คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ตอนที่ 4 : สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์


     อัพเดท 22 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: สังคม
ผู้แต่ง : NoneNone44 ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NoneNone44
My.iD: https://my.dek-d.com/anything-blabla
< Review/Vote > Rating : 87% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,074 Overall : 347,350
534 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2175 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 4 : สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 50471 , โพส : 24 , Rating : 90% / 121 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สาระการเรียนรู้ที่ 4  :  ประวัติศาสตร์

โดย อ.คมกฤษณ์  ศิริวงษ์           อ.สุทัศน์  ภูมิรัตนจรินทร์

  --------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความสำคัญของประวัติศาสตร์และวิชาประวัติศาสตร์

                อดีตเป็นสิ่งที่มนุษย์ต้องเข้าใจ ต้องตีความหมาย และสามารถจัดระบบในรูปแบบของวิชาประวัติศาสตร์ เพื่อจะช่วยในการวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ ในปัจจุบันว่าน่าจะมีผลต่ออนาคตอย่างไร ทั้งยังเป็นรากฐานในการศึกษาวิชาอื่นๆ เพื่อให้มนุษย์นำมาพัฒนาด้านความคิดต่อไป

การแบ่งช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์ไทยและสากล

                การแบ่งช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์ไทย

                ในการลำดับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของไทย มีการแบ่งช่วงเวลาและนับศักราชที่มีความละเอียดมา โดยมีพื้นฐานมาจากเบื้องหลังความเชื่อตามแนวพุทธศาสนา ที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ และเบื้องหลังด้านรูปแบบการปกครอง ซึ่งได้แก่

1.        พ.ศ. หรือ พุทธศักราช เป็นการนับศักราชแบบตะวันออก ที่นิยมนับถือพุทธศาสนา โดยเริ่มนับตั้งแต่ปีที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน

2.        จ.ศ. หรือ จุลศักราช หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ศักราชน้อย ตั้งขึ้นภายหลังมหาศักราช เป็นศักราชที่เราใช้กันก่อนใช้ศักราชรัตนโกสินทร์ ซึ่งเริ่มภายหลังพุทธศักราช 1181 ปี มาภายหลังก็ค่อยๆ ลดความนิยมลงไป

3.        ร.ศ. หรือ รัตนโกสินทร์ศก เริ่มใช้ตั้งแต่ปีที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1  สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีในพุทธศักราช 2325

                การแบ่งช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์สากล

1.         คริสต์ศักราช หรือ ค.ศ. เป็นการนับตามแบบของชาติตะวันตก หรือประเทศที่นับถือคริสต์ศาสนา โดยเริ่มนับจากปีประสูติของพระเยซูคริสต์ และในปีปัจจุบันคือ ค.ศ. 2005

2.         ฮิจเราะห์ หรือ ฮ.ศ. นิยมใช้ในประเทศแถบตะวันออกกลางที่นับถือศาสนาอิสลาม โดยนับตั้งแต่ปีที่พระมะหะหมัด หนีจากเมืองเมกกะไปเมืองเมดินาซึ่งถือว่าเป็นการเริ่มต้นหนีจากความชั่วไปสู่ความดี นับเป็นปี ฮ.ศ. 1 ซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 610 หรือ พ.ศ. 1153

                การแบ่งยุคในทางประวัติศาสตร์  แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ

1.        ยุคก่อนประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ยุค คือ

            ยุคหิน                                                                      1.2  ยุคโลหะ

2.        ยุคประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น  4 ยุค คือ

            ยุคโบราณ                                                          2.2  ยุคกลาง

             ยุคใหม่                                                             2.4   ยุคปัจจุบัน

                การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ของชาวตะวันตก

                ยุคก่อนประวัติศาสตร์

·        ยุคก่อนประวัติศาสตร์เป็นยุคที่มนุษย์ไม่รู้จักใช้ตัวอักษร หลักฐานที่ปรากฏ จึงเป็นเพียงหลักฐานทางโบราณคดีเท่านั้น

·        ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

วัฒนธรรม

ยุคหินเก่า

ยุคหินใหม่

การดำรงชีวิต

         เป็นพรานป่าที่เก็บผลไม้และล่าสัตว์เป็นอาหาร

         อยู่กันเฉพาะครอบครัว เพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้าย

         เป็นเกษตรกรที่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์

         อยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน

ที่อยู่อาศัย

ตามถ้ำ ละง่อนผา

อยู่กันตามบ้านเรือนถาวร

เครื่องนุ่งห่ม

นุ่งห่มด้วยหนังสัตว์ ขนสัตว์

ผ้าทอ

ศิลปะ

ภาพวาดตามผนังถ้ำ เช่น ที่ถ้ำอัลตามิรา ประเทศสเปน กระดูกสัตว์

อนุสาวรีย์หินในฝรั่งเศส อังกฤษ ไอร์แลนด์ ที่มีชื่อเสียงมากคือ สโตนท์เฮนจ์ (Stonehenge)

อื่นๆ

1.        ใช้เครื่องมือหิน

2.        รู้จักใช้ไฟ

3.        รู้จักพิธีฝังศพ

1.        เครื่องมือหินพัฒนาขึ้น ใช้หินขัด

2.        รู้จักใช้เครื่องปั้นดินเผา กระดาษเลื่อนเรือ

3.        เริ่มมีการทำสงคราม

 

ยุคประวัติศาสตร์

         ยุคประวัติศาสตร์เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักใช้ตัวอักษร และโลหะและได้เริ่มมาเมื่อ 5,000 ปีมาแล้ว

         โลหะชนิดแรกที่มนุษย์รู้จักใช้ คือ ทองแดง

1.        ยุคโบราณ (5,000 ปีมาแล้ว – ค.ศ. 476)

            เป็นยุคที่มนุษย์สร้างอารยธรรมต่างๆ

         อารยธรรม หมายถึง  ความเจริญทางสังคม และความเจริญทางวัฒนธรรม

         ความเจริญทางสังคมทางอารยธรรม เกิดขึ้นเมื่อสังคมนั้นมีประชากรจำนวนมาก มีการการแบ่งงานกันทำในสังคม และมีประมวลกฎหมายใช้แล้ว

         ความเจริญทางวัฒนธรรมทางอารยธรรม เกิดขึ้นเมื่อสังคมมีระบบกฎเกณฑ์ต่างๆ มีงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ และความเชื่อทางศาสนาหรือปรัชญา

            มีการตั้งถิ่นฐานตามที่ราบลุ่มแม่น้ำเพื่อทำการเกษตร

            มีชนชาติตะวันตกที่สร้างอารธรรมนี้ที่สำคัญคือ อียิปต์ เมโสโปเตเมีย กรีก และ โรมัน

            สมัยนี้ทางด้านโลกตะวันออกมีการสร้างอารยธรรมของอินเดียและจีน

            ยุคโบราณสิ้นสุดลงใน ค.ศ.476 เมื่ออารยชนเยอรมัน (ติวโตนิก) เข้ารุกรานโรมัน

2.        ยุคกลาง (ค.ศ. 476 – ค.ศ.1453)

            ยุคกลางตอนต้น

         ยุคกลางตอนต้นเป็นสมัยของระบบฟิวดัล (ศักดินาสวามิภักดิ์) และศาสนาคริสต์

1)     ระบบฟิวดัล เป็นยุคที่ยุโรปทำสงครามชิงอำนาจระหว่างเผ่าต่างๆ โดยมีกษัตริย์เป็นผู้นำในการรบเมื่อได้ชัยชนะก็พระราชทานที่ดินแก่แม่ทัพนายกองเป็นรางวัล แม่ทัพนายกองต่อมาก็เป็นขุนนางเจ้าของที่ดิน (Land Lord) ส่วนประชาชนที่อาศัยที่ดินนั้นๆ ก็จะกลายเป็นข้ารับใช้ (Vassal) ของขุนนางนั้น

    ชนชั้นในสังคมฟิวดัล แบ่งเป็น  3 ชนชั้น คือ

                ( 1 )    ชนชั้นปกครอง  ได้แก่  กษัตริย์  ขุนนาง  อัศวิน

                           -  กษัตริย์  เป็นประมุขของดินแดน

                          -  ขุนนาง เป็นเจ้าของที่ดิน มีทหารคุ้มครองผลประโยชน์ ขุนนางจึงเป็นผู้นำทหารและบริหารการปกครองประชาชนในเขตที่ดินของตน เช่น  ออกกฎระเบียบต่างๆ ที่จะใช้ในเขตของตน

                          - ทหาร โดยเฉพาะพวกนักรบบนหลังม้าที่เรียกว่าอัศวินอัศวินจะเน้นความกล้าหาญในการรบ ความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเจ้านาย การให้เกียรติสุภาพสตรี และความมีศรัทธาต่อพระเจ้า

             ( 2 )  สามัญชน ได้แก่ ชาวนาอิสระที่เป็นเจ้าของที่ดินขนาดเล็ก และทาสติดที่ดินที่เป็นแรงงานภายใต้สิทธิ์

             ( 3 )  พระ เป็นศูนย์กลางความเชื่อ ความศรัทธาในศาสนา

                ระบบฟิวดัล  เป็นระบบที่

1.          ทุกคนเป็นข้ารับใช้ผู้ที่เหนือกว่าตนเสมอ (ข้ารับใช้  ขุนนาง  กษัตริย์  จักรพรรดิ  พระสันตะปาปา)

2.          กระจายอำนาจไปยังขุนนางเจ้าของที่ดินต่างๆ

         ระบบฟิวดัลทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบแมนเนอร์ (MANOR) โดยมีปราสาทขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของขุนนางเจ้าของที่ดินเป็นศูนย์กลาง รอบๆ ปราสาทเป็นไร่นา ทุ่งหญ้า เลี้ยงสัตว์ของชาวนา ชาวไร่ แมนเนอร์จึงเป็นที่ชุมชนที่สมบูรณ์ในตัวเอง โดยมีระบบแลกเปลี่ยนกันแบบสินค้ากับสินค้าเป็นหลักในแมนเนอร์นั้นๆ

2)   บทบาทของคริสต์จักร

1.      คริสต์จักมีอำนาจเหนืออาณาจักร เริ่มจากการมีอำนาจของกษัตริย์ราชวงศ์คาโรลิงเจียน (Carolingian) มีสันตะปาปาสนับสนุน ทำให้พิธีบรมราชภิเษกต้องมีพระสันตะปาปาเป็นผู้เจิมน้ำศักดิ์สิทธิ์แก่องค์กษัตริย์

2.      อาณาจักรแต่ละอาณาจักรมีสันตะปาปาที่กรุงโรมเป็นประมุขทางศาสนา ซึ่งเป็นศูนย์รวมของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับทางศาสนา

3.      คริสตจักรมีอำนาจเหนือผู้คนทั่วไป คัมภีร์ไบเบิล เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใครขัดแย้งไม่ได้

4.      เป็นการใช้ภาษาละตินตามศาสนจักร

การศึกษา

                เน้นเทววิทยาตามสถานศึกษาทั่วไปเชื่อกันว่าโลกแบน  โดยมีนครเยรูซาเล็ม เป็นศูนย์กลางของโลก ต่อมามีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย (University) ซึ่งมีการกำหนดหลักสูตรที่แน่นอนการสอบวัดผล การมอบปริญญามหาวิทยาลัยสำคัญ เช่น มหาวิทยาลัยปารีส โบโลญา ปาตัว ออกซฟอร์ด และเคมบริดจ์

