เจ็ดภพหวนรัก (Markbam) จบแล้ว

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 10 กลิ่นอายเทพเซียนที่แผลงฤทธิ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,974
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 130 ครั้ง
    24 มิ.ย. 63

ในค่ำคืนนั้น… หลังจากนอนบนเตียงแล้วหลับตาไปสักพัก แบมแบมก็หลับไป แต่การหลับในครั้งนี้รู้สึกแตกต่าง เขารู้สึกหลับลึก และถูกดูดไปยังสถานที่ที่มืดมิด

อย่างไรก็ตาม มันน่าพิศวงเมื่อท่ามกลางความมืดมิดนั้นมีเส้นสีทองปรากฏอยู่ เมื่อแบมแบมจ้องมองมัน รู้สึกได้ถึงพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกอบอุ่นและโหยหา ราวกับว่าเส้นสีทองนี้เป็นคนรักของเขา

“บ้าจริงจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร” เขาสะบัดหัวไล่ความคิดไร้สาระนั้น ก่อนจะสัมผัสกับเส้นสีทอง

วูบบบ...

มันไม่สามารถแตะได้ แต่มันยังคงรูปลักษณ์ให้เห็น เขาจึงไล่มองตาม แล้วเห็นว่ามันเชื่อมต่อกับกลางอกของตน

“อะไรกัน?” เขามองอย่างพิศวง อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นอันตราย แต่กลับรู้สึกว่ามันสำคัญ ดังนั้นจึงไม่เกรงกลัว

“จะว่าไปสีแดงนี่คืออะไร?” เมื่อสังเกตได้ว่าเส้นสีทองมีสีแดงเกี่ยวพันอยู่ เขาจึงเอานิ้วไปแตะที่สีแดง

ทันทีที่แตะ มันก็ลอยขึ้นมาในระดับสายตาของเขา เขาจึงเห็นว่ามันคือกลีบกุหลาบ หรือกลีบเหมยกุ้ยตามที่คนที่นี่เรียกกัน

“งดงาม...” แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกคุ้นเคย ราวกับว่ากลีบเหมยกุ้ยนี้มันเป็นของเขา

และก็เป็นดั่งที่คิด กลีบเหมยกุ้ยพุ่งเข้าไปกลางอก ในช่วงเวลานั้น แบมแบมรู้สึกว่าบางอย่างผุดขึ้นในหัวมันเป็นเรื่องราวของเด็กหญิงผู้หนึ่งที่เกิดในตระกูลสูงส่ง และเป็นที่รักของทุกคน เรื่องราวฉายไปเรื่อยๆ จนเด็กผู้หญิงคนนั้นอายุครบหนึ่งปี

“มี่กัน ของขวัญของลูกมากมายเชียว...” มารดาของเด็กหญิงผู้นั้นเอ่ยขึ้น แล้วหอมแก้มของนางด้วยความรักใคร่ โดยมีบิดานั่งโอบกอดมารดาอยู่อีกทอด จ้องมองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น พี่ชายของนางทั้งสามก็วิ่งเล่นอยู่ไม่ไกล พอเหนื่อยก็หยุดแวะเวียนมาหยอกล้อกับนาง

รอบกายของเด็กหญิงผู้นี้มีแต่รอยยิ้ม และความรักใคร่กลมเกลียว จนแบมแบมรู้สึกอิจฉา

ทว่า...

“ท่านประมุข แย่แล้วขอรับ” มีชายรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน

“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าวันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีของมี่กัน หากไม่มีเรื่องสำคัญอย่ามารบกวนช่วงเวลานี้” บิดาของเด็กมี่กันถูกเรียกว่า “ท่านประมุข” มีท่าทางไม่พอใจอย่างมาก

“สำคัญขอรับ มารเจ้าเมืองบุปผาโรยรามาเยือนที่นี่”

“มารพวกนี้จะทำให้เมืองเขตชายแดนทุกข์ทรมารไปถึงเมื่อใด” บิดาของเด็กมี่กันขบกรามดังกรอดๆ

