เจ็ดภพหวนรัก (Markbam) จบแล้ว

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 7 ทางด้านจักรพรรดิ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,047
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 132 ครั้ง
    20 มิ.ย. 63

ขณะเดียวกัน...

ที่เมืองหลวง ในขณะที่องค์จักรพรรดิยังคงบ่มเพาะเพื่อฟื้นฟูดวงจิต ก็เกิดเหตุการณ์ให้สามขุนพลต้องพบเจอกับความยุ่งยาก

“เผ่ามารเริ่มเคลื่อนไหว?” ต้วนไจ้ฟ่านได้รับรายงานแล้วขมวดคิ้วเข้าหากัน

“ไยมาเคลื่อนไหวเอาตอนนี้ ก่อนหน้าองค์จักรพรรดิก็อยู่ในตำหนักมาเป็นร้อยปีไม่เห็นเคลื่อนไหวอันใดเลยแท้ๆ” หวังเจียเอ่อร์ไม่เข้าใจเผ่ามารเลยสักนิด

“อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ไม่สามารถยืนยันความแข็งแกร่งของพระองค์ได้”

“จินจูเจ้ากำลังกล่าวเหมือนกับว่า มีหนอนในวังหลวง”

“พี่ใหญ่... ข้าก็กำลังจะกล่าวเช่นนั้น การแบ่งดวงจิตตามคนผู้หนึ่งไป ไม่มีใครคิดว่าจะมีผู้ใดกล้าทำ ดังนั้นแม้องค์จักรพรรดิจะประทับในตำหนักมาถึงร้อยปี ก็ไม่มีผู้ใดรู้ว่าพระองค์ทำเช่นนั้น และไม่รู้ว่าร่างจริงกำลังอ่อนแอ ผิดกับวันที่องค์จักรพรรดิออกมา มีข้าหลวงมากมายที่เห็นว่าองค์จักรพรรดิกระอักเลือด และไม่สามารถทรงตัวได้ด้วยพระองค์เอง”

“บังอาจยิ่งนัก เป็นข้าหลวงขององค์จักรพรรดิ แต่ไม่มีความจงรักภักดี ต้องหาตัวมันให้เจอ แล้วแล่หนังออกมาเป็นชิ้นๆ”

“หาตัวได้ไม่ยาก เพียงให้ทหารและข้าหลวงในวังทุกคนมายืนตรงหน้าข้า” หวังจินจูเอ่ยขึ้น หากแต่ต้วนไจ้ฟ่านขมวดคิ้วเข้าหากัน

“จินจู พลังหยั่งรู้ของเจ้ามันไม่ใช่สิ่งที่จะควบคุมได้ง่ายๆ”

“แต่ก็ใช่ว่าจะควบคุมไม่ได้”

“เจ้าก็รู้หากเจ้าฝืนควบคุม เจ้าต้องจ่ายด้วยพลังแห่งดวงจิต” จนต้วนไจ้ฟ่านผู้มีอีกหนึ่งตำแหน่งคือสวามีของนาง ย่อมต้องเป็นห่วงนางเป็นอย่างมาก

“ถึงต้องจ่ายด้วยพลังแห่งดวงจิตมันก็คุ้มค่า เพราะมันสามารถทำให้กำจัดคนทรยศออกไปได้” ในเมื่อนางยืนยันว่าจะทำเช่นนี้ ที่เหลืออีกสองคนก็ได้แต่เคารพการตัดสินใจของนาง

“ได้ เปิ่นหวางจะสั่งให้ทหารและข้าหลวงในวังทุกคนมาให้เจ้าพินิจ” ต้วนไจ้ฟ่านไม่พูดเปล่า เขาเริ่มจากทหารใต้บังคับบัญชาใกล้ตัว และเมื่อทหารเหล่านี้ถูกยืนยันว่าบริสุทธิ์ ก็ถูกสั่งให้เกณฑ์ข้าหลวงในวังมา

