เด็กมันร้าย เพราะรักหนูต้องอ่อย

ตอนที่ 9 : ผู้ชายนี่เข้าใจยาก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 71
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    25 ก.ย. 61

            “อะไรนะ”

พริตตี้กะพริบตาปริบๆ เมื่อฟังสิ่งที่ฉันร่ายให้หล่อนฟังเสร็จ พร้อมกับเดินวนรอบตัวฉัน ส่วนฮีโร่นั้น หยุดขำเดี๋ยวนี้นะยะ!

            “เธออยากมีลุคเหมือนเจ้าหญิงแอเรียล จริงๆ อะเหรอ?”

            “ก็ประมาณนั้น นั่นน่ะเป็นสเปคของคนที่ฉันชอบยังไงล่ะ พริตตี้ ฉันก็เลย อยากจะให้เขามองฉันบ้าง”

            “ฉันว่านะ...ไม่เห็นด้วยเท่าไหร่ เรื่องที่เราจะต้องเป็นอย่างคนที่ชอบอะไรนี่อะ” ฮีโร่โบกมือ พร้อมกับยักไหล่

“เราเป็นเรานี่ล่ะ ดีที่สุด อยากชอบก็ชอบ ไม่อยากชอบก็ไสหัวไปติ๊”

            “ก็คิดแบบหล่อนยังไงล่ะยัยฮีโร่”

หนนี้พริตตี้เปลี่ยนไปเดินวนรอบฮีโร่แทนฉันแล้วล่ะค่ะ

“ป่านนี้หล่อนตกผู้ชายได้สักคนหรือยัง”

            “ยัง” ฮีโร่ล้วงเอาอมยิ้มออกมาแกะห่อ แล้วก็ดูดจุ๊บๆ พร้อมกับยักไหล่

 “แล้วไง ทำไมจะต้องแคร์หว่า ไอ้ผู้ชายพวกนั้นอะ อยากได้ก็ปล้ำแม่ง!

            อูย...

            คำพูดของฮีโร่ เล่นเอาฉันหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล อยู่กับสองคนนี้ดีอยู่อย่างนะคะ ความล้นบ้างขาดบ้างของพวกหล่อน ทำให้ฉันหัวเราะออกน่ะสิ

            “อย่าไปฟังนะลักกี้”

 ตอนนี้ฉันชื่อลักกี้ไปแล้วล่ะค่ะ สำหรับสาวๆ สองคนนี่ พริตตี้เอามือมาประคองหน้าฉัน แล้วก็หรี่ตา มองอย่างพินิจ

            “มองยังไงก็สวย เซ็กซี่ดีอยู่แล้วนะ อันนี้ชมจากใจเลย แถม...”

 หล่อนตะปบหมับมาที่หน้าอกฉันอย่างไม่บอกกล่าว

            “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด”

ตกใจสิคะ ตกใจและกระโดดโหยงเลยล่ะ พริตตี้ดูจากมือตัวเองที่จับนมฉันไปตะกี้ ก่อนจะทำหน้าเจ้าเล่ห์

            “จับสองหนไปล่ะ ปริมาณเท่าเดิม แสดงว่าของจริงสินะ เธออึ๋ม สวย ผมก็ยาวแต่น่าจะยาวไม่พอที่จะเป็นเมอร์เมดอะ”

            “เสื้อด้วย ห้ามมาใส่อะไรดำๆ เทาๆ สีทึมๆ ฮู้ดก็ต้องเอาออก”

 แนะ คนที่บอกให้เป็นตัวเอง ดันมาแนะนำฉันเสียแล้วล่ะตอนนี้

            “ช่ายยยย...”

 พริตตี้ลากเสียง พร้อมกับหมุนตัวให้ฉันดูเจ้าหล่อน วันนี้ใส่ชุดสีชมพูลายจุดขาว แขนพองตุ๊กตา กระโปรงบานสั้นเหนือเข่า รองเท้าผ้าใบสีชมพูหวานเจี๊ยบ

            “นี่จะต้องพริตตี้ วิบๆ วับๆ หน่อยๆ สีพาสเทลอะเธอ เคยเห็นเจ้าหญิงนางเงือกใส่สีดำหรือยังไงกันยะ นั่นมันพวกแม่มดต่างหาก”

