เร้นไฟ

ตอนที่ 10 : ฝัน หรือ จริง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 104
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    6 ส.ค. 61

10............

 

            “เธอคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับบทนำ”

            “เอ่อ...น่าติดตามเหมือนเคยค่ะ โธ่...เควินอยากรู้จริงๆ ใช่ไหมคะว่า ฉันรู้สึกอย่างไรกับนิยายเรื่องใหม่ของคุณ มัน...ทำให้ฉันอยากจะอ่านต่อไวๆ แทบอยากจะเฝ้านั่งเกาะติดรอคุณเขียนเลยล่ะค่ะ”

            “ขนาดนั้นเลยหรือ”

 เควินหัวเราะ พลางจ้องหน้าหวานของคนพูด ที่ตอนนี้นัยน์ตาของเธอเปล่งประกายระยับเลยทีเดียว ราวกับเด็กได้ของถูกใจ

            “ฉันน่ะเอฟซีตัวจริงของคุณเลยนะคะ ให้เฝ้าคุณเขียนนิยายให้อ่าน แบบว่า...ลดเงินเดือนฉันครึ่งหนึ่งยังได้”

            “หึๆ”

 ชายหนุ่มหัวเราะอย่างถูกใจเลยหนนี้ หน้าตาหล่อเหลาคมสันของเขายามหัวเราะเต็มที่แบบนี้ ไร้ร่องรอยหยามหยันเย็นชาแบบเดิม มันทำให้อลิเซียเผลอมองนิ่ง หน้าตาของเธอยามเผลอคงตลก เพราะเควินมองแล้วหรี่ตา ก่อนจะยิ้มน้อยๆ

            “ทำไมจ้องฉันแบบนั้น หน้าตาฉันผิดแปลกไปหรือยังไงกันวันนี้ คุณผู้ช่วย”

            “ฉันชอบให้คุณยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆ จังเลยค่ะ”

            “หืม?”

 เหมือนรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไป อลิเซียรีบก้มหน้า ทำแสร้งเป็นเก็บรวบรวมเอกสารในมือยื่นส่งให้เขา

            “คือว่า...เรียบร้อยแล้วนะคะ งานวันนี้ ฉันเอ่อ...ขอไปจัดการเรื่องคุณคาเรนต่อ คุณเริ่มทำงานแล้วแบบนี้ ฉันยังต้องมาช่วยอะไรอีกหรือเปล่าคะ?”

            “ไม่ต้องหรอก เพราะฉันได้ข้อมูลทั้งหมดพอแล้ว พักนี้เธอก็ทำหน้าที่สอนคาเรนอย่างเดียว อ้อ...ถ้าฉันต้องการคำแนะนำ แล้วก็ให้ช่วยตรวจคำผิด ก็ค่อยว่ากันอีกที จริงสิ...ถ้าเธอชอบให้ฉันยิ้ม ฉันก็จะทำมันบ่อยๆ นะ อลิเซีย”

            ประโยคท้ายของเขาทำให้เธอหน้าแดงก่ำ ร่างบางเล็กรีบเดินแกมวิ่งออกจากห้องทำงานเพราะเขินจัด คำพูดของเขาทำให้เท้าของเธอราวกับติดปีกบิน มันล่องลอย ชวนให้เคลิ้มฝันอย่างบอกไม่ถูก หัวใจของเธอถูกแกว่งไหว

            แต่แล้วความเป็นจริงก็ถูกกระชากลงมาตรงหน้า บอกว่าเธอเป็นเพียงแค่ลูกจ้างของเขาก็เท่านั้น ยังไม่เข็ดหลาบกับความรักอีกหรือ ผู้ชายอย่างเควินสมบูรณ์แบบเกินไปสำหรับเธอ อีกอย่างมุมอันแสนลึกลับเป็นปริศนาของเขาอีกเล่า เธอพร้อมที่จะกล้าเอาหัวใจไปเสี่ยงกับมันหรือ

            อลิเซียเผลอถอนใจ ขณะที่กำลังสอนหนังสือให้กับคาเรน  เด็กน้อยถามไถ่เธออย่างเป็นห่วง ทำให้เธอนึกละอายที่ไม่ได้ตั้งใจสอนเหมือนเคย เธอพยายามตั้งสมาธิให้อยู่กับคาเรน แต่ว่าใจก็วอกแวกอยู่เรื่อยแม้จะพยายามแล้วก็ตามที

