ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 8 : สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการมีชีวิต

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    5 ก.พ. 55

“สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือการมีชีวิต”

                                                  นิรนาม

 

          การจะข้ามไปวันที่ 2 พฤศจิกายน นั้นจะต้องกลับมายังวันที่ 5 ก่อนแล้วค่อยย้อนไปทีละขั้นตามเงื่อนไขของการย้อนเวลา

          ผมต้องทนทุกข์ทรมานกลับความมืดนานแสนนานกว่าจะกลับมาถึงปัจจุบันได้ ถ้าจะให้ผมข้ามไปมาระหว่างอนาคตอีกครั้งอีก ผมขอไม่เอาอีกแล้ว

2 พฤศจิกายน 2041

          ผมเดินไปขึ้นรถของตัวเองที่จอดไว้หน้าอพาร์ตเมน โดยใช้กุญแจรถที่มีอยู่ในกระเป๋าเป็นตัวเปิด น่าแปลกที่ถึงแม้จะเป็นกุญแจที่ข้ามกาลเวลามาพร้อมกันก็สามารถเปิดรถที่อยู่ในอดีตได้ ช่วงเวลาประมาณนี้ตัวผมคงกำลังทำงานอยู่ในห้องคงไม่ออกมาดูหรอก

          ผมกับหลี่เฟยนั่งรถไปด้วยกัน ไปตามทางที่คุณนิพนธ์เขียนเอาไว้ให้ในเอกสารซึ่งก็คือบ้านของเขาในช่วงเวลานี้นั่นเอง

          หลี่เฟยเงียบมาตลอดตั้งแต่ออกมาจากบ้านของคุณนิพนธ์ ปกติแล้วเธอก็ไม่ค่อยจะชวนผมคุยอยู่แล้วเพียงแต่ว่าผมรู้สึกว่าเธอนิ่งเงียบจนแทบจะมีเพียงเสียงลมหายใจเท่านั้นที่ดังออกจากร่างกายของเธอ

          “กำลังคิดอะไรอยู่หรือไง”

          หลี่เฟยไม่ยอมตอบ

          “บอกผมเถอะยังไงเราก็ต้องร่วมงานกันไปอีกนานจนกว่าปู่คุณจะพ้นจากอันตราย”

         ไม่มีเสียงตอบรับอีกเช่นเคย ผมถอดใจที่จะคุยกับเธอและหันหน้าไปขับรถต่อ

         “เราไม่น่าข้ามเวลาไปเลย”หลี่เฟยพูดขึ้นมา

         “หมายความว่ายังไง”

          “ก็หมายความตามที่พูด เราตัดสินใจผิดพลาดที่เราข้ามเวลากลับไปอนาคต”

          “อธิบายหน่อยได้ไหม” อะไรที่ว่าผิดพลาด แล้วเราผิดพลาดตรงไหน

          “เราไม่น่าข้ามไปอนาคต พวกสายลับที่ตามดูพวกเราทั้งคู่ดักจับและได้ยินคำพูดของคุณ และนั่นก็เป็นเหตุทำให้พวกมันตามไปสืบเรื่องของคุณปู่ แล้วตอนที่ฉันกลับไปอนาคตหน่วยเหนือก็เปลี่ยนเป้าหมายในการคุ้มครองให้มาเป็นปู่ฉันแทนเพราะตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามสืบเรื่องราวของปู่ฉันพบแล้ว”

          หมายความว่าถ้าผมไม่พูดเรื่องของคุณนิพนธ์เขาก็จะไม่โดนหางเลขไปด้วย แต่เพราะด้วยความเป็นห่วงเขาจึงทำให้ฝ่ายศัตรูรู้ว่าเขาเป็นใคร สุดท้ายแล้วเป้าหมายก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นเขาก็เพราะผม

          ผมทำอะไรลงไปเนี่ย

          “เราข้ามไปแก้ไขเรื่องนี้ทันไหม ไปหยุดไม่ให้ตัวผมข้ามไปหาคุณนิพนธ์”

          “ไม่ทันแล้ว เครื่องข้ามเวลามีพลังงานไม่พอ ถ้าจะชาร์ตก็ต้องชาร์ตเกือบ 2 ชั่วโมง”

          “ผมขอโทษ”

