เจ็ดภพหวนรัก (Markbam) จบแล้ว

ตอนที่ 16 : ตอนที่ 12 การเดินทางที่ไม่ธรรมดา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,928
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 124 ครั้ง
    26 ก.ค. 63

“เพียงสามวัน เราออกมาได้ไกลมาก” เสี่ยวไจ้พูดขึ้นขณะกำลังนั่งข้างกองไฟยามค่ำคืน

“เป็นเพราะเราใช้เคล็ดวิชาย่างก้าว และถ้าเป็นแบบนี้พรุ่งนี้ค่ำๆ เราคงจะถึงเมืองเจี้ยน” เมืองเจี้ยนเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ จากเมืองที่หมู่บ้านของพวกเขาสังกัดอยู่

“ตื่นเต้นจัง ข้าไม่เคยเห็นเมืองเจี้ยนมาก่อนเลย”

“ข้าก็ไม่เคยเหมือนกัน เอาเป็นว่าเจ้านอนพักก่อนเถอะ ข้าจะเฝ้ายามเวรแรกเอง” แบมแบมอาสาเป็นเวรแรก เสี่ยวไจ้ไม่ขัดข้อง นางซุกตัวลงนอนบนกองหญ้าที่ปูพื้น และผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

ทุกอย่างเป็นไปอย่างสงบจนกระทั่ง แบมแบมได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังเข้ามาใกล้!

“เสี่ยวไจ้ ตื่นเร็วเข้า!” เขาเขย่าร่างสหายแรงๆ นางจึงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา

“มีอันใดหรือเสี่ยวกัน?”

“ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าม้ามุ่งตรงมาทางนี้”

“ฝีเท้าม้า...แล้วจะมาดีหรือมาร้ายเล่า?”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ดับไฟแล้วซ่อนตัวก่อนเถิด” แบมแบมเสนอขึ้น กองไฟจึงถูกดับ ก่อนที่ทั้งคู่จะซ่อนตัวหลังพุ่มไม้

“เร็วเข้า! มารมันตามมาแล้ว!” เสียงร้องนั่นทำให้สองสหายที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ขนลุกซู่

มาร!

ตั้งแต่ที่อาณาจักรมีการสร้างค่ายกลอาคมขึ้น ก็ได้ยินเรื่องราวของเผ่ามารบุกรุกและแบ่งเสี้ยวจิตควบคุมมนุษย์และสัตว์อสูรมาเรื่อยๆ แต่ทหารก็มักจะยับยั้งเหตุได้ทันเสมอ

มีข่าวลือหนาหูว่าที่พวกมันทำเช่นนี้ ก็เพื่อตามหาคนบางคนอยู่ ซึ่งก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าคนคนนั้น มีความสำคัญอันใด

“บัดซบ! มันไวกว่าม้า!” เสียงร้องดังระงม เมื่อมารที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าสีดำ เหาะตามมาติดๆ

แม้จะเป็นยามดึก แต่แสงจันทร์ทำให้ทั้งแบมแบมและเสี่ยวไจ้มองเห็นความน่าเกลียดน่ากลัวของมัน ผิวหนังเหมือนเกล็ดงู ดวงตาสีแดงก่ำประดุจเลือด รูปร่างสูงใหญ่กว่าชายฉกรรจ์เกือบหนึ่งช่วงแขน

เปรี้ยง! 

มันใช้พลังปราณซัดม้าจนไส้ทะลักออกมา คนที่อยู่บนหลังร่วงหล่นกระทบพื้นอย่างแรง!

“อัก! ท่านพ่อ ท่านแม่...” คนที่อยู่บนหลังม้านั้นเป็นเพียงเด็กชายอายุเพียงสิบเอ็ดสิบสอง ขาของเจ้าตัวหักผิดรูป จนไม่อาจพาตนเองหนีได้ หลับตาปี๋รอความตายที่มารหยิบยื่นมาให้!

ฟิ้วววว! ฉึก!

