ผู้ชายที่เดินทางข้ามกาลเวลา

ตอนที่ 1 : อย่าตระหนักถึงคุณค่า ตอนที่คุณเสียมันไป

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 414
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    19 พ.ย. 54

     “อย่าตระหนักถึงคุณค่า ตอนที่คุณเสียมันไป”

                                                      นิรนาม

 

          ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตอนเวลาตี 4 ไม่สิ ไม่ได้ตื่น ความจริงก็คือผมไม่ได้นอนเลยทั้งคืนต่างหาก และถ้าจะพูดให้ถูกก็คงต้องบอกว่า ผมตื่นออกจากภวังค์ แต่กระนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะหลุดพ้นซะทีเดียว เรียกว่ารู้สึกตัวชั่ววูบจะดีกว่า

          ตอนนี้ผมตกอยู่ในภวังค์เศร้า

          เศร้าเพราะผมเสีย ‘ฟ้าไป

          ฟ้าคือชื่อของผู้หญิงคนหนึ่งอายุประมาณ 25 ปี นิสัยร่าเริงสดใส ทางบ้านมีฐานะดี จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการบัญชี รูปร่างเล็กพอประมาณ แต่ไม่เตี้ยจนเกินไป โครงหน้าสมส่วน ผิวขาวผ่อง ดวงตากลมโต ผมยาวสวยเป็นประกายบ่งบอกถึงการดูแลรักษาเป็นอย่างดี กลิ่นกายหอมด้วยกลิ่นกุหลาบจากน้ำหอมมียี่ห้อที่เธอมักใช้อยู่เสมอ

          แต่ตอนนี้ไม่เหลือแม้เพียงเศษเส้นผมของเธออีกต่อไปแล้ว

          ฟ้าคือชื่อของผู้หญิงที่ผมรักมาก แต่ในวันที่เกิดเหตุผมกลับไม่ใส่ใจในตัวเธอแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆที่เธอพยายามจะเรียกหาผมซักกี่ครั้งก็ตาม แม้จะพยายามชวนคุยซักกี่ครั้งก็ตาม ผมก็ไม่เคยใส่ใจ จนในที่สุดฟ้าก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับมา เพียงแค่อยากฟังซักประโยคก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

          เหลือเพียงแค่ชื่อ กับภาพของเธอในหัวของผม

          น้ำตาผมเริ่มไหลซึมออกมาอีกครั้ง ทั้งที่คิดว่ามันน่าจะไหลจนแห้งไปหมดแล้ว แต่สุดท้ายพอย้อนกลับมานึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้ำตาที่หายไปแล้วก็ฟื้นกลับคืนมาใหม่

          ผมร้องไห้ใหม่อีกครั้ง

          ผ่านไปประมาณ เกือบ 12 ชั่วโมง หลังจากที่ฟ้าถูกฆาตกรรมไปในวันเกิดของผมพอดี

วันที่ 5 สิงหาคม 15.00 (1 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุ)

          ผมถูกฟ้าโทรตามเพื่อมาชวนเดินเล่นชมนกชมไม้เป็นเพื่อน ทั้งๆที่ฟ้าก็รู้ว่าผมไม่ใช่คนชอบการมาทำอะไรเรื่อยเปื่อยแบบนี้ซักเท่าไหร่ ผมก็เลยโวยวายเธอไปนิดหน่อย แต่ฟ้าก็ยิ้มแบบทะเล้นๆให้แล้วก็บอกว่ามันโรแมนติกดี

          โรแมนติกอะไร ไร้สาระชะมัด ผมคิด

          ผมนึกย้อนไปถึงเรื่องของเราทั้งคู่ หลายคนก็บอกว่าเราเป็นคู่รักที่ต่างกันสุดขั้ว ผมเป็นคนไม่โรแมนติก แต่ฟ้าชอบเรื่องแบบนี้มากหลายครั้งเธออ้อนให้ซื้อดอกกุหลาบช่อโตๆมาให้ในวันวาเลนไทน์แต่ผมก็ให้เธอแค่ดอกเดียว ผมเป็นคนอารมณ์ร้อนวู่วาม แต่ฟ้าใจเย็นเป็นน้ำเลยทีเดียว แต่บางเรื่องก็มีนะที่เหมือนๆกัน ผมกับฟ้าเป็นคนขี้หึงเหมือนกันแต่ไม่ได้หึงรุนแรงขนาดที่ใครมายุ่งไม่ได้หรอกนะ

          ผมขับรถมาจอด ณ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งผมกับเธอมักจะใช้เวลาว่างในวันหยุดเดินเล่นด้วยกันบ่อยๆ เพียงแต่พักหลังๆงานผมเยอะเกินจนไม่มีเวลามาเดินเป็นเพื่อนฟ้า ทำให้เธอก็แอบน้อยใจอยู่หน่อยๆ

          สถานที่แห่งนี้ถูกปูด้วยพื้นหินอ่อนสีครีมแกมน้ำตาล บริเวณโดยรอบประดับไปด้วย ต้นไม้น้อยใหญ่ หลากหลายสายพันธ์ บริเวณที่ฟ้าชอบเดินคงหนีไม่พ้นทางเดินที่เรียกว่า Road of rose ซึ่งประดับประดาไปด้วยดอกกุหลาบหลากสี ในตอนแรกผมเคยซื้อดอกกุหลาบสีแดงไปให้เธอ เพียงเพราะเห็นว่ามันเป็นสีที่ผู้หญิงหลายคนชอบ ผมเลยคิดว่าฟ้าเองก็น่าจะชอบ แต่ไม่ใช่เลย ฟ้าไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไป เธอชอบกุหลาบสีม่วง ผมเคยสงสัยว่าเพราะอะไร เธอบอกว่า กุหลาบสีแดง หมายถึงความรักที่ร้อนแรง แต่กุหลาบสีม่วงหมายถึง ความเสน่ห์หา และรักแรกพบ เธอบอกว่ามันเหมาะกับเราทั้งคู่ดี แต่ด้วยความสัตย์จริงนะ ผมชอบกุหลาบสีส้มมากกว่า เพราะอะไรหรือ ไม่มีเหตุผลหรอก ผมก็แค่ชอบสีส้ม