                ยุคกลางเป็นยุคที่ยุโรปชะงักงันในด้านการสร้างสรรค์ศิลปะ จึงมีชื่ออีกชื่อว่า ยุคมืด อย่างไรก็ตามเวลานั้นชาวอาหรับ ได้มีการศึกษาค้นคว้าวิทยาการกรีก เปอร์เซีย และ ชาวฮินดู ในอดีตจนมีความก้าวหน้ามากกว่าในยุโรปสมัยเดียวกัน

                สงครามครูเสด (Crusade War ค.ศ. 1096 – 1297)

         เป็นสงครามศาสนาแย่งชิงกรุงเยรูซาเล็ม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาคริสต์ ที่ถูกพวกเตอร์กอิสลามยึดครอง

         ภายหลังสงครามนี้กลายเป็นสงครามแย่งชิงเส้นทางการค้าในเมดิเตอร์เรเนียนที่พวกอิสลามยึดครองไปกลับคืนมา

                ผลจากสงครามครูเสด

1. มีการติดต่อระหว่างยุโรปและตะวันออก ทำให้การค้าขยายตัว

2. เกิดเมืองศูนย์กลางการค้าที่มีอิสละในการปกครองตัวเอง เช่น ฟลอเรนซ์  เวนิส  เจนัว  ปิซา  โบลัญญา  แทนที่เมืองที่ถูกขุนนางปกครอง

3. ชนชั้นกลาง (พ่อค้า  ชาวฝีมือ  และสมาคมอาชีพ)  เริ่มมีบทบาทแทนที่ขุนนางอัศวิน  โดยชนชั้นกลางจะให้เงินสนับสนุนกษัตริย์  ตั้งกองทัพประจำการของพระองค์เอง เพื่อให้กษัตริย์คุ้มครองการประกอบธุรกิจบริเวณเมืองศูนย์กลางการค้า และเมื่อมีการนำปืนใหญ่มาใช้ทำสงคราม ทำให้ปราสาทที่แข็งแกร่งไม่อาจทานอำนาจปืนใหญ่ได้ อำนาจของขุนนาง  เจ้าของที่ดินก็เริ่มเสื่อมลง

4. ยุโรปเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากตะวันออก และอาหรับ โดยเฉพาะเมื่ออาณาจักรไบแซนไทน์ถูกเตอร์ยึดครอง นักปราชญ์ราชบัญฑิตต้องอพยพมาอยู่ในอิตาลี ทำให้ศิลปวิทยาการเจริญ

5. แนวสั่งสอนใหม่ในศาสนาคริสต์

     เน้นหลักมนุษยธรรมมากกว่าโลกหน้า เช่น ผลงานของนักบุญฟราสซิส

     นำเหตุผลแบบกรีกโบราณมาประกอบมากขึ้น เช่น ผลงานของนักบุญโทมัส อีไควนัส

                ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) คริสต์ศตวรรษที่ 14 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17

1.        เป็นยุคเชื่อมต่อระหว่างสมัยกลางและสมัยใหม่

2.        การฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) หมายถึง การฟื้นฟูศิลปวิทยาการของกรีกโรมัน โบราณ เป็นการฟื้นฟูแนวคิดมนุษยนิยมและธรรมชาตินิยม

                สาเหตุของการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

1.        การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เกิดการค้าระหว่างดินแดนต่างๆ มากขึ้น

2.        ความเสื่อมศรัทธาต่อศาสนาคริสต์

3.        การล่มสลายของจักรวรรดิไบแซนไทน์ ทำให้ยุโรปที่อพยพไปอยู่ไบแซนไทน์เดินทางกลับยุโรป และนำวิทยาการกรีก – โรมันมาด้วย

4.        การประดิษฐ์แท่นพิมพ์เคลื่อนที่ได้ของจอร์น กูเดนเบิร์กชาวเยอรมัน ทำให้หนังสือราคาถูกลงประชาชนสามารถซื้อหนังสือมาอ่านได้มากขึ้น

                สมัยใหม่ (ค.ศ. 1453 – 1918)

                สมัยใหม่เป็นสมัยที่ยุโรปเกิดระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติด้านวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ (ปฏิวัติอุตสาหกรรม) และปฏิวัติการเมืองการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย

                เหตุการณ์สำคัญสมัยใหม่

1.        การสำรวจดินแดนใหม่

2.        การปฏิรูปศาสนาคริสต์

         เริ่มจากการประท้วงและปฏิรูปศาสนา โดยมาร์ติน ลูเธอร์

         คริสตจักรมีอำนาจลดลง

         เกิดการแตกแยกคริสต์เป็นนิกายโปรแตสเตนส์ เช่น นิกายลูเธอรัน ฮิวเกอเน็ต เพรสไบทีเรียน ฟิวริตัน  อังกลิกัน

3.        การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (คริสต์ศตวรรษที่ 17)

4.        การปฏิวัติอุตสาหกรรม

5.        การเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตย

 

 

 

ยุคปัจจุบัน  (ค.ศ. 1919 – ปัจจุบัน)

                เป็นประวัติศาสตร์ที่เริ่มจากเหตุการณ์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1  ผ่านสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน

ความหมายและความสำคัญของวิธีการทางประวัติศาสตร์

                วิธีการทางประวัติศาสตร์ (Historical Method) หมายถึง กระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ผู้ที่ศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ต้องพยายามกระทำด้วยความเที่ยงธรรม มีความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรมทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการใช้หลักฐานทั้งที่สอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับความเห็นของผู้ศึกษา ผู้ศึกษาจะต้องพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่ตนศึกษาจากหลักฐานต่างๆ ให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยผู้ศึกษาจะต้องใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ค้นหา วิเคราะห์ และตีความหลักฐานจนสามารถอธิบายข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในลักษณะเชื่อมโยงสัมพันธกัน จนสามารถทำให้เกิดความเข้าใจและการยอมรับได้

ขั้นตอนของวิธีการทางประวัติศาสตร์

                เป็นกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ  4 ขั้นตอนคือ

1.        ขั้นรวบรวมหลักฐาน คือการรวบรวมหลักฐานต่างๆ ที่มีความหลากหลาย และกระจัดกระจาย โดยต้องรวบรวมหลักฐานทุกประเภทให้ได้มากที่สุด

2.        ขั้นวิเคราะห์หลักฐาน คือ การตรวจสอบ หรือประเมินคุณค่าของหลักฐานในประเด็นความน่าเชื่อถือ ความเที่ยงธรรม และคุณค่าของหลักฐานจนสามารถแยกประเภทและรู้ปัญหาข้อบกพร่องของหลักฐาน เพื่อประโยชน์ในการจัดการและเลือกสรรหลักฐาน

3.        ขั้นตีความหลักฐาน หมายถึง การอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร มีสาเหตุอย่างไร เกี่ยวพันกันอย่างไร มีเหตุพิเศษอะไรบ้าง

4.        ขั้นสรุป ในขั้นนี้นับเป็นขั้นตอนที่ยากที่สุด เพราะต้องทำการเรียกร้องข้อความจากหลักฐานที่ได้วิเคราะห์แล้วจัดลำดับเหตุการณ์ เน้นความสำคัญของเหตุการณ์ข้อมูลให้อยู่ในระบบหมวดหมู่ โดยการใช้ภาษาที่กระชับเข้าใจง่าย มีอรรถรสเพื่อเพิ่มคุณค่าในการสื่อสารผลงานทางประวัติศาสตร์

 

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทย

                โครงสร้างทางสังคมไทย

                สังคมไทยสมัยสุโขทัยมีลักษณะดังต่อไปนี้

1.        มีการจัดระเบียบทางสังคมแบบง่ายๆ ไม่สลับซับซ้อน ตามระบบเครือญาติ

2.        ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนจะเป็นอย่างใกล้ชิด สอดคล้องกับการปกครองแบบ พ่อปกครองลูก แต่หลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงลักษณะการปกครองเปลี่ยนเป็นแบบธรรมราชา

3.        มีการกำหนดชนชั้นในสังคมออกเป็น 2 ชนชั้น คือ ชนชั้นผู้ปกครอง  กับชนชั้นใต้ปกครอง

4.        ประชาชนจะยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนางพระพุทธศาสนา

สังคมไทยสมัยอยุธยา – รัตนโกสินทร์ตอนต้น

                การแบ่งชนชั้นในสังคมไทย

                สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ตราพระราชกำหนดกฎหมายเกี่ยวกับศักดินา ที่เรียกว่า พระไอยการ ตำแหน่งนายพลเรือนและนายทหารหัวเมือง  ขึ้นเมือง พ.ศ. 1998 ซึ่งถือเป็นการกำหนดชนชั้นในสังคมไทยเป็นต้นมา

                ศักดินา หมายถึง การกำหนดสิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ของบุคคลที่พึงมีต่อราชการบ้านเมือง และสังคม โดยมีการกำหนดชนชั้นในสังคมไทยออกเป็น  5 ชนชั้น คือ

1.        เจ้า  ได้แก่  พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้สืบเชื้อสายใกล้ชิดพระมหากษัตริย์

2.        ขุนนาง  หมายถึง  บุคคลที่เข้ารับราชการที่มีศักดินาตั้งแต่  400 ขึ้นไป  ความเป็นขุนนางขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้ง ซึ่งจะต้องประกบด้วยยศศักดิ์  4 ประการ  คือ

            ยศ  หมายถึง  สิ่งซึ่งแสดงถึงฐานะและบรรดาศักดิ์ของขุนนาง เช่น สมเด็จเจ้าพระยา  พระหลวง ฯลฯ

            ตำแหน่ง  หมายถึง  หน้าที่ที่ขุนนางต้องปฏิบัติ หรือรับผิดชอบตามที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดแต่งตั้ง เช่น เสนาบดี  สมุหนายก  ไพร่หลวง  อาลักษณ์  มหาดเล็ก  ฯลฯ

            ราชทินนาม หมายถึง  ตำแหน่งที่ขุนนางที่ได้รับพระราชทานพระมหากษัตริย์  ตามตำแหน่งของขุนนางนั้นๆ เช่น  จักรีศรีองครักษ์  มหามนตรี  โหราธิบดี  โกษาธิบดี  ศรีสุนทรโวหาร

            ศักดินา  หมายถึง สิ่งที่แสดงถึงเกียรติยศ  สิทธิ  หน้าที่  ความรับผิดชอบต่องานราชการตามศักดินาที่ถือ โดยจะมีการกำหนดศักดินาไว้แน่นอนชัดเจน เช่น ผู้ที่ถือศักดินาสูงสุด คือ  อุปราช  ถือ  ศักดินา  100,000 ในขณะที่ถือศักดินาต่ำสุดคือ  5  เป็นต้น

อำนาจและหน้าที่ของขุนนาง

1)        รับราชการตามตำแหน่ง

2)        ดูแลไพร่พลตามศักดินาที่ได้รับมอบหมาย เรียกว่า  มูลนาย

3)        ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน หรือเข้ารับราชการเหมือนไพร่

