ปรารถนา แสนพยศ

ตอนที่ 5 : ชัยชนะของ...

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 428
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    14 ก.ค. 61

บแจ้งหนี้ที่กองอยู่ตรงหน้า ทำให้มฆวันหงุดหงิดจนต้องปัดมันหล่นเกลื่อนพื้นพรม แล้วใช้เท้าขยี้ๆ อย่างโมโห แล้วเอนนั่งบนเก้าอี้นวมตัวโตก่อนจะถอนใจเฮือก

                หนี้...หนี้...หนี้...

                เมื่อไหร่จะสลัดคำนี้ทิ้งได้เสียทีวะ!

                เขานั่งท้าวคาง ก้มลงมองพวกใบบิล ส่วนใหญ่เป็นบัตรเครดิต ที่เขาใช้รูดซื้อของหรู แบรนเนมทั้งหลายนั่นแหละ และการทำให้ตัวเองดูดี มีค่า มันก็ทำร้ายเงินในกระเป๋าได้มากพอสมควร หนี้พอกพูนจนน่ากลัว จากหมื่น เป็นแสน เป็นล้านแล้วตอนนี้ เครดิตตอนแรกก็ใช้สนุกดี เขาเป็นถึงลูกเจ้าของโรงพยาบาล ไม่แปลกที่จะทำธุรกรรมทางการเงินได้ง่ายดาย เพราะมีเครดิตฐานเงินเดือนค่อนข้างสูง บัตรแรก และกลายเป็นเกือบสิบบัตร มีครบเกือบทุกธนาคาร หมุนบัตรนั้นไปจ่ายบัตรนี้ จนตอนนี้ใช้หนี้หัวบาน เพราะเงินเดือนที่ออกมาก็ไม่ค่อยจะพอใช้เสียแล้ว

                เขานั่งถอนใจไม่ถึงนาทีก็ต้องสะดุ้ง เมื่อมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หมายเลขที่ปรากฏมันทำให้เขาหน้าเซียวลงไปเล็กน้อย ก่อนจะกดรับ แล้วพยายามระงับเสียงของตนไม่ให้สั่น

                “ครับผม”

                “เงินงวดแรกที่ผ่อนผันให้ โอนมาหรือยัง” เสียงทุ้มนิ่งที่ดังขึ้น ทำให้เขากลืนน้ำลาย

                “ยังเลยครับ ขอเวลาสัก...เอ่อ...”

                “ไม่มีเวลาอีกแล้ว ถ้าพวกกูไม่ได้เงินก้อนแรกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ โรงพยาบาลของมึงเละแน่ๆ”

                “ดะ...เดี๋ยว”

                ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

                ทางนั้นวางสายไปเสียแล้ว มฆวันได้แต่นั่งหน้าซีด ตายล่ะแบบนี้เขาจะไปหาเงินที่ไหนได้ทัน เงินหลักแสนแบบนั้น บิดาของเขาที่มีสิทธิ์เซ็นอนุมัติเช็คท่านก็ไปต่างจังหวัดเสียด้วย แล้วเขาจะหลอกท่านอย่างไรดีให้ท่านโอนเงินมาให้ มีหวังได้โดนด่าจนหูชา แล้วก็ไม่ได้เงินไปด้วยพร้อมๆ กัน

                เขาคิดกลับไปกลับมา แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกหน ฟางเส้นสุดท้ายที่มฆวันพอจะพึ่งพาได้ ในครั้งนี้...เขาตกลงใจกดหมายเลขแล้วโทรออก ปลายสายรับด้วยน้ำเสียงรื่นเริง

                “ค่ะพี่มาร์ค”

                “ลูกหนูครับ คือว่าพี่มีเรื่อง...เอ่อ...เรื่อง...”

