คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ตอนที่ 5 : สาระที่ 5: ภูมิศาสตร์


     อัพเดท 22 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: สังคม
ผู้แต่ง : NoneNone44 ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NoneNone44
My.iD: https://my.dek-d.com/anything-blabla
< Review/Vote > Rating : 87% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,085 Overall : 347,361
534 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2175 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 5 : สาระที่ 5: ภูมิศาสตร์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 95583 , โพส : 17 , Rating : 91% / 112 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สาระที่ 5: ภูมิศาสตร์

โดย อ.คมกฤษณ์  ศิริวงษ์           อ.สุทัศน์  ภูมิรัตนจรินทร์

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เครื่องมือทางภูมิศาสตร์

                       เครื่องมือทางภูมิศาสตร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ประกอบด้วยเครื่องมือสำคัญๆดังนี้   แผนที่  ลูกโลก  แผนภาพ  ภาพถ่ายทางอากาศ  ข้อมูลสถิติ  ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก  และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์

1.  แผนที่   แผนที่ คือสิ่งที่เขียนลงบนพื้นราบ โดยใช้เส้น สัญลักษณ์และเครื่องหมายต่างๆ เพื่อแสดงลักษณะภูมิประเทศและสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่บนพื้นโลก ให้เห็นอาณาเขต ที่ตั้ง และความสัมพันธ์ในทางพื้นที่ของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น

ชนิดของแผนที่     แผนที่ที่เขียนขึ้นนั้น มีอยู่มากมายหลายชนิด สุดแล้วแต่จะเขียนขึ้นเพื่อแสดงอะไร และใช้ประโยชน์อย่างใด ที่สำคัญๆ         มีดังนี้

                1.     แผนที่กายภาพ (Physical Maps) เป็นแผนที่ ที่แสดง  สิ่งที่เกิดเองตามธรรมชาติ  เช่น   แผนที่ภูมิประเทศ  แผนที่ธรณีวิทยา แผนที่ภูมิอากาศ  แผนที่ลมฟ้าอากาศ   แผนที่ทะเล  มหาสมุทร  แผนที่กระแสน้ำ  เป็นต้น

                2.     แผนที่วัฒนธรรม (Cultural Maps) เป็นแผนที่  ที่แสดงสิ่งที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น  เช่น  แผนที่ประเทศ  แผนที่จังหวัด  แผนที่ทางหลวง  แผนที่เดินเรือ  แผนที่การบิน  แผนที่ประวัติศาสตร์ แผนที่แสดงโบราณสถาน  แผนที่เศรษฐกิจ  แผนที่โฉนด               

ส่วนประกอบสำคัญของแผนที่   

                1.     พิกัดภูมิศาสตร์ (Geographic Coordinates) พิกัดภูมิศาสตร์ คือกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของจุดหนึ่งจุดใดบนพื้นผิวโลก เพื่อให้สามารถทราบได้ว่าจุดนั้นๆ ตั้งอยู่ ณ ที่ใด การกำหนดนี้อาศัยกำหนดจาก ละติจูด และ ลองจิจูด

                 ก.    ละติจูด (Latitude) ละติจูดคือการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของจุดหนึ่งจุดใดบนผิวโลก ว่าอยู่ห่างจากศูนย์สูตรมากน้อยแค่ใด และคิดค่าเป็นองศา   โดยมีเส้นสำคัญดังนี้ 

                1.  เส้นศูนย์สูตร  ( Lat.0 )   แบ่งเป็นซีกโลกเหนือ  ซีกโลกใต้

                2.  เส้นทรอปิคออฟแคนเซอร์ (Lat.23 ½ N ) แบ่งเขตอากาศร้อนเหนือ-อบอุ่นเหนือ

                3.  เส้นทรอปิคออฟแคปปริคอร์น (Lat.23 ½S )  แบ่งเขตอากาศร้อนใต้-อบอุ่นใต้

          4.  เส้นอาร์คติก  (Lat.66 ½ N ) แบ่งเขตอากาศอบอุ่นเหนือ-หนาวเหนือ

                5.  เส้นแอนตาร์กติก   (Lat.66  ½ S ) แบ่งเขตอากาศอบอุ่นใต้-หนาวใต้

                ข.    ลองจิจูด(Longitude)ลองจิจูดคือการกำหนดตำแหน่งที่ตั้งของจุดใดบนพื้นผิวโลกว่าอยู่ห่างจากเส้นเมริเดียนแรก (Prime Meridian) มากน้อยแค่ใด และคิดค่าเป็นองศา   โดยมีเส้นสำคัญดังนี้ 

                1.  เส้นเมอริเดียนปฐม(Long.0)  ใช้เป็นเส้นกำหนดเวลามาตราฐานกรีนิช ( GMT )

          2.  เส้นเขตวันสากล  ( International  Date  Line )  (Long.180)

                3.  เส้นLong.105E   ใช้เป็นเส้นกำหนดเวลาของประเทศไทย 

                ประโยชน์ของเส้นละติจูดและลองจิจูด

               1.  เฉพาะเส้นละติจูดใช้บอกเขตอากาศของสถานที่ต่าง ๆ  บนโลก

               2.  เฉพาะเส้นลองจิจูดใช้บอกเวลาของสถานที่ต่าง ๆ  บนโลก

               3.  ถ้าทั้ง 2 เส้นใช้คู่กัน  จะบอกพิกัดภูมิศาสตร์ของสถานที่ต่าง ๆ  บนโลก

                2.     เส้นโครงแผนที่ (Map Projections)            เส้นโครงแผนที่เป็นสิ่งจำเป็นในการเขียนแผนที่เพราะพื้นผิวโลกมีลักษณะเป็นส่วนโค้ง เมื่อจะแสดงลงบนแผนที่ซึ่งเป็นแผ่นกระดาษราบ ก็จำเป็นจะต้องมีวิธีการต่างๆ ที่จะเขียนเส้นเมริเดียน และเส้นขนานลงไปในแผนที่ให้ถูกต้องให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการคิดเส้นโครงแผนที่แบบต่างๆ ขึ้น เพื่อให้สามารถเขียนแผนที่ที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการได้ ซึ่งคุณสมบัติของแผนที่จะประกอบด้วยข้อต่างๆ ดังนี้

                1)     รักษาเนื้อที่ถูกต้องตามความเป็นจริง

                2)     รักษาระยะทางถูกต้องตามความเป็นจริง

                3)     รักษาทิศทางถูกต้องตามความเป็นจริง

                4)     รักษารูปร่างถูกต้องตามความเป็นจริง

                        เส้นโครงแผนที่ที่สำคัญในปัจจุบันนี้มีอยู่มากมาย แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้คือ

                1.     เส้นโครงแผนที่แบบโนโมนิก (Gnomonic Projection)  ใช้กำหนดเส้นทางบิน

                2.     เส้นโครงแผนที่แบบบอนน์ (Bonne’s Projection)  รักษาเนื้อที่ถูกต้อง

          3.     เส้นโครงแผนที่แบบโพลิโคนิก      (Polyconic Projection)   รักษาระยะทางถูกต้อง

                4.     เส้นโครงแผนที่แบบเมอร์เคเตอร์ (Mercator Projection)   รักษาทิศทางถูกต้อง

3.             มาตรส่วน (Scale)   คือ  อัตราส่วนระหว่างระยะทางในแผนที่  ต่อ  ระยะทางจริงบนโลก

                มาตราส่วนที่แสดงไว้ในแผนที่มีวิธีแสดง 3 วิธีคือ

                1.     แสดงมาตราส่วนเป็นตัวเลข ที่เรียกว่า เช่น มาตราส่วน 1:150,000 หรือมาตราส่วน  ซึ่งหมายความว่า  ระยะทาง 1 หน่วยบนแผนที่ จะเท่ากับระยะทางบนพื้นที่ 150,000 หน่วย

                2.     แสดงมาตราส่วนเป็นเส้น   เช่น           

                                                                                                                                                                                               3.     แสดงมาตราส่วนเป็นคำพูด    เช่น มาตราส่วน 6 นิ้วต่อไมล์ (หรือ 1:10,560) มาตราส่วน 5   เซนติเมตร ต่อ 1 กิโลเมตร (1:20,000)   เป็นต้น

4.   สัญลักษณ์  การแสดงสิ่งต่างๆ  ในแผนที่ไม่สามารถแสดงด้วยของจริงได้  จึงจำเป็นต้องกำหนดเป็นสัญลักษณ์ขึ้

5.   ทิศ  เป็นการบอกให้รู้ว่าสถานที่นั้นตั้งอยู่ทางทิศใด  เมื่อแสดงไว้ในแผนที่

6.   การแสดงความสูงต่ำของพื้นที่

2.  ลูกโลก       โลกมีสัณฐานกลม แต่ไม่กลมอย่างแท้จริงทีเดียว เพราะโลกจะป่องออกตรงกลาง (บริเวณศูนย์สูตร) เล็กน้อย เนื่องจากแรงเหวี่ยงที่เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลางของโลกวัดจากขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ยาว 12,714 กม. และวัดที่เส้นศูนย์สูตรยาว 12,757 กม.

                การที่โลกมีสัณฐานกลมหากจะให้แสดงสัณฐานที่ถูกต้องของโลกได้ ต้องใช้วิธีสร้างลูกโลก (Globe) ซึ่งเป็นการจำลองขนาดของโลกให้เล็กลง และใช้แสดงสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏบนพื้นผิวโลกลงบนลูกโลก เช่น ทวีป  เกาะ มหาสมุทร อาณาเขตประเทศ ที่ตั้งเมือง เส้นทางคมนาคมขนส่ง เป็นต้น

3.  แผนภาพ  แผนภาพ (diagram) คือ รูปที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์ เช่น วัฏจักรของน้ำ การเกิดทะเลสาบรูปแอก  เป็นต้น  การใช้แผนภาพอธิบายจะทำให้เข้าใจเรื่องราวเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น

4.  ข้อมูลสถิติ           เป็นข้อเท็จจริงสำหรับใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิงข้อมูลที่รวบรวมไว้ มีทั้งที่เป็นข้อความและตัวเลข  เช่น  ตารางสถิติ และกราฟ ( กราฟวงกลม  กราฟแท่ง  กราฟเส้น )

5.  ภาพถ่ายทางอากาศ  การถ่ายภาพทางอากาศ (aerial photography) คือ การถ่ายภาพจากที่สูงในอากาศเหนือพื้นโลกโดยใช้เครื่องบิน หรือบอลลูน เมื่อบันทึกภาพนั้นไว้แล้ว จึงนำมาเรียงต่อกันก็จะเห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏอยู่จริงบนผิวโลก

6.  ภาพถ่ายจากดาวเทียม  การถ่ายภาพจากดาวเทียม (satellite imagery) คือ การถ่ายภาพและบันทึกข้อมูลจากดาวเทียมแล้วส่งข้อมูลเหล่านั้นมายังสถานีรับภาคพื้นดิน แต่ภาพที่ปรากฏไม่สามารถแปลความหมายได้ง่ายเหมือนภาพถ่ายทางอากาศ  ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือในการช่วยแปลความหมาย ปัจจุบันเทคโนโลยีการถ่ายภาพจากดาวเทียมได้พัฒนาไปมาก จนสามารถถ่ายภาพได้รายละเอียดและชัดเจนเท่าภาพถ่ายทางอากาศ เช่น

                                                                                                                         

 

 

 

 

 

ภาพถ่ายจากดาวเทียม

อ่าวคุ้งกระเบน  จ.จันทุบรี

ภาพถ่ายทางอากาศ

อ่าวคุ้งกระเบน  จ.จันทุบรี

 


                                                                           

                                                                                                       

ดาวเทียมที่ควรรู้  

Landsat       สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ      

 Ikonos        สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ      

Theos           สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ    ( ดวงแรกของไทยที่ใช้สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ )   

NOAA        อุตุนิยมวิทยา

MOS           สำรวจพื้นโลก  ,  พื้นน้ำ

NPOESS     สำรวจขั้วโลก

7.  ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก  ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (Global Positioning System – GPS) คือ การนำคลื่นสัญญาณจากดาวเทียมบอกตำแหน่งมาบอกค่าพิกัดของสิ่งต่างๆ บนพื้นโลก ระบบนี้จึงมีประโยชน์ต่อการบอกตำแหน่งและทิศทางการเดินทางทั้งทางบก  ทางน้ำ  และทางอากาศ

8.  ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์     ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System – GIS) คือ เครื่องมือทางภูมิศาสตร์ที่ช่วยในการจัดเก็บ จัดการ จัดทำ วิเคราะห์ ทำแบบจำลองและการแสดงข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยระบบคอมพิวเตอร์  ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงที่ช่วยในการวิเคราะห์และวางแผนในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาในด้านต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนประกอบของโลก

ส่วนประกอบของโลก

ทวีป

มหาสมุทร

ซิแอล

ซิมา

แมนเติล

                สัณฐานของโลกเป็นทรงกลมมีลักษณะป่องออกเล็กน้อยตามแนวเส้นศูนย์สูตร และแบนลงเล็กน้อยที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ มีลักษณะเป็นทรงกลมรี ดังนั้นเส้นผ่าศูนย์กลางของโลกตามแนวเส้นศูนย์สูตรจึงยาวกว่าเส้นผ่า ศูนย์กลางจากขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ เส้นผ่าศูนย์กลางของโลกที่เส้นศูนย์สูตรยาว 12,757 กิโลเมตร (7,927 ไมล์) เส้นผ่าศูนย์กลางของโลกจากขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ยาว 12,714 กิโลเมตร (7,900 ไมล์ )

 

 

 

 

 

 

 


ส่วนประกอบของโลก จะเห็นว่ามีลักษณะเป็นชั้นคล้ายหัวหอม

โลกซึ่งเป็นทรงกลมรี    ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1.     แบริสเฟียร์ ( Barysphere ) หรือแก่นโลก เป็นส่วนที่มีน้ำหนักและความแน่นมากที่สุด ประกอบด้วยเหล็กและนิเกิล แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ แก่นโลกส่วนนอกหนาประมาณ 2,000 กิโลเมตร มีลักษณะเป็นของเหลวเรียกว่า หินหนืด ( Magna) มีความแน่นสูง  และแก่นโลกส่วนในหนา 1,370 กิโลเมตร มีความแน่นมากยิ่งขึ้น  และมีอุณหภูมิสูงมากถึง 4,0000ซ. มีส่วนประกอบเหมือนแก่นโลกส่วนนอกแต่มีความแน่นมากจนมีลักษณะเป็นของแข็ง เรียกว่า หินไนฟี      ( nife )

2.     เมโซสเฟียร์ ( Mesosphere) หรือเนื้อในของโลก ( mantle) อยู่ระหว่างแก่นโลกและเปลือกโลก มีความหนา  2,900 กิโลเมตร มีความหนาแน่นน้อยลง

3.     ธรณีภาค ( Lithosphere) คือ ส่วนที่เป็นเปลือกแข็ง มีความหนา 16-40 กม.บนทวีป ถ้านับจากใต้ท้องทะเลมหาสมุทรอาจหนา 5-50 กม.  แบ่งออกเป็น  2 ชั้น ชั้นแรกเรียกว่า  หินซิแอล (sial ) ประกอบด้วยธาตุซิลิกา (silica) และอลูมินา (alumina) เป็นหินที่มีความแน่นน้อย ชั้นล่างเรียกว่า หินซิมา (sima) ประกอบด้วยซิลิกา (silica) และแมกนีเซียม (magnesium ) มีความแน่นมากขึ้น

เปลือกโลกจะมีความหนามากบริเวณที่เป็นทวีปโดยเฉพาะภูเขาสูง แต่ส่วนที่เป็นท้องทะเลเปลือกโลกจะบาง และมีแต่ชั้นหินซิมาเท่านั้น

4.        อุทกภาค (hydrosphere ) คือ ส่วนที่เป็นพื้นน้ำของโลกได้แก่น้ำในมหาสมุทร ทะเล ทะเลสาบ แม่น้ำ

น้ำใต้ดิน  รวมทั้งไอน้ำในอากาศด้วย

5.        บรรยากาศ (atmosphere ) คือ ส่วนที่เป็นก๊าซที่ห่อหุ้มโลกอยู่ บรรยากาศส่วนใหญ่ (97%) อยู่ระยะความ

สูง 29 กิโลเมตร จากผิวโลก แต่อาจจะแผ่ขึ้นไปถึงความสูง 10,000 กม.