            การสอนจบลงด้วยความรวดเร็ว เพราะสมาธิของคุณครูชักจะไม่อยู่กับตัว เธอเลยชวนเด็กหญิงเล่นระบายสีภาพวาดด้วยกัน คาเรนชอบมาก แล้วเอาผลงานของเธอมาอวดให้กับอลิเซียดูอย่างภาคภูมิใจ

            “สวยไหมคะ ครูอลิเซีย”

คำพูดที่ไพเราะขึ้นของเด็กหญิง เรียกรอยยิ้มได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงใจที่ชุ่มชื่นอย่างปลาบปลื้ม อลิเซียยังจำวันแรกๆ ที่เด็กหญิงต่อต้าน และพูดจาร้ายกาจกับเธอได้ ตอนนี้คาเรนพูดจาไพเราะมากขึ้น และเลิกสบถด่า ยกเว้นเวลาที่ตกใจหรือโมโหมากๆ ซึ่งคาเรนเองก็ไม่ได้ขี้โมโห เอาแต่ใจเหมือนแต่ก่อนแล้ว อีกไม่กี่วันเธอจะได้รับอนุญาตให้ไปเรียนกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน เพราะการทดสอบจากจิตแพทย์ยืนยันว่าอาการป่วยของเธอเกือบหายขาดแล้ว

            “สวยมากเลย หนูใช้สีได้น่าสนใจดี มันตัดกันทำให้เด่นมาก”

 เธอมองสีแดงสดและสีเขียว รวมถึงสีส้มที่เด็กหญิงใช้ระบายในรูปภาพ ทำให้ความรู้สึกดูร้อนแรง ซึ่งนั่นก็ตรงกับนิสัยของคาเรน ศิลปะบางทีก็สื่อตัวตนของคนที่สร้างสรรค์มันขึ้นมาออกมาทางผลงาน

            “แบบนี้คุณแม่ไม่ชอบ”

 เด็กหญิงย่นจมูก เหมือนเป็นหนแรกๆ ที่เธอเอ่ยถึงนายหญิงของบ้านนี้

            “คะ?”

            “คุณแม่ไม่ชอบให้ใช้สีแรงๆ คุณแม่บอกว่ามันดูไม่สวยน่ะค่ะ คุณแม่ชอบให้หนูใช้สีอ่อนหวาน คุณแม่บอกว่าไม่ชอบให้หนูระบายสีพวกนี้ลงไปพร้อมกัน มันทำให้ภาพดูมืดทึบ กระโปรงผู้หญิงต้องสีชมพู สีเหลือง แล้วก็สีฟ้าอ่อนเท่านั้น นอกนั้นห้ามใช้”

            “อะไรนะคะ”

ดูเหมือนจะเป็นการคิดกฎเกณฑ์ที่แปลกน่าดู อลิเซียหรี่ตาลง เธอไม่เคยรู้จักนายหญิงแอนเดอร์สันเลย นอกจากประวัติที่ได้มาจากแฟ้มคดีของไมค์

            “คุณแม่ไม่ชอบค่ะ แล้วก็บังคับไม่ให้หนูทำ หนูเลยเกลียดการระบายสี หนูไม่เข้าใจว่าทำไมเราจะใช้สีอื่นไม่ได้”

คาเรนว่า แล้วเผลอทำตาโต ก่อนจะเอามือปิดปาก

            “นี่หนูพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณแม่จะเป็นอะไรไหมคะ?”

            “มันไม่ใช่การพูดไม่ดีนะคะ แค่เราพูดถึงท่านเฉยๆ” เธอกล่าวแก้

 “ทำไมคุณแม่ของคุณหนูถึงห้ามแบบนั้นละคะ”

            “หนูก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ คุณแม่บอกว่าไม่สมควร ไม่เหมาะ ถ้าหนูทำก็จะตีหนู หนูทำอะไรไม่ได้หลายอย่างตอนที่คุณแม่อยู่”

เด็กหญิงเม้มริมฝีปาก เอ่ยออกมาเสียงอ่อนเบาแทบไม่ได้ยิน

            “บางทีหนูก็ดีใจที่...คุณแม่ไม่อยู่ พระเจ้าเรียกท่านกลับไป หนูคิดแบบนี้ บาปไหมคะ”

            “เอ่อ...”

