เจ็ดภพหวนรัก (Markbam) จบแล้ว

ตอนที่ 24 : ตอนที่ 16.2 ขาทองคำอันแข็งแกร่ง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,096
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 128 ครั้ง
    9 ก.ค. 63

 

หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ แบมแบมกับเสี่ยวไจ้ ก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นเครื่องแบบของสำนัก จากนั้นศิษย์รับใช้ก็พาเดินดูรอบๆ สำนัก

“ท่านขุนพล ศิษย์พี่ พวกท่านจะเดินตามข้ากับเสี่ยวกันทำไม?” เสี่ยวไจ้หันมาถาม

“พี่เป็นศิษย์ที่เจ้าสำนักรับไว้ด้านนอก แทบจะไม่ได้มาสำนัก ฉะนั้นพี่ขอเดินดูด้วยได้หรือไม่” ผู้ที่ถูกเรียกว่าศิษย์พี่ไม่ได้สนใจเสี่ยวไจ้ แต่กลับจ้องมองและพูดกับแบมแบมแทน

“เรื่องนี้ข้าไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจ ถามศิษย์พี่ผู้นำทางเถิด” แบมแบมโยนไปให้ศิษย์รับใช้แทน 

“เอ่อ… อย่าเรียกข้าว่าศิษย์พี่เลยขอรับ เพราะอันที่จริงข้าต้องเรียกพวกท่านว่าศิษย์พี่ถึงจะถูก” 

“ไยเป็นเช่นนั้นเล่า พวกข้ามาทีหลังจะกลายเป็นศิษย์พี่ได้อย่างไร” แบมแบมส่ายหัวไม่เห็นด้วย

“นั่นเพราะพวกท่านเป็นศิษย์สายตรง ส่วนข้าเป็นเพียงศิษย์รับใช้เท่านั้น” 

“ศิษย์รับใช้ต่างจากศิษย์ธรรมดาอย่างไรหรือ?” แบมแบมอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น 

“ศิษย์รับใช้เป็นผู้ที่ขายตัวเข้ามาเป็นข้ารับใช้ของเหล่าอาจารย์ หรือศิษย์สายตรงขอรับ” 

“เป็นเช่นนั้นเอง” แบมแบมพยักหน้าเข้าใจ แต่แววตาก็หมองลง ที่แท้คนยากจนจนต้องขายตัวก็มีทุกที่ ขนาดเมืองที่รุ่งเรืองอย่างอาณาจักรต้วนก็ไม่เว้น 

“ท่านไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องศิษย์รับใช้ เพราะบางคนก็จนไม่จริง หากแต่สอบเข้าไม่ผ่าน ก็เลยเข้ามาเป็นศิษย์รับใช้ เพื่อที่จะได้ร่ำเรียนวิชาที่นี่ไปด้วย” 

“ศิษย์รับใช้ก็ได้เรียนด้วยหรือ?” เสี่ยวไจ้ถามขึ้นอย่างสนใจ

“ขอรับ ทำงานสี่วัน ร่ำเรียนหรือฝึกเคล็ดวิชาอีกสามวัน หากบรรลุระดับห้าดาราได้ก่อนอายุสิบเจ็ด จะได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายนอก ไม่ต้องทำงานรับใช้อีก” 

“เป็นเช่นนั้นเอง” แบมแบมพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะมองตากับเสี่ยวไจ้ พวกเขาได้เป็นศิษย์สายตรง โดยที่ไม่ต้องสอบเข้าเลยแม้แต่น้อย ถือว่าท่านขุนพลและเจ้าสำนักใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ชอบจริงๆ 

“ถ้าเช่นนั้นข้าควรเรียกท่านว่าอันใด?” เสี่ยวไจ้ถามขึ้น

“เรียกว่าซุนเย่ก็ได้ขอรับ”

“ก็ได้พี่ชายซุนเย่” เสี่ยวไจ้เรียกอีกฝ่ายอย่างสนิทสนม ทำเอาหวังเจียเอ่อร์ส่งเสียงชิชะในลำคอ