“เจ้าไปได้...” หวังจินจูพยักหน้าให้ข้าหลวงที่กำลังต่อแถวคุกเข่าอยู่ด้านหน้าของตน

“ขอบพระคุณท่านเทพธิดาพยากรณ์ขอรับ” ชายคนนั้นโขกหัว ก่อนจะออกไปจากแถว คนด้านหลังก็ขยับเข้ามาแทนที่

“เหตุใดท่านเทพธิดาจึงเรียกข้าหลวงทุกคนมาที่นี่?” คนด้านหลังกระซิบกระซาบด้วยความคับข้องใจ

“ข้าก็ไม่รู้เหมือน” ชายคนข้างๆ ส่ายหัว ในขณะที่อีกคนยิ้มร่าออกมา

“ข้าว่าข้ารู้...”

“เช่นนั้นเจ้าลองสร้างความกระจ่างให้พวกข้าด้วยเถิด”

“ย่อมได้ เจ้าไม่สังเกตหรือว่าเผ่ามารเริ่มเคลื่อนไหวทั้งๆ ที่มันเงียบสงบมาร้อยกว่าปี” ชายคนที่พอจะเดาเรื่องราวได้ยื่นหน้ามากระซิบกระซาบ

“ก็ใช่ พวกมันเริ่มเคลื่อนไหว ทั้งๆ ที่เงียบสงบมาร้อยกว่าปี”

“แล้วที่พวกมันกล้าเคลื่อนไหว เจ้าว่าเป็นเพราะเหตุใด?” ชายที่ทำตัวเป็นดั่งผู้รู้ย้อนถามขึ้น แน่นอนชายผู้นี้รู้คำตอบอยู่แล้ว ที่ถามก็เพื่อให้สหายของตนลองทบทวนเหตุการณ์เพื่อสร้างความระทึกใจก็เท่านั้น

“ก็ไม่นานนัก... จะว่าก็หลังที่องค์จักรพรรดิ... อึก! นะ... นี่...หรือว่า” เมื่อคนหนึ่งทบทวนเหตุการณ์ไปถูกจุด

“ใช่แล้วตั้งแต่องค์จักรพรรดิได้รับบาดเจ็บทางดวงจิต แล้วสถานที่ที่องค์จักรพรรดิประทับอยู่ก็คือแห่งนี้ ไม่มีทางที่เรื่องนี้จะเล็ดลอดออกไปนอกจากเสียว่ามีไส้ศึกอยู่ในวัง”

“เพราะเหตุนั้นท่านเทพธิดาพยากรณ์ จึงเรียกทุกคนมาที่นี่ก็เพื่อใช้พลังของนางจับคนทรยศถูกหรือไม่”

“ถูกต้อง” ชายที่ทำตัวเป็นดั่งผู้รู้พยักหน้า

“เลวร้ายยิ่ง! ถ้าข้ารู้ตัวผู้ทรยศ ข้าจะช่วยสามขุนพลลงทัณฑ์มัน องค์จักรพรรดิมีบุญคุณต่อเผ่ามนุษย์เท่าผืนฟ้า แต่มันกล้าอกตัญญู”

“ถูกต้อง ข้าเห็นสมควรว่าต้องถลกหนังของมันทั้งเป็น” ทั้งสามคนเริ่มสาปแช่งคนทรยศ ส่งผลให้คนที่ต่อแถวด้านหลังหน้าซีดเหงื่อไหลซึมออก จนในที่สุดก็ตัดสินใจออกจากแถว

“นั่นเจ้าจะไปที่ใด?”

“ขะ... ข้าปวดท้องห้องน้ำ จะขอไปห้องน้ำสักประเดี๋ยว”

“เจ้าไม่ควรออกไปตามลำพัง เพราะพวกเราถูกสั่งให้ต่อแถวอยู่ที่นี่ เจ้าออกไปโดยไม่บอกเท่ากับมีเจตนาจะหลบหนี” ชายที่ทำตัวเป็นดั่งผู้รู้หรี่ตามองอย่างจับผิด

“ข้ามิได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย ข้าแค่ปวดท้องจริงๆ อ๊ะ...จริงด้วย ข้าควรบอกทหารยามให้พาข้าไป” ชายที่บอกว่าปวดท้องทำท่าทางใสซื่อ