 เสียงของเขาทำให้ปลายสายนิ่งไปก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน

                “มีอะไรหรือเปล่าคะพี่มาร์ค เสียงไม่ค่อยดีเลย”

                “พี่ไม่รู้ว่าจะคุยกับลูกหนูได้ไหม มันเป็นเรื่อง ค่อนข้างจะส่วนตัว แต่พี่ไม่เห็นใครที่จะช่วยได้เลยจริงๆ”

                “เราจะเป็นคนๆ เดียวกันแล้วนะคะ บอกลูกหนูได้ทุกอย่างเลยค่ะ พี่มาร์คมีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรือเปล่า”

                “คือว่า ถึงเราจะเป็นคนๆ เดียวกันแต่บางเรื่อง...พี่ก็...ไม่กล้า...โธ่พี่จะโทรศัพท์ไปหาลูกหนูทำไมหนอ ถือเสียว่าพี่ไม่ได้มีเรื่องอะไรมากวนใจลูกหนูก็แล้วกันนะครับ”

                “เรื่องเงินหรือเปล่าคะ”

 คำถามนั้นตรงเผง ซึ่งก็ตรงกับนิสัยของเธอ มฆวันยิ้มในหน้า แต่แสร้งทำเสียงตระหนกตกใจ

                “ไม่ใช่หรอกครับ เอ่อ...แค่นี้ดีกว่า พี่วางก่อนนะ มีงานต้องทำต่อ”

                “เรื่องเงินจริงๆ ใช่ไหมคะ พี่มาร์คเดือดร้อนอะไร บอกลูกหนูได้เลยนะคะ ลูกหนูเต็มใจจะช่วย”

เหยื่ออ้าปากงับแล้วแบบนี้ มีหรือเขาจะปล่อยไปง่ายๆ มฆวันแสร้งนิ่งไปนิดหนึ่ง รอให้ทางนั้นถามซ้ำอีกหน ก่อนจะเริ่มเอ่ยปาก

                “คือว่า...ก็เรื่องเงินจริงๆ นั่นแหละครับ พี่ยอมแพ้เลย ลูกหนูฉลาด รู้ไปหมดแบบนี้ แต่ว่าพี่ไม่กล้า...”

                “กล้าเถอะค่ะ พี่มาร์ค ลงโทรศัพท์มาแบบนี้คงจะเรื่องร้อนจริงๆ ลูกหนูพอมีจะให้ยืมได้ แต่มีไม่มากเป็นล้านๆ หรอกนะคะ”

                “พี่ขาดแค่ค่าอุปกรณ์ของโรงพยาบาลนิดหน่อย เขาจะมาส่งให้วันนี้ แต่คุณพ่อเซ็นเช็คไว้ไม่พอน่ะครับ ติดต่อท่านไม่ได้ เงินสดที่พี่ก็ไม่มี อุปกรณ์สำคัญเสียด้วย เราต้องเร่งใช้ด่วน ถ้าเกิดไม่จ่ายวันนี้ เขาก็ต้องเอาของกลับไป”

                “ถ้าไม่ถึงล้าน ลูกหนูก็พอจะช่วยได้ค่ะ”

                “ไม่ถึงหรอกครับ แค่...ห้าแสน”

เขาเม้มริมฝีปาก รอลุ้นว่ารินทร์รญาจะตอบกลับมาว่าอย่างไร

                “บอกหมายเลขบัญชีมาเลยค่ะ เดี๋ยวลูกหนูโอนให้”

                “ได้เลยครับ...ธนาคาร...”

                “เรียบร้อยแล้วค่ะ เดี๋ยวลูกหนูโอนออนไลน์ให้เลย จะยังไงแล้วก็ค่อยเอามาคืนตอนที่คุณพ่อของพี่มาร์คกลับมาก็ได้นะคะ เงินก้อนนี้ลูกหนูไม่ได้ใช้อะไร”

                “ถ้าไม่ได้ลูกหนูพี่ตายแน่ๆ เลย พี่จะรีบใช้ให้นะจ๊ะ เดี๋ยวเย็นนี้พี่จะให้ดอกเบี้ยก่อน ด้วยการพาลูกหนูไปกินของอร่อยๆ ดีไหม”

                “ลูกหนูไม่ว่างน่ะสิคะ มีงานสำคัญมากด้วย เอาไว้เป็นเสาร์หน้าก็แล้วกันค่ะ”

เธอหัวเราะมาตามสาย เสียงแมสเซจที่โทรศัพท์ของเขาบอกว่ามีการโอนเงินเข้ามาให้แล้วเรียบร้อย มฆวันแทบจะร้องไชโยออกมา เขาชวนเธอคุยอีกสามสี่ประโยคก่อนจะวางสาย

                “หึๆ มีแฟนดีก็แบบนี้ ดีนะทีเราเลือกน้องลูกหนูเป็นว่าที่เมียในอนาคต ทายาทคนเดียวของฟาร์มภูมิทอง”