            “ต้องขนาดนั้นเลยเหรอ” ฉันเริ่มลังเลนิดๆ ล่ะค่ะ ว่ามันจะดีไหมนะ

            “ต้องแบบนั้นน่ะแหละ การที่ผู้ชายคนนั้นของเธอ บอกว่าชอบสาวอิมเมจประมาณนางเงือกน้อย แสดงว่าเขาจะต้องชอบผู้หญิงสดใส พรุ้งพริ้ง มองโลกในแง่ดี เห็นอะไรก็บันเทิงเริงรมย์ อารมณ์สาวน้อยโลกสวยอะ จะมาทำดาร์คๆ ทึมๆ ลึกลับเข้าถึงยาก คงจะไม่ใช่ล่ะ ผู้หญิงโลกสวยน่ะ น่าปกป้องนะเธอ”

 ว่าแล้วเจ้าหล่อนก็ทำตาปริบๆ วิ้งๆ ใส่ฉัน พร้อมกับเชยคางฉันขึ้น ดึงฮู้ดของฉันออก

            “ตั้งแต่วันนี้ ต้องทำตัวเป็นสาวโลกสวย ทุกอย่างบันเทิง โอ้...ฮีโร่ขา...ดอกไม้ช่างสวยจริงๆ ลักกี้จ๋า หมาตัวนั้นน่ารักมากมาย ถังขยะอันนั้นก็สีสวยลั้นลา ลั้นลา อะฮ้า”

 เจ้าหล่อนร้องเป็นเพลง พร้อมกับเต้นรำ หมุนไปหมุนมา ฮีโร่ถึงกับหัวเราะก๊าก แล้วตบบ่าฉันเบาๆ ดูพริตตี้หมุนตัวไป ร้องเพลงชื่นชมสรรพสิ่งไป และเต้นรำไปด้วย พร้อมกับกระซิบเบาๆ ข้างหูฉัน

            “แต่งตัวพาสเทลโอเค ยิ้มกับทุกสิ่งพอได้ แต่อย่าถึงขั้นบ้าเหมือนพริตตี้ก็แล้วกัน”

            “ไม่หรอก” ฉันอมยิ้ม

            เย็นวันนั้นฉันก็โดนพริตตี้ลากไปช้อปปิ้งแล้วก็ต่อผมค่ะ ต่อผมให้ยาวมากขึ้นกว่าเดิมไปอีก จนผมถึงสะโพก แล้วก็เลือกเสื้อผ้าให้ฉันด้วย อื้อหือ...แต่ล่ะแบบนี่เอวลอยเกือบทั้งนั้น กับกระโปรงยาวๆ วิ้งๆ พริตตี้บอกว่า จะได้อวดเอวเล็กๆ แล้วก็ผมยาวๆ เหมือนเมอร์เมดเปี๊ยบเลยล่ะ เผื่อลุงพีร์จะตะลึง

            อะหะ

            ลุงพีร์ดูจะชะงักเล็กน้อย ที่เห็นทรงผมใหม่ของฉัน ในตอนมื้อค่ำ เขาชมว่าทำผมทรงนี้แล้วสวยเป็นผู้หญิงดี ตายแล้ว เป็นผู้หญิง ทุกทีลุงพีร์เห็นหนูเป็นผู้ชายหรือคะ ลุงพีร์ เฮลโหลลลลล มินนี่เป็นผู้หญิงน้า

            พออิ่มจากมื้อเย็น ที่เป็นอาหารจีนแบบกล่องที่ฉันซื้อมาแล้ว (มัวแต่ช้อปจนไม่มีเวลาอวดฝีมือแม่ครัวน่ะสิคะ) ลุงพีร์กับฉันก็นั่งดูทีวี ย่อยอาหารกัน แล้วลุงพีร์ก็ถามฉันเกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนของฉันว่าเป็นยังไงบ้าง

            “ก็ดีนะคะ สนุกดี”

            “เข้ากับคนอื่นได้ไหม มีเพื่อนหรือเปล่า”

 เขาถาม แล้วลูบผมฉันเล่นเบาๆ ขณะที่ดูทีวีไปด้วย ฉันก็...เขินสิคะ ดูเหมือนการต่อผมยาวจะได้ผลนะนี่ แต่...เอ...มันก็ท่าปรกติของลุงพีร์ที่มักจะทำประจำเมื่อก่อนตอนฉันเป็นเด็กนี่นา

            “มีค่ะ มีตั้งสองคนนะ” ฉันเล่าอย่างภูมิใจ ลุงพีร์อมยิ้มกับน้ำเสียงแบบนั้นของฉัน

            “ตั้งสองคนเชียวหรือ”