4)        มีเกียรติ สามารถเข้าใกล้พระมหากษัตริย์อย่างใกล้ชิด

5)        ได้ผลประโยชน์จากไพร่ที่อยู่ในครอบครอง

3.        ไพร่ หมายถึง  สามัญชนทั่วไป ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ในสังคม มีศักดินา 10–25 ไร่ โดยไพร่แบ่งออกเป็น  3 ประเภท  คือ

            ไพร่สม  คือ  ไพร่ที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้กับขุนนาง หรือมูลนายเพื่อให้ขุนนาง หรือมูลนายได้มีผลประโยชน์ โดยไม่มีการกำหนดอายุ

            ไพร่หลวง คือ ไพร่ของหลวง หรือของพระมหากษัตริย์ มีหน้าที่รับราชการเฉพาะที่เกี่ยวกับบ้านเมือง หรือขององค์พระมหากษัตริย์ ตามกรม กองที่สังกัด ซึ่งในสมัยอยุธยากำหนดให้ไพร่ต้องเข้าเวรรับราชการปีละ 6 เดือน หรือที่เรียกว่า  เข้าเดือนออกเดือน  พอถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นกำหนดให้รับราชการปีละ  4 เดือน คือเข้าเดือน  ออก 2 เดือน

            ไพร่ส่วย  คือ  เป็นไพร่ที่ส่งส่วยเข้ามาแทนการเข้าเวรรับราชการ

สถานภาพของไพร่

1)       จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

2)       เมื่อมีความเดือดร้อนสามารถขอความช่วยเหลือจากทางราชการ หรือขุนนาง ตามที่ตนเองสังกัดได้

4.        ทาส  หมายถึง  ชนชั้นต่ำสุดของสังคม มีหน้าที่รับฟังข้อมูลนายตามแต่จะสั่ง ซึ่งกฎหมายตราสามดวงได้แบ่งทาสออกเป็น 7 ประเภท  ดังนี้คือ

1)       ทาสสินไถ่ เป็นทาสที่มีมากที่สุด และสามารถไถ่ถอนตนออกเป็นอิสระได้ง่าย

2)       ทาสในเรือนเบี้ย

3)       ทาสที่ได้แต่บิดามารดา

4)       ทาสท่านให้

5)       ทาสที่ได้จากการช่วยเหลือเมื่อต้องโทษทัณฑ์

6)       ทาสที่เลี้ยงไว้ยามข้าวยากหมากแพง

7)       ทาสเชลย

5.        พระสงฆ์  จัดเป็นชนชั้นพิเศษของสังคมไทย ในฐานะผู้สืบทอดศาสนา โดยได้รับการยอมรับจากคนทุกชนชั้นในไทย

       สถานภาพของพระสงฆ์

1)        ได้รับการเชื่อถือในสังคม                           2)  เป็นผู้เผยแพร่ศาสนา และเผยแพร่ศิลปะวิทยาการ

3)       เป็นผู้ประสานประโยชน์ระหว่างชนชั้นปกครอง กับชนชั้นใต้ปกครอง ระหว่างนายกับบ่าว สามีกับภรรยา

การเลื่อนฐานะของคนในสังคมไทยเป็นไปได้ยาก แต่อาจจะสามารถเลื่อนฐานะได้ในกรณี ดังนี้

    ไพร่          มีความสามารถในการรบ                                      นำช้างเผือกมาถวาย

    เปิดเผยการทุจริตของขุนนาง

ทาส          นายเงินอนุญาตให้ไปบวช                                   นำทาสมาเป็นภรรยา

                  ไถ่ตัวเอง หรือ ผู้อื่นมาไถ่

                การเลื่อนฐานะทางสังคมครั้งสำคัญๆ จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

การเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 4

                ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

                1.  ปัจจัยภายนอก

                                  วิทยาการตะวันตกเผยแพร่เข้ามา                          ความตึงเครียดทางการเมืองจากการล่าอาณานิคม

                2.  ปัจจัยภายใน

                                  ด้านเศรษฐกิจ

                การปรับสภาพสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 4

1. การกำหนดเรื่องเครื่องแต่งกายเข้าเฝ้า

2. ลดการเกณฑ์การสักเลขให้น้อยลง

3. ให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา

4. ยกเลิกการบังคับให้ชาวต่างชาติหมอบคลานในการเข้าเฝ้า

5. การยกเลิกกองทหารนำหน้าขบวนเสด็จ

การปฏิรูปสังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ 5

                การยกเลิกระบบไพร่

1.        ทรงจัดตั้งกองทหารหน้าขึ้นในปี พ.ศ. 2413 โดยรับจากไพร่หลวงและไพร่สมที่มูลนายถึงแก่กรรม

2.        ตรา พ.ร.บ.ทหารขึ้นในปี พ.ศ.2413 เพื่อจัดการฝึกทหารตามแนวทหารยุโรป

3.        ตรา พ.ร.บ. เก็บเงินค่าราชการจากไพร่ ในปี พ.ศ. 2439

4.        ตรา พ.ร.บ. ลักษณะการเกณฑ์ทหาร พ.ศ. 2448 กำหนดให้ชายฉกรรจ์ทุกคนที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ต้องมารับราชการเป็นทหารของรัฐ  กำหนดคนละ  2 ปี

                การยกเลิกระบบทาส

1.        ตรา พ.ร.บ.เกษียณอายุลูกทาสลูกไทยขึ้นในปี พ.ศ.2417

2.        เมื่อปี พ.ศ.2420 บริจาคทรัพย์วันละ 1 บาท ไถ่ตัวทาสที่อยู่กับนายเงินคนเดียวตลอด 25 ปี เป็นอิสระ

3.        ตรา พ.ร.บ.ทาสรัตนโกสินทร์ศก 124 (พ.ศ.2488) ขึ้นบังคับใช้ทั่วประเทศ โดยมีสาระสำคัญคือ

            ไม่ให้มีทาสเกิดขึ้นอีก

            ลดค่าตัวทาสลงเดือนละ  4 บาท  เพื่อให้ทาสเป็นอิสระเร็วขึ้น

 

ผลของการยกเลิกระบบไพร่และระบบทาส

1.        ราษฎร์มีอิสระในแรงงานของคน

2.        เป็นผลดีต่อการปฏิรูปการปกครองของไทย

3.        ความจงรักภักดีของราษฎรมารวมอยู่ที่พระมหากษัตริย์ที่เดียว

4.        เป็นการลดบทบาทของขุนนางและมูลนาย

5.        มีกองทัพประจำติดอาวุธและเป็นกองทัพแห่งชาติ

6.        สามารถส่งเสริมการศึกษาของพลเมืองได้เต็มที่

                การเปลี่ยนแปลงสมัยรัชกาลที่ 6

1.        พ.ร.บ. ประถมศึกษา พ.ศ.2464  ให้คนไทยทุกคนต้องจบการศึกษาอย่างต่ำชั้น ป.4

2.        กำเนิดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3.        จัดตั้งโรงเรียนอาชีวะ

4.        ให้ใช้คำนำหน้าชื่อ

5.        ประกาศใช้ พ.ร.บ.นามสกุล

6.        ส่งเสริมให้ชายมีภรรยาเดียว

7.        ใช้นาฬิกาแทนการใช้ทุ่มหรือโมงแบบโบราณ

8.        ใช้ พ.ศ. แทน ร.ศ.

                การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475

                ได้มีแนวความคิดที่จะให้ประเทศมีการปกครองในระบบประชาธิปไตย  ดังนี้

1.           พ.ศ.2427 เจ้านาย และข้าราชการกลุ่มหนึ่งทำหนังสือกราบบังคมทูล รัชกาลที่ 5 ให้ทรงเปลี่ยนแปลงการปกครอง

2.           เทียนวรรณ ได้เสนอแนวคิดทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยในวารสารตุลวิภาค พจนกิจ และศิริพจนภาค

3.           พ.ศ.2454  นายทหารกลุ่มหนึ่งก่อการกบฏคือ กบฏ ร.ศ.130

โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย

                โครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทยสมัยสุโขทัย

                ลักษณะทางเศรษฐกิจสมัยสุโขทัย

1.        เป็นเศรษฐกิจ หรือผลการผลิตเพื่อยังชีพ

2.        การผลิตทางการเกษตร จะปลูกข้าวเป็นสำคัญ พร้อมกับพืชต่างๆ เช่น อ้อย ข้าวโพด เครื่องเทศ  เป็นต้น

3.        การผลิตทางอุตสาหกรรม จะเป็นอุตสาหกรรมแบบครัวเรือน โดยเฉพาะการทำเครื่องสังคโลก (สีเขียวไข่กา) ที่ตลาดต้องการมาก

4.        การค้า

            การค้าภายในประเทศ

            เป็นการค้าแบบเสรีไม่มีการเก็บภาษี (ในระยะแรก)

            มีตลาดการค้าที่เรียกว่า  ตลาดปสาน

            การค้ากับต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเอเชียด้วยกัน คือ  จีน  อินเดีย  พม่า  มอญ  ไทยใหญ่

            สินค้าออกที่สำคัญได้แก่  ไม้ฝาง  ไม้กฤษณา  กระวาน  กานพลู  ช้าง  ม้า  และเครื่องสังคโลก

            สินค้าที่สำคัญ  ได้แก่  ผ้าแพรพรรณ  ผ้าไหม

5.        ระบบเงินตรา  มี  2 ประเภท  คือ  เบี้ย  และเงินพดด้วง

                โครงสร้างทางเศรษฐกิจสมัยอยุธยา

1.        การผลิต ยังเป็นการผลิตเพื่อยังชีพ ถ้ามีเหลือจึงนำออกขาย

2.        การผลิตทางด้านการเกษตร มีการปลูกข้าวเป็นสำคัญ นอกจากนั้นยังมีการทำสวนผลไม้ ทำไร่ และเลี้ยงสัตว์

3.        การผลิตทางอุตสาหกรรม ยังเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เช่น  การทอผ้า การทำเครื่องมือการเกษตรขั้นต้น

4.        การค้า

            การค้าภายใน

            มีตลาดประจำหมู่บ้านสำหรับซื้อขายสินค้าทางการเกษตร และอุตสาหกรรม รวมทั้งมีพ่อค้าแร่ด้วย

            มีการเก็บภาษีอากร

            การค้ากับต่างประเทศ

            เริ่มมีชาวตะวันตกมาติดต่อซื้อขายมากขึ้น โดยมีชาวโปรตุเกส เป็นชาติแรกที่เข้ามาติดต่อซื้อขาย

            สินค้าออกที่สำคัญ ได้แก่  ข้าว  ผลิตภัณฑ์จากป่า  เครื่องเทศหมากสงเครื่องสังคโลก

            สินค้าเข้าที่สำคัญ ได้แก่  เป็นผ้าแพรพรรณ  เครื่องเคลือบเนื้อละเอียด

            มีกรมพระคลังทำหน้าที่ติดต่อซื้อขายกับต่างประเทศ

5.        การเก็บภาษีอากร

            การเก็บอาภาษีอากรภายในประเทศมี  4 ลักษณะ

            จังกอบ หรือ จังกอบ  คือ การเก็บภาษีสินค้าผ่านเมืองทั้งทางกบและทางน้ำ

            อากร ภาษีผลผลิตที่เรียกเก็บจากการที่ราษฎรทำกินในที่ดินที่พระมหากษัตริย์พระราชทานให้