                มฆวันยิ้มกว้าง ก่อนจะเร่งรีบติดต่อกับทางเจ้าหนี้เพื่อโอนเงินกลับไปชำระหนี้ และแน่นอนว่าเขามีเงินที่ยืมมาจากรินทร์รญา สำรองไว้สำหรับเสี่ยงดวงในคืนนี้ด้วย

                ทำไมเขาจะต้องเร่งใช้เงินหล่อนด้วยเล่า ในเมื่อเงินหล่อนก็เหมือนเงินเขา และเงินเขาก็เหมือนเงินหล่อน อีกหน่อยเรือก็ล่มในหนองแล้ว ทองของรินทร์รญาจะไปไหนเสียเล่า ก็ต้องเป็นของเขานี่แหละ

 

......................................................................................................................................................................................................

 

                “เป็นการลงทุนวัดใจพี่มาร์ค ที่แพงไปหรือเปล่านะเรา”

 เสียงใสบ่นพึมกับตนเอง แล้วก็สะบัดหน้าเบาๆ เอาเถอะในเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ลองดูสิว่าคนที่เธอตั้งใจจะเลือกมาเป็นสามีน่ะดีพอไหม เขาว่ากันว่าเรื่องเงินเรื่องใหญ่ ทำให้เสียเพื่อ เสียคนรักมานักต่อนักแล้ว รินทร์รญาเลยลองวัดใจดูว่า คนรักของเธอจะเป็นอย่างไร ถ้าเกิดลองเอ่ยปากยืมเงินเธอแบบนี้แล้ว เรียกว่าเป็นการลงพนันที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

                จะว่าเธอรักเขามากไหม สำหรับรินทร์รญา ตอนแรกก็เหมือนโลกเป็นสีชมพูหวานล้ำ แต่ด้วยความที่เป็นคนฉลาด เธอจึงเลือกที่จะค่อยๆ รัก หนึ่งข้อนั่นคือเธอยังรักนวลสงวนตัว แม้จะหมั้นกันมาเกือบสองปี แต่ก็ยินยอมเขาให้ได้แค่บางที่บางอย่าง มฆวันดูจะรับกติกาข้อนี้ของเธอได้ และไม่ได้แตะต้องมากเกินเลย แม้ปากจะออดๆ บ่นว่าเธอใจร้ายก็ตามที

                คุณค่าของผู้หญิง สำหรับรินทร์รญา ตรงนี้มันสำคัญมากเพราะถ้าเสียไปแล้ว หรือได้ให้ไปกับใครสักคน ต้องเป็นคนที่เธอเลือกแล้วว่าคู่ควร มฆวันผ่านด่านทดสอบหัวใจหลายอย่างสำหรับเธอ แต่ยังมีบางข้อ ที่เธอยังระแวงแคลงใจและอยากจะทดสอบ กับคนที่เธอคิดว่าน่าจะอยู่กับเขาไปตลอดชีวิต

                “พี่ลูกหนูครับ โหย...แต่งตัวเต็มที่ขนาดนี้ บ่ายนี้ชนะแน่ๆ”

เสียงของลูกน้องคนสนิททำให้เธอตื่นจากภวังค์ส่วนตัว รินทร์รญายักคิ้ว แล้วหมุนตัวให้กับเจ้าก้อยกุ้งดูชัดๆ อีกรอบ

                “ไงล่ะ เหมือนสาวคาวบอยไหม ต้องเรียกว่า คาวเกิร์ล มากกว่า สวยมะ”

                ก้อยกุ้งมองลูกพี่สาว ที่รวบผมเป็นหางม้า อวดใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก สวมเสื้อเชิ้ตสีขาวพอดีตัว ทับด้วยเสื้อกั๊กหนัง กางเกงยีนสีเข้มกระชับรูปร่าง คาดไว้ด้วยเข็มขัดหนัง หัวเป็นรูปหมาป่าสีเงิน รองเท้าบูทสูง วันนี้ดูแล้วรินทร์รญาสวยเปรี้ยวมากจริงๆ แบบนี้คู่ต่อสู้จะเห็นเข้าแล้วตะลึง จนไม่มีแรงแข่งหรือเปล่าหนอ

                “สวยมาก”