ในช่วงเวลาที่มารกำลังจะจ้วงเล็บมือยาวๆ ควักหัวใจของเด็กชาย แบมแบมไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไป จึงดึงธนูออกมาจากแหวนมิติ แล้วยิงใส่มารตนนั้น

“อ๊ากกกก ผู้ใด! ผู้ใดมันบังอาจลอบกัดข้า” มันร้องโหยหวน เพราะธนูนั้นไม่ใช่ธนูธรรมดา มันเคลือบไปด้วยพลังปราณ มันจึงเจาะทะลุร่างของมารที่แข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายขุม

“เสี่ยวไจ้หนีไปเร็วเข้า!” แบมแบมเอ่ยไล่ ในขณะที่เตรียมเหนี่ยวคันศรอีกครั้ง

“ไม่ข้าไม่มีวันทิ้งเจ้าหรอก!” นางส่ายหัว พร้อมเตรียมเหนี่ยวคันศรเช่นกัน

ฟิ้วววว! ฉึก! ฉึก!

ศรของแบมแบมมีพลังมากกว่าทะลุร่างของมารไป ส่วนศรของเสี่ยวไจ้นั้นปักค้างอยู่ที่ดวงตา ร่างของมันโชกไปด้วยเลือดสีเขียว ก่อนจะโงนเงนล้มลง

“มันตายแล้วหรือ?” แบมแบมก้าวนำออกมาจากพุ่มไม้ ไม่อยากจะเชื่อนักว่าสามศรก็สามารถกำราบมารลงได้

“บางทีมันอาจจะเป็นตนที่อ่อนแอก็ได้” เสี่ยวไจ้พูดพร้อมกับใช้ปลายธนูลองเขี่ยๆ ร่างของมารดู มันแน่นิ่งจนนางเชื่อว่ามันตาย หันหลังมาหมายจะยืนยันความสำเร็จกับเขา

นั่นทำให้ใจของแบมแบมกระตุกวูบ มารตนนั้นลุกขึ้นมาด้านหลังของเสี่ยวไจ้โดยที่นางไม่รู้ตัว มันกระชั้นชิดเกินกว่าจะเหนี่ยวศรได้ทัน จึงเหลืออยู่วิธีเดียวที่จะช่วยสหายได้!

“เสี่ยวไจ้!” เขาเค้นพลังลมปราณไปที่ฝ่ามือ แล้วพุ่งเข้าไปประทับตบกลางอกของมาร

เปรี้ยง! 

แรงปะทะทำให้ร่างของมารกระเด็นล้มกลิ้งไป หากแต่แบมแบมเองก็ได้แผล กรงเล็บของมันสวนกลับข่วนเข้าที่หัวไหล่จนเลือดไหลอาบ

“แค่ก แค่ก... ฮ่ะฮ่าฮ่า ถึงสิ้นร่างนี้ ข้าก็ยึดร่างเจ้าได้” มันหัวเราะลั่น ก่อนจะแน่นิ่งไป ในขณะเดียวกันแบมแบมรู้สึกร้อนตรงแผล ก่อนที่ความร้อนนั้นจะพุ่งไปที่อก

“อีกแล้ว...” ใจของเขากระตุกวูบ จำได้ดีถึงตอนที่เสี้ยวจิตที่ควบคุมเสือสามตา พยายามที่จะควบคุมร่างของเขา ประวัติศาสตร์มันกำลังซ้ำรอย!

[ตึง ตึง…]

เสียงเหมือนมีใครกำลังทุบกำแพงดังขึ้นในหัว แบมแบมสะบัดหัวด้วยความตกใจ

“ไม่เอานะ...ห้ามเข้ามา” เขาพึมพำออกมา แม้จะขวัญเสียแต่ก็ยังพยายามตั้งสติ และใช้พลังสายเลือดธาตุแสงยับยั้งมันเอาไว้

[ฮ่ะฮ่าฮ่า...] มันหัวเราะอย่างย่ามใจ เพราะนี่มันไม่ใช่แค่คำสาป แต่มันเป็นถึงดวงจิตที่บุกรุกเข้ามาในร่าง ทำให้ธาตุมืดของมันร้ายกาจพอจะข่มพลังสายเลือดธาตุแสงได้!

[ตึง ตึง…]

มารตนนี้พยายามจะทำลายดวงจิตของแบมแบมอย่างไม่หยุดยั้ง ทว่า...สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!

วูบบบบบ…

แสงสีทองออกมาขวางจิตมารเอาไว้ มันเป็นปราการแข็งแกร่ง จนเสี้ยวจิตของมารที่พุ่งมาชนแตกกระจาย

[เพล้ง!]