            ส่วย คือ การเรียกเก็บสิ่งของบางอย่างทดแทนการเข้ามาอยู่เวรยาม

            ฤชา  คือ  เงินค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากราษฎร เมื่อเข้ามาขอบริการออกโฉนดตราสาร

            การเก็บภาษีอากรกับเรือต่างชาติที่เข้าติดต่อค้าขายด้วย  มี  3 ประเภทคือ

            ค่าเบิกร่อง หรือ ภาษีปากเรือ  คือ ค่าอนุญาตให้เรือต่างชาติเข้ามาซื้อขาย

            ภาษีขาออก

            ภาษีขาเข้า

6.        ระบบเงินตรา  ใช้เงินตราอยู่  3 ประเภท  คือ  เงินพดด้วง  เบี้ย  และเงินประกับ

                โครงสร้างทางเศรษฐกิจสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ก่อนปี พ.ศ.2398)

1.        การผลิตยังเป็นการผลิตเพื่อยังชีพ ถ้ามีส่วนเหลือจึงนำมาขายเป็นสินค้า

2.        ปัจจัยการผลิต ที่ดิน เริ่มมีความสำคัญมากขึ้นโดยให้ถือเป็นทรัพย์มรดกไว้ รวมทั้งให้มีการซื้อขายที่ดินได้ในสมัยรัชกาลที่ 3 แรงงาน  ยังคงเป็นแรงงานภายในครอบครัว และระยะหลังมักจะมีการว่าจ้างแรงงานชาวจีนเพิ่มขึ้น

3.        การผลิต ยังคงเป็นการเพาะปลูก ข้าว  อ้อย  ฝ้าย  พริกไทย  และพืชสวน  พืชไร่  อื่นๆ

   สำหรับการผลิตางอุตสาหกรรม ยังคงเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน และมีการประกอบอุตสาหกรรมระบบโรงงานขนาดเล็กเกิดขึ้น ได้แก่  โรงงานน้ำตาล และโรงงานต้มกลั่นสุรา

4.        การค้า

            การค้าภายใน ยังคงเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนในท้องถิ่น การค้าขายทางเรือเป็นสำคัญและมีการแข่งขันการค้าระหว่างพ่อค้าจีน กับพ่อค้าชรวตะวันตก

            การค้ากับต่างประเทศ

            สินค้าขาออกที่สำคัญ ได้แก่  ข้าว  น้ำตาล  เขาสัตว์  หนังสัตว์  ผลิตภัณฑ์จากป่าเครื่องเทศ

            สินค้าขาเข้าที่สำคัญ ได้แก่  ผ้าไหม  เครื่องถ้วยชาม  ชา  ของเล่นเด็ก  อาวุธปืน

5.        การเก็บภาษีอากร ยังคงเหมือนกับสมัยอยุธยา ทั้งการเก็บภาษีในประเทศ และการค้ากับต่างประเทศ แต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีการจัดประมูลการเก็บภาษีเรียกว่า ระบบเจ้าภาษีอากร

6.        ระบบเงินตรา ใช้เงินที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน และมีใช้ประเภทเดียว คือ เงินพดด้วง ซึ่งมีหลายขนาด

7.        การทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ

            สนธิสัญญาเบอร์นี่ พ.ศ.2369 เป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ทำกับต่างประเทศ

            สนธิสัญญาเบาว์ริง พ.ศ. 2398 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

            ยกเลิกการผูกขาดการค้าของกรมพระคลังสินค้า

            พ่อค้าสามารถค้าขายสินค้าออกนอกประเทศได้ ยกเว้น ข้าว เกลือ และปลา ห้ามส่งออกในกรณีเกิดการขาดแคลนในประเทศ

            กำหนดอัตราภาษีขาเข้าร้อยละ 3 ส่วนภาษีขาออกต้องเก็บตามพิกัดภาษีตามที่กำหนดในสัญญา

            ยกเลิกการห้ามเอกชนนำข้าวออกนอกประเทศ โดยเปิดเป็นการค้าแบบเสรี ยกเว้น อาวุธปืนต้องขายให้รัฐบาลเท่านั้น

            ให้นำโลหะมีค่า และเงินตราเข้าออกได้โดยเสรี

ข้อบกพร่องของสัญญาเบาว์ริง

1.        ไทยเสียเปรียบทางด้านการศาล

2.        ปัญหาเรื่องกำหนดเวลาของสัญญา

3.        ข้อกำหนดสัญญาเบาว์ริงต้องทำกับประเทศต่างๆ ด้วย

                การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจของไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

                จากการทำสัญญาเบาว์ริง ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ดังนี้

1.           การเพิ่มผลผลิตทางด้านเกษตร  โดยเฉพาะการปลูกข้าว เนื่องจากเป็นสินค้าที่ชาวต่างชาติต้องการมาก

2.           การขยายตัวทางด้านการอุตสาหกรรม มีการขยายกำลังผลิต และแรงงาน เช่น โรงงานทอผ้า  โรงงานน้ำตาล  โรงงานยาสูบ  โรงงานปูนซีเมนต์  และโรงสีข้าว

3.           การขยายตัวทางด้านแรงงาน มีการใช้แรงงานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการถูกเกณฑ์แรงงานลดลง และการยกเลิกระบบไพร่ รวมทั้งทั้งระบบทาส และการอพยพเข้ามายังประเทศไทยของชาวจีน ประกอบกับการต้องการสินค้าทางด้านการเกษตรของคนไทยในขณะนั้น

4.           การเปลี่ยนแปลงระบบการค้า

            มีชาวต่างชาติเข้ามาติดต่อค้าขายเป็นจำนวนมาก

            มีการตั้งบริษัทการค้าขึ้นของชาวต่างชาติ เช่น บริษัทอีสต์เอเชียติก บริษัทบอร์เนียว ฯลฯ

            มีการก่อตั้งธนาคารขึ้น คือ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์แบงค์

            มีการก่อตั้งธนาคารคนไทยที่มีชื่อว่า  บุคคลัภย์  ในปี พ.ศ. 2447

5.           รัฐบาลส่งเสริมการสาธารณูปโภค

            การสร้างระบบการชลประทาน โครงการรังสิต

            การสร้างทางรถไฟ  สร้างถนน

            การตั้งกรมเลี้ยงไหม

            การสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล

6.           การปรับปรุงด้านภาษีอากร ในสมัยรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าให้ตั้ง หอรัษฎากรพิพัฒน์ เมื่อ พ.ศ. 2416 ทำหน้าที่รวมภาษีอากรนำส่งพระคลังมหาสมบัติ

7.           การเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา

7.1     การตั้งโรงกษาปณ์สิทธิการ เมื่อ  พ.ศ. 2403 เพื่อผลิตเหรียญขึ้นใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4

7.2     การประกาศมาตราเงินใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2411 กำหนดให้มี 2 หน่วย  คือ  บาท  สตางค์

7.3     การประกาศยกเลิกการใช้เงินพดด้วงใน พ.ศ.  2447

7.4     การใช้ธนบัตร  เมื่อ  พ.ศ. 2445  ตอนแรกจะมีลักษณะเป็นตั๋วเงิน และมีการใช้ธนบัตรที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายจริง ๆ เมื่อ พ.ศ. 2471

7.5     มีการนำค่าเงินบาทไปไปเปรียบเทียบมาตรฐานทองคำ เมื่อ พ.ศ.2451

8.           การจัดตั้งสหกรณ์เป็นครั้งแรก  เมื่อ  พ.ศ. 2459 คือ สหกรณ์วัดจันทร์ไม่จำกัดสินใช้ จังหวัดพิษณุโลก

9.           การแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม (สนธิสัญญาเบาว์ริง) เมื่อ พ.ศ. 2463 โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศแรกที่ยอมแก้ไขสัญญา

10.        ความเสื่อมโทรมทางเศรษฐกิจสมัยรัชกาลที่ 6

10.1     เนื่องจากสมัยรัชกาลที่ 5 มีการลงทุนทุกด้าน

10.2     เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1

ปัญหาเศรษฐกิจสมัยรัชกาลที่ 6

1.        รัฐบาลทุ่มเทกับรายจ่ายเรื่องความมั่นคงของชาติ และรายจ่ายของราชสำนักมากกว่าพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการเกษตร

2.        การดำเนินการคลังแนวอนุรักษ์ไม่ยอมกู้เงินจากต่างชาติ ทำให้มีการใช้เงินคงคลังเกินจำเป็น

3.        ภาวะฝนแล้งอย่างหนัก พ.ศ. 2462 เกิดวิกฤตการณ์ขาดแคลนข้าว และราคาข้าวแพง

4.        วิกฤตการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 1  โดยเฉพาะเมื่ออังกฤษลดค่าเงินปอนด์  ทำให้สินค้าของไทยราคาแพง

                เศรษฐกิจรัชกาลที่ 7

1.        เศรษฐกิจสมัยรัชกาลที่ 7 มีปัญหาที่สืบเนื่องมาจากสมัยเดิมประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก  พ.ศ. 2472

2.        รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ไขโดย

  ลดเงินเดือนข้าราชการและปลดข้าราชการบางส่วนออก

  ตัดงบประมาณแผ่นดินส่วนพระมหากษัตริย์ออก

  ดำเนินการแก้สัญญาเบาว์ริงบางประการ เพื่อเพิ่มตุลาการ

  เก็บภาษีเพิ่มหลายชนิด

                เศรษฐกิจสมัย พ.ศ. 2475 ถึงสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

            สมัยคณะราษฎร์ สินค้าออกไปไทยไม่กี่ชนิด  ประชาชนชนบทยังคงยากจน

         ดร.ปรีดี  พนมยงค์  เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจที่มีลักษณะเป็นสังคมนิยม

         มีการยกเลิกการเก็บเงินค่าราชการ

            สมัย จอพล ป. พิบูลสงคราม

         ดำเนินนโยบายชาตินิยมทางเศรษฐกิจเพื่อลดบทบาททางเศรษฐกิจของชาวต่างชาติที่สำคัญคือรัฐบาลเข้าลงทุนกิจการขนาดใหญ่ โดยโอนจากกิจการของชาวยุโรป  ทำให้เกิดรัฐวิสาหกิจ

         นอกจากนี้ยังดำเนินการหลายข้อ เช่น  สงวนอาชีพให้คนไทย กำหนดเขตหวงห้ามไม่ให้คนจีนอาศัย  เรียกร้องให้คนไทยนิยมสินค้าไทย

            สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2  และหลังสงครามโลกครั้งที่  2

1)        ระยะแรกไทยเป็นกลางจึงค้าขายได้กับทุกฝ่าย  จึงได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

2)        ญี่ปุ่นบังคับให้คนไทยค้าขายกับญี่ปุ่นประเทศเดียว  สินค้าเข้าที่มาจากตะวันตกจึงขาดแคลน รัฐบาลต้องแก้ไขปัญหาด้วยวิธีปันส่วน แต่แก้ปัญหาดังกล่าวไม่สำเร็จ

3)        เกิดภาวะเงินเฟ้อ  และขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลยังเก็บภาษีจากประชาชนเพิ่มขึ้น

4)        ธนาคารสาขาตะวันตกปิดกิจการเพราะภัยสงคราม เอกชนมีการรวมทุนตั้งธนาคารพาณิชย์ขึ้นแทน เช่น ธนาคารกรุงเทพ

5)        สงครามเกาหลีทำให้สินค้าออกของไทเยเพิ่มปริมาณมากขึ้น เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น

