คุณกำลัง login ด้วย [ เปลี่ยนชื่อ | ออกระบบ ]
 กระทู้ Top5 วันนี้ | นิยาย | ค้นหานิยาย | บอร์ดนักเขียน | บอร์ด AF | บอร์ด TheStar | ของที่ระลึก Dek-D | App อ่านนิยายบนมือถือ New! |
  นิยายรักหวานแหวว | นิยายรักเศร้าๆ | นิยายซึ้งกินใจ | นิยายแฟนตาซี | นิยายผจญภัย | เรื่องสบายๆคลายเครียด | แฟนฟิค | วรรณกรรมเยาวชน |
เข้าสู่ My.iD Control สมัครเป็นนักเขียนใหม่ | วิธีลงบทความ กฏเกณฑ์การใช้งาน | การควบคุมเรตติ้ง

สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

ตอนที่ 1 : สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม


     อัพเดท 22 ก.ค. 54
กลับไปหน้าหลักของบทความ
แจ้งเนื้อหาในตอนไม่เหมาะสม
นิยาย-เรื่องยาว: มีสาระ/ความรู้เรื่องเรียน
Tags: สังคม
ผู้แต่ง : NoneNone44 ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ NoneNone44
My.iD: https://my.dek-d.com/anything-blabla
< Review/Vote > Rating : 87% [ 8 mem(s) ]
This month views : 1,078 Overall : 347,354
534 Comment(s), [ แฟนพันธุ์แท้ 2175 คน ]

[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 1 : สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 119923 , โพส : 80 , Rating : 90% / 427 vote(s)

ขนาดตัวอักษร : เพิ่มขนาด | ลดขนาด


สาระวิชา  สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม

สาระที่ 1 :  ศาสนา  ศีลธรรม  จริยธรรม

โดย อ.คมกฤษณ์  ศิริวงษ์             อ.สุทัศน์  ภูมิรัตนจรินทร์

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มาของศาสนา

                ศาสนาต่างๆ ในโลกมีที่มาหลายประการ ซึ่งพิจารณาตามลำดับได้ดังนี้

1.1            ความไม่รู้  สมัยดึกดำบรรพ์มนุษย์ไม่มีการศึกษาหาความจริง เมื่อมีการฝันเจ็บป่วยหรือตาย จึงทำให้มนุษย์คิดว่าคนเรามี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นร่างกายกับส่วนที่เป็นวิญญาณ

1.2            ความกลัว ความไม่รู้เป็นเหตุให้เกิดความกลัวมนุษย์สมัยโบราณหวาดกลัวในสิ่งต่างๆ ที่เกิดจากธรรมชาติ เช่น การเกิดแผ่นดินไหว  น้ำท่วม  ลมพายุ  จึงเกิดความเชื่อเรื่องเทพเจ้าดลบันดาล ทำให้เกิดพิธีบูชาบวงสรวงอันเป็นพิธีกรรมซึ่งเป็นที่มาของศาสนาในระยะต้น

1.3            ต้องการศูนย์รวมกำลังใจ มนุษย์ก็ต้องการแนวปฏิบัติหรือหลักยึดเพื่อให้เกิดความสามัคคี ส่งผลให้เกิดความเป็นปึกแผ่นของชุมชนและเป็นศูนย์รวมกำลังใจในการต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน

1.4            ความต้องการที่พึ่งทางใจ  มนุษย์จำเป็นต้องมีที่พึ่งเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้มีการสวดอ้อนวอนเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ รวมทั้งกำหนดวิธีการปฏิบัติเพื่อจะทำให้เกิดความอบอุ่นใจมากขึ้น

1.5            ความต้องการความสงบสุขของสังคม เพื่ออบรมและขัดเกลาจิตใจของตนเองและชุมชนให้ประพฤติปฏิบัติถูกต้องชอบธรรม

ความหมายองศาสนา

                คำว่าศาสนา ตามรูปศัพท์มาจากคำในภาษาสันสกฤตว่า  ศาสน  แปลว่า  คำสอน  ข้อบังคับ  ตรงกับคำในภาษาบาลีว่า  สาสน์  แปลว่า  ศาสนา  คำสั่งสอนของศาสดา

                ความหมายโดยสรุปคือ ลัทธิความเชื่อในหลักการและกรรมวิธีหรือกระบวนการในการปฏิบัติตนเพื่อบรรลุจุดหมายสูงสุดในชีวิตที่ศาสดาของแต่ละศาสนาชี้แนวทางหรือบัญญัติไว้

ความสำคัญของศาสนา

                ศาสนาทุกศาสนาต่างมีจุดมุ่งหมายสำคัญร่วมกันคือต้องการให้มนุษย์ทุกคนเป็นคนดีอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

1.        เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจที่ทำให้มนุษย์มีที่พึ่งและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต

2.        เป็นเครื่องมือในการสรรสร้างความสามัคคีทำให้สังคมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ช่วยลดความขัดแย้งทำให้เกิดสันติสุข

3.        เป็นเครื่องมือในการอบรมขัดเกลาสมาชิกของสังคม

4.        เป็นพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณี

5.        เป็นเครื่องหมายของสังคม ศาสนาจะเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประชาชน

6.        เป็นมรดกของสังคม ศาสนาถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งของสังคมโลก เพราะทุกศาสนาจะมีศาสนวัตถุ

        ศาสนิกชน หลักธรรมคำสอนและศาสนพิธี

องค์ประกอบของศาสนา

                มีองค์ประกอบ 5 ประการดังนี้

1.        ผู้ตั้งหรือศาสดา  หมายถึง  ผู้คิดค้นหลักคำสอนครั้งแรกแล้ววางกฎและหลักคำสอนที่ได้คิดค้นเพื่อเป็นหลักปฏิบัติ

2.        หลักคำสอนหรือหลักธรรม  หมายถึง  หลักธรรมคำสั่งสอนที่องค์ศาสนาได้คิดค้นหรือเหล่าสาวกได้คิดค้นเพิ่มเติมขึ้นมา

3.        นักบวชหรือสาวก หมายถึง  ผู้ปฏิบัติตามหลักคำสอนอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นตัวอย่างในวิถีชีวิตของผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

4.        ศาสนสถานหรือโบสถ์ วิหาร บางศาสนาอาจจัดตั้งขึ้นเป็นครั้งคราวเมื่อเสร็จพิธีแล้วรื้อถอนไปหรือจะสร้างถาวรเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้

5.        ศาสนพิธีหรือพิธีกรรมทางศาสนา ทุกศาสนาจะต้องมีพิธีกรรมทางศาสนาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศาสนานั้นๆ

