Miss Lily รักแท้ในคืนรัญจวน

ตอนที่ 2 : ดร. กันต์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 795
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    19 ก.ค. 61

รอยยิ้มต้อนรับของอัยเรศ ยังคงยิ้มกว้างแบบเดิม แม้คนตรงหน้า จะไม่ยอมยกมือไหว้เธอ แถมยังพยักหน้าใส่เธออีกด้วย น้ำเสียงหวานที่เปล่งออกมาห้วนๆ ทำให้ความสวยน่ารักของหญิงสาวดูจะน้อยลงไปโข

            “ห้องของลิลลี่อยู่ไหน?”

            “คะ”

อัยเรศเน้นเสียงหนัก ยังคงยิ้มแบบเดิม แต่สายตาที่มองรสดาภา เปลี่ยนไปเป็นเข้มข้นจริงจัง น้ำเสียงของเธอฟังแล้วเนิบช้า แต่ลงน้ำหนักทุกคำ

            “หนูเป็นลูกครึ่งก็จริง แต่ควรรู้มารยาทด้วยนะลูก คนไทยเราต้องมีคำลงท้ายเวลาพูดกับผู้ใหญ่ คะ ค่ะ ใช้ด้วยนะจ๊ะ”

            “ถ้าลิลลี่ไม่พูดล่ะคะ” รสดาภาเชิดหน้าอย่างลองดี “คุณป้าจะไล่ลิลลี่ออกจากบ้านหรือเปล่า?”

            “ไม่ไล่หรอก แต่ค่าใช้จ่ายทุกอย่างของเรา คงจะต้องลดลงตามจำนวนสิ่งที่เราทำเสียมารยาท”

            รสดาภาถึงกับทำตาโต แต่ก็ไหวไหล่ ค่าใช้จ่ายของเธอคนที่มีสิทธิ์อายัดมีคนเดียวคือบิดา ซึ่งยัยป้าตรงหน้านี้ คงไม่มีสิทธิ์อะไรจะมาก้าวก่าย

            “ทำได้หรือป้า”

 อัยเรศคิ้วกระตุกเล็กน้อย เมื่อถูกเรียกด้วยน้ำเสียงไม่เคารพแบบนั้น ประสบการณ์ความเป็นครูเก่า ที่ปราบเด็กเฮ้วมานักต่อนัก แค่นี้อัยเรศคิดว่าเอาอยู่

            “ได้สิ เพราะป้าขออนุญาตพ่อเธอแล้ว อดัมให้สิทธิ์ป้าทำได้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวหนูเลย เพื่อจะให้หนูเรียนจบ และจะได้เป็นคนดีขึ้น”

            “ฉันไม่เชื่อ ว่าแด๊ดดี้จะอนุญาตอะไรแบบนั้น”

เธอกอดอก อายุของเธอเพิ่งจะ 22 ปี และอดัมก็ยังไม่ได้ให้สิทธิ์ขาดในการใช้เงินกับเธอ บัญชีทุกเล่มเขาเป็นคนเปิดให้เธอ และจะให้สิทธิ์ขาดเธอก็คืออายุยี่สิบห้าปี ตามข้อตกลง

            “อนุญาตสิ ลองโทรศัพท์ถามดูก็ได้นะ” อัยเรศว่า

 “ป้าสามารถโทรบอกให้ทางอดัมอายัดการใช้เงินของหนูได้ตลอด ยี่สิบสี่ชั่วโมง”

            “พ่อไม่มีทางทำอะไรแบบนั้นหรอก”

 เธอทำปากยื่น ก่อนจะต่อสายตรงหาอดัม รอไม่นานเขาก็มารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย

            “ลิลลี่ดูนาฬิกาบ้างนะลูก”

            “แด๊ดดี้คะ แด๊ดดี้ให้สิทธิ์ยัยป้า...อัยเรศนี่ ลงโทษลิลลี่ได้ด้วยเหรอคะ”

            “อัย...อัย...อัยไหน?”