          “ไม่ต้องหรอก อย่างน้อยถ้าปู่ฉันยังมีชีวิตอยู่ในอนาคตก็แสดงว่า วันนี้เขาก็ต้องรอดเพราะเราช่วยเขาได้”

          ผมไม่อยากจะบอกเลยว่าหลังจากที่เราข้ามมายังอดีตปู่ของหลี่เฟยคงถูกฝ่ายตรงข้ามฆ่าเสียแล้ว

          “แล้วคุณคุยอะไรกับปู่คุณบ้าง”

          เธอหันกลับมาทำหน้าบอกบุญไม่รับเช่นเคย ผมเดาไว้ว่าเธอคงตอบว่าแล้วเกี่ยวอะไรด้วยแน่นอน แต่ทว่า

          “เขาก็ขอโทษฉัน เขายอมรับผิดทุกอย่าง ฉันก็ไม่ได้โกรธเขาแล้วแหละฉันเข้าใจว่าทุกอย่างมันถูกกำหนดไว้แล้วถึงฉันจะฆ่านายตายเครื่องข้ามเวลาไม่เกิดขึ้น แต่ก็ไม่แน่ว่าพ่อแม่หรือคนอื่นๆที่ตายไปในสงครามจะฟื้นขึ้นมา”

           ผมชะลอความเร็วของรถเพราะอยากจะฟังเธอพูดให้จบก่อนที่รถจะไปถึงบ้านของคุณนิพนธ์

          “ปู่บอกฉันว่าการจะช่วยชีวิตของคนๆหนึ่ง มันอาจจะเป็นเรื่องยากแต่ก็ไม่ใช่ว่าทำไม่ได้ เขาบอกให้ฉันเชื่อในตัวนาย ฉันเองก็อยากจะเชื่อใจนายดูบ้าง”

          แถมเขายังฝากให้ผมดูแลเธอให้ดีๆ อีกด้วยนะ

           “แล้วปู่ฉันพูดอะไรกับนายบ้าง”

           “เอ่อ ก็ ไม่มีอะไรก็เอาข้อมูลให้แล้วก็โฆษณานิยายเล่มนี้นิดหน่อย”

          ผมหยิบหนังสือ ‘ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา ให้หลี่เฟยดู ซึ่งเธอก็หยิบไปแล้วก็เอาไปอ่านอย่างสนใจ

           “แล้วไหนข้อมูลที่คุณได้มา ขอฉันดูหน่อย”

          “อยู่ในกระเป๋าสีน้ำตาลเบาะหลังยังไงคุณเอื้อมไปหยิบเองแล้วกันผมมือไม่ว่าง”

          หลี่เฟยรับคำแล้วก็เอื้อมตัวผ่านช่องกลางของเบาะไปที่ด้านหลัง จากนั้นก็หยิบกระเป๋าเอามาวางไว้ที่หน้าตักแล้วก็เริ่มค้นจากนั้นเธอก็บ่น

            “กระเป๋าอะไรเนี่ยรกชะมัดเลย สมัยนี้เขาก็มีกระเป๋ามิติที่สี่แล้วไม่ใช่หรอ”

           “ผมชอบใช้แบบนี้มากกว่ามันคลาสสิกดี”

          “คลาสสิกหรอ แต่ยังไงช่วยจัดให้มันดีๆหน่อยได้ไหมเนี่ย” แล้วเธอก็เริ่มคุ้ยของออกมา

          “เครื่องข้ามกาลเวลา หมวก หนังสือพิมพ์เก่า แล้วไหนข้อมูลเนี่ย จะให้ฉันค้นไปถึงไหน”

          “งั้นเอางี้คุณจับพวงมาลัยไว้เดี๋ยวผมหาเอง”

          เธอเอี้ยวตัวมาจับพวกมาลัยให้ผม ส่วนผมก็หยิบกระเป๋ามาเพื่อหาของที่เธอต้องการให้ ซึ่งผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่ามันอยู่ไหน คงต้องใช้เวลาในการหาสักครู่ ระหว่างนี้ก็ฝากขับรถไปก่อน