“ส่วนเรื่องเดินชมรอบๆ สํานักวันนี้ ข้าคิดว่าควรมีแค่ศิษย์พี่อี้หลง ศิษย์พี่เสี่ยวกัน และศิษย์พี่เสี่ยวไจ้ขอรับ” ซุนเย่หนาวๆ ร้อนๆ กับไหน้ำส้มเปรี้ยวของหวังเจียเอ่อร์ แต่ก็ต้องทำเป็นใจดีสู้เสือพูดออกไป

“ไยไม่มีข้า?” 

“ที่นี่มีลูกหลานของชนชั้นสูงร่ำเรียนอยู่ไม่น้อย ย่อมต้องมีผู้ที่รู้จักขุนพลหวังเจียเอ่อร์ ท่านตามไปด้วย ผู้คนจะครหาศิษย์พี่ทั้งสามเอาได้” 

“ก็จริง” หวังเจียเอ่อร์คล้อยตาม องค์จักรพรรดิปิดบังตัวตน ยามนี้ในสำนักมีเพียงเขาและบุตรชายเท่านั้นที่รู้ ฉะนั้นคนที่จะทำให้เสี่ยวไจ้กับสหายถูกครหาได้ก็มีเพียงเขาเท่านั้น สุดท้ายจึงตัดสินใจไม่ตามไปด้วย

ทั้งสามคนถูกพาชมหอเรียนหลากหลายวิชา ซึ่งในจำนวนนั้นก็มีวิชากระบี่พื้นฐาน วิชาปรุงยาพื้นฐาน วิชาค่ายอาคมพื้นฐาน และวิชายันต์พื้นฐาน ที่แบมแบมกับเสี่ยวไจ้ต้องเข้าเรียนด้วย

“นี่ก็ได้เวลามื้อเที่ยงแล้ว เราไปที่โรงอาหารกันเถิด” ซุนเย่นำทางไป เกือบจะถึงอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าพบเข้ากับบุคคลหนึ่งเสียก่อน

“ซุนเย่…”

“คารวะศิษย์พี่หวัง” ซุนเย่ก้มคารวะ ฟังจากแซ่แล้วก็น่าจะเป็นลูกหลานของสองในสามขุนพลและเจ้าสำนัก ไม่แปลกที่ศิษย์รับใช้จะต้องนอบน้อมด้วย

“ชายผู้นี้คุ้นๆนะ เจ้าว่าไหม?” แบมแบมกระซิบกระซาบกับเสี่ยวไจ้

“ใช่ แต่คิดไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน?”

“นั่นเจ้าพาใครมาหรือ?” ศิษย์พี่หวังถามซุนเย่

“เป็นศิษย์สายตรงของท่านเจ้าสำนัก”

“ท่านเทียดรับศิษย์สายตรงหรือ?”

“ใช่แล้วขอรับ ทั้งสามคนเลย” พอซุนเย่ตอบ ศิษย์พี่หวังก็กวาดสายตามองมา พอหยุดที่ชายท่าทางสูงส่งและสง่างามก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน

“รู้สึกคุ้นๆ หน้าเจ้าเหลือเกิน เราเคยเจอกันมาก่อนหรือไม่?” 

“คิดว่าไม่” พอได้รับคำตอบ ศิษย์พี่หวังก็พยักหน้า พลางคิดไปว่าตนเองคงจะทึกทักไปเอง จากนั้นก็มองมาที่แบมแบม แล้วมองผ่านไปราวกับเขาไม่สำคัญใด จากนั้นก็ไปอยู่สายตาอยู่ที่เสี่ยวไจ้

“ท่าน!” 