 เนื่องจากชื่อภาษาไทยฟังยากนัก อดัมเลยงงอยู่นาน รสดาภากระแอม ก่อนจะบอกย้ำกับบิดาให้ท่านเข้าใจง่ายๆ

            “เพื่อนของป้าจีน่ะค่ะ”

            “อ้อ เพื่อนของจีน่านั่นเอง” อดัมเรียกหัวเราะ แล้วคำตอบของบิดาก็ทำให้เธอแทบจะล้มทั้งยืน

            “ใช่ พ่ออนุญาตเอง เราดื้อเกเรนัก ก็ต้องให้ทางนั้นเขาจัดการ แค่นี้นะ...ตาพ่อจะปิดแล้ว”

            แล้วก็ตัดสายไปเฉย ทำให้รสดาภาอึ้งน้อยๆ พลางหันมามองหน้าอัยเรศ ที่มองเธออยู่ก่อนแล้วด้วยสายตาของผู้ชนะ

            “ตกลงว่ายังไงจ๊ะ”

            “นี่ตกลงว่าลิลลี่เข้ามาอยู่ในสถานพินิจหรือเปล่าคะ?”

น้ำเสียงนั้นสูงเหมือนประชดเมื่อเอ่ยลงท้ายคำว่าคะ อัยเรศส่ายหน้าน้อยๆ พร้อมกับยิ้มกริ่ม

            “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกจ้ะ เราจะอยู่กันแบบญาติพี่น้อง หรือหนูจะเห็นฉันเป็นแม่อีกคนก็ได้นะ เพราะฉันไม่มีลูกสาว มีแต่ลูกชาย ถ้าหนูเป็นเด็กดีเชื่อฟัง เราจะต้องอยู่กันอย่างสนุกมากแน่ๆ ฉันรับรอง”

            “ห้องของลิลลี่อยู่ไหนคะ”

 หนนี้มีคำลงท้าย และน้ำเสียงอ่อนลง อัยเรศเดินตรงไปจับมือเธอจูงขึ้นไปยังชั้นสองของบ้าน รสดาภาแทบจะชักมือหนีในตอนแรก แต่อัยเรศดึงไว้ไม่ปล่อย รสดาภาเลยจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งจับมือไว้ ทั้งๆ ที่เธอไม่ชอบการสัมผัสแตะต้องตัวกับใคร

            นอกจากยาย แม่ พ่อ ป้าจีแล้ว เธอก็แทบจะไม่ค่อยให้ใครแตะตัว มันไม่ใช่ความหัวสูง เย่อหยิ่งหรืออะไร เพียงแค่เป็นเกราะป้องกันตัวของรสดาภาก็เท่านั้น อัยเรศทลายด่านดื้อดึงของเธอไปแล้วหนึ่งด่าน ต่อมาด้วยการแตะเนื้อต้องตัว ที่เธอไม่ค่อยจะยอมสัมผัสใครนัก

            นี่เป็นก้าวแรกของเด็กดื้อ ที่เข้ามาในบ้านดลพฤกษ์

 

..........................................................................................................................................................

 

หนึ่งปีต่อมา

 

            “จะกลับเมื่อไหร่ตากันต์”

            “อีกไม่เกินสองอาทิตย์ครับแม่ พอดีติดงานแต่งเพื่อน ก็เลยกลับช้าหน่อย”

            “โอ๊ย...แม่คิดถึงแย่เลย นี่ญาติๆ น้องๆ ก็ถามตลอดว่า กันต์จะกลับเมื่อไหร่ ไม่ห่วงแม่บ้างหรือยังไงกัน”

            “ไม่ห่วงหรอกครับ ก็แม่มีเพื่อนแล้วนี่นา”

