ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 7 : ความเปลี่ยนแปลง เป็นบ่อเกิดของสิ่งใหม่ๆเสมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 149
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    2 ม.ค. 55

“ความเปลี่ยนแปลง เป็นบ่อเกิดของสิ่งใหม่ๆเสมอ”

                                                                 นิรนาม

 

           การข้ามเวลานั้นจะมีขีดจำกัดอยู่ว่าสามารถข้ามได้แค่ไหน โดยที่ทุกครั้งที่ผมทดลองผมเคยข้ามไปอนาคตหรืออดีตแค่ 5-10 วันจากวันที่ผมอยู่ปัจจุบัน การจะเชื่อมต่อกับอนาคตในช่วงเวลาที่ห่างไกลถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้

          ในทฤษฎีเครื่องข้ามกาลเวลาของผมเป็นเครื่องที่อาศัยทฤษฎีของหลุมดำประยุกต์เข้ากับรูหนอนและภูมิศาสตร์ชั้นสูง โดยใช้เครื่องข้ามเวลาเป็นตัวช่วยในการตรวจหารูหนอนและเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ซึ่งกฎในการข้ามมีอยู่ว่าเราจะสามารถข้ามได้เฉพาะวันและเวลาที่เชื่อมต่อกันได้เท่านั้น ในวันนี้ผมสามารถเชื่อมต่อกับอนาคตได้ในวันที่ 7 ตุลาคม 2070

          การเชื่อมต่อกับอนาคตที่ห่างไกลเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

          การที่ผมกับหลี่เฟยเจอกันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

          แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้

          อาจจะเป็นเพราะปาฏิหาริย์ พระเจ้าบันดาลหรืออะไรก็ตาม แม้คนอย่างผมจะไม่เคยเชื่อในพระเจ้าหรือศาสนาใดๆแต่ก็ต้องขอบคุณปาฏิหาริย์ครั้งนี้ที่ทำให้ผมได้เจอเธอ แม้สถานการณ์ที่เราทั้งคู่ได้เจอกันจะไม่สู้ดีเท่าไหร่

          ตอนนี้ผมจมดิ่งอยู่ในห้องความมืดนานแสนนานเป็นครั้งแรกที่ผมใช้เวลาข้ามนานมากขนาดนี้ อาจจะเป็นเพราะอนาคตที่ย้ายไปอยู่ไกล

          ผมพยายามมองไปรอบตัวเพื่อดูสิ่งต่างๆแต่ก็ต้องล้มเลิกความตั้งใจเพราะในความมืดนั้นผมไม่เห็นอะไรเลยแม้กระทั่งร่างกายของตัวเอง

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดผมมองเห็นแสงสว่างที่อยู่ ณ ปลายสุดของสายตาปรากฏขึ้นมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผมได้มาถึงโลกอนาคตแล้ว

7 ตุลาคม 2070 เวลา 12.00.

          ผมลืมตาขึ้นมาเพื่อดูสภาพแวดล้อมรอบตัว ในขณะที่ตาของผมปรับแสงอยู่นั้นหลี่เฟยก็พูดขึ้นมาทันที

          “จะมัวมองอะไรอยู่รีบไปได้แล้ว”

          ผมซึ่งกำลังปรับตัวกับโลกอนาคตอยู่ได้ยินแล้วก็ได้แต่รับคำ รีบเก็บเครื่องข้ามกาลเวลาใส่กระเป๋าทันทีและก็เดินตามเธอไปทันที

          ผมสำรวจไปรอบๆบริเวณที่ผมอยู่ และก็สงสัยว่าตอนนี้ผมข้ามมายังประเทศไหน ผมมองอาคารโดยรอบทุกอาคารมีป้ายตัวหนังสือภาษาต่างประเทศติดอยู่เต็มไปหมด มันไม่ใช่ทั้งอังกฤษ หรือไทย ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าภาษาอะไร

          ป้ายส่วนใหญ่ที่ติดมักจะเป็นป้ายรูปนักร้องที่เป็นบอยแบนด์ ไม่ก็เกิร์ลกรุ๊ป แล้วก็มีข้อความซึ่งถ้าให้ผมเดาน่าจะเป็นข้อความเชียร์กลุ่มนักร้องเหล่านั้น อีกทั้งยังมีการเปิดเพลงจังหวะสนุกสนานที่ฟังไม่ออกว่าเป็นภาษาอะไร นอกจากนั้นป้ายบอกทาง ป้ายจราจรต่างๆเองก็เป็นภาษาต่างชาติเช่นกัน

          ผมจำได้ว่าก่อนที่จะข้ามมาอนาคตผมอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่ใช่หรือ แล้วที่นี่คือที่ไหน ทำไมไม่เห็นมีภาษาไทยซักตัว ระหว่างที่ผมเดินคนรอบข้างต่างก็คุยกันด้วยภาษาแปลกๆ พวกเขาเป็นคนชาติไหนกันนะ