“อันใดอีก อย่าบอกนะว่าข้าหน้าตาเหมือนย่าของย่าทวดท่าน” เสี่ยวไจ้พูดดักคอ ในใจคิดระอาคนตระกูลนี้ ไม่ว่าจะกี่คนๆ ก็ยัดเยียดตำแหน่งให้นางโดยไม่ถามความสมัครใจเลยสักคน

“ถูก ท่านเหมือนย่าของย่าทวดข้า” 

“เฮ้อออ… เลิกพูดเรื่องนี้เถิด” เสี่ยวไจ้โบกมือยอมแพ้กับคนตระกูลนี้

“จะว่าไป ข้าก็เคยเจอคนหน้าเหมือนท่านบรรพบุรุษก่อนหน้านี้เช่นกัน” ศิษย์พี่หวังเอามือลูบคางอย่างคุ้นคิด ก่อนจะหันมามองแบมแบมอีกครั้ง จากนั้นก็ตาพองโตนึกบางอย่างขึ้นได้ 

“นึกออกแล้ว! ท่านคือคนที่ข้าเจอเมื่อสามปีก่อนจริงๆ ส่วนเจ้าก็เป็นคนที่เอาชนะเสือสามตาได้” 

“หืม? ที่แท้ก็หนึ่งในศิษย์สำนักศึกษาหลวงไร้ยางอายกลุ่มนั้นนั่นเอง”

“เสี่ยวไจ้” แบมแบมปรามสหายเบาๆ ไม่อยากให้นางก่อศัตรูตั้งแต่วันแรกที่เข้ามา

“โทษที ข้าปากไม่ดีอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจว่าท่านยังฝังใจกับเรื่องนั้นอยู่ จะว่าไปพวกข้าก็ทำไม่ดีจริงๆ” ศิษย์พี่หวังมีท่าทางเคารพเสี่ยวไจ้ เรียกนางว่า ‘ท่าน’ ต่างจากแบมแบมที่เรียกว่า ‘เจ้า’

“ท่านอย่าคิดมากเลย จะว่าไปเรื่องวันนั้นก็จบกันไปแล้ว และข้าก็ถือว่ามันยุติธรรมแล้ว ไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นอีก” แบมแบมเป็นคนพูดให้สถานการณ์ดีขึ้น

ในขณะเดียวกัน องค์จักรพรรดิก็ขมวดคิ้วเข้าหากัน เพราะมีเรื่องมากมายที่เกิดขึ้นกับชายารัก ยามที่พระองค์เข้าฌานรักษาดวงจิต เขากระหายใคร่รู้ทั้งหมด หากแต่ยังไม่สะดวกถามตอนนี้

“ขอบใจความใจกว้างของเจ้า ข้ามีนามว่าหวังมู่ แล้วพวกจ้าเล่ามีนามว่าอันใดกันบ้าง?”

“ข้ามีนามว่าเสี่ยวกัน นี่ศิษย์พี่อี้หลง และคนนี้ที่หน้าเหมือนกับบรรพบุรุษของท่านมีนามว่าหรงไจ้ แต่ทุกคนเรียกนางว่าเสี่ยวไจ้”

“อืม ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะ แล้วนี่จะไปที่ใดกันต่อเล่า?”

“ว่าจะพาไปกินมื้อเที่ยงที่โรงอาหารขอรับ” ซุนเย่ตอบ

“ข้าปะ” / “ศิษย์พี่หวัง!” หวังมู่ยังไม่ทันจะออกปาก เสียงแสบแก้วหูก็ดังขึ้นเสียก่อน

“ศิษย์น้องผิงมีอันใดหรือ?” พอได้ยินชื่อ แบมแบมก็พิจารณาศิษย์หญิงที่มาใหม่ ถึงเขาจะลืมๆ นางไปแล้ว แต่ชื่อแซ่และพฤติกรรมแสนเอาแต่ใจ ก็ทำให้เขานึกถึงนางเมื่อสามปีก่อนออกทันที

“ท่านว่างหรือไม่ ช่วยชี้แนะเคล็ดวิชากระบี่ให้ข้าได้หรือไม่?”