            มันฟังดูแล้วช่างเจ็บปวดแทนผู้เป็นมารดาเสียจริง แล้วก็น่าเศร้าถ้าบิดาของเธอรู้เข้า เด็กหญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งเอ่ยออกมาว่าการที่มารดาจากไปเป็นการดี หมายถึงเธอคงจะต้องผ่านอะไรมามากมายนัก ไหนจะต้องพบจิตแพทย์ตั้งแต่อายุเท่านี้อีกเล่า โอ...

            จู่ๆ ความสงสารก็พุ่งเข้าจับหัวใจของอลิเซีย เธอดึงคาเรนเข้ามากอด เด็กหญิงตกใจกับอาการแนบชิดนั้น มือเรียวลูบเรือนผมสลวยสีเข้มไปมา เสียงนุ่มนวลเอ่ยข้างริมหูอย่างอ่อนโยน เหมือนยาใจที่ทำให้เด็กหญิงค่อยหายตกใจกับสัมผัสกอดรัดนั้น เธอไม่ยอมกอดใครมานานแล้ว นอกจากบิดาของตนเอง

            “ตอนนี้คุณทำอะไรได้เต็มที่แล้วนะคะ ทุกอย่างเลย จะไม่มีการตี การบังคับ ในสิ่งที่คุณอยากจะทำ แต่มันต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้อง”

            “สอนหนูด้วยเถอะค่ะว่าอะไรไม่ถูกต้อง เพราะสิ่งที่ไม่ถูกต้องสำหรับคุณแม่ มันช่างมากมายเสียเหลือเกินที่เคยห้าม เคยตีหนู หนูไม่รู้จริงๆ”

เสียงเล็กๆ นั้นเอ่ย เรียกน้ำตาได้จากอลิเซีย เธอ กัดริมฝีปาก พยายามยิ้มทั้งที่น้ำตาคลอ หัวใจหนักอึ้งไปด้วยความเศร้า

            “ได้สิคะ ตอนนี้คุณแม่ของคุณไม่อยู่แล้ว ไปพบพระเจ้าแล้ว ท่านไม่มาทำอะไรหนูแล้วล่ะค่ะ”

            “ครูร้องไห้ทำไมกันคะ”

 คาเรนตกใจกับน้ำตาของอลิเซีย หญิงสาวต้องโกหก บอกว่าผงเข้าตาทำให้น้ำตาไหล แล้วก็ชวนคาเรนเล่นสนุกกับการระบายสี และเกมแบบเด็กๆ อย่างเล่นซ่อนหา ที่ทำให้คาเรนหัวเราะเสียงดังลั่น บรรดาคนรับใช้ที่คอยบริการอยู่ใกล้ๆ ก็ถูกเรียกให้ไปเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน

            เสียงหัวเราะของคุณหนูของบ้าน ทำให้พ่อบ้านกอร์ดอน มองอย่างมีความสุข ชายชราแอบปาดน้ำตา เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างขวางของคาเรน เด็กหญิงไม่ได้ยิ้ม หัวเราะแบบนี้มานานเท่าไหร่แล้วหนอ

            คุณผู้หญิงของบ้านอย่างเรเชล...ไม่เคยทำให้ลูกของตัวเองยิ้มหรือหัวเราะแบบนี้

            คุณผู้หญิงของบ้านอย่างเรเชล...ซื้อรอยยิ้มของสามีของตนเองทิ้งไปเสียด้วยซ้ำ

            แผลเป็นที่ทิ้งไว้หลังจากเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทำร้ายทุกคนที่นี่ มันบาดลึกและต้องการการเยียวยา

            ตอนนี้คนที่ได้รับการเยียวยาแล้วคือคาเรน

            แล้วอีกคนหนึ่งเล่า...

 

.........................................................................................................................................................

            การเล่นกับคาเรนทำให้วันนี้อลิเซียเหนื่อยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน การไล่จับกันรอบสวนอันแสนกว้างใหญ่ของคฤหาสน์ทำให้เธอหัวถึงหมอนแล้วก็หลับพับไปเลย หวังว่าคืนนี้เธอคงไม่ฝันอะไรอีกนะ เพราะเหนื่อยและเพลียเหลือเกิน ถ้าเกิดว่า...

            มือหนาเลื่อนไล้ไปทั่วใบหน้าเนียน ทำให้คนที่กำลังเคลิ้มใกล้จะหลับ ปรือตาขึ้นมา...อีกแล้ว...อินคิวบัส...