          แต่ผมคิดผิด

เฟี้ยว

           รถโยกไปทางขวาอย่างไม่มีเหตุผลด้วยความรุนแรง จนผมหัวกับกระจกดังโป๊ก

          “คุณขับรถยังไงของคุณเนี่ย”ผมโวยวาย

เฟี้ยว

          รถโยกไปทางซ้ายเพื่อหลบรถสิบล้อที่วิ่งตามเลนมา

          “ฉันขับรถไม่เป็น”

          “อ้าวแล้วตอนอยู่โลกอนาคตคุณยังขับพาผมไปส่งที่บ้านคุณนิพนธ์อยู่เลย”

          “รถสมัยนี้มันไม่มีระบบนำทางอัตโนมัติแบบในยุคของฉันหรือไง แล้วทำไมต้องมานั่งขับเองด้วย ล้าสมัยจริงๆเลย”

          อ้าว! แล้วจะโทษใคร โทษบริษัทผลิตรถหรือยังไง ก็ตอนแรกนั่งมาได้ตั้งนานไม่เห็นจะบ่น พอมาขับเองก็หาว่ารถมันล้าสมัย เนี่ยแหละน้าคนเราพอเทคโนโลยีมาก ความสะดวกก็มาก จากตอนแรกต้องเดินเท้า ก็เปลี่ยนมาเป็นม้า เป็นรถ จากยุคแรกรถใช้เท้าปั่นก็ใช้พวงมาลัย แล้วพอยุคต่อไปก็ใช้ระบบอัตโนมัติจนสุดท้ายคนเราก็ทำอะไรด้วยตัวเองไม่เป็น

          “เอ้า!หาเจอแล้ว มานี่เดี๋ยวผมขับเอง”ผมกองเอกสารใส่ตักเธอแล้วเงยหน้าขึ้นมาจับพวงมาลัย ก็พบว่ารถของตัวเองขับคร่อมเลนอยู่อย่างน่าหวาเสียว ผมหันไปมองคนข้างๆว่าขับยังไงของเธอเนี่ย แต่โชคยังดีที่รถที่วิ่งถนนเว้นนี้มีไม่มากจึงไม่เกิดอุบัติเหตุ

          รอดตายไปได้นะ ผมมองหน้าเธอแล้วก็คิดในใจ คนเก่งๆอย่างเธอก็ต้องมีเรื่องที่ไม่ถนัดบ้างนั่นแหละ

          “ไม่ต้องมามองฉันเลยนะยะ ขับรถต่อไปเลย”เธอพูดอย่างเคือง ส่วนผมก็ได้แต่หัวเราะในใจกับท่าทางเขินอายของเธอ

          หลี่เฟยก้มลงมองข้อมูลที่อยู่ในมือเธอ ผมก็ไม่รู้หรอกว่าความละเอียดของข้อมูลมันมีมากน้อยแค่ไหนแต่ก็ผมก็หวังเอาไว้ว่ามันน่าจะมีประโยชน์พอที่จะช่วยเหลือพวกเราทั้งคู่ได้

          “ละเอียดมาก”เธอพูดขึ้นมา

          “ว่าไงนะ”

          “หูตึงรึไง ฉันบอกว่าข้อมูลนี้มันละเอียดมากเลยบอกทุกอย่างตั้งแต่ข้อมูลของฝ่ายศัตรู อาวุธที่ใช้ เวลาที่ปรากฏตัวและก็จำนวน”

          “ละเอียดขนาดนั้นเลย แล้วเวลาแรกสุดที่พวกมันจะบุกมาคือตอนไหน”

          “เวลาแรกที่บุกมาก็ต้องพวกเกาหลี 2 คนจากทางหน้าประตูบ้านเวลา เที่ยงตรง”

          “แล้วตอนนี้กี่โมงแล้ว”

          “บ่ายสามโมง”เธอดูนาฬิกาข้อมือที่แขนเธอ

          “ไม่ใช่เวลาที่นาฬิกา ดูเวลาของวันนี้สิ”

          หลี่เฟยหันไปดูนาฬิกาที่หน้ารถยนต์

11.45

          “เหลืออีกแค่ 15 นาที” ผมได้ยินดังนั้นก็แทบสะดุ้ง

          “แล้วในนั้นมันเขียนว่าพวกนั้นใช้อาวุธอะไรในการบุกเข้ามา”ผมภาวนาขอให้เป็นปืนพกที่ไม่ค่อยรุนแรงมาก

