ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 6 : ความจริงมักเจ็บปวด และรับได้ยากเสมอ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    9 ธ.ค. 54

"ความจริงมักเจ็บปวด และรับได้ยากเสมอ"

                                                    นิรนาม

          นิพนธ์ ศรีทอง

          ผมทวนชื่อนี้ในใจหลังจากที่ทำการเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องกับผู้หญิงตรงหน้าว่าเขาเป็นปู่ของเธอ

          ผมเดินคิดไปเรื่อยๆในขณะที่พาหลี่เฟยมาเพื่อเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับคนสมัยนี้ ซึ่งในระหว่างที่เดินผ่านไปมาคนแถวนี้ก็หันมามองเธอกันเป็นแถวเลยทีเดียว

          เราทั้งคู่เดินมาหยุดที่ร้านขายเสื้อผ้าราคาถูกเพราะยังไงผมก็ต้องเป็นคนออกค่าเสื้อผ้าให้เธออยู่แล้วดังนั้นก็ต้องเลือกราคาถูกๆหน่อย เพราะไม่งั้นกระเป๋าตังค์แห้งๆของผมคงไม่เหลืออะไร

          สุดท้ายผมก็คิดเรื่องที่ค้างอยู่ในใจไม่ออกเสียทีจนต้องถามขึ้นมา

          "ผมก็รู้จักคุณนิพนธ์ ศรีทองนะ เขาเป็นคนไทยไม่ใช่หรือ"

          หลี่เฟยที่กำลังเดินหาชุดเพื่อเปลี่ยนอยู่ก็หันขวับมาทันที ยิ้มเยาะๆให้แล้วเธอก็ตอบประโยคที่ผมได้ยินแล้วก็รู้สึกว่า ไม่น่าถามเลยจริงๆ

          "ก็พ่อฉันเป็นคนไทยส่วนแม่ก็เป็นคนจีนไง"

          แล้วเธอก็เดินเลือกเสื้อผ้าของเธอต่อไป

          ผมมองด้านหลังแอบสำรวจเรือนร่างของเธอโดยไม่ให้เธอรู้ตัว ผมไล่สายตาดูตั้งแต่เรือนผมยาวดำสลวยที่พาดผ่านลงมายังต้นคอเนียนขาวยาวระหง ช่วงไหล่เรียวเล็กลู่ลง ท่อนแขนบอบบาง ผมพิจารณาดูรูปทรงองค์เอวแล้วก็แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอจะมาทำงานแนวบู๊ล้างผลาญอะไรแบบนี้

          แต่ผมก็ต้องทำใจยอมรับว่าเธอคนนี้ย้อนเวลามาเพื่อปกป้องผม

          หลี่เฟยบอกว่าเพราะเครื่องข้ามกาลเวลาทำให้เกิดสงคราม สงครามก็นำไปสู่การทำลายล้างจีนและพ่อแม่ของเธอก็เสียชีวิต เธอก็เลยเกลียดเครื่องข้ามเวลา และเธอก็เกลียดคนที่สร้างเครื่องนี้ขึ้นมา

          พูดง่ายๆก็คือเธอเกลียดผม

          "ตามข้อมูลที่คุณได้รับแล้วชื่อของผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างเครื่องข้ามเวลาแต่เพียงผู้เดียวงั้นหรือ"

          "ใช่"เธอตอบอย่างขอไปที แล้วก็หันไปสนใจเสื้อผ้าต่อ

          เพียงแค่ได้ยินคำตอบนี้ก็ทำให้ผมรู้ได้ทันทีเลยว่าเธอไม่ได้รู้เลยว่าปู่ของเธอเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาเครื่องข้ามเวลาให้เป็นจริงขึ้นมา

          "เอ่อ คุณ..."

          "หืม"

          ผมคิดจะถามเธอว่าเธอจะคิดยังไงถ้าปู่ของเธอก็เป็นคนช่วยสร้างเครื่องนี้ขึ้นมา และเครื่องนี้ก็ทำให้พ่อแม่ของเธอต้องตาย แต่ก็ต้องหยุดชะงักไปจังหวะหนึ่งเมื่อเห็นหลี่เฟยหันกลับมา

          ผมก็ไม่รู้ว่าถ้าพูดออกไปแล้วเธอจะรู้สึกยังไงกับปู่ตัวเอง ถ้าเธอรู้ความจริงเธอจะรับได้ไหม หรือบางทีเธออาจจะรู้อยู่แล้วแต่เก็บซ่อนความรู้สึกเอาไว้

          แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ในตอนนี้ก็คือ ผมไม่อยากให้ใบหน้าที่ยิ้มสดใสของเธอในขณะที่เธอกำลังเลือกเสื้อผ้าอย่างมีความสุขอยู่ในเวลานี้เลือนหายไป

