คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ตอนที่ 3 : สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์


     อัพเดท 22 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: สังคม
ผู้แต่ง : NoneNone44 ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NoneNone44
My.iD: https://my.dek-d.com/anything-blabla
< Review/Vote > Rating : 87% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,075 Overall : 347,351
534 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2175 คน ]

[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 3 : สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 69901 , โพส : 12 , Rating : 92% / 177 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สาระที่  3 : เศรษฐศาสตร์

โดย อ.คมกฤษณ์  ศิริวงษ์          อ.สุทัศน์  ภูมิรัตนจรินทร์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ความหมายและความสำคัญของเศรษฐศาสตร์

เศรษฐศาสตร์  เป็นวิชาที่ศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของมนุษย์ เช่น การเลือกใช้ปัจจัยการผลิต (ทรัพยากร)  ที่มีอยู่อย่างจำกัด  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด  นอกจากนั้นยังศึกษาเกี่ยวกับการกระจายและการแลกเปลี่ยนผลผลิตเพื่อให้สังคมมีความเป็นอยู่ดี  ทั้งหมดนี้เศรษฐศาสตร์อาจจะกล่าวว่า  เป็นการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ที่ดีที่สุดของมนุษย์และสังคม

ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกระดับ  มักจะเกิดปัญหาพื้นฐาน 3 ประการดังนี้

1.        ปัญหาว่าจะผลิตอะไร (What)  จะผลิตสินค้าและบริการใด ในปริมาณเท่าใด ถึงจะพอแก่การบริโภค

2.        ปัญหาว่าจะผลิตอย่างไร (How)  ในที่นี้เป็นการนำปัจจัยการผลิตที่มีอยู่มาใช้ผลิต  จะผลิตด้วยวิธีใด  ถึงจะมีต้นทุนในการผลิตต่ำ  และได้ผลผลิตสูง

1.        ปัญหาว่าจะผลิตเพื่อใคร (For whom)  เมื่อผลิตสินค้าและบริการขึ้นมาแล้วจะสนองความต้องการของใคร

วิชาเศรษฐศาสตร์สามารถศึกษาได้  2  แนว  ดังนี้

1.        เศรษฐศาสตร์จุลภาค (Microeconomics)  เป็นการศึกษาหน่วยย่อมของระบบเศรษฐกิจ เช่น พฤติกรรมของผู้บริโภค  ผู้ผลิต  ตลาดสินค้า และตลาดปัจจัยการผลิต

2.        เศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics)  เป็นการศึกษาหน่วยรวมของระบบเศรษฐศาสตร์ เช่น การผลิตของระบบเศรษฐกิจ  การจ้างงาน  การคลัง  รายได้ประชาชาติ เป็นต้น

กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

                การผลิต  (Production)

                การผลิต คือ การสร้างสินค้าและบริการเพื่อสนองความต้องการของมนุษย์  และเกิดประโยชน์ในทางเศรษฐกิจอย่างใดอย่างหนึ่ง

                ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ (อรรถประโยชน์ : Utility) หมายถึง การทำให้สินค้าและบริการนั้น ๆ มีคุณค่ามากขึ้นในทางเศรษฐศาสตร์  แบ่งประโยชน์ในทางเศรษฐกิจได้ 5 ชนิด คือ

1.        ประโยชน์เกิดจากการเปลี่ยนรูป (Form Utility) เช่น การเอาไม้ซุงมาแปรรูปแล้วทำเป็น โต๊ะ

2.        ประโยชน์เกิดจากการเปลี่ยนสถานที่ (Place Utility)  เช่น  นำรัตนชาติ จากใต้ดินมาทำเครื่องประดับ

3.        ประโยชน์เกิดจากเวลา (Time Utility)  เช่น ความเก่า - ใหม่   ความเหมาะสมกับฤดูกาลและการผลิตเป็นรายแรก  ตัวอย่าง  ผงซักฟอก  เรียกว่า แฟ้บ  /   ซุปไก่ เรียกว่า แบรนด์   /   บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เรียกว่า  มาม่า 

4.        ประโยชน์เกิดจากเปลี่ยนโอนกรรมสิทธิ์ (Posession Utility)  เช่น เสื้อผ้าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สวมใส่มากกว่าช่างตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นต้น

5.        ประโยชน์เกิดจากการให้บริการ (Service Utility) เช่น  แพทย์ให้การรักษาแก่ผู้เจ็บป่วย  ครูสอนหนังสือให้ศิษย์  ทนายว่าความให้ลูกความ  เป็นต้น

การผลิต   แบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ

1.        การผลิตขั้นปฐมภูมิ  (Primary Production)   เป็นการผลิตวัตถุดิบ  เช่น         การเกษตรกรรม  การประมง  การป่าไม้  เหมืองแร่  (ลงทุนต่ำ  ลงแรงสูง  ผลตอบแทนต่ำ)

2.        การผลิตขั้นทุติยภูมิ (Secondary Production)  เป็นการนำวัตถุดิบที่ผลิตได้มาแปรรูปเป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น อุตสาหกรรมต่าง ๆ  (ลงทุนสูง  ลงแรงสูง  ผลตอบแทนสูง)

3.        การผลิตขั้นอุดม (Tertiary Production) เป็นการผลิตบริการ เช่น การขนส่ง  การประกันภัย  การท่องเที่ยว  การรักษาพยาบาล (ลงทุนต่ำ  ลงแรงต่ำ  ผลตอบแทนสูง)

ปัจจัยการผลิต (Factors of Production)  ในทางเศรษฐศาสตร์มีอยู่ 4 อย่างคือ

1.        ที่ดิน (Land) หมายถึง แหล่งผลิต  ซึ่งหมายรวมถึงทรัพยากรที่อยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมด

2.        ทุน (Capital)  หมายถึง  สิ่งซึ่งนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการผลิต เช่น โรงงาน  รถยนต์  เครื่องจักร  วัว  ควาย  ยกเว้น เงิน (Money)

3.        แรงงาน (Labour)  หมายถึง  แรงกายและปัญญาของมนุษย์เท่านั้น

4.        ผู้ประกอบการ (Enterperneurship)  หรือผู้ผลิต  หมายถึง  ผู้ที่จะนำเอาที่ดิน  ทุน  และ แรงงาน     มาก่อให้เกิดการผลิต

ผลตอบแทนปัจจัยการผลิต   ( รายได้ ) 

                -      ที่ดิน                 ผลตอบแทนเรียกว่า  ค่าเช่า (Rent)

-          ทุน                                  ผลตอบแทนเรียกว่า  ดอกเบี้ย (Interest)

-          แรงงาน                           ผลตอบแทนเรียกว่า  ค่าจ้าง (Wage) หรือค่าแรง

-          ผู้ประกอบการ                 ผลตอบแทนเรียกว่า  กำไร (Profit)

ปัจจัยที่ควบคุมปริมาณการผลิตดังนี้

1.        ปริมาณของวัตถุดิบ ที่จะนำมาใช้ในการผลิตว่ามีมากน้อยเพียงใด

2.        ปริมาณความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการนำผลผลิตไปบริโภค

3.        ราคาของผลผลิตออกมาจำหน่ายในตลาดขณะนั้น สูงหรือต่ำทั้ง 3 ปัจจัยนี้ถ้าพิจารณาแล้วก็คือ        

        อุปสงค์ อุปทาน นั่นเอง

อุปสงค์ อุปทาน

อุปสงค์  (Demand)  หมายถึง ความต้องการในสินค้าและบริการในระดับราคาหนึ่ง ๆ

  กฎของอุปสงค์                (law of Demand) คือ

1.        ถ้าราคาสูง    อุปสงค์ต่ำ (จะทำให้ราคาลดลงในที่สุด)

2.        ถ้าราคาต่ำ   อุปสงค์สูง (จะทำให้ราคาสูงขึ้นในที่สุด)

 

ราคา/ กก (บาท)

อุปสงค์ / กก.

10

10

20

8

30

6

40

4

50

2


ตัวการที่ทำให้อุปสงค์เปลี่ยนแปลงมีดังนี้

-          ราคาของสินค้าและบริการ                                               -    รายได้ของผู้บริโภค

-          ความจำเป็นที่จะใช้สินค้าและบริการนั้น ๆ                      -     สมัยนิยม

-          การโฆษณาของผู้ผลิต                                                      -    การศึกษาของผู้บริโภค

-          ราคาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องหรือสินค้าที่ใช้แทนกันได้        -    การคาดคะเนราคา หรือการเก็งกำไร

-          การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนประชากร                   

อุปทาน  (Supply) หมายถึง ปริมาณของสินค้าและบริการในระดับราคาหนึ่ง

กฎของอุปทาน ( Law of Supply)คือ

1.        ถ้าราคาสูง    อุปทานสูง (จะทำให้ราคาลดลงในที่สุด)

2.        ถ้าราคาต่ำ   อุปทานต่ำ (จะทำให้ราคาสูงขึ้นในที่สุด)

ราคา/ กก (บาท)

อุปสงค์ / กก.

10

5

20

10

30

15

40

20

50

25

ตัวการที่ทำให้อุปทานเปลี่ยนแปลงมีดังนี้

-          ราคาของสินค้าและบริการ                                                     -      ฤดูกาลของผลผลิต                                                           

                -     เทคนิคในการผลิต (อุตสาหกรรมหรือหัตถกรรม)                  -      ราคาวัตถุดิบ

-          ราคาสินค้าอื่นที่เกี่ยวข้องหรือสินค้าอื่นที่ใช้แทนกันได้         -      การคาดคะเนราคาหรือการเก็งกำไร

-          การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของจำนวนผู้ผลิตในตลาด

ทฤษฎีของอุปสงค์ อุปทาน  บางครั้งเรียกว่า กลไกแห่งราคา (Price – Machanism)”  ได้เพราะอุปสงค์ อุปทาน นั้นขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าและบริการ  ในขณะเดียวกัน ราคาของสินค้าและบริการก็ขึ้นอยู่กับอุปสงค์ อุทาน

ประโยชน์ของอุปสงค์ อุปทาน  เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการกำหนดปริมาณในการผลิตและกำหนดราคา จำหน่ายสินค้าและบริการได้อย่างถูกต้อง

ราคาดุลยภาพ (Equilibrium Price)  คือ ราคาสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคพอใจที่จะซื้อและผู้ผลิตพอใจที่จะขายให้

ปริมาณดุลยภาพ  (Equilibrium Quantity) คือ ปริมาณของสินค้าและบริการที่ผู้บริโภคต้องการที่จะซื้อเท่ากับปริมาณที่ผู้ผลิตต้องการที่ขายให้

ราคา/ กก (บาท)

อุปสงค์ / กก.