“อืม เจ้าควรทำเช่นนั้น”

“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เมื่อแยกออกมาจากแถว ชายคนนั้นก็เข้าไปพูดบางอย่างกับทหาร จากนั้นก็พากันเดินออกไป ทำให้หลายๆ คนคลายความเคลือบแคลงลง เว้นก็เสียแต่ผู้ที่ทำตัวเป็นผู้รู้ เขาแยกออกมาจากแถวแล้วตรงดิ่งไปหาต้วนไจ้ฟ่าน หนึ่งในสามขุนพล

“ไยเจ้าจึงออกมาจากแถวเช่นนี้?” ต้วนไจ้ฟ่านถามขึ้น พลางจ้องมองด้วยแววตากดดัน

“ท่านอ๋อง... กระหม่อมคือซุนถงฉี เป็นนักปรุงยาฝึกหัดพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่กระหม่อมลองพูดเดาเหตุการณ์นี้กับสหาย ปรากฏว่ามีชายผู้หนึ่งทำตัวน่าสงสัยแล้วออกจากแถวไปทางนั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“เช่นนั้นหรือ?”

“พ่ะย่ะค่ะ แม้ชายผู้นั้นจะออกไปกับทหาร แต่ถ้าชายคนนั้นเป็นคนทรยศ ย่อมมีกลบางอย่างทำให้หนีออกไปจากวังได้พ่ะย่ะค่ะ”

“อืม... เจ้ารออยู่นี่”

“พ่ะย่ะค่ะ” ที่ต้วนไจ้ฟ่านสั่งให้ซุนถงฉีรอที่นี่ ก็เพราะในใจก็เคลือบแคลงในความฉลาดของชายผู้นี้อยู่เช่นกัน แต่ซุนถงฉีกลับรับคำอย่างเป็นสุขทันที ส่งผลให้ต้วนไจ้ฟ่านกระจ่างใจขึ้นมาว่า คนผู้นี้อยากจะสร้างผลงานมากกว่าเป็นคนทรยศ

“ทหารตามเปิ่นหวางมา”

“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารกลุ่มหนึ่งรับคำแล้วตามต้วนไจ้ฟ่านไปควบคุมตัวชายน่าสงสัยผู้นั้น

ด้วยระดับการบ่มเพาะของต้วนไจ้ฟ่าน ทำให้นำหน้าทหารไปไกล จนเห็นแผ่นหลังของข้าหลวงผู้น่าสงสัยกับทหารยาม

คิ้วของต้วนไจ้ฟ่านขมวดเข้าห้ากันทันทีที่เห็นว่าข้าหลวงผู้นั้นหยิบแผ่นยันต์ออกมาจากใต้แขนเสื้อ และกำลังจะโยนใส่ทหารที่เดินนำหน้า

ปัง!

ต้วนไจ้ฟ่านไม่รีรอซัดพลังใส่ชายผู้นั้นจนกระเด็นไปแล้วกระอักเลือดคำโตออกมา

“ทะ...ท่านอ๋อง”

“จับกุมมัน”

“ท่านอ๋องกระหม่อมมิได้ทำสิ่งใดผิด”

“เจ้าคิดว่าเปิ่นหวางตาบอดหรืออย่างไร จึงได้กล้าพูดคำเท็จออกมาเช่นนี้” ไม่พูดเปล่าต้วนไจ้ฟ่านมองไปยังยันต์ที่ตกอยู่บนพื้น ทำให้คนทรยศมีแววตาเลิ่กลั่ก ก่อนจะคว้ายันต์ออกมาอีกแผ่น

“พวกเจ้าหูตาไวจริงๆ”

“บังอาจ เจ้ากล้าหมิ่นพระเกียรติท่านอ๋องได้อย่างไร” ทหารผู้ที่พาชายคนนี้ออกมาจากแถว ตวาดด้วยความไม่พอใจ ที่ฝ่ายนั้นพูดกับต้วนไจ้ฟ่านด้วยถ้อยคำที่เสมอกันไม่ให้เกียรติ

“อย่างไรวันนี้ข้าก็ต้องถูกฆ่าอยู่ดี จะให้เกียรติไปเพื่ออันใด”

“เจ้า!”