6.        ชีวภาค (biosphere) หมายถึง ส่วนของโลกซึ่งเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ได้แก่ พืชพรรณธรรมชาติ    สัตว์บก  สัตว์น้ำ และมนุษย์ที่เป็นผู้ใช้ทรัพยากรต่างๆ

             ทำเลที่ตั้ง ขนาด และพรมแดนของประเทศไทย

             ประเทศไทยตั้งอยู่ในทวีปเอเซียทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ส่วนที่เป็นภาคพื้นทวีป โดยมีที่ตั้งสัมพันธ์และที่ตั้งสมบูรณ์ดังนี้

        1.    ด้านเหนือสุด อยู่ที่อำเภอแม่สาย  จังหวัดเชียงราย    ละติจูด  20  องศา  27  ลิปดาเหนือติดต่อกับลาวและพม่า

             2.    ด้านใต้สุด อยู่ที่อำเภอเบตง   จังหวัดยะลา   ละติจูด  5  องศา   ลิปดาเหนือ   ติดต่อกับมาเลเซีย

             3.    ด้านตะวันออกสุด อยู่ที่อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ลองจิจูด 105  องศา  37   ลิปดาตะวันออก      

                    ติดต่อกับลาว  กัมพูชาและทะเลจีนใต้ (อ่าวไทย) 

             4.    ด้านตะวันตก อยู่ที่อำเภอแม่สะเรียง  จังหวัดแม่ฮ่องสอน   ลองจิจูด  97  องศา  21  ลิปดาตะวันออก ติดต่อกับพม่าและทะเลอันดามัน

                  พื้นที่รวมของประเทศไทยมีประมาณ   513,115  ตารางกิโลเมตร  ( ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                    รองจากจากอินโดนีเซียและพม่า )

            

ลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรธรรมชาติด้านธรณีภาค

ธรณีภาค (lithosphere ) คือส่วนที่เป็นเปลือกแข็งของโลก มีพื้นที่ร้อยละ 29 ของผิวโลกทั้งหมด ประกอบด้วยหิน  ดิน   แร่และธาตุ

ธาตุต่างๆ ที่ประกอบเป็นเปลือกโลกมีมากกว่า 98 ธาตุ แต่ที่มีมากที่สุดมีเพียง 20 ธาตุ จำแนกไว้ดังนี้

(1) ออกซิเจน                 46.71%

(2) ซิลิคอน                     27.69%

(3) อลูมิเนียม                   8.07%

(4) ไอร์ออนหรือเหล็ก   5.50 %

(5) แคลเซียม                   3.65%

(6) โซเดียม                      2.75%

(7) โปแตสเซียม              2.58%

(8) แมกนีเซียม              20.8 %

(9) ไตตาเนียม                    0.62%

(10) ไฮโดรเจน                   0.14 %

(11) ฟอสฟอรัส                  0.13%

(12) คาร์บอน                      0.094%

(13) แมงกานิส                    0.09 %

(14) ซัลเฟอร์หรือกำมะถัน 0.08 %

(15) แบเรียม                       0.05%

(16) คลอรีน                        0.045%

(17) โครเมียม         0.035%

(18) ฟลูออรีน         0.029%

(19)เซอร์คอน         0.025%

(20) นิเกิล               0.019%

        ธาตุอื่น ๆ         0.063 %

        รวม             100.000%

 

 

ในจำนวนธาตุทั้ง 20 ธาตุนี้มีที่สำคัญอยู่ 8 ธาตุ คือ ออกซิเจน ซิลิคอน อลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม โซเดียมโปแตสเซี่ยม แมกเนเซี่ยม

 

หินเปลือกโลก

                หินเปลือกโลกแบ่งออกเป็น  2  ชั้น  คือ   ชั้นหินซิแอล  และชั้นหินซิมา  และยังแบ่งตามสาเหตุที่เกิดเป็น

 3 ชนิด   คือ หินอัคนี  หินชั้น  และหินแปร

.หินอัคนี  (Igneous Rocks) เป็นหินที่มีโครงสร้างของเนื้อหินเป็นผลึก เกิดจากการแข็งตัวของหินหนืด (magma) จากภายในโลก แบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1. หินอัคนีแทรกซอน  (Intrusive Igneous Rocks)  หรือหินอัคนีภายใน เกิดจากการดันตัวของหินหนืดขึ้นมาจากที่เดิมหรืออาจแทรกเข้าไปในหินชนิดอื่นและต่อมาเย็นตัวและแข็งตัวอยู่ภายในเปลือกโลก มีลักษณะและชื่อเรียกต่างกัน  ดังนี้

 

 

 

 

 


                                           ลักษณะที่เกิดจากการเย็นตัวของหินอัคนี

2.    หินอัคนีพุ (extrusive igneous rocks)  หรือ  หินอัคนีภายนอก  เกิดจากหินหนืดออกมาเย็นตัวและแข็งตัวภายนอกเปลือกโลก โดยออกมาขณะภูเขาไฟระเบิด    เช่น   หินแอนดีไซท์  บาซอลท์   ออบซิเดียน     พิวมิส    หินไพโรคลาสรวมทั้ง บอมบ์ภูเขาไฟ (volcanic bombs) ขี้เถ้าภูเขาไฟ (volcanicash) และฝุ่นภูเขาไฟ (volcanic dust) 

 .  หินชั้นหรือหินตะกอน (Sedimentary  Rocks)

                หินชั้นเป็นหินที่เกิดจากการตกตะกอนและการทับถมของสารต่างๆ ในเวลาที่ต่างกันสารต่างๆ  โดยมีสารเชื่อมอนุภาคตะกอน  เช่น   ซิลิกา  ปูน  ดินเหนียว  เหล็กออกไซด์และอลูมินัม   หินชั้นมี  3  ประเภท  ดังนี้

1.  หินชั้นที่เกิดจากกระบวนการทางเคมี (Chemical Group) หรือ  เกิดจากการทับถมของสารละลาย  เช่น เกลือหิน หินปูน

2.  หินชั้นที่เกิดจากการบวนการทางกลศาสตร์ (Mechanical Group)  หรือ  เกิดจากการทับถมของตะกอน เช่น หินดินดาน  หินทราย

3.  หินชั้นที่เกิดจากกระบวนการทางชีวะ  (Biological Group)  หรือ  เกิดจากการทับถมของสิ่งมีชีวิต เช่น ปะการัง  ถ่านหิน

.หินแปร  ( Metamorphic rocks )

                หินแปร  เกิดจากหินอัคนีหรือหินชั้นที่เปลี่ยนรูปร่าง  และส่วนประกอบ  ไปเพราะความร้อนและความกดดันภายในโลก

เช่น หินชนวน   แปรมาจากหินดินดาน หินอ่อน    แปรสภาพมาจากหินปูน  หินไนส์ แปรสภาพมาจากหินแกรนิต

หมู่หินในประเทศไทย    ประเทศไทย มีหินแบ่งตามลักษณะการเกิด  3  ชนิด  ได้แก่  หินอัคนี  หินชั้น  และ  หินแปร  แต่ ยังมีการแบ่งหมู่หินตามลักษณะธรณีกาล ในประเทศไทยมีหมู่หินสำคัญ ๆ ที่แบ่งตามธรณีกาล  7  หมู่  (เรียงอายุจากใหม่สุดไปเก่าสุด)  ดังนี้    หมู่หินกระบี่  หมู่หิน-โคราช  หมู่หินลำปาง  หมู่หินราชบุรี  หมู่หินตะนาวศรี    หมู่หินทุ่งสงและหมู่หินตะรุเตา

ตารางแสดงหมู่หินในประเทศไทย  (แบ่งตามธรณีกาล)

มหายุค

ยุค

อายุ/ ล้านปี

หมู่หิน

ลักษณะเด่น

สิ่งมีชีวิต

ซีโนโซอิก

(ที่ราบ)

ควอเตอร์นารี

2 – 3

-

ดินตะกอนทับถมกันยังไม่แข็งตัว

มนุษย์

เทอร์เชียรี

70

กระบี่

หินแข็งกึ่งร่วน หินดินดานมีถ่านหิน / น้ำมันแทรกในชั้นหิน

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

มีโซโซอิก

(ที่ราบสูง)

ครีเตเซียส

135

โคราช

 

ลำปาง

หินทราย หินกรวดมน หินดินดาน  มีหินเกลือแทรก

สัตว์เลื้อยคลาน

ยูแรสสิก

180

หินทราย หินกรวดมน หินดินดาน มีหินภูเขาไฟแทรก

(ไดโนเสาร์)

ป่าสน    เฟิร์น

ไทรแอสสิก

225

พาเลโอโซอิก           (ภูเขา)

เปอร์เมียน

270

ราชบุรี

หินปูนสีเทาอ่อนสลับหินชนิดหนึ่ง

สัตว์ครึ่งบก / น้ำ

คาร์บอนิเฟอรัส

350

ตะนาวศรี

หินทราย    หินดินดาน   มีหินแปรแทรก    เช่น        หินชนวน

สัตว์น้ำ / พืชน้ำ

ดีโวเนียน

400

ไซลูเรียน

440

ทุ่งสง

หินปูนสีเทาเข้ม  เนื้อหินแน่น  อยู่กันเป็นชั้นหนา ๆ

สัตว์ไม่มีกระดูก

ออร์โดวิเชียน

500

แคมเบรียน

600

ตะรุเตา

หินทรายสีแดง   หินดินดานสีแดง

สัตว์ชั้นต่ำ

พรีแคมเบรียน

3,000

 

ไม่มีชั้นหินในไทย มีแต่เศษหินแทรกอยู่ในชั้นหินต่าง ๆ

ไม่มีสิ่งมีชีวิต

 

โครงสร้างทางธรณีวิทยาของประเทศไทย    ประเทศไทยมีโครงสร้างทางธรณี   3   ประเภท    ได้แก่    ที่ราบ   ที่ราบสูง    และภูเขา

1.  ที่ราบ  เป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่ใหม่ที่สุด   เกิดในมหายุคชีโนโซอิก  การทับถมของตะกอนมักจะยังไม่แข็งตัว   เรียกว่า   ตะกอนควอเตอร์นารี   ถ้าแข็งตัวเป็นหิน  เรียกว่า    หินกระบี่

2.  ที่ราบสูง   เป็นโครงสร้างทางธรณีวิทยากลาง ๆ  เกิดในมหายุคมีโซโซอิก    หมู่หินที่พบเป็นพวกหมู่หิน ลำปางและหมู่หินโคราช

3.  ภูเขา  เป็นโครงสร้างเก่าแก่ที่สุด  เกิดในมหายุคพาเลโอโซอิก   หมู่หินที่พบในบริเวณภูเขาเป็นหมู่หินราชบุรี   หมู่หินตะนาวศรี   หมู่หินทุ่งสง   และหมู่หินตะรุเตา

การผันแปรของเปลือกโลก

                เปลือกโลกมีการผันแปรเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งในระยะเวลาสั้น  หรือเกิดต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ โดยมีพลังต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการผันแปรเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก 2 ชนิด คือ 

1. พลังที่เกิดภายในโลก ภายในโลกยังร้อนอยู่ พลังความร้อนนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกอย่างรวดเร็ว โครงสร้างของเปลือกโลกเปลี่ยนแปลงในรูปของแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิด  เรียกว่า การผันแปรโดยกระบวนการเทคโทนิค (Tectonic Process)  หรือกระบวนการแปรโครงสร้าง

2.  พลังที่มาจากภายนอกโลก  เป็นพลังความร้อนที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ พลังความร้อนนี้จะส่งผ่านตัวการต่างๆ เช่น  ฝน  แม่น้ำ  น้ำใต้ดิน  คลื่นทะเล  ธารน้ำแข็ง  ลม  มาทำให้พื้นผิวโลกเกิดการผันแปรเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ เรียกการผันแปรชนิดนี้ว่า การผันแปรโดยกระบวนการจัดระดับ (Gradational process)

การผันแปรโดยกระบวนการเทคโทนิค (Tectonic process)

1.  กระบวนการเคลื่อนที่ของหินละลาย (Volcanism)  หรือการประทุของภูเขาไฟ    เกิดจากการดันของสารละลายของเหลว (magma)ขึ้นมาข้างบน หรือภูเขาไฟระเบิด    ภูเขาไฟแบ่งออกเป็น 3 ชนิด  ได้แก่

 (1)  ภูเขาไฟมีพลัง (active volcano) คือภูเขาที่มีการปะทุเกิดขึ้นบ่อยและอาจปะทุอีกได้ เช่น เฮเลน

(2)     ภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) คือภูเขาไฟที่ไม่ได้ปะทุมาเป็นเวลานานมาก  เช่น  ฟูจิ

 (3)   ภูเขาไฟสิ้นพลัง (extinct volcana)  คือภูเขาไฟที่ไม่เคยมีการปะทุเลยตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้นมาในโลก เช่น  ภูเขาไฟในไทย

ผลที่เกิดจากภูเขาไฟระเบิด     ได้แก่ภูมิประเทศ  ดังนี้

(1)  น้ำพุร้อน (hot springs)   คือน้ำพุที่พลุ่งขึ้นมาตามรอยแตก และมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำปกติ เกิดจากน้ำฝนที่ซึมลงไปเป็นน้ำใต้ดิน

     กีเซอร์ (geysers) เป็นน้ำพุร้อนที่มีก๊าซและไอน้ำพุ่งขึ้นมาด้วยกำลังแรงเป็นพัก ๆ

(2)   ภูเขาไฟโคลน (mud volcano) คือเนินดินที่มีน้ำโคลนและทรายออกมาทับถมรอบปล่องภูเขาไฟ

(3)   ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ   เช่น เครเตอร์เลค (Crater Lakes)

(4)   แหล่งแร่กำมะถัน  ฟอสฟอรัส  และ  มีดินอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก

(5)   ทำลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินบางครั้งรุนแรงทำให้เกิดแผ่นดินไหว

(6)   ภูเขาไฟระเบิดในทะเลทำให้เกิดเกาะ  และ  คลื่นสึนามิ

2.  กระบวนการเคลื่อนไหวและการเลื่อนระดับของหินเปลือกโลก (Diastrophism) หรือ  แผ่นดินไหว   คือ การสั่นสะเทือน หรือการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก      แผ่นดินไหวมีลักษณะสำคัญ 3 ชนิด

(1)  รอยเลื่อนระดับ (fault)   คือการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกมีลักษณะเลื่อนไปตามระนาบเลื่อน (fault  line) ระนาบเลื่อนอาจเป็นแนวตั้งหรือแนวขนานก็ได้

                รอยเลื่อนระดับมีลักษณะต่าง ๆ คือ

(ก)       รอยเลื่อนธรรมดา (nomal fault)                            (ค)    รอยเลื่อนเหลื่อม (transcurrent fault)

(ข)      รอยเลื่อนย้อน (reerse fault)                                  (ง)    รอยเลื่อนซ้น (low angle overthrust fault)

 

รอยเลื่อนระดับส่วนมากจะเกิดซับซ้อนกัน ทำให้เกิดภูมิประเทศดังนี้ กราเบน (graben) พื้นที่แคบที่ลดต่ำลงระหว่างรอยเลื่อนสองรอย   ถ้าลึกมากและมีน้ำไปขังอยู่เกิดเป็น ทะเลสาบแอ่ง (basin lakes) ถ้ากราเบนมีขนาดใหญ่ เรียกว่า หุบเขาทรุด (rift valley)  ส่วนที่ยกขึ้นระหว่างรอยเลื่อนสองแห่ง : เรียกว่า ฮอร์สท์ (horst) หรือ บล็อก (block) เกิดเป็นภูเขาหรือที่ราบสูง มียอดแบนราบแต่ด้านข้างชันและตรง เช่น ภูกระดึง ภูเรือ ที่จังหวัดเลย

 (2)  รอยคดโค้ง (fold) เป็นการเคลื่อนไหวของเปลือกโลก ทำให้เปลือกโลกมีลักษณะเป็นลอนเป็นคลื่นรอยคดโค้งเกิดจากแรงอัดในแนวนอน เช่น เทือกเขาในภาคเหนือ  ตะวันตกและใต้ของไทย และอาจเกิดจากความกดดันของน้ำหนักตะกอนที่ทับถมบนผิวโลก

                (3)  รอยโก่งงอ (warp)   มีลักษณะคล้ายรอยคดโค้ง แต่เป็นการเคลื่อนที่ ๆ ไม่รุนแรง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกบนพื้นที่กว้างและใช้เวลาเป็นพัน ๆ ปี ก่อนที่จะปรากฏผล ทำให้เกิดภูมิประเทศเป็นเนินและแอ่ง

แผ่นดินไหวเกิดจาก

(1)  แรงดันจากภายในโลก เช่น ภูเขาไฟระเบิดอย่างรุนแรง

(2)  รอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก  เช่น  ก่อนการเกิดสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย

(3)  การถล่ม เช่น หลังคาถ้ำถล่ม เหมืองถล่ม แผ่นดินถล่ม หิมะถล่ม

                เครื่องมือวัดแผ่นดินไหว เรียกว่า ไซสโมมิเตอร์ (seismometer) จะบันทึกความแรงของแผ่นดินไหวเป็นเส้นกราฟ  เรียกว่า ไซสโมกราฟ (seismograph) โดยมีหน่วยความรุนแรง  เรียกว่า  ริคเตอร์ 

การเกิดแผ่นดินไหวมีผลต่อลักษณะของพื้นทวีปและพื้นน้ำดังนี้

(1)  รอยคดโค้งทำให้เกิดภูเขาของโลก   เช่น  เทือกเขาหิมาลัย   เทือกเขาในภาคเหนือ  ภาคตะวันตกและภาคใต้ของไทย

(2)  เกิดภูเขาบล็อก (block หรือ fault mountains) เช่น  ภูกระดึง  ภูหลวง  ภูเรือ

(3)  เกิดหุบเขาธรรมดา กราเบน และหุบเขาริฟท์  เช่น  ทะเลสาปเดดซี  ทะเลสาบไบคาล  ทะเลสาบวิคตอเรีย

(4)  ทำให้ทางน้ำใต้ดินถูกตัดขาดเป็นน้ำบาดาล

(5)  แผ่นดินไหวในท้องทะเลทำให้เกิดคลื่นสึนามิ (tsunamis)   ทำลายชีวิตมนุษย์และทรัพย์สินทั้งทางตรงและทางอ้อม

(6)  ทำให้เกิดแผ่นดินเลื่อน แผ่นดินถล่ม หรือพื้นที่เกาะยุบจม

การผันแปรของเปลือกโลกโดยกระบวนการจัดระดับ (Gradational Process) 

                เป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ที่จะทำให้ระดับของเปลือกโลกเสมอกัน  โดยใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์  ซึ่งมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อม  ร่วมกับพลังแรงดึงดูดของโลก 

ตัวกระทำที่ทำให้เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ( กระบวนการจัดระดับ )

                1.  ฝน             ทำให้เกิด   ภูเขาถล่ม  แผ่นดินถล่ม  หุบเขา  เสาหิน  ( หน้าดินสึกกร่อน )  โคลนเลื่อน  น้ำตก  ร่องน้ำ  แม่น้ำ                           2.  แม่น้ำ        ทำให้เกิด   น้ำตก  แก่งน้ำโจน  ที่ราบ  โตรกเขา  ( แคนยอน )  ทะเลสาปรูปแอก  ( กุด )  กุมภลักษณ์  ช่องเขาขาด

