เด็กมันร้าย เพราะรักหนูต้องอ่อย

ตอนที่ 3 : ผู้ชายที่ฉันรักมาตั้งแต่แรกเห็น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    24 ก.ย. 61

“ลุงพีร์ อรุณสวัสดิ์ค่ะ”

ฉันยิ้มต้อนรับเขา ลุงพีร์มองดูอาหารบนโต๊ะ แน่ล่ะมันเป็นฝีมือฉันเอง ฉันจำได้ดีเลยว่าเขาชอบกินอาหารไทยมาก ข้าวต้มหมูสับเป็นเมนูที่ขึ้นโต๊ะบ่อยที่สุด ฟาร์มของเรามีชาวเอเชียทำงานเกือบครึ่ง อาจจะเพราะเขาเป็นคนเอเชียนั่นแหละ และแม่ครัวก็คือแม่ของลุงพีร์และป้าของเขาเนื่องจากตั้งเป้าอยากเป็นเจ้าสาวของเขามาตั้งแต่อายุเท่านั้น ก็เลยไปเลียบๆ เคียงๆ เลาะแถวครัว ได้วิชาทำอาหารมาพอสมควรเลยล่ะ...อาหารไทยนะคะ

            “โอ้โห...ข้าวต้มหมู”

เขาอุทาน พร้อมกับยิ้มส่งให้ฉัน สายตาคมกริบของเขาส่องประกายวับวาม เขายิ้มจนเห็นร่องลึกบนหน้า มันไม่ยักกะทำให้เขาดูแก่ โทรมอะไรเลย ทำไมเขาถึงมีเสน่ห์ขนาดนี้กันนะ

            เวลาไม่ทำให้ฉันลืมเขาเลย

            นัยน์ตาเร้าใจสีน้ำตาลจัดนั่นตอนนี้มองจ้องฉันแล้วเปล่งประกายอ่อนโยน มันทำให้บางส่วนในตัวฉันแทบจะหลอมละลาย

            ผีเสื้อกำลังบินในท้องของฉันเพียงแค่รอยยิ้มนั่น

            “ลุงพีร์ยังชอบกินมันอยู่ไหมคะ?”

 ฉันถามอย่างลังเล ฉันไม่ได้เจอเขานาน เขาอาจจะเปลี่ยนความชอบบางอย่างไปแล้วก็เป็นได้ เขาพยักหน้า แล้วหัวเราะ

            “คนเราชอบอะไรแล้ว มันเปลี่ยนยากนะมินนี่ แน่นอนลุงชอบกินข้าวต้มหมูตอนเช้าๆ มาตั้งแต่เด็ก แล้วก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วยสิ เราล่ะ...ยังชอบกินน้ำพริกกะปิอยู่ไหม ยังจำได้หรือเปล่านั่น”

            “แหม...”

ฉันหัวเราะ พลางทรุดลงนั่งข้างเขา พร้อมกับชามข้าวต้มของตัวเอง หลังๆ มาฉันไม่ค่อยได้ทำงานครัวหรอกค่ะ เอากันจริงๆ จากตารางงานอันแน่นเอี๊ยด ที่นังมารร้ายแอลลี่อัดให้ฉัน ชนิดที่ว่าได้กินแซนวิชสามคำก็เก่งแล้ว ฉันจะเอาเวลาที่ไหนมาลั้นลาทำงานครัวกันล่ะคะ แถมด้วยความไม่อยากอาหารของฉันด้วย มันทำให้ฉันไม่อยากกินอะไรและผอมกว่ามาตรฐานเด็กวัยเดียวกันมาก

            และเขาก็สังเกตถึงความผ่ายผอมของฉันเมื่อนั่งมองฉันสักครู่ เขายื่นมือมาปัดผมที่ยาวประบ่าของฉันให้เสยไปด้านหลัง แล้วเอียงคอ พลางหรี่ตาเมื่อเห็นไหปลาร้าที่ปูดโปนออกมาอย่างเห็นได้ชัด หน้าของเขาเครียดเลยทันที

            “มินนี่ ตอนนี้น้ำหนักกี่ปอนด์?”