อุปทาน / กก.

30

10

50

25

20

40

20

30

30

15

40

20

10

50

10

การหาค่าดุลยภาพจากตาราง  ในแต่ละระดับราคาจะมีค่าของอุปสงค์ อุปทาน แตกต่างกัน  ถ้าราคาใดที่ค่าของอุปสงค์ และอุปทาน เท่ากัน ราคานั้นคือ ราคาดุลยภาพ (กก.ละ 20 บาท) และค่าอุปสงค์ และอุปทานที่เท่ากันนั้น คือ ปริมาณดุลยภาพ (30 กก.)

การหาค่าดุลยภาพจากรูปกราฟ  สังเกตเส้นอุปสงค์ (DD) และเส้นอุปทาน (SS)  เส้นทั้งสองตัดกัน ณ จุดใด ถือว่าเป็นค่าดุลยภาพ  ค่าบนแกนตั้ง ก็คือ ราคาดุลยภาพ (กก.ละ 20 บาท) และค่าบนแกนนอน ก็คือ  ปริมาณดุลยภาพ (30 กก.)

สินค้าล้นตลาด  (อุปทานส่วนเกิน / อุปสงค์ส่วนขาด)  คือ ปริมาณสินค้าที่มีมากกว่าความต้องการสินค้า

สินค้าขาดตลาด  (อุปทานส่วนขาด / อุปสงค์ส่วนเกิน)  คือ ปริมาณสินค้าที่มีน้อยกว่าความต้องการสินค้า

การบริโภค (Consumption) 

การบริโภค  หมายถึง การใช้ประโยชน์จากสินคาและบริการ

การบริโภคที่สิ้นเปลืองหมดไป (Destruction)  หรือ การบริโภคได้เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถบริโภคได้อีก เช่น อาหาร  น้ำมันเชื้อเพลิง  เป็นต้น

การบริโภคที่ไม่สิ้นเปลือง (Diminution)  คือ การบริโภคที่ได้มากกว่าหนึ่งครั้ง เช่น เครื่องนุ่มห่ม  ของใช้ต่าง ๆ  เป็นต้น

การกระจาย การแบ่งสรร (Distribution)

การกระจาย คือ การจำหน่ายจ่ายแจกสินค้าและบริการซึ่งเป็นผลผลิตไปยังผู้บริโภค  ตลอดจนการแบ่งสรรผลตอบแทนไปยังผู้มีส่วนร่วมในการผลิต  ในทางเศรษฐศาสตร์นั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.        การกระจายสินค้า ได้แก่ การกระจายปัจจัยการผลิต (ที่ดิน  ทุน  แรงงาน  ผู้ประกอบการ)  และการกระจายผลผลิต (สินค้าและบริการ)

2.        การกระจายรายได้  ได้แก่  การกระจายผลตอบแทนปัจจัยการผลิต (ค่าเช่า  ดอกเบี้ย  ค่าจ้าง  กำไร)  และการกระจายผลตอบแทนผลผลิต (ค่าใช้จ่ายซื้อสินค้าและบริการ)

การแลกเปลี่ยน (Exchange)

การแลกเปลี่ยน  หมายถึง การนำเอาสินค้าอย่างหนึ่งไปแลกกับอีกอย่างหนึ่ง  ซึ่งวิวัฒนาการของการแลกเปลี่ยนอยู่  3  ระยะดังนี้

การแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรง หรือการค้าต่างตอบแทน (Barter System) คือ การนำเอาสินค้ามาแลกเปลี่ยนกัน เช่น ข้าวสารแลกกับปุ๋ย 

การแลกที่ใช้เงินเป็นสื่อกลาง (Money System)  คือ การแลกเปลี่ยนที่ใช้กันในปัจจุบัน

การแลกเปลี่ยนที่ใช้สินเชื่อหรือเครดิต  (Credit System)  ในกรณีไม่มีเงินหรือมีเงินไม่พอนั้น  การแลกเปลี่ยนจะต้องใช้ความไว้วางใจต่อกัน  คือ สินเชื่อ  หรือเครดิต เช่น การใช้เช็ค  บัตรเครดิต  แทนตัวเงิน หรือระบบเช่าซื้อ 

การวัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

                การวัดระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ  หมายถึง  การประเมินผลการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมาระยะหนึ่ง (มักจะใช้เวลา 1 ปี)  ว่าการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้นดีหรือไม่  ถ้าประสบความสำเร็จดี  ดำเนินการต่อไป  ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ  จะได้นำมาปรับปรุง    จะประเมินจาก รายได้ประชาชาติ  (National Income : NI)

                รายได้ประชาชาติ (National Income : NI)  หมายถึง มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ประชาชาติผลิตขึ้นในระยะเวลา 1 ปี โดยหักค่าเสื่อมราคาของทรัพยากรและภาษีทางอ้อม

                รายได้เฉลี่ยต่อบุคคลหรือรายได้ต่อบุคคล (Per Capital Income) หมายถึงค่าของรายได้ประชาชาติต่อจำนวนประชากร 1 คน ในการคำนวณรายได้ต่อบุคคลนั้นคำนวณจากสูตรต่อไปนี้

                                                รายได้ต่อบุคคล =            

 

                ผลิตภัณฑ์ประชาชาติเบื้องต้น  (Gross Natioanl Product : GNP) หมายถึง มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ประชาชาติผลิตขึ้นในระยะเวลา 1 ปี

                ผลผลิตที่เป็นของคนชาติเดียวกันไม่ว่าจะผลิตในประเทศ หรือต่างประเทศสามารถนำมารวมได้ทั้งหมดเป็นค่า GNP  และ ค่า GNP นี้เป็นข้อมูลในการคำนวณรายได้ประชาชาติ (NI)

                ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้น (Gross Domestic Product : GDP)  หมายถึง  มูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นในประเทศในระยะเวลา 1 ปี

                ผลผลิตที่เกิดจากการผลิตในประเทศทั้งหมดไม่ว่าผู้ผลิตจะเป็นคนชาติเดียวกันหรือคนต่างชาตินำมารวมกันเป็นค่า GDP และค่า GDP นี้ เป็นข้อมูลในการคำนวณอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

                ในการคำนวณรายได้ประชาชาติสามารถคำนวณได้จากมูลค่าของผลผลิตรวมที่ประชาชาติผลิตขึ้นในระยะเวลา 1 ปี  รายได้รวมของประชาชาติในระยะเวลา 1 ปี และรายจ่ายรวมของประชาชาติในระยะเวลา 1 ปี แต่การคำนวณนั้นมักจะประสบปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1.        ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ตรงตามความเป็นจริง

2.        ไม่สามารถกำหนดค่าเสื่อมราคมของทรัพยากรได้ถูกต้อง

3.        ไม่สามารถกำหนดราคาของสินค้าคงเหลือได้ ช่วงปิดบัญชีสิ้นปี

4.        สินค้าและบริการที่ไม่ผ่านตลาดไม่สามารถนำมาคำนวณได้

5.        การเก็บข้อมูลซ้ำ

ประโยชน์ของการศึกษารายได้ประชาชาติ

1.        ข้อมูล GDP จะทำให้ทราบระดับการผลิตภายในของประเทศในภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ

2.        เพื่อนำมาเปรียบเทียบฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกับประเทศต่าง ๆ

3.        เพื่อเปรียบเทียบภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะเวลาต่าง ๆ กัน

4.        เพื่อเปรียบเทียบมาตรฐานการครองชีพของประชากรว่า ได้มาตรฐานหรือไม่

5.        เพื่อใช้เป็นข้อมูลศึกษาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

6.        เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศ

ระบบเศรษฐกิจ

                ระบบเศรษฐกิจ  คือลักษณะการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละสังคม  เพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดทางเศรษฐกิจ (อยู่ดี  กินดี  มั่งคั่ง)  สิ่งแวดล้อมและปัจจัยต่าง ๆ  ของแต่ละสังคมต่างกัน  จึงทำให้ลักษณะการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละสังคมแตกต่างกันไป

                ระบบเศรษฐกิจในโลกนี้ที่นิยมแพร่หลายนั้น แบ่งได้ 4 ระบบ คือ ระบบทุนนิยม  หรือเสรีนิยม  ระบบคอมมิวนิสต์  ระบบสังคมนิยม  และระบบเศรษฐกิจแบบผสม

                แผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลกับเอกชน  ในแต่ละระบบเศรษฐกิจ  นั้นมีดังนี้

ระบบเศรษฐกิจ

     ผู้รับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมฯ

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม หรือเสรีนิยม                    เอกชน

ระบบเศรษฐกิจคอมมิวนิสต์                                   รัฐบาล

ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม                              รัฐบาล > เอกชน

ระบบเศรษฐกิจแบบผสม                                        เอกชน + รัฐบาล

 

 

 

 

 

 

ลักษณะเด่นต่าง ๆ ข้อดีและข้อเสียของระบบเศรษฐกิจต่าง ๆ

ระบบคอมมิวนิสต์

ระบบสังคมนิยม

ระบบเศรษฐกิจแบบผสม

ระบบทุนนิยม / เสรีนิยม

ลักษณะเด่น

ลักษณะเด่น

ลักษณะเด่น

ลักษณะเด่น

- รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัย

   การผลิตอย่าสิ้นเชิง

- รัฐบาลเป็นผู้ทำกิจกรรม

   ทางเศรษฐกิจทั้งสิ้น

- เอกชนไม่มีสิทธิทำ 

   กิจกรรมเศรษฐกิจใด ๆ

- รัฐบาลเป็นเจ้าของปัจจัย

   การผลิตที่สำคัญ

- รัฐบาลทำกิจกรรมทาง

   เศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่

   รายได้สูง เกี่ยวข้องกับ

   ประชาชนมาก ๆ

- เอกชนมีสิทธิทำธุรกิจต่าง ๆ

   ที่รัฐบาลไม่ทำ      

   (ธุรกิจขนาดเล็ก)  

