Rivalry of the Two Gentlemen (omegaverse)

ตอนที่ 14 : Chapter 12: But in Such a 'Then' I Write a 'Never'

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,187
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 184 ครั้ง
    28 ส.ค. 62

Chapter 12 But in Such a 'Then' I Write a 'Never'


‘ ถึงท่านลอร์ดผู้ที่จริงจังไปเสียกับทุกเรื่อง


ฤดูหนาวที่อีสต์แลนด์ตอนใต้ก็ไม่ต่างจากที่บ้านเท่าไรนัก ออกจะอุ่นกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ คุณไม่ต้อกังวลไป ผมกำลังนั่งอยู่ข้างเตาผิงกับแมวหนึ่งตัว สบายดีไม่ขาดเหลืออะไร

ในจดหมายฉบับที่แล้วคุณพูดถึงเรื่องที่ความรับผิดชอบทั้งหมดตกลงที่คุณ เอาจริงๆ มันก็ไม่ยุติธรรม แต่โลกนี้ไม่มีอะไรยุติธรรมหรอกครับ หากคุณไม่รับผิดชอบซะเอง ใครล่ะจะรับผิดชอบ หากคุณไม่ทำเรื่องมันก็จะเลวร้ายลงกว่านี้สำหรับทุกคน มันน่าเหนื่อยใจ ว่าไหม… 

บางทีคนเราก็ต้องการใครสักคนที่จะมาบอกว่า ‘หัดเห็นแก่ตัวเสียบ้าง ไม่เป็นไรหรอก’... ผมเข้าใจดีเลยล่ะ ฉะนั้นผมจะเป็นฝ่ายบอกคุณเอง... มันไม่เป็นไรหรอกนะ ที่คุณจะคิดถึงตัวเองก่อนคนอื่น และก็ไม่เป็นไรที่คุณจะรู้สึกเหนื่อยหรือท้อใจในบางครั้ง  

ผมคิดว่าคนที่คอยตามแก้ปัญหาให้คนอื่นแม้ว่าตัวเองจะไม่ได้ก่อ จริงๆ แล้วก็เป็นคนที่น่านับถือนะครับ แต่ว่าถ้ามันมากเกินไปจนถึงขั้นทำให้คุณเดือดร้อน ก็ปล่อยๆ ไปบ้างก็ได้ ผมอยากให้คุณคิดถึงตัวเองให้มากๆ คิดถึงสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ คิดถึงความสุขของคุณ

ผมเป็นห่วงคุณจริงๆ นะครับ ต่อให้คุณบอกว่าคุณรับมือได้และผมก็เชื่อแบบนั้น แต่ก็ควรจะมีใครสักคนที่เตือนให้คุณหัดคิดถึงตัวเองบ้าง 

ผมจะคอยรับฟังคุณเสมอ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม

ด้วยรัก

เพื่อนทางจดหมายของคุณ

[ไม่มีการลงนาม]


ลอร์ดเฮคเตอร์อ่านข้อความบนจดหมายเก่า ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนที่เขาจะพับปิดและเก็บมันใส่กระเป๋าเสื้อ เขาไม่รู้ว่าเจ้าของจดหมายเสียชีวิตไปแล้วจริงๆ หรือเป็นเพียงข้ออ้างที่ไม่อยากเจอเขาอย่างที่เอเลนอร์บอก… แต่อย่างไรเสียเฮคเตอร์ก็ยังไว้อาลัยให้อีกฝ่ายอยู่ดี

อิซาเบล มอร์มอนต์ มีตัวตนอยู่จริง เรื่องนั้นชายหนุ่มได้รับการยืนยันจากสายข่าวของเขาแล้ว.. เจ้าหล่อนก็ยืนยันว่ามีหลานชายมาดูแลจริงๆ แต่เรื่องแปลกคือเหล่าเพื่อนบ้านในละแวกนั้นกลับไม่เคยเห็นหลานชายผู้นั้นเลย และระยะนี้ก็ไม่ได้มีคนจากบ้านนั้นถูกฝังที่สุสานด้วย