            “ค่ะ ฮีโร่กับพริตตี้ ไว้...มินนี่ชวนเค้ามาเที่ยวบ้านบ้างได้ไหมคะลุงพีร์”

            “เอาสิ ตามสบาย ยังไงลุงก็ไปทำงานที่ฟาร์มของเอ็ดอยู่ล่ะช่วงกลางวัน ไม่ได้อยู่กวนพวกเราหรอก”

            “ลุงพีร์ก็ทำแต่งานเหมือนพ่อเลย”

 ฉันเผลอบ่นเบาๆ เขากระแอม แล้วโอบไหล่ฉัน โอ...สัมผัสของเขามันทำให้ฉันทั้งอบอุ่น แล้วก็ร้อนวาบไปพร้อมๆ กันเลยล่ะค่ะ

            “โอ๋ๆ อย่าน้อยใจเลย ช่วงนี้ที่ฟาร์มก็ดีขึ้นมาแล้ว เดี๋ยวอาทิตย์หน้าลุงพอจะมีเวลา เราขับรถไปเที่ยวกันไหม อยากไปเที่ยวไหนล่ะ แล้วปิดเทอม ลุงสัญญาแล้วยังไงล่ะว่าจะพาเที่ยวเมืองไทย”

            “จริงๆ นะคะ” ฉันทำตาโต แล้วก็เอ่ยถึงสถานที่ที่อยากไปขึ้นมาทันที

 “มินนี่อยากไปฟอลริด้าค่ะ ไปเที่ยวทะเล ยังไม่เคยไปเที่ยวทะเลเลย”

            “หืม?” ลุงพีร์ทำหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ ส่วนฉันได้แต่ยิ้มแหยๆ ให้กับเขา แล้วทำน้ำเสียงจริงจัง

            “ไม่เชื่อหรือยังไงกันคะลุงพีร์ ไปเที่ยวแบบเที่ยวจริงๆ เล่นน้ำ สนุกกับสิ่งรอบตัวเหมือนคนอื่นเค้า ไม่ใช่เที่ยวแบบว่า พอไปถึง พ่อจับขึ้นเรือ แล้วก็ล่องไปตามน้ำ หนวกหูกับเสียงเพลงดังๆ นั่งมองพ่อเมา อยู่กับสาวๆ ดูคนเมา ดูคนอ้วก ดูคนแบบ...”

 ฉันยักไหล่ ไม่ได้บรรยายต่อว่าดูคนทำอะไรกันอีก แหะๆ เฮ้อ...ส่วนใหญ่เอาจริงแล้วฉันก็มักจะหลบเข้าห้อง ดูหนังบ้าง อ่านการ์ตูนบ้าง หลับบ้าง แอบกินค็อกเทลบ้าง มันน่าเบื่อนะคะไปเที่ยวอะไรแบบนั้น

 ลุงพีร์ดูจะสะเทือนใจกับสิ่งที่ฉันได้รับมั้งคะ เขาถึงดึงฉันเข้าไปกอด แล้วลูบหลังฉันเบาๆ ฉันกอดเขาตอบซุกตัว ซุกหน้าลงกับอกอุ่นๆ สูดกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเขาเข้าไปอย่างแสนสุข

            “โธ่...สาวน้อย”

            “มินนี่คงจะได้เที่ยวบ้าง ถ้ายังได้อยู่กับลุงพีร์เนาะ”

            “ลุงเสียใจ ที่...ไม่รู้ว่าหนูจะเจออะไรบ้าง มินนี่ ต่อไปนี้ ลุงจะทำหน้าที่ที่แดเนียลฝากฝังมาให้ดีที่สุดนะ สาวน้อยของลุง”

            ฉันได้แต่ถอนใจน้อยๆ กับอกกว้างของเขา ปล่อยให้เขากอดปลอบแบบนั้นล่ะค่ะ อบอุ่นดีออก

            แต่ใจคิดค้านเบาๆ กับถ้อยคำของเขา

            ฉันไม่ได้อยากเป็นสาวน้อยของเขา

            ฉันอยากเป็นภรรยาเขาต่างหาก

 

......................................................................................................................................................................................