          ผมอยากจะบอกเธอเหลือเกินว่าผมเองก็มีเรื่องสำคัญต้องทำมากกว่าที่จะมาทำอะไรโรแมนติกอะไรแบบนี้ งานผมยังไม่เสร็จนะเนี่ย ถ้างานนี้เสร็จปิดโปรเจกต์ค่อยมาเที่ยวก็ได้

          วันนี้ฟ้าพาไปในที่อื่นต่างจากปกติที่มักจะชอบมาเดินดูดอกกุหลาบ

          “ฟ้าเรายังทำงานไม่เสร็จเลย

          “เอาน่านิคออกมาแปบเดียวจะเป็นไรไป ออกมาให้แฟนเจอหน้าบ้างสิ

          นิค หรือ นิพนธ์คือชื่อของผม

          ผมมองฟ้าด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เอ็นดูหล่ะมั้ง ไม่ว่าเมื่อไหร่เธอก็เป็นเด็กน้อยอยู่วันยันค่ำ ผิวกายที่ขาวสวยหมดจดของเธอทำให้ผมเกือบใจอ่อนผมเงยหน้ามองท้องฟ้า แล้วก็รู้สึกสึกว่าฟ้าคนนี้งดงามสมชื่อจริงๆนั่นแหละ

           ท้องฟ้าวันนี้สีฟ้า ก้อนเมฆสีขาว ผิวกายของฟ้าสีขาว ช่างเหมาะสมกันดีจริงๆ

          ฟ้ากระดี๊กระด๊าเหลือเกินที่จะพาผมเดินไปนู่นมานี่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

          ผมก็รู้ดีนะว่าวันนี้วันเกิดผมแต่งานผมก็ยังไม่เสร็จแถมวันนี้ก็ไม่ใช่วันหยุดอีกด้วย ผมถูกขอร้องแกมบังคับให้โดดงานเพื่อจะได้มาเดินเล่นกับเธอ ไร้สาระสิ้นดี

          ผมเดินเคียงข้างไปกับฟ้าด้วยอารมณ์ตายด้าน ซึ่งตรงข้ามกับฟ้าที่ออกจะร่าเริงสดใสในช่วงบ่ายๆแดดแรงๆ

          “แดดแรงอย่างนี้ไปนั่งดื่มกาแฟกันก่อนดีกว่า”

          ฟ้าพูดก่อนจะลากผมไปนั่งที่ร้านกาแฟซึ่งไม่ไกลจากที่ยืนเท่าไหร่นัก  ร้านนี้ถูกตกแต่งแบบสไตล์วินเทจผมก็ไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่าสไตล์วินเทจเนี่ยมันเป็นกันยังไง รู้แต่ว่าเห็นฟ้าพูดตลอดตั้งแต่ตอนลากผมมาที่นี่ว่าร้านนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มีการตกแต่งด้วยต้นไม้ต้นนั้นต้นนี้ แล้วก็ได้ยินคำว่าสไตล์วินเทจอะไรเนี่ยแหละผมก็เลยคิดว่ามันก็น่าจะเป็นวินเทจ

          ผมลองคิดดูเล่นๆนะบางทีการที่คนเราเข้าร้านอะไรซักอย่างเนี่ย อาจจะไม่ได้เป็นเพราะเราชอบสินค้าของร้านหากแต่เรานั้นชอบในการตกแต่ง หรือบรรยากาศโดยรอบมากกว่า และในกรณีที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือมันทำให้ผมรู้สึกว่าเราหลงลืมในประเด็นหลักเพราะเอาแต่ใส่ใจในองค์ประกอบเสริม หรือบรรยากาศรอบตัวเท่านั้น แท้จริงแล้วเราควรจะคำนึงถึงสิ่งสำคัญให้มากกว่าการตกแต่ง เช่นในครั้งนี้ร้านกาแฟที่ดีสิ่งสำคัญของมันคือการขายกาแฟ สิ่งที่จะดึงดูดใจลูกค้าคือรสชาติของกาแฟ และสิ่งที่ควรจะทุ่มเงินเพื่อพัฒนาก็คือส่วนผสมของกาแฟ ไม่ใช่บรรยากาศหรือของตกแต่งของร้าน

          เมื่อไปถึงหน้าร้านที่นั่งในร้านเต็มหมดแล้วเหลือแต่ด้านนอกซึ่งก็มีเป็นโต๊ะนั่งแล้วก็หลังคาที่ทำยื่นออกมาจากตัวร้านคอยบังแดด จะว่าไปบรรยากาศก็ดีใช้ได้ แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

          ฟ้าพยายามจะชวนผมคุยหลายอย่าง ซึ่งผมก็ได้แต่ตอบไปว่า‘อืมไม่ก็ปฏิเสธไปอย่างไม่ได้สนใจฟัง

          “นิคเราว่านะ นิคน่าจะลองเขียนไดอารี่ดูบ้างนะ”

          “ไดอารี่หรอไม่เอาหรอก เสียเวลา”

          “เสียเวลาแค่นิดหน่อยเอง เอาน่าอย่างน้อยเกิดพวกเราแก่ไปเป็นคุณตานิคกับคุณยายฟ้าจะได้กลับมาเปิดไดอารี่ตอนสมัยยังเอ๊าะๆกันอยู่ไง”

          หลายครั้งผมก็ไม่เข้าใจอะไรที่ทำให้ผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าผมตอนนี้เชื่อมั่นเหลือเกินว่าเราทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดจนแก่ ผมคนนึงแหละที่ไม่เชื่อว่าสมัยนี้ความรักแบบนั้นมันยังมีอยู่ ดูได้จากข่าวตามหนาหนังสือพิมพ์ ผัวฆ่าเมียเพราะเมียไปมีชู้บ้างหล่ะ ติดการพนัน ติดเหล้า ติดงาน จนต้องเลิกกันบ้างหล่ะ สมัยนี้มันมีปัจจัยอะไรตั้งหลายอย่างที่ทำให้ความรักมันไม่มีวันคงอยู่ชั่วนิรันดร์ อย่างน้อยก็พ่อแม่ผมคู่นึงแล้ว ที่พวกท่านเลิกกันก็เพราะว่าธุรกิจที่ทำกันมามันล้มละลายแม่ผมเลยต้อชิ่งหนีไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นบุคคลล้มละลายอะไรก็ไม่รู้เนี่ยแหละ ตอนนั้นผมเพิ่งอายุได้ 8 ขวบไม่รู้เรื่องอะไรหรอกสุดท้ายพ่อก็กลายเป็นพนักงานกินเงินเดือนต๊อกต๋อยเลี้ยงดูผมอยู่ทุกวันนี้