ประเภทของศาสนา

                การจัดประเภทศาสนาที่มีอยู่ทั้งหลายในโลก อาจแบ่งประเภทได้หลายประเภทตามเกณฑ์ต่อไปนี้

1.        ความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้า

1.1    ประเภทเอกเทวนิยม (Monotheism) หมายถึง ศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ได้แก่คริสต์ศาสนา ศาสนาอิสลาม

1.2    ประเภทพหุเทวนิยม (Polytheism) หมายถึงศาสนาที่มีความเชื่อในพระเจ้าหลายองค์ ได้แก่  ศาสนาฮินดู  (พราหมณ์)

1.3    ประเภทเอทวนิยม (Atheism) หมายถึงศาสนาที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างได้แก่  พระพุทธศาสนาและศาสนาเชน

2.        แหล่งผู้นับถือ

2.1    ศาสนาระดับท้องถิ่น คือ ศาสนาที่เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่งและผู้นับถือภายในท้องถิ่นนั้นๆ เช่น  เช่น ศาสนาชินโตของญี่ปุ่น ศาสนาสิกข์ของอินเดีย ศาสนายูดายและ    อิสราแอล เป็นต้น

2.2    ศาสนาระดับสากล คือศาสนาที่เกิดขึ้น ณ ที่ใดที่หนึ่ง และได้แผ่กระจายไปยังดินแดนส่วนต่างๆ ในโลก จนเรียกได้ว่าเป็นศาสนาของโลก เช่น ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธ เป็นต้น

3.        การมีผู้นับถืออยู่หรือไม่

3.1    ศาสนาที่ตายไปแล้ว คือศาสนาที่มีผู้นับถือในอดีต แต่ปัจจุบันไม่มีใครนับถือแล้ว เช่น ศาสนาของอียิปต์โบราณ ศาสนากรีกโบราณ เป็นต้น

3.2    ศาสนาที่ยังมีชีวิตอยู่  คือศาสนาที่ยังมีผู้นับถืออยู่ในปัจจุบัน เช่น ศาสนาพุทธ  ศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม  และศาสนาพราหมณ์–ฮินดู

ประโยชน์ของศาสนา

1.        ศาสนาเป็นแหล่งกำเนิดจริยธรรม สอนให้งดเว้นความชั่วให้รู้จักทำความดีทางกาย ทางวาจาและทางใจ

2.        ศาสนาสอนให้คนปกครองตนเองได้ สอนให้รู้จักตนเองว่าจิตใจมีแนวโน้มทางดีหรือทางเสื่อม

3.        ศาสนาทำให้มนุษย์มีที่ยึดเหนี่ยว เพราะสังคมมนุษย์ย่อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ผู้มีหลักศาสนาย่อมมีหลักความเชื่อที่มั่นคงเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไม่ให้อ่อนไหวหลงใหลไปกับความเปลี่ยนแปลง

4.        ทำให้สังคมเป็นปึกแผ่น เพราะคนที่นับถือศาสนาเป็นคนมีเหตุผลมีใจกว้างไว้วางใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน รักใคร่ปรองดองกัน สามัคคีกัน

พุทธสาวก  พุทธสาวิกา 

                ผู้มีความรู้ความสามารถและคุณธรรมตัวอย่างดังนี้คือ

1.        ภิกษุ  ภิกษุณี

1)  พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ เป็นเอตทัคคะในบรรดาภิกษุผู้ขัตติญญคือ  ผู้มีประสบการณ์มาก

2)         พระสารีบุตร  เป็นเอกทัคคะ ด้านมีปัญญาเลิศ

3)         พระโมคคัลลานะ  เป็นเอตทัคคะด้านมีฤทธิ์มาก

4)         พระอานนท์  เป็นเอตทัคคะหลายด้าน คือ ด้านพหูสูตผู้มีสติ  ผู้มีวิธีจดจำพุทธวจนะได้เป็นอย่างดี  ผู้มีความเพียรและเป็นพุทธอุปฐากิ

5)         พระราหุล  เป็นเอตทัคคะด้าน  ใคร่การศึกษา

6)         พระมหาปชาบดีโคตรมีเถรี เป็นเอตทัคคะในทางรัตตัญญู (คือผู้มีประสบการณ์มาก)

7)         พระอุบลวรรณาเถรี  เป็นเอตทัคคะด้านมีฤทธิ์มาก

8)         พระเขมาเถรี  เป็นเอตทัคคะด้านมีปัญญามาก

                                                   ฯลฯ

2.        อุบาสก  อุบาสิกา

1)         พระเจ้าพิมพิสาร เป็นองค์อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาทำให้กรุงราชคฤห์เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาแห่งแรก

2)         พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นผู้มั่งคงในพระรัตนตรัยและเป็นอุบาสกที่ดีและทรงส่งคณะธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา

3)         จิตตคหบดี เป็นคฤหัสถ์ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนคือศึกษาธรรมแตกฉาน  ได้รับยกย่องเป็น  ธรรมกถึก  ชั้นยอด

4)         นางวิสาขา สร้างวัดบุพพาราม ได้รับยกย่องเป็นเอตทัคคะด้านการถวายทาน

พระไตรปิฎก

                พระไตรปิฎกคือ คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ไตร แปลว่า  สาม  ปิฎก  แปลว่า  ตะกร้า  ก็ได้  แปลว่า  คัมภีร์  ได้ก็  ในที่แปลว่า  คัมภีร์  ไตรปิฎกจึงแปลว่า  คัมภีร์  สามคัมภีร์  ได้แก่  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  และพระอภิธรรมปิฎก

โครงสร้างของพระปิฎก

                พระไตรปิฎกแบ่งเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ และแต่ละหมวดมีสาระดังนี้

1.        พระวินัยปิฎก  ว่าด้วยสิกขาบทและบทบัญญัติต่างๆ เกี่ยวกับภิกษุสงฆ์และภิกษุณี  แบ่งเป็น 3 หมวด  มีคัมภีร์คือ

1.1      สุตวิภังค์  ว่าด้วยสิกขาบทในพระปาติโมกข์ของภิกษุและภิกษุณี มี 2 คัมภีร์ คือ คัมภีร์ภิกษุวิภังค์  และคัมภีร์ภิกษุณีวิภังค์

1.2      ขันธกะ ว่าด้วยบทบัญญัติต่างๆ เกี่ยวกับพิธีกรรมวัตรปฏิบัติต่างๆ เพื่อความเรียบร้อยของสงฆ์แบ่งเป็น 2 คัมภีร์ คือ มหาวรรคและจุลวรรค