          “มัลติอาร์พีจี”

          “มันคืออะไร”

          “ปืนอาร์พีจีชนิดหลายลำกล้อง”

          ซวยแล้ว คำเดียวที่ผุดขึ้นมาในหัวผมก่อนที่จะเหยียบคันเร่งอย่างรีบร้อน อนาคตเปลี่ยนแปลงได้เสมอคุณนิพนธ์บอกผมเอาไว้เช่นนั้น บางทีอาจจะหมายความว่าเขาอาจจะตายก็เป็นได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผม

          และตอนนี้ผมตัดสินใจไปช่วยเขา

ตูม

           เสียงระเบิดดังขึ้นมาจากด้านหลังรถ หลี่เฟยหันไปดูแล้วก็ชักปืนออกมาทันที

           “เกิดอะไรขึ้น”ผมถามอย่างร้อนรนใจ

           “ศัตรูลอบโจมตีจากด้านหลัง”

          “พวกไหน”

          “ฉันไม่รู้ มันไม่มีเขียนไว้ในข้อมูลนี้เลยอาจเป็นเพราะว่ามันไปไม่ถึงบ้านคุณนิพนธ์ก็เป็นได้”

          ผมอยากจะบอกหลี่เฟยเหลือเกินว่าอนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ บางทีการที่เราเห็นคุณนิพนธ์รอดอาจจะเป็นเพราะเราข้ามไปยังเส้นกาลเวลาเดิมและถ้าหากเราพลาดพลั้งทำเขาเสียชีวิตในครั้งนี้ เราก็จะถูกโยงเข้าไปยังเส้นกาลเวลาใหม่ที่โลกนี้ไม่มีเครื่องข้ามเวลาก็เป็นได้

          และถ้าหากคุณนิพนธ์ตายเครื่องข้ามเวลาก็จะไม่มีจริง หลี่เฟยก็จะมาอยู่ยังยุคนี้ไม่ได้

          ในหัวผมตอนนี้ไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่ใครจะตายหรอกผมสนแค่ผู้หญิงคนที่ถือปืนอยู่ข้างๆผมตอนนี้ยังอยู่กับผมต่อไปก็พอแล้ว

          ผมต้องช่วยคุณนิพนธ์ให้ได้

          “เปิดกระจกตรงไหน”

           “คุณจะทำอะไร” เนื่องจากรถในยุคนี้ใช้ระบบภายในเป็นนีโออิเล็กทริค หรือระบบไฟฟ้าสังเคราะห์ ปุ่มควบคุมทุกอย่างจึงอยู่ที่หน้าจอคนขับเพื่อการประหยัดพลังงาน ผมก็เลยต้องละจากพวงมาลัยลงไปก้มหาปุ่มเปิดกระจก

          “ฉันจะยิงตอบโต้มัน”

          กระจกเปิดลงหลี่เฟยก็เอี้ยวตัวออกไปด้านหลังรถ

          ผมมองดูเหตุการณ์ผ่านกระจกหลังเห็นรถสีดำมันวาวสองคันขับไล่หลังมาด้วยความเร็ว จากการคาดเดาของผมก็ทำให้คิดได้ว่า อีกไม่นานรถสองคันจะต้องตามผมทันแน่นอน

ตูม

           กระสุนปืนทรงอานุภาพของหลี่เฟยยิงเข้าไปที่ตัวรถแต่รถก็ไม่ได้สะทกสะท้านเลยแม้แต่นิดเดียว ยังคงตามจ่อด้วยความเร็วสูงเช่นเคย

             ผมดูเวลาที่หน้ารถ

11.50

           เวลาเหลืออีกไม่มากก่อนที่สายลับเกาหลีจะบุกถึงบ้านคุณนิพนธ์ แถมตอนนี้ก็ยังถูกตามล่าโดยศัตรูไม่ทราบสัญชาติอยู่ด้วย

          “รีบๆขับหน่อยสิมันจะตามทันแล้ว”หลี่เฟยโวยใส่ผม

          ไม่ต้องบอกก็รู้อยู่แล้ว

          ทว่าความเร็วของรถผมกับพวกมันเทียบกันไม่ได้จริงๆ

          รถสีดำสองคันไล่หลังผมมาเรื่อยๆ รถคันทางขวาเริ่มเข้าจ่อที่ด้านหลังของผมและทำท่าจะชนท้ายรถ เสียดายรถชะมัดเลย ผมเริ่มนึกถึงตัวเองในวันนี้ที่อยู่ดีๆกลับมารถก็มีสภาพสีถลอกที่แท้ก็เพราะมันไปผ่านสงครามมานี่เอง