          “มองโลกในแง่ดีจังเลยนะเธอเนี่ย”

          “ไม่ใช่หรอก นิคมองโลกในแง่ร้ายเกินไปต่างหาก”

          ผมยอมรับว่าตัวเองเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย อาจจะเรียกได้ว่าขวางโลก แต่ถ้าพูดให้ดูดีก็ต้องบอกว่าผมมีทัศนะคติต่อโลกใบนี้ในมุมมองที่ต่างกันออกไป

          ผมว่าสาเหตุที่ฟ้ามองโลกในแง่ดีมาอาจจะเป็นเพราะว่าชีวิตเธอไม่เคยเจอเรื่อง‘อะไรแบบนี้มาก่อนหล่ะมั้ง ครอบครัวฟ้าออกจะแสนสุข พ่อเป็นเจ้าของบริษัท แม่เป็นคุณหมออยู่โรงพยาบาลชื่อดัง มีเงินใช้ไม่ขาดมือ ลูกคุณหนูแบบฟ้าเนี่ยไม่น่ามาคู่กับผมเลยจริงๆ ให้ตายเถอะ

          หลายครั้งผมคิดจะตีตัวออกห่าง ลองทำเย็นชาบ้าง เผื่อว่าฟ้าจะเบื่อแล้วก็จากผมไป ผมเคยคิดอยากให้ฟ้าไปหาคนที่เพียบพร้อมจะดูแลเธอมากกว่าผมคนนี้ แต่ไม่เลยเธอคนนี้บูชาความรักยิ่งกว่าสิ่งไหน ผมเคยถามเธอหลายครั้งว่าทำไมเธอถึงยังรักผมอยู่ตลอด เธอตอบกลับมาว่า ก็เพราะรู้ว่าผมคงเย็นชาใส่เธอได้ไม่นานพอเธออ้อนนิดหน่อยเดี๋ยวก็ใจอ่อนอยู่ดี ใช่เธอพูดถูกผมชอบใจอ่อนให้เธอเสมอ ฟ้าเป็นคนที่อ้อนได้น่ารักมากเลยทีเดียว ฟ้าเป็นคนดี เป็นคนสำคัญ เป็นผู้หญิงที่ผมคิดว่าคนอย่างผมคงหาไม่ได้อีกแล้วในโลกนี้

          ผู้หญิงดีๆแบบนี้ต้องทะนุถนอมเอาไว้อย่างดี ถ้าตอนนี้ผมคิดแบบนี้อยู่ เรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้นหรอก

          ความจริงก็คือ ในเวลานี้ผมแทบไม่ได้สนใจเธอเลย จริงอยู่ที่ผมบอกว่าผมเคยเย็นชาใส่เธอแต่ไม่นานก็หาย ทั้งหมดนั่นก็แค่เรื่องแกล้งทำเล่นๆตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตอนนี้พวกเราทั้งคู่เรียนจบแล้ว มันคือชีวิตจริง

          อย่างที่ได้บอกไปที่บ้านของฟ้านั้นรวยมาก เมื่อฟ้าจบไปเธอก็ไปเป็นฝ่ายบัญชีให้กับบริษัทของพ่อเธอ หลายครั้งที่ฟ้าเคยชวนให้ผมไปทำงานอยู่ฝ่ายโฆษณากับพ่อเธอเหมือนกัน เพราะผมจบนิเทศมา แต่ผมปฏิเสธ แม้ว่าพ่อของฟ้าจะไม่เคยดูถูกเหยียดหยามผมเลยซักนิด แถมฟ้ายังเคยบอกว่าท่านเต็มใจที่จะรับผมเข้ามาทำงาน แต่ไม่เอาเด็ดขาด ผมไม่มีทางเอาเงินของเจ้านายมาขอแต่งงานกับลูกสาวเจ้านายได้หรอก ผมจะพิสูจน์ให้ฟ้ารู้ว่าคนอย่างผมก็สามารถหาเงินมาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองมาเลี้ยงดูฟ้าได้

          ดังนั้นชีวิตผมตอนนี้ก็มีแต่งาน งาน และ งาน

          แม้กระทั่งในวินาทีสุดท้ายของฟ้าก็ตาม

          ซึ่งในเวลานี้ผมไม่ได้ตระหนักเลยซักนิดว่ามันกำลังใกล้เข้ามาอีกเพียงไม่กี่นาทีข้างหน้า

16.03

          “นิคเราว่านะเดี๋ยวพวกเราไปที่ซุ้มดอกไม้แถวนู้นกันต่อดีไหมฟ้าอยาก…”

กริ๊ง กริ๊ง

          เสียงโทรศัพท์เชยๆ ดังขึ้นขัดจังหวะการสนทนาของหญิงสาวที่เจื้อยแจ้วเจรจาอย่างไม่ได้พักผ่อน เรื่องนู้นเรื่องนี้ ที่เธอพยายามสรรหามาพูดในขณะที่ผมไม่ได้สนใจจะฟังเธอเลยซักนิด

          ผมยกมือเป็นสัญญาณขอตัวไปคุยโทรศัพท์ซักครู่ ฟ้าก็ทำหน้างอนเล็กน้อย ส่วนผมก็เดินออกมาเพื่อคุยโทรศัพท์

           หัวหน้าโทรมาถามว่าผมหายไปไหนในระหว่างเวลางาน ผมแก้ตัวไปพัลวันว่ามาหาลูกค้า ซึ่งความจริงผมก็ผมเป็นคนเครดิตดีดังนั้นท่านก็เลยไม่ซักถามอะไรมากมาย แต่ผมก็รู้ตัวแล้วแหละว่าข้ออ้างมันฟังดูไม่ขึ้นเลย เพราะผมทำงานฝ่ายจัดงานเบื้องหลังไม่ใช่ฝ่ายขายหรือฝ่ายติดต่อ