- รัฐบาลจัดสวัสดิการให้

   แก่ประชาชน

- ระบบทุนนิยมกับสังคม

- กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

  ส่วนใหญ่เป็นของเอกชน

  เหมือนทุนนิยม

- รัฐบาลเข้ามาทำธุรกิจเพื่อ

   คุ้มครองผลประโยชน์

   ให้แก่ประชาชน

- ปัญหาทางเศรษฐกิจได้รับ

  การแก้ไขจากรัฐบาลและเอกชน

- รัฐบาลจัดสวัสดิการให้แก่

   ประชาชน

- เอกชนเป็นผู้ดำเนิน

   กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

- เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัย

  การผลิต  โดยมีกฎหมาย

  รับรอง

- มีการแข่งขันทางด้าน

  คุณภาพประสิทธิภาพ

  ราคาและการบริการ 

  โดยมีกำไรเป็นแรงจูงใจ

- ราคาสินค้าถูกกำหนด

   โดยกลไกแห่งราคา

   (อุปสงค์ อุปทาน)

ข้อดี

ข้อดี

ข้อดี

ข้อดี

- เอกชนไม่ต้อง

   รับผิดชอบทางด้าน

   เศรษฐกิจ

- ทรัพยากรถูกควบคุม

   การใช้จากรัฐทำให้

   ไม่ถูกทำลาย

- การกระจายรายได้ดี เพราะ

  รายได้ส่วนใหญ่เป็นของรัฐ

  ประชาชนจะมีรายได้ไม่

  แตกต่างกันมาก

- ประชาชนได้รับการคุ้ม

   ครองผลประโยชน์จาก

   รัฐในรูปของสวัสดิการ

   และสินค้าบริการที่รัฐทำ

- ประชาชนมีเสรีภาพทาง

   เศรษฐกิจ

- สินค้าและบริการมีมากคุณภาพ

   ดี  และราคาเยา

- ประชาชนได้รับการคุ้มครอง

  ผลประโยชน์จากรัฐบาล

   ในรูปของสวัสดิการธุรกิจที่จำ

   เป็นแก่การครองชีพ  

- เอกชนมีกำลังใจในการทำ

  ธุรกิจเพราะมีกำไรเป็นแรงจูงใจ

-  เอกชนมีเสรีภาพทาง

   เศรษฐกิจ

- สินค้าและบริการมีมาก

  คุณภาพดี ราคาเยา

- รัฐไม่ต้องจัดสรร

   งบประมาณมาทำธุรกิจ

ข้อเสีย

ข้อเสีย

ข้อเสีย

ข้อเสีย

- ประชาชนไม่มีสิทธิเสรี

   ภาพทางเศรษฐกิจ  

  (รัฐบาลทำทั้งหมด)

- สินค้าและบริการมีน้อย

   และด้อยคุณภาพ เพราะ

   ไม่มีการแข่งขัน

- ผลผลิตต่ำ เพราะ

  ประชาชนไม่มีขวัญและ

  กำลังใจในการทำธุรกิจ

- เอกชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ

  บางส่วน

- รัฐบาลต้องจัดสรร

  งบประมาณมาทำธุรกิจและ

   มักจะขาดทุน กิจกรรมต่าง ๆ

   มีคุณภาพต่ำ

 

- รัฐบาลต้องจัดสรร

   งบประมาณมาทำธุรกิจ   

   มักจะขาดทุน

- การกระจายรายได้ไม่ดี 

   เพราะรายได้ส่วนใหญ่

  ตกแก่นายทุน

- ประชาชนอาจมีปัญหา

   จากราคาสินค้าขาด

    แคลนเนื่องจากนายทุน

    รวมตัวกัน

- การใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือย

                ระบบเศรษฐกิจแบบผสม  เป็นระบบที่ได้รับความนิยมแพร่หลาย และประเทศไทยก็ใช้   ระบบนี้

 

 

สหกรณ์

                สหกรณ์ หมายถึง องค์กรอิสระของบุคคลที่มารวมกันด้วยความสมัครใจ  เพื่อดำเนินธุรกิจการค้าไม่ได้แสวงหากำไร  โดยสมาชิกทุกคนเป็นเจ้าของกิจการ

หลักการสำคัญในการดำเนินงานของสหกรณ์

                การดำเนินงานของสหกรณ์นั้นมุ่งการพึ่งตนเอง  การมีสิทธิเท่าเทียมกัน  ความสามัคคีและความเที่ยงธรรมโดยเน้นความเป็นประชาธิปไตย     ประกอบด้วยหลักการที่สำคัญ ดังนี้

1.        ความสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership)  สมาชิกของสหกรณ์มาจากบุคคลทั่วไปที่เต็มใจที่จะปฏิบัติข้อกำหนดของสหกรณ์  โดยไม่มีการแยกเพศวัย  เชื้อชาติ  ศาสนา

2.        หลักประชาธิปไตย  (Democratic Member Control)  สมาชิกทุกคนได้รับการดูแล  ควบคุมและปฏิบัติตามแนวทางประชาธิปไตยเหมือนกัน

3.        การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ (Member Economic Participation)  สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการลงทุนด้วยการซื้อหุ้น และได้รับผลตอบแทนตามจำนวนหุ้นที่ซื้อ

4.        ความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)  สหกรณ์จะต้องพึ่งตนเอง และอยู่ภายใต้การดูแลของสมาชิกตามแนวทางประชาธิปไตย

5.        การให้การศึกษา ฝึกอบรมและสารสนเทศ  (Education Training and Information)  สมาชิกทุกคนจะได้รับการศึกษา  ฝึกอบรมจากสหกรณ์และประชาสัมพันธ์ให้บุคคลทั่วไปได้รับสารสนเทศของสหกรณ์

6.        การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperative)  สหกรณ์จะต้องให้ความร่วมมือกับสหกรณ์อื่น ๆ เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์

7.        ความเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)  สหกรณ์ดำเนินการตามความเห็นชอบของสมาชิกเพื่อการพัฒนาชุมชน

สหกรณ์ในประเทศไทย

                ในประเทศไทยปัจจุบันมีสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้น  6  ประเภทแยกเป็น 2  กลุ่มใหญ่ตามจุดมุ่งหมายและวิธีดำเนินงานดังนี้

                กลุ่มที่ 1  :  สหกรณ์ในภาคการเกษตร

1.        สหกรณ์การเกษตร  -  เป็นการร่วมกันของผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตรในการที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและยกระดับความเป็นอยู่ของสมาชิกให้ดียิ่งขึ้น 

2.        สหกรณ์ประมง - เป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบอาชีพประมง มีวัตถุประสงค์  เพื่อให้บริการความรู้ทางวิชาการและธุรกิจการประมง  จัดหาเงินกู้ให้แก่สมาชิกเพื่อนำไปประกอบอาชีพ    รับฝากเงิน

3.        สหกรณ์นิคม  -   เป็นการจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการจัดสรรที่ทำกินให้ราษฎร  สร้างปัจจัยพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัย  ทั้งยังจัดหาสินเชื่อปัจจัยการผลิต  การแปรรูปการเกษตร และการส่งเสริมอาชีพ

กลุ่มที่ 2  :  สหกรณ์นอกภาคการเกษตร

1.        สหกรณ์ร้านค้า - เป็นการรวมตัวของผู้บริโภค  เพื่อจัดหาสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายแก่สมาชิก

2.        สหกรณ์ออมทรัพย์  -   เป็นการระดมทุนของผู้ประกอบอาชีพเดียวกัน  เพื่อตั้งสถาบันการเงิน  โดยให้สมาชิกฝากเงินและกู้ยืมเงินโดยเสียดอกเบี้ยต่ำและมีระยะเวลาผ่อนชำระยาวนาน

3.        สหกรณ์บริการ -  สหกรณ์ที่ตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2511  โดยมีสมาชิกผู้ประกอบอาชีพเดียวกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป  มาดำเนินงานเกี่ยวกับอาชีพของตนให้มีความมั่นคงและรักษาอาชีพของตนไว้

 

 

 

การจัดตั้งสหกรณ์

                ในการจัดตั้งสหกรณ์นั้นมี 5 ขั้นตอนดังนี้

1.        ขอคำแนะนำจากสหกรณ์จังหวัดหรือสหกรณ์อำเภอ

2.        ประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก

3.        ประชุมคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์

4.        ประชุมผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิก

5.        ยื่นเรื่องขอจดทะเบียนสหกรณ์

ข้อดี

        ธุรกิจแบบสหกรณ์สามารถรวบรวมเงินทุนได้จำนวนมาก     เพราะการรวบรวมทุนจัดแบ่งออกเป็นหุ้น   และเนื่องจากเป็นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร   สหกรณ์ในประเทศต่าง จึงมักได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล   และได้รับสิทธิพิเศษด้านภาษีอากรและอื่น

ข้อเสีย

        เนื่องจากธุรกิจแบบสหกรณ์ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไร   จึงให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิกในอัตราต่ำมาก    แต่จะมีผลตอบแทนอีกส่วนหนึ่งตามสัดส่วนแห่งกิจการงาน หรือการค้าที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์  สมาชิกมักจะไม่ซื้อหุ้นไว้มากเพราะได้รับผลตอบแทนต่ำ

เศรษฐกิจพอเพียง

 

เศรษฐกิจพอเพียง  เป็นปรัชญาในการดำเนินชีวิต  ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแก่พสกนิกรให้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิตและปฏิบัติตนมาโดยตลอด  โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปีพ.ศ. 2540  พระองค์ทรงเน้นย้ำให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของเศรษฐกิจพอเพียง

        ต่อมาได้พระราชทานพระราชดำริเพิ่มเติมมาโดยตลอด  เพื่อให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีความแข็งแรงพอ    ก่อนที่จะไปผลิตเพื่อการค้าหรือเชิงพาณิชย์     โดยยึดหลักการ   ทฤษฏีใหม่   3  ขั้น     คือ

ขั้นที่  1    มีความพอเพียง       เลี้ยงตนเองได้บนพื้นฐานของความประหยัดและขจัดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

ขั้นที่  2    รวมพลังกันในรูปกลุ่ม    เพื่อการผลิต    การตลาด  การจัดการ   รวมทั้งด้านสวัสดิการ   การศึกษา   การพัฒนาสังคม

ขั้นที่  3    สร้างเครือข่าย      กลุ่มอาชีพและขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย    โดยประสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจ   ภาคองค์การพัฒนาเอกชนและภาคราชการในด้านเงินทุน   การตลาด   การผลิต   การจัดการและข่าวสารข้อมูล

การปฏิบัติตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

1.  ยึดความประหยัด    ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน    ลดละความฟุ่มเฟือยในการดำรงชีพอย่างจริงจังดังพระราชดำรัสว่า  

    ความเป็นอยู่ที่ต้องไม่ฟุ้งเฟ้อ   ต้องประหยัดไปในทางที่ถูกต้อง

2. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องสุจริต     แม้จะตกอยู่ในภาวะขาดแคลนในการดำรงชีพก็ตาม ดังพระราชดำรัสที่ว่า  

     ความเจริญของคนทั้งหลายย่อมเกิดมาจาก   การประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพของตนเป็นหลักสำคัญ

3. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกัน     ในทางการค้าขายประกอบอาชีพแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรงดังอดีต  ซึ่งมีพระราช

     ดำรัสเรื่องนี้ว่า ความสุขความเจริญอันแท้จริงนั้น  หมายถึงความสุขความเจริญที่บุคคลแสวงหามาได้ด้วยความเป็นธรรมทั้งใน

    เจตนาและการกระทำ   ไม่ใช่ได้มาด้วยความบังเอิญ   หรือด้วยการแก่งแย่งเบียดบังมาจากผู้อื่น

 

4.     ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก      โดยต้องขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้เกิด         มีรายได้เพิ่มพูนขึ้น    จนถึงขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ    พระราชดำรัสตอนหนึ่งที่ให้ความ             ชัดเจนว่า    การที่ต้องการให้ทุกคนพยายามที่จะหาความรู้    และสร้างตนเองให้มั่นคงนี้เพื่อตนเอง          เพื่อที่จะให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ที่ก้าวหน้า   ที่มีความสุข   พอมีพอกินเป็นขั้นหนึ่งและขั้นต่อไป          ก็คือให้มีเกียรติว่ายืนได้ด้วยตัวเอง

5.     ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดีลดละสิ่งยั่วกิเลสให้หมดสิ้นไป    ทั้งนี้ด้วยสังคมไทยที่ล่มสลายลงในครั้งนี้        เพราะยังมีบุคคลจำนวนมิใช่น้อยที่ดำเนินการโดยปราศจากละอายต่อแผ่นดิน        พระบาทสมเด็จ   พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราโชวาทว่า    พยายามไม่ก่อความชั่วให้เป็นเครื่องทำลายตัว   ทำลายผู้อื่น   พยายามลดพยายามละความชั่วที่ตัวเองมีอยู่    พยายามก่อความดีให้แก่ตัวอยู่เสมอ   พยายามรักษาและเพิ่มพูนความดีที่มีอยู่นั้น    ให้งอกงามสมบูรณ์ขึ้น

             สรุป      ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีองค์ประกอบสำคัญ  5  ประการ

1.        ทางสายกลาง  -  ตั้งอยู่ในความไม่ประมาทและพึ่งตนเองให้มากขึ้น

2.        ความสมดุลและความยั่งยืน - ความพอดี  ความเหมาะสม  ความหลากหลายและความกลมกลืน  มีความยั่งยืน  ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

3.        ความพอประมาณอย่างมีเหตุผล - ไม่โลภ  ไม่ฟุ้งเฟ้อ  มีเหตุผล

4.        ภูมิคุ้มกันและรู้เท่าทันโลก -  มีความรอบคอบ  รู้ทันการเปลี่ยนแปลง

5.        การเสริมสร้างคุณภาพคน  -  มีจิตสำนึกในคุณธรรมจริยธรรม เอื้ออาทรต่อกัน  มีระเบียบวินัย  อดทนอดกลั้นและอดออม

 

การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง

                ในการดำเนินชีวิตประจำวัน  สามารถนำเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ได้ดังนี้

1.        การประหยัด -  การใช้จ่ายกว่าที่จำเป็น  ลดละความฟุ่มเฟือย

2.        การประกอบอาชีพสุจริต -  การทำมาหากินต้องซื้อสัตย์ลูกต้อง

3.        การไม่แก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันกัน -  การประกอบอาชีพด้านค้าขายต้องไม่แก่งแย่งผลประโยชน์ด้วยการต่อสู้หรือแข่งขันกันอย่างรุนแรง

4.        การหารายได้เพิ่มพูน -  การขวนขวายหาความรู้  พัฒนาความสามารถ  ให้มีรายได้เพิ่มพูนยิ่งขึ้นจนเกิดความพอเพียง

5.        การไม่กระทำชั่ว - การทำความดีและลดละความชั่วทั้งปวงให้หมดไป

 

ทฤษฎีใหม่

 

ความหมายของทฤษฎีใหม่

                ทฤษฎีใหม่ - แนวพระราชดำริในการจัดการบริหารที่ดินของเกษตรกรให้มีสัดส่วนในการใช้      พื้นที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความเป็นมาของทฤษฎีใหม่

                ในการเสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ  พระบาทสมเด็จได้ทอดพระเนตรเห็นความเป็นอยู่ของประชาชน  ซึ่งส่วนใหญ่ยังอยู่กันอย่างยากไร้  เพราะการเกษตรที่ไม่ได้ผล  เนื่องจากขาดแคลนน้ำพระองค์ท่านได้พระราชดำริ ทฤษฎีใหม่   และทรงทดลองที่วัดมงคลชัยพัฒนา อ.เมือง จ.สระบุรี   และประสบความสำเร็จเป็นแบบอย่าง       ให้เกษตรกรนำไปเป็นแบบอย่างได้

หลักการและขั้นตอนของทฤษฎีใหม่

                ทฤษฎีใหม่แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้

1.        ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น

ก.       แบ่งที่ดินที่มีอยู่ออกเป็นแปลง ๆ  เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยใช้อัตราส่วน           30 : 30 : 30 : 10   รวมเป็น 100%  ดังนี้

พื้นที่แปลงที่  1  มีพื้นที่ร้อยละ 30  ใช้เป็นแหล่งน้ำ  เลี้ยงสัตว์น้ำและปลูกพืชน้ำ

พื้นที่แปลงที่  2  มีพื้นที่ร้อยละ 30  ใช้ปลูกข้าว

พื้นที่แปลงที่  3  มีพื้นที่ร้อยละ 30  ใช้ปลูกไม้ผล  พืชไร่  พืชสวน  ผัก

พื้นที่แปลงที่  4  มีพื้นที่ร้อยละ 10  ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เลี้ยงสัตว์และโรงเรือนอื่น ๆ

ข.       ความสามัคคีร่วมใจกันระหว่างเกษตรกรในชุมชน คล้ายการลงแขกช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ค.       การพึ่งตนเอง  ทุกครัวเรือนจะมีผลผลิตที่เป็นอาหารเพียงพอในครัวเรือนไม่ต้องซื้อหาในราคาแพ่ง

ง.        มีน้ำใช้ในการบริโภค อุปโภคเพียงพอในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต

2.        ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า  เป็นขั้นที่เกษตรกรจะพัฒนาไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน  เพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  จะต้องมีการรวมกลุ่มกันในรูปของสหกรณ์หรือกลุ่ม (ชุมนุม , ชมรม)  โดยดำเนินการด้านต่าง ๆ ดังนี้

ก.       ด้านการผลิต   จัดเตรียมหาพันธุ์พืช  ปุ๋ย

ข.       ด้านการตลาด  จัดหายุ้งฉางและร่วมกันขายผลผลิต

ค.       ด้านคุณภาพชีวิต  จัดสวัสดิการเช่น  สถานีอนามัย  โรงเรียน  ศาสนสถาน  และปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ  ในการดำรงชีวิตที่ดีพอสมควร

3.        ทฤษฎีใหม่ขั้นพัฒนา

พัฒนาเกษตรกรให้ก้าวหน้าด้านการติดต่อประสานงานการจัดหาทุน   เพื่อการลงทุนและการพัฒนาคุณภาพชีวิต

ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่

1.        การพึ่งตนเอง  เกษตรกรเป็นผู้กำหนดต่อตลาด

2.        ชุมชนเข้มแข็ง   โดยการรวมพลังของชาวบ้าน

3.        ความสามัคคีของชุมชน   ชาวบ้านมีความเอื้ออาทรต่อกัน

 

การเงิน

                เงิน (Money)  หมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สังคมสมมติขึ้นและยอมรับว่ามีค่า  ทั้งยังใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเงิน

 แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ เหรียญกษาปณ์  ธนบัตร และเงินฝากธนาคารประเภทกระแสรายวัน

1.        เหรียญกษาปณ์ (Coins)  เป็นเงินเหรียญที่สร้างขึ้นจากโลหะชนิดต่าง ๆ เช่น ทองคำ  เงิน  ทองแดง  และโลหะผสม (นิกเกิลกับทองแดง)  เงินประเภทนี้สร้างขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งค้ำประกันเพราะค่าของมันอยู่ที่โลหะนั้น ๆ รัฐบาลเป็นผู้ผลิตเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาใช้หมุนเวียนให้พอเพียงแก่ธุรกิจในประเทศ

2.         ธนบัตร (Note Currency หรือ Bank Note) เป็นเงินกระดาษที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย  ธนาคารกลางเป็นผู้ผลิตธนบัตร  การผลิตธนบัตรต้องมีสิ่งค้ำประกัน เช่น ทองคำ  เงิน  เงินทุนสำรองที่เป็นเงินตราต่างประเทศ เป็นต้น  ธนบัตรใช้แลกเปลี่ยนระหว่างประเทศได้