“น่าเสียดาย แคว้นเราไม่ได้ขึ้นกับอาณาจักรต้วน” มารดาของเด็กมี่กันมีแววตาผิดหวัง

“ฮ่องเต้แคว้นเราถือตนเกินไป ประชาชนจึงเดือดร้อน ถูกข่มเหงเช่นนี้ ขนาดตระกูลหยางของเราที่เป็นอันดับหนึ่งในเมืองชายแดน ยังทำได้แค่อดทน ส่งเครื่องบรรณาการให้เผ่ามารทุกปี น่าเจ็บใจยิ่งนัก” บิดาของเด็กมี่กัน หรืออีกตำแหน่งคือประมุขตระกูลหยาง ถึงขั้นกำหมัดแน่นด้วยความคับแค้นใจ

“ท่านพี่ แล้วเราจะทำอย่างไร ท่านจะออกไปพบเจ้าเมืองมารหรือไม่”

“ย่อมต้องออกไป เจ้ารออยู่นี่กับลูกๆ”

“เจ้าค่ะ” เมื่อภรรยารับคำ ประมุขตระกูลหยางก็เดินหายไปจากสวน

วูบบบบ...

ภาพเลือนรางกลายเป็นสีขาว และเหตุการณ์หยุดฉาย แบมแบมลืมตาตื่นขึ้นมา ความฝันนี้ทำให้เขารู้สึกว่ารู้จักกับทุกคนในฝัน และสุดท้ายก็รู้สึกเป็นห่วงทุกคน

“เรื่องราวเป็นอย่างไรต่อกันแน่...” ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรู้สึกค้างคา อยากจะรู้เรื่องราวต่อจากนี้ด้วย

“เฮ้อออ...” แต่มันยากที่จะหลับแล้วฝันเรื่องเดิม แบมแบมจึงได้แต่ปลงตก โดยที่ไม่รู้เลยว่า กลีบเหมยกุ้ยพวกนั้นเล่าเรื่องราวชีวิตของเขา ในชาติภพก่อนที่ดวงจิตจะแตกสลาย และเขาจะฝันเห็นเส้นสีทองกลีบเหมยกุ้ยอีกเรื่อยๆ หากก้าวตามไปแตะกลีบเหมยกุ้ยที่อยู่เบื้องหน้า นอกจากจะได้รับรู้ถึงอดีต ยังค่อยๆ เข้าใกล้ผู้เป็นเจ้าของเส้นสีทองมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย

รุ่งเช้าวันต่อมา

“เสี่ยวกัน! ข้ามาแล้ว” เสี่ยวไจ้มาหาที่บ้านแต่เช้า แบมแบมที่ได้ยินเสียงเรียกคลี่ยิ้ม เพราะเดาได้ว่าสหายคงเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของเขา

“มาแต่เช้าเชียว”

“ก็ข้าเป็นห่วงเจ้านี่นา มาข้าขอดูแผลของเจ้าหน่อย” นางไม่พูดเปล่า พุ่งเข้ามาถกแขนเสื้อแล้วเอาผ้าพันแผลออก

“ข้าว่าข้าดีขึ้นมากเลย ไม่ค่อยเจ็บแผลแล้ว”

“นะนี่มันไม่ใช่แค่ดีธรรมดานะ” เสี่ยวไจ้มองหน้าเขาสลับกับแผลไปมา ทำให้เขารู้สึกแปลกใจจนต้องก้มมองแผลของตนเอง

“หาย... เป็นไปได้อย่างไร?”

“ใช่... ถึงจะได้สมุนไพรดี แต่ไม่ใช่เม็ดยาที่นักปรุงยาปรุงขึ้นมา มันย่อมต้องใช้เวลา ไม่ใช่หายเพียงชั่วข้ามคืนเช่นนี้ บอกข้ามา เจ้าไปทำอันใดมาหรือเปล่า?”