          ไหนๆก็ไหนๆแล้วโดดงานออกมาทั้งที ก็เที่ยวให้เต็มที่ซะเลยดีกว่า

          ผมคิดได้ดังนั้นก็เดินกลับไปที่โต๊ะเดิมที่นั่งอยู่พร้อมกับคิดหาสถานที่ที่จะไปกินข้าวกับฟ้าต่อในมื้อเย็นตอนนี้ก็เวลา 16.15 แล้ว เอาไว้เดินเที่ยวก่อนแล้วค่อยไปกินข้าวก็ได้

          ผมนั่งลงที่โต๊ะที่ร้านกาแฟ แต่ฟ้าไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว

          ผมหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาฟ้าสงสัยคงไปเข้าห้องน้ำ

          ผมนั่งรออยู่นาน ปล่อยเวลาผ่านไปประมาณเกือบ 10นาทีแล้วฟ้ายังไม่เห็นกลับมานี่ลุกไปตั้งแต่ตอนไหนเนี่ย ไปเข้าห้องก็ไม่น่านานขนาดนี้ หรือว่าจะงอนจนหนีกลับบ้านไปแล้ว ลองโทรไปหาหน่อยดีกว่า

          ผมยกโทรศัพท์ขึ้นต่อสายไปยังฟ้าแต่ปรากฏว่าสายไม่ว่าง คุยกับใครอยู่นะ

“กรี๊ดดดดดดดดด”

          เสียงกรีดร้องดังออกมาจากซอยหนึ่งที่อยู่ถัดจากร้านกาที่ผมนั่งอยู่ เรียกความสนใจของคนบริเวณนั้นไปยังจุดๆเดียว

          เสียงนี้มัน เสียงฟ้า ใช่แน่นอน ผมจำไม่ผิดหรอก

          ไวเท่าความคิด ผมวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุที่เสียงร้องเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็วเท่าที่ตัวผมจะทำได้ก่อนที่ไทยมุงจะมากันเยอะขึ้น

5 สิงหาคม เวลา16.18

          สิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมตอนนี้คือร่างของฟ้านอนหายใจรวยรินและแผลที่หน้าท้องเป็นรอยแทงของมีดยาว เลือดไหลนองไปทั่วพื้นที่บริเวณนั้น ผมตกใจจนขาทรุดลงกับพื้นสองมือประคองกอดร่างของเธอเอาไว้ เลือดของเธอไหลซึมผ่านมือของผมที่ห่อหุ้มร่างเอาไว้ เธอสำลักเลือดบางส่วนที่คั่งอยู่ในปากออกมา

          วินาทีที่ผมสบตากับเธอน้ำตาแห่งความน้ำตาแห่งความเสียใจมันก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ไหลหยดลงบนร่างของฟ้าที่นอนอยู่ในอ้มกอดของผมอย่างไร้เรี่ยวแรง ลมหายใจเธอเริ่มรวยริน

          ท้องฟ้าวันนี้สีฟ้า ก้อนเมฆสีขาว แต่ผิวกายของฟ้าที่เคยขาวกลับย้อมเป็นสีแดงด้วยเลือดของเธอ ราวกับพระผู้เป็นเจ้าจงใจจะกลั่นแกล้งอย่างไม่มีวันยอมลดละให้

          ไวเท่าความคิด เชื่องช้าเพียงลมหายใจที่แผ่วเบาของฟ้า

          ใบหน้าของฟ้าไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียวไหลออกมาเลย ฟ้าเริ่มพยายามจะยิ้มให้ผมเพื่อจะบอกว่าเธอไม่เป็นอะไร

          เลือดเริ่มไหลนองเยอะขึ้นเรื่อยๆ ผมร้องตะโกนให้ใครก็ได้ช่วยเรียกรถพยาบาล และก็เห็นพลเมืองดี 2-3 คนยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทรเพื่อเรียกขอความช่วยเหลือ

          “นิค”ฟ้าพยายามจะร้องเรียกชื่อผม

           “ฟ้า นิคขอโทษ ฟ้าอย่าทิ้งเราไป”ผมตอบเธอกลับเพื่อจะบอกให้เธอรู้ว่าผมขอโทษใส่ใจเธอช้าไป ขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมาที่ผมเอาแต่ทำงานจนลืมใส่ใจเธอ และพยายามร้องเรียกเพื่อไม่ให้เธอจากผมไป

          “สุขสันต์วันเกิดนะ ฟ้าไม่โกรธนิคหรอก”ฟ้ายิ้มครั้งสุดท้ายก่อนที่ตาของเธอจะปิดลง

          เสียงสุดท้ายของฟ้าแผ่วเบากว่าสายลม แต่ดังก้องอยู่ในหัวใจตราบนานเท่านาน

           แม้จะโกหกตัวเองว่าถ้ารถพยาบาลมาทันแล้วฟ้าก็จะต้องรอด แต่สัญชาติญาณ จิตใต้สำนึก ความรู้สึกเบื้องลึก หรืออะไรก็แล้วแต่ต่างรุมล้อมกันเพื่อกล่อมให้ผมรู้ว่า ผู้หญิงตรงหน้าที่ผมประคองอยู่ เสียชีวิตลงแล้ว

          ความตายมันเรียบง่ายและรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ

          เลือดของฟ้าไหลนองเปรอะทั่วมือของผมและหน้าที่ซบลงไปตรงร่างของเธอ

6 สิงหาคม เวลา 04.21

          สัมผัสแห่งความเย็นสุดท้ายจากร่างไรวิญญาณของฟ้ายังติดตรึงตราผมอยู่จนถึงตอนนี้ น้ำตาที่ไหลมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวันหยุดลงอีกครั้งหนึ่ง