ในตอนแรกลอร์ดเฮคเตอร์สงสัยว่าหรืออิซาเบลคนนี้จะเป็นคนที่ส่งจดหมายมาเอง แต่หลังจากตรวจสอบลายมือและจากคำบอกเล่าถึงนิสัยส่วนตัวของเจ้าตัวแล้วก็พบว่าไม่น่าจะใช่… แล้วโอเมก้าปริศนาผู้นั้นเป็นใครกันแน่ มีเหตุจำเป็นอะไรถึงเปิดเผยตัวไม่ได้ และยังมีชีวิตอยู่ใช่ไหม


ลอร์ดเฮคเตอร์บอกให้สายของเขาสืบต่อไป… แม้อีกฝ่ายจะไม่อยากพบ แต่เขากลับไม่อยากปล่อยไป

ใช่… จะไม่ปล่อย


รถไฟจอดเทียบที่ชานชาลา ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงดินแดนทางเหนือ

อากาศในเดือนสองยังคงเย็นยะเยือก รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่พัดปะทะร่างทันทีที่ก้าวลงจากรถไฟ ผู้ติดตามวิ่งไปรับสัมภาระขณะที่ชายหนุ่มออกไปยืนรอรถม้าที่ตนได้แจ้งให้คนรู้จักช่วยเตรียมไว้ล่วงหน้า ไม่รู้ว่าเกิดอุบัติเหตุอะไรระหว่างทางหรือเปล่าจึงมาสายไปเสียหน่อย

ดวงตาสีเทาเหลือบมองร่างที่คุ้นเคยอีกร่างที่เดินอย่างรีบร้อนมาขึ้นรถม้า มือข้างหนึ่งจับหมวกทรงสูงเอาไว้กันไม่ให้ปลิว ขณะที่ผ้าพันคอสีเขียวของอีกฝ่ายดูจะถูกลมพัดจนจวนเจียนจะปลิวหลุดออกจากลำคอ 


ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ลอร์ดลูเชียนจะเตรียมรถม้าได้เร็วขนาดนี้ ในเมื่อเจ้าชายสามารถบอกคำใบ้แก่เฮคเตอร์ล่วงหน้า พระราชินีก็ย่อมสามารถให้คำใบ้แก่อีกฝ่ายได้ล่วงหน้าเช่นกัน


รถม้าสีดำจอดเทียบหน้าอีกฝ่ายที่ขึ้นไปอย่างรีบร้อน ไม่ทันระวังจนทำผ้าพันคอผืนหนาร่วงหล่น รถม้าแล่นออกไปอย่างเร่งรีบ ทิ้งไว้เพียงผ้าพันคอผืนนั้นที่วางนิ่งอยู่บนทางเท้าที่เต็มไปด้วยหิมะ

ชายหนุ่มคว้ามันขึ้นมา กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยเข้าจมูกมาจากผ้าผืนนั้นของลูเชียน ชวนให้หวนนึกถึงฤดูร้อนในปีนั้นที่ถูกวางทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง 

“ท่านลอร์ดครับ รถม้าของพวกเรามาแล้ว” เสียงเรียกของผู้ติดตามทำให้เฮคเตอร์เงยหน้าขึ้นและตอบคำสั้น

“รู้แล้ว” ชายหนุ่มเก็บผ้าพันคอผืนนั้นติดมือไปด้วยโดยไม่แน่ใจว่าทำไม… เพียงคิดว่าพบกันคราวหน้าค่อยคืนให้แล้วกัน..


จากสถานีรถไฟยังต้องเดินทางด้วยรถม้าไปอีกกว่าสองชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย ผู้ติดตามที่ลอร์ดเฮคเตอร์เลือกมาเป็นลูกชายของโค้ชแมนประจำตระกูล เขาไม่ต้องการบัทเลอร์หรือฟุตแมนมาคอยอำนวยความสะดวก คนที่คุมม้าเป็นใช้สอยได้มากกว่าเวลาเดินทางด้วยม้าแบบนี้ อย่างน้อยถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนขับรถม้าที่จ้างมาก็ยังใช้ให้ไปคุมม้าแทนได้