[ไม่จริง เจ้า! เมื่อสามปีก่อนคือเจ้า! อ๊ากกก] มันร้องโหยหวน แท้จริงแล้วเจ้าของเสี้ยวจิตที่ควบคุมเสือสามตาเมื่อสามปีก่อนคือเจ้ามารตนนี้นี่เอง

จากการพยายามครอบครองร่างของแบมแบมในครั้งนั้น ทำให้ดวงจิตของมันเสี้ยวนั้นแตกสลายไป ดวงจิตที่เหลืออยู่ไม่เต็มดวง ทำให้มันอ่อนแอลงเรื่อยๆ มาวันนี้ดวงจิตที่เหลืออยู่ยังแตกสลายอีก มันจึงถึงคราวดับสิ้นอย่างแท้จริง

เมื่อการต่อสู้จบลงจริงๆ เสี่ยวไจ้เข้ามาดูบาดแผลที่ไหล่ของเขา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ความประมาทของนางเป็นต้นเหตุ

“ข้าขอโทษเสี่ยวกัน เป็นเพราะข้าชะล่าใจ เจ้าจึงได้รับบาดแผลเช่นนี้”

“คราวหลังเจ้าต้องระมัดระวังให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือไม่?” แบมแบมไม่อยากพูดคำว่า ‘ไม่เป็นไร’ กับนาง เพราะครั้งนี้โชคดีที่เขาเข้ามาช่วยได้ทัน แต่ครั้งต่อไปหากนางชะล่าใจอีก และพวกเขาอาจไม่โชคดีเช่นนี้อีก

“อืม...ฮึก...ข้าขอโทษ เจ้าเจ็บมากหรือไม่?”

“ไม่มากเท่าไหร่หรอก ดูสิเลือดหยุดไหลแล้ว เจ้าก็หยุดร้องไห้ได้แล้ว เรารีบดูน้องชายผู้นั้นเถิด ขาของเขาผิดรูปไปแล้ว”

“อืมได้ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” เสี่ยวไจ้ค่อยๆ พยุงเด็กชายที่ตกจากหลังม้าและเกือบถูกมารตนนั้นฆ่า

“ข้าเจ็บแผลเหลือเกิน ฮึก...” เด็กชายผู้นั้นไม่ตอบเปล่า ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลออกมา

“เจ้าคิดว่าคนที่ขี่ม้าหนีมารมาพร้อมกับเจ้าจะย้อนกลับมาดูเจ้าหรือไม่?” เสี่ยวไจ้ถาม พลางช่วยดูอาการเบื้องต้นให้ ด้วยการเอาไม้มาดามขาและพันผ้า

“พวกญาติๆ ของข้าอาจจะคิดว่าข้าถูกมารฆ่าตายแล้ว” เด็กชายตอบ ตอนที่ม้าถูกฆ่าจนเขาหล่นจากหลังม้า ญาติๆ ที่หนีมาด้วยกันไม่ได้หยุดช่วยเหลือ ต่างมุ่งมั่นเอาชีวิตรอด ควบม้าหนีห่างไปไกล

“เช่นนั้นทำอย่างไรดี ช่วยกันแบกเขาไปหรือ?” เสี่ยวไจ้หันมาขอความคิดเห็น นางไม่ขอให้เขาใช้พลังสายเลือดธาตุแสงรักษา เพราะมันเป็นความลับที่ไม่อาจเผยแพร่ให้คนนอกรู้

“ไม่รู้ว่าจะมีมารตนอื่นตามมาอีกหรือไม่ ตอนนี้คงต้องรีบแบกเขาออกไปให้ไกลจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที”

“อืม เช่นนั้นก็รีบไปกันเถิด” เสี่ยวไจ้กับแบมแบมประกบซ้ายขวาให้เด็กหนุ่มกอดคอ จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาย่างก้าวเคลื่อนที่ไปพร้อมๆ กัน

ขาข้างที่เจ็บของเด็กชายแทบไม่แตะโดนพื้น ทำให้อาการเจ็บปวดไม่กำเริบหนัก ในขณะที่สองสหายเคลื่อนที่ท่ามกลางแสงจันทร์ไปเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุดพัก จนถึงรุ่งสางของเช้าวันใหม่

“พักก่อนเถิด ข้าหิวแล้ว” เสี่ยวไจ้หอบหายใจแรง นางพลังด้อยกว่าแบมแบม ไม่แปลกที่ร่างกายของนางจะอึดได้ไม่เท่า

