกมาพอดี  ฝีเท้าเขาหยุดชะงักเมื่อได้ปะทะกับนางอย่างจัง


     หลานวั่งจี!
 
                 
     "เสร็จโจร!"  เสียงเว่ยอู๋เซี่ยนดังขึ้น เขาแปะอะไรบางอย่างกลางหลังหลานวั่งจี ผลทำให้เจ้าตัวที่กำลังนิ่งอึ้งเพราะหลินซูเหยา ถึงกับหยุดแสดงอาการและแววตากลับมานิ่งเฉย

   "อ้าว หลินเหยาเจ้ามาทำอะไร"  เว่ยอู๋เซี่ยนเพิ่งเห็นอีกฝ่าย ถามขึ้น

    "...ท่านทำอะไร..."  หลินซูเหยาไม่ตอบ กลับเอ่ยถามเขาแทน สีหน้านางยามนี้ช่างประหนึ่งเหมือนเห็นผี  นัตน์ตากลมยังคงมองบุรุษสกุลหลาน

   "ข้าหรือ...กำลังจะทำให้ชีวิตเขามีสีสันยังไงล่ะ"  ประโยคท้ายเว่ยอู๋เซี่ยนเอ่ยอย่างสนุก มุมปากยกขึ้นสูงแสนเจ้าเล่ห์ แต่หลินซูเหยาเริ่มหน้าซีดลมแทบจับทุกที สองตาเห็นสุราเทียนจื่อเซียวตั้งเด่นตระหง่านบนโต๊ะเตี้ย 



     สวรรค์!  นางลืมฉากกินเหล้าเมามายไปได้ยังไง กรี๊ด!!
     



--------------------------------------------

*ต้าเกอ = พี่ใหญ่
*เม่ยเมย = น้องสาว
*ยามเฉิน = 07.00 น. - 08.59 น.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

91 ความคิดเห็น

  1. #45 CREAM048 (@CREAM048) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 13:29

    ถึงแม้ตอนนี้จะขำ แต่ก็ค้างคาตอนที่แล้วอยู่งะ ช่วงท้ายๆที่หลินเหยาถามเรื่องเหล็กทมิฬ ไรท์ตัดเรื่องได้อยากสุดยอดม๊ากกกก!!
    #45
    0
  2. #44 Namthan44 (@Namthan44) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 04:47

    ใครคือพระเอก??

    #44
    0
  3. วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 01:56
    รีบเผ่นเร็ว!! เดี๋ยวซวยไปด้วยน๊าาาา!
    #43
    0
  4. #42 NapTi (@NapTi) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2562 / 01:13
    โอ้ ฉากนี้มัน55555555555555โอ้ยท้องฉันหัวเราะไม่ได้แม่จะด่า. ทรมานน
    #42
    0
  5. #41 AISORIN (@AISORIN) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 23:26
    หลานจ้านนนนน~~
    #41
    0
  6. #40 tandaddola2 (@tandaddola2) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 23:17
    ฉากมอมเหล้าแล้ว55555555 ตอนนี้เรือหลานจ้าน
    #40
    0