          ถึงตอนนี้ใบหน้าผมจะไม่สามารถแสดงอารมณ์ใดๆออกมาได้แต่ผมก็ยังคงมีความรู้สึกอยู่เหมือนเดิม แล้วความรู้สึกของผมในตอนนี้ก็คือ

          ผมเป็นห่วง

          ผมไม่รู้ว่าผมห่วงผู้หญิงคนนี้ที่ตรงไหน ทั้งๆที่เธอก็เป็นผู้หญิงที่ดูออกจะเข้มแข็ง และก็น่าจะแข็งแรงกว่าผมเยอะเลยด้วย แต่ภาพที่สะท้อนออกมามันทำให้ผมรู้สึกว่าทั้งหมดที่เธอทำเป็นเพียงเปลือกนอกที่สร้างขึ้นมาเพื่อปิดบังความอ่อนแอในตัวเธอ ทำให้ผมรู้สึกว่าเธอช่างอ้างว่างเหลือเกิน ทั้งดวงตา ใบหน้า และเรื่องราวที่ผ่านมาของเธอ มันยากเกินกว่าที่คนอย่างผมจะรับได้เสียอีก

          "คุณสนิทกับปู่คุณไหม"

          หลี่เฟยหยิบเสื้อยืดสีขาวแขนสั้นออกมาทาบกับตัวแล้วแขวนมันไว้ที่เดิมก่อนจะหันมาทำหน้าบึ้งใส่ผม

          "ถามทำไม"

          รู้ตัวบ้างไหมเนี่ยว่าทำหน้าตาน่ารักแบบเมื่อครู่นี้ก็ดีอยู่แล้วแท้ๆ

          "ผมก็แค่อยากรู้เฉยๆ"

          "แล้วทำไมฉันต้องบอกนายด้วย"

          "ก็ไม่ได้บังคับ"

          หลี่เฟยก็ทำหน้าเศร้าขึ้นมาอีกแล้ว ซึ่งผมเดาได้ทันทีเลยว่าเธอก็คงน่าจะรู้เรื่องของปู่เธอมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

          "ปู่เป็นคนเลี้ยงดูฉันหลังจากที่พ่อแม่ฉันตาย แต่พอฉันถูกสั่งให้มาทำงานนี้ฉันก็เพิ่งจะรู้ว่าคนที่ดูแลฉันมาตลอดกลับเป็นคนที่มีส่วนในการทำให้ครอบครัวของฉันตายไป"

          ผมเลือกที่จะเงียบฟังเธอ

          "ฉันรู้อยู่แล้วว่านายอยากจะถามว่าฉันรู้เรื่องปู่ตัวเองแค่ไหน ฉันก็เพิ่งรู้แค่ในภารกิจที่บอกให้มาปกป้องผู้ที่มีส่วนสำคัญกับเครื่องข้ามกาลเวลา คนแรกก็คือนาย รองลงมาก็คือปู่ฉันเพราะเขาเป็นคนเสนอแนวคิดเรื่องนี้กับนาย และนั่นก็คือเหตุผลที่องค์กรเลือกฉันก็เพราะฉันเป็นหลานของเขา"

          นิพนธ์ ศรีทอง เสนอแนวคิดให้กับผมเขาจึงตกเป็นเป้าหมายอันดับรองลงมา

          ไม่มีคำพูดใดๆออกจากปากของผมเลย ผมกำลังทำความเข้าใจกับความรู้สึกของเธอและเลือกหาคำพูดที่พอจะช่วยปลอบประโลมความเศร้าของเธอได้

          แต่ก็คิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ

          "ที่ฉันไม่อยากพูดถึงเรื่องที่เขาเป็นผู้ร่วมสร้างเครื่องข้ามกาลเวลาก็เพราะมันเป็นเรื่องที่ฉันไม่อยากจะให้มันเป็นความจริงแต่สุดท้ายพอฉันมาเจอนาย นายก็บอกว่ารู้จักเขา หลักฐานและอะไรหลายๆอย่างมันทำให้ฉันเชื่อว่ามันเป็นความจริง"เธอหยุดนิ่งครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อด้วยเสียงสั่นเครือ "ความจริงที่ฉันไม่อยากจะยอมรับ"

          ผมยังคงติดใจกับคำว่าเสนอแนวคิดอยู่

          "เมื่อครู่คุณบอกว่าปู่คุณเป็นคนเสนอแนวคิดให้ผมใช่ไหม"

          "ในเอกสารก็เขียนชื่อเขาไว้อย่างนั้น"

          ไม่ใช่! คุณนิพนธ์ ศรีทองตามความเป็นจริงแล้วเขาคือคนที่เสนอทฤษฎีแนวคิดและหลักปฏิบัติต่างให้กับผมมากมายถึงแม้ว่าผมจะเป็นคนที่เอาทุกอย่างมาประยุกต์ แต่ข้อมูลทั้งหมดที่ผมใช้ก็มาจากเขาหมด เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุดในการทำเครื่องข้ามเวลา