          ถ้าความเร็วสู้ไม่ได้ก็ต้องวัดที่ฝีมือการขับ

          ผมบิพดพวงมาลัยเกือบ 180 องศา สะบัดรถไปทางซ้ายเพื่อหลบการชนท้าย เห็นอย่างนี้ผมเองก็เป็นเซียนรถแข่งเกมตู้เหมือนกัน แล้วดูท่าทางพวกมันก็กำลังตกใจในวิถีแห่งงเซียนรถเกมตู้อย่างผมไม่ใช่น้อย เพราะเมื่อมันพยายามจะบิดพวงมาลัยรถตามผมก็ชนเข้ากับรถของพวกเดียวกันเองที่อยู่ด้านข้าง

ปัง

          รถสองคันของฝ่ายศัตรูขับชนกันเสียงดังและจอดแน่นิ่งอยู่ ผมรู้สึกสะใจอยู่ข้างใน แต่คนด้านข้างของผมกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะครึ่งตัวเธออยู่ด้านนอกตัวรถ ถ้าให้จินตนาการภาพเมื่อสักครู่ก็คงเหมือนกับเอาเชือกมัดขาตัวเองไว้แล้วก็ถูกเหวี่ยงไปมานั่นแหละ

          “นายขับบ้าอะไรเนี่ย จะฆ่ากันหรือไง”

           ถ้าบอกว่าผมเสียดายรถคงโดนปืนกระบอกนั้นจ่อเอาแน่เลย

          เมื่อผมเห็นรถมันทั้งคู่กำลังเสียหลักแล้วผมก็กระชากรถหนีทันที อีกไม่ถึงหนึ่งกิโลก็จะถึงบ้านคุนิพนธ์แล้ว

           แต่ทว่าพวกมันกลับฟื้นตัวเรากว่าที่คิด แค่ขับถอยหลังและหักพวงมาลัยก็สามารถกลับมาตั้งหลักได้เหมือน ผมก็ลืมไปว่าพวกมันเป็นสายลับขั้นเทพ เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะยากสำหรับพวกมัน

           แต่ด้วยความเหนือชั้นของผมตอนนี้ก็ทิ้งห่างมาได้พอสมควร

11.53

            ในที่สุดรถก็มาถึงหน้าบ้านของคุณนิพนธ์ ผมหันหน้าไปหาหลี่เฟย

            “เอายังไงต่อดี” คงอีกซักพักก่อนพวกมันจะมาถึง เนื่องตอนนี้จากเว้นระยะห่างออกมาได้เราทั้งคู่จึงมีเวลาวางแผนกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไปดี

             หลี่เฟยหยิบปืนอีกกระบอกให้ผม

             “เดี๋ยวพวกที่ตามล่าเรามาฉันจัดการเอง ระหว่างนี้นายก็ถ่วงเวลารอฉันไปพลางๆก่อน”

            “ถ่วงเวลา”

            “ใช่ถ่วงเวลา นายไม่ต้องห่วงมัลติอาร์พีจียิงแบบวิถีตรงมันเล็งตรงไหนก็จะมีช่องว่างให้หนีประมาณ 5 วินาที แล้วเมื่อยิงเสร็จก็ต้องโหลดใหม่อีก นายก็น่าจะพอมีเวลาทำอะไรได้บ้างแหละ ฉันเชื่อว่านายทำได้”

           ผมไม่เชื่อเลย

           แต่ถึงจะไม่เชื่อก็ต้องไป ไม่มีเวลาให้โวยวายว่าทำได้หรือไม่ ถ้าเธอเชื่อผม ผมก็จะยอมเชื่อตัวเองดูบ้าง

          ผมคว้าปืนจากมือเธอและรีบวิ่งไปในตัวบ้านของคุณนิพนธ์ทันที แต่ก่อนจะไปผมก็หันกลับมามองหลี่เฟยครู่หนึ่งเพื่อจะเอ่ยถ้อยคำลา เผื่อว่าผมตายขึ้นมาเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีก

          แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเธอก็ออกตัววิ่งไปตั้งแต่ตอนที่ผมคว้าปืนแล้ว

          ไม่ตายหรอก ผมบอกกับตัวเองเช่นนั้นแล้วก็ตัดสินใจวิ่งไปข้างหน้าทันที

          ผมก้มลงมองนาฬิกาซึ่งได้ปรับให้เท่ากับเวลานี้ของในช่วงนี้ไว้แล้ว

11.58

           ตอนนี้ยังทันเวลา แม้จะผิดพลาดในหลายๆเรื่อง แต่เรื่องที่ยังพอแก้ไขได้ก็มีอยู่ การมีเครื่องข้ามเวลาไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถแก้ไขเรื่องที่ผิดพลาดได้เรื่อยๆ นี่คือสิ่งที่ผมรับรู้มาตั้งแต่ก่อนจะสร้างเครื่องนี้

            และการรับรู้อนาคตไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นอย่างนั้นเสมอไป นี่คือสิ่งที่ผมรับรู้หลังจากที่ผมใช้เครื่องนี้ข้ามเวลาไปยังอนาคตถึง 30 ปี

             ผมวิ่งเข้ามาในตัวบ้านของคุณนิพนธ์ นับว่าเป็นเรื่องดี ที่ข้อมูลที่ได้มาเป็นเรื่องจริง ในเวลานี้ยังไม่สายลับของที่ไหนบุกมาทั้งสิ้น สภาพตัวบ้านของเขายังอยู่ในสภาวะปกติ

              บ้านของเขาในยุคนี้ก็เป็นเหมือนบ้านปกติทั่วไปไม่มีการตกแต่งบ้านแบบอนุรักษ์ความเป็นไทย ไม่มีโต๊ะไม้สัก ไม่มีพื้นบ้านปูด้วยไม้  ไม่มีแม้กระทั้งใต้ถุนบ้าน อาจจะเป็นเขายังไม่รับรู้ว่าอีกหน่อยประเทศที่เขาอาศัยอยู่จะไม่เหลือเค้าเดิมของความเป็นประเทศแล้วก็เป็นได้ จึงยังไม่ได้คิดที่จะอนุรักษ์

          แต่จะไปว่าเขาก็ไม่ได้ถึงแม้ว่าเขาจะอนุรักษ์ตอนที่มันสายเกินไปแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย

          ผมเดินหาคุณนิพนธ์ไปเรื่อยๆ แต่ก็ยังหาไม่เจอ เดินเข้าไปดูห้องครัวบ้าง ห้องนั่งเล่นบ้าง

          ห้องแต่ละห้องในบ้านหลังนี้ใช้ระบบการเข้าออกด้วยการแสกนม่านตาตามแบบฉบับการระบบรักษาความปลอดภัยในยุคของผม ถึงแม้ว่าจะแสกนม่านตาก็ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปไม่ได้ การแสกนม่านตานั้นเป็นเพียงแค่การทำให้รู้ว่าบุคคลที่เดินผ่านเข้าห้องนี้ไปเป็นใคร เพื่อที่ว่าถ้าเกิดเหตุร้ายขึ้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตามจับกุมได้

          เป็นการป้องกันปัญหาที่ปลายเหตุ

          ถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นที่ผมกำลังจะเจออยู่ขอถามหน่อยว่าตำรวจจะเอาที่ไหนไปสู้กับมัน

          แต่จะไปว่าระบบก็ไม่ได้หรอกป้องกันไว้เพียงนิดเดียวก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

          ผมลองเดาๆดูว่าบางทีเขาอาจจะบอกใบ้ผมตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาควรจะอยู่ที่ไหน ผมตัดสินใจเดินไปห้องหนึ่งที่ผมเพิ่งจะคิดได้ว่าน่าจะเป็นห้องที่เขานั่งอยู่ ซึ่งเมื่อเดินไปคุณนิพนธ์ก็นั่งอยู่ในห้องนี้จริงๆเสียด้วย

           “อ้าวโทนี่คุณมาหาผมมีเรื่องอะไรหรือเปล่า” เสียงของผู้ชายตรงหน้าดังขึ้นเมื่อเห็นผมเดินเข้าไปในห้องหนังสือของเขา