“ท่านลอร์ด ผมไม่เข้าใจคำใบ้เลย ทำไมถึงต้องเป็นทางเหนือด้วยล่ะครับ” เด็กหนุ่มเบต้าที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามด้วยท่าทางเกร็งๆ เอ่ยปากถามในที่สุด อันที่จริงเจ้าตัวอยากไปนั่งด้านนอกกับคนขับรถม้า แต่เพราะหิมะตกและด้วยไม่ต้องการให้ผู้ติดตามป่วยระหว่างทางจนเกิดปัญหา เฮคเตอร์ถึงเอ่ยปากให้มานั่งด้วยกันด้านใน “ในนี้บอกว่าฝนตกฟ้าร้อง มันก็น่าจะเป็นที่ที่ฝนตกตลอดไม่ใช่เหรอ”

ฟังจบแล้วชายหนุ่มก็ส่ายหน้า ใบหน้ายังคงนิ่งเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์เท่าใดนัก


“มันเป็นบทกลอนที่ดึงมาจากบทประพันธ์ของนักกวีชื่อดังคนหนึ่งเมื่อช่วงยุคร้อยกว่าปีก่อน เกี่ยวกับเรื่องการกบฏในดินแดนทางเหนือ ที่เริ่มต้นเรื่องมีแม่มดสามตนมาทำนายชะตาว่าเขาจะได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนาง…”

“แล้วท่านลอร์ดรู้ได้ยังไงกันครับว่าจะต้องไปที่ไหน ทางเหนือก็ออกจะกว้างขนาดนี้…” เด็กหนุ่มมีท่าทางเป็นกังวล ด้วยที่อีกฝ่ายเรียนหนังสือมาน้อยจึงไม่คุ้นชินกับบทประพันธ์ชิ้นนี้เท่าใดนัก

“หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นขุนนางเขาก็ได้รับปราสาทมาหลังหนึ่ง ซึ่งมีปราสาทชื่อเดียวกันอยู่ทางเหนือจริงๆ”

“...แบบนี้นี่เอง” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้ พลางลูบคางครุ่นคิด “ดูเป็นคำใบ้ที่ยากเหมือนกันนะครับ ถ้าไม่รู้เรื่องกวีเลยจะไปรู้ได้ยังไงกันว่ามาจากเรื่องไหน แล้วต้องไปที่ไหน” 

“อันที่จริงเรื่องนี้ค่อนข้างดัง มีจัดละครเวทีบ่อยๆ ก็ยังไม่นับว่ายากนักหรอก…” เพราะที่ยากน่าจะเป็นเรื่องถัดไปซึ่งไม่นับว่าเป็นงานที่ดังของกวีในตำนานผู้นั้นมากกว่า… แต่ถ้ามีเงินอย่างไรเสียก็สามารถนำไปถามข้อมูลจากพวกบรรณารักษ์ได้อยู่แล้ว

ลอร์ดเฮคเตอร์นั่งมองภาพวิวเบื้องนอกที่ทุ่งหญ้าเขียนถูกทับถมด้วยหิมะ ในเขตทางเหนือ ฤดูหนาวมักจะจากไปช้ากว่าทางใต้เสมอ

“สุภาพบุรุษคนนั้นที่สถานี…” เสียงเรียกจากเด็กหนุ่มผู้ไม่ค่อยประสาเรื่องมารยาทข้ารับใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจ “เป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันรึครับ เขาสวยมากเลย เห็นครั้งแรกผมนึกว่าเป็นโอเมก้าเสียอีก”

“อย่าพูดจาเหลวไหล” เฮคเตอร์เอ็ดทันที “โดยเฉพาะต่อหน้าคนอื่นห้ามพูดเรื่องนี้ มันเสียมารยาท เขาเป็นถึงท่านเอิร์ลแห่งวินเทอร์บิวรี่”

การบอกว่าอัลฟ่าเหมือนโอเมก้าก็ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าเป็นผู้ชายที่ท่าทางเหมือนสุภาพสตรี 

คนที่ดำรงตำแหน่งขุนนางจะต้องถูกตรวจสอบยืนยันเพศรองโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีใบอนุญาตเสียก่อน ฉะนั้นไม่มีทางที่ลอร์ดลูเชียนจะเป็นโอเมก้า… หรือหากเป็นจริงๆก็นับเป็นการหลอกลวงเบื้องสูง นับว่าผิดกฎหมายร้ายแรง

เด็กหนุ่มเบต้าก้มหน้าลงอย่างว่าง่าย รับปากว่าเขาจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก

เฮคเตอร์ไม่ต้องการมีปัญหา อีกทั้งไม่ต้องการเป็นต้นตอการแพร่ข่าวลือแปลกๆ ทำอย่างกับว่าแค่นี้เรื่องยังไม่เยอะพออย่างนั้นล่ะ...