            “เอ่อ...” ฉันกลืนน้ำลาย ไม่กล้าบอกเขาว่าตัวเองหนักเท่าไหร่ “ลุงพีร์จะมาถามอะไรเรื่องน้ำหนักกับผู้หญิงล่ะคะ ไม่สุภาพเลยอะ”

            “กี่ปอนด์”

            “คือ...ไม่ได้ชั่งมาพักหนึ่งแล้วล่ะค่ะ” ฉันยักไหล่ แล้วยิ้มตาหยีส่งให้เขา

 “มินนี่มีปัญหากับน้ำหนักน่ะค่ะ อย่างว่าเป็นดาราก็ต้องคุมน้ำหนักนิดหนึ่งน่ะค่ะ”

            “มันไม่ใช่ข้ออ้าง”

 เขาบ่น พลางลุกขึ้นเปิดตู้เย็น มองหาอะไรสักพักก็สั่นหน้า แล้วหันมามองฉันด้วยสายตาดุๆ จอมบงการคู่นั้น

            สายตาที่ทำให้ฉันตกอยู่ในอำนาจของเขาและยอมจำนน

            “ทำไมไม่มีอะไรในตู้เย็นเลย นอกจากเบียร์? นี่มินนี่ดื่มด้วยรึ อายุยังไม่ถึงไม่ใช่หรือเราน่ะ”

            “คือ...”

 ความเครียดจากงาน การกดดันจากนังมารร้ายแอลลี่ และความที่ไม่มีใคร นอกจากเพื่อนออนไลน์คนเดียวของฉันคือ...สเตฟานี่ ทำให้ฉันดื่ม...ก็หัดดื่มตั้งแต่สิบสี่ เมาๆ แล้วมันก็ขำๆ ลืมๆ ทำให้ฉันกล้าส่งข้อความหาลุงพีร์ในบางวัน แม้เวลาจะไม่ตรงกัน แต่เขาก็ตอบข้อความฉันตลอด เราห่างตัวกัน แต่ใจฉันไม่เคยห่างจากเขาเลย

            “มันเป็นของพ่อ...โอเค ไม่ต้องทำตาแบบนั้นใส่กันก็ได้นี่คะลุงพีร์ ของมินนี่เองนั่นล่ะ”

            “อืม...” เขาเพียงถอนใจ และสั่นหน้าน้อยๆ สีหน้าของเขา ทำให้ฉันตัวร้อนวูบ เพราะความละอาย และความกลัว...ที่เขามาเห็นว่าฉันทำตัวเหลวไหล

            เป็นคนดี เป็นผู้หญิงที่ดีเมื่อไหร่ ลุงจะรับเราเป็นเจ้าสาวนะ

            คำพูดของเขา เมื่อครั้งกระโน้น มันทำให้ฉันละอายสิคะ เพราะฉันไม่ได้เป็นคนดีเลย ดื่มเหล้าก่อนวัยอันควร แถม...ฉันไม่ได้ใช่คนดีสักเท่าไหร่หรอกค่ะ อยู่ท่ามกลางเสือสิงห์กระทิงแรด ตั้งแต่อายุ 11-12 ขวบ ถ้าใครลองมาเป็นฉันก็คงจะรู้ซึ้งดีกับคำว่า

            อ่อนแอก็แพ้ไป ยืนไหวก็อยู่ต่อ

            ฉันยืนไม่ไหวในวงการบันเทิง ก็เลยยอมแพ้ดีกว่า แล้วก็โบกมือลาไม่เอาอีกแล้ว ชื่อเสียงเป็นสิ่งหอมหวน ขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่พรากหลายอย่างไปจากฉัน โดยเฉพาะความไร้เดียงสา มันทำให้ฉันโตกว่าวัยที่เป็น และร้ายกาจ จนได้รับฉายาลับหลังว่านังเด็กนรกอีกหน ในวัยสิบหก

            หึๆ

            “ก็...มินนี่ก็ไม่ได้จะดื่มแล้ว”