           ผมสังเกตดูการแต่งตัวของคนที่นี่ก็เห็นได้ถึงความแตกต่างจากประเทศไทยในสมัยที่ผมอยู่อย่างมากมายเหลือเกิน ลักษณะการแต่งกายที่ผมเห็นที่นี่เป็นส่วนใหญ่ก็คือ เสื้อกันหนาว ใส่ฮู้ดคลุมหัว ผมไม่เข้าใจเมืองไทยเป็นเมืองร้อนไม่ใช่หรือ และก็มักจะมีคนใส่ชุดแบบเดียวกันไม่น้อยกว่า 2-3 คน  

          น่าแปลกที่คนแถวนี้มักจะใส่เสื้อผ้าเหมือนๆกันอย่างไม่น่าเป็นไปได้ คำว่าเหมือนที่ผมพูดถึงนี่คือเหมือนตั้งแต่หัวจรดเท้าตั้งแต่สีของหมวกจนถึงสีถุงเท้า เหมือนจนเรียกว่าออกมาจากนิตยสารเล่มเดียวกัน หรือบางทีอาจจะเป็นแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในสมัยนี้ก็เป็นได้

          แต่ที่น่าแปลกยิ่งกว่าก็คือคนไทยในสมัยนี้แต่ละคนเป็นคนที่ดูดีจนเรียกได้ว่าดูดีผิดปกติ เพราะทุกคนล้วนมีโครงหน้าคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ ตาสองชั้น จมูกโด่ง คางเรียวแหลม ผู้ชายมักไว้ผมทรงปิดตาข้างหนึ่ง ส่วนผู้หญิงมักตัดผมหน้าเป็นทรงหน้าม้า ผิวทุกคนขาวเหมือนกันหมด ทั้งที่ไม่น่าใช่สีผิวพื้นฐานของคนไทย มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขาคลอดจากแม่คนเดียวกัน หรือไม่ก็อาจจะไปศัลยกรรมกับหมอคนเดียวกันก็เป็นได้

          นิตยสารเล่มเดียวกัน  หมอศัลยกรรมคนเดียวกัน

          หลี่เฟยเดินนำผมไปเรื่อยแล้วเธอก็มาหยุดที่รถของเธอ

          ผมพิจารณารถตรงหน้าเพื่อดูรายละเอียดต่างๆเกี่ยวกับรถคันนี้แล้วหาข้อแตกต่างของวิทยาการการคมนาคมของสมัยนี้ ผมแปลกใจนิดหน่อยที่พบว่าสมัยนี้ยังไม่มีการใช้เครื่องวาร์ปเกิดขึ้นทั้งๆที่มีการคิดค้นมาตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษ

           รถคันที่ผมนั่งเป็นพาหนะรูปแคปซูลทรงกลมเปิดเข้าได้ด้วยประตูด้านบน เมื่อเข้าไปภายในตัวรถตกแต่งด้วยสีขาว บางทีหลี่เฟยน่าจะเป็นคนที่ชอบสีขาวเพราะผมสังเกตดูตั้งแต่การเลือกเสื้อผ้า การแต่งตัว และก็ของใช้ต่างๆของเธอ รถคันนี้ดูกว้างกว่าที่คิด ผมหันไปด้านหน้าเพื่อหาพวงมาลัยแต่ก็พบว่ามันไม่มี รถสมัยนี้บังคับด้วยการกดปุ่ม และสามารถบังคับด้วยมือเองได้หากเจ้าของต้องการ

          เมื่อรถเริ่มเคลื่อนตัวผมก็ยังคงสำรวจทิวทัศน์รอบตัวไปเรื่อยๆด้วยความหวังที่ว่าที่นี่อาจจะมีตรงไหนที่มีภาษาที่ผมรู้จักบ้าง ภาษาลาวก็ยังดีผมเคยหัดอ่าน

           “ที่นี่คือกรุงเทพใช่ไหม เอ๊ย! ไม่ใช่สิที่นี่ใช่เมืองไทยแน่หรอ” ในที่สุดผมก็ตัดสินใจถามเธอ

           “ที่นี่แหละกรุงเทพมหานครยุค 2070

           ผมก็อยากจะเชื่ออย่างนั้นแต่ไม่มีอะไรทำให้ผมเชื่อได้เลย

           “แล้วไหนภาษาไทย”

           “ไม่มีหรอก ภาษาที่อยู่รอบตัวตอนนี้คือภาษาเกาหลีกับภาษาญี่ปุ่นนายอ่านไม่ออกหรอก”

          ประเทศไทยมีแต่ภาษาของทั้ง 2 ชาติเต็มไปหมดทุกที่ ทำให้ผมนึกขึ้นได้อย่างเดียวก็คือ แสดงว่าตอนที่เกิดสงครามโลกประเทศไทยในยุคนี้ถูกเกาหลีกับญี่ปุ่นยึดไปแล้วใช่ไหม

           “ไม่ใช่ว่าไทยถูกยึดหรอก”หลี่เฟยพูดเหมือนรู้ความคิดในใจผม “ทวีปเดียวกันไม่ทำสงครามกันเองหรอก”