1.3      บริวาร ว่าด้วยบทสรุปความหรือ  คู่มือ  แห่งพระวินัยปิฎกทั้งหมด  อธิบายโดยตั้งเป็นคำถามคำตอบ  เพื่อสะดวกแก่การศึกษามี 1 คัมภีร์

2.        พระสุตตัตตปิฎก  ว่าด้วยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า (มีของพระสาวกบ้างบางส่วน) ที่ตรัสแก่ชนต่างชั้น ต่างกาละและโอกาส เป็นในรูปคำร้อยแก้วล้วนบ้าง  ผสมร้อยแก้วกับร้อยกรองบ้าง  พระปิฎกนี้มีทั้งหมด  21,000 พระธรรมขันธ์  โดยแบ่งออกเป็น  5 นิกาย

2.1     ทีฆนิกาย ประมวลสูตรขนาดยาว  มี  3 วรรค  มีทั้งหมด  34 สูตร

2.2     มัชฌิมนิกาย  ประมวลสูตรที่มีความยาวขนาดกลาง  แบ่งเป็น 3 หมวด ใหญ่ๆ  เรียกว่า  ปัรณาสก์  มีทั้งหมด  152 สูตร

2.3     สังยุตตินิกาย  ประมวลเอาสูตรที่เกี่ยวข้องกับบุคคล  สถานที่หรือ  ข้อความเรื่องเดียวกันเข้าไปเป็นหมวดๆ เรียกว่า  สังยุตต์  มี  56 สังยุตต์รวมทั้งหมด 7,762 สูตร

2.4     อังคตตรนิกาย ว่าด้วยธรรมที่เป็นหัวข้อ  แสดงเป็นหมวดๆ จัดลำดับหมวดจากน้อยไปหามากเรียกว่า นิบาต  รวม  11 นิบาต  รวมทั้หมด  9,557  สูตร

2.5     พาทกนิกาย ประมวลเรื่องเบ็ดเตล็ดต่างๆ หลายประเภทรวม 15 รายการด้วยกัน เช่น ขุททกปาฐา  (บทสวดสั้นๆ)  ธรรมบท(บทร้อยกรองธรรม)  เป็นต้น

3.        พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยการอธิบายหลักธรรมต่างๆ ในด้านวิชาการล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์และบุคคล ซึ่งหลักธรรมที่ได้นำเอามาอธิบายมีอยู่ในส่วนของพระสุตตันตปิฎกนั่นเองมี 42,000 พระธรรมขันธ์  แบ่งเป็น 7 คัมภีร์คือ

3.1      ธัมมสังคณี รวบรวมหัวข้อธรรมต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่มจัดเข้าเป็นกลุ่ม ๆ แล้วแยกออกอธิบายเป็นประเภท ๆ

3.2      วิภังค์ แยกแยะหัวข้อธรรมที่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ในข้อ 1.1  นั้นออกแสดงให้เห็นรายละเอียดโดยพิสดาร

3.3      ธาตุกถา จัดธรรมที่กล่าวไว้ในธรรมสังคณีและวิภังค์เข้าเป็น 3 ประเภท คือ ขันธ์  อายตนะและธาตุ ว่าเข้ากันได้หรือไม่โดยชาติ  สัญชาติ  กิริยาและคณนา

3.4      บุคคลบัญญัติ  ว่าด้วยการบัญญัติเรียกบุคคลตามคุณธรรมหรือคุณสมบัติที่มีในบุคคลนั้นจัดเป็นพวกๆ และอธิบายให้เห็นสัญลักษณ์อาการของบุคคลที่บัญญัติเรียกอย่างนั้นๆ โดยชัดเจน

3.5      กถาวัตถุ ว่าด้วยคำถามคำตอบแสดงทรรศนะที่ขัดแย้งกันของนิกายต่างๆ ในพระพุทธศาสนายุคแรกๆ (ในราวพุทธศตวรรษที่ 2–3 รวม 18 นิกาย) แล้วชี้ให้เห็นว่าทรรศนะที่ถูกต้องเป็นอย่างไร รวมทั้งสิ้น 219 คาถาคัมภีร์นี้เป็นนิพนธ์ของพระเถระรูปหนึ่ง ชื่อโมคคัลลีบุตรติสสเถระรจนาขึ้น

3.6      ยมก  ว่าด้วยการอธิบายธรรมเป็นคู่ๆ  เช่น  กุศลกับอกุศล เป็นต้น  โดย วิธีตั้งคำถามคำตอบ

3.7      ปิฏฐาน อธิบายปัจจัย (เงื่อนไขทางธรรม) 24 อย่างว่าธรรมข้อใดเป็นปัจจัยของธรรม ข้อใด  โดยปัจจัยชื่ออะไร

หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาพุทธ

                พระพุทธศาสนามีหลักธรรม 3 ระดับเพื่อสอนให้ชาวพุทธทำความดี ละเว้นความชั่ว ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์  เรียกว่า  โอวาทปาติโมกข์  ซึ่งเป็นจริยธรรมของบุคคลในสังคมพิจารณาได้ ดังนี้

1.        จริยธรรมขั้นพื้นฐานเพื่อการละความชั่ว จะเป็นข้อปฏิบัติที่ควบคุมกาย  วาจา  ใจ  ให้ปกติ  ไม่ก่อให้เกิดทุกข์  โทษ  แก่ตนและผู้อื่น

                   เบญจศีล  คือ  เว้นจากการฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม  พูดเท็จ  ดื่มสุรา  และของมึนเมา

                   เบญจธรรม  คือ  มีเมตตากรุณา  ประกอบอาชีพสุจริต  สำรวมในกาม  มีสัจจะ  มีสติสัมปชัญญะและไม่มัวเมาในอบายมุข

2.        จริยธรรมระดับกลาง เพื่อการสร้างความดี  เป็นข้อปฏิบัติที่ควบคุมไปถึงจิตใจเรียกว่า

                   กายสุจริต  3  คือ เว้นจากการฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  และประพฤตผิดในกาม

                   วจีสุจริต  4  คือ  เว้นจากการพูดเท็จ  พูดส่อเสียด  พูดคำหยาบ  และพูดเพ้อเจ้อ

                   มโนสุจริต  3  คือ  ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น  ไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่นและมีความเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม

3.        จริยธรรมระดับสูงเพื่อการชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ประการ เป็นหนทางดับทุกข์ที่แท้จริงได้แก่  สัมมาทิฏฐิ  ความเห็นชอบ  สัมมาสังกัปปะ  ความดำริชอบ  สัมมาวาจา  การเจรจาชอบ  สัมมากัมมันตะ  การกระทำชอบ  สัมมาอาชีพวะ  การเลี้ยงชีพชอบ  สัมมาวายามะ  ความเพียรชอบ  สัมมาสติ  การระลึกชอบ  และ  สัมมาสมาธิ  การตั้งใจมั่นชอบ   การฝึกจิตด้วยอริยมรรคมีองค์ 8  นี้  ผู้ฝึกจิตได้จะสามารถดับกิเลสดับกองทุกข์ ได้สิ้นเชิง  เรียกภาวะนี้ว่า  การบรรลุนิพพาน

       นอกจากนี้ยังหลักธรรมที่ชาวพุทธควรรู้

       อิทธิบาท 4  หลักธรรมที่นำสู่ความสำเร็จ

1.        ฉันทะ  ความพอใจในการทำงาน ทำงานด้วยความเต็มใจ มีใจรักที่จะทำงานให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

2.        วิริยะ  มีความเพียรพยายามทำงานให้สำเร็จ ด้วยความอดทน ไม่ท้อถอย

3.        จิตตะ  มีความเอาใจใส่ต่อการทำงาน เอาใจฝักใฝ่ที่จะทำ

4.        วิมังสา รู้จักตริตรองพิจารณาเหตุผล ด้วยสติปัญญา  เพื่อปรับปรุงแก้ไขและทำงานให้สำเร็จ

                ฆราวาสธรรม 4 หลักธรรม ข้อปฏิบัติของผู้ครองเรือน 4 ประการคือ

1.        สัจจะ แปลว่า  ความซื่อสัตย์ ความจริงใจ ความซื่อตรงต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานในการครองเรือน

2.        ทมะ แปลว่า  การข่มใจ การฝึกฝนปรับปรุงตนเองให้เจริญก้าวหน้าด้วยสติปัญญาหมายถึง การบังคับจิตใจไม่ให้ใฝ่สูงเกินไป และรู้จักฝึกฝนตนเองไม่ให้ถลำไปสู่ความชั่วหรือความผิดต่างๆ

3.        ขันติ แปลว่า ความอดทน หมายถึงความอดทนต่อสิ่งไม่ดี อดทนต่อความยากลำบาก โดยไม่หวั่นไหว และไม่ท้อถอย ความอบทนแบ่งได้ 4 ประการ

1)          อดทนต่อความยากลำบาก คือไม่ท้อถอยแม้งานจะหนักก็พยายามทำงานนั้นจนเสร็จ

2)          อดทนต่อความทุกขเวทนา คือทนต่อความทุกข์ที่เกิดจากการเจ็บไข้และไม่แสดงอาหารใดจนเกินเหตุ

3)          อดทนต่อความเจ็บใจ คือเมื่อถูกผู้อื่นล่วงเกิน  เช่น  ถูกด่าว่า ก็จะไม่กระทำการใดๆ ที่รุนแรง ซึ่งจะนำมาซึ่งความหายนะแก่ตนเองและครอบครัว

4)          อดทนต่ออำนาจกิเลส คือการอดทนต่ออำนาจใฝ่ต่ำ เช่น ความสนุก ความเพลิดเพลิน การได้ผลประโยชน์ในทางไม่สมควร ผู้มีขันติต้องรู้จักอดทนต่อสิ่งยั่วยวนเหล่านี้

4.        จาคะ แปลว่า ความเสียสละ หมายถึง การเสียสละความสุขความสบายส่วนตน พร้อมที่จะร่วมมือช่วยเหลือ ไม่คับแค้นเห็นแก่ตัวหรือเอาแต่ใจตัวเอง ความเสียสละในส่วนนี้ทำได้ 2 วิธี

1)          เสียสละวัตถุ หมายถึง สละทรัพย์สินสิ่งของเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น สละเงินสร้างโรงเรียน บำรุงศาสนา ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เป็นต้น

2)          เสียสละอารมณ์ หมายถึงการปล่อยวางในสิ่งที่เป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมอง เช่น ความโลภ  ความโกรธ  ความหลง

อริยสัจ 4

                อริยสัจ 4 หมายถึง หลักความจริงอันประเสริฐ หรือหลักความจริงที่ทำให้คนเป็นผู้ประเสริฐ ซึ่งเป็นหลักในการแก้ปัญหาชีวิต 4 ประการ

1.        ทุกข์ หมายถึง ความไม่สบายกายไม่สบายใจ อันเนื่องมาจากสภาพที่ทนได้ยาก คือสภาวะที่บีบคั้นจิตใจ ความขัดแย้ง

2.        สมุทัย หมายถึง เหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ สิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดทุกข์ แต่สาเหตุที่แท้จริงคือ ตัณหาหรือความต้องการ 3 ประการ คือ

1)       กามตัณหา  หมายถึง  ความอยากได้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง เช่น  อยากได้บ้าน  อยากได้เงิน  เป็นต้น

2)      ภวตัณหา  หมายถึง ความอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากเป็นข้าราชการ  อยากเป็นคนมีอำนาจ    เป็นต้น

3)      วิภาวตัณหา หมายถึง ความไม่อยากเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น  ไม่อยากเป็นคนสวย  ไม่อยกเป็นคนพิการ

3.        นิโรธ หมายถึง  ความดับทุกข์  คือภาวะที่ตัณหา ดับสิ้นไป

4.        มรรค  หมายถึง  ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึ่งได้แก่  การเดินทางสายกลาง  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  มรรค ซึ่งมีส่วนประกอบ 8 ประการคือ

1)      สัมมาทิฏฐิ  หมายถึง  เห็นชอบ  คือเห็นตามความเป็นจริง และรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี

2)      สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ดำริชอบ คือไม่คิดลุ่มหลงในความสุขทางกามารมณ์ ได้คิด อาฆาตพยาบาท ทำร้ายตลอดจนไม่เบียดเบียนผู้อื่น

3)      สัมมาวาจา หมายถึง เจรจาชอบ คือพูดแต่ในสิ่งที่ดี ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ และไม่พูดสิ่งไร้สาระ

4)      สัมมากัมมันตะ หมายถึง กระทำชอบ คือกระทำแต่สิ่งที่ดี ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์  ไม่ประพฤติผดในกาม

5)      สัมมาอาชีวะ หมายถึง เลี้ยงชีพชอบ คือ การประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่คดโกง หลอกลวง และไม่ทำในสิ่งที่เป็นผลร้ายต่อคนอื่น