 เจ้าตัวลากเสียงมาก จนคนที่ตั้งใจจะให้ชมชักจะเขิน เลยตีแขนไปป๊าบหนึ่ง เล่นเอาก้อยกุ้งถึงกับเซแซด

                “ไปๆ จะบ่ายสามล่ะ ถ้าจะให้ได้เปรียบ พี่ต้องไปเลือกม้าก่อนตานั่น”

                สองคนพากันเดินดุ่มไปยังคอกม้า เมื่อไปถึงบริเวณนั้นแล้วรินทร์รญาต้องหน้าบูด เมื่อเห็นว่าธีรัชยืนรออยู่แล้ว แน่นอนว่าเขาเลือกม้าก่อนเธอ ชายหนุ่มอยู่ในชุดเสื้อลายสก๊อต ผูกผ้าพันคอไว้เก๋ๆ สวมเข็มขัดหนังเส้นโต กางเกงยีนสีซีด รองเท้าบูท มองแล้วเหมือนศึกคาวบอย ปะทะ คาวเกิร์ลขึ้นมาเสียจริงๆ ข้างๆ มีวาลินี ที่เกาะแขนเขาแน่นหนึบ ตามองเขาราวกับเป็นชายหนุ่มที่เหลือเพียงคนเดียวในโลก

                “มาช้านะ พี่เลือกม้าไปก่อนแล้ว”

เขาลูบแผงคอเจ้าม้าหนุ่ม ที่ดูประเปรียวนัก มันส่งเสียงคำรามในคอ แล้วรับน้ำตาลกรวดที่ชายหนุ่มส่งให้ ทีท่าของเขาและม้า ทำให้รินทร์รญาถึงกับย่นคิ้ว ดูแล้วเขาจะไม่ใช่ขี้ไก่อย่างที่เธอนึกปรามาสไว้เสียกระมัง

                “ไม่ยุติธรรม”

                “ยุติธรรมสิ เพราะพี่ก็ไม่ได้เคยขี่มัน แล้วมันก็เป็นม้าที่เพิ่งซื้อเข้ามา บังคับยาก นี่พี่ถือว่าต่อให้ลูกหนูมากกว่านะ ลูกหนูจะเลือกม้าในคอกเดิมก็ได้ อย่าเลือกม้าใหม่แบบพี่เลย นี่พี่ต้องมาทำความรู้จักกับมันตั้งแต่เช้าตรู่ พาอาบน้ำสบายตัว กับพาไปวิ่งเหยาะเดินเล่นมา ไม่ธรรมดาหรอก เจ้านี่น่ะ”

เขามองมันอย่างชื่นชม เจ้าม้าสะบัดหัวไปมาไล่แมลง รินทร์รญาเม้มริมฝีปาก ก่อนจะมองม้าในคอก

                จริงอยู่เธอสามารถเลือกม้าตัวที่เธอคุ้นเคยได้ และดูจะได้เปรียบเขาเห็นๆ แต่ไม่...เธอจะไม่ยอมชนะอย่างไร้ศักดิ์ศรีอย่างนั้นแน่นอน รินทร์รญาทำหน้าเชิด เธอปรายตามองเจ้าม้าอีกรอบ มันเป็นม้าลักษณะดีมาก ธีรัชตาแหลม เจ้าม้าดำมีสีขาวแซมที่หน้าตัวนี้ ดูจะเป็นพ่อพันธุ์ม้าที่ใช้ได้เลยทีเดียว และดูจากลักษณะประเปรียวไร้ไขมันของมัน ก็การันตรีได้ถึงพลังที่มีอยู่ในตัว

                “ลูกหนูก็จะเลือกม้าใหม่เหมือนกัน เดี๋ยวจะหาว่าเอาเปรียบ”

                “จะดีหรือ?”

 ธีรัชเลิกคิ้ว สายตาที่เขามองเธอเหมือนเยาะ ยิ่งทำให้รินทร์รญายิ่งอยากเอาชนะ เธอพยักหน้า

                “ดีสิคะ ลูกหนูจะขอเลือกม้าก่อน แล้วจะพามันควบเล่นสักรอบ ก่อนทีเราจะแข่งกัน”

                “โอเค ตามสบาย เลือกให้หมดคอกนี่ก็ได้ พี่เชื่อว่าวันนี้ยังไง เทพธิดาแห่งชัยชนะต้องยิ้มให้พี่”