“ยามนี้ข้าไม่ว่างแล้ว เอาไว้โอกาสหน้าเถิด” เห็นได้ชัดว่าหวังมู่เองก็อยากจะหลบเลี่ยงนาง

“ศิษย์พี่ ไยตัดรอนข้าเช่นนี้เล่า หรือว่าเป็นเพราะนังเด็กสองคนนี้” นางหันมาจ้องแบมแบมกับเสี่ยวไจ้ด้วยแววตาไม่พอใจ

“ศิษย์พี่ผิงระวังคำพูดด้วย ทั้งสองท่านเป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก”

“ศิษย์สายตรง...” พอได้ยินคำว่าศิษย์สายตรง นางก็ผงะไป ก่อนจะมองมาตั้งแต่หัวจรดเท้า!

“ไร้มารยาท” เสี่ยวไจ้ไม่ชอบแววตาของนาง จึงอดไม่ได้ที่จะต่อว่ากลับไป

“ข้าคุ้นๆ หน้าพวกเจ้า... อ่า... นึกออกแล้ว พวกเจ้าเมื่อสามปีก่อน! พวกคนป่าคนเถื่อนเช่นพวกเจ้า จะเป็นศิษย์สายตรงไปได้อย่างไร พวกเจ้าต้องหลอกลวงเจ้าสำนักแน่! ไสหัวไปเลยนะ!” นางโวยวาย และฟาดกระบี่ใส่ แบมแบมตกใจมาก ไม่คิดว่าคนคนนี้จะมุทะลุได้ถึงเพียงนี้! หากแต่ยังไม่ทันได้หลบเลี่ยง คนข้างๆ ก็รั้งร่างของเขาเข้าไปในอ้อมอก พร้อมกับใช้สองนิ้วคีบรับกระบี่เอาไว้!

“ศิษย์พี่อี้หลง...”

“ไม่ต้องกลัว พี่ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายเจ้าเด็ดขาด” ไม่พูดเปล่า อีกฝ่ายดันกระบี่กลับไป คาดว่าพลังคงเหนือกว่าศิษย์หญิงแซ่ผิงผู้นี้มาก นางจึงกระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้!

“อั่ก!”

“ศิษย์น้องผิง!” หวังมู่รีบเข้าไปพยุงนางลุกขึ้นด้วยความตกใจ!

“เจ้า... เจ้ากล้าทำร้ายข้า!”

“เจ้ากล้าทำร้ายผู้อื่น ก็ควรเตรียมใจว่าผู้อื่นจะทำร้ายเจ้าด้วย” ไม่เพียงไม่รู้สึกผิด เจ้าตัวไม่ปรายตามองนางให้เสียตาเลยแม้แต่น้อย

“เจ้า... ข้าจะ...” นางชะงักไป เมื่อเห็นรูปโฉมของคนที่ทำร้ายนางเต็มตา ช่างหล่อเหลาและสง่างามยิ่งนัก แม้นางจะถูกทำร้ายจนเจ็บถึงเพียงนี้ แต่นางก็อดหวั่นไหวมิได้

“ศิษย์พี่อี้หลง ปล่อยข้าได้แล้ว” แบมแบมที่เห็นว่าศิษย์หญิงแซ่ผิงมัวแต่มึนเมาในรูปโฉมของศิษย์พี่ผู้นี้ ก็ถอนหายใจออกมา จากนั้นก็พยายามขืนตัวออกจากอ้อมอกของอีกฝ่าย

“มิได้ นางอาจจะลุกขึ้นมาทำร้ายเจ้า พี่ไม่วางใจ”

“นางทั้งเจ็บ ทั้งมัวเมาในรูปโฉมของท่านเช่นนั้น คงไม่ลุกขึ้นมาทำร้ายข้าหรอกเจ้าค่ะ”

“แต่” / “ศิษย์พี่” พอแบมแบมพูดเสียงเข้มขึ้น อีกฝ่ายก็ยอมปล่อยอย่างฝืนมิได้

“อย่าเมินข้านะ!” ศิษย์หญิงแซ่ผิงโวยวายออกมา เมื่อเห็นว่าเป้าหมายของนางกำลังหวานชื่นกันอยู่