           “แล้วทำไมไทยจึงมีแต่ภาษาของทั้งสองประเทศเต็มไปหมดหล่ะ”

           “ก็ประเทศไทยในยุคนี้เป็นคนรับเข้าทุกอย่างของเกาหลี และญี่ปุ่นเข้ามาเอง ไม่ใช่แค่ภาษานะ ชื่อประจำตัว การกิน อาหารประจำชาติ การแต่งกาย ละคร ศิลปะ ทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ของไทยเป็นญี่ปุ่น เกาหลีไปหมดแล้ว”

           “เรื่องแบบนี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนไหน” ผมเองก็เห็นว่าในยุคปัจจุบันของผมเองกระแส เจร็อค เกาหลีฟีเว่อร์ก็เริ่มโด่งดังทวีคูณขึ้นมาเรื่อยๆตั้งแต่เมื่อสมัย 30 ปีก่อนผมเกิดเสียอีก แต่ผมไม่คิดว่าในยุคอนาคตจะถูกครอบงำซะจนหมดประเทศแบบนี้

           “ตอนฉันเด็กๆ ประมาณปี 2047 คณะรัฐบาลได้เสนอให้อเมริกาเข้ามาช่วยบริหารประเทศโดยแลกเปลี่ยนกับการรับวัฒนธรรมครึ่งหนึ่งของพวกเขา หลังจากนั้นพอสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นทวีปเอเชียประกาศเป็นฝ่ายตรงข้ามกับอเมริกาประเทศไทยจึงหนีไปหาญี่ปุ่น จากนั้นก็มีเกาหลีตามมาทีหลัง สุดท้ายแล้วฉันก็ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังหรอก รู้แต่ว่ารัฐบาลประเทศไทยทะเลาะกันเอง ผลสุดท้ายแล้ว 2 ประเทศก็เข้ามาแทรกแซงได้อย่างสมบูรณ์แบบจับแบ่งเป็นไทยเหนือกับไทยใต้ โดยมีเส้นแบ่งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ดังนั้นที่นี่จึงกลายเป็นเมืองที่ทั้ง 2 ภาษาอยู่ในเมืองนี้ทั้งคู่ไง”

          สิ้นหวังแล้วประเทศนี้ผมไม่คิดเลยว่าสุดท้ายแล้วประเทศที่เคยเรียกว่าเป็นเอกราชมาตลอดตั้งแต่สร้างประเทศจะเสียลงด้วยการทะเลาะกันเองภายใน

           “แล้วตอนนี้ยังเหลือคนไทยที่เป็นไทยแท้ๆอยู่อีกไหม”

          “ก็สถานที่ที่ฉันจะไปเนี่ยแหละ”

           รถมาจอดลงที่หน้าซอยแห่งหนึ่ง

           ผมมองเข้าไปในซอยเห็นเป็นซอยลึก จากการคาดคะเนแล้วก็น่าจะเป็นซอยที่ลึกน่าดู ที่น่าปากซอยมีธงชาติไทยประดับอยู่และตัวอักษรภาษาไทยเขียนว่า “หมู่บ้านคนไทย” ผมก็เลยเดาได้ในทันทีเลยว่าที่นี่น่าจะเป็นสถานที่สุดท้ายที่ยังหลงเหลือความเป็นไทยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร ไม่สิ ถ้าจะเรียกว่าความเป็นไทยแห่งสุดท้ายในประเทศไทยก็ยังได้

           ผมเดินลงรถตามหลี่เฟยเข้าไปเมื่อยามหน้าหมู่บ้านเห็นก็ทำท่าสวัสดีในแบบของไทยที่เรียกว่าการไหว้ ซึ่งการไหว้ในสมัยของผมเองก็หาได้ยากยิ่ง นานๆครั้งผมจะเห็นคนไทยทำท่านี้เวลาเจอกัน และก็ไม่ต้องให้เดาก็รู้ว่าวัฒนธรรมการไหว้นี้น่าจะเป็นอย่างแรกๆเลยของไทยที่ถูกกลืนหายไปกับกระแสสังคม

           เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆและก็สังเกตสถาปัตยกรรมของหมู่บ้านนี้ไประหว่างทางก็เห็นบ้านเรือนที่เรียกได้ว่าหายไปนานตั้งแต่ก่อนยุคผมเกิดซึ่งสามารถหาดูได้แต่ในหนังสือโบราณหรือหนังสือวรรณคดีเท่านั้น นั่นก็คือบ้านทรงไทยเดิม ผมก็ไม่รู้ว่าจริงๆแล้วเรียกบ้านที่สร้างแบบนี้ว่าอย่างไร แค่ผมก็เรียกๆตามที่เคยได้ยินมา