ฉันลุกขึ้น เอาถุงขยะออกมาจากลิ้นชัก พลางกวาดขวดเบียร์ลงในถุงขยะนั้น แล้วยิ้มให้เขาอย่างเอาใจ ขณะที่เขากอดอก ยังคงมองฉันด้วยสายตาอ่านไม่ออก

            “ทิ้งให้หมดเลย ดีไหมคะลุงพีร์”

            “ดี...แล้วก็...ถ้าจะดื่ม เราก็ดื่มด้วยกันก็แล้วกัน”

            “อื้อหือ ได้ด้วยหรือคะ”

 ฉันขมวดคิ้ว พลางมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ ว่าเขาจะชวนเด็กไม่บรรลุนิติภาวะตามกฏหมายดื่มเบียร์ เขาพยักหน้า

            “ได้สิ แต่...ต้องขึ้นอยู่กับว่า ลุงจะอนุญาตหรือเปล่าด้วยนะ”

            “ว้า...”

            “ไปชั่งน้ำหนัก แล้วมาบอกลุงสิ ว่าตอนนี้หนักกี่ปอนด์” เสียงนั้นสั่งมาอีก เล่นเอาฉันกะพริบตาปริบๆ

            “อะไรนะคะ”

            “เราผอมเกินไป มินนี่ ผอมมาก ลุงดูเราอยู่ตอนที่เราเล่นหนัง ร้องเพลง และทำหลายๆ อย่างในวงการ” ไม่รู้ฉันตาฝาดหรือเปล่าที่เห็นโหนกแก้มของเขาเป็นสีเรื่อขึ้น

            “ตอนแรกก็แปลกใจ ไม่ชอบใจนักหรอกที่แดเนียลอนุญาตให้มินนี่ทำอะไรขนาดนั้น มินนี่ยังเด็ก บางอย่างไม่สมควร แต่...เอาเถอะ มันผ่านไปแล้ว”

            ที่เขาว่าเคยดูผลงานของฉัน มันหมายถึงเรื่องสุดท้ายที่ทำให้ฉันลาวงการหรือเปล่านะ

            ฉันคิดในใจ แต่อดปลื้มไม่ได้ที่เขาสนใจกับสิ่งที่ฉันทำ และคอยเฝ้าเป็นห่วง ฉันย่นจมูกน้อยๆ อะไรบางอย่างทำให้ฉันลืมยั้งคิด ฉันโผเข้ากอดเขา เขาตัวแข็งไปในทันที

            “ต่อไปนี้มินนี่จะเป็นเด็กดีนะคะ มินนี่จะฟังที่ลุงพีร์บอกทุกอย่างเลย ก็พ่อยกให้มินนี่เป็นของลุงพีร์แล้ว”

            “ใช่...แดเนียลยกให้หนูเป็นลูกสาวของลุง”

 น้ำเสียงของเขาฟังกระด้างพิกล เขาทำเหมือนผละจากฉันไปโดยละม่อม แล้วทรุดลงนั่ง ก่อนจะตบลงที่เก้าอี้ข้างตัว ที่มีชามข้าวต้มของฉันอยู่บนโต๊ะ

            “มากินข้าวด้วยกันก่อน กินให้หมดเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันว่า การเป็นลูกสาวของลุง จะต้องทำอย่างไรบ้าง ลุงจะจัดการวางแผนชีวิตให้มินนี่เอง โอเคนะ”

            “ค่ะ”

            ฉันพยักหน้า แล้วก็ตักข้าวกินอย่างจะเอาใจเขา ใจของฉันนึกเถียงประโยคที่เขาพูดเมื่อกี้ ให้ฉันเป็นลูกสาว? หืม? ใครว่าฉันอยากเป็นลูกสาวลุงพีร์กัน

            ถึงเขาจะแก่กว่าฉันตั้ง 20 ปี

            ถึงฉันจะถูกฝากฝังจากพ่อในฐานะลูกสาวของเขา

            แต่เขาคือรักแรกของฉัน

            ฉันรักเขาแบบลูกหมา และแบบหมาจริงๆ

            นั่นคือจงรักภักดีต่อเจ้าของไปตลอดชีวิต

            ลุงพีร์คะ...