          คุณนิพนธ์กำลังนั่งอ่านหนังสืออย่างสบายอารมณ์มือขวาถือแก้วกาแฟสีขาว ยกขึ้นจิบเหมือนกับว่าไม่ได้รู้เลยว่าอีกไม่ถึงนาทีข้างหน้าอะไรจะเกิดขึ้น

          เวลาประมาณเที่ยงๆมานั่งจิบกาแฟเนี่ยนะ คิดอะไรของเขา

          “อ้อ คุณกำลังสงสัยใช่ไหมว่าทำไมผมมาจิบกาแฟตอนเที่ยงๆแบบนี้”

          “ก็นิดหน่อย” ผมไม่รู้เขารู้ได้อย่างไร ทั้งที่ผมไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆแต่เขาก็อ่านออกทุกครั้งไป หรือนี่อาจจะเป็นความสามารถในการอ่านคนที่ล้ำลึกเกินกว่าผมจะรับรู้ได้

           “ผมว่าแดดยามเช้ามันร้อนเกินกว่าจะ…

          “อ๋อคือผมเข้าใจแล้ว” เหมือนว่าในมือของเขาจะถือหนังสือที่ชื่อ ‘แดดยามเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟอยู่ในมือบางทีนี่อาจจะเป็นการเล่นมุกฝืดๆในแบบของเขา

          ขอโทษนะครับที่ผมไม่ขำ

          “ว่าแต่มาหาผมถึงที่นี่มีธุระอะไรหรือ”

          ผมไม่ได้สนใจฟังที่เขาพูดเพราะกำลังจะก้มลงมองนาฬิกา

12.00

วี้ด

          เสียงบางอย่างดังขึ้นประมาณหนึ่งวินาทีก่อนที่เสียงต่อไปจะดังตามมา

ตูม

           เสียงระเบิดของบ้านดังขึ้นแต่ที่ที่ผมนั่งอยู่กับคุณนิพนธ์นั้นยังไม่ได้รับอันตราย แต่ก็ทำให้ผมได้รับรู้แล้ว่าตอนนี้พวกมันมากันแล้ว คุณนิพนธ์ยังนั่งทำหน้างงไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร

          “ใครเล่นอะไรกันหน้าบ้านเนี่ย”เขาอารมณ์เสีย

          เชื่อเขาเลย อยากให้รู้เหลือเกินว่าไม่ใช่ใครเล่นอะไรกันหน้าบ้านหรอก แต่มีคนจะมาระเบิดบ้านคุณแล้วเนี่ยรู้ตัวบ้างไหม

          “ผมขออธิบายสั้นๆง่ายนะครับตั้งใจฟังด้วย”

          เขาหันมามองหน้าผม เป็นสัญญาณว่าเขาจะฟัง

          “พวกมันกำลังจะมาฆ่าคุณ หน้าที่ของผมในตอนนี้คือปกป้องและถ่วงเวลาเอาไว้อีกซักพักหนึ่งจะมีคนมาช่วยคุณ”

          “ฆ่าผมทำไมหล่ะ นี่ผมเป็นคนสำคัญขนาดต้องส่งคนมาฆ่าเลยหรือเนี่ย”

           ผมมองหน้าเขาแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเหมือนเคยได้ยินตัวเองพูดประโยคนี้มาแล้ว และก็จินตนาการว่าถ้าผมแสดงความรู้สึกได้หน้าตาผมคงเป็นประมาณเขาเนี่ยแหละ

          “ตอนนี้พวกมันน่าจะระเบิดประคูบ้านคุณเรียบร้อยแล้ว อีกซักพักคงมาถึงตัวพวกเรา” ผมพยุงตัวคุณนิพนธ์ให้ลุกขึ้นยืน “ได้เวลาวิ่งแล้วครับ คุณไหวหรือเปล่า”

          “ก็คงต้องไหวแหละ”

          “คุณมีที่ไหนที่เอาไว้หลบซ่อนตัวบ้างหรือเปล่า”

          “พูดถึงก็มีนะ เป็นห้องใต้ดินเดี๋ยวผมบอกทางให้ ช่วยพยุงผมวิ่งหน่อยสิ”