               3. น้ำใต้ดิน       ทำให้เกิด   น้ำพุ    น้ำพุร้อน   กีเซอร์   ถ้ำใต้ดิน   หินงอกหินย้อย  ไม้กลายเป็นหิน  บ่อน้ำบาดาล

4. ลม                ทำให้เกิด    แอ่งในทะเลทราย    โอเอซิส    โขดหินรูปเห็ด    สันทราย     หน้าดินสึกกร่อน  ดินเลอส

5. ธารน้ำแข็ง   ทำให้เกิด  ที่ราบ  ทะเลสาบ  ฟยอร์ด 

6. คลื่น              ทำให้เกิด  ชายหาด  ถ้ำทะเล  ถ้ำลอด  หน้าผาทะเล    สันทราย  ลากูน  เกาะ 

ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการผันแปรของเปลือกโลกในประเทศไทย

ที่ราบ (Plain)

             1.    ที่ราบชายฝั่งทะเล    คือ  ที่ราบที่อยู่ชิดกับชายฝั่งทะเล   เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกหรือการ ทับถมของตะกอน   เช่น   ที่ราบรอบอ่าวไทย   ที่ราบชายฝั่งอันดามัน

             2.    ที่ราบเชิงภูเขารูปพัด    คือ   ที่ราบที่อยู่บริเวณเชิงเขา   เกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพามาจากภูเขาทับถมกัน เช่น    บริเวณแอ่งที่ราบในภาคเหนือ

             3.    ที่ราบลุ่มแม่น้ำ  คือ  ที่ราบเกิดจากการทับถมของตะกอนบริเวณ 2  ฟากฝั่งแม่น้ำและการกัดเซาะ   ได้แก่

     ที่ราบน้ำท่วมถึง  เช่น ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่นครสวรรค์ถึงอ่าวไทย

     ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ เช่น ที่ราบภาคกลางตอนล่าง   ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาทถึงอ่าวไทย

     ที่ราบขั้นบันได  เช่น ที่ราบภาคกลางตอนบนและที่ราบลุ่มแม่น้ำป่าสัก

     ที่ราบลูกฟูก เช่น ที่ราบภาคกลางตอนบน

ที่ราบสูง (Plateau)  ในประเทศไทยมีที่เดียวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ที่ราบสูงโคราชเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลกใต้ทะเล  ที่เชื่อเช่นนี้เพราะสภาพของดินเค็ม ฟอสซิล และโครงสร้างของหินเหมือนเปลือกโลกใต้อ่าวไทย   ที่ราบสูงนี้เป็นที่ราบสูงรูปโต๊ะหรือที่ราบสูงทวีป

ภูเขา (Mountain)     ได้แก่

1.    เทือกเขาที่เกิดจากรายคดโค้ง     เช่น    เทือกเขาในภาคเหนือ    ภาคตะวันตก ภาคใต้

2.    ภูเขายอดตัดหรือภูเขาบล๊อก     เช่น    ภูกระดึง   ภูหลวง   ภูเรือ   ภูขี้เถ้า   ในจังหวัดเลย

3.    ภูเขารูปโดม      เช่น    ภูเขาโดด ๆ ในภาคกลางตอนบนและดอยเต่า

4.    ภูเขาไฟ      เช่น   ภูพนมรุ้ง   ภูอังคาร   ภูกระโดง (บุรีรัมย์)  ม่อนจำปาแดด    ม่อนหินฟู (ลำปาง)

ทะเลสาบ  (Lake)  ได้แก่

1.     ทะเลสาบชายฝั่งทะเล  (Lagoon) ช่น อ่าวคุ้งกระเบน   จังหวัดจันทบุรี    ทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา

2.     ทะเลสาบปากปล่องภูเขาไฟ  (Creter Lake)    เช่น   ทะเลสาบบนภูกระโดง   จังหวัดบุรีรัมย์

3.     ทะเลสาบที่เกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก     เช่น    กว๊านพะเยา    บึงบอระเพ็ด    หนองหาน

4.     ทะเลสาบที่มนุษย์สร้างขึ้น  (Reservoir)    เช่น    อ่างเก็บน้ำ   ทะเลสาบเหนือเขื่อน

5.     ทะเลสาบเกิดจากการเปลี่ยนทางเดินของแม่น้ำ (Ox Box Lake)     เช่น    กุดต่าง ๆ ในภาคอีสาน

ชายฝั่งทะเล   (Shore Line)     ได้แก่

1.     ชายฝั่งทะเลโผล่หรือชายฝั่งทะเลยกตัว (Emerged Coast Line)    เช่น    ชายฝั่งด้านอ่าวไทย

2.     ชายฝั่งทะเลจมหรือชายฝั่งทะเลทรุด (Submerged Coast Line)    เช่น   ชายฝั่งทะเลด้านอันดามัน

3.     ชายฝั่งทะเลเป็นกลาง     เกิดจากการทับถมของตะกอน    เช่น     แหลมตะลุมพุก  จังหวัดนครศรีธรรมราช

เกาะ  (Island)       ได้แก่

1.     เกาะริมทวีป  อยู่ใกล้แผ่นดินใหญ่เกิดจากการผันแปรของเปลือกโลก  เช่น    เกาะต่าง ๆ  ในน่าน น้ำไทย

2.     เกาะกลางมหาสมุทร อยู่ไกลแผ่นดินใหญ่เกิดจากการทับถมของปะการังหรือภูเขาไฟใต้ทะเล เกาะประเภทนี้ไม่มีในไทย

ภูมิประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย

             ภาคเหนือ  มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูง เกิดจากรอยคดโค้ง (Fold) ประกอบด้วยเทือกเขาหลวงพระบาง ผีปันน้ำ  ถนนธงชัย และแดนลาว เทือกเขาเหล่านี้เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำที่ไหลลงแม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำเจ้าพระยา    ยังมีภูมิประเทศที่เป็นแอ่งที่ราบเกิดจากตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาจากภูเขา ทับถมบริเวณที่ราบเชิงเขาเป็นหย่อม ๆ เกิดเป็นแอ่งที่ราบที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง จึงมีชุมชนเมืองเกิดขึ้นในบริเวณนี้

             ภาคกลาง    มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ (ที่ราบลูกฟูก ที่ราบขั้นบันได ที่ราบน้ำท่วมถึง ที่ราบดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ)   เกิดจากดินตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาทับถมมีความอุดมสมบูรณ์มาก   จึงเป็นที่ตั้งของชุมชนขนาดใหญ่อยู่หลายแห่ง    นอกจากนี้ยังมีที่สูงบริเวณขอบด้านตะวันออกและด้านตะวันตก  ซึ่งเป็นเปลือกโลกดั้งเดิมของภาคกลาง  ในภูมิภาคนี้มีแม่น้ำสายใหญ่  ไหลผ่าน  เช่น  แม่น้ำเจ้าพระยา  ป่าสัก  และ ลพบุรี   ล้วนแต่เป็นแม่น้ำที่ไหลจากตอนบนของภูมิภาคลงสู่อ่าวไทยตอนล่างของภูมิภาค

             ภาคตะวันออก    มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบชายฝั่งทะเล (ด้านอ่าวไทย)  เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก  ทำให้พื้นที่ราบกว้าง   ชายหาดสวยงามและมีทะเลน้ำตื้น  จึงมีประชาชนอาศัยในบริเวณนี้มาก     นอกจากนี้ยังมีภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำ  เช่น  ที่ราบลุ่มแม่น้ำบางประกง ในเขตจังหวัดฉะเชิงเทราและปราจีนบุรี   ส่วนเทือกเขาสูง  ประกอบด้วยเทือกเขาจันทบุรีและบรรทัด   ซึ่งเกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก

             ภาคตะวันตก  มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาสูงที่ต่อเนื่องมากจากภาคเหนือ  เช่น  เทือกเขาถนนธงชัย ตะนาวศรี   เป็นเทือกเขาที่เกิดจากรอยคดโค้ง (Fold) เป็นแหล่งต้นกำเนิดของแม่น้ำสายสำคัญๆ   เช่น   แม่น้ำแควน้อย   แควใหญ่   เพชรบุรี  ปราณบุรี   จากการที่ภูมิภาคนี้มีเทือกเขาและแม่น้ำสายใหญ่ ๆ หลายสาย   จึงเป็นปัจจัยทางธรรมชาติที่เอื้อต่อการสร้างเขื่อนอเนกประสงค์ขนาดใหญ่   นอกจากภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสูง   ภูมิภาคนี้ยังมีภูมิประเทศที่ราบลุ่มแม่น้ำและที่ราบชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย 

             ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ      มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสูง    สันนิษฐานว่าเคยอยู่ใต้ทะเลมาก่อน ต่อมาได้ยกตัวขึ้นมา (Uplifting)  เพราะความเค็มของดิน     มีฟอสซิลล้วนเป็นซากพืชและสัตว์ทะเลมาก่อนและโครงสร้างของชั้นหินคล้ายกับเปลือกโลกใต้ทะเลอ่าวไทย   ที่ราบสูงโคราช   จัดเป็นที่ราบสูงรูปโต๊ะหรือที่ราบสูงทวีปบริเวณขอบด้านตะวันตกและใต้   มีเทือกเขาเพชรบูรณ์ ดงพญาเย็น   สันกำแพงและพนมดงรัก   บริเวณตอนกลางของภาคมีเทือกเขาภูพาน   เทือกเขาเหล่านี้เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก 

             ภาคใต้       มีพื้นที่เป็นคาบสมุทร โดยมีทะเลจีนใต้ (อ่าวไทย)  และทะเลอันดามันขนาบชายฝั่งด้านอ่าวไทย   เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก   จะมีที่ราบหลายแห่ง  ที่ราบบริเวณชายฝั่ง   กว้าง   หาดทรายยาว   มีเกาะอยู่บ้างและมีสันทรายจะงอยหลายแห่ง   ส่วนชายฝั่งทะเลอันดามันเกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก   จะมีที่ราบแคบชายฝั่งค่อนข้างเว้าแหว่ง  เกาะแก่งมีมาก   โดยเฉพาะบริเวณปากแม่น้ำจะมีชะวากทะเล  ในบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรจะมีเทือกเขาทอดเป็นแนวเหนือใต้     ประกอบด้วยเทือกเขาภูเก็ต  เทือกเขานครศรีธรรมราช  และเทือกเขาสันกาลาคีรี   เทือกเขาเหล่านี้เป็นเทือกเขาที่เกิดจากการคดโค้งของเปลือกโลก (Fold)

ทรัพยากรดิน

                ดิน คือ สิ่งที่ปกคลุมพื้นผิวโลกอยู่อย่างบางๆ เกิดจากหินเปลือกโลกผุผังสลายตัว ผสมคลุกเคล้าเข้ากับซากอินทรียวัตถุที่เน่าเปื่อย และยังมีน้ำกับอากาศแทรกอยู่ ดินเป็นสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาด้วยวิธีการต่างๆ ดินยังมีลักษณะและคุณสมบัติแตกต่างกันไปตามภูมิประเทศ ภูมิอากาศพืชที่ปกคลุมดิน การกระทำของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ นอกจากนี้ดินยังมีลักษณะขึ้นอยู่กับวัตถุต้นกำเนิดดินอายุของดินด้วย

ส่วนประกอบของดิน  ดินมีส่วนประกอบที่สำคัญ  4 ส่วน  ( เหมาะแก่การเพาะปลูก )   ดังนี้

                ก.    สารอนินทรีย์  ( 45 % )                                     ค.         น้ำ     ( 25 % ) 

               ข.             สารอินทรีย์      ( 5 % )                                      ง.                 อากาศ ( 25 % ) 

การจำแนกประเภทของดิน

                กระทรวงเกษตรของสหรัฐอเมริกาได้ทำการจำแนกประเภทของดินขึ้นในปี พ.ศ.2481 เรียกว่าระบบการจำแนกดินแบบประสม (Comprehensive Soil Classification System : CSCS) ในการแบ่งนั้นได้ใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม แร่ธาตุในดิน และการพัฒนาของชั้นดินเป็นหลัก และได้ปรับปรุงใหม่ในปี พ.ศ. 2518 โดยแบ่งดินออกเป็นหมู่ใหญ่ๆ 10 อันดับ  ซึ่งพบในประเทศไทย  ดังนี้

1.       ดินเอนติซอล (Entisol) จะพบในบริเวณที่ราบริมแม่น้ำ เป็นดินตะกอนน้ำพาและดินทรายละเอียด จึงเหมาะในการทำการเกษตร เช่น ทำนา ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มแม่น้ำทางตะวันออกของภาคใต้ ริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ๆ ในภาคกลาง ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

2.       ดินเวอร์ติซอล (Vertisol)  เป็นดินสีดำเหมาะแก่การทำนาพบในบริเวณที่ราบภาคกลาง ที่ราบสูงตอนกลางของประเทศ

3.       ดินอินเซบติซอล (Inceptisol)  เป็นดินเหนียวถึงเหนียวจัด เนื้อดินเป็นดินทราย เหมาะแก่การปลูกพืชไร่เท่านั้น โดยสามารถปลูกตามบริเวณที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและที่ดอน โดยจะพบในทุกภาคของประเทศ

4.       ดินอะริดิซอล (Aridisol) เป็นดินที่เกิดในแถบแห้งแล้งหรือค่อนข้างแห้งแล้ง ชั้นบนจะมีอินทรียวัตถุสะสมอยู่น้อยและเป็นชั้นบาง ส่วนดินชั้นรองลงไปอาจมีพวกปูน ยิปซั่มและเกลือต่างๆ สะสมอยู่หรือไม่ก็ได้ ดินที่อยู่ในอันดับนี้ไม่มีในประเทศไทย

5.       ดินมอลลิซอล (Mollisol) เป็นดินที่มีอินทรียวัตถุปะปนอยู่ในดินชั้นบนจึงมีสีคล้ำ ดินชนิดนี้ส่วนใหญ่จะเป็นทุ่งหญ้า ซึ่งจะเป็นบริเวณที่มีความชื้นค่อนข้างแห้งแล้ง สามารถปลูกพืช ผักและผลไม้ได้ พบในบริเวณภาคกลางและที่ราบสูงตอนกลางของไทย

6.       ดินสโปโดซอล (Spodosol) เป็นดินทราย พบในบริเวณที่มีความชื้นสูงฝนตกชุก ดินนี้จะมีฮิวมัสและเหล็กอลูมิเนียมออกไซด์สะสมอยู่มาก จึงทำให้ดินมีคุณภาพต่ำ ไม่เหมาะต่อการทำการเกษตร แต่สามารถปลูกพืชไร่บางชนิดได้ โดยจะพบในบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

7.       ดินอัลฟิซอล (Alfisol) เป็นดินที่มีการสะสมของอลูมิเนียมและเหล็กในเม็ดดินดินจึงไม่สมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกพืชไร่ ทำสวนมากกว่าทำนา ส่วนใหญ่จะพบในบริเวณที่ดอน ที่ราบสูง โดยเฉพาะลานตะพักลำน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางติดต่อกับภาคตะวันออก

8.       ดินอุลติซอล (Ultisol) เป็นดินที่มีอายุมาก ดินชั้นล่างมีการสะสมอนุภาคของดินเหนียวและธาตุต่าง ๆ ที่เป็นด่างต่ำปะปนอยู่ สามารถทำนา ทำไร่และสวนผลไม้ได้ โดยจะพบบริเวณที่ราบค่อนข้างต่ำทั่วทุกภาคของไทย

9.       ดินออกซิซอล (Oxisol)  เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่สามารถปลูกพืชไร่ได้บ้าง เช่น ยางพารา เงาะ เป็นต้น โดยจะพบในบริเวณภาคตะวันออกของไทย

10.    ดินฮิสโตซอล (Histosol) หรือดินพรุ เป็นดินที่มีอินทรียวัตถุสะสมอยู่มาก โดยจะเกิดในบริเวณที่ราบลุ่ม  ที่เป็นบึงหรือแอ่งใหญ่และมักมีน้ำขังตลอดปี ดินชนิดนี้ทำนาได้เฉพาะบริเวณริมแอ่งหรือพรุ โดยจะพบบริเวณภาคใต้ของไทย

ทรัพยากรแร่ธาตุในประเทศไทย

             ประเทศไทยมีทรัพยากรแร่ธาตุมากมายหลายชนิดทั้งแร่โลหะ แร่อโลหะ แร่เชื้อเพลิง  กัมมันตภาพรังสีและ     แร่รัตนชาติ  มีการขุดขึ้นมาใช้ตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน   แร่ธาตุบางชนิดอาจลดน้อยลงไป   ไม่สามารถขุดขึ้นมาใช้ได้     แร่บางชนิดยังมีปริมาณมาก ดังนั้น  ควรจะนำขึ้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด คุ้มค่าที่สุดและจะต้องใช้อย่างประหยัด    ถ้าเป็นไปได้ควรนำวัสดุอื่นมาใช้ทดแทน  เพื่อสงวนแร่ธาตุไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็นต่อไป  แร่ที่สำคัญในประเทศไทยแยกตามชนิด   ดังนี้

             แร่โลหะ   (พบในหินแกรนิต)

             1.    เหล็ก                                      พบที่จังหวัดลพบุรี

             2.    ทองแดง                                  พบที่จังหวัดเลย   ขอนแก่น

             3.    บอกไซต์                                 พบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี   นครศรีธรรมราช

             4.    ดีบุก  แทนทาลัม                     พบที่จังหวัดระนอง    พังงา   ภูเก็ต

             5.    ทังสเตน  (วุลแฟรม)              พบที่จังหวัดเชียงราย   นครศรีธรรมราช

             6.    ทองคำ                                    พบที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์    ปราจีนบุรี   นราธิวาส