           ผมเดินเข้ามาจนถึงบริเวณเสาธงชาติไทยซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นศูนย์กลางของหมู่บ้านแห่งนี้ผมเหลือบไปเห็นป้ายเขียนไว้หน้าเสาธงว่า “ธงชาติผืนสุดท้าย” เมื่ออ่านแล้วผมก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจแทนคนไทยเสียจริงที่บรรพบุรุษของพวกเขาอุตส่าห์ปกป้องไว้ด้วยชีวิตแต่สุดท้ายก็เป็นลูกหลานของพวกเขาก็เป็นคนที่ทำลายชาติตัวเอง

           เดินมาประมาณ 15 นาทีหลี่เฟยก็หยุดฝีเท้าลงผมมองไปยังจุดหมายด้านหน้า

          จุดหมายปลายทางที่เราทั้งคู่มาหยุดก็คือบ้านทรงไทยขนาดใหญ่ซึ่งก็ห่างจากปากซอยของหมู่บ้านนี้มาพอสมควร ผมมองดูบ้านตรงหน้าแล้วก็สังเกตได้ชัดเลยว่าน่าจะเป็นบ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านนี้แล้วและก็น่าจะเป็นบ้านของ นิพนธ์ ศรีทองด้วย เพราะผมเห็นป้ายที่แขวนไว้หน้าบ้านเขียนเอาไว้เช่นนั้น

          “นายขึ้นไปก่อนเลย”หลี่เฟยผายมือให้ผมเดินขึ้นบ้าน

          บ้านทรงไทยเป็นการสร้างบ้านที่แปลกและน่าพิสมัยกว่าบ้านแบบอื่นที่ผมเคยเห็นเพราะบ้านแบบนี้มักจะสร้างโดยมีเสาค้ำบ้านเอาไว้ให้ด้านล่างมีลานซึ่งรียกกันว่าใต้ถุน และก็จะมีบันได้ให้ขึ้นไปในชานบ้านก่อนจะเดินเข้าตัวบ้านตามลำดับ ซึ่งการจะเดินขึ้นชานบ้านนั้นจะต้องล้างเท้าเสียก่อนเพราะเป็นวัฒนธรรมของคนไทยซึ่งหลี่เฟยก็เตือนผมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

          “ผมคิดว่าคุณควรจะตามมาด้วยนะ” ผมหันไปบอกหลานสาวของเจ้าของบ้านแต่เธอก็เบือนหน้าหนี

          “ไม่ ขอบคุณ”

          “ไหนคุณบอกว่าคุณยอมรับความจริงแล้วไง”

          “ฉันเคยพูดตอนไหนไม่ทราบ”

          ผมเล่นเกมจ้องตาเธออยู่นานสุดท้ายเธอก็จนใจเดินตามผมขึ้นเรือนมา

          ผมก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในตัวบ้านและเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่ทำจากวัสดุที่เรียกว่าไม้ ซึ่งผมเองก็แปลกใจว่าเขาไปหาวัสดุมาจากไหนเพราะในยุคของผมต้นไม้กลายเป็นสิ่งที่สูญหายไปจากโลกนี้แล้ว ผมเอามือมาลูบสัมผัสกับความงามของเนื้อไม้อย่างหลงใหล

          “ไม้นั่นเขาเรียกว่าไม้สัก”เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านในของตัวบ้าน

          เมื่อหันไปมองก็พบชายแก่สูงวัยคนหนึ่งซึ่งผมคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดีเพียงเหมือนเพิ่งพบเจอกันไม่นาน เพียงแต่ว่าเคยเจอกับเขาตอนที่ยังไม่แก่ขนาดนี้

          "ผมคิดอยู่แล้วว่ายังไงคุณก็ต้องมา และก็จะมาพร้อมกับหลานสาวของผมใช่ไหม”นิพนธ์พูดขึ้นพร้อมกับหันไปทางหลานสาวของเขาที่เบือนหน้าหนีและเดินไปหลบมุมอยู่หลังเสา

           ผมเริ่มรู้สึกฉงนใจกับนิสัยใจคอของหลี่เฟย ตกลงว่าเธอเป็นคนนิสัยอย่างไรกันแน่ บางเวลาก็เข้มแข็ง บางทีก็อ่อนโยน อ่อนไหว หรือไม่ก็อ่อนแอ ผมกำลังมองหาธาตุแท้ในตัวเธออยู่ว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นคนแบบไหน

            แต่ทว่าเมื่อผมลองคิดดูแล้วผมก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่เธอแสดงออกมาล้วนเป็นธาตุแท้ของตัวเธอทั้งสิ้น เพียงแต่ว่ามันก็เป็นแค่ลักษณะการกระทำที่เธอจะเลือกทำกับใคร เมื่อไหร่ อย่างไร เท่านั้น อย่างเช่นตอนเธอเจอกับผมตอนแรกเธอก็มาด้วยอารมณ์โมโห แต่ไม่นานก็ผ่อนคลาย แล้วเมื่อตอนนี้เธออยู่ต่อหน้าปู่ของเธอ

           ผมอยากรู้เหลือเกินว่าเธอรู้สึกอะไร

          “ผมขอปรับความเข้าใจกับหลานสาวผมหน่อยได้ไหม”