          "องค์กรคุณแบ่งความสำคัญของเป้าหมายไว้อย่างไร"

          "ก็แบ่งตามความเกี่ยวข้องกับเครื่องนี้โดยสืบค้นจากหน้าประวัติศาสตร์ ถ้าอย่างนายก็เป็นระดับ 1 ส่วนปู่ก็คงเป็นระดับ 2"

          "ยิ่งเกี่ยวข้องมากโอกาสที่จะถูกฆ่าก็มีมากใช่ไหม"

          หลี่เฟยพยักหน้าแล้วหันไปเลือกเสื้อผ้าต่อ ตอนนี้เสื้อผ้าในมือเธอเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อผมมองเสื้อผ้าเหล่านั้นก็ต้องสะดุ้งเพราะอีกไม่นานเสื้อผ้าทั้งหมดที่อยู่ในมือของหลี่เฟยก็จะดูดทุนทรัพย์ในกระเป๋าของผมไป

          เสื้อผ้าส่วนใหญ่ที่เธอเลือกมักจะเป็นเสื้อยืดสีขาวกับกางเกนยีนส์ขายาว ซึ่งจากการคาดเดาของผมแล้วน่าจะเป็นสไตล์การแต่งตัวที่เธอชอบ

          ผมใช้ช่วงเวลานี้คิดวิเคราะห์ องค์กรของเธอก็เป็นองค์กรที่ค่อนข้างใหญ่แล้วถ้ามีการทำงานที่เกี่ยวกับอะไรที่คล้ายกับการเป็นสายลับ ข้อมูลของสายลับก็น่าจะต้องมีความแม่นยำหรือไม่ก็ต้องมีการสืบค้นอยู่เสมอว่าให้เป็นความจริงที่สุด

          และในตอนนี้ก็มีการส่งคนจากโลกอนาคตเพื่อกวาดล้างผู้ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องข้ามเวลา ซึ่งตัวผมเป็นอันดับ 1 และก็คนที่เหลือรองจากนั้น ก็เป็นเป้าหมายรองๆลงไป แต่ถ้ายิ่งมีการสืบสาวในไม่ช้าก็ต้องมีการตรวจพบว่าผมกับคุณนิพนธ์ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างแน่นอน และสุดท้ายแล้วเขาก็จะกลายเป็นเป้าหมายอันดับ 1 เช่นเดียวกับผม

          ผมก็พูดออกไปในจังหวะที่เธอเปลี่ยนชุดใหม่เสร็จพอดี

          "แล้วเป้าหมายอันดับรองลงมานี่ไม่มีใครคุ้มกันหรอ"

          "ก็ไม่ค่อยมีหรอก"

          "ทำไม"

          "การข้ามเวลาในยุคของฉันเป็นสิ่งต้องห้ามและเป็นเทคโนโลยีที่ห้ามเผยแพร่ ถ้าคนยิ่งเกี่ยวข้องน้อยที่สุด ก็จะยิ่งเป็นผลดีมากขึ้น ดังนั้นเป้าหมายอันดับรองลงมาก็เลยไม่ค่อยให้ความสำคัญซักเท่าไหร่"

          "ทำไมคุณชะล่าใจกันจังเลย แล้วพวกที่จ้องจะกำจัดผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเวลามีฝ่ายไหนบ้าง"

          หลี่เฟยหันมาทำหน้าเบื่อหน่ายและเธอก็พูดออกมา

          "ฉันคิดว่านายน่าจะต้องรู้ไว้บ้างก็ดีเราจะได้ปฏิบัติงานกันได้ ประเทศที่ต้องการฆ่าคุณมี 5 ประเทศ คือ อเมริกา เกาหลี เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น ประเทศที่ต้องการจับเป็น 2 ประเทศ รัสเซีย กับอินเดีย สำหรับจำนวนคนของแต่ละประเทศคิดว่านะจะประเทศละ 3-4 คนนั่นแหละ ไม่มากไปกว่านี้หรอก"

          ศัตรูมีประมาณ เกือบ 30คน ถ้าคิดดูแล้วคนที่เป็นสายลับพวกนี้ก็น่าจะเก่งน่าดู ผมจะรอดไหมเนี่ย

          "แล้วถ้าสมมติว่าปู่คุณเป็นเป้าหมายอันดับ 1 หล่ะ"

          ผมตัดสินใจไม่ปิดเธอเพราะยังไงให้เธอรีบรู้เอาไว้ก่อนที่พวกศัตรูจะสืบรู้เพราะหากชะล่าใจเกินไปผมก็เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อคุณนิพนธ์

          "จะเป็นไปได้ยังไง ปู่ฉันแค่เสนอแนวคิด หรือนายจะบอกว่าเขาทำมากกว่านั้น"