3.        เงินฝากธนาคารกระแสรายวัน  (Demand Deposits) เงินประเภทนี้ผู้ฝากสามารถสั่งจ่ายในรูปของเช็คซึ่งใช้แทนเงินได้ทันที  นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงเช็คของขวัญและบัตรเครดิต

สิ่งที่ใกล้เคียงกับเงิน  (Near Money)  คือ สิ่งที่มีค่าต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งจะเป็นว่าคล้ายคลึงกับเงิน  แต่จะแตกต่างกับเงินเพียงเล็กน้อย  เพราะจะนำสิ่งที่ได้ชื่อว่าใกล้เคียงกับเงินนั้นไปใช้ทันทีไม่ได้  ต้องนำไปแลกเปลี่ยนก่อน  แต่การแลกเปลี่ยนนั้นทำได้โดยง่าย  สิ่งที่ใกล้เคียงกับเงิน ได้แก่ เช็คเดินทาง  เช็คล่วงหน้า  ตั๋วแลกเงิน  ตั๋วสัญญาใช้เงิน  พันธบัตร

หน้าที่ของเงิน   แบ่งออกเป็น  4  ประการคือ

1.        เป็นหน่วยในการวัดมูลค่า (Measure of Value)

2.        เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน (Medium of  Exchange)

3.        เป็นมาตรฐานในการชำระหนี้ในอนาคต (Standard of Deferred Payment)

4.        เป็นเครื่องรักษามูลค่า (Store of  Value)

ปริมาณเงินหรือ ซัพพลายเงินตรา  (Money Supply) คือ เงินทุกประเภทที่หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ    ซึ่งเงินในจำนวนนี้หมายถึงเงินฝากในธนาคารที่ผู้ฝากสามารถถอนออกได้ทุกเวลาปริมาณเงินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เงินเฟ้อ และเงินฝืด

เงินเฟ้อ (Inflation)  เป็นสภาวการณ์ที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไป  ทำให้ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น และเศรษฐกิจจะมีความคล่องตัวมาก  เงินเฟ้อนั้นมีสาเหตุ  2  ประการ  คือ อุปสงค์ในสินค้าและบริการสูงกว่าอุปทาน หรือสภาวการณ์ที่ปริมาณสินค้าขาดตลาด และต้นทุนในการผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้น

ลักษณะเงินเฟ้อ  เราสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระดับ โดยพิจารณาจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น ดังนี้

1.        เงินเฟ้ออ่อน ๆ  ราคาสินค้าและบริการจะสูงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี เงินเฟ้อประเภทนี้จะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้ผู้ผลิตมีกำลังใจที่จะผลิตและผู้บริโภคก็ไม่เดือดร้อน

2.        เงินเฟ้อปานกลาง  ราคาสินค้าและบริการจะสูงระหว่าง 5 – 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

3.        เงินเฟ้ออย่างรุนแรง  ราคาสินค้าและบริการจะสูงเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี

ผลกระทบของเงินเฟ้อ  เมื่อเกิดปัญหาเงินเฟ้อจะมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้เสียประโยชน์ ดังนี้

1.        ผู้ที่ได้รับประโยชน์  ผู้ที่ได้รับประโยชน์นั้นเป็นผู้มีรายได้ขึ้นอยู่กับความคล่องของเศรษฐกิจ เช่นนักธุรกิจ  การค้า  ผู้ผลิต  ผู้ถือหุ้น  ผู้เป็นลูกหนี้  เป็นต้น  บุคคลเหล่านี้จะมีรายได้มาก

2.        ผู้ที่เสียผลประโยชน์  ผู้มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ ลูกจ้าง ผู้ใช้แรงงาน  เป็นต้น  บุคคลเหล่านี้จะมีรายได้เท่าเดิมค่าครองชีพสูง  จะมีชีวิตความเป็นอยู่ฝืดเคือง

เงินเฟ้อนั้นเป็นสภาวการณ์ที่ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากเกินไปเมื่อเกิดปัญหานี้แล้วจะต้องแก้ปัญหาด้วยการลดปริมาณเงินลง ดังนี้

Ø ธนาคารกลางเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้แก่ธนาคารพาณิชย์

Ø ธนาคารกลางเพิ่มปริมาณการขายพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น

Ø ธนาคารกลางลดการปล่อยสินเชื่อ

Ø เพิ่มภาษีทางตรงและทางอ้อม

Ø ตรึงราคาสินค้าที่จำเป็นแก่การครองชีพ

Ø รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายให้ต่ำลง (รัฐบาลจัดงบประมาณเกินดุล)

                เงินฝืด  (Deflation)  เป็นสภาวการณ์ที่มีปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจน้อยกว่าปกติ  ทำให้ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ราคาสินค้าลดลง และมีคนว่างงานเพิ่มมากขึ้น  เงินฝืดนั้นมีสาเหตุ 2 ประการคือ ช่วงที่มีการออมสูงหรือมีการขายพันธบัตรรัฐบาลเกินไปทำให้ไม่มีการนำเงินออกมาใช้จ่าย

                ผลกระทบของเงินฝืด  คล้ายคลึงกับเงินเฟ้อ คือ มีทั้งผู้รับผลประโยชน์และผู้เสียผลประโยชน์ แต่กลุ่มนั้นตรงกันข้ามกัน ดังนี้

1.        ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ ผู้มีรายได้ประจำ เช่น ข้าราชการ เป็นต้น ผู้ที่เป็นเจ้าหนี้  ผู้ที่ได้รับดอกเบี้ยจากการนำเงินไปฝากธนาคาร  บุคคลเหล่านี้มีรายได้เท่าเดิมและแน่นอน  แต่ค่าครองชีพต่ำลงเพราะเงินมีค่ามากขึ้น

2.        ผู้เสียผลประโยชน์  นักธุรกิจการค้าผู้ผลิต  ผู้ถือหุ้น  ผู้เป็นลูกหนี้  บุคคลเหล่านี้จะมีความเป็นอยู่ฝืดเคือง เพราะเศรษฐกิจซบเซา เงินหายากขึ้น เพราะมีค่ามากขึ้น

เงินฝืดนั้นเป็นสภาวการณ์ที่เกิดจากปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมีน้อยเกินไปและเศรษฐกิจซบเซา  ทำให้คนว่างงานมากขึ้น ในการแก้ปัญหาเงินฝืดจะต้องเพิ่มปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น ดังนี้

Ø ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้แก่ธนาคารพาณิชย์

Ø ธนาคารกลางลดปริมาณการขายพันธบัตรรัฐบาลลง

Ø ธนาคารกลางเพิ่มการปล่อยสินเชื่อ

Ø ลดภาษีทางตรงและทางอ้อม

Ø ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศและในประเทศ

Ø รัฐบาลเพิ่มค่าใช้จ่ายให้สูงขึ้น  (รัฐบาลจัดทำงบประมาณขาดดุล)

การธนาคาร

                ธนาคาร (Bank) เป็นสถาบันการเงินที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจ  ก่อให้เกิดความคล่องตัวในระบบเศรษฐกิจ ธนาคารแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ ธนาคารกลาง (Central Bank) และธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank)

                ธนาคารกลาง (Central Bank)  เป็นสถาบันการเงินสูงสุดของประเทศ  ประเทศเอกราช ทุกประเทศจึงมีธนาคารกลางเพื่อควบคุมเกี่ยวกับการเงินของประเทศ  ประเทศไทยตั้งธนาคารกลางขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  โดยมีชื่อว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (Bank of Thailand)” หรือเรียกกันว่า แบงก์ชาติ

                หน้าที่ของธนาคารกลาง  ธนาคารกลางจะเป็นหน่วยงานที่ดูแลปริมาณเงินของประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมโดยวิธี ดังนี้

1.        ผลิตธนบัตรและออกธนบัตร

2.        เป็นนายธนาคารของธนาคารพาณิชย์และรัฐบาล

3.        ควบคุมและตรวจสอบบัญชีการเงินของสถาบันการเงินต่าง ๆ ทั่วประเทศ

4.        ควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา และกำหนดอัตราดอกเบี้ย

5.        รักษาทุนสำรองระหว่างประเทศ

6.        กำหนดนโยบายด้านการเงินของประเทศ

ธนาคารพาณิชย์ (Commercial Bank)  มีหน้าที่หลักสำคัญอยู่ 3 ประการ คือ รับฝากเงินประเภทต่าง ๆ สร้างเงินฝากหรือให้กู้เงิน และให้บริการด้านต่าง ๆ หน้าที่ 2 ประการแรก ทุกธนาคารจะทำเหมือนกันหมด แม้แต่ดอกเบี้ยที่จะจ่ายให้ผู้ฝากและเก็บจากผู้กู้ยืมเป็นอัตราตามธนาคารกลางกำหนด  แต่จะแตกต่างกันในประการที่ 3

ตามปกติแล้วเราจะแบ่งประเภทของธนาคารออกเป็น 2 ประเภท คือ ธนาคารกลาง กับธนาคารพาณิชย์ ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  แต่บางครั้งอาจจะมีการจำแนกเพิ่มมาอีกประเภทหนึ่งก็ได้ คือ ธนาคารพิเศษ  ซึ่งในประเทศไทยมีธนาคารพิเศษที่เป็นของรัฐบาลอยู่ 3 ธนาคารคือ

1.        ธนาคารออมสิน  มีหน้าที่พิเศษ คือ ระดมเงินฝากเพื่อนำไปให้รัฐกู้ยืม

2.        ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มีหน้าที่พิเศษคือ ให้กู้ยืมเงินไปซื้อที่อยู่อาศัยหรือซ่อมสร้างที่อยู่อาศัย

3.        ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)  มีหน้าที่พิเศษ คือ ให้เกษตรกรได้กู้ยืมเงินไปใช้พัฒนาการเกษตรกรรม