6)      สัมมาวายามะ หมายถึงพยายามชอบ คือพยายามที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความชั่ว พยายามที่จะกำจัดความชั่วที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไป พยายามสร้างความดีที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พยายามรักษาความดีที่เกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่

7)      สัมมาสติ หมายถึง ระลึกชอบ คือระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นไปตามความเป็นจริง

8)      สัมมาสมาธิ หมายถึง ตั้งจิตมั่นชอบ คือ การที่สามารถตั้งจิตใจให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นาน

                พรหมวิหาร  หมายถึง ธรรมประจำใจอันประเสริฐ หรือหลักความประพฤติที่ประเสริฐได้แก่

1.          เมตตา  หมายถึง  ความรัก ความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นเป็นสุขและมีไมตรีจิตคิดที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยทั่วหน้า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์

2.          กรุณา หมายถึง ความสงสารคิดช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ อาจจะช่วยด้วยกำลังทรัพย์ กำลังความคิด หรือกำลังกายแล้วแต่กรณี

3.          มุทิตา หมายถึง ความบันเทิงใจ หรือความเบิกบานใจ คือมีความยินดีเมื่อได้เห็น ได้ยินผู้อื่นได้ดีมีความสุขความสบาย เราพลอยดีใจไปกับเขา

4.          อุเบกขา หมายถึง ความวางใจเป็นกลาง คือการทำงานโดยปราศอคติ วางตัวเป็นกลางไม่ลำเอียงเพราะรัก ชัง หลง หรือกลัว โดยพิจารณาว่าใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้รับชั่ว

   หลักธรรมสำคัญของศาสนาอิสลาม

                หลักคำสอนสำคัญของศาสนาอิสลาม ที่ถือว่าเป็นวิถีการดำเนินชีวิตของชาวมุสลิมโดยทั่วไปที่ต้องนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.        หลักศรัทธา 6 ประการ เน้นให้ชาวมุสลิมมีความเชื่อ โดยปราศจากการระแวงสงสัย

2.        หลักปฏิบัติ 5 ประการ เป็นการปฏิบัติพิธีกรรมทางศาสนาที่ชาวมุสลิมต้องยึดถือและเข้าสู่ความเป็นมุสลิมโดยสมบูรณ์

                หลักศรัทธา 6 ประการ

1.        ศรัทธาในพระเจ้า (องค์อัลเลาะห์) แต่เพียงพระองค์เดียว

2.        ศรัทธาในเทวฑูต (มลาอิกะห์) ว่ามีจริง  มลาอิกะห์  หมายถึง  บ่าวของพระเจ้า หรือเทวฑูต  เป็นสื่อกลางที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์

3.        ศรัทธาในพระมหาคัมภีร์  กุรอ่าน

4.        ศรัทธาในศาสนฑูต (รอซูล) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้มาสั่งสอนประชาชน

5.        ศรัทธาในวันพิพากษาโลก ชาวมุสลิมต้องมีความเชื่อในเรื่องวันที่โลกถึงกาลอวสานแล้วพระเจ้าจะเป็นผู้พิพากษามนุษย์ ตามกรรมดีกรรมชั่วของแต่ละบุคคล

6.        ศรัทธาในกฎสภาวะ (ลิขิต) ของพระเจ้า ชาวมุสลิมต้องเชื่อว่าชีวิตมนุษย์พระเจ้าได้ลิขิตเอาไว้แล้วไม่อาจฝ่าฝืนได้

                หลักปฏิบัติ   5  ประการ

1.        การปฏิญาณตน การประกาศตนยอมรับด้วยความศรัทธา ว่าองค์อัลเลาะห์ เป็นพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียวเท่านั้น

2.        การปฏิบัติละหมาด หมายถึง การนมัสการพระเจ้าทั้งร่างกายและจิตใจ วันละ 5 ครั้ง

3.        การถือศีลอด มีจุดมุ่งหมาย คือต้องการฝึกความอดทน ทั้งร่างกายและจิตใจเป็นการควบคุมตน ละเว้น ยับยั้ง ไม่บริโภคอาหาร และร่วมประเวณี

4.        การบริจาคทรัพย์ (ซะกาต) มีจุดมุ่งหมายลดช่องว่างในสังคมต้องการให้มุสลิมเสียสละให้ทานแก่ผู้อื่น เป็นการปลูกฝังความรัก ความสามัคคีของชาวมุสลิม

5.        การประกอบพิธีฮัจญ์ ควรหาโอกาสไปทำพิธีนี้อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต จุดมุ่งหมายให้ชาวมุสลิมระลึกถึงพระเจ้า ได้พบปะพี่น้องมุสลิมจากทั่วโลก

                หลักธรรมสำคัญของศาสนาคริสต์

                คริสต์ศาสนา ถือว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ทุกคน  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ ต้องยึดมั่นในบัญญัติ 10  ประการ  คือ

             1.     จงนมัสการพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว

                     1)   พึงทำความเคารพต่อพระเป็นเจ้า  และพระเยซู

                     2)   ควรทำความเคารพต่อพระนางพรหมจารีมาเรีย  และนักบุญ

             2.     อย่าออกนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ

             3.     อย่าลืมฉลองวันพระเป็นเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์  คือฉลองวันอาทิตย์

                     1)   ต้องฟังมิสซา

                     2)   ไม่ทำงานอันต้องห้าม

             4.     จงนับถือบิดา มารดา

             5.     อย่าฆ่าคน

             6.     อย่าทำลามก

             7.     อย่าลักขโมย

             8.     อย่าใส่ความนินทา

             9.     อย่าปลงใจในความลามกด้วยการเป็นพยานเท็จ และล่วงประเวณี

             10.   อย่าโลภอยากได้ทรัพย์ของของผู้อื่น

                คัมภีร์ใหม่หรือคัมภีร์

                1.  หลักพระตรีเอกภาพ หรือหลักตรีเอกานุภาพ

                                พระตรีเอกภาพ หมายถึง พระเจ้าองค์เดียว แต่มี 3 บุคคล  หรือสามสภาวะอันได้แก่

1.        พระบิดา  (พระยะโฮวา) หมายถึง พระเจ้าผู้ทรงสร้างโลก และให้กำเนิดแก่ชีวิตทุกชีวิต

2.        พระบุตร (พระเยซู) คือพระผู้ทรงมาเกิดเพื่อไถ่บาปให้แก่มวลมนุษย์

3.        พระจิต (วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ ของพระบิดาและพระบุตรรวมกัน) คือ พระวิญญาณอันบริสุทธิ์เป็นผู้นำมนุษย์ไปสู่อาณาจักรของพระเจ้า

