เรียกผมว่าเจ้านาย

ตอนที่ 12 : สมน้ำสมเนื้อ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 121
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 พ.ย. 59

“ขอบคุณมาก ฟิล แต่อยากรู้จริงๆ ว่าทำไมนายถึงหาข้อมูลมาได้ เรื่องอาเบล”

                “เธอมีเฟสบุ๊คสองแอคเค้าท์ อีกอันหนึ่งค่อนข้างจะเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ บล็อกไว้หมดเลย กับคนนอก ที่นั่นแหละครับที่เธอลงรูประหว่างเธอกับสามีไว้ ผมเลยเจาะมาให้เจ้านายรู้ได้ว่าสามีของมิสซิสแม็กคอยเป็นใคร มันเป็นเซอร์ไพรส์อย่างคาดไม่ถึงจริงๆ”

 ปลายสายว่า อพอลโลยิ้มนิดๆ เขากลับไปหนนี้ ฟิลิปจะได้ของขวัญอย่างจุใจแน่นอน

                “นายน่าจะไปเป็นนักสืบนะฟิล ทำได้ยังไงกันนี่”

                “ผมก็แค่ลองสืบประวัติดูว่ามีเพื่อนคนไหนในเฟสบุ๊คส่วนตัวอันนี้บ้าง แล้วก็...ส่วนใหญ่ที่เธอรับคือเพื่อนร่วมรุ่น เพื่อนสนิท แล้วก็...ปลอม แล้วก็ขอแอด...”

                “โห...เฮ้ย...”

                “แต่พอได้ข้อมูลทั้งหมด ผมก็ลบแล้วเรียบร้อยนะครับเจ้านาย รับรองว่าไม่มีอะไรมาถึงเจ้านายแน่นอน รายละเอียดเกี่ยวกับคุณหงส์เหิน ผมทราบมาว่า เธอชอบรับประทานอาหารไทยมาก มากเป็นพิเศษคือไข่เจียวหมูสับ เธอมักจะไปพักผ่อนปีล่ะครั้ง ส่วนใหญ่มักจะเป็นทะเลแถบอันดามัน เธอไม่ชอบอากาศหนาวเอามาก แพ้ข้าวโพด ถ้ากินแล้วจะหายใจไม่ออก เป็นผื่นขึ้นทั้งตัว ชอบแบรนวาเลนติโนเป็นพิเศษ รองลงมาคือดิออร์ ส่วนน้ำหอม...”

                “ฟิล...นายส่งอีเมลมาให้ฉันดีกว่า ฟังทั้งหมดนี้ ฉันจำไม่ได้แหงๆ เลย”

อพอลโลเอ่ยขัดขึ้น อีกฝ่ายหนึ่งเจาะข้อมูลมาให้อย่างจุใจเลยจริงๆ

                “ขอเวลาผมจัดการทั้งหมดประมาณยี่สิบนาที เจ้านายจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องคุณหงส์เหิน ทุกเรื่องที่ผมรู้มาครับ”

                “นายมันสุดยอดจริงๆ ฟิล”

                “แหล่งข้อมูลชั้นดีของผม ทำให้ผมมีวันนี้ครับเจ้านาย”

 ฟิลิปเอ่ยเสียงกลั้วหัวเราะ แล้ววางสายไป นี่ถ้าเขาอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับประธานาธิบดีแบบละเอียดยิบ หมอนั่นก็คงจะหามาให้ได้

                เสียงลมและเสียงคลื่น กลิ่นเกลือเจือในอากาศที่ร้อน แต่มีลมพัดโชยให้ความสดชื่น อพอลโลนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบสีสันแสบตาหน้าห้องพักของเขาที่รีสอร์ตซึ่งติดทะเล เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด นานหนจะได้มาพักผ่อนแบบนี้ ปรกติแล้วการพักผ่อนของเขาจะค่อนข้างอึกทึกครึกโครมอยู่สักนิด เพราะอพอลโลเป็นคนขี้เหงา ไม่ค่อยชอบอยู่คนเดียว การพักร้อนของเขาคือปาร์ตี้ กินดื่ม ผู้หญิงสวยๆ บนเรือสำราญส่วนตัว ล่องไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน หรือไม่ก็ลาสเวกัส สำมะเลเทเมาให้สุดๆ

                เออ...ก็เพราะไอ้ความสำมะเลเทเมานี่แหละ ทำให้เขาต้องตกเป็นเหยื่อนกต่อ และทำให้เขาต้องมารับบทสามีรับจ้างของหงส์เหิน

                ซึ่งมัน...