          "แล้วถ้าผมบอกว่าเขาทำมากกว่าที่องค์กรของคุณรู้ คุณจะว่ายังไง แล้วอีกอย่างผมก็คิดว่าโลกอนาคตของคุณก็คงจะรู้เรื่องนี้ในไม่ช้าแน่นอน"

          "ปู่ฉันทำอะไร"

          ผมตัดสินใจบอกเล่าเรื่องราวของคุณนิพนธ์ให้เธอรู้อย่างละเอียด ถึงแม้จะรู้ดีว่ามันก็เกี่ยวพันไปกับความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้ แต่ผมว่ายังไงเธอก็คงต้องรู้เรื่องอยู่ดี ดังนั้นก็ควรจะรีบบอกให้เร็วที่สุด

          เมื่อเล่าจบหลี่เฟยยืนนิ่ง เหมือนเธอกำลังเรียบเรียงความคิด

          ผมยืนดูท่าทีของเธอด้วยความเป็นกังวลที่ไม่สามารถแสดงออกมาได้ในด้วยใบหน้า ผมเริ่มเห็นข้อดีของการที่หน้าผมแสดงอารมณ์อะไรไม่ได้ตรงที่ผมไม่จำเป็นต้องปกปิดความรู้สึกอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่

          "งั้นเราก็ต้องรีบติดต่อปู่ให้เร็วที่สุดก่อนที่เขาจะมีอันตราย"

          "ผมไม่รู้หรอกว่าเขาพักอยู่ที่ไหน"

          หลี่เฟยมองหน้าผมอย่างเคืองๆแล้วก็ต่อว่าผมอย่างนั้นอย่างนี้ ผมก็แก้ตัวไปว่า ผมเจอเขาแต่เฉพาะที่ทำงานเท่านั้นตอนเลิกงานก็ไม่รู้เขากลับไปไหน

          "ไม่มีอุปกรณ์สื่อสารเลยหรออย่างฟรีโฟน"

          "ฟรีโฟน คืออะไร" น่าจะเป็นชื่ออุปกรณ์สื่อสารในยุคของเธอ

          "อ้อลืมไป ฉันขอโทษทียุคสมัยนี้ยังไม่มีฟรีโฟนสินะ แล้วสมัยนี้เขาติดต่อกันอย่างไร"

          "สมัยนี้ก็เป็นโทรศัพท์นั่นแหละ แต่ผมไม่มีเบอร์โทรของคุณนิพนธ์เลยนะ"

          "แล้วทีนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี"หลี่เฟยทำหน้าสิ้นหวัง

          ผมเริ่มคิดหาวิธีที่เราจะปกป้องคุณนิพนธ์ให้ได้เพราะผมเชื่อว่าตอนนี้หลี่เฟยอยู่กับผม ผมก็น่าจะปลอดภัยในระดับหนึ่งและเป้าหมายต่อไปก็น่าจะเป็นเขาแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้จากการคาดเดาของผมน่าจะยังไม่มีฝ่ายไหนรู้ แต่ผมคิดว่าคงอีกไม่นานต้องมีไม่ฝ่ายที่จะปกป้องก็ฝ่ายที่จะทำลายนั่นแหละที่จะต้องรู้เรื่องนี้ ดังนั้นตอนนี้เราต้องแข่งกับเวลา

          แต่เราจะไปหาคุณนิพนธ์ได้อย่างไร เวลายิ่งไม่เหลืออยู่

          เวลา...

          ใช่แล้ว ข้ามเวลา ผมคิดออกแล้ว

          "คุณหลี่เฟยคุณรู้ที่อยู่ของคุณปู่ของคุณในยุคอนาคตหรือเปล่า"ผมหันไปถามเธออย่างใจร้อน

          "ก็ต้องรู้สิ ก็นั่นบ้านฉัน"

          "ผมรู้แล้วแหละว่าเราจะหาที่อยู่ของนิพนธ์ ศรีทองในยุคนี้ได้ที่ไหน"

          "นายจะทำยังไง"

          "ก็ข้ามไปอนาคตไปถามเขาสิ"

          หลี่เฟยได้ยินดังนั้นตอนแรกก็ยิ้มดีใจ แต่วินาทีต่อมารอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าทันที

          "ผมรู้ว่าคุณคงช็อคและเสียใจที่รู้ว่าปู่ของคุณเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครื่องนี้ แต่คุณต้องยอมรับได้แล้วว่าทั้งหมดนี้คือเรื่องจริง"

          "หุบปากน่า" หลี่เฟยตะคอก "ฉันกับปู่จะเป็นยังไงก็ช่าง นายจะมาเข้าใจอะไร"

          "ผมไม่เข้าใจหรอก แต่..."