“ก็ได้...” เมื่อหยุดพัก แบมแบมทำทีเปิดตะกร้าที่ใส่เสี่ยวเหมียน แล้วดึงเอาเสบียงออกมาจากแหวนมิติ

จากนั้นก็แบ่งให้ทั้งสองคนกับอีกหนึ่งตัว หากแต่เด็กชายมีอาการเจ็บปวด จึงไม่อยากอาหาร กินได้เพียงนิดเดียวเท่านั้น แบมแบมเห็นแล้วก็สงสาร รู้สึกผิดที่ไม่ยอมใช้พลังสายเลือด

“อดทนเอาหน่อย อีกประเดี๋ยวก็ถึงเมืองแล้ว” เสี่ยวไจ้พูดขึ้น นางไม่ได้บอกเด็กชายเพียงผู้เดียว แต่เป็นการบอกเขาด้วย ว่าไม่ควรใจดีจนอาจนำพาเรื่องเดือดร้อนมาสู่ตน

“ขอรับ ข้าจะอดทน”

“ดีแล้ว…อ๊ะนั่น มีคนขี่ม้ามา” เสี่ยวไจ้ลุกขึ้นพรวดพราด ชี้ไปยังชายสองคนที่กำลังควบม้าอยู่ลิบๆ ตา

“ดูแล้วน่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดา” สิ่งที่แบมแบมกลัวที่สุดก็คือกลัวว่าจะมีมารตนอื่นตามมา พอเห็นว่าเป็นมนุษย์ก็โล่งอกไปไม่น้อย

“บางทีอาจจะเป็นญาติของเจ้าก็ได้ น้องชาย...เจ้าลองมองดูซิ” เสี่ยวไจ้สะกิดให้เด็กชายเพ่งมอง หากแต่เพียงอึดใจเจ้าตัวก็ส่ายหัว

“ไม่คุ้นตาเลยขอรับ”

“แต่อย่างไรชายสองคนนั้นก็มีม้า พวกเขาอาจช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้น ข้าว่าลองขอความช่วยเหลือดูดีกว่า” แบมแบมครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอาผ้าผูกปลายไม้แล้วโบกไปมาคล้ายธง ดูเหมือนชายสองคนนั้นจะสังเกตเห็น พวกเขาบังคับม้าตรงเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

“พี่ชาย เรามีคนเจ็บ ช่วยเราด้วยเถิด” เสี่ยวไจ้เอ่ยขอร้องออกไป หากแต่ชายชุดขาวที่อยู่บนหลังม้า นิ่งเงียบไม่ตอบกลับมา หนำซ้ำยังเอาแต่จ้องนางตาแทบไม่กะพริบ

“พี่ชาย...ไยสหายของท่านจ้องมองข้าเช่นนี้?” เสี่ยวไจ้หันไปถามชายอีกคน

“เอ่อ.... ข้าก็ไม่รู้ เอ่อ...นายท่านขอรับ ท่านจ้องนางมากเกินไปแล้ว”

“อ่า... จะ... เจ้า... ” ชายคนที่จ้องนางเปิดปากพูด แต่ดันพูดอึกอักไม่เป็นภาษา

“นี่ข้าหนีมารมาเจอคนบ้าหรือไงกัน… พี่ชายไยจ้องข้าเช่นนั้น หน้าข้าเหมือนมารดาท่านหรือ?” เสี่ยวไจ้กลอกตาไปมา ก่อนจะคลี่ยิ้มหวานหยดและถามประชดประชันออกไป

“เหมือนเมียข้าต่างหากเล่า”

“ห๊ะ!? รู้สึกเหมือนข้าจะหูเพี้ยน... เสี่ยวกัน...เจ้าลองมาเจรจาเองเถิด” เสี่ยวไจ้เอามือแคะหู ก่อนจะหันไปสะกิดผู้เป็นสหาย

“อืมได้ ฝากเจ้าดูแผลน้องชายผู้นี้ต่อที แผลของเขาเปิดอีกแล้ว” แบมแบมพยักหน้า ก่อนจะละจากคนเจ็บ แล้วหันมามองชายบนหลังม้า

“ข้าอยากคุยกับเมียรักของข้ามากกว่า เจ้าอย่าขวางข้าเลย” ชายผู้นั้นบอกปัดไม่ยอมคุยกับแบมแบม

“เมีย! ผู้ใดเมียเจ้ากัน!”