                ดีเป็นบ้า

                เสียงประตูห้องข้างๆ ของเขาเปิดออก พร้อมกับผู้หญิงรูปร่างเพรียวกะทัดรัดที่เดินก้าวออกมา เธอเป็นพวกชื่นชมแฟชั่นจริงๆ นี่เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกแล้ว เขานึกสงสัยว่ากระเป๋าเสื้อผ้าของเธอที่ตนเองเป็นคนแบกขึ้นรถให้ มีอะไรใส่ไว้บ้าง เพราะมันหนักมาก

                หงส์เหินในชุดเสื้อลายดอกพราวแบบโบฮีเมียน คอปาด แขนทรงระฆัง สั้นแค่เข่า อวดรูปร่างเพรียวน่ารัก และผิวลออตาไปทุกส่วน เธอเกล้าผมไว้สูง สวมแว่นกันแดดอันโตไว้ บดบังนัยน์ตาเฉี่ยวคมที่เขาชอบมองไว้เสีย เธอไม่ได้สวมรองเท้า มองทะเลตรงหน้าแล้วยกแขนขึ้นสองข้างเปิดรับความสดชื่น พร้อมกับถอนหายใจยาวอย่างมีความสุข

                “เฮ้อ...”

                “อะแฮ่ม”

เธอหดแขนลงทันที เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้มาคนเดียว ทะเลทำให้เธอลืมทุกสิ่งไปได้เสี้ยววินาที และแล้วความเป็นจริงก็กระแทกเข้าหาเหมือนหมัดน็อกของนักมวย

                คืนนี้เธอจะต้องทำธุรกิจกับอีตานี่!

                แอร๊...

                “ไม่พักสักหน่อยหรือคะ คุณขับรถทางไกลน่าจะเพลีย”

                “ไม่หรอกครับ ผมสบายมาก ผมแข็งแรงนะ เจ้านาย”

 นั่น...บรรยายสรรพคุณของตนเองเสียด้วย หงส์เหินหรี่ตา มองอพอลโลซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยอกอวดกล้ามเนื้อเป็นมัด ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเพียงกางเกงตัวเดียว

                เออ...เชื่อล่ะว่าแข็งแรง กล้ามขนาดนั้น แต่อดีตสามีของเธอ การันตรีว่าแข็งแรงกว่าตานี่แน่นอน ชิ!

                “ฉันจะไปเดินเล่น คุณไม่ต้องตามมาหรอก นอนพักไปเหอะ”

กันท่าไว้เรียบร้อย แล้วก็เดินแกมวิ่งจากไปเสียดื้อๆ อพอลโลมองตามแล้วส่ายหน้า เขาอดยิ้มไม่ได้กับท่าทีเดินจ้ำอ้าวหนีของเธอ จะหนีไปทำไมกันนะแม่คุณ ยิ่งหนีแบบนี้เขาก็สนุกกับการตามล่ะ

                หรือเพราะหล่อนเป็นแบบนี้ อาเบลเลยหลงรัก? ผู้หญิงประหลาด เขาไม่เคยเจอใครเหมือนเธอมาก่อนเลยสักคน

                แม้จะเดินทีหลังเธอ แต่ก้าวยาวกว่า ในที่สุดก็ทันกัน หงส์เหินหันมาเจอเขาก็ทำตาดุๆ ใส่ พร้อมกับหยุดยืนท้าวเอว เสียงหวานเอ่ยห้วน

                “ตามมาทำไม”

                “อ้าว ไม่ใช่ที่ส่วนบุคคลนี่ครับ ผมจะไปที่ไหนก็ได้ ในสัญญาจ้างก็ไม่ได้ระบุ ว่าห้ามผมเดินทางเดียวกับคุณ ผมไม่ได้ทำผิดอะไรนะครับ”

                “...”