           ผมได้ยินดังนั้นก็ตัดสินใจเดินออกจากบริเวณนี้เพราะไม่อยากรบกวนการสนมนาของปู่หลานคู่นี้แต่คุณนิพนธ์ก็พูดรั้งตัวผมเอาไว้

           “นั่งอยู่ตรงนั้นเถอะ เพราะเรื่องที่ผมจะพูดมันก็เกี่ยวข้องกับตัวคุณเช่นกัน”

           ผมก็เดินไปนั่งที่เก้าอี้ไม่สักอย่างว่าง่าย

          “เฟยปู่ขอโทษนะ”คุณนิพนธ์ในวัยชราหันไปพูดกับหลี่เฟย

           เธอยังคงทำหน้าบึ้งตึงและไม่รับฟังคำอ้างใดๆทั้งสิ้น

          “เฟยได้โปรดฟังปู่ซักนิดได้ไหม”

          “หนูไม่มีอะไรจะพูด”หลี่เฟยหันหน้ามาทางผม “โทนี่นายมีอะไรจะพูดกับปู่ฉันก็รีบพูด ฉันจะได้รีบไป”

          อ้าว แล้วทำไมอยู่ดีๆก็ลากผมเข้ามาเกี่ยวได้หล่ะเนี่ย ผมไม่อยากจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ถึงแม้ว่าคุณนิพนธ์จะบอกให้ผมนั่งอยู่แต่ผมก็ต้องขอตัวออกไปก่อนอยู่ดี

          “ไปรอผมที่ห้องหนังสือทางด้านซ้ายมือเลยก็ได้นะครับ เดี๋ยวอีกสักครู่ผมจะตามไป”

           อีกครั้งที่เขาขอร้องแกมบังคับผมและผมก็เดินไปอย่างว่าง่ายเช่นเคย

          ห้องหนังสือของบ้านนี้จะเรียกว่าห้องก็ไม่ได้ต้องเรียกว่าคลังซะมากกว่าเพราะผมเห็นมีหนังสือตั้งมากมายหลายเล่ม หลายหมวดเหลือเกิน แต่ละตู้ก็สูงเกือบ 2 เมตร ถ้าคาดคะเนความกว้างของห้องหนังสือนี่แล้วเรียกได้ว่ากว้างพอๆกับห้องประชุมขนาดกลางที่จุคนได้ประมาณ 20-30 คนเลยทีเดียว

           เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่สมัยนี้ยังมีการเก็บบันทึกข้อมูลในรูปแบบของหนังสืออยู่อีก ทั้งที่ในยุคของผมสิ่งที่เรียกว่าหนังสือนั้นหาได้ยากยิ่งกว่าเพชรพลอย เพราะคนเราเริ่มหันไปสนใจเทคโนโลยีทดแทนสิ่งดั้งเดิมที่มันเคยมีอยู่ สำหรับตัวผมนั้นรู้สึกพึงพอใจกับการอ่านข้อความจากหนังสือ มากกว่าหน้ากระดานอิเล็กทรอนิค

          ผมเดินชมห้องไปพลางเพื่อหาคำตอบว่าคุณนิพนธ์ต้องการให้ผมมาดูอะไร

          คุณนิพนธ์นั้นตั้งแต่วันแรกที่ผมรู้จักเขาก็รู้สึกว่าเขามีปริศนาอะไรมากมายอยู่ในตัวเขาเต็มไปหมดเหมือนเขาต้องการจะบอกอะไรกับผมหลายครั้งแต่ก็ต้องเก็บงำสิ่งนั้นเอาไว้ไม่ยอมพูดออกมา หลายครั้งผมอยากจะถามเขาเหลือเกินว่าเขาต้องการจะบอกอะไรผม แต่ทุกครั้งที่ถามเขาก็จะบอกว่า ให้เวลาเป็นคำตอบแล้วกัน

          ผมก็ได้แต่หวังว่าคำตอบที่อุตส่าห์ดันด้นข้ามเวลามาหาจะไม่ใช่แบบนั้นอีก

          เวลาผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ผมนั่งรอจนในที่สุดเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นโดยที่มีคุณนิพนธ์เดินเข้ามา

           “ต่อไปนี้ก็ถึงเรื่องของเราทั้งคู่แล้วใช่ไหมครับ”

          “อ้อ ครับ”ผมขานรับไป

          “ผมดีใจที่ได้พบหน้าคุณอีกครั้งหลังจากที่คุณตายไปในตอนนั้น”

          “ดีใจเช่นกัน”

          “ผมเองก็รู้สึกแปลกใจเหลือเกินว่าทำไมคุณถึงหาที่อยู่ของผมในช่วงเวลานั้นเจอก่อนที่พวกสายลับมันจะบุกมาฆ่าผม ที่แท้ก็เพราะคุณข้ามเวลามาถามเรื่องราวกับผมในตอนนี้นี่เอง”

          “หมายความว่าไงครับ”