“ศิษย์น้องผิง เจ้าสงบจิตสงบใจบ้างเถิด” หวังมู่ส่ายหัวระอากับศิษย์น้องผู้นี้

“แต่ชายผู้นั้นทำข้าเจ็บ เขาควรรับผิดชอบ”

“รับผิดชอบอย่างไร?” เป็นเสี่ยวไจ้ที่ถามขึ้น

“ข้าอาจจะเป็นแผลเป็น ตบแต่งให้ชายใดไม่ได้อีก”

“ที่พูดมาเช่นนี้หมายจะให้ศิษย์พี่อี้หลงตบแต่งเจ้าเป็นภรรยาเช่นนั้นหรือ?” เสี่ยวไจ้มองหญิงตรงหน้าที่อายุมากกว่าตนราวๆ สามปีด้วยแววตาดูถูก ไม่เพียงนางยังเอาแต่อารมณ์เป็นใหญ่จนสิ้นคิด นางยังชมชอบความรุนแรงอีกด้วย คนดีๆ มีที่ไหนเรียกร้องให้คนที่ทำให้บาดเจ็บแต่งงานด้วย

“บังอาจ!” คนที่ถูกพาดพิงหันไปตวัดสายตามองด้วยความโมโห น้ำเสียงที่ตวาดออกมาเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่เหนือกว่า ทำเอาทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น รู้สึกกดดันจนแข้งขาสั่น!

“ศิษย์พี่อี้หลง ใจเย็นก่อนเถิดเจ้าค่ะ” จะมีก็แต่แบมแบมที่ไม่รู้สึกถึงความกดดันนั้น เพราะมีกลิ่นอายเทพเซียนของอีกฝ่ายปกป้องอยู่ เจ้าตัวมองคนรอบๆ ที่สีหน้าไม่สู้ดี แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าคนที่เจ้าสำนักรับเป็นศิษย์สายตรง โดยไม่พึ่งเส้นสายเช่นเขากับสหายรัก ต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่ทุกอย่างจะแย่ไปมากกว่านี้!

“เจ้าไม่ได้ยินหรือ นางบอกให้พี่รับผิดชอบตกแต่งกับนาง เป็นคางคกคิดอยากจะกินเนื้อหงส์ จะปล่อยเอาได้หรือ?” แม้จะกำลังโมโห แต่แบมแบมสัมผัสได้ว่ายามที่ศิษย์พี่ผู้นี้พูดกับเขา อ่อนโยนลงมาก ยิ่งไปกว่านั้นเขาอดนึกขำไม่ได้จริงๆ ที่เจ้าตัวเปรียบเทียบตนเองเป็นหงส์

“เอาเถิด หากหงส์อย่างท่านไม่ยอม นางจะกินได้อย่างไร”

“นางช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง คนที่เหมาะสมกับพี่ ย่อมมีเพียงเจ้าเท่านั้น”

“ข้าน่ะหรือไม่เหมาะสม ตาเจ้าต่ำหรืออย่างไร ถึงได้ยกยอหญิงชาวป่าให้สูงส่งกว่าข้า หากเจ้าไม่รับผิดชอบ ข้าจะฟ้องบิดาข้า!”

“ฟ้องเลย! ข้าก็จะฟ้องเจ้าสำนักเช่นกัน ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าสำนักผู้เป็นบุตรชายของท่านขุนพลหวังเจียเอ่อร์ กับบิดาเจ้า เสียงของผู้ใดจะดังกว่ากัน!” เสี่ยวไจ้เหลืออดข่มขู่นางกลับ ทำเอานางกัดฟันจนกรามขึ้น

“ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้าต้องเอาคืนอย่างแน่นอน!” พอยกบิดาตนข่มไม่ได้ นางก็ขู่อาฆาตและเดินกะโผลกกะเผลกจากไป

“คิดว่าจะแน่!” เสี่ยวไจ้เบะปากไล่หลัง

“เรื่องไม่ใหญ่โตก็ดีแล้ว” แม้ไม่ชอบใจ แต่แบมแบมก็คิดอีกแง่ พวกเขาเพิ่งเข้าสำนัก ไม่เข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายจะดีกว่า

“ไม่ได้ มันต้องใหญ่โต ข้าจะไปฟ้องเจ้าสำนัก”

“เจ้าสำนักจะออกตัวให้หรือ?”