หลังจากที่ฟ้าตายไม่นานตำรวจก็ปรากฏตัว

          ผมจำได้ว่าผมกอดฟ้าอยู่นานจนกระทั่งตำรวจต้องช่วยกันดึงตัวผมออกมาเพื่อนำร่างของฟ้าออกมา ผมยังจำได้ว่าผมรองไห้เป็นบ้าเป็นหลังในตอนที่ถูกตำรวจ 2 นายดึงผมออกมาเพื่อสงบสติอารมณ์ และต้องการจะนำตัวผมไปเพื่อเป็นพยานในการสืบสวนคดี

           แต่อารมณ์ของผมไม่อาจจะสงบได้โดยง่ายนักหรอก ผมร้องไห้มาตลอดตั้งแต่อยู่ในโรงพัก

          ตำรวจลงความเห็นว่าสภาพจิตใจไม่พร้อมเลยให้ผมกลับไปสงบสติอารมณ์ตัวเองที่บ้าน

          ผมรู้สึกผิดอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ มันเป็นความรู้สึกผิดต่อทุกสิ่งทุกอย่าง รู้สึกผิดต่อฟ้า ที่เธอพยายามจะชวนผมพูดคุยเรื่องต่างๆ แต่ผมก็เมินเฉยซ้ำร้ายยังปฏิเสธเธออีกต่างหาก

          ผมรู้สึกผิดต่อพ่อแม่ของฟ้าที่ดูแลฟ้าไม่ดี ตอนที่ผมพบพวกท่านที่โรงพักผมขอโทษทั้งพ่อและแม่ของเธอนับสิบๆครั้ง พ่อของฟ้าไม่ได้พูดอะไร มีแต่แม่ฟ้าเท่านั้นที่มาคุยกับผม ท่านแนะนำให้ผมกลับมาที่บ้านเพื่อทำใจให้สงบก่อน จากนั้นถ้าผมคิดอะไรได้ค่อยไปหาพวกท่านที่บ้านก็ได้

          ผมจึงกลับมาที่ห้องพักของตัวเอง

          ผมนั่งร้องไห้อยู่บนเตียงในห้องมืดๆของผมเอง ปกติมันก็มืดอยู่แล้วเพราะแสงไฟมีไม่กี่ที่ แต่วันนี้กลับมืดยิ่งกว่า เพราะแสงไหในชีวิตดับไปแล้ว ผมนั่งอยู่ในห้องโดยมีเบียร์ 1ลัง กับนาฬิกาตั้งโต๊ะเป็นเพื่อนซึ่งเข็มวินาทีก็เดินอย่างเชื่องช้าลงทุกทีในขณะที่ฟ้าจากผมไปแล้ว

          มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘โลกของเราจะหมุนช้าลงหากปราศจากคนที่เรารัก

          ใช่แล้วโลกของผมหมุนช้าลงทุกทีๆ และดูเหมือนโลกของผมมันก็ใกล้จะหยุดลงแล้วด้วย

          ถ้าหากเป็นไปได้ถ้าโลกของผมหมุน‘ย้อนกลับก็คงจะดีผมจะได้อยู่กับฟ้าให้นานกว่านี้ ทำดีกับเธอให้มากกว่านี้ และไม่ปล่อยให้เธอตายอย่างนี้ แต่ผมก็รู้ดีว่ามันเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝัน และมันก็แค่ความคิดชั่ววูบหนึ่งที่แล่นเข้ามาในตอนที่ผมกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความเศร้าหมอง

          เมื่อก่อนเป้าหมายในการมีชีวิตของผมตั้งไว้เพียงแค่ว่าจะทำงานหาเงินมาเพื่อให้ครอบครัวของฟ้ายอมรับ เพื่อจะได้ขอฟ้าแต่งงานและเลี้ยงดูฟ้าได้ตลอดรอดฝั่ง

          แต่ตอนนี้ฟ้าไม่อยู่แล้ว

          เป้าหมายในการมีชีวิตของผมตายไปแล้ว

          แล้วผมจะมีชีวิตต่อไปยังไง และจะมีชีวิตอยู่ต่อไปทำไม

          ผมลุกขึ้นเดินไปหยิบมีด ในหัวก็คิดถึงฟ้าตอนที่เธอโดนมีดเสียบ ขนาดของแผลตามที่ตำรวจบอกกับผมเมื่อตอนทุ่มกว่าก็คงเท่ากับมีดที่ผมถือในมือตอนนี้ คงจะดีถ้าชีวิตของผมกับฟ้าได้จบลงไปเพราะเหตุแบบเดียวกัน ในเวลาใกล้เคียงกัน

          ผมหลับตา ในความมืดของผมมองเห็นแต่ฟ้าเท่านั้น

          ฟ้าที่ยิ้มให้ผมแบบเมื่อครั้งวันวาน ฟ้าที่ยิ้มให้ผมแม้จะเป็นรอยยิ้มสุดท้ายในชีวิต

          ผมเงื้อมือขึ้น นัยน์ตาของผมบัดนี้ไม่มีน้ำตาไหลออกมาซักหยดแล้ว มันงคบงแห้งหมดแล้วกลับการใช้งานอย่างสาหัสนับไม่ถ้วนมาตลอดคืน หรืออาจจะเป็นเพราะผมไม่มีความกลัวใดๆเหลืออยู่แม้เพียงเศษเสี้ยว

          ฟ้า ตอนฟ้ากำลังจะตายฟ้ากลัวบ้างไหม ฟ้ารู้สึกอย่างที่เรารู้สึกหรือไม่ ฟ้าไม่ต้องห่วงนะเราจะไปหาฟ้าเดี๋ยวนี้แหละ

          ...