เขาโหนตัวขึ้นขี่เจ้าม้า แล้วกระตุ้นพาให้มันวิ่งเหยาะๆ เล่นในทุ่งหญ้า เหมือนจะเป็นการยิ่งท้าทายรินทร์รญา และอวดถึงความสามารถของตน คนอย่างรินทร์รญา ใครก็ท้าไม่ได้เสียด้วย

                เธอเบ้ปากใส่เขา แล้วเข้าไปในคอกม้าซึ่งโตมรเพิ่งซื้อมาใหม่ พวกมันมีอยู่เกือบสิบตัว บางตัวมีลูกอ่อนติดมาด้วย เธอมองพวกมันอย่างพินิจ ว่าจะมีตัวไหนลักษณะดีสูสีกับเจ้าม้าดำของธีรัชบ้าง แล้วเธอก็เลือกพ่อม้าสีขาวได้ตัวหนึ่ง ลักษณะของมันไม่แพ้กับเจ้าดำ แม้ว่าจะมองตามันแล้วรู้สึกแปลกๆ ก็ตามที แต่ตอนนี้รินทร์รญาหน้ามืดเสียแล้ว เธอจึงค่อยเข้าไปหามันแล้วทำความรู้จักกับมัน ด้วยแครอทอร่อยๆ สักพักมันก็ยอมให้เธอลูบคลำและใส่อาน ขี่หลัง ดูจะเป็นม้าว่าง่ายเลยทีเดียว รินทร์รญายิ้มอย่างพอใจ เมื่อบังคับพามันเข้าไปใกล้ๆ กับธีรัชและม้าของเขา

                “ลูกหนูได้ม้าแล้ว พร้อมหรือยังคะ”

                “พามันไปควบอีกสักรอบสองรอบก็ได้ พี่กลัวว่ามันจะสลัดเธอลงมา ดูหูตาแล้วม้าที่เธอเลือกน่ะ ไม่ธรรมดาหรอก”

ธีรัชเอ่ยเตือน แต่รินทร์รญามีหรือจะฟัง เขากล้าดีอย่างไรมาสอนเธอ เธออยู่กับพวกม้ามาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่สมัยเขายังไม่เอาการเอางาน มัวแต่สนุกเที่ยวเสเพลนั่นแหละ

                “ไม่เป็นไรค่ะ ลูกหนูจัดการได้ กลัวแพ้หรือไงถึงต้องถ่วงเวลา”

                “ตามใจ”

ธีรัชยักไหล่ แล้วกระตุ้นเจ้าม้าไปยังบริเวณจุดเริ่มสตาร์ท ที่ก้อยกุ้งได้ทำไว้ ทั้งสองบังคับให้ม้าไปยืนเคียงกัน แล้วรอสัญญาณจากก้อยกุ้ง เพื่อจะทำการแข่งขัน โดยมีผู้ชมอย่างวาลินี ติดตามสถานการณ์ด้วยนัยน์ตาที่ลุกวาว

                “เตรียมตัว สาม สอง หนึ่ง Go!

                สิ้นเสียงของก้อยกุ้ง ม้าของทั้งคู่ก็ถูกกระตุ้นให้วิ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ม้าของรินทร์รญาทำท่าว่าจะนำ แต่ม้าของธีรัชก็ตามมาติดๆ เธอควบมันให้วิ่งฉิว ลมพัดปะทะหน้า เส้นชัยเห็นไม่ไกลแล้ว ชนะแน่ๆ เธอมองต้นไม้ใหญ่ที่ทาสีแดงไว้ด้วยนัยน์ตาเป็นประกาย

                ม้าของธีรัชควบตามมาแบบชนิดจ่อก้น เธอเลยใช้เท้ากระตุ้นเจ้าม้าขาว แต่เจ้ากรรมเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น!

                แทนที่จะวิ่งพุ่งไปข้างหน้า มันกับวิ่งชลอๆ แล้วก็หยุดกินหญ้าเสียอย่างนั้น ส่วนม้าของธีรัชไม่ต้องพูดถึง มันวิ่งตะลุยห้อไปถึงเส้นชัยแล้ว ขณะที่เธอมัวแต่อ้าปากค้าง กับสิ่งที่ม้าของเธอกำลังทำ!

                นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย เธอแพ้ตาธีรัชอีกแล้วหรืออย่างไร


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

1 ความคิดเห็น