 ดร.กันต์ หยิบแอปเปิลในจานตรงหน้ามากัดกินอย่างอารมณ์ดี เขามาเรียนต่อเพิ่มเติมความรู้ที่รัฐนี้ หลังจากที่คว้าปริญญาเอกมาได้เรียบร้อยแล้ว เพราะต้องไปช่วยมารดาบริหารมหาวิทยาลัยที่ท่านเพิ่งก่อตั้ง อะไรๆ ยังใหม่นัก ขลุกขลักในตอนแรก แต่ห้าปีผ่านไป อัยเรศก็พิสูจน์แล้วว่า นศ.ของเธอมีคุณภาพยอดเยี่ยมในระดับหนึ่ง และยิ่งถ้าได้ลูกชายคนเดียวของเธอ ที่มีมันสมองระดับอัจฉริยะไปช่วยกันพัฒนาแล้วด้วย อัยเรศมองเห็นอนาคตว่า มหาวิทยาลัยคชสีห์ จะต้องติดหนึ่งในห้าของมหาวิทยาลัยระดับประเทศ ผลิตช้างเผือก ออกสู่สังคมทำงานแน่นอน

            “แหม...” ปลายสายหัวเราะคิก “กว่าจะเข้าที่เข้าทางได้ แม่ก็ปวดหัวอยู่ไม่ใช่น้อยเลยล่ะ”

            “น่ารักดีนะครับ หนูลิลลี่ของแม่นี่ ตอนแรกๆ ดื้อน่าดูไม่ใช่หรือครับ ถึงขนาดมีปีนรั้วหนีเที่ยว แม่เองก็ต้องวิ่งเอาก้านมะยมไล่ฟาด หึๆ”

            “เฮ้ว...แสบ...ลองดีน่ะ แต่พอพ้นแล้ว เข้าใจกันแล้ว น้องก็น่ารักมากเลยนะตากันต์ นี่ก็เรียกแม่ว่าแม่ทุกคำ”

            “แม่มีลูกสาวคนใหม่แล้ว จะลืมผมหรือเปล่าครับนี่”

            “ลืมก็คงดี อยากจะไปนานนักนี่ ดีนะไม่เอาลูกสะใภ้แหม่มกลับมา”

            “แม่ก็อย่าเตรียมว่าที่ลูกสะใภ้ให้ผมล่ะครับ” ดร.หนุ่มดักคอ

“ผมชอบไปหาเอาเอง”

            “ย่ะ...ไม่หาให้หรอก กลัวเอาลูกสาวเค้ามาปวดหัวกับเรา แม่จะรอนะตากันต์ อย่าเบี้ยวแม่ล่ะ”

            “ไม่เบี้ยวหรอกครับผม อ้อ...ผมจะหาของฝากไปให้ลูกสาวคนใหม่ของแม่ด้วยนะครับ”

            “ย่ะ”

            วางสายจากทางไกลไปแล้ว ดร.หนุ่มก็รับสายอีกสายจากเพื่อนสนิท บอกกล่าวว่าจะมารับเขาไปงานสำคัญ เขาลุกขึ้นส่องกระจก ดูเงาสะท้อนของตัวเองอย่างพึงพอใจ

            ใบหน้าเรียวได้รูป โหนกแก้มสูงเล็กน้อย รับกับดั้งจมูกที่โด่งเรียว คิ้วเข้มขนาดไปกับนัยน์ตาทรงอัลมอนด์สีนิล ริมฝีปากได้รูปสีสด ราวกับปากผู้หญิง เรือนผมตัดสั้นเสย ทำให้เขาดูเป็นผู้ชายสุภาพ แต่ประกายวับๆ ในนัยน์ตาคู่สวยนั่น มันก็ทำให้เขาดูขี้เล่นอีกด้วย

            ดร.กันต์สวมเสื้อเชิ้ตลายทางสีขาวดำพับแขน ทับด้วยสเวตเตอร์เนื้อบางสีเลือดหมู กางเกงยีนยาวสีซีด มันดูดีเมื่ออยู่บนร่างเพรียวสูงเกือบร้อยเก้าสิบของเขา ถ้าเป็นคนไทยก็จัดว่าสูงมาก แต่ที่นี่คือความสูงพอจะไล่เลี่ยกับชาวต่างชาติ หุ่นของเขาเพรียวกว่าเพื่อนๆ เนื่องจากกรรมพันธุ์โครงสร้างของชาติพันธุ์