สถาบันการเงินที่ไม่เรียกว่าธนาคาร

บริษัทประกันภัย                                     โรงรับจำนำ

  สหกรณ์การเกษตร                                   บริษัทเครดิตฟองซิเอร์

  สหกรณ์ออมทรัพย์                                   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลาดหุ้น

บริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์

  บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม

การคลัง

การคลัง  หมายถึง  เศรษฐกิจภาครัฐบาลเกี่ยวกับหารายได้เพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ  โดยมีรัฐบาลเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายให้เหมาะสม 

รายรับของรัฐบาล  ได้จากเงินต่าง ๆ  3 ประการคือ

1.        รายได้ของรัฐบาล  ประกอบด้วย  ภาษีอากร การขายสิ่งของและบริการ รัฐพาณิชย์ และอื่น ๆ เช่น ค่าปรับ ค่าภาคหลวง  ฤชากร  การผลิตเหรียญกษาปณ์

2.        เงินกู้  เงินกู้ของรัฐบาลนั้นมีทั้งกู้ภายในประเทศและกู้จากต่างประเทศ เรียกว่า หนี้สาธารณะ

3.        เงินคงคลัง คือ เงินที่รัฐบาลมีอยู่แต่มิได้นำออกมาใช้  เงินนี้อาจจะเหลือจากงบประมาณในปีก่อนก็ได้

รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากภาษีอากร  ในประเทศไทยการเก็บภาษีเงินได้ใช้ระบบก้าวหน้า หมายถึง ยิ่งมีรายได้สูงอัตราการเก็บภาษีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ (5 – 37%) การเก็บภาษีแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.        ภาษีทางตรง (Direct Tax)  คือ ภาษีที่เก็บจากผู้มีรายได้โดยตรงหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สิน เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา  ภาษีเงินได้นิติบุคคล  ภาษีมรดก  ภาษีดอกเบี้ย (เงินฝากประจำ)  ภาษีรางวัล  ภาษีทะเบียนรถยนต์  / มอเตอร์ไซด์ /เรือ / ปืน       ภาษีที่ดิน  ภาษีโรงเรียน  ภาษีป้าย  ภาษีสนามบิน 

2.        ภาษีทางอ้อม (Indirect Tax)  คือ ภาษีที่เก็บจากบุคคลหนึ่งแล้วบุคคลนั้นผลักภาระการเสียภาษีภาษีนั้นไปให้อีกบุคคลหนึ่ง  แบ่งออกเป็น  3  กลุ่มคือ

Ø ภาษีศุลกากร  เป็นภาษีที่เก็บจากการนำเข้าและส่งออกสินค้า

Ø ภาษีสรรพสามิต  เป็นภาษีที่เก็บจากการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าบางชนิด เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง  ก๊าซ  บุหรี่

      สุรา  เบียร์  เครื่องดื่ม  ยานัตถุ์  ไพ่  ไม้ขีด  ปูนซีเมนต์ 

Ø ภาษีสรรพากร  เช่น  อากรมหรสพ  ภาษีมูลค่าเพิ่ม

                การกู้เงินของรัฐบาล  รัฐบาลมีแหล่งเงินกู้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

                แหล่งเงินกู้ภายในประเทศ คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารพาณิชย์  องค์การสถาบัน  มูลนิธิ  บริษัท  และประชาชน (มักจะออกมาในรูปของการขายพันธบัตร)

                แหล่งเงินกู้ภายนอก คือ องค์การระหว่างประเทศ  สถาบันการเงินต่างประเทศ และรัฐบาลต่างประเทศ              เงินกู้ภายนอกประเทศจะไม่นำมาใส่งบประมาณรายรับ  เพราะการกู้เงินจากต่างประเทศจะต้องมีโครงการไปเสนอแหล่งเงินจะพิจารณาให้กู้ตามโครงการและจะต้องนำเงินมาใช้เฉพาะในโครงการนั้น ๆ  เอาไปใช้อย่างอื่นนอกโครงการไม่ได้

รายจ่ายของรัฐบาล  วัตถุประสงค์ของรัฐบาลในการจ่ายเงิน คือ เพื่อเพิ่มผลผลิตทำให้รายได้ประชาชนสูงขึ้น    เพื่อสาธารณูปโภคบริการแก่ประชาชน  เพื่อรักษาความสงบภายใน และเพื่อใช้ป้องกันประเทศ

                รายจ่ายของรัฐบาล  แบ่งออกเป็น 12 ประการ เช่น  การเกษตร  การศึกษา  การสาธารณสุข  การรักษาความมั่นคงแห่งชาติ และการรักษาความสงบเรียบร้อยภายใน และการชำระหนี้เงินกู้ เป็นต้น

                งบประมาณแผ่นดิน  หมายถึง เอกสารประมาณการเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นการวางแผนเกี่ยวกับการใช้จ่ายของรัฐบาลนั่นเอง  ประเทศไทยเริ่มมีงบประมาณแผ่นดินครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 5   การจัดทำงบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาล  ส่วนผู้ที่อนุมัติการใช้งบประมาณ คือ รัฐสภา โดยประกาศออกมาเป็นกฎหมาย เรียกว่า พระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พ.....”

                ปีงบประมาณของประเทศไทยจะอยู่ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน ของปีถัดไป เช่น ปีงบประมาณ พ.. 2553 จะอยู่ระหว่างวันที่  1  ตุลาคม  .. 2552 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2553 เป็นต้น

                ลักษณะของงบประมาณแผ่นดิน  แบ่งออกเป็น  3  ลักษณะคือ

1.        งบประมาณขาดดุล  หมายถึง  ยอดรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่ายอดรายจ่าย  จำต้องนำเอาเงินกู้และเงินคงคลัง   มาเสริม

2.        งบประมาณเกินดุล  หมายถึง  ยอดรายได้ของรัฐบาลสูงกว่ายอดรายจ่าย

3.        งบประมาณได้ดุล (สมดุล)  หมายถึง  ยอดรายได้ของรัฐบาลเท่ากับยอดรายจ่าย

เศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                เศรษฐกิจระหว่างประเทศ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งมีความสัมพันธ์กันอยู่ 3 เรื่อง คือ การค้าระหว่างประเทศ การเงินระหว่างประเทศ และการร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

                การค้าระหว่างประเทศ

                การค้าระหว่างประเทศ หมายถึง การนำสินค้าและบริการจากประเทศหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกประเทศหนึ่ง  ซึ่งลักษณะการแลกเปลี่ยนมีทั้งที่เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้า  การแลกเปลี่ยนโดยใช้เงิน  เป็นสื่อกลาง  และการแลกเปลี่ยนโดยใช้สินเชื่อหรือเครดิต  การค้าระหว่างประเทศนั้น เกิดขึ้นเนื่องจากการที่ประเทศต่าง ๆ มีลักษณะทางกายภาพและทรัพยากรที่มีความสามารถในการผลิตแตกต่างกันนั่นเอง  ในการค้าระหว่างประเทศนั้นจะมีสินค้าอยู่  2  ชนิดคือ สินค้าเข้า (Import) คือ สินค้าที่นำมาจากต่างประเทศเพื่อเข้ามาจำหน่าย และสินค้าออก (Export)  คือ สินค้าที่ส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ

                การค้าระหว่างประเทศก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังนี้

1.        ประเทศต่าง ๆ มีสินค้าครบตามความต้องการ

2.        ประเทศต่าง ๆ จะมีการผลิตสินค้าแบบการค้าหรือมีเศรษฐกิจแบบการค้า

3.        การผลิตสินค้าในประเทศต่าง ๆ จะมีการแข่งขันกันทางด้านคุณภาพและประสิทธิภาพ

4.        ก่อให้เกิดความรู้ความชำนาญเฉพาะอย่าง  แบ่งงานทำตามความถนัด

นโยบายการค้าระหว่างประเทศ  (Trade Policy)  หมายถึง  แนวทางปฏิบัติทางการค้า กับประเทศต่าง ๆ มักจะกำหนดขึ้นใช้เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศ นโยบายการค้า ระหว่างประเทศแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ นโยบายการค้าเสรี  และนโยบายการค้าคุ้มกัน

1.        นโยบายการค้าเสรี (Free Trade Policy)  เป็นนโยบาย  การค้าที่เปิดโอกาสให้มีการส่งสินค้าจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง ไม่มีการกีดกันใด ๆ ทางการค้า  ประเทศที่ใช้นโยบายนี้มักจะใช้วิธีการดังนี้

Ø ไม่มีการเก็บภาษีคุ้มกัน เช่น ไม่มีการตั้งกำแพงภาษีสินค้าขาเข้า หรือไม่มีการเก็บค่าพรีเมียม เป็นต้น

Ø  ไม่ให้สิทธิพิเศษทางการค้าแก่ประเทศหนึ่งประเทศใด

Ø  ไม่มีข้อจำกัดทางการค้าใด ๆ เช่น ไม่มีการกำหนดโควตาสินค้า เป็นต้น

Ø   เลือกผลิตเฉพาะสินค้าที่ถนัด  ซึ่งทำให้ทุนการผลิตต่ำ  สินค้ามีคุณภาพ

2.        นโยบายการค้าคุ้มกัน (Protective Trade Policy)  เป็นนโยบายการค้าที่จำกัดการนำสินค้าเข้ามาแข่งขันกับ การผลิตในประเทศ นโยบายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองการผลิตภายในประเทศให้สามารถดำเนินการได้ ประเทศใดที่ใช้นโยบายนี้มักจะมีเครื่องมือในการคุ้มกัน คือ การตั้งกำแพงภาษี การกำหนดโควตาสินค้า    การห้ามเข้าหรือส่งออกของสินค้าบางอย่าง  การควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตรา และการให้เงินอุดหนุน

ปริมาณการค้าระหว่างประเทศ  คือมูลค่ารวมของสินค้าเข้าและสินค้าออกในระยะเวลา 1 ปี เพื่อศึกษาว่าการค้ากับต่างประเทศเพิ่มขึ้นหรือลดลง

ดุลการค้าระหว่างประเทศ  หมายถึง การเปรียบเทียบระหว่างมูลค่าของสินค้าเข้ากับมูลค่าของสินค้าออก  เพื่อศึกษาว่าการค้ากับต่างประเทศนั้นได้เปรียบหรือเสียเปรียบ 