             7.    สังกะสี                                   พบที่จังหวัดตาก

             8.    ตะกั่ว                                      พบที่จังหวัดกาญจนบุรี

             9.    แมงกานีส                               พบที่จังหวัดชลบุรี   นราธิวาส   ยะลา   เลย

             แร่อโลหะ   (พบในหินชั้น)

             1.    ฟลูออไรต์                                      พบที่จังหวัดลำพูน   ลำปาง   ราชบุรี   กาญจนบุรี   เพชรบุรี       สุราษฎร์ธานี

             2.    ยิปซัม                                            พบที่จังหวัดพิจิตร   สุราษฎร์ธานี    นครสวรรค์   ลำปาง

             3.    เกลือหิน                                        พบที่จังหวัดมหาสารคาม   อุดรธานี   นครราชสีมา   ชัยภูมิ ยโสธร           อุบลราชธานี

             4.    เกลือทะเล                                     พบที่จังหวัดสมุทรปราการ   สมุทรสาคร   สมุทรสงคราม

             5.    ดินมาร์ล  (ดินสอพอง)                  พบที่จังหวัดลพบุรี   สระบุรี   นครสวรรค์

             6.    ดินเกาลิน  (ดินขาว)                      พบที่จังหวัดลำปาง

             7.    หินอ่อน                                         พบที่จังหวัดสระบุรี   สุโขทัย   นครนายก   กำแพงเพชร

             8.    ทรายแก้ว                                       พบที่จังหวัดระยอง

             9.    โพแทช                                          พบที่จังหวัดชัยภูมิ   นครราชสีมา   อุดรธานี   หนองคาย  สกลนคร

            

แร่เชื้อเพลิง กัมมันตภาพรังสี  (พบในหินชั้น)

             1.     ถ่านหิน                                         พบที่จังหวัดลำพูน   ลำปาง   กระบี่

             2.     น้ำมัน                                           พบที่จังหวัดเชียงใหม่   ขอนแก่น   กำแพงเพชร   อ่าวไทย

             3.     หินน้ำมัน                                     พบที่จังหวัดตาก   ลำพูน

             4.     ก๊าซธรรมชาติ                                พบที่จังหวัดขอนแก่น   อ่าวไทย

             5.     ยูเรเนียม                                       พบที่จังหวัดขอนแก่น

             6.     ทอเรียม                                        พบที่จังหวัดระนอง   พังงา   ภูเก็ต

             รัตนชาติ  (พบในหินบะซอลต์   เป็นหินแกรนิตชนิดหนึ่ง)    ได้แก่   พลอย   พบที่จังหวัดจันทบุรี  ตราด    กาญจนบุรี

 

ลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรธรรมชาติด้านอากาศภาค

             อากาศภาคหรือบรรยากาศภาค(Atmosphere)  เป็นอากาศที่หุ้มห่อโลกรวมทั้งลักษณะภูมิอากาศและปัจจัยต่างๆ  ที่มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศ       ชั้นบรรยากาศ  แบ่งอย่างกว้าง ๆ  มี  3  ชั้น   ดังนี้

             1.   โทรโพสเฟียร์  (Troposphere)  เป็นบรรยากาศชั้นล่างสุด  ติดกับพื้นผิวโลกบรรยากาศชั้นนี้   หนาประมาณ  8 ถึง 16 ..  บรรยากาศชั้นนี้ มีความหนาแน่นมากที่สุด มีความแปรปรวนตลอดเวลา    มีปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ทางธรรมชาติบนท้องฟ้าเกิดขึ้น  มีอุณหภูมิของอากาศแปรผกผันกับความสูง    บรรยากาศชั้นนี้จะมีความสัมพันธ์กับโลกมากที่สุด   โดยเฉพาะด้านอุตุนิยมวิทยา

             2.   สตราโตสเฟียร์  (Startosphere)   เป็นบรรยากาศชั้นที่อยู่ถัดขึ้นไปจากชั้นโทรโพสเฟียร์   หนาประมาณ  60 ถึง 70  ..   เป็นบรรยากาศที่ค่อนข้างสงบ   ปราศจากความแปรปรวนของอากาศ   จึงเหมาะแก่การบินของเครื่องบิน

             3.   ไอโอโนสเฟียร์(Ionosphere)เป็นบรรยากาศชั้นสูงสุดอากาศค่อนข้างเบาบางมีชั้นของประจุไฟฟ้าที่ใช้สะท้อนคลื่นวิทยุระบบ A.M

             บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์และไอโอโนส  จะมีอุณหภูมิของอากาศแปรผันตรงกับความสูง  และบรรยากาศทั้ง  3  ชั้นมีประโยชน์ต่อโลกในการกรองรังสีอุลตราไวโอเล็ต  และป้องกันการพุ่งชนของวัสดุจากภายนอกโลกที่เข้ามาสู่โลก   เช่น   อุกกาบาต  

ลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ

             ลมฟ้าอากาศ  (Weather)  คือ  สภาพของอากาศที่ปรากฏในบริเวณใดบริเวณหนึ่งและเวลาใดเวลาหนึ่ง   ลักษณะเช่นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

             ภูมิอากาศ  (Climate)  คือ   สภาพของอากาศที่ปรากฏในบริเวณใดบริเวณหนึ่งเป็นประจำ ๆ  ลักษณะเช่นนี้ก็คือลักษณะของลมฟ้าอากาศที่ปรากฏบ่อย ๆ นั่นเอง

 

องค์ประกอบของลมฟ้าอากาศและภูมิอากาศ

        อุณหภูมิ  คือ  ความร้อน-เย็นของอากาศ  ซึ่งได้รับมาจากดวงอาทิตย์และการคลายความร้อนของโลกโดยมีปัจจัยควบคุม   ดังนี้

1.   แนวละติจูด       เช่น    ละติจูดต่ำ  (0o – 23.5o)   อุณหภูมิสูง  จัดอยู่ในเขตร้อน  ละติจูดกลาง (23.5o – 66.5o)   อุณหภูมิปานกลาง   จัดอยู่ในเขตอบอุ่น  ละติจูดสูง (66.5o – 90o) อุณหภูมิต่ำจัดอยู่ในเขตหนาว

2.   พื้นดิน พื้นน้ำ  เช่น    พื้นดินจะรับความร้อนและคลายความร้อนเร็วกว่าพื้นน้ำ  ส่วนพื้นน้ำจะรับความร้อนและคลายความร้อนช้ากว่าพื้นดิน

3.   กลางวัน  กลางคืน  เช่น   กลางวันอุณหภูมิสูง   กลางคืนอุณหภูมิต่ำ

             ความกดอากาศ   คือ   น้ำหนักของอากาศที่ตกลงสู่พื้นผิวโลก  แบ่งได้  2  ชนิด  คือ  ความกดอากาศสูง    H    จะมีอุณหภูมิต่ำและท้องฟ้าโปร่ง    ความกดอากาศต่ำ    L    จะมีอุณหภูมิสูงและท้องฟ้ามีเมฆมาก

             ความชื้น     คือ   ปริมาณไอน้ำที่มีอยู่ในอากาศ   ถ้าอากาศมีไอน้ำมาก   เรียกว่า  อากาศชื้น   ถ้ามีไอน้ำน้อย  เรียกว่า   อากาศแห้ง   ในทางอุตุนิยมวิทยามักจะคำนวณหาปริมาณไอน้ำในอากาศและจะบอกค่าความชื้นที่เรียกว่า   ความชื้นสัมพัทธ์   (ความชื้นสัมพัทธ์   คือ   ร้อยละของอัตราส่วนระหว่างไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศต่อไอน้ำที่อากาศขณะนั้นรับได้เต็มที่)   ถ้าค่าความชื้นสัมพัทธ์ใกล้  100  มากเท่าไร    โอกาสที่จะมีฝนตกก็จะมากเท่านั้น

การเคลื่อนที่ของอากาศ

             อากาศมีความกดอากาศแตกต่างกัน เนื่องจากอุณหภูมิและการหมุนของโลกทำให้อากาศเคลื่อนที่แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

1.     กระแสอากาศ  (Current)  คือการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวดิ่งและแนวตั้ง

2.     ลม (wind)  คือการเคลื่อนที่ของอากาศในแนวนอน ขนานกับพื้นผิวโลก เกิดจากความกดของอากาศแตกต่างกัน  ความเร็ว นั้นขึ้นอยู่กับความต่างของความกดอากาศ ใช้แอนีโมมิเตอร์เป็นเครื่องมือวัดความเร็วของลม  มีหน่วยเป็น  น็อต  (ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง)

             ลมผิวโลกแบ่งได้  3 ประเภท

ก)    ลมที่พัดทั่วไป เป็นลมที่พัดในระยะทางไกลๆ พื้นที่กว้างๆ มีทิศทางคงที่ ได้แก่

ลมประจำปี  คือ  ลมสินค้า (เขตร้อน)     ลมตะวันตก  (เขตอบอุ่น)    และลมขั้วโลก ( เขตหนาว )

ลมประจำฤดู  เป็นลมที่พัดในช่วงฤดูกาลต่างๆ ของทวีปเอเชีย  คือลมมรสุมฤดูร้อน  และมรสุมฤดูหนาว  และลมที่พัดในช่วงที่ลมมรสุมเปลี่ยน  เช่น  ในประเทศไทยจะมีลมว่าว (ลมข้าวเบา) กับลมตะเภา                         

                            ลมประจำเวลา   เป็นลมที่พัดในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน เช่น   ลมบก ลมทะเล      ลมภูเขา ลมหุบเขา 

              ข) พายุ   เป็นลมที่พัดแรง  และความเร็วสูง แบ่งได้เป็น 2 ชนิด  คือพายุฟ้าคะนอง (พายุฤดูร้อน)        และ  พายุหมุน

                   พายุฟ้าคะนอง  ( Thunderstorm)  หรือ  พายุฤดูร้อน    เกิดในวันที่มีอากาศร้อนอบอ้าว  ลมกระโชกแรง เป็นบริเวณแคบ ๆ  ต้นไม้  หลังคา  ป้ายโฆษณาล้ม  ก่อนฝนตก  มีฟ้าแลบ  ฟ้าร้อง  ฟ้าผ่า  และลูกเห็บตก                

                   พายุหมุน  (Cyclone)   เป็นลมที่มีกำลังพัดแรงปานกลางถึงแรงจัด    มีลักษณะพิเศษคือลมพัดหมุนเข้าหาศูนย์กลาง   ซึ่งมีความกดอากาศต่ำ   ถ้าซีกโลกเหนือจะพัดทวนเข็มนาฬิกาและซีกโลกใต้จะพัดตามเข็มนาฬิกา   ความเร็วของลมที่จุดศูนย์กลาง           ทำให้ เรียกชื่อพายุต่างกัน  ดังนี้

                     พายุดีเปรสชั่น       ถ้ามีความเร็วไม่เกิน  33  น็อต  (ประมาณ 60 กม./ชม.)  หรือระดับ  1

                      พายุโซนร้อน        ถ้ามีความเร็วระหว่าง  33 – 63  น็อต  (ประมาณ 60 –120 กม./ชม.)  หรือระดับ  2

                      พายุไต้ฝุ่น             ถ้ามีความเร็วเกิน  63  น็อต   (ประมาณ  120 กม./ชม.)   หรือระดับ  3

พายุหมุนมักจะเกิดขึ้นในทะเลประมาณละติจูดที่  8o – 15o ทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ 

การกลั่นตัวของไอน้ำในอากาศ

                ไอน้ำในอากาศจะเกิดการกลั่นตัวเมื่อ  อุณหภูมิของอากาศลดต่ำลง  หรือ  ความชื้นในอากาศเพิ่มขึ้น  หรือ  อุณหภูมิของอากาศลดลงในขณะที่ความชื้นเพิ่มขึ้น  จะเกิด  หยาดน้ำฟ้า  เช่น  เมฆ  หมอก  น้ำค้าง  น้ำค้างแข็ง  ลูกเห็บ  ฝน  ฝนแข็ง  รุ้งกินน้ำ 

การแบ่งเขตภูมิอากาศ         สามารถแบ่งได้ดังนี้

1.  การแบ่งเขตภูมิอากาศโดยใช้อุณหภูมิของอากาศเป็นหลัก

                1.  เขตภูมิอากาศร้อน  (tropic zone) เป็นเขตภูมิอากาศที่มีอุณหภูมิของอากาศโดยเฉลี่ยสูงเกือบตลอดทั้งปี ไม่มีเดือนใดที่ 

                อุณหภูมิของอากาศต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส

                2.  เขตภูมิอากาศอบอุ่น (temperate zone) เป็นเขตภูมิอากาศที่ปรากฏอยู่ในบริเวณละติจูดกลาง อุณหภูมิของอากาศเดือนที่

                หนาวที่สุดเฉลี่ยต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียสแต่สูงกว่า –3 องศาเซลเซียส

   3.  เขตภูมิอากาศหนาว (polar zone) เป็นเขตภูมิอากาศที่ไม่มีฤดูร้อนและไม่มีเดือนใดที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่า 8 องศา

   เซลเซียส เป็นภูมิอากาศที่ปรากฏในเขตละติจูดสูง คือบริเวณที่อยู่ระหว่างละติจูด 66  องศาเหนือหรือใต้ ไปยังขั้วโลก

2.  การแบ่งเขตภูมิอากาศตามระบบเคิปเปน

                การแบ่งเขตภูมิอากาศตามระบบเคิปเปน   นักอุตอนิยมวิทยาชาวออสเตรียชื่อ  วัลดีเมียร์  เคิปเปน   ได้ใช้หลักเกณฑ์ต่อไปนี้ในการแบ่ง   ก.  อุณหภูมิของอากาศ

                    ข.   ปริมาณความชื้น

                    ค.    ลักษณะพืชพรรณธรรมชาติ

การกระจายเขตภูมิอากาศของโลก

               

เขตภูมิอากาศแบบต่างๆ ตามระบบเคิปเปน

1.    ภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น ใช้สัญลักษณ์ Af

2.    ภูมิอากาศแบบมรสุมร้อน  ใช้สัญลักษณ์ Am คือ ต้นสัก

3.    ภูมิอากาศแบบทุ่งหญ้าสะวันนาหรือทุ่งหญ้าเขตร้อน ใช้สัญลักษณ์ Aw

4.    ภูมิอากาศแบบกึ่งทะเลทราย หรือ แบบทุ่งหญ้าสเตปป์  ใช้สัญลักษณ์ BS

5.    ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ใช้สัญลักษณ์ BW

6.    ภูมิอากาศชื้นเขตอบอุ่นภาคพื้นทวีป ใช้สัญลักษณ์ Cw

7.    ภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ใช้สัญลักษณ์ Cs

8.    ภูมิอากาศชื้นเขตอบอุ่นแบบภาคพื้นสมุทร หรือภูมิอากาศแบบอบอุ่นชื้นที่ไม่มีฤดูแล้ง ใช้สัญลักษณ์ Cf

9.    ภูมิอากาศชื้นเขตหนาวแบบภาคพื้นทวีป หรือภูมิอากาสแบบหนาวเย็นแห้งแล้งในฤดูหนาว ใช้สัญลักษณ์ Dw

10.  ภูมิอากาศชื้นเขตหนาวแบบภาคพื้นสมุทร หรือภูมิอากาศแบบป่าสน ซึ่งในภาษารัสเซียเรียกว่า ไทกา (Taiga) ใช้สัญลักษณ์ Df 

11.  ภูมิอากาศแบบทุนดรา ใช้สัญลักษณ์ ET

12.  ภูมิอากาศแบบทุ่งน้ำแข็ง ใช้สัญลักษณ์ EF

13.  ภูมิอากาศแบบภูเขาสูง ใช้สัญลักษณ์ H

ภูมิอากาศในประเทศไทย

             ตามระบบเคิปเปน   ประเทศไทยมีลักษณะภูมิอากาศแบบป่าฝนเมืองร้อน (Tropical  Rain  Climate)   โดยมีอุณหภูมิของอากาศเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 18 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากในภูมิภาคต่างๆ ของไทยมีปริมาณของฝนที่ตกแตกต่างกัน   ทำให้แบ่งเขตภูมิอากาศออกเป็นเขตย่อย ๆ  ได้  2   เขต   คือ   มรสุมเมืองร้อน  และทุ่งหญ้าเมืองร้อน

               1.    มรสุมเมืองร้อน (Am) อุณหภูมิของอากาศสูงตลอดปี ความชุ่มชื้นจากฝนสลับกับความแห้งแล้งในรอบปีเนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุม ทำให้พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าไม้ผลัดใบเมืองร้อนอากาศประเภทนี้พบบริเวณภาคใต้และบางจังหวัดของภาคตะวันออก (จันทบุรี   ตราด)

                2.  ทุ่งหญ้าเมืองร้อน  (สะวันนา)  (Aw) อุณหภูมิของอากาศสูงตลอดปี อากาศค่อนข้างแห้งแล้ง เพราะปริมาณฝนมีน้อยภูมิอากาศประเภทนี้พบในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่ พืชพรรณธรรมชาติเป็นป่าโปร่งหรือทุ่งหญ้าสลับป่าไม้

อิทธิพลต่าง ๆ  ที่ทำให้ภูมิอากาศในประเทศไทยมีความแตกต่างกัน

             1.   ทำเลที่ตั้ง    ประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนของโลก   ระหว่างละติจูด  5  องศา  37  ลิปดาเหนือ    ถึง 20  องศา  27 ลิปดาเหนือ ความใกล้ไกลทะเลทำให้ความชุ่มชื้นและพิสัยอุณหภูมิแตกต่างกัน และความสูงต่ำของพื้นที่ทำให้ความชุ่มชื้นของแต่ละภูมิภาคในประเทศแตกต่างกันออกไป