                2.  หลักความรัก

                                คำสอนเรื่องความรักในคริสต์ศาสนา หมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข การเสียสละ เพื่อช่วยให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี

                หลักธรรมคำสอนของศาสนาฮินดู

                ชาวฮินดูนอกจากมีความเชื่อในพระเจ้าและลิขิตของพระเจ้าแต่ในขณะมีชีวิตอยู่จะต้องปฏิบัติตนสู่เป้าหมายในเรื่องต่างๆ ดังนี้

1.        หลักอาศรม 4 หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินชีวิตของชาวฮินดู เพื่อยกระดับชีวิตให้สูงขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน

1)       พรหมจารี ขั้นแรกของชีวิต เป็นวัยที่ต้องศึกษาเล่าเรียน

2)       คฤหัสถ์ เป็นชีวิตของผู้ครองเรือน

3)       วานปรัส เป็นช่วงเวลาที่กระทำประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ คือ การออกบวช สู่ป่าเพื่อฝึกจิตให้บริสุทธิ์

4)       สันยาสี หรือขั้นสุดท้ายของชีวิต โดยการสละชีวิตคฤหัสถ์ ออกบวช บำเพ็ญเพียรตนตามหลักศาสนา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฎ และบรรจุจุดมุ่งหมายของชีวิต คือ โมกษะ และเข้าไปรวมกับวิญญาณอมตะของพระพรหมที่เรียกว่า  ปรมาตมัน

2.        ปรมาตมัน หมายถึง วิญญาณอันยิ่งใหญ่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเอง เป็นต้นเหตุแห่งสรรพสิ่งทั้งหลาย เป็นปฐมของวิญญาณ คือ เป็นวิญญาณของวิญญาณทั้งปวง เป็นอมตะ ไม่มีวันดับสูญ เมื่อออกจากร่างไปแล้วจะไปหาที่เกิดใหม่

3.        โมกษะ คือ การหลุดพ้นจากสภาพการเวียนว่ายตายเกิด การดับสูญจากสภาพทุกข์ทั้งปวง เนื่องจากการที่อาตมันเวียนว่ายตายเกิดอยู่ตลอดไปไมมีที่สิ้นสุด ทำให้เกิดความทุกข์ เพราะต้องไปเกิดเป็นวรรณะต่ำ คนพิการหรคือเป็นสัตว์ ตามกรรมของแต่ละบุคคล

                หลักธรรมที่สำคัญของศาสนาสิกข์

                ชาวสิกข์มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวที่เรียกว่า พระนาม เป้าหมายของชาวสิกข์ต้องการสู่ความใกล้ชิดพระองค์ หลักธรรมที่สำคัญดังกล่าวเรียกว่า

                หลักการบรรลุความสุขนิรันดร หรือ นิรวาน  กล่าวคือ

1.        ทำแต่กรรมดี

2.        สร้างปัญญา

3.        มีมหาปิติ

4.        มีพลังทางจิต

5.        มีสัจจะ

                หลักการบรรลุนิรวานในศาสนาสิกข์  คือ

1.        การเพ่งพระนาม

2.        มีศรัทธาและจงรักภักดี

3.        เปล่งวาจาสรรเสริญพระเจ้า

4.        การปฏิบัติตามคำสอนของคุรุ

ชาวสิกข์จะมีหลักการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน  ดังนี้

1.        คืนเช้า ทำจิตให้เต็มด้วยความรักพระเจ้า

2.        จงให้ทานแก่คนยากจนเสมอ

3.        จงกล่าวแต่ปิยวาจา

4.        จงถ่อมตน

5.        จงทำดีต่อผู้อื่น

6.        อย่าเห็นแก่กินเห็นแก่นอน

7.        จงใช้จ่ายเฉพาะส่วนที่มีความสามารถหามาได้

8.        จงคบแต่คนดีตลอดเวลา

9.        จงร่วมกับคนดีสวดสรรเสริญคุรุ

การบริหารจิตและการเจริญปัญญา

                การบริหารจิต หมายถึง การฝึกให้จิตมีคุณภาพ หมายถึงมีความดีงาม อ่อนโยน หนักแน่น มั่นคง แข็งแกร่ง สงบร่มเย็นมีความสุข

                การเจริญปัญญา คือการฝึกให้รู้จักคิด คิดให้เป็น เพื่อให้เกิดปัญญา ความรู้แจ้ง  รู้เท่าทันกระแสโลก และกระแสธรรม

การทำสมาธิ

                สมาธิ หมายถึง ความตั้งมั่น หรือแน่วแน่ การรวมพลังจิต ความไม่ฟุ้งซ่าน หรือการจัดระเบียบความคิดได้

                ความสัมพันธ์ของสติ สมาธิ  และปัญญา

                สติ  สมาธิ และปัญญา  มีลักษณะเกื้อกูลกัน และมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด สติ คือ ความตั้งมั่น เป็นจุดเริ่ม แล้วมีสมาธิ คือมีจิตใจแน่วแน่ และปัญญาคือการไตร่ตรองให้รอบคอบ

                ประเภทของสมาธิ

                ระดับของสมาธิแบ่งออกเป็น 3 ระดับ

1.        ขณิกสมาธิ  หมายถึง  อาการที่จิตนิ่งสงบเพียงชั่วระยะเวลาสั้น ๆ

2.        อุปจารสมาธิ  หมายถึง  สมาธิที่กำลังจะแน่วแน่  แต่ยังไม่ถึงขึ้นสงบจริง ๆ

3.        อัปปนาสมาธิ  หมายถึง  สมาธิที่แน่วแน่  เข้าสู่ความสงบจริง ๆ

                จุดมุ่งหมายของสมาธิ

1.        เพื่อความตั้งมั่นแห่งสติสัมปชัญญะ

2.        เพื่ออยู่เป็นสุขในปัจจุบัน

3.        เพื่อได้ฌาณทัศนะ

4.        เพื่อทำกิเลสให้สิ้น

                อุปสรรคของสมาธิเกิดจากนิวรณ์และวิธีแก้ไข

                นิวรณ์ เป็นชื่อเรียกความคิดนึกของคนเราที่เป็นอุปสรรคในการทำความดี แบ่งเป็น 5 ประเภท คือ

1.        กามฉันทะ คือความพอใจ ความอยากในสิ่งน่าปรารถนา แก้ได้ด้วยการพิจารณาความต้องการแล้วพยายามข่มใจตนเอง