“ก๊อก ก๊อก”

          ท่ามกลางความเงียบเสียงคนเคาะประตูก็ดังขึ้นมาเรียกความสนใจจากผม

          ใครกัน ผมหันไปมองที่ประตูและวางมีดในมือลง บางทีอาจจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมาแจ้งเบาะแสคดีของฟ้า

          ผมเปิดประตูออกมาเพื่อพบกับคนที่อยู่อีกฟากของประตู และผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจหากแต่เป็นผู้ชายหน้าตาธรรมดาๆคนหนึ่ง จมูกโด่งดูคล้ายฝรั่ง น่าจะเป็นคนอเมริกา ใส่เสื้อผ้าแขนยาวโทนสีน้ำตาลอ่อน กางเกนยีนส์ขากระบอกสีดำและรองหุ้มข้อ ผมค่อยๆสำรวจดูคนตรงหน้าอย่างไม่รีบร้อนเท่าไหร่

          “สวัสดีครับ”เขาร้องทักขึ้นด้วยภาษาไทยที่ชัดถ้อยชัดคำ

          “ครับ”ผมตอบรับอย่างเบื่อหน่าย

          “เรียกผมว่าโทนี่ แอบเปิ้ลซีด มาจากอเมริกาครับ”โทนี่แนะนำตัวอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ผมก็ไม่ได้ถาม และผมก็ไม่ได้อยากรู้ด้วยว่าจะมีใครจะอยากรู้ชื่อของคนๆนี้หรือไม่

          “คุณมีธุระอะไรรึเปล่า ตอนนี้ผมไม่ว่าง” ผมรู้สึกว่าเริ่มไม่ได้ประโยชน์ที่จะคุยกับคนตรงหน้าจึงพยายามจะปฏิเสธ

          “มีอย่างถึงที่สุด ผมรู้นะครับคุณนิพนธ์ว่าคุณกำลังเศร้าเพราะเสียคนที่คุณรักไป และการที่ผมมาอยู่ตรงนี้ก็เพราะเหตุผลนั้นแหละ”

          “ผมไม่เข้าใจ” ผมหมายความตามที่พูดนั่นแหละ ผมไม่รู้ว่าคุณโทนี่อะไรนี่กำลังพูดเรื่องอะไร แต่ที่ผมรู้สึกติดใจก็ตรงที่เขารู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ผมกำลังทำอะไรอยู่

          “ผมมาเพื่อช่วยคุณ” ประโยคที่เหมือนกับแสงสว่างตอนหลงทางในความมืด เป็นดั่งความหวังที่โผล่ออกมาจากสรวงสววรค์

          “ช่วย คุณจะช่วยอะไรผมได้ คุณจะทำให้แฟนผมฟื้นคืนชีพหรือไง” ผมลองถามทีเล่นทีจริงดู

           “ก็ไม่เชิงหรอก แต่คงต้องบอกว่าใช่ ผมทำได้”

          “คุณจะทำได้ไง คุณมีเครื่องคืนชีพคน หรือว่าคุณสามารถย้อนเวลาได้ คุณจะบอกผมอย่างใช่มั้ยคุณโทนี่”

          “คุณพูดถูก ผมมีเครื่องข้ามเวลา ด้วยเครื่องนี้คุณจะสามารถย้อนเวลาได้ แต่ผมไม่ใช่คนที่จะย้อนไปหรอกนะ ผมมาเพื่อเอาเครื่องนี้ให้คุณย้อนเวลาไปต่างหาก ส่วนจะช่วยแฟนคุณได้หรือไม่ก็เรื่องของคุณ”โทนี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริง

          ซะเมื่อไหร่ บ้าไปแล้ว ผู้ชายคนนี้ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ผมคิดได้ดังนั้นก็พยายามจะปิดประตูเพื่อไล่เขาไป

          “ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อผม”โทนี่พูดพร้อมกับเอามือยันประตูไว้แรงของเขามีค่อนข้างเยอะเมื่อเทียบกับรูปร่างของเขา“ผมมีเครื่องข้ามเวลาจริงๆ แต่มันยังไม่สมบูรณ์แบบ เพราะเหตุผลบางอย่างซึ่งผมจะอธิบายให้ฟังแน่นอน”

          โทนี่ก้มลงหยิบอุปกรณ์เป็นรูปหมวกทรงกลมสีดออกมาจากกระเป๋าเดินทางข้างกายของเขาแล้วยื่นให้ผมดู ผมพิจารณาสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วก็รู้สึกไม่น่าไว้ใจขึ้นมายิ่งกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ เพราะพอดูรูปร่างใกล้ๆก็เห็นปุ่มอะไรไม่รู้อยู่ด้านบนของหมวกมีรูเป็นเหมือนรูเชื่อมสายไฟเพื่อต่อกับปลั๊ก

          “นี่คืออะไร”

          “เครื่องย้อนความทรงจำ”

          “มันทำงานยังไง”ที่ผมถามไม่ใช่ว่าผมเชื่อหรอกนะแต่ผมคิดว่าอย่างน้อยก็ขอดูคนบ้าเล่นจำอวดอะไรซักหน่อย

          “ก่อนอื่นคุณก็เสียบปลั๊กก่อน แต่ไม่ต้องห่วงเครื่องนี้มีระบบชาร์ตแบตซึ่งผมชาร์ตมาเต็มแล้วเรียบร้อย”

           “ข้ามไปขั้นตอนการใช้งานเลยได้ไหม”

           “ก็ง่ายๆคุณก็เอาเจ้านี่สวมหัว จากนั้นเครื่องนี้มันจะส่งคุณย้อนความทรงจำไปในอดีตตอนที่แฟนคุณกำลังจะตาย ช่วงเวลานั้นคุณจะสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อเปลี่ยนแปลงเรื่องราวในอดีต แต่มันก็ไม่ได้มีผลกับปัจจุบันซักเท่าไหร่นักหรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลเลยนะ อย่างน้อยก็ให้คุณได้กลับไปคุยกับแฟนคุณก่อนที่เธอจะตายนั่นแหละ”

          “คุณช่วยผมทำไม”ผมคิดจะไล่ถามเขาให้จนตรอก

         “ก็ไม่เชิงช่วยหรอก เรียกว่าตอบแทนบุญคุณดีกว่า จะว่าไงดีหล่ะมันเป็นไปได้ทั้ง 2 กรณี อย่างแรกก็คืออาจจะเป็นตัวคุณในอีก 30 ปีข้างหน้าจะมาช่วยผมสร้างเครื่องข้ามกาลเวลาเนื่องจากตอบแทนบุญคุณที่ผมช่วยคุณเอาไว้ในตอนนี้ หรืออีกกรณีก็คืออาจจะเป็นเพราะตัวคุณตอน 55ได้ช่วยผมเอาไว้ผมถึงต้องมาช่วยคุณในตอนอายุ 25ก็เป็นได้”          สิ่งที่ผมได้รับคือคำตอบอันน่าทึ่งตอนแรกผมคิดว่าเขาต้องเป็นเซลแมนขายเครื่องกรองน้ำแต่
ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าไม่ใช่เขาเป็นคนบ้าแน่นอน ไม่เป็นไรคุยกับคนบ้าอย่างน้อยก็คลายเครียดได้นิดหน่อย