ชายหนุ่มตัดสินใจหลับตาลงพักสายตา แม้การขับรถม้าอย่างเร่งรีบจะทำให้ภายในกระแทกและโคลงเคลงไปมาจนไม่อาจข่มตานอนได้จริงๆ อย่างน้อยเขาก็ยังสามารถเก็บเกี่ยวความสงบได้จากช่วงเวลานี้

ภาพของใบหน้าที่ดื้อรั้นของชายหนุ่มอีกคนปรากฏเข้ามาในห้วงความคิด พร้อมกับกลิ่นชาอัสสัมจางๆ นึกถึงท่าทางเจ็บใจในความพ่ายแพ้ยกแรกของคนที่มักจะมีสีหน้าลำพองใจช่างยั่วยุนั่นแล้ว... มุมปากก็อดกระตุกรอยยิ้มไม่ได้

ท่าทางเกมครั้งนี้ลอร์ดลูเชียนจะลำบากอยู่เสียหน่อย

… เพราะเฮคเตอร์ลงแข่งเพื่อชัยชนะ และก็ไม่คิดจะออมมือให้ใครทั้งนั้น



……………..


‘The Omega’s Home Journal เล่มที่ 44 คอลัมน์ ตามหารองเท้าแก้ว (Finding the Glass Slipper)

 

“เมื่อใดที่สามเราจะพบกันอีกครา

เมื่อฟ้าร้อง ฟ้าแลบ

หรือสายฝนกระหน่ำ

เมื่อความขัดแย้งจบสิ้น

เมื่อศึกมีผู้แพ้ และผู้ชนะ”


คำใบ้แรกของเกมการตามหารองเท้าแก้วนำพวกเรามาสู่ดินแดนทางเหนืออันหนาวเหน็บ เบื้องหน้าปราสาทขุนนางเก่าแก่อันเป็นฉากหลังในบทละครโศกนาฏกรรมเรื่องดังของนักกวีในตำนานเกี่ยวกับการก่อกบฏ ความบ้าคลั่ง และการหลอกลวง ถูกถมด้วยพื้นหิมะขาวโพลน

รถม้าคันแล้วคันเล่าแล่นมาสู่บริเวณปราสาทที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ผู้ที่มาถึงเป็นคนแรกก็คือลอร์ดเอ็ดเวิร์ด ฟาร์เรลส์ บุตรชายคนโตของท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเก็งที่ทุกคนคาดว่าจะได้แต่งงานกับเจ้าชาย หากลอร์ดเอ็ดเวิร์ดทำสำเร็จก็อาจเป็นการพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่เบต้าแต่งงานกับคนในราชวงศ์ และพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเมนแลนด์เลยทีเดียว!

ผู้ที่ถึงลำดับถัดมาคือคุณอาเธอร์ คอลลิน มหาเศรษฐีอัลฟ่าผู้เป็นเจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้าและของเล่น ถึงแม้จะเป็นสามัญชนแต่ด้วยฐานะของเขาแล้วก็เป็นบุคคลที่มองข้ามไม่ได้ทีเดียว! 

ผู้ที่มาถึงเป็นอันดับสามและสี่ ก็คือลอร์ดลูเชียน วิทล็อก และลอร์ด เฮคเตอร์ แฮร์ริสัน และผู้ที่มาถึงในลำดับถัดไปอีกก็คือคุณโจนาธาน ราล์ฟ เจ้าของสำนักพิมพ์ชื่อดัง, ลอร์ดวิลเลียม เบอร์แฮม บุตรชายคนรองของท่านวิสเคานท์แห่งเอลลิงตัน เซอร์มาร์ค เฮดลีย์ และ ….ฯลฯ 

...น่าเสียดายที่ในรอบนี้มีคำใบ้เหลือเพียงสิบห้าใบเท่านั้น โดยมีผู้ยืนรอส่งมอบอยู่ที่หน้าปราสาท ท่านวิสเคานท์รูดอล์ฟ ที่มาถึงเป็นลำดับที่สิบหกจึงตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย! 