                “เดินไปด้วยกันดีกว่า อยู่คนเดียวเหงานะ เราจะได้ทำความคุ้นเคยกันไว้ก่อนจะ...”

                “ฉันไม่เหงา” เธอตวาดแหว หน้าแดงก่ำทันที ทำไมหมอนี่ขยันคุ้ย ขยันขุดจริงๆ ว่าคืนนี้เธอจะต้องทำอะไรกับเขา

 “อยากจะเดินตามมาก็ตามใจ ฉันห้ามอะไรคุณไม่ได้นี่”

                “ขอบคุณครับ”

อพอลโลยิ้มกว้าง ทำให้ใบหน้านั้นดูอ่อนเยาว์และเปี่ยมเสน่ห์ขึ้นมาก เธอเผลอมองแล้วกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะหันขวับ เธอทำท่าจะขยับเดินแต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่ออีกฝ่ายนั้นจับมือเธอไว้ หญิงสาวมองลดไปที่มือเขา พร้อมกับปรายตามองเขา

                “ทำไมต้องจับมือ?”

                “เป็นมารยาทของสุภาพบุรุษครับ”

 อพอลโลว่า เขาจับจูงให้เธอเดินตามเขาไปช้าๆ แล้วชี้ชวนให้เธอดูธรรมชาติและผู้คน

                “ที่นี่ดูคึกคักดีนะครับ อาหารไทยแบบนั้น เราลองกินได้หรือเปล่า”

 เขาหมายถึงป้าคนขายที่หาบของมาขาย กำลังนั่งใช้พัดโบกไล่ความร้อนให้ตัวเอง แล้วตะโกนเรียกลูกค้าไปด้วย

                “ถ้าคุณไม่กระแดะอนามัยจัดมาก ก็กินได้น่ะแหละ”

 หงส์เหินยักไหล่ ความคิดแผลงๆ บางอย่างผุดขึ้นมาทันที เธอหันมายิ้มหวานให้กับเขา

                “อืม...เราลองกินอาหารเย็นแบบไทยสไตส์ดีไหม?”

                “น่าสนใจนะครับ”

อพอลโลเห็นความเจ้าเล่ห์ในสายตานั้น และเขาเองก็คิดว่าตนเองรู้เท่าทันหล่อน ยอมเดินตามหล่อนไปต้อยๆ แล้วก็นั่งยองๆ ฟังหล่อนสั่งอาหารเป็นภาษาไทย ภาษาที่เขาคิดว่าเป็นภาษาที่ไพเราะมากภาษาหนึ่ง เสียงของเจ้าหล่อนสูงๆ ต่ำๆ เหมือนเสียงดนตรี ยามพูดภาษานี้

                “เอาแบบนั้น พ่อคนนี้กินได้หรือหนู”

 ป้าคนขายมองหน้าฝรั่งหน้าหล่อชวนเคลิ้ม ที่กำลังยิ้มไม่รู้อิโหน่อิเหน่ส่งให้แกก็เอ่ยค้าน

                “กินได้สิคะ ฝรั่งขี้นกน่ะค่ะคนนี้ กินพริกเป็นกำๆ เลยล่ะป้า” เธอตอบ แล้วหันไปสะกิดอพอลโล

                “ป้าเค้าบอกว่า เค้าจะทำสุดฝีมือเลยล่ะ อาหารมื้อนี้ คุณต้องกินให้หมดนะ รับรองว่าอร่อยมากๆ”

                “ได้สิ กินหมดแน่ๆ”

 อพอลโลนั่งเหยียดขาบนเสื่อ ที่ป้าคนขายกุลีกุจอปูให้ก่อนที่จะไปนั่งทำอาหารแบบ ไทยสไตส์ ตามที่หงส์เหินนำเสนอ เธอนั่งลงข้างเขา ก่อนจะเอ่ยชวนคุย

                “คุณเริ่มต้นธุรกิจได้ยังไงคะ”

                “สัมภาษณ์กิจการก่อนเทคโอเวอร์หรือครับ คุณหงส์เหิน”

 เขาหันมามองเธอ นัยน์ตาสีฟ้าสวยเป็นประกายวาววับ เธอเมินหลบมัน เพราะเผลอมองสบนานๆ ทีไร ใจมันก็เต้นประหลาดทุกที

                “จะเรียกว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ฉันอยากรู้ว่ามันรุ่ง และล้มได้ยังไง”

                “โอ...”