            “เฮ้! พร้อมหรือยังกันต์ คืนนี้กับปาร์ตี้สละโสด สาวๆ เพียบเลย”

            “หึๆ พร้อมสิ”

            เขาตีมือกันกับเพื่อนสนิทจาคอบ ที่มาเคาะประตูห้องเรียก จาคอบมองดร. หนุ่มแบบหัวจรดเท้า ก่อนจะสั่นหน้าน้อยๆ

            “เมื่อไหร่นายจะแต่งตัวตามสบายบ้างวะ ดูแล้วน่าอึดอัดว่ะ กับเชิ้ตของนายน่ะ ต้องแบบฉันบ้างสิ”

 ว่าแล้วก็หมุนตัวให้ดูตนเองในเสื้อยืด สกรีน คำว่า เตรียมพร้อมกับความโสด เสื้อของเขาค่อนข้างบาง แถมมีรอยขาดทำไว้เพื่ออวดเนื้อหนังมังสาของคนใส่อีกด้วย กางเกงฟิตขาเดฟรัดรูป รองเท้าผ้าใบ ยืนเทียบกับ ดร.กันต์แล้ว ราวกับมาจากคนล่ะที่ก็ไม่ปาน เพราะอีกคนก็เรียบร้อยสุภาพ อีกคนก็เฮ้วเหลือเกิน ดร.หนุ่มเป็นคนที่ใส่กางเกงยีนขาดยังดูสุภาพ เพื่อของเขาคนหนึ่งเคยว่าไว้ อาจจะเพราะหน้าตาของ ดร.กันต์เองด้วยก็เป็นได้

            “ไม่ไหว หายใจไม่ออก กางเกงไซส์นาย ฉันใส่ไม่ได้”

            “หมายความว่ายังไงใส่ไม่ได้”

 จาคอบทำหน้าสงสัย เขาใส่กางเกงไซส์ใหญ่กว่าดร. หนุ่มด้วยซ้ำไป ดร.กันต์ลดสายตาไปมองบางสิ่งที่เนื้อผ้ารัดติ้วจนโป่งนูนออกมา แล้วเลิกคิ้ว พลางหลิ่วตาให้กับเพื่อน จาคอบถึงกับบางอ้อ ว่าทำไม ดร.หนุ่มถึงจะใส่กางเกงไซส์เขาไม่ได้

            “อวดอ้างจริงๆ นะพ่อหนุ่มเอเชีย”

            “หึๆ”

ดร.กันต์หัวเราะเบาๆ โยกตัวหลบมือของจาคอบที่เอื้อมมาทำท่าจะขยี้ผมเขา จาคอบชูนิ้วกลางให้กับเพื่อนแล้วสบถคำหยาบใส่เบาๆ แต่เขาไม่โกรธยังคงยิ้มจนเห็นลักยิ้มที่แก้มกดลึก ดูเหมือนว่าจาคอบจะเดือดเนื้อร้อนใจเรื่องขนาดที่สู้เขาไม่ได้จริงๆ

            เขาไม่ได้อวดอ้าง...

            ดร.หนุ่มคิดในใจพลางอมยิ้ม

            “เอ่อ...อย่างว่านายมันไซส์บิ๊ก ไส้กรอกออฟไทยแลนด์ ไส้กรอกบิ๊กจัมโบ้ ไม่แปลกใจที่สาวๆ ต่อคิวเรียงมายาวเหยียด มาเรียนกล้องบ้าง เรียนกีตาร์บ้างกับนาย เหอๆ”

            “อย่ามาสนใจเรื่องไส้กรอกอะไรเลยน่า เป็นอันว่าวันนี้เรามีปาร์ตี้รออยู่ ฉันพร้อมเมาล่ะ นายล่ะ?”