ผลั่ก!

ไม่พูดปากเปล่า เสี่ยวไจ้กระโดดตัวลอยต่อยเข้าที่ดวงตาชายผู้นั้นเต็มแรง แน่นอนว่าชายผู้นั้นไม่ได้คาดคิด จึงไม่ได้ทันระวังตน โอนเอนเกือบตกหลังม้า โชคดีที่พลิกตัวกลางอากาศแล้วร่อนลงมายืนบนพื้นอย่างสง่างาม

“เมียรัก...หมัดเจ้ายังหนักเหมือนเดิม”

“บ้ากันไปใหญ่แล้ว! เสี่ยวกันถอยออกมาอย่าอยู่ใกล้คนบ้า!” เสี่ยวไจ้รีบดึงสหายมาหลบหลัง

“แม่นางน้อยอย่าเพิ่งโกรธไป นายท่านหวังของข้ามิได้มีเจตนา”

“ไม่มีเจตนาแต่ตั้งใจเลยใช่หรือไม่ ไป! ไปกันให้พ้นหน้าข้าเลย” เสี่ยวไจ้ไม่ฟังชายผู้ติดตาม จ้องชายตรงหน้าอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ อีกฝ่ายจึงเริ่มตั้งสติได้

“เจ้าอย่าเพิ่งโกรธเลย ข้ามิได้ตั้งใจล่วงเกินเจ้าเลย เจ้าเพียงหน้าเหมือนภรรยาของข้ามาก”

“เหมือนก็ไม่ควรพ่นวาจาเช่นนั้น ข้าอายุแค่สิบสี่เองนะ”

“บางทีเจ้าอาจเป็นภรรยาของข้ามาเกิดใหม่ก็ได้”

“เจ้า!”

“อ๊ะ...ใจเย็นๆ ข้าขอโทษ เป็นข้าที่ปากไวไปเอง ข้ามีนามว่าหวังเจียเอ่อร์ มิใช่คนน่าสงสัยอันใดเลย” อีกฝ่ายไม่เพียงยิ้มปะเหลาะเสี่ยวไจ้ ยังแนะนำตนเองเสียเสร็จสรรพ จนแบมแบมก้มหน้าลงเพราะความขำขัน เพิ่งเคยเห็นเสี่ยวไจ้มีท่าทางจนปัญญามากขนาดนี้เป็นครั้งแรก

“ไยต้องแนะนำตัว ข้าไม่ได้อยากรู้จักเจ้าเลยสักนิด” เสี่ยวไจ้ยังคงจ้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาแข็งกร้าว

“แม่นางน้อยใจเย็นๆ นายท่านของข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย นี่เราเป็นคนของทางการด้วยนะ เรามาที่นี่ก็เพื่อปราบมาร” ชายผู้ติดตามแสดงป้ายหยกให้เห็นว่าเป็นผู้มีตำแหน่ง

“ไม่น่าเชื่อว่าทางการจะให้ตำแหน่งกับคนไม่เต็มเต็ง”

“เอาน่า ท่านหวังเจียเอ่อร์คงมีความสามารถมาก จะว่าไปนามนี้คุ้นๆ นะ” แบมแบมขมวดคิ้วครุ่นคิด

“นั่นสิ อ๊ะ...นามเหมือนหนึ่งในสามขุนพล”

“นั่นสิ ข้ารู้แล้ว!” เสี่ยวไจ้คลี่ยิ้มออกมาราวกับเพิ่งนึกบางอย่างออก ทำเอาหวังเจียเอ่อร์คลี่ยิ้มออกมา บางทีนางอาจจะนึกได้ว่าไม่ใช่แค่นามเหมือน แต่คนตรงหน้าคือหนึ่งในสามขุนพลจริงๆ

“รู้อะไรหรือ?”

“ก็เพราะนามคล้ายกับท่านขุนพล ก็เลยได้รับตำแหน่งไงเล่า!”

“ฮ่ะฮ่ะ...” ได้ยินเช่นนี้ หวังเจียเอ่อร์ถึงขึ้นยิ้มเจื่อนๆ ออกมา

“นายท่านขอรับ...”