“จงจำไว้ เผ่ามารต้องหาชายาองค์จักรพรรดิเจอก่อนอย่างแน่นอน”

“เหอะ กล่าววาจาได้ไร้สาระยิ่ง” ต้วนไจ้ฟ่านคำรามในลำคออย่างดูแคลน แต่ชายผู้นั้นกลับยิ้มร่า

“เผ่ามารจับภูตนภาได้ มันสามารถตามกลิ่นอายขององค์จักรพรรดิที่อยู่ในดวงจิตของนางได้ อย่างไรเราต้องเจอก่อนแน่นอน และเมื่อถึงเวลานั้น หากองค์จักรพรรดิไม่อยากให้นางตาย ก็จะต้องยอมจำนนแก่เผ่ามาร” มันยิ้มอย่างผู้ชนะ ก่อนจะขยี้ยันต์นั้นทิ้ง ยันต์นั้นเป็นยันต์เคลื่อนย้าย มันสามารถพาผู้ใช้ไปยังยันต์คู่ที่ถูกติดตั้งเอาไว้ที่ปลายทางได้เพียงพริบตา

ทว่า...

มันอาจจะลืมไปว่าที่อยู่ตรงหน้ามันคือหนึ่งในสามขุนพล และอยู่ในระดับเซียน ดังนั้นก่อนยันต์จะทำงาน ต้วนไจ้ฟ่านดึงง้าวทองคำออกมาจากแหวนมิติแล้วฟาดใส่ไม่ยั้ง!

“อ๊ากกกก!” คนทรยศกลายเป็นละอองเลือดตายจากไปในทันที จากนั้นต้วนไจ้ฟ่านก็กลับไปรวมตัวกับอีกสองขุนพลที่เหลือ

“ท่านอ๋อง ชายผู้นั้น...”

“มันเป็นคนทรยศจริงๆ”

“แล้วพระองค์ได้จับกุมมันหรือไม่?” หวังจินจูเอ่ยถามขึ้น

“มันใช้ยันต์เคลื่อนย้าย หากไม่ฆ่ามันย่อมหนีไปได้”

“น่าเสียดาย ไม่ทันได้เค้นถามถึงสถานการณ์ฝั่งนั้น” หวังเจียเอ่อร์ถอนหายใจออกมาอย่างเสียดาย

“เปิ่นหวางได้ความเกี่ยวกับฝั่งนั้นมาส่วนหนึ่ง เอาไว้เราค่อยหารือกันภายหลัง”

“เข้าใจแล้วเพคะ หม่อมฉันขอตรวจตราข้าหลวงให้หมดก่อน แล้วพวกเราค่อยหารือกัน”

“อืม...” อีกสองขุนพลพยักหน้าเข้าใจ ไม่แน่ว่าจะมีไส้ศึกเพียงคนเดียว ดังนั้นพวกเขาจึงต้องตรวจตราอย่างละเอียด

และหลังจากตรวจตราครบทุกคน หวังจินจูมีท่าทางอ่อนล้าเป็นอย่างมาก จนต้วนไจ้ฟ่านเข้ามาประคอง

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“ท่านอ๋องอย่าได้กังวล หม่อมฉันเก็บตัวบ่มเพาะย่อมฟื้นฟูดวงจิตได้”

“เรื่องนี้ลำบากเจ้าแล้ว”

“หม่อมฉันเป็นขุนพลขององค์จักรพรรดิ ย่อมต้องทุ่มเท แม้กระทั่งถวายชีวิตหม่อมฉันก็ไม่ลังเล พระองค์ก็เช่นกันมิใช่หรือเพคะ?”