 

            เช้าวันนั้น ฉันก็เริ่มต้นลุ๊คเจ้าหญิงเงือกน้อยกันล่ะค่ะ เสื้อยืดเอวลอยที่พริตตี้เลือกให้ สกรีนคำว่า Love every day เป็นเสื้อแขนกุดสีเขียวมิ้น คอวี ตัวสกรีนสีชมพูมีลูกปัดปักไว้ ฉันเลือกใส่กระโปรงยาวสีขาวปักมุก มันมีแบบนี้ทั้งสีชมพู และสีม่วงตอนนี้ฉันยังทำใจใส่ไม่ไหวจริงๆ ค่ะ พริตตี้เลือกให้แต่ล่ะตัวนี่ พรุ้งพริ้งเจ้าหญิงสุดๆ จริงๆ เสื้อที่เจ้าหล่อนเลือกอีก ตัวนี้เบาที่สุดล่ะค่ะ เพราะเป็นเสื้อยืด ฉันสวมรองเท้าผ้าใบสีขาว สะพายกระเป๋าเป้ใบเดิม ปล่อยผมยาวลงมา ฉันดัดผมเป็นลอนเล็กๆ ด้วยนะคะจะได้ยิ่งดูหวาน ดูเหมือนเจ้าหญิงมากขึ้นไปอีก ผมยาวที่ต่อมาดูกลืนไปกับผมเดิมของฉันมาก ฉันเลือกแต่งหน้าอ่อนๆ ปัดขนตาให้ดูดกหนาอีกนิด ใช้ทิ้นแต้มๆ แล้วก็ป้ายๆ ให้แก้มมีสีระเรื่อเหมือนโดนแดดมา แต้มทิ้นที่ปากอีกหน่อย ปัดคิ้วให้เรียงสวยด้วยมาสคาร่าคิ้วอีกนิด มองดูตัวเองในกระจกแล้วก็พอใจกับความดูดีที่เห็น จริงๆ พริตตี้บอกให้จัดเต็ม เธอเอาขนตาปลอมใส่มาให้ฉันด้วยบอกว่าขาดไม่ได้เลยนะไอเท็มนี้ แต่เห็นจะไม่ไหวค่ะ ขืนใส่ขนตาปลอมไปเรียนไม่รู้เรื่องพอดี เพราะเมาขนตาตัวเอง

            พอฉันลงมาจากบันได ลุงพีร์ที่กำลังเตรียมอาหารเช้าให้ฉันถึงกับชะงัก แล้วมองฉันด้วยสายตาชนิดหนึ่ง ที่ทำให้ฉันอดยืดอกอย่างภูมิใจไม่ได้ กับสายตาแบบนั้น แหม...ฉันก็ไม่ได้ไร้เดียงสานะคะ รู้อยู่หรอกว่าสายตาของลุงพีร์ที่มองน่ะ มันเป็นแบบไหน

            ดูเหมือนแผนเปลี่ยนลุคจะสำเร็จแหะ

            ลุงพีร์ก้มหน้าก้มตากินแซนวิช ไม่ทันหมดด้วยเพราะเขาหยิบมันไปด้วยระหว่างที่เดินออกจากห้องครัว ตะโกนสั่งฉันสองสามคำว่าเย็นนี้กินข้าวเลยไม่ต้องรอ เพราะเขาคงจะกลับดึก

            อะอ้าว...

            อุตสาห์แต่งสวยให้ดู กะจะให้ชมสักหน่อย

            รีบไปไหนอะลุงพีร์

            ฮืออออออออออ

            ไอ้ลุคเจ้าหญิงเงือกน้อยนี่ ดันทำให้ฉันฮอตมากวันนี้ที่โรงเรียนน่ะสิคะ เค้าถึงเรียกว่าความสวยเป็นภัยสินะ (แอบร้องไห้สวยๆ ไปด้วย โอย...มันวุ่นวายนะคะ โดนผู้ชายตามตื้อทั้งวัน ไหนจะทอมไปอี๊ก) พริตตี้ถึงกับหน้างอนิดๆ ที่ความโซฮอตของหล่อนถูกกลบรัศมี บ่นบ้างแต่ก็บอกว่ายอมได้ เพราะฉันเป็นเพื่อนรักของหล่อนยังไงกันล่ะ


            แล้วทำไมลุงพีร์ถึงได้ลุกลี้ลุกลนแว้บออกไปไวขนาดนั้นนะ ทั้งที่เผลอทำตาหวานใส่ฉันตอนเห็นฉันลงมาอะ ชมสักคำก็ไม่มี

            ผู้ชายนี่ เข้าใจยากเลยจริงๆ

0 ความคิดเห็น