            “พร้อมยิ่งกว่าพร้อมในการแฮงค์เอ้าท์ และสาวๆ แต่นายอย่ามาแย่งล่ะเว้ย หนก่อนทีหนึ่งล่ะ แม่สาวผมแดงนั่น หลังจากคลำของนายเข้า ก็ตามนายไปเฉยเลย”

            “ฮ่าๆ จาคอบ ฉันไม่ได้มีดีแค่ตรงนั้นสักหน่อย”

 ดร.หนุ่มก็ชักจะอาย ที่เพื่อนขยันเอาตรงนั้นมาพูดเหลือเกิน เขาไม่น่าพลาดเมาสลบวันนั้น แล้วให้จาคอบแก้เสื้อผ้าเพื่อแกล้งเขาเลยจริงๆ เลยเห็นหมดว่าอะไรขนาดไหน และตั้งแต่นั้นก็กลายเป็นเรื่องล้อเลียน แต่เขาก็มีโอกาสแก้ลำ เมื่อไปทะเลด้วยกันแล้ว มีโอกาสเห็นของจาคอบบ้าง ขนาดที่ลดหลั่นกว่ากัน แม้จะเป็นหนุ่มเอเชียกับหนุ่มยุโรป ทำให้ดร. กันต์ยืดเบาๆ แถมเกทับอีกด้วย ทำให้จาคอบเสียหน้าเมื่อมาเทียบอะไรกันแบบนั้น

            อย่างว่าผู้ชาย แม้จะอยู่ในวัยทำงานแล้วก็ยังบ้าบิ่น ทำอะไรบางสิ่งเหมือนเด็กๆ ดร.กันต์อายุสามสิบปีพอดิบพอดีปีนี้ อายุแก่กว่าเพื่อนสนิทถึงสองปี แต่หน้าตาดันอ่อนกว่าจาคอบเสียอีก นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่จาคอบริษยาหนุ่มไทยเบาๆ

            “ไปลุยกันดีกว่า ว่าแต่นายจะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่” จาคอบเอ่ยถาม

            “อีกสองอาทิตย์”

 ดร.หนุ่มยักคิ้ว ในบางมุมของชีวิตเขาก็โลดโผนและใช้มันค่อนข้างคุ้ม เมื่อมาอยู่ในประเทศเสรีทุกด้านแบบนี้

            “นายอยากไปไหนบ้างล่ะ กันต์ มอนติคานโลดีไหม สเปน บาร์เซโลน่า ก็น่าจะโอเคนะเพื่อน แถบๆ นั้นยังไม่เคยไปลอง”

            “หึๆ นายดูเหมือนจะว่างนะจาคอบ จะจัดทัวร์ส่งท้ายให้หรือยังไง?”

            “นายอยากจะพลาดไหมล่ะกันต์ ถ้าจะจัดทัวร์ กิน เที่ยว ปาร์ตี้ กับเลดี้สวยๆ กับนายจริงๆ” ดร.กันต์หัวเราะก่อนจะพยักหน้า

            “ไม่ปฏิเสธ ฉันจะไปซื้อถุงยางปาร์ตี้แพครอนายเลยล่ะ”

            นี่คือดร. กันต์ อัจฉริยะหนุ่ม ที่มีหลากบุคลิก หนุ่มเรียบร้อยสุภาพ แต่มีนัยขี้เล่น และไม่ใช่แมว หากเป็นเสือร้ายเลยก็ว่าได้

            เสือในคราบแมวขี้เล่น...

            กำลังจะกลับบ้านฐานถิ่นเกิดแล้ว ชีวิตแบบนี้ของเขาคงจะต้องเพลาๆ ลงบ้าง เพราะถ้ามารดารู้เห็นเข้า ไม่แคล้วเขาคงจะถูกดึงหูยานแน่ๆ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

2 ความคิดเห็น