“อืม ถูกแล้ว” ต้วนไจ้ฟ่านยิ้มแล้วลูบหัวของนาง ที่ทั้งสองปักใจรักกันได้ จุดเริ่มต้นก็มาจากการชื่นชมในความภักดีของแต่ละฝ่าย

“เช่นนั้น เรามาหารือกันเรื่องไส้ศึกเถิด”

“อืม...” ทั้งสามเข้าไปด้านในของตำหนัก ต้วนไจ้ฟ่านได้เล่าเกี่ยวกับไส้ศึกทั้งหมด

“ควรกราบทูลเรื่องนี้แก่องค์จักรพรรดิหรือไม่?” หวังเจียเอ่อร์กอดอก ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างคิดไม่ตก

“ข้าว่าไม่สมควร องค์จักรพรรดิกำลังรักษาดวงจิตอยู่ หากกราบทูลเรื่องนี้จะส่งผลกระทบใหญ่หลวง” หวังจินจูส่ายหัวไม่ให้กราบทูล

“แต่ความปลอดภัยของพระชายาไม่ใช่เรื่องที่เราจะละเลยได้”

“พระชายาอาจเสี่ยง แต่ว่าจะไม่เกิดอันตรายอย่างแน่นอน” หวังจินจูยิ้มเจ้าเล่ห์ เฉกเช่นคนมีแผนการในใจ

“เจ้ามีทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้?”

“พระองค์อย่าลืมสิเพคะว่าเรามีค่ายกลอาคมล้อมรอบอาณาจักรอยู่” แผนของนางดูเหมือนจะไร้ที่ติ แต่อีกสองคนส่ายหัว

“แต่กำแพงอาคมที่ว่าไม่ได้เปิดใช้มาร้อยกว่าปี” กำแพงอาคมต้องเติมพลังสิบปีครั้ง และเพราะมันครอบคลุมทั้งอาณาจักร ผู้ที่เติมพลังเข้าไปในอาคมจึงต้องอยู่ในระดับเทพเซียนเช่นองค์จักรพรรดิ

“เราก็แค่เติมพลังให้มันเปิดใช้งานได้อีกครั้ง”

“แต่เรามิใช่เทพเซียน”

“ใช้ระดับเซียนสิบเก้าคน และแก่นอสูรระดับจ้าวอสูรอีกหมื่นชิ้นสามารถเปิดค่ายอาคมระดับกลางได้”

“ระดับกลางงั้นหรือ?” ต้วนไจ้ฟ่านดูสนใจเป็นอย่างมาก

“ใช่แล้วระดับกลาง แม้จะไม่สามารถป้องกันการบุกรุกได้ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังมีประโยชน์มาก เมื่อมีเผ่ามารหรือสัตว์อสูรเข้ามา ค่ายทหารที่อยู่ใกล้เคียงจะได้รับการแจ้งเตือน เมื่อมีสิ่งนี้แล้ว เราก็สามารถรู้ว่าพวกมันลักลอบเข้ามาตรงจุดใด เราก็กำจัดมันทิ้ง และแย่งชิงภูตนภามา”

“น่าสนใจ แต่เซียนสิบเก้าคน มันมากไป” หวังเจียเอ่อร์ถึงขั้นเอามือกุมขมับ จะกำเนิดเซียนมาสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นสิบเก้าคนจึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ อาณาจักรต้วนมีไม่ถึง

“พี่ใหญ่ ท่านอย่าได้กังวล เพื่อปกป้องอาณาจักร เรื่องนี้ข้าได้เตรียมการมาก่อนหน้าแล้ว ข้าให้โหย่วเจียนบุตรชายของท่าน ส่งเสริมผู้ที่มีพรสวรรค์ บัดนี้เซียนคนที่สิบเก้าในอาณาจักรต้วนได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว”

“คนที่สิบเก้า...”