             2.   ลมประจำ  ได้แก่

                   1.  ลมประจำฤดู  (ลมมรสุม)   แบ่งออกเป็น

                         1)   ลมมรสุมฤดูร้อน  (มรสุมตะวันตกเฉียงใต้)   ทำให้มีฝนตกในภูมิภาคต่าง ๆ  ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม  ทะเลอันดามันมีคลื่นลมแรงไม่เหมาะแก่การท่องเที่ยว

                         2)   ลมมรสุมฤดูหนาว (มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ)   ทำให้ภูมิภาคต่าง ๆ มีอากาศแห้งแล้งและหนาวเย็น    ยกเว้นภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


            

 

             2.   ลมประจำถิ่น   ได้แก่

                                1)   ลมข้าวเบา  (ลมว่าว)  พัดในช่วงรอยต่อระหว่างมรสุมฤดูร้อนเปลี่ยนไปเป็นมรสุมฤดู หนาว  (ประมาณเดือนตุลาคม พฤศจิกายน)   เป็นลมร้อนที่แห้ง  ทำให้ข้าวกล้าในนาสุกเร็วก่อนกำหนด

                                2)   ลมตะเภา    พัดในช่วงรอยต่อระหว่างมรสุมฤดูหนาวเปลี่ยนไปเป็นมรสุมฤดูร้อน  (ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ เมษายน)   ในสมัยโบราณใช้เดินเรือสำเภา  ปัจจุบันนิยมเล่นว่าวในช่วงที่ลมนี้พัด

             3.  พายุ      แบ่งออกเป็น

                                1)   พายุฟ้าคะนอง (พายุฤดูร้อน)  เกิดในช่วงเดือนเมษายน พฤษภาคม   เพราะมีอากาศร้อนอบอ้าว   จะมีพายุพัดพร้อมกับฟ้าแลบ   ฟ้าร้อง   ฟ้าผ่า   ฝนตก  บางครั้งมีลูกเห็บตก

                         2)         พายุหมุน   เกิดในช่วงเดือนสิงหาคม ตุลาคม พายุชนิดนี้พัดมาจากทะเลจีนใต้จะนำ ฝนมาตกหนักในประเทศไทย  ทำให้ปริมาณน้ำฝนแต่ละปีมากน้อยต่างกัน  

                3.   แนวเทือกเขา ภูเขาที่มีความสูงมากๆบนภูเขาจะมีอุณหภูมิของอากาศต่ำกว่าบริเวณข้างล่างมาก   นอกจากนี้ถ้าแนวของเทือกเขาทอดขวางกั้นทิศทางลมแล้วจะทำให้เกิดความชุ่มชื้นในด้านที่รับลมแต่ด้านที่อับลมจะแห้งแล้ง   เช่น

                      1)   เทือกเขาถนนธงชัยและตะนาวศรี    ทอดตัวขวางกั้นมรสุมฤดูร้อนที่พัดมาจากทะเลอันดามัน  ทำให้ด้านพม่ามีฝนตก   แต่ด้านไทยบริเวณจังหวัดตาก  กำแพงเพชร  กาญจนบุรีแห้งแล้ง

                      2)   เทือกเขาจันทบุรีและบรรทัด   ทอดตัวขวางกั้นลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดมาจากอ่าวไทย   ทำให้ด้านจังหวัดระยอง   จันทบุรีและตราด  มีฝนตก   แต่จังหวัดชลบุรี  ฉะเชิงเทราและปราจีนบุรีแห้งแล้ง

                      3)   เทือกเขาเพชรบูรณ์   ดงพญาเย็น   สันกำแพง  และ พนมดงรัก    ทอดตัวขวางกั้นลมมรสุมฤดูร้อน                    ที่พัดมาจากอ่าวไทย   ทำให้บริเวณภาคกลางมีฝนตกแต่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห้งแล้ง

                      4)   เทือกเขาภูเก็ต   นครศรีธรรมราช   และสันกาลาคีรี    ทอดตัวขวางกั้นลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดจากทะเลอันดามัน     ทำให้ชายฝั่งตะวันตกมีฝนตกแต่ชายฝั่งตะวันออกแห้งแล้ง และในช่วงลมมรสุมฤดูหนาวเทือกเขาเหล่านี้จะเป็นตัวกั้นจึงทำให้ชายฝั่งตะวันออกฝนตกและชายฝั่งตะวันตกแห้งแล้ง

             4.      ความชื้นและปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝน   ในช่วงฤดูฝนนั้นเป็นช่วงที่ลมมรสุมฤดูร้อนและพายุ               หมุนพัด ผ่านทำให้มีปริมาณฝนและความชื้นสูง   แต่ถ้าให้ช่วงมรสุมฤดูหนาวนั้นอากาศค่อนข้างแห้งแล้งยกเว้นพื้นที่ชายฝั่งทะเลของภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีฝนตกและความชื้นสูง   ฝนที่ตกในประเทศไทยมี   3   ชนิด    คือ

                          ฝนภูเขา เป็นฝนที่ตกในช่วงฤดูฝนบริเวณเทือกเขาต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัดระนองและตราด   จะมีฝนชนิดนี้ตกในปริมาณมากตามลำดับ

 

 

 

 

 

 

                     

                          ฝนปะทะมวลอากาศหรือฝนปะทะมรสุม     เกิดจากลมมรสุมพัดพาความชื้นจากทะเลเข้ามาสู่  แผ่นดิน   ทำให้ฝนตกแผ่กระจายเป็นบริเวณกว้าง   ฝนชนิดนี้ประเทศไทยได้รับเป็นส่วนใหญ่

                          ฝนพาความร้อน     เกิดจากการระเหยของความชื้นบนพื้นผิวโลก   แล้วสะสมตัวในบรรยากาศจะมีฝนตกในช่วงบ่ายและค่ำ เนื่องจากในอากาศมีปริมาณไอน้ำสะสมมากฝนชนิดนี้จะพบในภาคใต้ของไทยและบางครั้งอาจจะมีพายุฟ้าคะนองเกิดขึ้นร่วมด้วยเป็นบางครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

ทรัพยากรอากาศ

             อากาศที่บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิต   แต่ในภาพปัจจุบันอากาศไม่มีความบริสุทธิ์   เพิ่มมากขึ้น   เนื่องจากมลพิษในอากาศสูงมากขึ้น     เนื่องจากการกระทำของมนุษย์และตามธรรมชาติ  (ภูเขาไฟระเบิด   ไฟป่า   ละอองเกสรดอกไม้   ฝุ่นละอองจากอินทรีย์และอนินทรีย์วัตถุ)   สำหรับการกระทำของมนุษย์นั้น   ถ้าช่วยกันคนละไม้คนละมืออากาศก็จะมีมลพิษน้อยลง   เช่น  หมั่นตรวจเช็คสภาพเครื่องจักรเครื่องยนต์อยู่เสมอ   ลดการเผาป่าและเผาขยะ   ลดการใช้สาร  CFC   และสารตะกั่ว   ควบคุมการใช้สารเคมีและกัมมันตภาพรังสี   อย่างมีประสิทธิภาพแล้วอากาศในโลกก็จะมีความบริสุทธิ์มากยิ่งขึ้น   ปัญหาโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นจากภาวะเรือนกระจกก็จะลดน้อยลงด้วย

ที่มาของภาพ :  ภูมิศาสตร์กายภาพ  011   โดย  ดร. ครองชัย  หัตถา   สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์

 


ลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรธรรมชาติด้านอุทกภาค

                ทะเลและมหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่ผิวโลกประมาณ 363 ล้านตารางกิโลเมตร หรือร้อยละ 71 ของพื้นผิวโลกทั้งหมด น้ำในมหาสมุทรมีปริมาตรประมาณ 1,350 ล้านลูกบาศก์กิโลเมตร หรือร้อยละ 97 ของปริมาณน้ำทั้งหมดของโลก มหาสมุทรเป็นแหล่งรับน้ำและสสารต่างๆ ที่ถูกชะล้างจากพื้นทวีป สสารนี้บางส่วนจะละลายอยู่ในน้ำทะเลในสภาพของสารละลาย สารแขวนลอย บางส่วนจะตกจมลงเป็นตะกอนพื้นทะเล ทะเลและมหาสมุทรมีประโยชน์ต่อมนุษย์ในด้านทรัพยากร อาหาร แร่ธาตุ เป็นเส้นทางคมนาคม เป็นแหล่งรับน้ำจากพื้นโลก เป็นแหล่งไอน้ำที่จะระเหยตกลงมาเป็นฝน และเป็นแหล่งที่ช่วยปรับสภาพภูมิอากาศ

มหาสมุทร       

                มหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำเค็มขนาดกว้างใหญ่บนผิวโลก มีพื้นที่ต่อเนื่องถึงกัน และน้ำในมหาสมุทรไหลถ่ายเทถึงกันและกันได้ มหาสมุทรแต่ละแห่งจะมีแผ่นดินหรือทวีปคั่นอยู่ มหาสมุทรของโลกมี 4 แห่ง  ดังนี้

1.     มหาสมุทรแปซิฟิก  เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 มีพื้นที่ 166 ล้านตารางกิโลเมตร

2.     มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกมีพื้นที่ 82 ล้านตารางกิโลเมตร

3.     มหาสมุทรอินเดีย เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก มีพื้นที่ 74 ล้านตารางกิโลเมตร

4.     มหาสมุทรอาร์กติก เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดเล็กที่สุด มีพื้นที่ 14 ตารางกิโลเมตร  บริเวณขั้วโลกเหนือ

ทะเล  

          ทะเลเป็นแหล่งน้ำเค็มที่มีขนาดเล็กกว่ามหาสมุทร     แบ่งได้    2 ชนิด  ดังนี้

1.     ทะเลเปิด คือทะเลที่ติดต่อกับมหาสมุทรโดยตลอด ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน มีน้ำขึ้นน้ำลง และมีความเค็มเท่าๆ กับในมหาสมุทร เช่น ทะเลเหนือ  ทะเลจีนใต้  ทะเลอันดามัน  ทะเลอาหรับ

2.     ทะเลภายใน  คือทะเลที่มีแผ่นดินปิดล้อมเกือบทุกด้าน แต่มีช่องแคบสำหรับติดต่อกับทะเลเปิดหรือมหาสมุทรได้

เช่น  ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน  ทะเลแดง  ทะเลดำ  ทะเลบอลติก

ทะเลสาบ

                คือพื้นน้ำที่ล้อมรอบด้วยแผ่นดิน น้ำในทะเลสาบมีทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม แบ่งได้   2 ประเภท     ดังนี้

1.        ทะเลสาบที่เกิดจากกระบวนการแปรสัณฐานเปลือกโลก

            ทะเลสาบแอ่ง  เกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก เช่น ทะเลสาบไบคาลในไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย                     

            ทะเลสาบที่เกิดจากหุบภูเขาไฟ       เช่น ทะเลสาบเครเตอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา

2.        ทะเลสาบที่เกิดจากการปรับกระดับกับผิวแผ่นดิน

            ทะเลสาบที่เกิดจากธารน้ำแข็ง   เช่น  ทะเลสาบทั้งห้า  ระหว่างแคนาดาและสหรัฐอเมริกา

            ทะเลสาบที่เกิดจากการกระทำของทะเล  เช่น ทะเลสาบสงขลา

            ทะเลสาบที่เกิดจากแม่น้ำไหลเปลี่ยนทางเดิน  เช่นทะเลสาบรูปเอก หรือ กุด  ในภาคอีสานของไทย

 

ธรรมชาติของทะเลและมหาสมุทร

1.  ส่วนผสมของน้ำทะเลและมหาสมุทร      น้ำในทะเลและมหาสมุทรจะมีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่

                (1)  สารละลาย เช่น เกลือ (35/1,000กรัม)

                (2)  ก๊าซ  เช่น ไนโตรเจน  ออกซิเจน  อาร์กอน  คาร์บอนไดออกไซด์  และไฮโดรเจน  เป็นต้น

                (3)  สารแขวนลอย  ได้แก่  อินทรียวัตถุ และอนินทรีย์วัตถุ 

2.  ความเค็มของน้ำทะเล   เกิดจากเกลือที่มีอยู่ในน้ำทะเล   แต่น้ำทะเลมีความเค็มต่างกันตามปริมาณน้ำจืดที่ได้รับ  อัตราการละเหยและการไหลถ่ายเทของน้ำ

3.  อุณหภูมิของน้ำทะเล  น้ำทะเลได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์และการคายความร้อนของโลก  แต่อุณหภูมิในบริเวณต่างๆ  แตกต่างกัน   ดังนี้                   ก.  เขตร้อนและเขตอบอุ่น   ผิวน้ำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำระดับลึก  

                                  ข.  เขตหนาว         ผิวน้ำจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำระดับลึก

4.  ความหนาแน่นของน้ำทะเล             น้ำทะเลมีความหนาแน่นต่างกันเนื่องจากปริมาณสารละลายที่ปนอยู่ อุณหภูมิของน้ำทะเลและความลึกของทะเล   ดังนี้  น้ำที่มีอุณหภูมิต่ำมีความหนาแน่นกว่าน้ำที่มีอุณหภูมิสูง    น้ำระดับลึกหนาแน่นกว่าน้ำระดับผิวน้ำ

5.  สิ่งมีชีวิตในทะเล        แบ่งได้ 3 ประเภท  ดังนี้

                เบนทอส (Benthos)     คือ  พืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ที่พื้นทะเล        เช่น  หอย  ปะการัง  สาหร่าย 

                เนคตอน (Neckton)    คือ  สิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ด้วยตนเอง ได้แก่  ปลาชนิดต่างๆ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  สัตว์ที่มีเปลือกแข็ง  

                                                    เช่น  แมวน้ำ  วอลรัส  ปลาวาฬ  ปู  กุ้ง

                แพลงตอน (Plankton) คือ  สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กทั้งพืชและสัตว์เคลื่อนที่ล่องลอยไปตามผิวน้ำ

6.  แสงสว่างกับน้ำทะเล        แสงสว่างจากดวงอาทิตย์สามารถส่งลงไปได้ถึงระดับลึก 200 เมตร

7. น้ำแข็งทะเล ในเขตอากาศหนาวและอบอุ่นตอนบนจะมีน้ำแข็งล่องลอยไปมา เป็นอุปสรรคต่อการคมนาคมเพราะ น้ำแข็งมีปริมาตรมากกว่าน้ำปกติ(ลอยอยู่เหนือน้ำ 1 ส่วน จมอยู่ใต้น้ำอีก 9  ส่วน)  น้ำแข็งในทะเลมี  2  ชนิด  คือ  น้ำแข็งจืด  และน้ำแข็งเค็ม

การเคลื่อนไหวของน้ำทะเลและมหาสมุทร   มีลักษณะการเคลื่อนไหวเป็น  3  ประเภท คือ

1.  คลื่น  (Waves)    คือการเคลื่อนไวของน้ำที่มีลักษณะแกว่งหรือโยนตัวในแนวตั้งมากกว่าในแนวนอน  แบ่งได้  2  ชนิด  คือ

                1. คลื่นบนผิวน้ำ หรือ คลื่นที่เกิดจากลม  หรือ  คลื่นที่เกิดจากพายุ        

                2.คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลที่เรียกว่า  คลื่นยักษ์ หรือ สึนามิ 

2. การเพิ่มระดับและการลดระดับ     

  2.1   น้ำขึ้นน้ำลง  (high  water และ low  water) 

                เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์  กับ  แรงเหวี่ยงของโลก  ทำให้แต่ละวันมีน้ำขึ้น 2 ครั้ง และน้ำลง  2 ครั้งเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง  ในขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบดวงโลกไปพร้อมๆกัน  ทำให้น้ำขึ้นวันนี้ช้ากว่าเมื่อวานนี้  50  นาที

   2.2  น้ำเกิดน้ำตาย  (spring  tide, neaptide)     

          น้ำเกิด  คือ  น้ำขึ้นและน้ำลงมากกว่าปกติ   เพราะดวงจันทร์  โลก และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกัน (ขึ้น/แรม 15 ค่ำ)

          น้ำตาย  คือ  น้ำขึ้นและน้ำลงที่น้อยกว่าปกติ  เพราะดวงจันทร์ โลก และดวงอาทิตย์อยู่ในแนวตั้งฉากกัน (ขึ้น/แรม7-8 ค่ำ)  2.3    

   2.3  น้ำมาก (perigean  tide)  น้ำน้อย (apogean  tide)

          เนื่องจาก  ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเป็นวงรี ครบรอบใช้เวลา 1 เดือน จึงมีช่วงที่อยู่ใกล้และไกลโลกมากที่สุด  ทำให้แรงดึงดูดมากน้อยต่างกัน  น้ำจึงขึ้นมากและน้อยต่างกัน   เมื่อน้ำเกิด   เกิดพร้อมกับน้ำมาก จะทำให้ระดับน้ำสูงมากขึ้น  และถ้าน้ำตายเกิดพร้อมกับน้ำน้อย ระดับน้ำจะต่ำกว่าปกติ

3. กระแสน้ำในมหาสมุทร  (Ocean  Currents)

                กระแสน้ำ คือ การเคลื่อนไหวของน้ำที่เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนที่ไป (circulation)  และทำให้กระแสน้ำเคลื่อนที่ไปในระยะทางไกล  เนื่องจากพื้นน้ำได้รับความร้อนไม่เท่ากัน    ลมประจำปีและลมประจำฤดูที่พัดผ่านผิวน้ำ  ตลอดจนลักษณะชายฝั่งทะเล  รูปร่างของทวีป ที่ตั้งปิดกั้นแอ่งมหาสมุทร และความแน่นของน้ำแตกต่างกัน