          “ฮ่าๆ คุณนี่เข้าใจอะไรยากไม่สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์ของโลกเลยนะ ที่ผมพูดแบบนี้ก็เพราะว่าผมรู้เรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดแล้วหน่ะสิ”

          ผมลองนึกดูว่าช่วงเวลาที่เราจะต้องปกป้องคุณนิพนธ์คือช่วงเวลาที่อยู่ในยุคเดียวกับผมนั่นก็คือคุณนิพนธ์ที่อยู่ตรงหน้าผมในเวลานี้ก็ต้องเคยผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้นดังนั้นแล้วเราก็จะสามารถรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และถ้าคุณนิพนธ์ยังมีชีวิตอยู่ก็หมายความว่าพวกเราต้องช่วยคุณนิพนธ์ได้

          “แสดงว่าคุณก็ต้องมีข้อมูลทั้งหมดแล้วใช่ไหม”

          “มีแน่นอน”

          “ถ้างั้นเราก็จะชนะพวกมันได้อย่าง่ายดายสินะ แล้วเครื่องข้ามเวลาก็ยังคงอยู่ต่อไป”

          คุณนิพนธ์ไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่เดินไปหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากตู้หนังสือด้านในของห้องแล้วก็เอามันมาวางไว้ที่โต๊ะไม้ข้างหน้าผม

           หนังสือเล่มนี้หน้าปกสีขาวครีมเป็นรูปผู้ชายคนหนึ่งกับนาฬิกา

          “ชอบอ่านนิยายไหม”คนแก่ถามขึ้นอย่างสบายอารมณ์

          “ก็ไม่ค่อยชอบครับ แต่ก็อ่านบ้างบางเรื่อง”

          “งั้นลองอ่านนิยายขายไม่ค่อยดีเล่มนี้ดูหน่อยสิ ผมแต่งเอาไว้หลังจากที่คุณมาช่วยผมในวันนั้นชื่อเรื่องผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา แต่น่าเสียดายมันขายไม่ค่อยดีทั้งๆที่ก็ตั้งใจเขียนออกมาแท้ๆ”

          “ทำไมถึงขายไม่ดีหล่ะครับ”

          “ก็ไม่รู้สินะ นิยายส่วนใหญ่ที่คนไทยชอบอ่านมักจะเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี แนวเกมออนไลน์ ไม่ก็รักหวานแหวว ทว่ามันไม่ใช่แนวที่ผมชอบเขียน เพราะเมื่อผมลองอ่านพวกนิยายเหล่านั้นแล้วก็ไม่เห็นพล็อตเรื่องมันจะต่างจากเดิมตรงไหนเลย ไม่เข้าไปในโลกเกมส์ออนไลน์ ก็ไปอยู่ในโรงเรียน

          โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่านิยายที่ดีมันต้องมีคุณค่ามันต้องไม่ใช่แค่ความสนุก ไม่ใช่แค่มีตัวละครเฮฮาบ้าบอไปวันๆ มันต้องมีแก่นสาร มีความลึกลับ เนื้อเรื่องมันต้องมีตื้นมีลึกชวนติดตาม ตัวละครไม่ต้องไปตั้งชื่อภาษาต่างประเทศอย่างไร้ความจำเป็น นิยายคนไทยเขียนชื่อไทยกันไม่ได้หรือไง แต่พูดไปก็เท่านั้น ทุกอย่างที่ผมอยากให้มีผมก็ใส่ไปในหนังสือเล่มนี้หมดแล้วขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครอ่านมันหรือไม่”

          ผมได้แต่ยืนฟังเขาบ่นจนพอใจ

          ขายไม่ดีก็อย่าไปโทษคนอื่นเขาสิครับ นิยายแนวเกมออนไลน์ผมก็เห็นมันขายมาตั้งแต่สมัยก่อนผมเกิดอีกนะไม่น่าเชื่อว่าขนาดโลกอนาคตมันก็ยังฮิตอยู่ สุดยอดจริงๆเลย

          ผมอยากจะบอกเขาเหลือเกินว่าถ้านิยายของเขาดีจริงๆยังไงก็ต้องมีคนอ่านถึงแม้คนอ่านจะน้อยแต่ถ้าคนอ่านแล้วชอบใจแค่นั้นก็น่าจะมีความสุขแล้วแหละมั้ง

          “นิยายที่ขายดีเดี๋ยวนี้ก็เป็นแนวตลาดทั้งนั้น ต้องลงท้ายด้วยคำว่าออนไลน์ เนี่ยอย่างเล่มตรงนั้น” เขาชี้ไปที่มุมหนึ่งของห้อง “อาม่าออนไลน์เรื่องของอาม่าที่หลานชายหายไปในเกมเลยต้องไปตามหาตัว แล้วก็อีกเล่ม หาคู่ออนไลน์เรื่องที่พระเอกอยากมีแฟนมากเลยเข้าไปหาแฟนในเกมออนไลน์ หรือคุณสนใจแบบสืบสวนก็มีนะ นักสืบออนไลน์ หรือจะเอาแนวแต่งสวนต้องเล่มนี้ บ้านและสวนออนไลน์ที่พระเอกต้องเข้าไปเป็นสถาปนิกให้กับโลกในเกมออนไลน์”