          “แล้วตกลงใครช่วยใครก่อน”

          ผมก็ลองถามไปเล่นๆ บ้าแน่นอน เอาเรื่องผมตอนอายุ 55 มาขู่ ไร้สาระจริงๆ

          “ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าตอนนี้เราทั้งคู่มีชะตากรรมที่จะต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”

          “คุณมีหลักฐานอะไรไหมที่จะยืนยันได้ว่าคุณไม่ใช่คนบ้า หรือพวกมิจฉาชีพที่มาหลอกขายเครื่องกรองน้ำรูปหมวกให้ผม”

          “หลักฐานหรอ จริงสิตัวคุณในอีก 30 ปีข้างหน้าบอกว่า ลูกคนแรกของคุณถ้าเป็นผู้ชายจะให้ชื่อแนท ผู้หญิงให้ชื่อน้ำ

          “คุณรู้เรื่องนี้ได้ไง ผมไม่เคยบอกใครแม้กระทั่งแฟนผม”

          “ก็ตัวคุณในอนาคตบอกว่าถ้าพูดไปแบบนี้ ตัวคุณจะต้องอึ้งแล้วก็จะเข้าใจ”

          “ผมอึ้งก็จริง แล้วยังไงกับเรื่องแค่นี้ผมไม่ได้ทำให้ผมเชื่อคุณหรอกนะ”แต่ผมก็เริ่มเชื่อขึ้นมานิดนึงแล้วแหละ

          ผมสังเกตหน้าโทนี่เขาเป็นคนที่เรียกได้ว่าหน้าตายอย่างถึงที่สุดเหมือนกับว่าไม่มีความรู้สึกใดๆเลย ไม่ว่าจะพูดเรื่องน่าเหลือเชื่อซักแค่ไหน หน้าตาเขาก็ไม่ทำหน้าตาแบบที่แสดงออกมาว่าเชื่อผมเถอะผมพูดจริงๆนะเหมือนนักการเมืองที่ชอบออกมาพูดนโยบายสร้างชาติแบบเว่อร์ๆแล้วทำหน้าตาแบบที่เรียกว่าเชื่อผมเถอะผมพูดจริง

          “ผมก็คิดอยู่แล้วว่ามันคงจะเป็นเช่นนั้น”โทนี่ยังคงทำหน้าตายเหมือนเดิม  แต่คุณจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ผมคงไม่มีหลักฐานใดๆไปมากกว่านี้แล้วแหละกับการจะทำให้คุณเชื่อ เรื่องจะเชื่อหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของตัวคุณเอง แต่ขอให้รู้ไว้ว่าเรื่องที่ผมพูดทั้งหมดเป็นความจริง”

          “แล้วทำไมตัวผมถึงได้ให้คุณมาช่วยผมในเวลานี้” ผมเริ่มรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาแล้ว

          “เพราะตอนนี้เกิดความผิดปกติของเส้นเวลา ทำให้เครื่องข้ามเวลาที่เราทั้งคู่ช่วยกันสร้างซึ่งมันจะสามารถข้ามกาลเวลาได้ทั้งตัวเลยไม่สามารถใช้การได้ ดังนั้นตัวคุณในอนาคตได้พบว่า มีช่วงของการแบ่งแยกเส้นเวลาที่ใหญ่ที่สุดก็คือช่วงเวลาที่คุณอายุ 25 ปี แล้ววันที่เส้นเวลาแตกออกมาก็คือช่วงเวลานี้ คุณจึงบอกให้ผมมาเพื่อช่วยคุณแก้ไขเส้นเวลาในช่วงเวลานี้ และเช่นกันคุณเองก็ต้องให้ความร่วมมือกับผมด้วย”

          “ขอโทษนะโทนี่ ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจ”หรือในอีกความหมายก็คือ ผมแน่ใจว่าผมไม่เข้าใจ

          “คุณต้องการคำอธิบายมากกว่านี้ผมเกรงว่าเราจะยืนพูดจนเหน็บกินซะก่อน ยังไงช่วยเชิญผมเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหม”

          “เอางั้นก็ได้” คือผมคิดว่าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ยังไงเมื่อครู่ผมก็คิดที่จะตายอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าหากว่าโทนี่เขาเป็นมิจฉาชีพหลอกเข้าบ้านคนอื่นแล้วปล้นฆ่าก็ปล่อยเขาไปเถอะ ชีวิตนี้ผมไม่ต้องการอีกแล้วแหละ

          โทนี่เดินลากกระเป๋าเดินทางเข้ามาในห้องผมแล้วก็มองว้ายมองขวา เขาไม่ได้ทำหน้าตาแบบที่สื่ออารมณ์ใดๆออกมาเหมือนเช่นเคยผมว่านะการมองห้องของผมแล้วทำแบบนี้มันรู้สึกเจ็บกว่าการที่มองแล้วพูดออกมาว่า โห นี่ห้องคนหรือรังหนูวะเนี่ย

          ผมพึ่งเข้าใจคำที่ว่ายินว่าความเงียบสามารถทำร้ายจิตใจคนได้มากกว่าการพูด ก็เพราะโทนี่นั่นเอง

          เขาเดินไปหาเก้าอี้และวางกระเป๋าเดินทางลงก่อนจะหยิบสมุดบันทึกเล่มสีเขียวอ่อนจากกระเป๋าเดินทางของเขาออกแล้วเริ่มพลิกหาทีละหน้าจนหยุดลงแล้วเขาก็เริ่มพูดทันที