“เขาเรียกข้าว่าท่านแม่เชียวนะ แม่ออกปาก ลูกจะไม่ช่วยหรือ?” นางขยับเข้ามากระซิบกระซาบ แบมแบมปรายตามองนาง ก่อนจะพยักหน้ารับ

“ก็ได้... ในเมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะทำ ข้าก็จะร่วมเป็นทัพเสริมให้เจ้า”

“นะ... นี่เจ้าเห็นด้วยจริงๆ หรือ แม่พระอย่างเจ้ากำลังจะร่วมล้างแค้นกับข้าเนี่ยนะ” เสี่ยวไจ้มองมาด้วยแววตาตื่นๆ ราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“ข้าก็มนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง นางฟาดดาบใส่ข้าเช่นนั้น บอกไม่โกรธก็คงโกหก หากนี่เป็นสถานการณ์ก่อนเจ้ากลายเป็นขาทองคำ ข้าก็ทำได้แค่ยอมผ่อนปรนเท่านั้นแหละ ถือว่าเรื่องนี้ต้องลำบากเจ้าแล้ว”

“ข้ายินดี ไป... เรากลับไปฟ้องเจ้าสำนักกันเถิด” เสี่ยวไจ้ยิ้มร่า ก่อนจะจูงมือสหายไปหอกลางที่เจ้าสำนักทำงานอยู่

ซุนเย่แม้นไม่รู้ความที่สองสหายกระซิบกระซาบกัน แต่พอได้ยินคำว่า ‘ไปฟ้องเจ้าสำนัก’ ก็ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้หวังมู่ ดูท่าทางเรื่องนี้จะวุ่นวายเสียแล้ว

ส่วนองค์จักรพรรดิเดินตามหลังชายารักของตน ได้ยินที่พวกนางกระซิบกระซาบกันอย่างชัดเจน อันเนื่องมาจากมีพลังสูงส่ง เลยทำให้พระองค์อิจฉาเสี่ยวไจ้ นางถูกยกว่าเป็นขาทองคำทั้งที่มีอำนาจแค่นั้น พระองค์ต่างหากที่สมควรถูกยกย่องและพึ่งพา ในเมื่อพระองค์เป็นถึงผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของอาณาจักรนี้

แต่เอาเถิด...

รอให้นางจำทุกอย่างได้ก่อนเถิด นางจะรู้เองว่าพระองค์นี่แหละ ขาทองคำของนาง เมื่อเกาะแล้วจะได้ทุกอย่างตามที่ใจปรารถนา

 

 

 

 

E-BOOK วางขายแล้วค่ะ ราคาแค่ 249 บาทเท่านั้น

ตอนพิเศษ 7 ตอน

ตอนพิเศษ จากเพื่อเริ่ม

ชาติที่1 บรรดาศักดิ์ไม่อาจห้ามรัก (Y)

ชาติที่2 สิ้นโลกไม่สิ้นรัก (Y)

ชาติที่ 3 ยาใจเจ้าพ่อ (แบมหญิง)

ชาติที่4 ผูกรักยอดดวงใจต่างเผ่า (Y)

ชาติที่5 สลับตัวไม่สลับรัก (Y)

ชาติที่6 รักสยบฉาว (Y)

สนใจคลิกที่ลิ้ง หรือค้นหาใน MEB จากชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

เจ็ดภพหวนรัก

เจ็ดภพหวนรัก

Get it now

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 128 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,277 ความคิดเห็น