จุดหมายต่อไปจะเป็นที่ใดกันแน่ คำใบ้ถัดไปจะยังเกี่ยวข้องกับนักกวีชื่อดังอยู่หรือเปล่า เราจะคอยติดตามและรายงานผลอย่างใกล้ชิดในเล่มถัดไปของ The Omega’s Home Journal

ซีมัวร์- เขียน

พอล- ภาพประกอบ’


……………..


ลอร์ดลูเชียนอยู่บนรถม้าที่กำลังมุ่งหน้าไปยังโรงแรมหรูซึ่งอยู่ใกล้สถานีรถไฟที่สุด… จากรถไฟต้องไปท่าเรือข้ามฟาก และจากท่าเรือไปยังอีสต์แลนด์ แล้วก็ต่อด้วยรถไฟอีกทีเข้าสู่เมืองหลวง


กระดาษคำใบ้ที่สองถูกใส่อยู่ในซองจดหมาย ชายหนุ่มหยิบมันขึ้นมากวาดสายตาดูคร่าวๆ แล้วยื่นต่อให้แก่ฟุตแมนของตนอ่าน


“เมื่อเจ้าสามารถนำแหวนจากนิ้วข้า ที่ไม่มีวันถอดออก

และคลอดบุตรของข้าด้วยตัวเจ้าเอง 

เมื่อนั้นเจ้าจึงจะสามารถเรียกข้าว่าสามี

แต่ ‘เมื่อ’ ที่ว่านั้น ย่อมไม่มีวันเป็นไปได้”


(When thou canst get the ring upon my finger which

never shall come off, and show me a child begotten

of thy body that I am father to, then call me

husband: but in such a 'then' I write a 'never.')


(All’s Well That Ends Well, William Shakespeare)


คุณแอคตันมีท่าทางไม่ค่อยเข้าใจนัก “ผมพอรู้เรื่องก่อนหน้านี้อยู่บ้าง แต่เรื่องนี้เป็นกวีคนเดียวกันเขียนจริงๆ เหรอ ไม่เห็นเคยได้ยิน”

“งานส่วนมากของเขาที่โด่งดังในยุคนี้จะเป็นโศกนาฏกรรม ไม่แปลกที่คุณไม่เคยอ่านงานชิ้นนี้” ชายหนุ่มรับซองจดหมายมาเก็บรักษาเอาไว้ “แต่สมัยนั้นละครเวทีนิยมแนวสุขนาฏกรรมกันมากกว่า งานส่วนมากก็เลยเป็นแนวตลกรักๆ ใคร่ๆ ”

ท่านเอิร์ลขยายความเสร็จแล้วรถม้าเช่าก็หยุดลงหน้าอาคารขนาดใหญ่สีขาวใกล้สถานีรถไฟ… ด้านหน้าเขียนป้ายชัดเจนว่า แกรนด์โฮเทลนอร์เทิร์น

ชายหนุ่มหยิบหมวกทรงสูงขึ้นสวม มือในถุงมือถือไม้เท้า ก้าวตรงเข้าไปภายในอาคารโดยมีดอร์แมนเปิดประตูรอรับอยู่แล้ว สัมภาระทั้งหมดทิ้งให้ฟุตแมนหนุ่มเป็นผู้จัดการ

ผู้จัดการโรงแรมยืนอยู่ที่ล็อบบี้พร้อมรับใช้ คุยแลกเปลี่ยนถ้อยคำอย่างสุภาพไม่กี่คำชายหนุ่มก็ยืนรอให้อีกฝ่ายไปนำกุญแจห้องมาให้พนักงานเบลล์บอย ระหว่างนั้นสัมภาระก็ถูกขนเข้ามากองอย่างเป็นระเบียบจนครบชิ้น