            มินนี่ไม่ได้อยากเป็นลูกสาวของลุงพีร์

            มินนี่อยากเป็นเจ้าสาวของลุงพีร์ต่างหาก

            ฉันคิดในใจอย่างมุ่งมั่น

 

..............................................................................................................................................................................................

 

            โจทย์ข้อแรกสำหรับลูกหมาที่แอบรักเจ้าของอย่างเขา นั่นก็คือ การพบกันหนนี้ ฉันจะต้องทำให้เขารักฉันแบบที่ฉันรักเขาให้ได้

            แน่ล่ะเขารักฉัน ฉันแน่ใจ

            แต่มันเป็นความรักแบบเอ็นดูน่ะสิคะ รักแบบ...โอย...แบบลูกสาวอะ ก็เขาพูดออกมาเองว่าจะคุยกับฉันเรื่องการเป็นลูกสาวของเขา ลุงพีร์จะมารู้อะไรกัน เคยมีลูกเหรอ ไม่เคยจะเคยมี เมียก็...เออ...จริงสิ หล่อขนาดนั้น เร้าใจขนาดนั้น แถมอายุลุงพีร์ก็แค่ 36 ค่ะ เขาอายุแค่นั้นล่ะ ฟังว่าฉันเรียกเขาว่าลุง คงจะนึกว่าเขาแก่แรดล่ะสิ แล้วก็อี๋ที่ฉันไปคลั่งชายสูงวัย หยุดค่ะ หยุดความคิดไว้ได้เลย ลุงพีร์ของฉันอายุแค่ 36 ปีค่ะ

นั่นก็เพราะพ่อของฉันแก่แดดแก่ลม มีฉันตั้งแต่อายุ 15 ค่ะ มิสเตอร์แดเนียล มีลูกสาวตั้งแต่ 15 แถมว่าแม่ของฉันก็...เอ...แม่อายุเท่าไหร่นะ อ้อ...จำได้แล้ว แม่อายุ 18 ค่ะ ความทรงจำเกี่ยวกับแม่ของฉันแทบจะไม่มี รู้แค่ว่าหลังจากที่คลอดฉัน ไปจากพ่อแล้วไม่กี่ปี ท่านก็เสียชีวิต เราตัดขาดกับญาติทางแม่ไปเลยเพราะไม่เคยไปมาหาสู่และทางนั้นก็ไม่ได้สนใจจะสานสัมพันธ์อะไรกับเรา

 ฉันเล่าข้ามไปสินะคะ ก่อนที่พ่อจะมาเป็นนักเขียน เป็นโปรดิวเซอร์ที่ประสบความสำเร็จมหาศาล พ่อก็ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบที่ครอบมาจากครอบครัวผู้ดีเก่า ปู่ของฉัน เอ่อ...พ่อและฉันเรียกลับหลังว่าแวมไพร์เฒ่า เป็นคนเย็นชา และมีกรอบมากมายให้ลูกชายทำตาม พ่อแหกไปได้กับแม่อีท่าไหนก็สุดจะรู้ แต่ฉันคือตราบาปชีวิตของพ่อสำหรับปู่เลยก็ว่าได้ ปู่แทบจะไม่เคยแตะต้องรักใคร่ฉันในฐานะหลาน ภาพจำของฉันก่อนที่ท่านจะเสียไป ก็คือชายชราหน้าดุ ที่นั่งตัวตรง ผมขาวโพลน มองฉันจากหางตาเหมือนกับว่าฉันเป็นอะไรสักอย่าง ที่ไม่ควรเข้าใกล้อย่างที่สุด