         "ไม่เข้าใจก็ไม่ต้องพูด นายจะไปรู้อะไรความรู้สึกของคนที่ถูกทรยศ ตอนฉันเสียพ่อแม่ไปก็เหลือแต่ปู่ที่คอยดูแลมาตลอด เขาเคยบอกฉันว่าเขาจะดูแลฉันเพื่อชดใช้บาป ฉันเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าบาปที่เขาพูดถึงมันคืออะไร รู้ไหมตอนที่ฉันรู้เรื่องภารกิจฉันพยายามจะติดต่อเพื่อคุยกับปู่แต่เขาไม่ยอมพูดกับฉันเลย เขาพูดแค่ว่าอย่าฆ่านาย เพราะนายน่าจะมีทางเลือกอื่นทีดีกว่าเท่านั้น ทั้งๆที่ฉันอยากคุยเรื่องของเขาแท้ๆแต่เขากลับพูดเรื่อง...

          อีกครั้งที่น้ำตาเธอไหลรินออกจากใบหน้าของเธอ

          ผมเห็นน้ำตาของหลี่เฟยมาหลายรอบแล้วแต่ผมรู้สึกว่าน้ำตาในครั้งนี้เป็นสิ่งที่เจ็บปวดกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ตอนแรกผมนึกว่าเธอจะเสียน้ำตาตั้งแต่ตอนที่รู้ความจริงว่าปู่ตัวเองเป็นคนที่ช่วยสร้างเครื่องมือที่ทำให้ครอบครัวเธอตาย แต่เธอก็ยังเก็บมันเอาไว้ไม่ร้องออกมา ผมคิดว่าในเวลานี้มันคงจะถึงขีดสุดของเธอแล้วแหละ

          ผมเลือกที่จะเงียบ

          ...เงียบต่อไปไม่ไหวแล้ว

          ผมเดินเข้ามาและโอบกอดเธอเอาไว้ทั้งตัว ในเสี้ยววินาทีแรกผมไม่รู้ว่าผมทำแบบนี้ไปทำไม แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่คิดจะหาเหตุผลใดๆเพื่ออธิบายการกระทำของตัวเองอีกแล้ว

          ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะมีค่าพอที่จะปลอบประโลมความเศร้าของเธอให้หายได้ และผมก็ไม่ได้มีคำพูดใดๆที่ดีพอมาเพื่อจะพูดให้เธอรู้สึกตัว แต่อย่างน้อยตัวผมก็มือแค่นี้แค่สองมือที่โอบกอดคนตรงหน้าอยู่นี้

           ตั้งแต่ผมเจอกับเธอ ผมนับได้เลยว่าเธอร้องไห้มากกว่าการทำอย่างอื่น

          ผมรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนี้จากเบื้องลึกของหัวใจ เธอบอบช้ำมามาก เธอเจอเรื่องโหดร้ายมาชนิดที่ว่าจิตใจน่าจะแหลกสลายไปได้ตั้งนาน แต่เธอก็ยังทนอยู่ แม้ผมจะเจอเธอแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ผมก็รู้ อย่างน้อยผมก็คิดว่าตัวเองรู้

          หลี่เฟยไม่ได้ขัดขืนใดๆ เธอปล่อยร่างกายที่บอบบางและจิตใจที่บอบช้ำให้อยู่ใต้อ้อมกอดของคนที่ไม่สามารถแสดงอารมณ์ใดๆออกจากใบหน้าได้อย่างผม

          ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน

          อุณหภูมิของร่างกายอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด ผมไม่รู้ว่าจะมีใครมองพวกเราสองคนหรือไม่ และก็ไม่คิดจะรับรู้ด้วย ผมไม่สนใจรอบข้างอีกต่อไป จินตนาการประหนึ่งว่าตัวเองเป็นพระเอกหนังซักเรื่องที่กำลังกอดนางเอกในฉากรักตอนท้ายของหนังเรื่องนั้น

          แต่กว่าจะได้กอดกันขนาดนั้นพวกเขาต้องผ่านกาลเวลา บททดสอบอะไรมามากมายและยาวนาน ไม่ใช่เพียงพบกันแค่ไม่ถึง 3 ชั่วโมงเหมือนผมกับเธอ

         ไม่บ่อยนักหรอกที่ชีวิตของผมจะได้ข้องเกี่ยวกับผู้หญิง ผมก็แอบหวังไว้ลึกๆว่าขอให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปช้าๆนานๆ

          มีคนเคยบอกไว้ว่า เวลาแห่งความสุขมักผ่านไปไว้เสมอ

          "ปล่อย"

          ผมได้ยินเสียงของเธอพูดขึ้นและผมก็คลายแขนออกปล่อยให้ร่างนั้นเป็นอิสระ

          หลี่เฟยหลุดจากพันธนาการของผม เธอเช็ดคราบน้ำตาที่อยู่บนใบหน้าก่อนที่จะ

เพี๊ยะ

         เธอตบหน้าผมซะเต็มแรงจนผมหน้าหันและก็แถมท้ายด้วยคำด่าอีกเล็กน้อย

          "ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ ไอ้คนฉวยโอกาส"