           อะไรจะออนไลน์กันขนาดนั้น

           “ผมเอาเรื่องของคุณมาเขียนตอนแรกผมว่าจะตั้งชื่อว่า โทนี่ออนไลน์แล้ว แต่ไม่รู้จะให้มันไปเกี่ยวกับโลกออนไลน์ยังไงดีเลยเปลี่ยนมาตั้งชื่อนี้แทน”

           คงเป็นเรื่องของผมเข้าไปท่องกาลเวลาในโลกออนไลน์หล่ะมั้ง

           “นิยายเรื่องนี้คุณเขียนโดยใช้เรื่องของผมทั้งหมดเลยใช่ไหมครับ”

           “ก็มีดัดแปลงเนื้อเรื่องบ้างนิดหน่อย”

          “แล้วตอนจบมันเป็นยังไงครับ”

           “ตอนจบหรอ”คุณนิพนธ์หยุดคิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ตอนแรกก็ว่าจะให้จบภายในเล่มเดียว พอแต่งไปเรื่อยๆมันก็จบไม่ลง ผมก็เลยแบ่งไว้สองภาค แต่ภาคสองผมยังไม่ได้เขียนหรอกนะ เพราะผมเองก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าตอนจบควรจะเป็นแบบไหน”

           “แล้วตอนจบในใจคุณมีแบบไหนบ้างครับ”

          “นั่นสินะ ผมก็บอกไม่ได้หรอก ถ้าสมมติผมให้คุณเป็นพระเอกของเรื่องนี้ แล้วพระเอกอย่างคุณรู้ตอนจบของนิยายเรื่องนี้ คุณก็จะแสดงไปตามบทบาทของเรื่องอย่างตรงไปตรงมาใช่ไหม ผมคิดว่าการที่คุณไม่รู้ตอนจบมันน่าจะดีเสียกว่า ชีวิตที่มันหักมุมเนี่ยแหละน่าสนุกดีนะ”

          “คุณต้องการสื่ออะไร”

           ผมรู้สึกว่าเขามีบางอย่างต้องการจะพูดกับผม

          คุณนิพนธ์ยื่นเอกสารฉบับหนึ่งให้ผมเป็นข้อมูลของสายลับแต่ละประเทศที่บุกมาหาคุณนิพนธ์ในช่วงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2041 ซึ่งเป็นวันก่อนหน้าที่เครื่องข้ามเวลาจะสร้างเสร็จ เหตุผลที่ต้องเป็นวันนี้เพราะถ้าสามารถฆ่าเขาได้ในเครื่องข้ามกาลเวลาก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะคุณนิพนธ์ค้นพบทฤษฎีรูหนอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

          “ผมคิดว่าผมคงช่วยได้แค่นี้แหละ แล้วก็นะขอฝากไว้ก่อนคุณจะไปแล้วกันท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจทุกอย่างเป็นของคุณ อนาคตมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ไม่ต้องคิดเรื่องถูกผิดอะไรทั้งนั้นทำตามที่ใจคุณปรารถนา”

           “ผมควรทำอย่างไรดี”

           “ผมคิดว่าให้เวลาเป็นคำตอบแล้วกัน”

           ในขณะที่ผมกำลังเรียบเรียงความคิด หลี่เฟยก็โผล่หน้ามาตรงประตู

           “คุยธุระเสร็จหรือยังโทนี่”

           ตอนนี้ผมไม่ได้สนใจเธอ ผมสนใจในคำพูดของชายแก่ตรงหน้ามากกว่าและในจังหวะที่ผมกำลังจะถามหาความหมายอยู่เขาก็พูดแทรกขึ้นมา

          “เวลาของฉันเองก็เหลือไม่มาก อีกไม่นานพวกสายลับจะเข้ามาค้นข้อมูลในบ้านนี้แล้ว ลำพังตัวคนเดียวคงสู้พวกมันไม่ไหวหรอกยังไงก็ฝากดูแลหลี่เฟยด้วยนะ”เขายิ้มให้ผมแค่ดูก็รู้ว่านั่นน่าจะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายในชีวิตของเขา

          ผมหยิบเอกสารและยกมือไหว้เขาแบบที่ยามหน้าหมู่บ้านทำเขาก็รับไหว้และผมก็เดินออกมาจากห้อง

          ผมหันไปมองหน้าเขานี้ไม่มีคำสัญญา ศรัทธาหรือความเชื่อมั่นใดๆทั้งสิ้น มีเพียงแค่ผมและการตัดสินใจของผมเท่านั้นซึ่งก็ไม่รู้ว่าอะไรจะรอผมอยู่ในอนาคต