การเป็นนักเขียน คว้ารางวัลนักเขียนเบสเซเลอร์ของนิวยอร์คไทมส์มาได้ สำหรับพ่อ คือถ้วยรางวัลใหญ่ ในวัยแค่สิบแปดปี และพ่อก็ต่อยอดความสำเร็จมาเรื่อยๆ พิสูจน์ตัวตนจนปู่ยอมรับว่าพ่อก็ไม่ใช่ไอ้กระจอก ส่วนฉันก็เหมือนอะไรสักอย่างที่เกาะติดหลังพ่อที่ปู่ไม่เคยมองเห็น อ้อ...มามองเห็นฉันนิดหน่อย ก็ตอนฉันได้รางวัลในการแสดงระดับโลกนั่นแหละค่ะ เป็นการใกล้ชิดที่สุดในชีวิตล่ะตอนอายุสิบสองขวบ ปู่โอบไหล่ ยิ้มกว้างส่งให้กับกล้องที่ยิงแฟลชกันวูบวาบ แล้วหันมาเลิกคิ้วให้ฉัน พร้อมกับคำชมสั้นๆ ว่า เด็กดี ที่ฉันภูมิใจ

รุ่งเช้าปู่ก็จากพวกเราไปเพราะโรคหัวใจล้มเหลว

ถ้าปู่เป็นคนไม่เย็นชาขนาดนี้ ฉันก็คงไม่ถูกพ่อส่งไปหาลุงพีร์แน่นอน เพราะพ่อกลัวว่าฉันจะเป็นบ้าถ้าอยู่กับแวมไพร์เฒ่าเข้า

พ่อกับลุงพีร์เป็นเพื่อนกันสมัยเรียนไฮสคูล เพื่อนตายเลยก็ว่าได้ พ่อเอาเรื่องของลุงพีร์ไปเขียนด้วยนะคะ ใช้คาแรคเตอร์ของลุงพีร์เป็นพระเอก กับนิยายรักเรื่องแรกของพ่อ หลังจากนิยายแนวไซไฟที่โด่งดังนั่น แน่ล่ะมันดังเปรี้ยงมาก พระเอกนี่ทำให้สาวๆ ถึงกับเคลิ้มไปกับหนุ่มเอเชียสุดแกร่ง หล่อ เก่งในเรื่อง นั่นแหละค่ะ ลุงพีร์ล่ะ

ลุงพีร์เป็นคนบอกเองว่าให้พ่อส่งลูกสาวไปอยู่กับเขา เพราะเขาสงสารฉัน...ลุงพีร์บอกว่าอยากให้มินนี่น้อยเป็นเด็กดีและได้รับรู้ถึงความรักบ้าง เล่นเอาพ่อของฉันยิ้มแหย สำนึกอยู่ไม่กี่วันว่าตนเองเป็นพ่อที่โคตรแย่ และจับฉันใส่ห่อ ส่งไปไว้ที่ฟาร์มของลุงพีร์ พ่อไปเยี่ยมฉันปีล่ะสองสามครั้ง ส่งให้ฉันแต่เงินและของเล่นกองโต ที่ฉันไม่ได้เล่น เพราะขลุกสนุกสนานกับเพื่อนเล่นในฟาร์มและงานในฟาร์มมากกว่า ฉันรักวัวมากกว่าตุ๊กตาบลายด์ที่พ่อส่งมา ชื่อเล่นของฉันมินนี่ และชื่อจริงที่เป็นชื่อไทย ก็ลุงพีร์นี่ล่ะค่ะเป็นคนตั้งให้

เขาเป็นทุกอย่างของฉันจริงๆ

มันคงจะดีนะถ้าฉันคิดกับเขาแบบที่ควรคิดกับคนที่มาดูแลฉันในฐานะพ่อ

แต่...

โทษพระผู้เป็นเจ้าที่กำหนดชะตาชีวิตรักของฉันดีไหม?

หรือจะโทษเทพคิวบิกซุกซนดี

โทษตัวเองนี่ล่ะค่ะ ที่ดันแก่แดด หลงรักลุงพีร์ตั้งแต่หกขวบ แถมรักแล้วรักเลยเสียด้วยสิ

เฮ้อ...

นี่ฉันยังควรค่าต่อการเป็นผู้หญิงดีๆของลุงพีร์อีกไหมเนี่ย?


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น