          ฉวยโอกาส ผมทำเพื่อเธอนะ แม้หน้าผมจะไม่แสดงออกมาว่าเจ็บที่ถูกตบ แต่ความรู้สึกมันก็จี๊ดไปถึงสมอง

          นี่เล่นตบซะเต็มที่กะเอาตายเลยหรืออย่างไร

          "ขอบคุณนะ"หลี่เฟยกระซิบเบาๆ จนผมไม่ได้ยิน แต่แค่อ่านปากผมก็รู้ว่าเธอพูดว่าอะไร

          แม้ว่าอยากจะยิ้มให้กับเธอแต่ผมก็ทำไม่ได้

          เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดอะไรที่ไม่ต้องแสดงอารมณ์ให้ใครเห็นเพราะผมก็ไม่ค่อยสุงสิงกับใครและก็ไม่มีใครอยากจะมาสุงสิงกับผม

          แต่เวลานี้ผมก็รู้สึก เศร้าใจเหลือเกินที่ความรู้สึกง่ายๆ อย่างยิ้มให้ก็ทำไม่ได้ แม้ตอนแรกจะยอมรับว่าการแสดงอารมณ์ไม่ได้มันเป็นข้อดีแต่สุดท้ายก็ต้องปลงเพราะมันมีแต่ข้อเสียเต็มไปหมดเลย

          เราทั้งคู่เดินไม่พูดอะไรกันเลยจนกระทั่งออกมายังลานน้ำพุของห้างแห่งนี้ ผมเริ่มสังเกตเห็นผู้คนโดยรอบบางตาลงกว่าปกติทั้งที่เป็นเวลาเย็น

          ท้องฟ้ายามเย็นถูกย้อมเป็นสีส้ม คงจะดีนะถ้าผมได้มาเดินกับคนที่ผมรัก

          คงจะดีถ้าผมพบกับผู้หญิงข้างกายในสถานการณ์อื่นๆ

          ผมทำทีเป็นว่ามองลานน้ำพุโดยรอบแต่ก็แอบลอบมองใบหน้าของเธอโดย ลานน้ำพุแห่งนี้เป็นลานขนาดกว้างมีน้ำพุขนาดใหญ่อยู่ศูนย์กลาง ม้านั่งรายล้อมและ เสาหินแบบสถาปัตยกรรมโรมันตั้งโด่เด่อย่างไร้ความหมายหลายเสา

          แล้วผมก็แอบมองหน้าเธออีกครั้งและก็พบว่าเธอเองก็มองหน้าผม

          ผมพยายามจะหลบตาแต่ทว่า...

          หลี่เฟยมองมาทางผมอย่างไม่ละสายตาแล้วก็เดินเข้ามาใกล้ จากนั้นก็วางของในมือลง และก็นำมือขวามาวางทาบไว้ที่ไหล่ของผม ใบหน้าของเธอเข้าใกล้ผมแค่เพียงปลายจมูก มือซ้ายที่ว่างอยู่ก็ล้วงลงไปหยิบของบางอย่างในกระเป๋ากางเกงของเธอ แล้วเธอก็กระซิบเบาข้างๆหูผมว่า

          "ก้มหัวลง"

          ผมคิดว่าตามบรรยากาศที่เป็นใจแบบนี้เธอน่าจะต้องกระซิบอะไรบางอย่าง ที่ไหนได้ตะโกนซะลั่นเลย

          หลี่เฟยใช้มือขวากดตัวผมให้ก้มต่ำส่วนมือซ้ายก็ถือปืนยิงสวนไปยังด้านหลัง

ตูม

          "นายอยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ไปหลบที่อื่นก่อน"

          พูดจบเธอก็เล็งปืนไปยังทิศทางด้านหลังของผมในท่าเตรียมพร้อมยิงทันทีที่มีใครโผล่มา ส่วนผมก็แอบน้อยใจนิดความจริงเรื่องชกต่อยผมเองก็พอเป็นบ้าง แต่ศัตรูมาจากโลกอนาคตแถมยังมีปืนด้วยยังไงก็คงต้องขอหลบไปก่อนละกัน

          ผมวิ่งไปหลบอยู่ด้านหลังเสาแท่งหนึ่งและลอบสังเกตการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

          ฝ่ายศัตรูมีสามคนใส่แว่นดำและสูทสีดำ ในมือถือปืนรูปร่างแบบเดียวกับของหลี่เฟยกำลังวิ่งหลบไปมาหลังเสา