          ผมกับคุณนิพนธ์วิ่งไปตามทางเพื่อไปยังห้องลับที่ว่า ห่างจากห้องหนังสือพอสมควรเมื่อวิ่งไปก็พบเป็นเพียงทางลงไปยังห้องใต้ดินที่เขาพูดถึงเมื่อไต่ลงมาผมคะเนความลึกได้ประมาณ 3 เมตร จากพื้นดินซึ่งก็ถือว่าค่อนข้างลึกในระดับหนึ่ง

          เมื่อลงมาภายในห้องเป็นห้องเก็บหนังสือต่างๆมากมายมีทั้งตำราเอกสาร แต่ผมไม่ได้มีเวลาว่างมานั่งพิจารณาสภาพภายในห้องนี้มากนักเพราะตอนนี้พวกสายลับน่าจะบุกเข้ามาภายในตัวบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          “รักษาเนื้อรักษาตัวนะคุณนิพนธ์”

          พูดจบผมก็ปีนขึ้นมาที่ระดับพื้นโลกและหันหน้าไปทางประตูบ้านจากจุดที่ผมยืนอยู่ยังไม่เห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมากันกี่คน แต่ก็พอมองเห็นลางๆได้นิดหน่อยว่าตอนนี้พวกมันกำลังต้องป้อมจะยิงมาในระลอกสองแล้ว

วี้ดตูม

          ห้องนั่งเล่นแหลกสลายไปในพริบตา ควันโขมงปะทุขึ้นมาทันที อานุภาพของมันรุนแรงกว่าปืนพกในมือของหลี่เฟยเสียอีกหลายเท่าตัวนัก อาวุธของยุคอนาคตเนี่ยอานุภาพมันช่างรุนแรงเสียจริง

          ทั้งที่มีคนเคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่รียกร้องหาสันติภาพ แต่ทว่าก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่ยังคงก่อสงครามกันอยู่ และอาวุธที่กำลังยิงใส่ผมก็เป็นผลพวงมาจากการค้นคว้าเพื่อใฝ่หาพลังอำนาจในการสร้างสันติภาพ

          ลำพังปืนกระบอกเล็กในมือจะทำอะไรได้

          ผมหยิบปืนที่เหน็บไว้ที่เอวซึ่งได้รับมาจากหลี่เฟยขึ้นมาดู เป็นครั้งแรกที่ผมได้จับปืนรูปทรงพิสดารแบบนี้ การออกแบบของมันทำไว้อย่างน่าประหลาดมีด้ามจับอยู่ตรงกลาง ส่วนที่น่าจะเป็นกระบอกปืนมีลักษณะคล้ายกับตะเกียบคู่หนึ่งแปะอยู่ ที่ปากกระบอกปืนเองก็เล็กจนแทบมองไม่เห็น

          ของแบบนี้เนี่ยนะที่ระเบิดห้องทำงานของผมอย่างไม่มีชิ้นดี

          ดูจากการยิงสุ่มไปเรื่อยๆแสดงว่ามันยังไม่รู้ว่าผมอยู่ที่ไหนดังนั้นการจะยิงปืนสวนไปโดยไม่ระบุเป้าหมายให้ดีย่อมเป็นผลร้ายต่อชีวิต ทางที่ดีตอนนี้ต้องค่อยๆคิดก่อน เพราะยังไงตอนนี้คุณนิพนธ์ก็ปลอดภัยแล้ว

          ผมก้าวเท้าออกไปเตรียมตัวเผชิญหน้ากับมัน


นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #40 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:06
    คนแรกของตอนนี้เลย มันส์ครับ! การจิกกัดกับเนื้อหาลงตัว และก็สนุกมากๆด้วย มุขนิพนธ์นี่จงใจแป๊กหรือเปล่าครับ เพราะผมขำนะ ตอนนี้ถือว่ามีมุขแทรกมากกว่าตอนอื่น (แต่ก็เป็นมุขเน้นจิกๆตามสไตล์) ตลกลงตัวไม่เวอร์ครับ คุ้มที่รอและจะรอตอนต่อๆไป!

    ป.ล.ชอบชื่อตอนแต่ละตอนนะครับ มีความหมายทั้งกับเนื้อหาและตัวมันเอง ^ ^



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2555 / 19:13
    #40
    0