          และผมก็ทำในสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะทำได้มาก่อน

          เมื่อผมหันไปสบตากับคุณนิพนธ์ครั้งสุดท้าย รอยยิ้มที่อยู่บนหน้าเขาก็ยังคงค้างอยู่แบบนั้นตั้งแต่แรก แต่รอยยิ้มของผมที่ไม่คิดว่าจะมีก็ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ

          ผมยิ้มให้กับเขาเป็นรอยยิ้มบอกลา

          หรือนี่อาจจะเป็นของขวัญสำหรับมิตรภาพที่ผมมอบให้เขาได้ก่อนที่จะจากกันไปตลอดกาล

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #38 นวมายา (@antifantasy) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2555 / 16:02
    สำหรับภาคต่อเอาไว้ลุ้นกันเองนะครับ

    ตอนนี้ขอเอาภาคนี้ให้จบก่อน
    #38
    0
  3. #37 Tottenham29539 (@az29539) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มกราคม 2555 / 09:04
    สุดยอดมากๆครับ ถ้าให้เดาตอนนี้คงเป็นการจบเรื่องราวของอีตาโทนี่คนนี้ซะที (555)
    เขียนได้ประทับใจผมมากเลยๆครับ หาอ่่านยากครับนิยายแนวนี้
    #37
    0
  4. #36 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 มกราคม 2555 / 09:29
    มาแล้วๆ!!

    กัดอีกแล้วนะ คราวนี้กัดมันทุกเรื่องเลย ฮะๆ (รู้สึกเหมือนโดนด้วยเป็นครั้งแรก แต่ไม่ใช่เรื่องค่านิยมนะ) น่ากลัวเหมือนกันนะถ้าอนาคตชาติเราเป็นแบบนั้น ตอนนี้ถือว่าสีสันเยอะกว่าตอนอื่นๆแต่ก็ไม่หลุดแกนและยังบอกเล่าเรื่องราวต่อได้ลื่นไหล ทำได้ดีทีเดียวครับ จะรอตอนต่อไปเน้อ!

    ป.ล.ฮาตรงกัดตัวเองมากๆเลยครับ เรื่องนี้ถ้าตีพิมพ์เป็นเล่ม ผมนี่แหละซื้อเป็นคนแรกเลย ว่าแต่ภาคสองนี่เรื่องจริงหรืออำเล่นคับเนี่ย? ฮะๆ ล้อเล่นฮะ ให้เวลาเป็นคำตอบดีกว่า ^ ^

    มีคำผิดอยู่บ้างนะครับ

    - รอจนในมี่สุด...ที่สุด
    -โยส่วนตัว....โดย
    -ตั้งใจเขียนแท้...แท้ๆ

    นิยายที่ดีต้องมีคุณค่า...ไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน ประทับใจผมมากครับ แต่ขอแก้นิดนึ่งตามความเห็นส่วนตัวนะครับ ผมว่าไม่ใช่แค่นิยาย แต่เป็นเรื่องราว เพราะคำว่าเรื่องราว มันครอบคลุมทั้งหนัง การ์ตูน นิทาน เพลง อนิเม มังงะฯลฯ

    เรื่องราวที่ดีต้องมีคุณค่า....ไม่ใช่แค่ความสนุกสนาน



    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 2 มกราคม 2555 / 10:29
    #36
    0
  5. #35 Aerng (@aerngaaa) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 30 ธันวาคม 2554 / 01:23
    ตามมาอ่านแล้วครับ คนแรกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ฮ่าๆ
    หายไปนานเลยนะครับท่าน แต่กลับมาก็ยังคงความสามารถเต็มร้อยเหมือนเดิม
    ตอนนี้ผมว่าดำเนินเรื่องเร็วดีนะครับ บทพูดเยอะเลยอ่านง่ายเลย แต่ก็ยังสนุกเหมือนเดิม
    แต่อ่านๆ แล้วรู้สึกส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องจะน้อยไปหน่อยนะ นอกเรื่องเยอะเสียมากกว่า อิอิ
    แต่ทำเอาผมฮาเลยตอนพูดถึงนิยายเรื่อง 'ผู้ชายที่เดินทางข้ามการเวลา' เล่นเอาผมชะงักเลย ไม่คิดว่าจะเอามาใส่ได้
    ส่วนเรื่องเสียดสีสังคมนั้นก็เยอะมากจริงๆ อย่างว่า แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกมั้งครับ เพราะนิสัยของเซอร์อาเธอร์ เขาก็เสียดสีสังคมโดยใส่ความคิดของตัวเองไปเยอะแบบนี้เหมือนกัน
    แต่บางอย่างก็ตรงกับใจผมบางอย่างก็ขัดใจผมเหมือนกัน อันนี้ผมไม่ต้องพูดถึงน่าจะเป็นการดีกว่า(แต่เรื่องชอบอ่านตัวหนังสือจากในหนังสือมากกว่าใน I... นั่นโดนใจผมเต็มๆเลยครับ ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน อิอิ)
    รอตอนต่อไปล่ะครับ ^^


    แก้ไขครั้งที่ 1 เมื่อ 30 ธันวาคม 2554 / 01:42
    #35
    0