“เจ้าค่ะ เป็นบุตรสาวของโหย่วเจียนเอง”

“ฮ่ะฮ่าฮ่า เจ้าจะบอกว่าเจียอิงหลานสาวของข้า บรรลุขั้นเซียนแล้ว”

“ถูกต้องแล้ว”

“เจ้าโหย่วเจียนไม่บอกข้าเลยสักคำ” พูดถึงบุตรชายที่ตอนนี้เป็นเจ้าสำนักศึกษาหลวงแล้วก็ต้องทอดถอนหายใจออกมา ผ่านมาเป็นร้อยปี แต่บุตรชายก็ยังคงไม่ให้อภัย

“เดี๋ยวทุกอย่างก็จะเปลี่ยนเป็นดีเอง” หวังจินจูปลอบพี่ชาย นางไม่สามารถบอกอนาคตของพี่ชายได้ เพราะอาจทำให้มันเปลี่ยนแปลง ดังนั้นนางจึงเพียงเฝ้าดู ไม่ก้าวก่าย

“อืม... ว่าแต่เซียนในอาณาจักรของเราส่วนใหญ่อยู่ในขั้นต้น เจ้าแน่ใจหรือว่าพลังจะเพียงพอ?”

“ในพระคลังมีแก่นอสูรระดับเทพอสูรอยู่อีก มันสามารถอุดช่องโหว่นี้ได้”

“ดี!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งหวังเจียเอ่อร์และต้วนไจ้ฟ่านก็ยิ้มร่าออกมา

 

ขณะเดียวกันในตำหนักเทพมังกรขององค์จักรพรรดิ ร่างสง่างาม ผู้มีเส้นผมสีเงิน ผิวขาวเนียนดุจหยกมันแพะ กำลังนั่งบ่มเพาะรักษาดวงจิตอยู่ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น ดวงจิตได้รับการรักษาทีละน้อย

หากแต่วันนี้มีบางอย่างที่ต่างไปจากทุกวัน...

องค์จักรพรรดิรู้สึกได้ว่ากลิ่นอายของตนเส้นหนึ่งมีบางอย่างเกี่ยวพันอยู่...

กลีบเหมยกุ้ย!

เมื่อเห็นกลีบเหมยกุ้ยที่คุ้นตา ใจขององค์จักรพรรดิก็กระตุก หากตามกลิ่นอายเส้นนี้ไปก็อาจจะเจอกับชายารัก!

ใจขององค์จักรพรรดิเต็มไปด้วยความหวัง พระองค์พยายามเพ่งจิตตามไป

ทว่า... ไปได้แค่เพียงเค่อเดียวก็พบกับกำแพงที่มองไม่เห็นขวางเอาไว้

องค์จักรพรรดิถอนหายใจ อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่... เป็นเพราะดวงจิตได้รับบาดเจ็บ ดังนั้นจึงตามกลิ่นอายมาได้เพียงเท่านี้

“เจิ้นต้องเร่งรักษาดวงจิตให้เร็วกว่านี้” องค์จักรพรรดิตั้งมั่น รักษาดวงจิตได้คืบหน้ามากเท่าใด ก็จะตามกลิ่นอายไกลมากกว่าเดิม

 

E-BOOK วางขายแล้วค่ะ ราคาแค่ 249 บาทเท่านั้น

ตอนพิเศษ 7 ตอน

ตอนพิเศษ จากเพื่อเริ่ม

ชาติที่1 บรรดาศักดิ์ไม่อาจห้ามรัก (Y)

ชาติที่2 สิ้นโลกไม่สิ้นรัก (Y)

ชาติที่ 3 ยาใจเจ้าพ่อ (แบมหญิง)

ชาติที่4 ผูกรักยอดดวงใจต่างเผ่า (Y)

ชาติที่5 สลับตัวไม่สลับรัก (Y)

ชาติที่6 รักสยบฉาว (Y)

สนใจคลิกที่ลิ้ง หรือค้นหาใน MEB จากชื่อเรื่องได้เลยค่ะ

เจ็ดภพหวนรัก

เจ็ดภพหวนรัก

Get it now

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 132 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2,277 ความคิดเห็น

  1. #2264 Markmark_tuan1a (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563 / 19:18
    สู้นะพี่นะเดี๋ยวก็เจอกันแล้ว ฮึบๆ
    #2,264
    0
  2. #540 KGXUSOO6 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 10 มกราคม 2563 / 09:44
    รอนะคะไรท์ขอบคุณค่ะ ^ ^
    #540
    0
  3. #34 KGXUS8683 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2561 / 01:13
    😊😊😊😊😊😊
    #34
    0