                ศิลปวัฒนธรรมไทย

                ศิลปวัฒนธรรมไทยแบ่งได้ดังนี้

                1.  สมัยศรีวิชัย

                                มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราช เมืองไชยา โดยมีศาสนาพุทธมหายานและศาสนาฮินดู เช่น  ประติมากรรม  เทวรูป  พระโพธิสัตว์

                2.  สมัยทราวดี

                                มีศูนย์กลางเป็นพุทธเถรวาทหลักฐานที่พบ เช่น พระธรรมจักร หินขนาดใหญ่ หรือพระพุทธรูปที่มีพระขนงยาวติดกัน จีวรแนบลำตัว ลูกปัดสี  พระพิมพ์

                3.  สมัยลพบุรี

                                ศูนย์กลางอยู่ที่ลพบุรี โดยที่มีฮินดูและพุทธมหายาน เป็นเครื่องกำหนด ได้แก่ ปราสาทหิน  พระรูปนาคปรก

                4.  สมัยสุโขทัย

                                ได้แก่  วัด  วัง  เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์  เจดีย์ทรงลังกา พระสำริด ถือเป็นสมัยที่งามที่สุด  พระเกศาเป็นเปลวเพลิง  ขมวดเป็นก้นหอย  สายสังฆาฏิยาว  และเขี้ยวตะขาบ  เช่นพระพุทธชินสีห์  และพระพุทธชินราช

                                อักษร                       มีสมัยพ่อขุนรามคำแหง  เขียนสระไว้หน้าหรือหลังพยัญชนะ

                                นาฏศิลป์ ยังไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง

                                วรรณคดี  ได้แก่ศิลาจารึก

                                สังคโลก  มีการปั้นและเคลือบสี เป็นลวดลายโดยได้รับอิทธิพลจากจีน สมัยราชวงศ์ช้อง,  หยวน

                5.  ศิลปะแบบอยุธยา

                                เกิดขึ้นบริเวณลุ่มมีน้ำเจ้าพระยา

       สถาปัตยกรรม  เกี่ยวกับความเชื่อในพระพุทธศาสนาเรือนไทย มีทั้งเรือนเครื่องผูกและเรือนเครื่องสับ

       ประติมากรรม  สร้างพระพุทธรูป

       วรรณกรรม  มีหลายรูปแบบ  เช่น  เกี่ยวกับพุทธศาสนาธรรมชาติ  ความแก่งของพระมหากษัตริย์  ความบันเทิง  คำสอน  ละครใน

       ดนตรีไทย  มีเครื่องดีด  สี  ตี  เป่า

                6.  ศิลปะแบบรัตนโกสินทร์

                                ได้รับอิทธิพลจากสมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา

      สถาปัตยกรรม  เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา

      จิตรกรรม  นิยมใช้สีหลากสี และใช้ทองคำเปลว

      ประติมากรรม  สร้างพระพุทธรูปที่มีเครื่องทรงมากขึ้น

      วรรณกรรม มีลักษณะของชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเน้นความบันเทิงมากกว่าพิธีกรรม เน้นความจริงมากกว่าอิทธิฤทธิ์มากกว่าปฏิหารย์ และมีการแปลวรรณกรรมของชาวต่างชาติ

      นาฏศิลป์และดนตรี มีการพัฒนามากขึ้น โดยนำเอาเรื่องในวรรณกรรมมาแสดงประกอบท่าร่ายรำตามจังหวะของมโหรี ปี่พากย์

                7.  ศิลปะวัฒนธรรมสมัยใหม่

                                เริ่มจากรัชกาลที่ 4  ได้รับอิทธิพลจากชาติตะวันตก โดยเน้นประโยชน์ใช้สอยของมนุษย์

      สถาปัตยกรรมเป็นประเภทที่อยู่อาศัย การประกอบกิจกรรมในสังคม เช่น พระนครคีรี  พระราชวังรามราชนิเวศน์  ที่วังบ้านปืน

      ประติมากรรม สร้างพระพุทธรูป รูปปั้นมนุษย์ มีการปั้นหล่อรูปต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอย  ประดับตกแต่ง ซึ่งศิลปะจะระบุชื่อของตนเองเอาไว้อย่างชัดเจน

      จิตรกรรม  เขียนภาพจริง 3 มิติ ใช้สีสันแรเงา สีน้ำมัน ลายเส้นเป็นเนื้อหา

      ขนมธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ชีวิตประจำวัน ทิวทัศน์ธรรมชาติและวัตถุต่างๆ

      วรรณกรรม เน้นความสำคัญของมนุษย์ มีการนำเอาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการพิมพ์ของชาวตะวันตกเข้ามาใช้ทำให้ประชาชนนิยมการอ่านกันมาก แนวการเขียนนิยมแบบร้อยแก้วมาก  มีหนังสือแปล  เรื่องสั้น  นวนิยาย  หนังสือพิมพ์และบทกวี

           การพัฒนาการปกครองแบบประชาธิปไตย

                การปกครองแบบประชาธิปไตยถือการปกครอง  โดยคนส่วนใหญ่เน้นหลักเสรีภาพเสมอภาค  ใช้กฎหมายโดยชอบธรรม

            จุดกำเนิด                          มาจากการปกครองของเอเธนส์ ซึ่งเป็นการปกครองโดยตรงแต่อยู่ใน                                                         วงจำกัดไม่มีการเลือกผู้แทน

            กำเนิดสมัยใหม่                ความคิดมนุษยนิยม

            ปฏิรูปศาสนา              (มีรัฐธรรมนูญแทน  เทวสิทธิ)

                การเติบโตของชนชั้นกลาง

                นักปราชญ์สมัย  C17 –  C18

โทมัส  ฮ้อบส์

       ผู้ปกครองมีอำนาจเด็ดขาดอำนาจผู้ปกครองมาจากการยินยอมของประชาชน

จอห์น  ล็อค

       วางรากฐานประชาธิปไตย หรือเสรีนิยมเน้นอิสรภาพ – เสรีภาพ คือ สิทธิขั้นมูลฐานของมนุษย์รัฐเกิดความต้องการของประชาชนประชาชนมีสิทธิเปลี่ยนผู้ปกครองได้

มองเตสกิเออ

       แบ่งอำนาจเป็น  3 ฝ่าย  นิติบัญญัติ  บริหาร  ตุลาการ

จางจาร์ค  รุสโซ

       รัฐต้องยอมรับ  เจตจำนงทั่วไปของประชาชนมีเจตจำนงเสรีของตนเอง

                การพัฒนาแนวความคิดประชาธิปไตยตะวันตก

                อังกฤษ

         แมกนาคาต้า  ค.ศ. 1215  จำกัดสิทธิของกษัตริย์โดยรัฐสภา

         ระบบสาธารณรัฐภายใต้การนำของโอลิเวอร์คอมเวลา (1649 – 1660)

         ปฏิวัติอันรุ่งโรจน์  โดยกษัตริย์อยู่ภายใต้สภามีพรรคการเมือง  (ค.ศ. 1688)

         พระราชบัญญัติ  ปฏิรูปรัฐสภา C19 th   เป็นการขยายสิทธิเลือกตั้งของสภาสามัญมากขึ้น (ค.ศ. 1867

                สหรัฐอเมริกากา

         ปฏิวัติอเมริกา ค.ศ. 1776

         รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรฉบับแรก

         แบ่งอำนาจเป็น  3 ฝ่าย

                ฝรั่งเศส

         ปฏิวัติฝรั่งเศส  1789

         ความไม่มั่นคงระบบประชาธิปไตย

         เปลี่ยนแปลงการปกครองกลับสู่ระบบ  กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ  สาธารณรัฐ

         เผด็จการจน  1870  จึงเปลี่ยนสาธารณรัฐโดยตลอด

         ปัจจุบันสาธารณรัฐเป็นครั้งที่ 5

                ไทย

         ตามคำกราบบังคมทูลความเห็นระบบราชการแผ่นดิน  ร.ศ.103

         กบฏ  130 (ปีแรก ร.6  ปกครอง)

         เตรียมวางรากฐาน  ปกครองแบบประชาธิปไตย  ร.6  สร้างดุสิตธานี  หนังสือพิมพ์

         เตรียมปกครองประชาธิปไตย

         ร.7  เค้าโครงร่างรัฐธรรมนูญ

         ปฏิวัติ  2475

         ความขัดแย้งทางการเมือง  รัฐบาลทหาร (ตั้งแต่จอมพล ป.  พิบูลสงคราม)

         เหตุการณ์  14  ตุลาคม  2516

         เหตุการณ์  6 ตุลาคม  2519

         เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  35

                การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ – อุตสาหกรรม

                1.  ทางวิทยาศาสตร์

                        กรีก                       มีความคิดวิทยาศาสตร์  เช่น  เพลโต  อริสโตเติล

                        โรมัน                    วิทยาศาสตร์  เน้นการใช้สอย

                        สมัยกลาง              ศาสนจักรไม่สนับสนุนทางวิทยาศาสตร์  แต่อิสลามในตะวันออกกลาง                                                       เจริญในระดับสูง

                2.  ปฏิวัติวิทยาศาสตร์  (C16 – 18)

                        โคเปอร์นิคัล          พบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล

                        นิวตัน                           พบแรงโน้มถ่วง

                3.  ปฏิวัติอุตสาหกรรม

                        เปลี่ยนการผลิตโดยใช้เครื่องจักร  มีพลังงาน  เครื่องจักรไอน้ำ  (เจมส์  วัตต์)

                        สาเหตุ                   ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  การเพิ่มประชากร  ขยายตัวการค้าและ                                                        การสร้างอาณาจักรอเมริกา

                                อังกฤษในฐานะผู้นำปฏิวัติอุตสาหกรรม

                                                                มีเสถียรภาพทางการเมือง          การปฏิวัติเกษตร

                                                                มีทุน  ประชากรมาก                   มีความเจริญทางวิทย์

                                                                มีอำนาจทางทะเล                      กษัตริย์สนับสนุน

                4.  การปฏิวัติระยะที่  1

                                สมัยพลังไอน้ำเริ่มต้นด้วยอุตสาหกรรมทอผ้า – เทคโนโลยีไม่ซับซ้อนใช้เหล็กเป็นวัตถุดิบ สินค้าส่วนใหญ่สนองความต้องการในประเทศและอาณานิคม

                5.  ปฏิวัติระยะที่  2  พลังงานน้ำมันก๊าซธรรมชาติ  ไฟฟ้า

                                  อุตสาหกรรมหลายชนิด    เทคโนโลยีซับซ้อน    ใช้เหล็กกล้า

                                  เป็นระบบอุตสาหกรรมแท้จริง

                6.  ผลปฏิวัติอุตสาหกรรม

                                การเมือง    อำนาจชั้นกลาง –  ปฏิวัติฝรั่งเศส    การต่อสู้ของกรรมาชีพลัทธิจักรวรรดิ  แข่งขันแสนยานุภาพ

                                เศรษฐกิจ    ระบบโรงงาน    แข่งขัน    เหลี่ยมล้ำ    ร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                                สังคม    ประชาชนเพิ่มขึ้น    การเติบโตของเมืองใหญ่    เหลี่ยมล้ำทางศาสนา