ดุลการค้า  มีอยู่ 3 ลักษณะ ดังนี้

1.        ดุลการค้าเกินดุล คือ มูลค่าของสินค้าออกสูงกว่ามูลค่าของสินค้าเข้า (ได้เปรียบดุลการค้า)

2.        ดุลการค้าขาดดุล คือ มูลค่าของสินค้าออกต่ำกว่ามูลค่าของสินค้าเข้า (เสียเปรียบดุลการค้า)

3.        ดุลการค้าได้ดุล (สมดุล) คือ มูลค่าของสินค้าออกเท่ากับมูลค่าของสินค้าเข้า

ในการศึกษาปริมาณการค้าระหว่างประเทศและดุลการค้าระหว่างประเทศจะต้องศึกษาจากมูลค่าของสินค้าเข้าและมูลค่าของสินค้าออก

ลักษณะการค้าต่างประเทศของไทย

1.        ใช้นโยบายการค้าคุ้มกัน  เพื่อคุ้มครองการผลิตในประเทศโดยมีมาตรการที่สำคัญ เช่น การตั้งกำแพงภาษีสินค้าเข้า  การกำหนดโควตาสินค้านำเข้า และการให้เงินอุดหนุนการผลิตหรือส่งออก เป็นต้น

2.        ให้เอกชนมีบทบาทในทางการค้ามากที่สุด โดยรัฐจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้  แต่บางครั้งรัฐบาลก็อาจทำการค้ากับต่างประเทศโดยตรงบ้าง

3.        ใช้ระบบภาษีศุลกากรพิกัดอัตราเดียว คือสินค้าเข้าเป็นชนิดเดียวกันไม่ว่าจะส่งมาจากประเทศใดก็ตามจะเก็บภาษีศุลกากรในอัตราเดียวกัน

การเงินระหว่างประเทศ

การเงินระหว่างประเทศ เป็นการแสดงความสัมพันธ์ทางด้านการเงินระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งความสัมพันธ์นี้สืบเนื่องมาจากการค้าขายระหว่างประเทศ  การกู้ยืมเงินและการชำระหนี้  การลงทุนระหว่างประเทศ และการช่วยเหลือกันระหว่างประเทศ

การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  คือ การนำเงินตราสกุลหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับอีกสกุลหนึ่ง  การแลกเปลี่ยนเงินตราเป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ  การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ถูกต้องนั้นต้องแลกที่ธนาคารพาณิชย์  ซึ่งมีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ 2 อย่าง คือ อัตราซื้อ (Buying)  คือ อัตราที่ธนาคารรับซื้อ (ราคาต่ำ) และอัตราขาย (Selling) คือ อัตราที่ธนาคารขายไป (ราคาสูง)  ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนทั้ง 2 ประเภท ธนาคารกลางเป็นผู้กำหนด  โดยเทียบค่าเงินของตนกับทองคำ หรือเงินตราสกุลอื่น ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศกำหนด

ปัจจุบันประเทศไทยกำหนดการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศเป็นแบบ ลอยตัว  ชนิดมีการจัดการ   จะใช้อุปสงค์ และอุปทานของเงินตราเป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินที่ทำการแลกเปลี่ยนเงินตรา  แต่อยู่ในความดูแลของธนาคารกลาง

ค่าเงินแข็ง คือ เงินสกุลใดแข็งแสดงว่าเงินสกุลนั้นมีค่าสูงขึ้น เช่น เงินบาทแข็งค่าเดิม 1 ดอลลาร์ US. เท่ากับ 40 บาท จะเป็น 1 ดอลลาร์ US เท่ากับ 38 บาท

ค่าเงินอ่อน คือ เงินสกุลใดอ่อนแสดงว่าเงินสกุลนั้นมีค่าลดลง

ดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ (Balance of Payment) หมายถึง รายงานที่แสดงถึงยอดรายได้และรายจ่ายที่ประเทศได้รับหรือจ่ายให้แก่ต่างประเทศในระยะเวลา 1 ปี

บัญชีต่าง ๆ ที่ใช้แสดงรายงานดุลการชำระเงินระหว่างประเทศมีอยู่ 3 บัญชี คือ

1.        บัญชีเดินสะพัด   เป็นบัญชีแสดงรายรับและรายจ่ายเกี่ยวกับสินค้าเข้าและสินค้าออก หรือดุลการค้ารวมทั้งดุลบริการ และดุลบริจาค

2.        บัญชีทุนเคลื่อนย้าย    เป็นบัญชีที่แสดงเกี่ยวกับการนำเงินทุนไปลงทุนระหว่างประเทศ

3.        บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ   เป็นบัญชีที่แสดงการเปลี่ยนแปลงของจำนวนเงินสำรอง ระหว่างประเทศในแต่ละปี

ลักษณะของดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ   แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ

1.        ดุลการชำระเงินเกินดุล คือ รายรับสูงว่ารายจ่าย (ทำให้เงินทุนสำรองฯ เพิ่มขึ้น)

2.        ดุลการชำระเงินขาดดุล คือ รายรับต่ำกว่ารายจ่าย (ทำให้เงินทุนสำรองฯ ลดลง)

3.        ดุลการชำระเงินได้ดุล (สมดุล) คือ รายรับเท่ากับรายจ่าย (ทำให้เงินทุนสำรองฯไม่เปลี่ยน)

องค์กรทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (International Monetary Fund : IMF)  เป็นของสหประชาชาติ สำนักงานอยู่ที่ กรุงนิวยอร์ก  สหรัฐอเมริกา  ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมมือกันในด้านการเงินระหว่างประเทศ  รักษาเสถียรภาพของการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ดูแลให้คำแนะนำและเสนอความช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลการชำระเงินแก่ประเทศสมาชิกหรือประเทศที่ประสบปัญหาหนี้ต่างประเทศ

ธนาคารโลก  (World Bank) เป็นของสหประชาชาติ  สำนักงานตั้งอยู่ที่วอชิงตัน ดี.ซี.  สหรัฐอเมริกา ตั้งขึ้นมา   เพื่อระดมเงินฝากจากสมาชิกและให้สมาชิกกู้ยืมไปใช้ในการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจตามโครงต่าง ๆ โดยอัตรา ดอกเบี้ยต่ำ และระยะเวลาการชำระหนี้ยาวนาน

สหภาพยุโรป (European Union : EU) มีสมาชิก 25  ประเทศ คือ เบลเยียม  เนเธอร์แลนด์  ลักเซมเบอร์ก  ฝรั่งเศส  อิตาลี  กรีซ  เยอรมนี  อังกฤษ ไอร์แลนด์  ไอซ์แลนด์   เดนมาร์ก  สเปน  โปรตุเกส  ออสเตรีย  สวีเดน  เอตโตเนีย  เช็ก  ไซปรัส  ฮังการี  แลตเวีย  ลิธัวเนีย  โปแลนด์  สโลวาเกีย  มอลตา  และสโลวีเนีย    องค์กรนี้ร่วมมือกัน เพื่อลดการกีดกันทางการค้าการบริการ  การลงทุนโดยการใช้เงินสกุลเดียวกัน  การเป็นยุโรปตลาดเดียว และการเป็นเขตการค้าเสรี  (FTA)

สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสมาคมอาเซียน (Association of South East Asia Nations : ASEAN)  มีสมาชิก 10 ประเทศ คือ ไทย  มาเลเซีย  สิงคโปร์   ฟิลิปปินส์    อินโดนีเซีย  เวียดนาม  ลาว  พม่า  บรูไน  และกัมพูชา  จุดประสงค์ของอาเซียนตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ  วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี สังคมและวัฒนธรรม  ในหมู่สมาชิก

องค์การกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก (Organization of Petroleum Exporting Countries : OPEC)  มีสมาชิก 11  ประเทศ  คือ เวเนซุเอลา  ไนจีเรีย  ลิเบีย  ซาอุดีอาระเบีย  อิหร่าน  คูเวต  กาตาร์  สหรัฐอาหรับอีมิเรค  แอลจีเรีย  อิรัก  และอินโดนีเซีย  ตั้งขึ้นมาเพื่อกำหนดราคาน้ำมันดิบให้กับสมาชิกส่งออก ไปขายในตลาดโลก

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจแห่งเอเชียและแปซิฟิค (Asian – Pacific Economic Cooperation : APEC)  เป็นองค์การที่ร่วมมือกันแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพื่อลดความกดดันและร่วมมือกันไม่ให้มีการกีดกันทางการค้า  ส่งเสริมให้มีการลงทุนระหว่างประเทศ  ในปัจจุบันมีสมาชิก 21 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา  คานาดา  ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์   ญี่ปุ่น   เกาหลีใต้  จีน  ไต้หวัน  ฮ่องกง  อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์  ไทย   มาเลเซีย   สิงคโปร์  บรูไน  เวียดนาม  รัสเซีย  เปรู    ชิลี  ปาปัวนิวกีนี   และเม็กซิโก

การพัฒนาเศรษฐกิจ

     การพัฒนาเศรษฐกิจ หมายถึง การทำให้เศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ ดีขึ้น เช่น

                Ø การทำรายได้ต่อหัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

Ø การทำให้ระดับราคาโดยทั่วไปมีเสถียรภาพ

Ø มีการกระจายความมั่งคั่งของระบบเศรษฐกิจ

Ø มีการจ้างงานหรือการมีงานทำมากขึ้น

Ø มีการพัฒนาในแต่ละภาคเท่าเทียมกัน

Ø ระบบเศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ

     วัตถุประสงค์ของการพัฒนาเศรษฐกิจ คือ

Ø เพื่อยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้น

Ø เพื่อส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตและการลงทุนทำให้ผลผลิตของประเทศสูงขึ้น

Ø เพื่อความมั่นคงของชาติทางด้านเศรษฐกิจสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง

Ø เพื่อเสถียรภาพทางการเมืองเพราะประชาชนมีรายได้สูง

Ø เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจขยายตัว  โดยเฉพาะทางด้านการค้าระหว่างประเทศ