                ชนิดของกระแสน้ำ   แบ่งออกเป็น  2  อย่าง  คือ

                กระแสน้ำอุ่น  (warm  currents)  คือกระแสน้ำที่มาจากเขตละติจูดต่ำ  และมีทิศทางเคลื่อนที่ไปทางขั้วโลก  และมักจะอุ่นหรือมีอุณหภูมิน้ำสูงกว่าที่อยู่โดยรอบ  จึงเรียกว่า  กระแสน้ำอุ่น

                กระแสน้ำเย็น  (cool  currents)  คือ  กระแสน้ำที่ไหลมาจากเขตละติจูดสูง  เข้ามายังเขตอบอุ่นและเขตร้อน  จึงเย็นหรือมีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำที่อยู่โดยรอบ  จึงเรียกว่า  กระแสน้ำเย็น

      ประโยชน์ของกระแสน้ำในทะเลและมหาสมุทร

      1.  ผลต่ออุณหภูมิของน้ำทะเล  

      2. ผลต่ออุณหภูมิอากาศ

      3.  ผลต่อสิ่งที่มีชีวิตในทะเล   

     4.  ผลต่อการคมนาคมขนส่ง             

ลักษณะภูมิประเทศที่สำคัญของทะเลและมหาสมุทร

1.  ชายฝั่งทะเล (Coast)            จำแนกตามลักษณะการเกิดได้ 2 ประเภท  ดังนี้

1.1.  ชายฝั่งที่เกิดจากกระบวนการแปรสัณฐาน

ก)    ชายฝั่งที่เกิดจากลาวาภูเขาไฟ จะพบในบริเวณภูเขาไฟที่เป็นหมู่เกาะและชายฝั่งทวีป เช่น ชายฝั่งของหมู่เกาะฮาวาย

ข)    ชายฝั่งยกตัว เกิดจากการยกตัวของเปลือกโลก ชายฝั่งจะราบเรียบ มีที่ราบบริเวณชายฝั่งกว้าง  หาดทราย โขดหินชายฝั่งและสันทรายจะงอย เช่นชายฝั่งอ่าวไทยของไทย

ค)   ชายฝั่งจมตัว  เกิดจากการทรุดตัวของเปลือกโลก ชายฝั่งจะค่อนข้างเว้าแหว่ง มีเกาะแก่งมาก ที่ราบบริเวณชายฝั่งแคบ หาดทรายเป็นหย่อมๆ  เช่น ชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย

          1.2.  ชายฝั่งที่เกิดจากกระบวนการปรับระดับ

ก)    ชายฝั่งที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นทะเล  ฝั่งทะเลจะมีลักษณะเว้าแหว่ง มีแหลม อ่าว หน้าผาทะเล  สะพานหิน  ถ้ำลอด  ถ้ำทะเล  เช่น  ชายฝั่งทะเลอันดามัน  ถ้าเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็ง จะมีชายฝั่งเว้าแหว่ง เป็นอ่าวลึกแต่แคบ เรียกว่า ฟยอร์ด

ข)   ชายฝั่งที่เกิดจากการทับถมของคลื่น เช่น ชายฝั่งที่เป็นหาดทราย  สันดอนจะงอย  เช่น แหลมตะลุมพุก (นครศรีธรรมราช)  แหลมโพ (ปัตตานี)

                ค)  การทับถมของแม่น้ำ  บริเวณปากแม่น้ำสายใหญ่ๆ เช่น  แม่น้ำไนล์  มิสซิสซิปปี  คงคา  โขง  และเจ้าพระยา  เป็นต้น

2.  เกาะ (Island)  ส่วนของแผ่นดินที่มีน้ำล้อมรอบ มีทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่  แบ่งได้  2 ประเภท  ดังนี้

1.     เกาะริมทวีป  เป็นเกาะที่อยู่ใกล้ฝั่งเกิดจากการกัดเซาะของคลื่น หรือการยกตัว การทรุดตัวของเปลือกโลก เกาะเหล่านี้เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นแผ่นดินใหญ่  เช่น  หมู่เกาะอังกฤษ  เกาะภูเก็ต  เกาะสมุย  และเกาะอื่นๆ ในประเทศไทย

2.     เกาะกลางสมุทร  เป็นเกาะที่อยู่ไกลจากฝั่ง แบ่งได้ 2 ชนิด  คือ  เกาะภูเขาไฟ  เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้มหาสมุทร เช่น  หมู่เกาะฮาวาย    เกาะปะการัง  เกิดจากการทับถมของซากปะการัง  เช่น  หมู่เกาะมัลดีฟ 

ทะเลไทย

             ประเทศไทยมีอาณาเขตติดต่อทะเล   2   แห่ง    คือ    ทะเลจีนใต้   และทะเลอันดามัน

             1.   ทะเลจีนใต้ คือ  ทะเลบริเวณอ่าวไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก ทะเลด้านนี้เป็นเขตน้ำตื้น    จัดเป็นเขตไหล่ทวีป   เรียกว่า   ไหล่ทวีปซุนดา   มีความลึกบริเวณที่ลึกที่สุดประมาณ 80   เมตร  ทะเลเขตนี้ใช้เดินเรือขุดก๊าซธรรมชาติ   น้ำมันปิโตรเลียม   ประมงและท่องเที่ยว

             2.   ทะเลอันดามัน เป็นทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมุทรอินเดียเป็นเขตน้ำลึก นอกจากใช้เดือนเรือแล้วยังใช้ในการประมง ขุดแร่ (ดีบุก)   และท่องเที่ยว

น่านน้ำในทะเล

             ตามกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ   น่านน้ำในทะเลแบ่งได้   ดังนี้

        1.      น่านน้ำอาณาเขต    คือ   ท้องทะเลที่ห่างจากฝั่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเลเป็นอาณาเขตของประเทศหนึ่ง

             2.      เขตเศรษฐกิจจำเพาะ  (น่านน้ำเศรษฐกิจ)  คือ  ท้องทะเลที่อยู่ถัดออกไปจากน่านน้ำอาณาเขตซึ่งเป็นท้องทะเลประเทศบนฝั่งประกาศสงวนใช้    ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ   เช่น  สัตว์   แร่ธาตุ ฯลฯ  มักจะประกาศกัน  200  ไมล์ทะเล

             3.      เขตไหล่ทวีป     เป็นเขตน้ำตื้น  ซึ่งประเทศที่อยู่บนฝั่งจะประกาศสงวนไว้ซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ

             4.      น่านน้ำสากล     เป็นน่านน้ำลึกที่อยู่ไกลจากฝั่ง  ไม่มีประเทศเป็นเจ้าของหมายเหตุ  ประเทศไทยประกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย ปรากฏว่าเหลื่อมทับอยู่กับประเทศกัมพูชาและ      เวียดนาม    ปัจจุบันได้เจรจากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทรัพยากรน้ำในประเทศไทย

                เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น   มีปริมาณน้ำค่อนข้างสูง   แต่เป็นน้ำที่ได้จากฝน  (ภูเขาต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่มีหิมะปกคลุม) แต่ปัจจุบันสภาพแวดล้อมได้แปรเปลี่ยนไปจากเดิมมาก  ประชากรก็เพิ่มมากขึ้น     การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ   เช่น   การเกษตรกรรมและการอุตสาหกรรม    มีการใช้น้ำเพิ่มมากขึ้น    จึงทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับน้ำอยู่    2   ประการ    ดังนี้

        1.   ปริมาณน้ำในฤดูกาลต่างๆ  มากน้อยไม่เท่ากันในรอบปีหนึ่งๆ  ช่วงฤดูฝนเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีปริมาณน้ำมาก    แต่ฤดูหนาวและฤดูร้อน   จะมีปริมาณน้ำน้อยลง    บางปีอาจเกิดขาดแคลนน้ำขึ้นได้     การเกษตรกรรมบางครั้งต้องชะลอการเพาะปลูกออกไป     บางครั้งอาจจะต้องหันไปปลูกพืชที่ใช้ปริมาณน้ำน้อยแทน   เช่น    ถั่วเหลือง    เป็นต้น

            ปัญหานี้มีวิธีแก้ไขปัญหาด้วยการปลูกป่าเพิ่มมากขึ้น   รักษาพื้นที่ป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น    สร้างเขื่อน    สร้างอ่างเก็บน้ำ    เหมืองฝายเพิ่มมากขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

             2.   คุณภาพของน้ำเสื่อมคุณภาพลง เนื่องจากจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี การเกษตรกรรมและการประกอบอุตสาหกรรม     ทำให้มีการนำสารเคมีมาใช้    ปริมาณน้ำเสียเพิ่มมากขึ้น     ซึ่งประชากรที่เพิ่มมากขึ้นจะทิ้งน้ำเสียเหล่านั้นลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทำให้น้ำมีคุณภาพเสื่อมไป 

            ปัญหานี้มีวิธีแก้ไขปัญหาโดยไม่ควรทิ้งสิ่งปฏิกูล   และน้ำเสียตลอดจนสารเคมีลงแหล่งน้ำธรรมชาติ   น้ำทิ้งจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม    ควรบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีก่อนที่จะปล่อยลงแหล่งน้ำ    อีกประการหนึ่ง   ควรออกกฎหมายควบคุมและมีบทลงโทษผู้กระทำผิดให้รุนแรงยิ่งขึ้น

เขื่อนในประเทศไทย

                การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำไว้ใช้นั้นมีมาแต่สมัยโบราณ    ดังปรากฏในประวัติศาสตร์  เช่น   สมัยสุโขทัย   มีการสร้างสรีดพงภ์  เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้บริโภค  อุปโภค  หรือในชนบททางภาคเหนือจะมีการก่อสร้างเหมือง-ฝาย เพื่อกั้นการไหลของน้ำให้ช้าลง หรือกักเก็บน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปี เป็นต้น ในปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ด้วยการนำวิทยาการเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ทำให้การสร้างเขื่อนเกิดคุณประโยชน์นานัปการ

            เขื่อนที่มีการก่อสร้างในปัจจุบัน  แยกตามคุณประโยชน์ได้   2   ประเภท    ดังนี้

        1.   เขื่อนชลประทาน เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อกั้นแม่น้ำลำธารกักน้ำไว้ใช้เพื่อการเกษตรกรรมโดยเฉพาะบางครั้งอาจจะใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยวนันทนาการด้วยก็ได้  เช่น  เขื่อนวชิราลงกรณ์   เขื่อนปราณบุรี   เขื่อนลำตะคอง   เขื่อนเจ้าพระยา    เป็นต้น

             2.   เขื่อนอเนกประสงค์ เป็นการสร้างเขื่อนเพื่อกั้นแม่น้ำลำธารนอกจากประโยชน์ในด้านการชลประทาน เพื่อการเกษตรกรรมแล้วยังใช้ประโยชน์ในการผลิตพลังงานอีกด้วย   เช่น   เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์   เขื่อนอุบุลรัตน์    เขื่อนศรีนครินทร์    เขื่อนบางลาง    เขื่อนรัชประภา    เป็นต้น

 

 

 

ลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรธรรมชาติด้านชีวภาค

    พืชพรรณธรรมชาติแบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

1.  ป่าไม้   ลักษณะป่าไม้จะแตกต่างกันไปตามความชื้นและอุณหภูมิ ดังนี้

                ก)  ป่าไม้เขตร้อน     ป่าไม้เขตละติจูดต่ำ หรือป่าไม้เขตร้อนแบ่งได้ 3 ประเภท  ได้แก่

1)       ป่าฝนศูนย์สูตรและป่าฝนเมืองร้อน  เป็นป่าไม้ที่มีต้นไม้ขึ้นทึบหนาแน่นและเขียวตลอดปี เพราะฝนตกตลอดปี มีทั้งไม้เนื้อแข็งและไม้เนื้ออ่อนได้แก่ ตะเคียน ยาง หลุมพอ จำปีป่า  พยุง บริเวณใกล้ปากแม่น้ำจะมี  ป่าชายเลนหรือป่าเลนน้ำเค็ม

2)       ป่าโปร่งเขตร้อนหรือป่าไม้ผลัดใบเมืองร้อนหรือป่าเบญจพรรณ   ต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น  อากาศร้อนชื้นและแล้งสลับกัน  ได้แก่   สัก  ประดู่  มะค่าโมง  แดง  ไผ่  ชิงชัน 

3)       ป่าแคระและป่าหนามเขตร้อนหรือป่าแดง     มีในเขตร้อนที่ค่อนข้างแห้งแล้ง

                ข.  ป่าไม้เขตอบอุ่น    ป่าไม้เขตละติจูดกลางหรือป่าไม้เขตอบอุ่น แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.        ป่าไม้เมดิเตอร์เรเนียน ประกอบด้วยต้นไม้เตี้ยๆ เป็นไม้เนื้อแข็งและมีสีเขียวตลอดปี ใบเล็กแข็งเป็นมัน ต้นไม้บางชนิดมีเปลือกหนา เช่น คอร์ก ซีดาร์ องุ่น มะกอก

2.        ป่าฝนเขตอบอุ่นและป่าผลัดใบเขตอบอุ่น  มีใบเขียวตลอดปีไม่ผลัดใบ เช่น  โอ๊ก  เอล์ม  วอลนัท  เมเปิล  สน 

2.  ทุ่งหญ้า    แบ่งเป็น 4 ชนิดคือ

ก)       ทุ่งหญ้าสะวันนา    เป็นทุ่งหญ้าในเขตร้อน

ข)      ทุ่งหญ้าแพรรี  เป็นทุ่งหญ้าในเขตอบอุ่น เป็นทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ ใช้เลี้ยงวัวได้ดี

ค)      ทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายหรือทุ่งหญ้าสเตปป์    มีทั้งในเขตร้อนและเขตอบอุ่น

ง)       ทุ่งหญ้าเขตหนาวหรือทุนดรา   ฤดูหนาวยาวนาน และหนาวจัด ส่วนใหญ่เป็นพืชชั้นต่ำ เช่น หญ้ามอส  ตะไคร่น้ำ

3.  พืชพรรณเขตทะเลทราย เขตที่มีฝนตกเฉลี่ยน้อยกว่า 250 มิลลิเมตรต่อปี พืชส่วนใหญ่เป็นพืชที่ทนทานต่อความแห้งแล้ง เช่น ตะบองเพชร อินทผลัม

4.  พืชพรรณเขตภูเขา           พืชพรรณจะเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากความชื้น ลักษณะของดินและอุณหภูมิ

สัตว์ป่า    

1.        เขตร้อน  มีทั้งสัตว์เลื้อยคลาน  สัตว์ขนาดใหญ่และแมลง  ได้แก่  ช้าง  เสือ  ตัวกินมด  ลิง  ชะนี  นกแก้ว  มด  ยุง  งู  

2.        เขตอบอุ่น มีทั้งสัตว์ขนาดใหญ่  เลื้อยคลานและแมลงแต่น้อยกว่าเขตร้อน เช่น กระรอก กระต่าย  กวาง  ม้า  ควายไบซัน

3.        เขตหนาว  มีขนยาวได้แก่     สุนัขจิ้งจอก  หมี  บีเวอร์  กวางเรนเดียร์

อาชีพของมนุษย์   ในแต่ละภูมิภาคจะแตกต่างกัน  แบ่งเป็นเขต  ดังนี้

1.  เขตป่าไม้

                1.1 เขตป่าฝนเมืองร้อน หรือ ร้อนชื้นเขตศูนย์สูตร ได้แก่ เพาะปลูก ตั้งแต่การทำไร่ขนาดใหญ่ แบบการค้าถึงการทำไร่เลื่อนลอย การล่าสัตว์และเก็บของป่า

               1.2 เขตป่าโปร่งเขตร้อน หรือ มรสุมเมืองร้อน ได้แก่  การเพาะปลูก เช่น  ข้าวเจ้า ปอกระเจา อ้อย ชา 

               1.3 เขตเมดิเตอร์เรเนียน มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์  เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม  มะกอก  องุ่น เลี้ยงแกะ  แพะ  และสัตว์อื่นๆ   

              1.4 เขตป่าฝนเขตอบอุ่นและเขตป่าผลัดใบเขตอบอุ่น มีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เช่นข้าวเจ้า ข้าวสาลี  ข้าวโอ๊ต  ข้าวบาเลย์  ข้าวโพด  มันฝรั่ง  ยาสูบ  ผ้าย  ผัก  ชา ผลไม้เมืองหนาวและอุตสาหกรรมต่างๆ   วัว  แพะ  แกะ

1.5      เขตป่าสน มีการทำป่าไม้ การล่าสัตว์ และการเลี้ยงสัตว์ที่มีขนปุกปุย

 

2.  ทุ่งหญ้า

                2.1 ทุ่งหญ้าสะวันนา มีการทำการเพาะปลูกพืชต่างๆ ข้าวฟ่าง  ถั่วลิสง  ฝ้าย  และเลี้ยงสัตว์  เช่น  โคเนื้อ 

                2.2 ทุ่งหญ้าแพรรี่  มีการปลูกข้าวโพด ปลูกข้าวสาลีและเลี้ยงสัตว์  เช่น  วัวนม  วัวเนื้อ 

                2.3 ทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทราย หรือ สเตปป์ มี การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน  

                 2.4.ทุ่งหญ้าเขตหนาว หรือ ทุนดรา มีการล่าสัตว์ เช่น แมวน้ำ และเลี้ยงกวางเรนเดียร์แบบเร่ร่อน

 3.  เขตทะเลทราย  เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน และเพาะปลูกตามโอเอซิส  เช่น  แกะ  แพะ  อูฐ   อินทผลัม  ฝ้าย

4.  บริเวณริมฝั่งทะเล  มนุษย์ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งทะเลจะหาประโยชน์จากท้องน้ำ โดยทำการประมง  การทำเหมืองแร่ เช่น เหมืองแร่ดีบุก  ก๊าซธรรมชาติ  น้ำมัน  อุตสาหกรรมต่อเรือ  เมืองท่า  และการค้า

ลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรของประเทศไทยด้านชีวภาค

ประชากรไทย

                ปัจจุบันประเทศไทยมีประชากรประมาณ 62 ล้านคน ( .. 2542 )  ในจำนวนนี้เป็นหญิงมากกว่าชายประมาณ 2 หมื่นคน   ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ   รองลงไปคือศาสนาอิสลามและคริสต์  ประกอบอาชีพเกษตรกรรมประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์   อาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำ    ที่ราบชายฝั่งทะเล    ปัจจุบันยังมีอัตราการเพิ่มของประชากรสูงอยู่      ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ( .. 2535 – 2539 )  ได้มีแนวนโยบายให้อัตราการเพิ่มของประชากรลดลงเหลือ  1.2   เปอร์เซ็นต์  ในแผนฯ 8 และ 9  กำหนดอัตราการเพิ่มไว้ในระดับที่เหมาะสม

จังหวัดที่มีประชากรเกิน  1  ล้านคน   มี  19  จังหวัด  ( .. 2549 )

               ภาคเหนือ   ได้แก่     เชียงใหม่    เชียงราย

               ภาคกลาง   ได้แก่      กรุงเทพมหานคร    นครสวรรค์    เพชรบูรณ์    สมุทรปราการ

               ภาคใต้   ได้แก่     นครศรีธรรมราช    สงขลา    

               ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ได้แก่   นครราชสีมา    บุรีรัมย์   สุรินทร์    ศรีสะเกษ  อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด   ขอนแก่น   ชัยภูมิ   อุดรธานี   สกลนคร

               ภาคตะวันออก   ได้แก่   ชลบุรี

                         จำนวนประชากรแต่ละภาคเรียงจากมากไปหาน้อย(พ.ศ.2549)ได้ดังนี้  ภาคอีสาน (21.32 ล้านคน)  ภาคกลาง (19.33 ล้านคน)   ภาคใต้ (8.58 ล้านคน)    ภาคเหนือ (6.25 ล้านคน)    ภาคตะวันออก (4.15 ล้านคน)   และภาคตะวันตก (3.15 ล้านคน)

ภาคภูมิศาสตร์

พื้นที่

(ตร.กม.)