                                ความคิด    เสรีนิยม    สังคมนิยม

                                ศิลปะ    จินตนิยม    สะท้อนสภาพสังคมที่ทุกข์ยาก

                การเผยแพร่ขยายของอารยธรรมตะวันตก

                1.  จักรวรรดินิยมยุคแรก

1.1   เริ่มต้นเมื่อมีการค้นพบทวีปอเมริกา และเส้นทางเดินเรือในทวีปเอเชีย ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ทั้งนี้ โดยมีสเปน และโปรตุเกสเป็นผู้นำ ซึ่งต่อมาถูกแข่งขันโดยอังกฤษ  ฝรั่งเศส และฮอลันดา

1.2   ประเทศยุโรปเข้ายึดดินแดนในอเมริกาใต้ และผูกขาดการค้ากับอินเดีย และหมู่เกาะเครื่องเทศ

1.3   ยุโรปนำทาสจำนวนมากจากแอฟริกาขายที่ทวีปอเมริกา

1.4   ช่วงนี้ตะวันตกจึงมุ่งเน้นการยึดอาณานิคมเป็นแหล่งวัตถุดิบ และตลาดเพื่อการค้าของประเทศตน

                2.  จักรวรรดิยุคใหม่

          ภายหลังปฏิบัติอุตสาหกรรม ประเทศในยุโรปต้องการแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ และการตลาดเพิ่มขึ้น จึงเริ่มแสวงหาอาณานิคม

          การล่าอาณานิคมยุคนี้  ยุโรปจะเข้าไปครอบคลุมทั้งการปกครองและเศรษฐกิจของอาณานิคมอย่างเต็มที่

          เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ. 1882  อังกฤษเข้ายึดครองอียิปต์

          การล่าอาณานิคมในทวีปแอฟริกา

         ปลายคริสศตวรรษที่ 19 พวกมิชชั่นนารีพยายามเผยแพร่ศาสนาเข้าในแอฟริกา ทำให้เกิดสำรวจใจกลางทวีปขึ้น โดยมีนักวิทยาศาสตร์และนักสำรวจตามไปด้วย

         พวกที่ไปสำรวจมานำเรื่องราวการค้นพบแหล่งทรัพยากรที่สมบูรณ์มาเผยแพร่ทำให้นักลงทุนโดยการสนับสนุนจากรัฐบาลเข้าไปแสวงหาทรัพยากรกันมากจนเกิดการแย่งชิงกัน

         ค.ศ.1885 บิสมาร์ค แห่งเยอรมันจัดประชุม ได้ข้อตกลงว่าชาติใดทีมีดินแดนตามชายฝั่ง สามารถยึดครองพื้นที่ลึกเข้าไปอย่างเป็นทางการ

         ยุโรป (อังกฤษ ฝรั่งเศส  เบลเยี่ยม  เยอรมนี)  เข้ายึดครองดินแดนในแอฟริกาทั้งหมด (ยกเว้นไลบีเลีย  และเอธิโอเปีย)  โดยอ้างว่าเพื่อเปิดประตูการค้าทั้งพื้นทวีป ปลดปล่อยชนเผ่าต่างๆ ให้อิสระจากนักค้าทาส และเพื่อเผยแพร่คริสตศาสนา

          การค้าอาณานิคมในทวีปเอเซีย

         ญี่ปุ่นเป็นเอเชียชาติเดียวที่ต่อต้านภัยคุกคามของชาติตะวันตกได้สำเร็จ

                3.  ผลของจักรวรรดินิยม

                                1.  ด้านการเมือง

         เกิดการแย่งชิงอาณานิคมจนนำไปสู่การรวมกลุ่มทหาร  สงครามโลก

         ประเทศยุโรป กำหนดเขตแดนประเทศในแอฟริกา โดยไม่คำนึงถึงภาษาและเผ่าพันธุ์ประชาชนในพื้นที่ทำให้ประเทศเหล่านี้มีปัญหาเรื่องเอกภาพภายในชาติภายหลังได้รับเอกราชจากตะวันตก

                                2.  ด้านสังคมวัฒนธรรม

         เกิดประเทศตามแบบตะวันตก คือมีเมืองศูนย์กลางที่ทันสมัย ได้รับอิทธิพลทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการศึกษาแผนใหม่

         อาณานิคมถูกบีบบังคับด้วยวิธีการที่รุนแรง จนต้องล้มเลิกวัฒธรรมดั้งเดิมของตัวเองไป

         ทาสจากแอฟริกานำงานศิลปะดนตรี ไปเผยแพร่ในโลกใหม่ เช่น งานวาดภาพตามแบบพื้นเมือง ของปิกาสโซ  และมาติช  ดนตรีแจ๊ส  และบูลล์

                                3.  ด้านเศรษฐกิจ

         ตะวันตกได้รับทรัพยากรธรรมชาติจากอาณานิคม

         อาณานิคมต้องเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพมาเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า และใช้เงินตรา  นอกจากนี้เศรษฐกิจของประเทศยังต้องผันผวนไปตามเศรษฐกิจโลก

                ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

                สงครามโลกครั้งที่ 1  พ.ศ.2457 – 2561  เป็นสงครามระหว่างมหาอำนาจ 2 ฝ่าย คือ

                                1.  ฝ่ายพันธมิตร  ประกอบด้วย   อังกฤษ   ฝรั่งเศส   รัสเซีย

                                2.  ฝ่ายมหาอำนาจกลาง  ประกอบด้วย   เยอรมนี   ออสเตรีย   ฮังการี

 

                สาเหตุของสงครามโลกครั้งที่ 1

1.        การแข่งขันทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดลัทธิจักรวรรดินิยม

2.        ปัญหาแหลมบอลข่าน

3.        ลัทธิชาตินิยม

4.        แข่งขันกันทางด้านแสนยานุภาพ

5.        การแบ่งกลุ่ม  Triple Alince Tripli Enterte

                สนธิสัญญาสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

1.        สนธิสัญญาแวร์ซายส์                ทำกับเยอรมนี

2.        สนธิสัญญาแซงคแยร์แมง        ทำกับออสเตรีย

3.        สนธิสัญญา  เนยยี                    ทำกับบัลแกเรีย

4.        สนธิสัญญา  ตริอานอง              ทำกับฮังการี

5.        สนธิสัญญา  แซฟส์                   ทำกับตุรกี

                สงครามโลกครั้งที่  2  (พ.ศ.2482 – 2488)  มีสาเหตุมาจาก

1.        ข้อบกพร่องของสนธิสัญญาสันติภาพหลังสงครามโลกครั้งที่ 1

2.        ความขัดแย้งของระบบการปกครอง

3.        ลัทธิชาตินิยม

4.        การสะสมอาวุธ

5.        อังกฤษเห็นใจเยอรมนี

6.        ความล้มเหลวของสันบาตชาติ

                ประเทศคู่สงครามแบ่งออกเป็น  2 ฝ่าย

                1.  ฝ่ายสัมพันธมิตร                    ประกอบด้วย       อังกฤษ   ฝรั่งเศส   รัสเซีย  ฯลฯ

                2.  ฝ่ายอักษะ                               ประกอบด้วย       เยอรมนี   อิตาลี   บัลแกเรีย  ฯลฯ

                จุดระเบิดของสงครามโลกครั้งที่ 2

                มีสาเหตุมาจากเยอรมนีโจมตีฉนวนโปแลนด์  เมื่อ  1  กันยายน  2482  อังกฤษ และฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน 2482  วันที่  7 ธันวาคม 2488  ญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์  ฐานทับของสหรัฐอเมริกาทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเข้ามาร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 วันที่  8 ธันวาคม  2484  ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ไทย   เพื่อเดินทัพผ่านพม่าและมลายู  วันที่  25  มกราคม  2485  ไทยประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และมีขบวนการเสรีไทยช่วยให้ไทยรับชัยชนะในสงคราม

                ผลการเมืองที่ดีที่สุดของสงครามโลกครั้งที่ 2  คือ  สงครามเย็นอันเป็นความขัดแย้งของมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่าย  คือ

  สหรัฐอเมริกา  ผู้นำฝ่ายโลกเสรี

  สหภาพโซเวียตรัสเซีย ผู้นำโลกคอมมิวนิสต์และสงครามย่อยระหว่างประเทศเกิดขึ้นหลายแห่ง  เช่น                สงครามอินโดจน

                     สงครามเกาหลี

                     สงครามตะวันออกกลาง

                     สงครามแอฟริกา

                องค์การสันนิบาตชาติ

                ตั้งขึ้นเพื่อรักษาสันติภาพของโลกตามข้อเสนอ  4 ข้อ  ของประธานาธิบดี  วูดโรว์  วิลสัน  แห่งสหรัฐอเมริกา 

1.        สมัชชา

2.        คณะรัฐมนตรี

3.        สำนักงานเลขาธิการ

4.        ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

                องค์การสหประชาชาติ

                ประธานาธิบดี แฟลงคลิน  ดี รูสเวลท์  และนายวินสตัน  เชอร์ชิลล์  ได้ปรึกษากันจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ  เพื่อรักษาสันติภาพของโลก และกำหนดให้วันที่ 24 ตุลาคมของทุกๆเป็นวันสหประชาชาติ  โดยที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ค  สหรัฐอเมริกา  มีองค์กร  6 องค์กร  ดังนี้

1.        สมัชชาใหญ่  ประกอบด้วยตัวแทนของประเทศสมาชิกทั้งหมด

2.        คณะรัฐมนตรีความมั่นคง  มีสมาชิก  15 ประเทศ

3.        คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจและสังคม  มีสมาชิก  54 ประเทศ

4.        คณะรัฐมนตรีภาวะทรัสตี  มีสมาชิก  6  ประเทศ

5.        สำนักงานเลขาธิการ

6.        ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

 

ประวัติศาสตร์โลกตะวันออก

1.  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของชาติตะวันออก

1.1        การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของจีน เป็นแหล่งอารยธรรมในเอเชียตะวันออก และเป็นอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีลักษณะเด่นหลายประการ เช่น

         มีลักษณะเป็นของจีนแท้ๆ ได้รับอิทธิพลจากชาติอื่นมาปะปนน้อยมาก

         มีลักษณะผูกพันกับรากฐาน ความคิดที่พยายามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติ และสนใจเพื่อนมนุษย์และสังคม

               

1.  สมัยก่อนประวัติศาสตร์

                จากหลักฐานต่าง ๆ ที่ขุดพบชี้ให้เห็นว่าจีนเคยเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมที่เก่าแก่มากพบซากมนุษย์ปักกิ่ง (มนุษย์หินเก่า)  และมีศิลปวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคหินใหม่ มีหลักฐานเด่นชัด คือวัฒนธรรมยางเซาและวัฒนธรรมลุงซาน

2.  สมัยประวัติศาสตร์

                1)  สมัยราชวงศ์ซาง (Shang Dynasty 1776–1122 ปี  ก่อนคริสตกาล) มีกระดูกสัตว์หรือกระดูกกระดองเต่าจารึกตัวอักษรภาพ, เครื่องสำริด, หยด, การแกะสลัก เป็นสังคมเกษตรกรรม

                2)  ราชวงศ์โจว (Chou Dynasty 1122 – 1249 ปี ก่อนคริสตกาล) ระยะนี้กษัตริย์เรียกตัวเองว่า โอรสของสวรรค์เป็นสมัยที่มีความเจริญเด่นชัดทางด้านปรัชญา และวรรณกรรม เช่น ขงจื้อ  เล่าจื้อ ฯลฯ