ตูม ตูม ตูม

          เสียงระเบิดดังขึ้นต่อเนื่อง ผมมองไปยังพื้นที่โดยรอบก็เข้าใจทันทีว่าทำไมคนถึงเดินกันน้อยเพราะว่ามีรถขนาดใหญ่ปิดทางเข้าออกบริเวณลานน้ำพุแห่งนี้ น่าจะเป็นเพราะพวกมันจ้องจะเล่นง่านแต่เฉพาะตอนที่คนอยู่บางตาเพื่อป้องกันลูกหลง ก็นับได้ว่าเป็นสายลับคุณธรรมเหมือนกันนะเนี่ย

ตูม

          ไม่มีอะไรเป็นดั่งที่ผมคาด มันยิงปืนใส่กลุ่มผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาแถวนั้นระเบิดเป็นจุล ทำไมมันถึงทำผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องอย่างนี้ด้วย ผู้คนบริเวณนี้เริ่มกรีดร้องเมื่อเห็นการระเบิดเกิดขึ้น

          ไอ้พวกชั่วเอ๊ย ผมสบถในใจ

          แม้จะโกรธแค้นแค่ไหนแต่ลำพังตัวผมจะทำอะไรได้

          เหตุการณ์ตอนนี้กำลังชุลมุนผู้คนก็แตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลหม่าน หลี่เฟยเองก็ตกเป็นรอง ผมเห็นเธอวิ่งหนีไปรอบลาน ส่วนฝ่ายยิงใส่ก็ยิงอย่างไม่สนใจคนรอบข้างเลย

          หลี่เฟยนั้นถึงแม้จะเก่งแค่ไหนแต่เมื่อเจอรุมสามคนก็ต้องมีเพลี่ยงพล้ำกันเป็นธรรมดา

          ผมนี่มันไร้ประโยชน์เสียจริงมีดีแค่ทักษะต่อสู้ประชิดตัว

          ไม่สิ มันก็น่าจะมีอะไรที่ผมทำได้

          ผมลอบมองสถานการณ์ซึ่งฝ่ายศัตรูก็สู้กับหลี่เฟยไปพลางและก็หาตัวผมไปพลางๆ ทำให้เธอไม่ได้รับอันตรายอะไรมากมายนัก

          พวกมันสามคนกำลังไล่ล่าหลี่เฟยที่กระโดดหนีไปตามเสาต่างๆรอบๆลานน้ำพุอยู่และนี่ก็เป็นโอกาสของผม

          ผมสอดส่ายสายตาเพื่อหาจุดอ่อนของกลุ่มและก็พบว่าฝ่ายสายลับมีคนหนึ่งที่ยืนรั้งท้ายเอาไว้ซึ่งหลังของมันติดกับเสาที่ตั้งโด่เด่อยู่กลางลานพอดี

          ผมลอบเข้าไปที่ด้านหลังของมันจับเข้าที่คอของสายลับคนนี้ จับบิดและทุ่มลงกับพื้น

โครม

          เพียงแค่กระบวนท่าเดียวก็สลบลงทันที พวกสายลับอีกสองคนเห็นผมโผล่ออกมาก็ชักปืนขึ้นและเล็งยิงทันที

         ผมเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดหนีทันทีด้วยสัญชาตญาณเอาชีวิตรอด ลูกกระสุนที่ยิงมาก็เฉียดด้านหลังผมไปแค่ไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้นเอง

ตูม

          พื้นหินที่ถูกยิงแตกกระจาย ไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพศพหลังจากที่โดนกระสุนนั้นยิงจะเป็นอย่างไร จะเหลือความเป็นโทนี่ซักเท่าไหร่เชียว

          หลี่เฟยเห็นโอกาสก็จัดการยิงสายลับคนที่อยู่ใกล้กับเธอร่วงไปอีกหนึ่ง ร่างของเขาแหลกสลายทันทีที่กระสุนจากปากกระบอกปืนพุ่งชน เลือดสาดกระเซ็นเป็นทาง ไม่มีแม้เสียงโหยหวนของผู้ตาย ไม่ใช่ว่าเข้มแข็งแต่ร่างของเขาไม่เหลือส่วนที่เรียกว่าปากไว้ร้องเลยต่างหาก แม้แต่กล่องเสียง หรือกระบังลมก็ไม่เหลือ

          ไม่มีเวลามาคิดเรื่องความถูกต้องหรือหลักมนุษยธรรมใดๆอีกต่อไป มีแต่ตายกับไม่ตาย ถ้าผมไม่ฆ่าพวกมัน ผมก็จะเป็นฝ่ายถูกฆ่า เรื่องอะไรที่ว่าที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกจะต้องมาตายเพราะสายลับด้วย

          ผมแอบอยู่ที่เสาอีกต้นและโผล่หน้าไปมองเหตุการณ์ตรงหน้า ในเวลานี้สายลับที่ตอนแรกมากัน 3คน ตอนนี้เหลือแค่เพียงคนเดียว