เขาแสร้งทำเสียงโอดครวญ โหยหวนจนเกินจริง แล้วกุมหน้าอกตรงด้านซ้าย มองเธอด้วยสายตาตัดพ้อ

“ผมไม่อยากเล่าสิ่งที่แสลงใจที่สุดตอนนี้ มันพาลจะทำให้ผมหมดเรี่ยวหมดแรงนะครับ เจ้านาย”

                “อพอลโล”

 เธอเกือบจะหัวเราะกับท่าทีนั้นแล้ว แต่แค่เกือบ หงส์เหินส่งสายตาดุๆ ให้กับเขา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

                “จริงจังนะคะ ฉันอยากรู้จริงๆ เพราะจะได้ทำงานของคุณต่อได้”

                “เอกสารรายละเอียดทั้งหมดของเรา อยู่ในแฟ้มเรียบร้อยแล้วนี่ครับ รวมถึงข้อมูลที่ฟิลส่งให้คุณ นั่นคือทุกสิ่งแล้ว บางทีผู้ชายอย่างเรา ก็ไม่อยากเล่าแผลกลัดหนองของตัวเองหรอกนะครับ”

                “ตกลงว่าจะไม่เล่า” เธอเลิกคิ้ว ใช้เสียงแบบเจ้านายกับเขา

“ถ้าฉันบอกว่ามันเป็นคำสั่งล่ะคะ”

                “มันจะเป็นคำสั่งที่ต้องรอคอยครับ เจ้านาย”

เขาตอบพร้อมกับยิ้มร้ายส่งให้เธอ ป้าคนขายของเริ่มยกอาหารมาให้ เขามองจานอาหารที่เรียกว่าส้มตำ แน่นอนว่าเขารู้จักมัน หนหนึ่งมีเพื่อนพาไปรับประทานมาแล้ว และแกล้งเขามาแล้วด้วย ไอ้สีแดงสวยๆ สีเขียวมรกตที่โรยหน้ามาเต็มกำลังนั่น พริก...มันร้อนเผ็ดไปในลำคอ ในปาก ใส่มาขนาดนั้น ปากเจ่อแน่ๆ ส่วนอีกสองจาน สีของมันดำๆ ตุ่นๆ ไม่น่ากินนัก และไก่ย่างสีแดงแจ๋ มันจะเป็นอันตรายหรือเปล่านะ ใส่สีผสมอาหารขนาดนั้น เมื่อเธอสั่งมาให้กิน เขาก็จะกิน แต่เธอก็ต้องกินด้วยกัน

                “มาแล้วค่ะ อาหารแบบไทยสไตส์”

 หงส์เหินยิ้ม อพอลโลยิ้มตอบเธอ และก่อนที่เธอจะทันได้ทำอะไร เขาก็ใช้ส้อมและช้อน ตักส้มตำจ่อถึงปากให้เธอ กลิ่นของพริกฉุนกึกเลยทีเดียว แถมด้วยกลิ่นปลาร้าที่โชยหึ่งแบบเป็นเอกลักษณ์ เธอเบิกตานิดหนึ่ง แล้วมองหน้าเขาพลางกะพริบตาปริบๆ

                “คุณคำ ผมคำ โอเค?”

                “คุณก่อนสิ”

 ตายล่ะวา หงส์เหิน...คิดจะแกล้งเค้า แต่ดันช้ากว่าเขาไปก้าวหนึ่งแบบนี้ เอ่อ...ทำยังไงดีหนอเรา เธอผลักช้อนออก แต่อพอลโลสั่นหน้าน้อยๆ แล้วเอามันมาจ่อที่ปากเธออีกหน แล้วย้ำคำเดิม

                “คุณคำ ผมคำ ถ้าคุณไม่โอเค ผมก็ไม่โอเค”