ลำดับ

ประชากร

ลำดับ

ความ

หนาแน่น

ลำดับ

อัตราเพิ่ม

ลำดับ

1.  ภาคเหนือ

93,691

2

6,248,912

4

66.7

5

0.1

6

2.  ภาคกลาง

92,795

3

19,327,114

2

208.3

1

0.5

5

3.  ภาคตะวันตก

53,679

5

3,146,539

6

58.62

6

0.7

3

4.  ภาคตะวันออก

34,381

6

4,146,178

5

120.6

4

1.5

1

5.  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

168,798

1

21,321,409

1

126.3

2

0.6

4

6.  ภาคใต้

70,708

4

8,578,833

3

121.33

3

1.3

2

รวมทั่วราชอาณาจักร

513,115

62,768,985

122.33

0.45

ปัญหาประชากรไทย

                ประเทศไทยประสบปัญหาทางด้านประชากร  สืบเนื่องจากการที่อัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับสูง    ดังนั้นการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับประชากรจะต้องลดอัตราการเพิ่มประชากรลง ซึ่งเริ่มตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่  3  เป็นต้นมาถึงฉบับที่  8

ปัญหาต่าง ๆ  พอสรุปได้ดังนี้

1. ปัญหาเศรษฐกิจ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกรซึ่งขาดที่ทำกินได้ผลผลิตต่ำ ราคาผลผลิตต่ำ  ฝนแล้งและน้ำท่วม

2. ปัญหาสุขภาพอนามัย  ได้แก่    อาหารไม่ถูกสุขลักษณะ    อาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ  โรคขาดอาหาร   โรคทางเดินอาหาร

3. ปัญหาทางด้านสังคม    ได้แก่    การว่างงาน    อาชญากรรม    ยาเสพย์ติด   โสเภณี

4. ปัญหาการศึกษา ได้แก่   ปัญหาการไม่รู้หนังสือ   ปัญหาการขาดความรู้ในอาชีพ   ปัญหาการขาด   การศึกษาจริยธรรม

5. ปัญหาเกี่ยวกับการอพยพย้ายถิ่นของคนในชนบทสู่เมือง

       ปัญหาการว่างงาน    ปัญหาไม่มีที่ทำกิน   ปัญหาภัยแล้ง   ปัญหาโจรผู้ร้ายชุกชุมในชนบท   ทำให้ผู้คนอพยพย้ายถิ่นออกไป

     ความสะดวกในด้านสาธารณูปโภค   สาธารณสุข   การศึกษาและมีงานทำมากของเมือง ทำให้ผู้คนอพยพย้ายถิ่นเข้ามา

แนวทางแก้ไขปัญหา

        1.   ลดอัตราการเพิ่มประชากร

             2.   รัฐบาลพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรด้วยการจัดสาธารณูปโภคไปยังส่วนภูมิภาค

             3.   รัฐบาลปรับปรุงการกระจายรายได้ด้วยการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไปตั้งในส่วนภูมิภาค

ทรัพยากรป่าไม้ในประเทศไทย

                ป่าไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่าทั้งประเภทป่าไม้ต้นน้ำลำธาร(ป่าบริสุทธิ์) และป่าผลผลิต ในปัจจุบันป่าไม้ในประเทศไทยลดลงเป็นจำนวนมาก เนื่องจากการลักลอบตัดไม้  การทำไร่เลื่อนลอย  การขยายพื้นที่ทำการเกษตรกรรมและการขยายพื้นที่อยู่อาศัย

                                                         * สถิติปริมาณพื้นที่ป่าไม้   ปี พ..  2541

                              ภาคเหนือ  38.4  เปอร์เซ็นต์   ภาคตะวันออก 20.4  เปอร์เซ็นต์  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 12.4 เปอร์เซ็นต์

                               ภาคตะวันตก  49.7  เปอร์เซ็นต์   ภาคใต้  17.2  เปอร์เซ็นต์    ภาคกลาง  14.8  เปอร์เซ็นต์

     
 ป่าไม้ในประเทศไทย  แบ่งได้  2  ประเภทใหญ่ ๆ  คือ ป่าไม้ผลัดใบเมืองร้อนและป่าไม้ไม่ผลัดใบเมืองร้อน
             1.                ป่าไม้ผลัดใบเมืองร้อน

                    1)   ป่าเบญจพรรณ  ไม้มีค่า ได้แก่ ไม้สัก  ไม้ประดู่  ไม้แดง  ไม้มะค่า  ไม้ไผ่   เป็นป่าไม้ที่มีมากที่สุดในไทย

                    2)   ป่าแดง   ไม้มีค่า    ได้แก่    ไม้เต็ง    ไม้รัง   ไม้พลวง    ไม้เหียง   ไม้พยอม

                    3)   ไม้ชายหาด   ไม้มีค่า   ได้แก่   ไม้กระทิง   สนทะเล

             2.                ป่าไม้ไม่ผลัดใบเมืองร้อน

                     1)   ป่าดงดิบ ป่าดิบชื้น    ไม้มีค่า   ได้แก่   ไม้ยาง   ไม้พะยุง   ไม้ตะเคียน   หวาย

                     2)   ป่าดิบเขา     ไม้มีค่า   ได้แก่   ไม้ก่อ   ไม้ยม   ไม้ยาง   ไม้จำปีป่า

                     3)   ป่าสนเขา     ไม้มีค่า   ได้แก่    สน  2  ใบ    สน  3  ใบ

                     4)   ป่าเลนน้ำเค็ม     ไม้มีค่า   ได้แก่   ไม้โกงกาง   ไม้แสม

                     5)   ป่าพรุ    ไม้มีค่า   ได้แก่    อินทนิลน้ำ   ไม้ลำพู

วิธีการอนุรักษ์ป่าไม้

             1.   ประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ   อุทยานแห่งชาติและเขตคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่า

        2.   ปลูกป่าเพิ่มตามโครงการประชาอาสา   จัดทำสวนป่า   หมู่บ้านป่าไม้และโครงการป่ารักษ์น้ำ

        3.   ออกพระราชบัญญัติปิดป่า  (ไม่อนุญาตในการให้สัมปทานทำอุตสาหกรรมป่าไม้)

             4.   การปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสสำคัญ ๆ  ของพระราชวงศ์

ทรัพยากรสัตว์ป่าในประเทศไทย

                สัตว์ป่าเป็นที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ  ในขณะเดียวกันสัตว์ป่ายังทำหน้าที่เป็นสีสันให้กับป่าไม้ แต่ในปัจจุบันป่าไม้มีพื้นที่ลดลง  ปริมาณของสัตว์ป่าก็พลอยลดลงตามไปด้วย  นอกจากนี้ตัวการสำคัญที่ทำให้สัตว์ป่าลดปริมาณลงอย่างมาก   ก็คือมนุษย์  มีการนำสัตว์ป่ามาเป็นอาหาร   เป็นเครื่องประกอบยาสมุนไพร และยังมีการล่าสัตว์เพื่อเกมส์กีฬา เป็นต้น   ดังนั้นการอนุรักษ์ให้สัตว์ป่ามีปริมาณเพิ่มขึ้น  และคงอยู่คู่กับโลกตลอดไป   รัฐบาลได้กำหนดมาตรการสำคัญไว้ดังนี้              

       1.   ออกพระราชบัญญัติกำหนดประเภทของสัตว์ป่าบางชนิด    เป็นสัตว์ป่าสงวน   ห้ามเลี้ยงสัตว์และห้ามมีไว้ในครอบครองเด็ดขาด ได้แก่ นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินทร  นกแต้วแล้วท้องดำ  นกกระเรียน  แมวลายหินอ่อน  พยูน  แรด  กระซู่  สมเสร็จ  กูปรี  ควายป่า ละมั่ง  สมัน  เก้งหม้อ  เลียงผา  และกวางผา

            2.   ออกพระราชบัญญัติกำหนดประเภทของสัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์คุ้มครองประเภทที่ 1  และประเภทที่ 2   โดยพิจารณาจากการล่าเพื่อเป็นอาหารหรือเกมส์กีฬาหรือไม่เป็นต้น

            3.   กำหนดพื้นที่มีอยู่เป็นเขตคุ้มครองและรักษาพันธุ์สัตว์ป่า   เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอย่าง   ปลอดภัยเป็นต้น

ลักษณะทางกายภาพ ทรัพยากรธรรมชาติและประชากรในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทย

                นักเรียนควรดูในหัวข้อต่อไปนี้ 

1.  แต่ละภาคประกอบด้วยจังหวัดใดบ้าง                                      2.  ทำเลที่ตั้งของแต่ละภาค

3.  ลักษณะภูมิประเทศ                                                                  4.  ลักษณะภูมิอากาศ

5.  ทรัพยากรธรรมชาติ และประชากร                                          6.  ปัญหาและแนวทางแก้ไข     

 

       บทบาทขององค์กรที่ส่งเสริมคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

             สำหรับประเทศไทยหลังการประชุม  Earth Summit   และการประชุม  คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน   ณ เมืองเจนีวา  ประเทศสวิตเซอร์แลนด์   ในปี  2545    ได้มีการยกฐานะของ  สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ   เป็น  กระทรวงวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม  และได้ตั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ดูแลด้านนี้โดยตรง

องค์กรการประสานความร่วมมือของประเทศไทยในเรื่องสิ่งแวดล้อม

             1.  องค์กรภาครัฐ   ประเทศไทยมีการจัดตั้งกระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมขึ้นมาดูแลงาน  ที่สำคัญ  4  ด้าน   คือ  

ด้านนโยบายและแผนงาน    ด้านสิ่งแวดล้อม   ด้านการควบคุมมลพิษ และ  ด้านการประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  ประกอบด้วย   กรม ต่างๆ  เช่น    กรมควบคุมมลพิษ     กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช   กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง    กรมทรัพยากรน้ำ    กรมทรัพยากรน้ำบาดาล    กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม   และกรมทรัพยากรธรณี  

             2.  สถาบันการศึกษา   สถาบันการศึกษาเริ่มเปิดสอนในวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม   สร้างนักวิจัยและนักวิชาการด้าน  สิ่งแวดล้อมขึ้นมา   เช่น   คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์     ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ  เกิดชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม   คณะกรรมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม  16  สถาบัน  :  คอทส.

             3.  หน่วยงานธุรกิจ  ...  ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม  .. 2535   เน้นหลักการว่า  ใครก่อมลพิษจะต้องรับผิดชอบในการจ่ายเพื่อแก้ไขฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม  (Polluter Pay Principle  :  PPP)   ซึ่งมีมาตรการให้โรงงานอุตสาหกรรมต้องมีการนำเทคโนโลยีบำบัดมลพิษมาใช้   เช่น   ระบบบำบัดน้ำเสีย    เครื่องดักเขม่าควันจากโรงงาน

                         มีการกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่มีกระบวนการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม   คือ   ISO 14000  ที่ควบคุมตั้งแต่ที่มาของทรัพยากร   กระบวนการผลิต   บรรจุภัณฑ์หรืออื่น ๆ  ที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม  การกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรปลอดสารพิษ การนำวัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ การไม่ซื้อบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากโฟม   เครื่องปรับ อากาศที่ใช้สาร  CFC  ที่ทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศโลก

             4.  สื่อมวลชนทำหน้าที่การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร  ความรู้และค่านิยมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมแก่ประชาชนวงกว้าง    เช่น   รายการสารคดีสิ่งแวดล้อมและข่าวทางโทรทัศน์   วิทยุ   และนิตยสารสารคดี  นิตยสารโลกสีเขียว   วารสารนิเวศวิทยา   เป็นต้น

             5.  องค์กรพัฒนาเอกชน   ในยุคแรก   คือ   นิยมไพรสมาคม  โดย  นพ.บุญส่ง  เลขะกุล   ต่อมาได้พัฒนาเป็นมูลนิธิ      คุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืช    ตั้งมูลนิธิสืบ  นาคะเสถียร    มีการให้ความรู้ต่อสาธารณะ   การใช้              ศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม   กลุ่มละคร   กลุ่มทำค่ายเด็ก   ดูนก  กลุ่มเที่ยวป่า   เป็นต้น

             6.  ชุมชนท้องถิ่น  เช่น   ขบวนการของประชาชนในการผลักดันให้ยกเลิกสัมปทานไม้ในการคัดค้านนโยบาย   และโครงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อฐานทรัพยากรในชนบท   เช่น    การสร้างเขื่อน  การต่อต้าน            โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยน้ำเสีย  โครงการปลูกสวนยูคาลิปตัส   การคัดค้านโรงไฟฟ้าแม่เมาะ

องค์กรการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทในแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม

             หน่วยงานและองค์การชำนัญพิเศษขององค์การสหประชาชาติ ที่มีบทบาทการส่งเสริมคุณภาพ สิ่งแวดล้อมได้แก่  

             1.   โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ   (United Nations Environment Programme  : UNEP) ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน   และเร่งรัดให้มีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมโดยความร่วมมือ         กับองค์การอื่นๆ ของสหประชาชาติและองค์การระหว่างรัฐบาล  สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกของ  UNEP

             2.   โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ  (United Nations Development Programme : UNDP) มีจุดประสงค์หลัก   คือ   พัฒนาทรัพยากรมนุษย์   โดยขจัดความยากจน  จัดการและปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และจัดการกับสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

             3.   โครงการอาหารโลก  (World Food Programme : WFP)  ช่วยเหลือด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัตถุประสงค์  คือ  ช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาขจัดความยากจนและความหิวโหย

             4.   กองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร (United Nations Population Fund : UNEPA) วัตถุประสงค์  คือ เพื่อช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาด้านการวางแผนประชากรและเพื่อบริหารทรัพยากรที่ต้องใช้ให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับประชากรศาสตร์

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

             1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ดิน                 ประชาชนและรัฐอาจทำได้หลายรูปแบบ   เช่น   เกษตรกรต้องรู้วิธีทำการเกษตรกรรมให้ถูกหลักวิธี   ป้องกันการชะล้างพังทลาย   ไม่ทำไร่เลื่อนลอย   ผู้ที่ประกอบการอุตสาหกรรมไม่ปล่อยสารเคมี  เศษโลหะหรือสารกัมมันตรังสี   กากสารพิษในดิน   ร่วมใจ  รณรงค์ปลูกหญ้าแฝกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำตามแนวพระราชดำริ

             2.  การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ป่า                 เช่น  สนับสนุนการจัดการและอนุรักษ์ป่าไม้   ใช้วัสดุอื่นทดแทนไม้  นำไม้ที่ไม่ค่อยนิยมใช้  ไม่ปลูกพืชในบริเวณที่มีความลาดชัน   ปฏิบัติตามหลักการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์   ร่วมมือกันแก้ปัญหาไฟป่า สร้างแนวกันไฟ   ไม่รับซื้อของป่า

             3.  การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์น้ำ                 ประชาชนทั่วไปก็มีบทบาทในการแก้ปัญหามากเช่นกัน   เช่น   ไม่ทิ้งขยะ   สิ่งสกปรก  หรือ  ขับถ่ายลงสู่แหล่งน้ำ   เลือกใช้ผงซักฟอกที่ไม่มีสารพิษ   พวกที่ไม่มีส่วนผสมของฟอสเฟต