“ไม่เป็นไร” หวังเจียเอ่อร์ยกมือขึ้นห้ามผู้ติดตาม หากเด็กที่หน้าตาเหมือนภรรยาของเขาจะเข้าใจเช่นนั้นก็ปล่อยไป

“เอาเถิดในเมื่อท่านไม่เป็นพิษเป็นภัยก็แล้วไป” เสี่ยวไจ้มองชายคนสติไม่สมประกอบด้วยแววตาทิ่มแทง ก่อนจะกลับไปดูอาการคนเจ็บอีกครั้ง

“อืม...บาดเจ็บไม่ใช่น้อย สามี...เอ๊ย! ข้าจะช่วยรักษาให้เอง” ชายคนบ้าเสนอตัว เสี่ยวไจ้สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามเตือนตนเองไม่ให้ถือสาคนบ้า

“ท่านรักษาได้เช่นนั้นหรือ?”

“พลังของสา... เอ่อ ข้าไม่ได้ด้อยไปกว่าขุนพลผู้นั้นเลย แค่รักษาคนเจ็บเล็กๆ น้อยเช่นนี้ไม่เกินความสามารถ” ชายคนบ้าไม่พูดเปล่า ใช้ฝ่ามือทาบที่ขาของเด็กชาย เกิดเป็นแสงสีขาวนวลเปล่งประกายออก สีมันไม่ได้ขาวนวลเท่าของแบมแบม แสดงว่าชายคนนี้ใช้เคล็ดวิชาธาตุแสงโดยที่ไม่มีพลังสายเลือด มันรักษาได้แค่อาการบาดเจ็บทั่วๆ ไปเท่านั้น และคนที่จะฝึกเคล็ดวิชาพลังธาตุโดยที่ไม่มีพลังสายเลือดเช่นนี้ ต้องมีระดับพลังที่สิบดาราขึ้นไป

กึก… กระดูกขาของเด็กชายก็ถูกต่อเข้าหากัน รูปร่างที่ผิดรูปก่อนหน้า กลับกลายเป็นปกติราวกับไม่เคยบาดเจ็บ ท่ามกลางความตกตะลึงของเสี่ยวไจ้

“อืม รักษาได้จริงๆ ด้วย ก็ถือว่าไม่ธรรมดา” เสี่ยวไจ้พยักหน้ายอมรับในความแข็งแกร่งของชายคนนี้

“เช่นนั้นแต่งงานกับข้าดีหรือไม่?”

“เก่ง... แต่เสียทีไม่เต็มเต็ง หนำซ้ำยังดูหื่นกามด้วย” เสี่ยวไจ้พึมพำนินทาเบาๆ หากแต่นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นถึงหนึ่งในสามขุนพลหวังเจียเอ่อร์ ย่อมได้ยินคำพูดทุกคำของนาง

หากแต่เขาไม่ถือสา เพราะไม่ใช่เพียงนางจะมีใบหน้าคล้ายคลึงกับภรรยาผู้ล่วงลับ แต่กลิ่นอายของดวงจิตยังให้ความรู้สึกคุ้นเคย เขาปักใจเชื่อว่านางคือภรรยาของเขามาเกิดแน่ๆ จึงตั้งใจว่าจะตามตื๊อนางมาเป็นภรรยาอีกรอบ

 

 

 

E-BOOK วางขายแล้วค่ะ ราคาแค่ 249 บาทเท่านั้น

ตอนพิเศษ 7 ตอน

ตอนพิเศษ จากเพื่อเริ่ม

ชาติที่1 บรรดาศักดิ์ไม่อาจห้ามรัก (Y)

ชาติที่2 สิ้นโลกไม่สิ้นรัก (Y)

ชาติที่ 3 ยาใจเจ้าพ่อ (แบมหญิง)

ชาติที่4 ผูกรักยอดดวงใจต่างเผ่า (Y)

ชาติที่5 สลับตัวไม่สลับรัก (Y)

ชาติที่6 รักสยบฉาว (Y)

สนใจคลิกที่ลิ้ง หรือค้นหาใน MEB จากชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

เจ็ดภพหวนรัก

เจ็ดภพหวนรัก

Get it now

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 124 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,277 ความคิดเห็น

  1. #2277 may1935 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 22 เมษายน 2564 / 07:11
    ครึ่งเรื่องแล้วน้องยังไม่เจอกันเลย
    #2,277
    0
  2. #691 NiiNice (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 มกราคม 2563 / 19:24
    เรื่องนี้ไม่มีEbookหรอคะ
    #691
    0