2.        พยาบาท คือความโกรธแค้นหรืออาฆาตพยาบาท แก้ด้วยเมตตา

3.        ถีนมิทธะ คือความเบื่อหน่ายเกียจคร้าน แก้ได้ด้วยการตั้งสติเพ่งไปที่ซึ่งมีแสงสว่างมากๆ

4.        อุทธัจจกุกกุจจะ  คือ ความฟุ้งซ่านและรำคาญ แก้ได้ด้วยการคิดแต่เรื่องของคุณงามความดีที่เราได้ทำไปแล้วเพื่อให้เกิดความภูมิใจ

5.        วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย แก้ได้ด้วยการปล่อยวางให้ผ่านไปแล้วค่อยหาข้อยุติใหม่

                การเจริญปัญญา

                ปัญญา คือความรู้จริง รู้ทั่ว รู้เท่ากัน การเจริญหรือการพัฒนาปัญญามี  3  วิธี  คือ

1.  สุตมยปัญญา

สุตมยปัญญา  คือปัญญาเกิดจากการฟัง  การอ่าน  การเขียน ซึ่งการพัฒนาปัญญาด้านนี้ต้องผ่านกระบวนการ ดังนี้

1.1     ต้องฟังมากจนเป็นพหูสูต

1.2     นำความรู้ไปขยายหาเหตุผลให้กว้างขวาง

1.3     สอบถามจากท่านผู้รู้

1.4     บันทึกความจำไว้เป็นหมวดหมู่

                2.  จินตามมยปัญญา

                จินตามยปัญญา  คือปัญญาเกิดจากการคิด เป็นการนำเอาความรู้หรือข้อมูลที่ได้จากการฟังมาไตร่ตรอง โดยผ่านกระบวนการ ดังนี้

            คิดอย่างปราศจากฉันทาคติ

            คิดอย่างปราศจากโมหาคติ

            คิดอย่างปราศจากภยาคติ

            คิดอย่างปราศจากโทสาคติ

                3.  ภาวนามยปัญญา

                ภาวนามยปัญญา  คือปัญญาอันเกิดจากการลงมือปฏิบัติ เป็นการนำปัญญาไปใช้แก้ปัญหา ภาวนามยปัญญามีความหมาย 2 ระดับคือ

            ความหมายทั่ว ๆ ไป เป็นปัญญาที่ใช้แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน

            ความหมายทางพระพุทธศาสนา เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นโดยผ่านกระบวนการดังนี้

1)       สมถภาวนา  คือการอบรมจิตให้เกิดสมาธิ

2)       วิปัสสนาภาวนา คือการอบรมจิตให้เกิดปัญญา



Dek-D Writer APP : แอพอ่านนิยาย Dek-D บน iPhone , Android Phone
มาแล้ว!! เวอร์ชั่น iPad และ Android Tablet
สรุปเนื้อหา สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ตอนที่ 1 : สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม , ผู้เข้าชมตอนนี้ : 119923 , โพส : 80 , Rating : 90% / 427 vote(s)
Vote ให้คะแนนตอนนี้ Vote ได้ 1 ครั้ง / 1 ชม.
[ กลับไปหน้าหลักของบทความ | ตอนถัดไป ] [ บันทึกเป็น Favorite ] [ ปิดหน้าต่างนี้ ]
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4
# 80 : ความคิดเห็นที่ 531
รบกวนส่
งไฟล์สรุปวิชาอื่นๆมาที่05pariyakorn05@gmail.comได้ไหมคะ
Name : อปป้าสไตล์ < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ อปป้าสไตล์ [ IP : 183.88.66.58 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 21 กันยายน 2561 / 05:23
# 79 : ความคิดเห็นที่ 528
รบกวนขอไฟล์ได้มั้ยคะ rattikorn_116@gmail.com
Name : oom [ IP : 180.183.106.37 ]

วันที่: 31 สิงหาคม 2561 / 12:26
# 78 : ความคิดเห็นที่ 523
รบกวน ขอไฟล์ทั้งหมดได้ไหมครับ Thaworn.fluke2000@gmail.com

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 3 กรกฎาคม 2561 / 18:10
Name : fffluke19 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ fffluke19 [ IP : 27.145.131.50 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 3 กรกฎาคม 2561 / 18:08
# 77 : ความคิดเห็นที่ 522
รบกวนส่งไฟล์ให้ด้วยน่ะครับ suttinan8984@gmail.com
Name : suttinan8984 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ suttinan8984 [ IP : 27.55.103.57 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 13 มิถุนายน 2561 / 17:11
# 76 : ความคิดเห็นที่ 521
รบกวนขอไฟล์สังคมทั้ง5สาระหน่อยค่า fai_ploy@hotmail.co.th ขอบคุณล่วงหน้านะคะ ดีมากๆเลยค่ะ
Name : faircnk < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ faircnk [ IP : 184.22.89.118 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 18 พฤษภาคม 2561 / 22:10
# 75 : ความคิดเห็นที่ 517
รบกวนส่งไฟล์หน่อยคะ wgawinnard@gmail.com

Name : bigjod21037 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ bigjod21037 [ IP : 110.169.129.139 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 6 พฤษภาคม 2561 / 11:20
# 74 : ความคิดเห็นที่ 506
ขอไฟล์หน่อยคะ pimloveza@gmail.com

Name : piim [ IP : 1.10.137.41 ]

วันที่: 9 มีนาคม 2561 / 13:46
# 73 : ความคิดเห็นที่ 505
ขอไฟล์ได้ไมค่ะ Nurmawaekaji199947@gmail.com
Name : Nurma [ IP : 223.24.36.159 ]

วันที่: 5 มีนาคม 2561 / 12:30
# 72 : ความคิดเห็นที่ 504
ขอไฟล์ทั้งหมดหน่อยค่า Amikabambi1@gmail.com
ขอวันนี้เลยนะค่า
Name : เอมิกา [ IP : 184.22.180.205 ]

วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2561 / 17:30
# 71 : ความคิดเห็นที่ 498
ขอไฟล์ทั้งหมดหน่อยค่ะสาระสังคมศึกษา
Name : chalitaaonkhomla < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ chalitaaonkhomla [ IP : 49.48.244.211 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 12 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:24
# 70 : ความคิดเห็นที่ 497
รบกวนส่งไฟล์ทั้ง5สาระให้หน่อยได้ไหมคะ ขอวันนี้เลยค่ะ gift555sunisa@gmail.com ขอบคุนค่ะ
PS.  See you soon
Name : gift_za02 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ gift_za02 [ IP : 49.230.247.215 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:28
# 69 : ความคิดเห็นที่ 492
รบกวนส่งไฟล์ให้หน่อยนะคะ 5 สาระเลยค่ะ อ่านแล้วเข้าใจมากๆเลยดีกว่าสรุปเองตั้งเยอะ
weencuty@hotmail.com ขอบคุณมากๆค่ะ

แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 25 มกราคม 2561 / 14:06
Name : Weenveen < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Weenveen [ IP : 124.121.209.39 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 25 มกราคม 2561 / 14:05
# 68 : ความคิดเห็นที่ 491
รบกวนส่งไฟล์ให้หน่อยนะคะ อ่านแล้วเข้าใจ ชอบมาก ขอบคุณล่วงหน้านะคะ T T miniyokk1@gmail.com
Name : หยกหยก [ IP : 171.5.8.214 ]

วันที่: 24 มกราคม 2561 / 19:08
# 67 : ความคิดเห็นที่ 490
รบกวนขอไฟล์สาาระที่ 1-5 หน่อยได้มั้ยคะ @osaky_new@hotmail.com ขอบคุณค่ะ
Name : ญาณิศา [ IP : 184.22.238.82 ]

วันที่: 2 มกราคม 2561 / 23:31
# 66 : ความคิดเห็นที่ 486
รบกวนขอไฟล์ทั้งหมดได้ไหมคะ Boonklam25@gmail.com ขอขอบคุณค่ะ
Name : เฟิ่น [ IP : 114.109.108.186 ]

วันที่: 9 ธันวาคม 2560 / 21:08
# 65 : ความคิดเห็นที่ 485
อยากได้ไฟล์เนื้อหาทั้งหมดอะค่ะ รบกวนหน่อยได้มั้ยคะ memeebenj22@gmail.com
Name : tyxtrack < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ tyxtrack [ IP : 180.183.169.9 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 พฤศจิกายน 2560 / 00:16
# 64 : ความคิดเห็นที่ 482
รบกวนขอไฟล์ได้มั้ยค่ะ muk.31643@gmail.com

Name : MukAmonrat < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ MukAmonrat [ IP : 223.24.49.158 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 27 ตุลาคม 2560 / 20:09
# 63 : ความคิดเห็นที่ 480
รบกวนขอไฟล์สังคมด้วยได้มั้ยคะ kanyarat.meeatmun@gmail.com
Name : a girl has no name [ IP : 49.49.234.172 ]

วันที่: 16 ตุลาคม 2560 / 01:38
# 62 : ความคิดเห็นที่ 476
รบกวนขอไฟล์วิชาสังคมด้วยคะ ขอบคุณคะ Faiifine89@icloud.com
Name : Faii [ IP : 27.254.252.10 ]

วันที่: 13 กันยายน 2560 / 11:32
# 61 : ความคิดเห็นที่ 472
รบกวนช่วยส่งไฟล์สรุปมาให้หน่อยค้ะ Aumaum0103@gmail.com
Name : อาทิตยา [ IP : 103.26.23.213 ]

วันที่: 30 กรกฎาคม 2560 / 12:14
# 60 : ความคิดเห็นที่ 469
รบกวนขอไฟล์ได้ไหมครับ วันนี้อ่ะครับ 
nk.studio64@gmail.com 
Name : Overpower111 < My.iD > ดูเน็ตเวิร์คอื่นๆ ของ Overpower111 [ IP : 110.171.202.112 ]
ส่งข้อความลับ
วันที่: 16 กรกฎาคม 2560 / 17:10
# 59 : ความคิดเห็นที่ 466
สรุปเนื้อหาได้เข้าใจง่ายเหมาะสมกับเด็ก
Name : yolrawee [ IP : 49.228.226.112 ]

วันที่: 25 มิถุนายน 2560 / 17:29
# 58 : ความคิดเห็นที่ 461
รบกวนส่งไฟล์สรุปมาที่ email thebomnz@hotmail.com ด้วยน้ะครัย ^^
Name : bomnz [ IP : 58.9.92.190 ]

วันที่: 5 มิถุนายน 2560 / 17:39
# 57 : ความคิดเห็นที่ 458
รบกวน ขอไฟล์หน่อยได้มั้ยคะ jeenthanyathorn@gmail.com
Name : ่jeen [ IP : 114.109.14.3 ]

วันที่: 29 พฤษภาคม 2560 / 22:19
# 56 : ความคิดเห็นที่ 455
รบกวนส่งไฟล์ทุกวิชาที่มีได้ไหมคะ555555 boonyung13200@gmail.com
Name : Nidarut [ IP : 223.24.105.164 ]

วันที่: 18 พฤษภาคม 2560 / 18:13
หน้าที่ 1 | 2 | 3 | 4
Post your comment : แสดงความคิดเห็น
ส่วนที่ 1: Message ข้อความ

ส่วนที่ 2 : Name ลงชื่อ
  โพสความเห็นด้วย member Login name Password
  โพสความเห็นไม่แสดง member : ชื่อ* email รูปตัวแทน
            พิมพ์เลขที่เห็น

เธซเธ™เธฑเธ‡เธชเธทเธญเนƒเธซเธกเนˆเธ›เธฃเธฐเธˆเธณเน€เธ”เธทเธญเธ™เธžเธคเธฉเธ เธฒเธ„เธก 2561

ข้อตกลง & เงื่อนไขการใช้งาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้เป็นผลงานที่แต่งโดยผู้ลงผลงานเอง ลิขสิทธิ์ของผลงานนี้จะ
    เป็นของผู้ลงผลงานโดยตรง ห้ามมิให้คัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ ก่อนได้รับอนุญาต
    จากผู้ลงผลงาน

  • กรณีที่ผลงานชิ้นนี้กระทำการคัดลอก ทำซ้ำ มาจากผลงานของบุคคลอื่นๆ ผู้ลง
    ผลงานจะต้องทำการอ้างอิงอย่างเหมาะสม และต้องรับผิดชอบเรื่องการจัดการ
    ลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว

  • ข้อความและรูปภาพที่ปรากฏอยู่ในผลงานที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการส่งเข้าระบบ
    โดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่งเด็กดีดอทคอมมิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ
    หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น ผู้ใดพบเห็นการลงผลงานละเมิดลิขสิทธิ์ หรือ
    ไม่เหมาะสมโปรดแจ้งผู้ดูแลระบบเพื่อดำเนินการทันที
    Email: contact(at)dek-d.com ( ทุกวัน 24 ชม ) หรือ
    Tel: 0-2860-1142 ( จ-ศ 0900-1800 )

App อ่านนิยายบน iPad iPhone และ Android