ซาตานพยศรัก

ตอนที่ 50 : บทที่ 9 ครอบครัวที่ร้อนเป็นไฟ [1]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1984
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    28 มิ.ย. 62





บทที่  9 ครอบครัวที่ร้อนเป็นไฟ [1]

 

         พรรณีเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างบุตรชายที่เอาแต่มองเหม่อออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยา เธอไม่ได้เรียกบุตรชาย แต่กลับยืนมองพระอาทิตย์กำลังทิ้งตัวซ่อนกายลงในแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเชื่องช้า หยุดมองเพียงครู่ก่อนจะละสายตามองไปรอบๆ จุดที่เธอยืนอยู่ บ้านที่คุณท่านสร้างให้เธอกับลูกแยกออกมาอยู่ต่างหากนั้นอยู่ท้ายสุดของรั้วปัทมนันท์ หากมองจากทางถนนใหญ่บ้านสองชั้นสามห้องนอนสองห้องน้ำจะอยู่ทางซ้ายมือ มีศาลาหลังนี้คั่นกลางกับบ้านอัครัช ส่วนบ้านของนาธานนั้นอยู่ด้านหน้าตึกใหญ่แยกออกเป็นสัดส่วนเช่นกัน

         ชีวิตของเธอมีความสุขดี เธอรักที่นี่เพราะอยู่มาตั้งแต่อายุสิบหกปี จนตอนนี้เธออายุห้าสิบสองปีแล้ว เธอก็ยังไม่คิดขยับขยายย้ายไปอยู่ที่อื่น เธอรักที่นี่ แม้ความจำเกินกว่าครึ่งจะขมขื่น แต่เสี้ยวเล็กๆ ที่ทำให้หัวใจของเธอมีความสุขนั้นพรรณีไม่เคยลืม

         “อ้าว...คุณแม่ครับ มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ภีมวัจน์หันมองมารดาที่มายืนอยู่ข้างเขาอย่างเงียบเชียบโดยที่เขาแทบไม่รู้สึกตัวเลย

         “สักพักแล้ว เห็นภีมนั่งคิดอะไรเพลินๆ เลยไม่อยากกวน กำลังคิดอะไรอยู่เหรอภีม เรื่องว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่หรือเปล่า” พรรณีนั่งลงแล้วมองบุตรชายอย่างเพ่งพิศ ภีมวัจน์นับว่าเป็นอภิชาตบุตรโดยแท้ หากไม่นับเรื่องที่เขาเที่ยวหักอกสาวๆ แล้วละก็ บุตรชายของเธอแทบไม่มีที่ติเลยทีเดียว

         “เรื่องนั้นไม่เคยอยู่ในหัวสมองผมหรอกครับคุณแม่”

         “นั่นเพราะลูกไม่เคยรู้สึกใจเต้นแรงกับผู้หญิงคนไหนน่ะสิ วันใดถ้าลูกมีความรู้สึกนั้น ลูกจะรู้ว่านั่นละคือความรัก” หญิงสูงวัยอมยิ้มอย่างเอ็นดู แม้ปีนี้บุตรชายของเธอจะอายุสามสิบหกปีแล้ว แต่ในสายตาของผู้เป็นแม่ เธอก็ยังมองเขาเป็นเด็กอยู่ร่ำไป

         ใจเต้นแรงงั้นเหรอ...ถ้าหอบหายใจแรงละก็ เขายังคุ้นเคยเสียมากกว่า

         ชายหนุ่มคิดค้านในใจแต่ก็ไม่ได้เถียงมารดาออกไป “ความจริงวันนี้ไม่อยากไปกินข้าวที่ตึกใหญ่เลยครับ อยากกินข้าวฝีมือคุณแม่มากกว่า”

         “ไม่ได้หรอกลูก ไปเถอะนี่ก็ได้เวลาแล้ว” พรรณีพยักหน้าเพียงน้อยแล้วเดินนำบุตรชายไปที่คฤหาสน์หลังใหญ่ โออ่าจนเรียกว่าบ้านเห็นจะไม่เหมาะ

         “มากันไวจริง อาหารบนตึกมันคงอร่อยกว่าน้ำพริกผักลวกสินะ”

         ภีมวัจน์กับพรรณีถึงกับชะงัก เมื่อได้ยินคำค่อนขอดของอังคณาหรือแม่อิ๋นของเกียรติก้องนั่นเอง

         “เมื่อไหร่จะย้ายออกไปสักทีก็ไม่รู้ จะมาอยู่เป็นกาฝากทำไม”

         ภีมวัจน์ทำท่าจะเถียงออกไป แต่มารดากลับดึงแขนของเขาเอาไว้เสียก่อน และส่ายหน้าน้อยๆ เป็นเชิงห้าม พรรณีไม่อยากมีเรื่อง กลัวว่าเจ้าสัวเกริกไกรมาได้ยินแล้วจะไม่สบายใจ แม้คำว่า กาฝากจะทำให้พรรณีถึงกับกำมือแน่น แต่เธอก็พยายามนับหนึ่งถึงสิบในใจ ซึ่งมันทำท่าจะได้ผล หากอังคณาไม่ค่อนขอดด้วยถ้อยคำเจ็บแสบออกมากระตุกเส้นความอดทนให้ขาดสะบั้นลงเสียก่อน



อีบุ๊คกดที่รูปเลยค่ะ >>  <<อีบุ๊คกดที่รูปเลยค่ะ 

 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

16 ความคิดเห็น