                เอายังไงล่ะวะหงส์เหิน เอาก็เอา แกล้งตานี่ได้ แค่นิดหน่อยก็เอาละเรา

                ตัดสินใจแล้วก็งับส้มตำมหาเผ็ดเข้าไปเต็มช้อน เธอแทบจะบ้วนมันออกมา รสชาติเผ็ดร้อนทำให้เธอหน้าแดงแจ๋ หูอื้อ ตาลายไปชั่วขณะ เธอกลืนมันเข้าไป แล้วรีบดื่มน้ำตาม เผ็ดจนแทบจะพูดไม่ออก ลิ้นชา หน้าชาไปหมด อพอลโลถึงกับขำก๊าก เมื่อเธอสำลักน้ำ แถมยังเอาน้ำไปอมไว้ที่แก้ม จนแก้มป่องเหมือนปลาทอง

                “อาอุนแอ้ว” (ตาคุณแล้ว)

                “หึๆ เห็นสภาพคุณเป็นแบบนั้น ผมคงจะกินอยู่หรอกนะ เจ้านาย  หึๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เขาหัวเราะจนเต็มเสียงแล้วตอนนี้ หัวเราะแบบไม่เกรงใจกันเลย หงส์เหินเผ็ดจนน้ำหูน้ำตาไหล จะบ้วนน้ำก็ยังไม่ทำเพราะยังร้อนปากไปหมด การอมน้ำเย็นๆ แบบนี้ไว้มันก็ช่วยได้แม้จะนิดหน่อยก็ตามที สุดท้ายเธอก็ได้แต่ค้อนเขา อพอลโลยังคงขำเธอหน้าตาแดงก่ำไปหมด เสียงหัวเราะของเขาทำให้คนที่นั่งแถวๆ นั้นบางคนถึงกับหันมามอง

                “ผมไทยสไตส์กับคุณแค่นี้ก็แล้วกัน” เขาฉีกไก่มารับประทาน รสชาติของมันไม่เลวเลยทีเดียว แล้วยื่นให้เธอ

“เอาไหม? ผมว่ามันคงจะดีกว่าส้มตำนั้นเยอะเลย”

                “รู้จักด้วยเหรอไง ก็คุณไม่เคยมาแถบทางนี้เลย อาหารไทยก็ไม่ใช่อาหารที่คุณชอบสักหน่อย”

เธอกลืนน้ำลงไปแล้วตอนนี้ มันยังคงเผ็ดร้อนติดปลายลิ้น เธอรับไก่จากเขามารับประทาน กินไปค้อนเขาไปด้วย มันเผ็ดเลยต้องหาอะไรกินแก้เผ็ด ไก่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้เหมือนกัน

                “เอ...รู้จักผมละเอียดเลยแหะ ถูกว่าผมไม่เคยมาเมืองไทย แล้วก็ไม่ชอบอาหารไทย แต่ก็ไม่ใช่ไม่เคยกินอาหารไทยเสียหน่อย ไอ้มุกนี้ของคุณน่ะผมเคยโดนเพื่อนแกล้งมาแล้ว เข็ดแล้ว หึๆ”

                “ทำไมไม่บอก”

 เธอค้อนให้เขาอย่างเผลอๆ อพอลโลยักคิ้ว หน้าตาของเขามันทั้งกวน แล้วก็ทั้งหล่อ...

                เอ่อ...ก็หล่อนั่นแหละ เหมือนอาเบลเปี๊ยบ แต่ดูมีเสน่ห์มากกว่าคนรักเก่าของเธอ สายตาของเขาพราวพรายยิ่งกว่าอาเบล ยิ้มก็เปิดเผยกว่า ยิ้มบ่อยกว่า หัวเราะเสียงดังกว่าอีกด้วย

                เราคิดถูกหรือเปล่านะ? ที่อยากได้ลูกจากหมอนี่ไว้เป็นตัวแทนของอาเบล

                ถามตัวเองไป แอบมองเขาไป หงส์เหินหายเผ็ดในที่สุด แต่ผลลัพธ์คือเธอดื่มน้ำจนจุกและลุกไม่ไหว ต้องนั่งอยู่แบบนั้น อพอลโลนั่งเป็นเพื่อนเธอ แล้วชวนเธอคุยไปด้วย