“ไม่นะ เจ้าออกไป ข้าก็หลับเป็นตายแล้ว ไม่เชื่อเจ้าถามเสี่ยวเหมียนดู” แบมแบมพเยิดหน้าไปทางกระต่ายเขาคู่ที่เขาตั้งชื่อให้ว่า “เสี่ยวเหมียน”

“กี๊ด กี๊ด...” มันพยักหน้าบ่งบอกว่าสิ่งที่แบมแบมพูดมานั้นเป็นความจริง

“อืม... บางทีอาจเป็นเพราะร่างกายของเจ้ามีสายเลือดพิเศษอยู่ก็ได้” พอแบมแบมได้ยินเช่นนั้นในหัวก็สว่างวาบ ทำให้เขาเข้าใจเรื่องสายเลือดพิเศษขึ้นมา บางคนมีสืบสายเลือดมาจากเซียนทำให้ร่างกายพิเศษกว่าคนที่เกิดจากสามัญชนทั่วไป เช่นการบ่มเพาะคืบหน้าได้รวดเร็วกว่า ฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วกว่า บางคนมีสายเลือดธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ก็สามารถฝึกตนในธาตุสายนั้นๆ ได้ดีกว่าผู้ฝึกตนที่ไม่มีสายเลือดพิเศษ

“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้เช่นกัน ข้าเองก็ไม่ได้รู้สึกถึงความพิเศษใดๆ ในตัวข้า”

“บางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่เจ้าควบคุมไม่ได้ แต่มันอาจจะสำแดงเดชออกมาเอง”

“อืม ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็อาจจะช่วยข้าได้มาก”

“แต่ถึงอย่างไรข้าก็ยังไม่อาจเบาใจ วันนี้เจ้าควรพักผ่อนไปก่อน ประเดี๋ยวข้าทำอาหารให้”

“เอาเช่นนั้นก็ได้” แบมแบมไม่ขัดความตั้งใจของสหาย อาหารในวันนี้เสี่ยวไจ้จึงเป็นคนจัดการ

“ฝีมือข้าก็ไม่ได้แย่ใช่หรือไม่?”

“อืมก็ไม่ได้แย่” ถึงนางจะดูไม่ชำนาญ แต่อาหารที่นางทำก็กินได้ บางจานยังเลียนแบบสูตรอาหารของเขาอีกด้วย

ครึก... ครืนนนน!

เสียงดังเหมือนฟ้าถล่มจากด้านนอกทำให้ตั้งสองคนชะงัก ต่างฝ่ายต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ

“กี๊ดดดด” ส่วนเสี่ยวเหมียนหาที่ซุกซ่อนตัวไปแล้ว

“เสียงเหมือนฟ้าถล่มเลย”

“ข้าจะออกไปดู” แบมแบมลุกขึ้น แต่เสี่ยวไจ้คว้ามือเอาไว้

“อย่าออกไปเลย”

“ถึงมันจะเสียงดัง แต่ข้ากลับไม่รู้สึกกลัว มันอาจจะไม่ได้เป็นอันตรายก็ได้”

“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรออกไป เราชะโงกหน้าดูตรงหน้าต่างก็พอ” ไม่ใช่ว่าเสี่ยวไจ้ขี้ขลาด แต่มันเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเด็กอายุเพียงสิบปีเศษ

“เอาเช่นนั้นก็ได้”

เมื่อตกลงกันได้ ทั้งคู่ก็ชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่าง สภาพโดยรอบไม่มีความเปลี่ยนแปลงอันใด แต่มองขึ้นท้องฟ้าก็เห็นลำแสงสีเงินอยู่บนท้องฟ้ากว้างใหญ่

“แสงนั่นมันอะไร?” เสี่ยวไจ้ไม่เคยเห็นแสงเช่นนี้จึงพึมพำถามออกมา และนั่นส่งผลให้ในหัวของแบมแบมสว่างวาบขึ้นมาอีกครา

“ข้าว่ามันคือค่ายกลอาคม”

“ค่ายกลอาคมหรือ?”