                3)  ราชวงศ์จิ๋น (Chin Dynasty 221–206 ปีก่อนคริสตกาล)  เป็นสมัยที่จีนเริ่มเป็นจักรวรรดิมรดกสำคัญทางวัฒนธรรม คือ  สถาปัตยกรรม คือ กำแพงเมืองจีน จำกัดแนวคิดเก่าๆ ตำราเผาทิ้งบังคับใช้ภาษาเขียนเหมือนกันทั่วประเทศ

                4)  ราชวงศ์ฮั่น (Han Dynasty 206 ก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) สถาปนาปรัชญาและวรรณกรรมขึ้นใหม่ มีการสอบข้าราชการ มีการเขียนประวัติศาสตร์ที่เรียกว่า  ซื้อจี้ โดยซื่อหม่าเจี้ยน มีเส้นทางแพรไหม

                5)  ราชวงศ์ถัง (Tang Dynasty  ค.ศ.618 – ค.ศ.907) เป็นยุคทองของวัฒนธรรมจีน พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง การก่อสร้างพระราชวังใหญ่โต เครื่องเคลือบงดงาม มีพ่อค้าต่างแดนเข้ามาคาขายมีเส้นทางแพรไหมทางทะเล

                6)  ราชวงศ์ซ้อง  หรือสุ้ง (Sung Dynasty ค.ศ.960 – ค.ศ.127) มีความก้าวหน้าวิทยาการเกิดขึ้นหลายอย่าง การใช้เข็มทิศ, การประดิษฐ์แท่นพิมพ์,  รักษาโรคด้วยวิธีฝังเข็ม, รัดเท้าสุภาพสตรี งานศิลปะที่เด่น คือการวาดภาพทิวทัศน์  เครื่องเคลือบมีความสมบูรณ์  มีสีเขียวไข่กา  และขาวบริสุทธิ์

                7)  ราชวงศ์หยวน (Yyan Dynasty  ค.ศ.1279 – 1365) ขึ้นปกครองจีน 89 ปี โดยเริ่มต้นจากจักรพรรดิกุบไบลข่าน เป็นสมัยที่บ้านเมืองจีนเจริญมาก มีชาวต่างประเทศเข้ามารับราชการในราชสำนักจำนวนมาก ที่มีชื่อเสียงคือมาร์โคโปโล ชาวอิตาเลียนเขียนบันทึกเรื่องราวความรุ่งเรืองในเมืองจีนทำให้ชาวยุโรปสนใจเดินทางมายังจีน

                8)  ราชวงศ์หมิ่น หรือเหม็ง (Ming Dynasty  ค.ศ.1368 – 1644)  จีนสร้างจักรวรรดิใหม่ ไล่พวกมองโกลออกไป ลอกเลียนแบบศิลปวัฒนธรรมและประเพณีในสมัยราชวงศ์ถัง สถาปัตยกรรม เช่น นครต้องห้าม เครื่องเคลือบหลายสี และลายคราม

                9)  ราชวงศ์ชิง หรือ เช็ง (Ching  Dynasty ค.ศ.1644 – 1911) ราชวงศ์สุดท้ายของจีนก่อนสถาปนาเป็นสาธารณรัฐเป็นราชวงศ์ของเผ่าแมนจู เข้ามาปกครองจีน สถาปัตยกรรม เช่น พระราชวังฤดูร้อน ให้ชายจีนไว้ผมหางเปียและใส่เสื้อแบบแมนจู

                1.2  การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมของอินเดีย   ศิลปวัฒนธรรมอินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก แบ่งเป็นสมัยต่าง ๆ คือ

                1.  อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ (2500 – 1500 ปี ก่อนคริสตกาล)  เป็นความเจริญรุ่งเรืองของพวกทราวิก (Dravidian) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย ได้มีการขุดพบหลักฐานที่เมืองฮารับปา และเมืองโมเฮนโจดารา ปัจจุบันอยู่ในประเทศปากีสถาน มีการวางผังเมือง ถนน ระบบประปา มีบ่อน้ำขนาดใหญ่

                2.  สมัยพระเวท (1500 – 600 ปีก่อนคริสตกาล) เมื่ออารยันเข้ามาตั้งรกรากรุกรานเข้ามาทางตะวันตกเฉียงเหนือ และมาตั้งรกรากขับไล่คนพื้นเมืองลงมาทางใต้ รับเอาอารยธรรมที่สูงกว่าของพวกทราวิกเข้าไว้ และเกรงว่าจะถูกพวกทราวิกกลืนชาติหมด จึงมีการนำเอาระบบวรรณะมาใช้ มีพิธีกรรม และความเชื่อทางศาสนา ศิลปวรรณคดี และวิทยาการที่สำคัญ คือคัมภีร์พระเวท มหากาพย์รามายณะ และ มหาภารตะ วิทยาการมีความรู้เรื่องดาราศาสตร์ ทำปฏิทิน เริ่มใช้เลขศูนย์ ระบบทศนิยม ใช้เครื่องหมายลบ

                3.  สมัยมคธ – เมารยะ (500 – 200 ปีก่อนคริสตกาล) อินเดียเป็นอาณาจักรใหญ่ เป็นสมัยที่เศรษฐกิจ และสังคม วัฒนธรรมก้าวหน้ามาก มีการเผยแพร่พระพุทธศาสนาออกไปกว้างขวาง มีคัมภีร์พุทธศาสนา และศาสนา เช่น คัมภีร์อรรถศาสตร์ สถาปัตยกรรม เช่น เสาหินอัด สถูปที่สัญจิและสิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

                4.  สมัยกุษณะ – คันธาระ (200 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 230)  เจริญรุ่งเรืองในสมัยพระเจ้ากนิษกะ มีการติดต่อกับอาณาจักรโรมัน และพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภก สังคายนาพระไตรปิฎก อนุญาตให้ประชาชนนับถือศาสนาต่างๆ ตามศรัทธา ประติมากรรมที่มีชื่อเสียงคือศิลปคันธารราษฎร์

                5.  สมัยคุปตะ (ค.ศ.320 – ค.ศ.550) เป็นยุคทองของอารยธรรมฮินดู พุทธศาสนาเสื่อม ฟื้นฟูศาสนาฮินดูเจริญทางการศึกษาเป็นยุคทองของวรรณคดีสันสกฤต กวีที่มีชื่อเสียงคือ กาลิทาส เขียนเรื่องศกุนตลา

                6.  สมัยโมกุล (ค.ศ.1526 – ค.ศ.1707) เป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย ศิลปวัฒนธรรมของอินเดียผสมผสานระหว่างฮินดูกับอิสลาม ในสมัยพระเจ้าอัคบาร์มหาราช ทรงให้อิสระในการนับถือศาสนา ต่อมาในสมัยหลังๆ เช่น สมัยซาร์ เจฮัน ทรงเป็นมุสลิมที่เคร่งครัดมาก ทรงยกเลิกนโยบายให้เสรีภาพทางศาสนา มุ่งจะให้ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ จนถึงกษัตริย์องค์สุดท้าย พระเจ้าออรังเซป หลังจากนั้นก็ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของชาติตะวันออก

1.  เอเชียตะวันออก

                ประเทศจีน

1.        ในสมัยแมนจู จีนถูกบีบคั้นทางด้านเศรษฐกิจจากชาวตะวันตก มีผลทำให้เศรษฐกิจของจีนถูกผูกขาดโดยชนชั้นปกครองและชาวต่างชาติ ชาวจีนส่วนใหญ่ของประเทศประสบกับความยากจน ก่อให้เกิดกบฏในท้องถิ่นอยู่เสมอ

2.        ใน ค.ศ. 1909 เกิดอุทกภัยอย่างรุนแรงในมณฑลเหอหนาน ทำให้การผลิตเสียหายมาก จนเกิดจลาจลและเกิดปัญหามากมาย นำไปสู่การปฏิวัติโดย ดร.ซุนยัดเซน เมื่อปี ค.ศ.1911

3.        ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนภายใต้การนำของเหมา เจ๋อ ตุง ได้เข้ามาบริหารประเทศในปี ค.ศ. 1949  จึงมีการพัฒนาเศรษฐกิจ หันมาใช้ระบบรวม มีผลทำให้ผลิตผลทางการเกษตรของจีนเพิ่มมากขึ้น

4.        ต่อมาจีนมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก (1953–1957) แต่ยังไม่สมบูรณ์จึงระดมมวลชน เพื่อเร่งระดมการผลิตและจัดตั้งระบบคอมมูน (Commune)

5.        การพัฒนาเศรษฐกิจหยุดชะงักเนื่องจากปฏิวัติวัฒนธรรมในจีน และผู้ที่มีบทบาทเป็นผู้นำจีนต่อมา คือ เติ้ง เสี่ยว ผิง ได้เสนอนโยบายสี่ทันสมัย เพื่อปฏิรูปจีน 4 ด้าน เช่น เกษตร, อุตสาหกรรม, ทหาร, เทคโนโลยี

6.        ในปี ค.ศ.1979–1987 รัฐบาลได้อนุญาตให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานทางธุรกิจ การค้า การเปิดให้มีการลงทุนจากต่างประเทศตลอดจนการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการพัฒนาเมืองท่าเศรษฐกิจ เป็นต้น

                ประเทศญี่ปุ่น

1.        หลังจากญี่ปุ่นเปิดประเทศแล้ว ในสมัยโชกุนโตกุกาวะ ญี่ปุ่นมีความเจริญเติบโตทางการค้าและอุตสาหกรรมเป็นอย่างมาก และในปลาย C 19 ญี่ปุ่นได้มีการลงทุนด้านเกษตร อุตสาหกรรม พัฒนาการคมนาคมโดยสร้างทางรถไฟติดต่อทั่วประเทศ

2.        การที่ญี่ปุ่นทำสงครามกับประเทศต่างๆ เช่น จีน รุสเซีย เศรษฐกิจยิ่งมีความเจริญรุ่งเรืองมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านปุ๋ย  เคมี  ไฟฟ้า  การขนส่งทางเรือ  ถ่านหิน  ถลุงเหล็ก

3.        ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  1  และหลังสงคราม  เศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวออกไปมาก เพราะอยู่ในประเทศที่ชนะสงคราม

4.        หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  ญี่ปุ่นพ่ายแพ้ ระยะแรกเศรษฐกิจจะทรุดโทรม แต่หลังจากนั้นเมื่ออเมริกาเข้ามาปกครองญี่ปุ่นในระยะแรก ได้ทำลายการผูกขาดทางเศรษฐกิจของกลุ่มอิทธิพลในญี่ปุ่น ญี่ปุ่นไม่ต้องตัดงบประมาณเพื่อใช้จ่ายทางทหารนับว่าเป็นผลดีแก่ญี่ปุ่นในระยะต่อมา

5.        ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาทางอุตสาหกรรม และการค้าระหว่างประเทศจนประสบความสำเร็จอย่างมาก และได้กลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปกครองของชาติโลกตะวันออก

                เอเชียตะวันออก

                ประเทศจีน

                สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของจีนใน ค.ศ.1911

1.        การคุกคามและบีบคั้นของจักรวรรดินิยมตะวันตกและญี่ปุ่น

2.        ความอ่อนแอและความเสื่อมโทรมของระบอบแมนจู

3.        การได้รับอิทธิพลความคิดจากตะวันตกในเรื่องเสรีภาพและชาตินิยม

4.        ความสามารถของญี่ปุ่นสามารถรบชนะรุสเซียในสงครามรุสเซียกับญี่ปุ่น ค.ศ. 1904–1905

5.        สภาพสังคมที่เสื่อมโทรมหนักของจีน

                เหตุการณ์ก่อนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

            ค.ศ.1842                   เกิดสนธิสัญญานานกิง ซึ่งมาจากสงครามฝิ่นกับอังกฤษ

            ค.ศ.1850                   เกิดกบฏไต้เผง

            ค.ศ.18-4–1895          ทำสงครามกับญี่ปุ่นเกิดสนธิสัญญาชิโมโนเซกิ

            ค.ศ.1905                   ดร.ซุนยัดเซน ประกาศหลักสิทธิไตรราษฎร์

            ค.ศ.1909                   เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ นำไปสู่การจลาจล

                ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

1.         ทางด้านการเมือง เมื่อจีนได้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐ มียวนซีไข เป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการเป็นคนแรก และดำเนินการปกครองแบบเผด็จการ ปี ค.ศ.1949 พรรคคอมมิวนิสต์ได้ขึ้นมาบริหารประเทศจัดตั้งเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น รูปแบบการปกครองของจีนจึงเปลี่ยนไปตามแนวสังคมนิยม

2.         ทางด้านเศรษฐกิจ การที่จีนมีประชากรมากเกินไปนั้น ทำให้ต้องเผชิญกับปัญหาความยากจน และปัญหาคนว่างงานตลอดรวมทั้งปัญหาช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท

3.         ทางด้านสังคม การได้รับการศึกษาจากโลกภายนอกของปัญญาชนจีน และการบีบคั้นจากโลกตะวันตก ได้ทำให้กระแสความคิดแบบตะวันตกด้านเสรีนิยม ชาตินิยม มีอิทธิพลต่อกระแสความคิดและภูมิปัญหาของจีน

                สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของญี่ปุ่นใน ค.ศ.1889

1.        การรับกระแสความคิดจากโลกตะวันตก

2.        การคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อญี่ปุ่น

3.        การปรับตัวของสถาบันพระจักรพรรดิญี่ปุ่น ให้เข้ากับสถานการณ์โลกภายนอก (ปี ค.ศ.1867 พระเจ้ามัตสุฮิโตเป็นกษัตริย์ยกเลิกโชกุน และบริหารประเทศให้เจริญทุกๆ ด้าน เรียกว่าสมัย เมอิจิ แปลว่าสมัยแห่งความรุ่งเรือง)

                ผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังการปฏิรูปประเทศในสมัยเมจิ

                1.  ทางการเมือง หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1889 ญี่ปุ่นกำหนดให้มีรัฐสภาไดเอด ประกอบด้วยสภาขุนนาง และสภาผู้แทนราษฎรนับว่าเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยมีจักรพรรดิปกครองประเทศ และหลังจากความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และอยู่ภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกาและหลังจากอเมริกาถอนตัวออกไป ญี่ปุ่นมีรูปแบบการปกครองประชาธิปไตยเหมือนเดิม แต่ลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ค.ศ.1946 ก็คือ การให้สิทธิสตรีเท่าเทียมบุรุษในทางการเมือง

                2.  ทางสังคม รัฐบาลญี่ปุ่นได้พัฒนาด้านการศึกษาด้วยการส่งคนไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อนำมาเป็นตัวอย่าง  เช่น  ในการปรับปรุงการศึกษาของญี่ปุ่น  นักศึกษาญี่ปุ่นได้ไปดูงานและศึกษาในอเมริกา และอังกฤษ และนำความรู้กลับมาพัฒนาการศึกษาของญี่ปุ่นให้ก้าวหน้าสู่ระบบสมัยใหม่แบบตะวันตก

                3.  ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลญี่ปุ่นส่งเสริมการค้ากับต่างประเทศจัดระบบเศรษฐกิจให้ทันสมัย ปฏิรูประบบการเงิน บรรดาพ่อค้าได้หันมาลงทุน เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทางด้านอุตสาหกรรม จนได้วิวัฒนาการมาเป็นธุรกิจสมัยใหม่ที่มีอิทธิพลในวงการธุรกิจหลายประเภท เช่น กลุ่มมิตซุย  กลุ่มมิตซุบิชิ



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 4 : สาระที่ 4 : ประวัติศาสตร์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 50471 , โพส : 24 , Rating : 90% / 121 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 24 : ความคิดเห็นที่ 534
ขอไฟล์นี้หน่อยได้มั้ยค่ะ
tailuk12@gmail.com

Name : tailuk < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ tailuk [ IP : 182.52.131.93 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 พฤศจิกายน 2561 / 12:15
# 23 : ความคิดเห็นที่ 533
ขอไฟล์เนื้อหาหน่อยได้ไหมคะ จะใช้สรุปสอนเด็กๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
nk18inuyasha@gmail.com
Name : porty [ IP : 116.58.236.61 ]

วันที่: 15 พฤศจิกายน 2561 / 11:01
# 22 : ความคิดเห็นที่ 532
ขอไฟล์หน่อยได้ไหมคะ อยากได้ไปทำแผ่นพับสรุปส่งครูค่ะ
Ornuma.654@gmail.com ขอบคุณมากๆค่ะ
Name : อรอุมา [ IP : 49.230.235.77 ]

วันที่: 4 พฤศจิกายน 2561 / 11:13
# 21 : ความคิดเห็นที่ 527
ขอไฟล์หน่อยนะครับอาจารย์ จะเอาไปติวให้เด็กๆครับ กราบขอบพระคุณนะครับ akekaphong1993@gmail.com
Name : Kru_golf < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Kru_golf [ IP : 202.151.42.201 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 19 กรกฎาคม 2561 / 12:16
# 20 : ความคิดเห็นที่ 524
ขอไฟล์ หน่วยครับ
wowzxzxzaq@gmail.com
Name : jos2546 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ jos2546 [ IP : 223.205.250.171 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 กรกฎาคม 2561 / 21:37
# 19 : ความคิดเห็นที่ 465
ขอไฟล์เนื้อหา เพื่อใช้สรุปในการสอนให้เด็กๆ ค่ะ...ขอบพระคุณมากค่ะ
Name : sirirat [ IP : 14.207.163.160 ]

วันที่: 25 มิถุนายน 2560 / 08:59
# 18 : ความคิดเห็นที่ 464
สรุปเนื้อหาได้ดีค่ะ
Name : ศิริรัตน์ [ IP : 14.207.163.160 ]

วันที่: 25 มิถุนายน 2560 / 08:50
# 17 : ความคิดเห็นที่ 450
อยากได้ไฟล์เอาไว้ศึกษารบกวนขอหน่อยได้ไหมคะ
Name : อ้อน [ IP : 202.41.180.237 ]

วันที่: 20 เมษายน 2560 / 15:55
# 16 : ความคิดเห็นที่ 440
อยากได้ไฟล์นี้มากค่ะ หนูจะเอาไปอ่านสอบ รบกวนช่วยส่งให้ทางเมล์หน่อยนะคะ
Name : กล้วยหอม [ IP : 49.230.23.11 ]

วันที่: 16 มีนาคม 2560 / 11:11
# 15 : ความคิดเห็นที่ 427
ขอไฟล์หน่อยนะคะ
Name : ่jkjjkk [ IP : 101.109.56.196 ]

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:15
# 14 : ความคิดเห็นที่ 415
เริ่ดมากค่ะ
Name : lita [ IP : 106.0.211.93 ]

วันที่: 17 มกราคม 2560 / 13:04
# 13 : ความคิดเห็นที่ 405
ขอไฟล์ด้วยค่พนพคะ ต้องการนำไปทำเนื้อหาเพื่อใช้สอนพิเศษค่ะ
ขอบพระคุณมากๆนะคะ
jaja10sep@hotmail.com
Name : jaja. < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ jaja. [ IP : 115.87.142.87 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 ธันวาคม 2559 / 23:11
# 12 : ความคิดเห็นที่ 391
ขอไฟล์หน่อยค่ะ อยากอ่าน การศึกษาข้อมูลเนื้อหานี้ 
Name : sayrungbunjoong < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ sayrungbunjoong [ IP : 119.76.81.169 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 4 พฤศจิกายน 2559 / 12:44
# 11 : ความคิดเห็นที่ 387
ขอไฟล์หน่อยคร้าาา เอาไว้อ่านสอบบบบค่ะ
toei.nara@gmail.com
Name : T Toei Thik Thok < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ T Toei Thik Thok [ IP : 223.206.247.232 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 9 ตุลาคม 2559 / 18:12
# 10 : ความคิดเห็นที่ 327
โหลดไฟล์ยังไงหรอครับ ผมอยากได้ไปส่งอาจารย์ครับ
Name : ๓เคโรโร๊ะคุง๓ [ IP : 49.49.82.49 ]

วันที่: 30 พฤศจิกายน 2558 / 18:29
# 9 : ความคิดเห็นที่ 311
ขอบคุณครับ
Name : kam [ IP : 118.174.211.180 ]

วันที่: 11 กันยายน 2558 / 18:14
# 8 : ความคิดเห็นที่ 225
ขอบคุณมากนะคะ >
Name : pimpimpim [ IP : 118.172.239.212 ]

วันที่: 19 กรกฎาคม 2557 / 16:41
# 7 : ความคิดเห็นที่ 114
ขอบคุณมากเลย
Name : ่ีjula [ IP : 1.2.221.208 ]

วันที่: 22 พฤษภาคม 2556 / 14:46
# 6 : ความคิดเห็นที่ 106
ขอบคุณค่ะ
Name : dewja47 [ IP : 110.77.234.81 ]

วันที่: 8 พฤษภาคม 2556 / 10:58
# 5 : ความคิดเห็นที่ 75
ขอบคุณมากนะ เราชอบจัง ตรงกับที่เรียนแล้วสรุปย่อๆดีๆให้อีก :~)
Name : wawa [ IP : 223.206.78.54 ]

วันที่: 20 ธันวาคม 2555 / 14:55
# 4 : ความคิดเห็นที่ 74
ขอบคุณมากนะ เราชอบจัง ตรงกับที่เรียนแล้วสรุปย่อๆดีๆให้อีก :~)
Name : wawa [ IP : 223.206.78.54 ]

วันที่: 20 ธันวาคม 2555 / 14:55
# 3 : ความคิดเห็นที่ 17
Thank you so much
PS.  อยากแต่นิยายแฟนตาซี แต่ตั้งชื่อยากเป็นบ้าเลย
Name : BOTH KAB < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ BOTH KAB [ IP : 27.130.113.70 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มกราคม 2555 / 17:36
# 2 : ความคิดเห็นที่ 16
Thank you so much
PS.  อยากแต่นิยายแฟนตาซี แต่ตั้งชื่อยากเป็นบ้าเลย
Name : BOTH KAB < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ BOTH KAB [ IP : 27.130.113.70 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 มกราคม 2555 / 17:35
# 1 : ความคิดเห็นที่ 15
 ขอบคุณครับ 
Name : proteios < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ proteios [ IP : 223.205.62.10 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 24 กรกฎาคม 2554 / 13:39
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android