                “สามีเก่าของคุณเป็นแบบไหน?” จู่ๆ เขาก็ถามเธอขึ้นมา หงส์เหินปรายตามองเขาด้วยสายตาเหยียดๆ แล้วไหวไหล่

                “ก็เป็นผู้ชาย” อพอลโลรอให้เธอพูดต่อ แต่เธอไม่ยักกะพูดอะไรอีก แถมยังแบมือให้เขาทั้งสองข้าง

“ก็...แค่นั้น ที่ฉันอยากจะบอก”

                คนอะไร ไม่รู้เลยรึยังไงว่าเราเป็นพี่สะใภ้ มัวแต่สำมะเลเทเมา มัวแต่ทำงาน จนไม่สนใจคนรอบข้างจริงๆ เฮ้อ...งานแต่งงานของเธอกับอาเบล อีตานี่ก็มาด้วย ใช่! หมอนี่มาด้วย เธอเห็นเขาแวบเดียวตอนที่สามีเธอเข้าไปกอด แล้วก็...น่ะ อพอลโลเมาจนฟุบกับพื้น สรุปงานนั้นก็นอนตาหวานทั้งงาน มองคนนั้นคนนี้ เขายังโห่ฮา ปรบมือรัวๆ ให้เธอด้วยซ้ำตอนที่สามีเต้นรำกับเธอ

                เฮ้อ!

                สองพี่น้องนี่ช่างแตกต่างกันจริงๆ อาเบลเป็นคนจริงจังไปเสียทุกเรื่อง แต่อพอลโล ดูผ่อนคลายไปเสียทุกสิ่ง ในออฟฟิศของเขาพวกลูกน้องรักเขามาก เวลาพูดถึงเจ้านายมีแต่คำรักใคร่ และเหมือนราวกับเขาเป็นเพื่อนหรือญาติสนิทเลยทีเดียว เธอตั้งใจจะให้เขาบริหารงานที่นั่นต่อไป การยื่นมือเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจการของเขาในครั้งนี้ ก็เพราะไอ้เงื่อนไขพิเรนๆ ที่เธออยากได้ลูกจากเขานี่แหละ

                “ทำไมเขาถึงตายไวนัก”

                “มันไม่เกี่ยวอะไรกับงานของเรา ฉะนั้นฉันไม่ขอตอบค่ะ หน้าที่ของคุณมีแค่ไหน ก็ทำแค่นั้น”

 เธอหลบตาเขา เสียงสั่นเล็กน้อย แต่อพอลโลก็ยังซักต่อ เขาอยากจะกะเทาะใจเธอออกดู

                “ผมก็แค่อยากจะรู้ไว้บ้าง ว่าความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับเขาเป็นยังไง มันเกี่ยวกับฟิลลิ่ง เวลาที่...”

                “หยุด! อย่าพูดถึงเขาอีก”

เธอมองเขาหนนี้ น้ำตาคลอเลยทันที สายตานั้นทำให้อพอลโลหยุดล้อเล่น เขากลืนน้ำลาย พลางเอ่ยพึมพำ

                “ผมขอโทษ”

                ต่างคนต่างเงียบกันไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้เสียงผู้คน เสียงธรรมชาติเป็นเพื่อน ต่างคนต่างคิดอะไรในใจ จนในที่สุดอพอลโลก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง แล้วเขาก็หันไปหาคนข้างๆ ที่ยังคงมองเหม่ออยู่ แล้วกระแอมขึ้น

                “ผมว่าเราต้องเตรียมตัวไปปฏิบัติงานแล้วล่ะ เจ้านาย”

                “หะ!

 จู่ๆ ก็พูดขึ้นมาแบบนี้ จะไม่ให้คนที่กำลังเพลินกับความคิดของตัวเองตกใจได้ยังไงกัน เธอมองเขาแล้วทำตาโต อพอลโลสิ่งยิ้มหวานให้เธอ แล้วฉุดมือเธอให้ลุกขึ้น เดินแกมวิ่งตามเขากลับรีสอร์ต

                “เดี๋ยวๆ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยว”

 

6 ความคิดเห็น