            เขาลดตัวลงนอนเคียงเธอ นัยน์ตาปรือปรอยของอลิเซีย มองสบตากับนัยน์ตาสีฟ้าจัดของฝ่ายนั้น อินคิวบัส ปีศาจฝัน...อันแสนร้ายกาจและเร้าใจ...

            “คุณ...อีกแล้ว”

            “หืม?”

            เจ้าปีศาจเสน่หามองเธออย่างแปลกใจ ที่วันนี้เธอพูดจากับเขา ดูเหมือนเขาจะตกใจเล็กน้อย แต่อลิเซียก็ไม่อาจจะขยับตัวได้ เป็นแบบนั้นทุกที ยามที่เธอฝันเกี่ยวกับเรื่องนี้

            “จะ...ทำอะไร”

 เสียงกระท่อนกระแท่นที่พอเอ่ยออกมาได้ ทำให้ฝ่ายนั้นแย้มริมฝีปากยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ส่งให้เธอ เสียงทุ้มพร่าที่ดังออกมา ทำให้เลือดในกายของเธอเริ่มร้อนเดือด

            “ทำให้เธอมีความสุข... ดิ้นรน... ร้องเรียกหาฉัน... คนสวย”

            “ทำไม...”

            “เพราะฉันปรารถนาเธอ”

            “ทำไม...”

            เอ่ยได้เพียงนั้น ริมฝีปากร้อนรุ่มก็กดลงมาบนกลีบปากอิ่ม ดูดดื่ม เม้มดึง ล้อเล่น ค่อยดึงความปรารถนาให้ฉายชัด จุดไฟสวาทให้ลุกร้อน อลิเซียได้แต่ครางน้อยๆ เพียงเท่านี้จริงๆ ที่เธอโต้ตอบไปได้ อยากจะกอดรัดเขา ลูบไล้เขาบ้าง แต่ร่างกายก็หนักหน่วง ทำได้เพียงแค่นอนทอดร่าง ให้เขาได้เชยชม

            “อื้อ...”

            ริมฝีปากได้รูปดูดดึงทรวงสาวขาวนวล ยอดทับทิมสีเรื่อถูกบีบเคล้น ไล้ละเลียดชิมราวกับเป็นขนมถูกใจ ร่างกายสาวร้อนผ่าว ฉ่ำชื้น นัยน์ตาหลับพริ้ม ครางสะอื้นอย่างแสนสุข โอ...เธอกำลังจะตายกับความรู้สึกร้อนเร่านี่

          อลิเซียครางลึก ร่างกายอ่อนเปียกไปหมด เมื่อเขากำลังส่งเธอขึ้นไปสู่วิมานมธุรส 

            “อื้อ...ทำไม”

เสียงหวานครางอย่างขัดใจ เมื่อวิมานที่เห็นลิบๆ ถูกยุติ เขาเงยหน้าขึ้นมา รอยยิ้มร้ายกาจ นัยน์ตาสีฟ้าที่กำลังจะแผดเผาเธอ เสียงกระซิบพร่าที่ริมหู 

            “หนนี้...ฉันจะพาเธอไปด้วยกัน เราจะเสพความสุขนี้ไปพร้อมๆ กัน อลิเซีย”

            “โอ...”

            ร่างสองร่างรวมเป็นกายเดียว จังหวะแห่งพิศวาสก็เริ่มต้นขึ้น  

            เธอรู้สึกราวกับจะระเบิด มันระเบิดพร่างพราวทั้งตัว พลุถูกจุดขึ้นไปบนฟากฟ้า ระยิบระยับ งดงามไปหมด ร่างน้อยหอบหายใจเหนื่อยอ่อน เขากอดก่ายเธอไว้แนบแน่น ยามพากันลงมาจากก้อนเมฆสีหวาน

            ริมฝีปากจูบแผ่วไปทั่วใบหน้าเพื่อซับเหงื่อให้ อลิเซียทนฝืนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เธอพยายามมองหน้าเขาให้ชัดในแสงสลัว แต่ก็ยากเสียเหลือเกิน เห็นเพียงนัยน์ตาวับวาวอย่างพึงใจของเขา และรอยยิ้มเท่านั้น

            ฝันอะไรกันนะ

            ทำไมมันถึงเหมือนจริงได้ขนาดนี้

            โอ...

            มีวิธีจับปีศาจอินคิวบัสบ้างไหม

            เธอจะจับปีศาจร้ายกาจตนนี้ได้ยังไง ใครช่วยบอกที

            อลิเซียคิดก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

1 ความคิดเห็น