          “ผมจะอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องของเส้นเวลา ตามทฤษฎีโลกคู่ขนานที่มีกันเกร่อ มีสิ่งที่เรียกว่าเส้นเวลาซึ่งจะสามารถแตกออกไปก็เหมือนทางเลือกของคุณแต่ละทาง ยกตัวอย่างนะ ก็คือ บางครั้งการที่ผมมาเคาะประตูห้องคุณ อีกเส้นเวลาหนึ่งคุณอาจจะไม่เปิดประตูให้ผม หรือบางทีคุณอาจจะไล่ตะเพิดผม ไม่ก็เอาปืนมายิงผมก็เป็นได้แล้วแต่ทางเลือกที่คุณจะเลือกในวินาทีนั้น พูดง่ายๆก็คือทุกวินาทีมีทางเลือกที่แตกต่างกันแบ่งออกเป็น ร้อยล้านทางเลยทีเดียว”

          ผมกำลังตั้งใจฟังเพื่อสรุปประเด็นสำคัญ

           “เอาเป็นว่าหน้าที่ของคุณในตอนนี้ ก็คือกลับไปยังเส้นเวลาที่แฟนคุณกำลังจะตาย ผมอยากให้คุณลองเปลี่ยนแปลงอะไรซักอย่างดู การกระทำบางอย่างก็ได้ เพื่อให้เส้นเวลาที่เราทั้งคู่อยู่ในตอนนี้เปลี่ยนไปอยู่เส้น 000,016.18 ซึ่งเป็นเส้นเวลาที่เครื่องข้ามเวลานี้จะสามารถใช้งานได้ และใกล้เคียงกับเส้นเวลาที่เราอยู่กันตอนนี้”

            โทนี่หยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลเข้มที่มีที่บอกเวลาได้ออกมา ด้านหลังของมันบอกเลข 12 หลักซึ่งขึ้นต้นด้วยเลขศูนย์มากมาย ถ้าให้เดาแล้วผมคิดว่าน่าจะเป็นเครื่องข้ามเวลาที่เขาพูดถึง

          “ตอนนี้เราอยู่ในเส้นเวลาที่ 000,016.11 ผมมีเวลาให้คุณครั้งละครึ่งชั่วโมง ในการย้อนไปอดีตเพราะมันคือขีดจำกัดของเครื่องนี้ แฟนคุณตายตอนเวลา 16.18 ดังนั้นผมจะส่งคุณไปตอน 15.48 ทำยังไงก็ได้ให้ตอนที่คุณกลับมาเลขบนหน้าปัดนี้เป็น 016.18

          “ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม”

          “ถ้าตอบได้ก็จะตอบ”โทนี่หน้าตายอีกเหมือนเคยเขาเริ่มหยิบเครื่องที่บอกผมว่าเป็นเครื่องย้อนความทรงจำมากดปุ่มอะไรซักอย่างแล้วเครื่องนั้นก็มีแสงขึ้นรอบๆตัวมัน เป็นแสงไฟสีเขียวอ่อน เหมือนสมุดของเขา บางทีนี่อาจจะเป็นรสนิยมของเขาก็ได้ผมเห็นเขาพึมพำอะไรบางอย่างประมารว่าพร้อมใช้งาน

          “ทำไมคุณถึงรู้ว่าถ้าส่งผมไปช่วงเวลานี้ แล้วมันจะช่วยได้”

          โทนี่ละสายตาจากเครื่องย้อนความทรงจำและหันมามองทางผม “ผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน แต่คนที่บงการทั้งหมดไม่ใช่ใครที่ไหน ตัวคุณเองนั่นแหละที่สั่งผมมา เอาไว้ซักวันคุณก็จะรู้เองแหละ ผมคิดว่านะ”

          “ผมขออีกข้อ”

          โทนี่เงียบเป็นสัญญาณว่าเชิญ อย่างน้อยผมก็คิดอย่างนั้น

          “ถ้าเส้นเวลาคือทางเลือกที่แตกต่างออกไป ก็อาจจะมีความเป็นไปได้ที่ผมจะสามารถอยู่ในทางเลือกที่แฟนผมไม่ตายได้ใช่มั้ย ถ้าสมมติว่าผมเกิดเปลี่ยนอะไรบางอย่างถูกจุด”

          “อาจจะเป็นไปได้นะ ถ้ามันถูกจุดจริง เอาเป็นว่าผมจะเอาใจช่วยคุณอยู่ที่นี่ละกัน”โทนี่พูดแล้วเดินเข้ามาใกล้ผมพร้อมกับสวมหมวกให้ผมก่อนที่สติของผมจะวูบดับไป     

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

42 ความคิดเห็น

  1. #14 Wind (@obenzoza0741) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 ธันวาคม 2554 / 15:45
    เกือบร้องไห้ตอนที่ฟ้าตาย อินจัดไปหน่อย สนุกดีจ๊า
    #14
    0
  2. #13 Aerng (@aerngaaa) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2554 / 01:41

    แอบมาเห็นว่ามีคนแต่งนิยายเกี่ยวกับย้อนเวลาเหมือนกัน อิอิ
    ชอบการบรรยายมากครับ อธิบายลักษณะตัวละครจนละเอียดเลย
    และการเอาเรื่องอาชญากรรมมาเกี่ยวก็ดูน่าติดตามดี เป็นไซไฟ ทริลเลอร์ ที่สมบูรณ์แบบพอสมควร
    แต่ผมติดใจอยู่จุดหนึ่งว่า ฟ้า ไปตายในตรอกนั้นได้ไง และหายออกไปตั้งเป็น 10 นาที ทำไมเพิ่งถูกฆ่า
    หรือมีเหตุผลอะไร ผมคงต้องอ่านตอนต่อไปดูซะแล้วน่าติดตามมากๆครับ

    #13
    0
  3. #12 Lymsleia (@godzilla3000) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 / 10:39
    บทตอนต้ายสั้นไปนิด

    น่าบรรยายอารมณ์ความรู้สึกของคนที่กำลังช็อคอีกหน่อย
    แล้วก็เชื่อคนง่ายไปหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะเหลือความเคลือบแคลงสงสัยไว้บ้าง

    แต่ก็สนุกดี
    #12
    0
  4. #11 Consilium (@Willeam) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2554 / 21:15
    แค่ตอนแรกก็ชอบแล้วอะ! อัพอีกนะครับ เป็นกำลังใจให้เน้อ ^ ^
    #11
    0