             4. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผลิตผลทางการเกษตร  เช่นเลือกทำการเกษตรแบบยั่งยืน   เกษตรธรรมชาติ เกษตรอินทรีย์ และเกษตรแบบผสมผสาน  ใช้สารพิษทางการเกษตรเฉพาะที่จำเป็น ใช้สารสกัดจากพืชแทนสารเคมี        5.  การมีส่วนร่วมของประชาชนในการแก้ไขปัญหาขยะมูลฝอย  ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอย   เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  จนผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกับการจัดการขยะมูลฝอยโดยตรง  ไม่สามารถทำงานโดยลำพังได้    ดังนั้นควรเริ่มจากตนเองจะสามารถขยายไปสู่ในวงกว้างทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้   วิธีการที่เราสามารถเริ่มจากตัวเองได้   เช่น   นำสิ่งของที่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์ ให้คุ้มค่า ใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดเติมนอกจากจะประหยัดแล้วยังเป็นการลดบรรจุภัณฑ์หีบห่อในส่วนที่เป็นขยะมูลฝอย    หลีกเลี่ยงการใช้โฟม  พลาสติก   แยกประเภทขยะมูลฝอยภายในบ้านเพื่อสะดวกแก่ผู้เก็บ    แปรสภาพขยะมูลฝอยให้เป็นปุ๋ย   ลดปริมาณมูลฝอยอันตรายในบ้าน  โดยการรักษาความสะอาด   จัดสิ่งของให้เป็นระเบียบจะเป็น      หนทางในการลดการใช้สารเคมีได้   เก็บรวบรวมมูลฝอยภายในบ้านให้เรียบร้อย

การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น  จำเป็นที่จะต้องพัฒนาบุคคลให้มีคุณลักษณะ  ดังนี้

1.          มีความตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

2.          มีจิตสำนึกและความพร้อมในการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

 

อนุสัญญาและเครื่องหมายที่มีบทบาทต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

1. ฉลากเขียว เป็นเครื่องหมายทางการตลาดที่ใช้ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เริ่มครั้งแรกที่เยอรมันนีพ.ศ. 2520  และไทย  พ.ศ. 2536                                                                 

2.  อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ  ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์ ( CITES – อนุสัญญาไซเตส ) 

3.  อนุสัญญาเวียนนา  และ พิธีสารมอนทีออล

    *  อนุสัญญาเวียนนา    ป้องกัน คุ้มครอง  มนุษย์และสิ่งแวดล้อม  จากการที่โอโซนในบรรยากาศถูกทำลาย 

    *  พิธีสารมอนทีออล    ว่าด้วยการเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน 

4.  อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ   ( UNFCCC )  ความวิตกที่นานาชาติมีต่อปัญหาโลกร้อน 

5.  อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ  ความวิตกกังวลของประชาคมโลกต่อการสูญเสียชนิดพันธุ์และระบบนิเวศน์ของโลก

6.  อนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายและการกำจัดของเสียอันตรายข้ามแดน   หรือ  อนุสัญญาบาเซิน 

 

การอนุรักษ์และการจัดการสิ่งแวดล้อม ( R 7 )

  Reject    -  การงดใช้

  Reuse    -   การนำมาใช้ใหม่

  Reduce  -  การใช้อย่างทะนุถนอม

  Repair   -  การซ่อมแซม

  Recycle -การผลิตใหม่เพื่อนำมาใช้ใหม่

  Recovery  - การเก็บรักษา

  Renewel   -  การแต่งเติม

 

หน่วยงานสำคัญของ  UN  ที่จัดการสิ่งแวดล้อม

 

1.  UNEP     :  United  Nations  Environment  Program        แผนการสหประชาชาติเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อม

2.  UNDP    :  United  Nations   Development  Program        แผนงานสหประชาชาติเพื่อการพัฒนา

3.  WFP      :  Word  Food  Program                                        แผนงานอาหารแห่งโลก

4.  UNFPA  :  United  Nations  Population  Fund                  กองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร

 

หลักการสำคัญในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น

             1.          หลักการใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่า                               

             2.          หลักการใช้อย่างประหยัดให้มากที่สุด                   

             3.          หลักการใช้อย่างปลอดภัยให้มากที่สุด

            4.          หลักการแปรสภาพมาใช้ใหม่

            5.          หลักการสร้างประโยชน์ขึ้นมาใหม่

★★★★★

 

 

 


สรุปการเปรียบเทียบการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

                                                                                                                                                                  :  กลุ่มสาระสังคมศึกษา  ศาสนา และวัฒนธรรม         โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

1.ยุคก่อนประวัติศาสตร์

2,000,000-6,000 B.C.

 

 

 

 

 

1.1 ยุคหิน

 

 

 

 

 

 

1.1.1 ยุคหินเก่า

2,000,000-10,000B.C.

มนุษย์นีอัลเดอธัลและ

 

มนุษย์ปักกิ่งและมนุษย์

200,000-10,000 ปี

เครื่องมือหินหยาบ ๆ

     (Paleolithic)

 

มนุษย์โครมังยอง เมื่อ

 

ชวา เมื่อประมาณ

มาแล้ว

พบที่ บ้านเก่า

 

 

ประมาณ 100,000 ปีมา

 

500,000 ปีมาแล้ว

 

จ.กาญจนบุรี อ.แม่ทะ

 

 

แล้วภาพวัวที่ถ้ำอัลตะมิรา

 

เร่ร่อนเก็บของป่าล่า

 

จ.ลำปาง จ.ราชบุรี

 

 

ประเทศสเปน

 

สัตว์ เครื่องมือหินและ

 

จ. ลพบุรี

 

 

 

 

รู้จักใช้ไฟ

 

 

1.1.2 ยุคหินกลาง

10,000-6,000 B.C.

มีการทำเรือและเลื่อนใช้

 

 

10,000-4,300 ปี

โครงกระดูกที่ อ.ไทรโยค

  (Mesolithic)

 

มีการจับปลา การใช้หน้าไม้

 

 

ที่ผ่านมา

จ.กาญจนบุรี เครื่องมือหิน

 

 

และธนู นำสุนัขมาเลี้ยง

 

 

 

กระเทาะปราณีตขึ้น ที่ถ้ำผี

 

 

 

 

 

 

จ.แม่ฮ่องสอน

1.1.3ยุคหินใหม่

6,000 - 4,000 B.C.

มีการตั้งหลักแหล่งการ

 

บริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห

4,300-2,000 ปีที่ผ่านมา

พบขวานหินขัด โครง

      (Neolitnic)

 

เพาะปลูกการเลี้ยงสัตว์

 

มีการตั้งชุมชน มีวัฒน-

 

กระดูกที่บ้านเก่า

 

 

ทำเครื่องปั้นดินเผา กำไร

 

ธรรมยางเชาและลุงชาน

 

จ. กาญจนบุรี จ.ราชบุรี

 

 

 

 

เป็นเครื่องปั้นดินเผา

 

จ.นครสวรรค์ จ.ลพบุรี

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

 

 

หิน ลูกปัดหินสี อนุสาวรีย์

 

ลายแดง-ดำและปั้นด้าย

 

และภาชนะลายเขียนสี

 

 

หินสโตนเฮนจ์ใน

 

แป้นหมุน

 

ที่บ้านเชียง จ.อุดรธานี

 

 

ประเทศอังกฤษ

 

 

 

 

1.2 ยุคโลหะ

4,000 1,200 .แ.

ใช้ทองแดงเป็นเครื่องมือ

 

 

 

 

1.2.1 ยุทองแดง

4,000-3,000 B.C.

และอาวุธ จัดเป็นการ

 

 

 

 

 

 

ปฏิวัติทางเทคโนโลยี

 

 

 

 

 

 

ครั้งแรก

 

 

 

 

1.2.2 ยุคสำริด

3,000-1,200 B.C.

เป็นโลหะผสมระหว่าง

 

ภาชนะสำริดในจีน

3,500-2,500ปีที่ผ่านมา

มีการใช้สำริดทำอาวุธ

 

 

ทองแดงกับดีบุก มาทำเป็น

 

อินเดีย

 

เครื่องมือ กลอง และ

 

 

เครื่องมืออาวุธชุมชน

 

 

 

เครื่องประดับ พบที่

 

 

เกษตรกรรมขยายตัวเป็น

 

 

 

จ.ราชบุรี

 

 

ชุมชนเมือง มีการใช้

 

 

 

 

 

 

เงินตราในการแลกเปลี่ยน

 

 

 

 

 

 

เป็นการเริ่มต้นอารยธรรม

 

 

 

 

 

 

ของมนุษย์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

1.2.3 ยุคเหล็ก

1,200 B.C.

มีการนำเหล็กมาใช้เป็นเครื่องมือ

 

 

2,500-1,500 ปี

พบเครื่องมือเหล็กอาวุธที่

 

 

และอาวุธ นำไปสู่พัฒนาการทาง

 

 

ที่ผ่านมา

บ้านคอนตาเพชร จ.กาญจนบุรี

 

 

สังคมจนกลายเป็นรัฐและอาณา

 

 

 

และบ้านก้านเหลือง

 

 

จักรในเวลาต่อมา

 

 

 

จ.อุบลราชธานี

2.ยุคประวัติศาสตร์

 

 

 

 

 

 

2.1 สมัยโบราณ

3,500 B.C.-

อารยธรรมเมโสโปเตเมียมีการ

 

 

 

 

 

ค.ศ.476

ลักษณะประดิษฐ งานสร้างสรรค์ทาง

 

 

 

 

 

 

ศิลปวัฒนธรรม ของชาวสุเมเรียน

 

 

 

 

 

 

อัสซีเรียน   คาลเดียน  เปอร์เชียน ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

และรูปลิ่มคือ Cuneiform 

 

 

 

 

 

3,100-30

อารยธรรมอียิปต์

2,500-1,500

เกิดอารยธรรมบนลุ่มแม่น้ำ

 

 

 

B.C.

มีการปรดิษฐอักษรเฮียโรกลิฟฟิก

B.C.

สินธุโดยชนเผ่าดราวิเดียน

 

 

 

 

การสร้างปิรามิด มัมมี่ และความ

 

ในประเทศอินเดีย บริเวณ

 

 

 

 

เจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและ

 

เมืองฮารัปปาและโมเฮนโจดาโร

 

 

 

 

ศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง

1,776-1,122

ชาวจีนได้ก่อตั้งนครรัฐบริเวณ

 

 

 

 

 

B.C.

ลุ่มแม่น้ำฮวงโห มีการประดิษฐ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

 

 

 

 

อักษรบนกระดูกสัตว์

 

 

 

 

 

 

กระดองเต่า ในสมัย

 

 

 

 

 

 

ราชวงศ์ ชาง

 

 

 

800-336

อารยธรรมกรีก

1,500 B.C.

ชนเผ่าอารยันได้เข้ามารุกราน

 

 

 

B.C.

เป็นนครรัฐ มีความเจริญก้าวหน้าทาง

 

และครอบครองบริเวณลุ่ม

 

 

 

 

วิทยาการและศิลปวัฒนธรรมหลาย

 

แม่น้ำสินธุ  ก่อให้เกิดศาสนา

 

 

 

 

แขนงรวมทั้งการปกครองแบบ

 

พราหมณ์-ฮินดู และระบบ

 

 

 

 

ประชาธิปไตย

 

วรรณะ

 

 

 

509 B.C.-

อารยธรรมโรมัน

1122-256 B.C.

ราชวงศ์โจวปกครองจีนมี

 

 

 

ค.ศ. 476

ชาวโรมันทำสงครามเอาชนะพวก

 

นักปราชญ์เกิดขึ้นมากมาย

 

 

 

 

อีทรัสกัน เปลี่ยนรูปแบบการปกครอง

 

พระพุทธเจ้าประสูติและ

 

 

 

 

จากนครรัฐมาเป็นแบบสาธารณรัฐ

 

เผยแผ่พระพุทธศาสนา

 

 

 

 

และมีการพัฒนาวิทยาการ และศิลป

600-322 B.C.

สมัยมคธในอินเดียได้

 

 

 

 

วัฒนธรรมต่อจากกรีกหลายแขนง

 

รวบรวมแคว้นต่าง ๆ เป็น

 

 

 

 

และในค.ศ.380 จักรพรรดิ์โรมันได้รับ

 

อาณาจักร

 

 

 

 

ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำชาติ

551-479 B.C.

ขงจื๊อเกิดและให้กำเนิดลัทธิ

 

 

 

ค.ศ.476

อนารยชนเผ่าติวโตนิกหรือเยอรมัน

 

ขงจื๊อ

 

 

 

 

ได้ทำลายจักรวรรดิ์โรมันตะวันตก

322 184 B.C.

สมัยราชวงศ์เมารยะใน

 

 

 

 

จนล่มสลาย

 

อินเดีย พระพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

 

เจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะ

 

 

 

 

 

 

สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

 

 

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

 

 

 

184 B.C.-

สมัยกุษาณะ-คันธาระใน

 

 

 

 

 

ค.ศ. 320

อินเดีย มีการสร้างพระพุทธ

 

 

 

 

 

 

รูปเป็นครั้งแรก สกุลช่าง

 

 

 

 

 

 

คันธารราษฎร์

 

 

 

 

 

206 B.C.-

จีนปกครองโดยราชวงศ์ฮั่น

 

 

 

 

 

ค.ศ.220

มีการสอบจอหงวนและเกิด

 

 

 

 

 

 

เส้นทางสายไหม

 

 

 

 

 

ค.ศ.220 - 280

เกิดความแตกแยกในจีน

พุทธศตวรรษที่

มีการสร้างพระบรมธาตุไชยา

 

 

 

 

แบ่งออกเป็น 3 แคว้นใหญ่

9 18

ที่จ.สุราษฎร์ธานี เป็นส่วนหนึ่ง

 

 

 

 

หรือเรียกว่า ยุคสามก๊ก

(ค.ศ.357-1,257)

ของอาณาจักรศรีวิชัย

 

 

 

ค.ศ. 320-535

ราชวงศ์คุปตะเป็นยุคทอง

 

 

 

 

 

 

ของอารยธรรมฮินดูใน

 

 

 

 

 

 

อินเดีย

 

 

2.2 สมัยกลางหรือ

ค.ศ.476-1453

 

 

 

 

 

       ยุคมืด

ค.ศ.476

จักรวรรดิ์โรมันตะวันตกล่มสลาย

ค.ศ.535-1200

อินเดียแตกแยกออกเป็น

 

 

 

 

อารยชนเผ่าเยอรมันได้ก่อตั้งเป็น

 

แคว้นต่าง ๆ

 

 

 

 

อาณาจักรหรือประเทศต่าง ๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันออก

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ไทย

 

ค.ศ.330-1453

จักรวรรดิ์โรมันตะวันออก หรือ

ค.ศ.589-618

ราชวงศ์สุยสามารถรวบรวม

พุทธศตวรรษที่

อาณาจักรทราวาวดี มีนครปฐม

 

 

จักรวรรดิ์ไบแซนไทน์ ยังคงมีความ

 

จีนเป็นปึกแผ่น

12-16 (ค.ศ.657-

เป็นศูนย์กลางมีพระพุทธศาสนา

 

 

เจริญรุ่งเรือง มีศูนย์กลางที่กรุงคอน

ค.ศ.618-907

ราชวงศ์ถังปกครองประเทศ

1057)

แบบเถรวาท ค้นพบเสมา

 

 

สแตนติโนเปิล

 

จีน เป็นยุคทองศิลปวัฒน-

 

ธรรมจักร

 

ค.ศ.768-814

จักรพรรดิ์ชาร์เลอมาญทรงรวบรวม

 

ธรรมจีน

พุทธศตวรรษที่

อาณาจักรหริภุญไชย มีจ.ลำพูน

 

 

ดินแดนยุโรปตะวันตกเป็นจักรวรรดิ์

 

 

16-19(ค.ศ.1057-

เป็นศูนย์กลางมีการสร้างพระธาตุ

 

 

แฟรงค์ หรือ การรื้อฟื้นจักรวรรดิ์

 

 

1457)

หริภุญไชย

 

 

โรมัน

 

 

 

 

 

ค.ศ.843

จักรวรรดิ์แฟรงค์ แตกแยกออกเป็น

 

 

พ.ศ.1480-1892

การสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย

 

 

ประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี

 

 

(ค.ศ.1237-1349)

โดยพ่อขุนบางกลางหาว

 

ค.ศ.900-1300

ในยุโรปมีการปกครองแบบ

 

 

พ.ศ.1826

มีการประดิษฐ์อักษรไทยสมัย

 

 

Feudalism หรือศักดินาสวามิภักดิ์

 

 

(ค.ศ.1283)

พ่อขุนรามคำแหง

 

ค.ศ.1096-1291

เกิดสงครามครูเสดระหว่างผู้นับถือ

ค.ศ.1200-1526

พวกเติร์กได้เข้ามายึดครอง

พ.ศ.1805

พระเจ้าเม็งรายได้สถาปนาอาณา

 

 

ศาสนาคริสต์กับศาสนาอิสลามใน

 

ทางเหนือของอินเดีย แล้ว

(ค.ศ.1262)

จักรล้านนามีเชียงใหม่เป็น

 

 

บริเวณตะวันออกกลาง

 

สถาปนารัฐสุลต่านแห่ง

 

ศูนย์กลาง

 

ค.ศ.1337-1453

เกิดสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับ

 

เดลฮีขึ้น

พ.ศ.1293 2310

การสถาปนา อาณาจักร

 

 

ฝรั่งเศส และฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะ

ค.ศ.1279-1368

ราชวงศ์หงวนโดยชาวมอง

(ค.ศ.1350-1767)

กรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง

 

ค.ศ.1300-1600

การเกิดฟื้นฟูศิลปวิทยาการของ

 

โกลได้เข้ามาปกครองจีน

 

 

 

 

ประเทศต่าง ๆ ในยุโรป

 

 

 

 

 

 

 

ยุคสมัยทางประวัติศาสตร์

ระยะเวลา

เหตุการณ์สำคัญของประวัติศาสตร์ตะวันตก