“อืม ค่ายกลอาคมที่ครอบคลุมอาณาจักร เมื่อมีเผ่ามารหรือสัตว์อสูรบุกรุก มันจะส่งการแจ้งเตือนไปยังค่ายทหารบริเวณใกล้เคียง”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เสี่ยวไจ้หันมาถามด้วยแววตาแปลก

“อยู่ๆ ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้เอง บางทีท่านพ่ออาจเคยเล่าให้ข้าฟังก็ได้ อยู่ๆ มันถึงได้ผุดขึ้นมาในหัว” แบมแบมเองก็ไม่รู้ว่าเหมือนกันว่าเพราะเหตุใดเขาจึงรู้ ดังนั้นเหตุผลที่พูดไป มันจึงใกล้เคียงที่สุด อาจเป็นความทรงจำเก่าของร่างนี้

อย่างไรก็ตาม... แบมแบมเดาถูกว่ามันคือความทรงจำเก่า หากแต่ไม่ใช่ของร่างนี้ มันเป็นความทรงจำเก่าในชาติภพของหยางมี่กันต่างหาก

“อืม อาจเป็นเช่นนั้น”

กุบ กับ กุบ กับ...

“เสียงม้า” ทั้งสองมองหน้ากัน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้าหลายตัว

“ประกาศ! ท้องฟ้าสีเงินเป็นปรากฏการณ์ของกำแพงอาคมของอาณาจักร พวกเจ้ามิต้องตื่นตกใจ กำแพงนี้เป็นเครื่องมือเตือนภัยยามมีเผ่ามารและสัตว์อสูรนอกอาณาจักรบุกรุกเข้ามา ทำให้ชีวิตของข้าราษฎรในอาณาจักรปลอดภัยยิ่งขึ้น นี่เป็นพระเมตตาจากองค์จักรพรรดิ พวกเจ้าจงซาบซึ้งเสีย” เสียงประกาศดังกึกก้องไปทั่วหมู่บ้าน ทำให้สองสหายรู้ว่าเสียงฝีเท้าม้ามาจากทหารขี่มันมา

“องค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี!” เสียงร้องสรรเสริญดังกระหึ่มมาจากในหมู่บ้าน แบมแบมอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา การมีราชาที่ทรงธรรมนั้นถือเป็นบุญวาสนาของราษฎรอย่างแท้จริง

“องค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี” แบมแบมจึงกล่าวสรรเสริญออกมา เสี่ยวไจ้มองหน้าเขา จากนั้นก็กล่าวสรรเสริญตามอีกคน

“องค์จักรพรรดิทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น หมื่นปี”

“พวกเราโชคดีนะที่ได้อยู่ในอาณาจักรนี้”

“ใช่... ตั้งแต่เกิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องค่ายกลอาคม ข้าว่าอาณาจักรอื่นคงไม่มีเช่นนี้” เสี่ยวไจ้พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างเป็นสุข เมื่อฉุกคิดได้ว่าอาณาจักรอื่นคงไม่เช่นนี้

“องค์จักรพรรดิใส่ใจราษฎรอย่างแท้จริง” เมื่อกล่าวถึงองค์จักรพรรดิ ไม่เพียงรู้สึกเคารพนับถือ ยังรู้สึกปลาบปลื้มอิ่มเอมใจอย่างประหลาด

แต่ทว่า...

ในยามนี้แบมแบมไม่อาจรู้เลยว่าค่ายกลอาคมนี้เกิดจากการทำงานหนักของเหล่าขุนพล ที่ส่วนหนึ่งก็เพื่อ ปกป้อง และตามหาชายาขององค์จักรพรรดิ!

 

หลายคืนต่อมา

แบมแบมหลับลึก และฝันเห็นเส้นสีทองกับกลีบเหมยกุ้ยอีกครั้ง ส่งผลให้เขาทั้งรู้สึกประหลาดใจและยินดี เพราะมันอาจจะทำให้เขาเห็นเรื่องราวของเด็กมี่กันกับตระกูลหยางอีกครั้ง

“คราวที่แล้วเพราะแตะกลีบเหมยกุ้ย จึงเห็นภาพครั้งนี้ก็น่าจะไม่ต่างกัน” เมื่อวิเคราะห์ได้เช่นนั้น ก็ไม่รอช้าที่จะก้าวไปข้างหน้า และแตะกลีบเหมยกุ้ย มันลอยขึ้นมาในระดับสายตาของเขา จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในอก แล้วภาพมากมายก็ปรากฏเข้ามาในหัว

“ท่านพี่... สีหน้าของท่านดูไม่ดีเลย” มารดาของหยางมี่กันมองสามีด้วยความเป็นห่วง

“พวกมันต้องการของบรรณาการเพิ่ม”

“แล้วท่านพี่ได้ให้มันไปหรือไม่?”