     การพัฒนาเศรษฐกิจจะต้องมีปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ ดังนี้

1.        ประชากร จำนวนประชากร และคุณภาพของประชากร

2.        ทรัพยากรธรรมชาติ ปริมาณและชนิดของทรัพยากรมีผลต่อการผลิต

3.        การสะสมทุน  การออมและการลงทุนภายในประเทศ

4.        ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วิธีการผลิตและการคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ

แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับต่าง ๆ ของไทย

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1  (ปีงบประมาณ พ.. 2504 – 2509) เน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเป็นส่วนใหญ่  เช่น การพัฒนาปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ  ได้แก่  การสร้างเชื่อม  ถนน  น้ำประปา  ไฟฟ้า ขยายการศึกษาออกไปยังชนบท และส่งเสริมสาธารณสุข  สู่ประชาชน  แผนพัฒนาฉบับนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี  แต่มีปัญหาตามมาที่สำคัญ คือ การพัฒนาเป็นไปอย่างล่าช้าเพราะขาดเงินทุนและบุคลากร ตลอดจนอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้น

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 2  (ปีงบประมาณ พ.. 2510 – 2514) เน้นการพัฒนาด้านเศรษฐกิจเหมือนฉบับที่ 1 คือ สร้างปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่อจากแผ่นที่ 1 ในแผนนี้เริ่มพัฒนากำลังคนและเห็นความสำคัญของการพัฒนาชนบท  ส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศด้วยในแผนนี้ประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ประสบปัญหาที่สำคัญคือ ดุลการชำระเงินขาดดุลเป็นครั้งแรกและอัตราการเพิ่มของประชากรสูงขึ้น

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 3  (ปีงบประมาณ พ.. 2515 – 2519) เน้นการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจเหมือนฉบับที่ 1 – 2  ในแผนนี้เริ่มมีการวางแผนครอบครัวเป็นครั้งแรก  ในช่วงแรกของแผนการพัฒนาประสบความสำเร็จ  แต่ช่วงหลังประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  เนื่องจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง  เกิดขึ้นทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ  ทำให้การลงทุนในประเทศ  การส่งสินค้าออกและรายได้ของประเทศ เสียหาย

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4  (ปีงบประมาณ พ.. 2520 – 2524) เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตกต่ำ  มุ่งสร้างความเป็นธรรมทางสังคม  โดยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจลงเสริมสร้างสวัสดิการทางสังคม  แก่คนส่วนใหญ่ในชาติด้วยการขยายระบบการชลประทานและการปฏิรูปที่ดิน  ในแผนนี้ประสบปัญหาที่สำคัญ คือ ค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกาตกต่ำ  ราคาน้ำมันยังสูงขึ้นเรื่อย ๆ เงินเฟ้อ และเงินฝืดเกิดขึ้นตลอดระยะของแผนนี้

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5  (ปีงบประมาณ พ.. 2525 – 2529) เน้นการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งทางด้านการเงินของประเทศให้มั่นคง  ปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ  พัฒนาโครงสร้างและกระจายบริการทางสังคม  แก้ปัญหาความยากจนในชนบทล้าหลัง (ภาคเหนือ  ภาคใต้  และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ)  ประสานการพัฒนาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศให้สอดคล้อง และสนับสนุนปฏิรูประบบบริหารงานของรัฐบาลและกระจายสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ  เริ่มขยายเมืองหลักออกไปในภูมิภาคต่าง ๆ  เริ่มโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกและนำก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ในช่วงปลาย  ของแผนนี้ดุลการชำระเงินเกินดุลเป็นครั้งแรก  ดุลการค้าขาดดุลน้อยลงและเงินทุนสำรองเพิ่มขึ้น

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6  (ปีงบประมาณ พ.. 2530 – 2534) เน้นการพัฒนาประเทศโดยการนำเอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้มั่นคง ส่งเสริมการส่งสินค้าออกทั้งทางภาคเกษตรและอุตสาหกรรมลดอัตราการเพิ่มของประชากรลงให้เหลือ 1.3 เปอร์เซ็นต์ในปีสุดท้ายของแผนพัฒนาฯ ฉบับนี้และขยายเมืองหลักเพิ่มขึ้นจากแผนพัฒนาฉบับที่ 5 ออกไปในภูมิภาคต่างๆ แผนพัฒนาฯ ฉบับนี้ประสบความสำเร็จและอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7  (ปีงบประมาณ พ.. 2535 – 2539) พัฒนาเศรษฐกิจต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 มุ่งรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ  มุ่งกระจายรายได้และกระจายการพัฒนาไปสู่ภูมิภาคให้มากขึ้น  ขยายเมืองหลักต่อจากแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 6 ทั้งยังพัฒนาคุณภาพชีวิต  และรักษาสิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ  เริ่มโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้  ลดอัตราการเพิ่มของประชากรเหลือ 1.2 เปอร์เซ็นต์

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8  (ปีงบประมาณ พ.. 2540 – 2544)  เป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และคุณภาพชีวิตคนไทย  พัฒนาคุณภาพชีวิต  สิ่งแวดล้อม  และทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนและยาวนาน  กระจายความเจริญไปยังส่วนภูมิภาคโดยการพัฒนากลุ่มคนในชนบทกระจายอำนาจการบริหารออกไปยังภูมิภาคและท้องถิ่น  พัฒนาจิตใจของมนุษย์ให้มีสมรรถภาพจิตใจที่ดี  คุณภาพจิตใจดีและสุขภาพจิตดี  พัฒนาอาชีพเกษตรกรรมให้มีความแข็งแรง  อัตราการเพิ่มของประชากรอยู่ในระดับที่เหมาะสม

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9  (ปีงบประมาณ พ.. 2545 – 2549)  เป็นการพัฒนาประเทศภายใต้แนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ  และมีภูมิคุ้มกันวางรากฐานการพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งยั่งยืน  สามารถพึ่งตนเองได้อย่างรู้เท่าทันโลก  เกิดการบริหารจัดการที่ดีในสังคมไทยทุกระดับ  แก้ปัญหาความยากจนและเพิ่มศักยภาพและโอกาสของคนไทยในการพึ่งพาตนเอง

  แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (ปีงบประมาณ พ.. 25550 – 2554)  เป็นการพัฒนาประเทศ    

ให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน  ภายใต้แนวปฏิบัติของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  โดย

1.  พัฒนาคนให้มีคุณภาพพร้อมคุณธรรมและรอบรู้อย่างเท่าทัน

2.  เพิ่มศักยภาพชุมชนที่เข้มแข็ง  พึ่งตนเองได้

3.  เสริมสร้างเศรษฐกิจให้มีคุณภาพ  เสถียรภาพ  และเป็นธรรม

4.  ดำรงความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างความมั่นคงของฐานทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพสิ่งแวดล้อม

5.  พัฒนาระบบบริหารจัดการประเทศให้เกิดธรรมาภิบาลภายใต้ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์

     เป็นประมุข



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 3 : สาระที่ 3 : เศรษฐศาสตร์ , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 69901 , โพส : 12 , Rating : 92% / 177 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ ตอนก่อนหน้า | กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1
# 12 : ความคิดเห็นที่ 484
มีไฟล์เป็นwordหรือpdfไหมคะ
Name : phuntiraporn [ IP : 223.206.251.75 ]

วันที่: 5 พฤศจิกายน 2560 / 15:29
# 11 : ความคิดเห็นที่ 477
หนูอยากได้ไฟล์ไปอ่านน้ะค้ะ

Name : manthaneess < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ manthaneess [ IP : 171.5.22.70 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 กันยายน 2560 / 21:21
# 10 : ความคิดเห็นที่ 463
อยากรบกวนของ file อันนี้ค่ะ
Name : นุ้ย [ IP : 110.168.54.239 ]

วันที่: 15 มิถุนายน 2560 / 11:15
# 9 : ความคิดเห็นที่ 439
ทำยังไงถึงจะได้ไฟล์นี้คะ หนูอยากได้ไปอ่านสอบมากเลยค่ะ รบกวนส่งทางเมล์ให้หน่อยได้ไหมคะ
Name : กล้วยหอม [ IP : 49.230.23.11 ]

วันที่: 16 มีนาคม 2560 / 11:08
# 8 : ความคิดเห็นที่ 425
รบกวนขอไฟล์หน่อยนะค่ะ
Name : jkjjkk [ IP : 101.109.56.196 ]

วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2560 / 21:11
# 7 : ความคิดเห็นที่ 351
ขอบคุณ
Name : ดีดี [ IP : 110.171.121.147 ]

วันที่: 12 มีนาคม 2559 / 08:58
# 6 : ความคิดเห็นที่ 304
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ><
PS.  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ได้กล่าวไว้ว่า \"การตั้งปัญหา สำคัญกว่าการแก้ปัญหา\"
Name : MC'B Tong < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ MC'B Tong [ IP : 49.230.128.167 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 15 กรกฎาคม 2558 / 22:16
# 5 : ความคิดเห็นที่ 261
ขอบคุณมากๆคะ :)
Name : sundiach [ IP : 49.230.133.53 ]

วันที่: 25 มกราคม 2558 / 15:59
# 4 : ความคิดเห็นที่ 172
ขอบคุณมากค่ะ
Name : Isparadise** [ IP : 101.51.33.153 ]

วันที่: 6 มกราคม 2557 / 18:37
# 3 : ความคิดเห็นที่ 142
ขอบคุณมากนะค่ะที่จัดทำสรุปขึ้น อ่านแล้วเข้าใจและรู้เรื่องดีขึ้นมากเลยล่ะค่ะ
Name : Well [ IP : 171.5.97.31 ]

วันที่: 23 กันยายน 2556 / 00:35
# 2 : ความคิดเห็นที่ 105
ขอบคุณค่ะ
Name : dewja47 [ IP : 110.77.234.81 ]

วันที่: 8 พฤษภาคม 2556 / 10:55
# 1 : ความคิดเห็นที่ 69
เยี่ยม
Name : hfdj [ IP : 110.49.235.145 ]

วันที่: 21 พฤศจิกายน 2555 / 20:24
ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
หน้าที่ 1
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android