          หมาจนตรอกมักจะมีวิธีการเอาตัวรอดในแบบของมัน ผมอยากจะรู้เหลือเกินว่ามันจะทำอย่างไร

          สถานการณ์ตอนนี้กำลังพลิกผันจากผู้ตามล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า แต่ถึงกระนั้นสายลับคนนี้ก็ยังขอสู้ต่อ มันเล็งปืนมาทางผมและยิงต่อทันทีโดยไม่กลัวว่าจะถูกหลี่เฟยยิงใส่จากด้านหลัง

          ไม่มีความปรานี หลี่เฟยยิงใส่ขาชายคนนี้ทันทีที่เขาคิดจะเหนี่ยวไกใส่ผม เสียงระเบิดดังขึ้นท่อนล่างของสายลับขาดกระจายเหลือเพียงแค่ช่วงเอว

          ใบหน้ายังคงนิ่ง ไม่มีเสียงร้องโหยหวนใดๆดังขึ้น คนพวกนี้คงถูกฝึกมาเพื่อพร้อมที่จะตายอยู่แล้ว

          ผมมองภาพนั้นอย่างสลดใจ และเดินมาหาเธอด้วยท่าทีเหน็ดเหนื่อย

         "นี่ผมต้องเจอกับพวกนี้อีกนานแค่ไหนเนี่ย"

          "จนกว่านายจะตายแหละมั้ง อย่าเสียเวลาเลยรีบข้ามเวลากันเถอะ"หลี่เฟยพูดและหยิบเครื่องข้ามเวลาแบบของเธอออกมา

          จะมีซักครั้งไหมที่เราจะพูดกันดีๆ

          เครื่องข้ามเวลาแบบของสมัยเธอต่างกับที่ผมมีมาก เพราะมันเป็นเหมือนเครื่องมือแบบหน้าจออิเล็กทรอนิคสามารถเลือกช่วงเวลาที่เชื่อมต่อกับวันนี้ได้อย่างราบรื่น ซึ่งช่วงเวลาที่สามารถไปได้ไกลที่สุดในตอนนี้ก็คือ 7 ตุลาคม 2070 เวลา 12.00

          ผมหยิบเครื่องข้ามเวลาของผมออกมาซึ่งของผมนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นหมวกสีดำผมนำมันมาครอบหัวไว้ และอีกส่วนหนึ่งใช้กำหนดเป้าหมายที่จะไปผมก็ปรับปุ่มของมันให้ข้ามเวลาไปยังช่วงเวลาเดียวกับที่หลี่เฟยได้ตั้งเอาไว้

          "พร้อมนะ"ผมหันไปถามหลี่เฟย

          แต่เธอก็ไปก่อนที่ผมจะพูดซะแล้ว ผมหัวเสียนิดหน่อยแล้วก็กดปุ่มเพื่อตามเธอไปยังโลกอนาคต



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #34 Lymsleia (@godzilla3000) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2554 / 21:29
    ลงชื่ออ่านตอนที่ 6

    ยังคงบู้กระหน่ำได้สนุก แล้วก็แทรกบทหวานเล็ก ๆ เอาไว้เป็นกระสัยด้วย

    มีคำผิดเล็กน้อยแต่ไม่ถือเป็นสาระสำคัญ



    แต่คนจากโลกอนาคตมาบู๊ล้างผลาญกันในโลกอดีตจนมีคนตาย นี่ก็เท่ากับทำให้เส้นเวลาแตกออกเป็นหลายเส้นแล้วนิ
    ต่อให้โทนี่ตายไปจริง ๆ โลกของหลี่เฟย ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ดี เพราะคนละเส้นเวลาแล้ว

    จะรออ่านต่อไปจ้า
    #34
    0
  2. #33 คาล์ว (@golfpkw) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2554 / 21:17
    - -2070 คงพินาศทั้งโลกแล้วแหละทำให้ข้ามกาลเวลาไม่ได้
    #33
    0
  3. #32 Aerng (@aerngaaa) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2554 / 03:30
    พล็อตแน่นจริงๆ เลยครับ
    สงสัยที่ไปเกินกว่า 2070 ไม่ได้คงเป็นเพราะ การปั่นป่วนของมิติเวลาทำให้จักรวาลพังพินาศไปแล้วแน่ๆ เลย หรือเปล่า? ฮ่าๆ

    ตอนนี้คำผิดที่ผมเห็นก็มี
    สามาร
    น้พุ
    เล็งยิน

    เท่านี้มั้งครับ ขอตัวไปปั่นของตัวเองรอตอนต่อไปและครับ ฮ่าๆ
    #32
    0
  4. #31 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 ธันวาคม 2554 / 21:37
    2070 โลกตอนนั้นจะเป็นไงน้า โอย อยากอ่านต่ออะ!

    หลี่เฟยเจ๋งอะ สงสารเธอด้วยนะลึกๆ มาต่อเร็วๆนะ >
    #31
    0