“ยังไม่ได้ให้”

“พวกมันจะไม่พอใจเอาหรือ?” นางถามสามีระแวงว่าจะส่งผลให้เกิดการนองเลือด

“ของบรรณาการที่ว่ามันสำคัญมาก พี่ไม่อาจให้มันได้”

“มันต้องการสิ่งใดหรือ?” ครานี้ประมุขตระกูลหยางไม่ตอบ ทำเพียงก้มมองบุตรสาวที่กำลังกินขนมจนแก้มยุ้ยๆเปรอะเปื้อน

ฝ่ายภรรยาผู้ถาม พอเห็นแววตาเศร้าหมองของสามีจ้องมองบุตรสาวตัวน้อย ก็ขนลุกชัน ใบหน้าซีดเผือดทันที

“อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่มันต้องการลูกหญิงของเรา”

“เพราะเหตุใด มันจึงต้องการลูกหญิงของเรา เด็กคนอื่นก็มี” น้ำเสียงของผู้เป็นภรรยาสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้าแล้วเอ่อไหลออกมา ใจของนางได้ความกระทบกระเทือนอย่างหนัก

“มันว่าลูกหญิงของเรามีสายเลือดธาตุแสง”

“ธาตุแสง...” ดวงตาของผู้รับฟังเบิกกว้าง ส่งผลให้แบมแบมที่มองเหตุการณ์อยู่รับรู้ได้ทันทีว่าคนมีธาตุแสงจะมีชะตากรรมที่ไม่ดี

“ใส่แล้ว การบูชายัญหญิงธาตุแสง จะทำให้เผ่ามารแข็งแกร่งขึ้น เพราะถือเป็นการฆ่าสิ่งที่เป็นปรปักษ์กับเผ่าพันธุ์ ทำให้ธาตุมืดข่มธาตุแสง...”

“ท่านพี่ ต้องช่วยลูกของเรานะเจ้าคะ”

“แน่นอน ข้าต้องช่วย ยามนี้เราใจเย็นก่อน เพราะอย่างไรมันก็ต้องรอให้ลูกหญิงของเราอายุครบสิบห้าเสียก่อน มันมาวันนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี ถือเป็นการเตือนเราล่วงหน้า”

“เจ้าค่ะ...เราจะได้รับมือได้ทัน”

จากนั้น สองสามีภรรยาก็เอาบุตรสาวตัวน้อยวัยเพียงหนึ่งปีส่งมอบให้กับสำนักศึกษาที่แข็งแกร่งในอาณาจักร เพื่อให้บุตรสาวตัวน้อยได้อยู่ในที่ปลอดภัย และร่ำเรียนวิชาเมื่อยามที่สามารถร่ำเรียนได้

ทางสำนักศึกษายินดีรับไว้ เพราะการปกป้องคนธาตุแสงก็เหมือนกับการขัดขวางไม่ให้เผ่ามารแข็งแกร่งขึ้น

จากนั้นภาพก็ไหลเวียนวูบวาบไปอย่างรวดเร็ว ภาพกลับมาคมชัดในหัวของแบมแบมอีกที ก็ปรากฏว่าหยางมี่กันอายุได้ห้าปีแล้วนางเริ่มร่ำเรียนวิชาทั้งการอ่านเขียน บ่มเพาะ วิชาต่อสู้ และการกระตุ้นสายเลือดธาตุแสง

วูบบบบ

สุดท้ายภาพเลือนรางกลายเป็นสีขาว และเหตุการณ์หยุดฉาย แบมแบมลืมตาตื่นขึ้นมา

“ชะตามี่กันไม่ง่ายเลย” แบมแบมส่ายหัว แม้คนในครอบครัวจะส่งนางไปในที่ปลอดภัย แต่ในความคิดของแบมแบมที่ผ่านมาหลายชีวิต เจอเคราะห์กรรมหนักมาตลอด เขามองออกว่าชีวิตของหยางมี่กันรวมไปถึงครอบครัวของนางไม่สงบสุขแน่

ในใจของเขารู้สึกอึดอัด ลึกๆ แล้วอยากช่วย แต่คงไม่สามารถช่วยได้ เขาไม่แน่ใจว่าหยางมี่กันและตระกูลของนางมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือถ้ามีจริงทุกคนจะยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า

“เฮ้อออ เราคงทำได้แค่เอาใจช่วยสินะ ว่าแต่ถ้าฝึกตามหยางมี่กัน มันจะได้ผลหรือไม่?” แบมแบมฉุกคิดขึ้นมา ก่อนจะดึงก้านไม้กวาดความยาวเท่าแขนออกมา แล้วตั้งท่าฝึกเพลงกระบี่ตามเห็นมา

แกร๊ก!

เมื่อฟาดออกไปตามกระบวนท่า ไม่เพียงก้านไม้กวาดจะสลายไปเพราะรับพลังไม่ไหว ผนังห้องยังมีรอยตื้นๆ เกิดขึ้นด้วย

“ร้ายกาจมาก!” แบมแบมเบิกตากว้าง แม้จะเป็นเพียงรอยตื้นๆ แต่มันก็น่าตื่นเต้น เพราะในตอนนี้เขาอยู่แค่ระดับสองดารา ถ้าบรรลุระดับที่สูงขึ้น กระบวนท่านี้ก็ย่อมร้ายกาจขึ้น

“จากนี้ห้ามฝึกในบ้านเด็ดขาด” แบมแบมมองรอยนั้นแล้วตั้งกฎขึ้น เขาไม่ต้องการทำให้บ้านที่สร้างมาจากน้ำพักน้ำแรงต้องสึกหรอ จึงหันไปนั่งสมาธิโคจรลมปราณ แล้วลองกระตุ้นสายเลือดดู เพราะเท่าที่เห็นหยางมี่กันทำมันไม่ส่งผลกระทบต่อภายนอกมากนัก

เขาโคจรลมปราณ แต่ไม่ได้นำไปเติมเต็มจุดตันเถียนเพื่อบ่มเพาะความก้าวหน้า แต่มุ่งเน้นให้ลมปราณวิ่งไปในเส้นเลือดทุกเส้นในร่างกาย เขาทำเช่นนี้วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนฟ้าสางก็รู้สึกว่าเส้นเลือดมันร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ

จนในที่สุด...

ปัง!

เส้นเลือดก็ระเบิดพลังออกมา แบมแบมเพ่งสมาธิ ดูเส้นเลือดของตนผ่านลมปราณ เขาเห็นว่าเส้นเลือดของตนมีแสงสีขาวล้อมรอบอยู่

“สายเลือดธาตุแสง” เขาลืมตาขึ้น ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น

เขามีพลังสายเลือดเรียกเรื่องอันตรายเข้าหา เหมือนๆ กับหยางมี่กันคนนั้น!

 ​

E-BOOK วางขายแล้วค่ะ ราคาแค่ 249 บาทเท่านั้น

ตอนพิเศษ 7 ตอน

ตอนพิเศษ จากเพื่อเริ่ม

ชาติที่1 บรรดาศักดิ์ไม่อาจห้ามรัก (Y)

ชาติที่2 สิ้นโลกไม่สิ้นรัก (Y)

ชาติที่ 3 ยาใจเจ้าพ่อ (แบมหญิง)

ชาติที่4 ผูกรักยอดดวงใจต่างเผ่า (Y)

ชาติที่5 สลับตัวไม่สลับรัก (Y)

ชาติที่6 รักสยบฉาว (Y)

สนใจคลิกที่ลิ้ง หรือค้นหาใน MEB จากชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

เจ็ดภพหวนรัก

เจ็ดภพหวนรัก

Get it now

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 130 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,277 ความคิดเห็น

  1. #2268 Markmark_tuan1a (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 21:06
    หนูนั่นแหละลูก ใช่แน่ๆ
    #2,268
    0
  2. #567 PONYBAM (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 19:32
    รอค้าบบบบบ
    #567
    0
  3. #296 picky_milky (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 เมษายน 2562 / 16:48
    รอติดตามค่า
    #296
    0