หลังจากนั้นคนคุ้นหน้าคุ้นตาหลายคนก็มาถึง ซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะโรงแรมหรูที่ใกล้สถานีรถไฟที่สุดก็มีเพียงที่นี่แห่งเดียว ..นั่นรวมถึงคุณอาเธอร์ คอลลิน มหาเศรษฐีที่ค่อนข้างนอกเหนือความคาดหมายว่าจะเข้าร่วมเล่นเกมในครั้งนี้ด้วย

ลูเชียนเคยพบอีกฝ่ายในงานเลี้ยงอยู่หลายหน อายุสามสิบห้าปีแต่มีข่าวว่าหย่าภรรยามาถึงสามคนแล้ว และก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ชื่นชมเจ้าชายไอวา…

ไม่แปลกอะไร การอยากครอบครองของสวยๆ งามๆ เป็นธรรมชาติของอัลฟ่า ยิ่งทั้งงดงามและสูงค่าก็ยิ่งน่าไขว่คว้าไม่ใช่หรือ?


ท่านเอิร์ลยกมือขึ้นแตะปลายหมวก ขณะทักทายอีกฝ่ายสั้นๆ 

“สายัณห์สวัสดิ์ คุณคอลลิน”

“ลอร์ดลูเชียน ไม่คิดว่าจะพบคุณที่นี่” หลัง แลกเปลี่ยนคำทักทายกันสอง-สามประโยคแล้วที่ด้านหลัง หางตาก็เหลือบเห็นเอ็ดเวิร์ดที่เดินเข้ามาอย่างไม่รีบไม่ร้อน ดวงตาสองคู่สบกันครู่หนึ่ง ไม่ต้องมีคำพูดใดก็คล้ายจะสื่อความหมายทั้งหมดได้แล้ว 

มุมปากของท่านเอิร์ลเหยียดยิ้มเล็กน้อย กล่าวลาเศรษฐีใหญ่อย่างสุภาพ แล้วถึงแยกย้ายเดินขึ้นห้องพักของตนเอง


ไม่มีทางจะกล่อมเอ็ดเวิร์ดให้วางมือจากเรื่องนี้ได้… เด็กนั่นหัวรั้นเกินไป


คิดแล้วก็ถอนหายใจเสียงเบา เมื่อเบลบอยเปิดห้องพักแล้วก็ยื่นกุญแจให้แก่คุณแอคตันจากนั้นก็ขอตัวไป

ห้องในแกรนด์โฮเทลกว้างขวางอยู่สบาย ตกแต่งด้วยรูปแบบตามสมัยนิยมคือปูพรมจากประเทศอาณานิคม ผ้าม่านกำมะหยี่ เก้าอี้ปักลาย และเตียงสี่เสาขนาดใหญ่แขวนม่านสีแดง ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่บ้าน


ลูเชียนถอดหมวกและโค้ตตัวนอกออกพาดวางบนเก้าอี้ อุณหภูมิด้านในอาคารอบอุ่นเสียจนชวนให้อึดอัด 

“คุณไปพักได้แล้ว วันนี้ไม่มีอะไรแล้วล่ะ… พรุ่งนี้ตีห้าครึ่งช่วยมาปลุกผมด้วย” ห้องของผู้ติดตามอยู่แยกกับห้องแขก เป็นห้องขนาดเล็กกว่าแต่สภาพไม่แย่ และไม่ได้อยู่ไกลจากห้องใหญ่เท่าใดนัก

“ครับ ท่านลอร์ด” รับคำแล้วเบต้าหนุ่มก็โค้งลาด้วยท่าทางที่ได้รับการฝึกสอนมาดีและจากไป ทิ้งให้นายของตนอยู่ตามลำพัง

เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางวิ่งวุ่นไปนั่นมานี่ทั้งวันจนอยากจะแช่น้ำแล้วล้มตัวลงนอนเสียเดี๋ยวนั้น นิ้วเกี่ยวเนกไทที่รัดแน่นออกจากคอถึงหายใจได้สะดวก แต่แล้วชายหนุ่มก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เอ่ยปากบอกให้คุณแอคตันสั่งรูมเซอร์วิสให้ ด้วยความรีบร้อนกลัวอีกฝ่ายจะไปไกลแล้วถึงรีบเปิดประตูออกไป และก็ได้พบกับคนที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ


ลอร์ดเฮคเตอร์ยืนเลิกคิ้วอยู่ที่หน้าประตู ท่าทางตกใจอยู่บ้างที่จู่ๆ ประตูก็เปิดทั้งที่ยังไม่ทันเคาะ… เจ้าของห้องเองก็มองอย่างประหลาดใจเช่นกัน

บังเกิดบรรยากาศกระอักกระอ่วนระหว่างคนทั้งคู่ จนผ่านไปพักหนึ่ง ลูเชียนถึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน

“...เข้ามาก่อนไหมครับ” 

อีกฝ่ายยังแต่งกายด้วยชุดมอร์นิ่งโค้ตเต็มยศ ทำเอาลอร์ดลูเชียนรู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อยกับสภาพไม่เรียบร้อยของตนเอง

เฮคเตอร์พยักหน้ารับคำเชิญ ก้าวเข้ามายืนในห้อง.. และก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครู่หนึ่ง

“แปลกจริงที่คุณเป็นฝ่ายมาหาผม… มีธุระอะไรรึครับ” 

“...แค่เอานี่มาคืน” ในมือถือผ้าพันคอสีเขียวเข้มยื่นมาให้คนตรงหน้า ลูเชียนรับมันเอาไว้ทั้งนึกประหลาดใจ เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับการเร่งเดินทางจนไม่ได้สังเกตด้วยซ้ำว่ามันหายไปเมื่อใด “ไม่รบกวนล่ะ” 

“เดี๋ยวก่อน”

ก่อนจะทันรู้ตัวสองขาก็ก้าวไปด้านหน้า มือข้างหนึ่งคว้าข้อมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ลอร์ดเฮคเตอร์เลิกคิ้วก้มมอง และก็เลื่อนสายตาไปสบตากับเจ้าของมือ

“ทานข้าวเย็น...ด้วยกันไหมครับ”


บังเกิดความเงียบระหว่างคนทั้งคู่ กระทั่งลูเชียนเองก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองทำอะไรลงไป… แค่ชวนตามมารยาท อย่างไรอีกฝ่ายก็คงปฏิเสธอยู่แล้วละมั้ง

มือที่เกาะกุมข้อมือของอีกฝ่ายค่อยๆ คลายออก ทิ้งลงข้างตัว สายตาเบือนมองไปทางอื่นเตรียมรอรับคำปฏิเสธ… แต่คำตอบที่ได้กลับเหนือความคาดหมาย

“...ได้” ลูเชียนหันกลับมามองด้วยสายตาประหลาดใจ “ยังไงซะวันนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำแล้ว”



รู้ตัวอีกทีอาหารมื้อหรูก็ถูกนำมาส่งถึงหน้าประตู… ชายคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามไม่ได้แสดงสีหน้ายินดียินร้ายอะไรเลยเมื่อฝาสีเงินถูกเปิดออก...

มื้ออาหารเย็นเริ่มต้นอย่างเงียบเชียบ เสียจนลูเชียนรู้สึกว่าตนควรเอ่ยปากพูดอะไรสักอย่างเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย

อีกฝ่ายมาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว มื้ออาหารก็เริ่มต้นแบบไม่ได้วางแผนล่วงหน้า การที่เรื่องผิดไปจากที่ควรจะเป็นเสียหมดทำให้ท่านเอิร์ลปั้นหน้าลำบากอยู่บ้าง...

 

“คุณคงอ่านคำใบ้ที่สองแล้ว?” ชายหนุ่มซับมุมปากด้วยผืนผ้าขาวเบาๆ ดวงตาสีฟ้ามองสบกับคนตรงหน้าในที่สุด

“คุณก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่…” … ใช่ เขารู้ว่าเจ้าชายคงส่งคำใบ้ให้อีกฝ่ายล่วงหน้าอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้อ่าน

“คิดว่ายังไงบ้างครับ?” มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย สองมือผละจากมีดและส้อมข้างจานอาหาร “กับคำใบ้พวกนี้”

“เอางานของกวีดังที่ล่วงลับไปแล้วมาใช้ แล้วเดินทางตามสถานที่ในเนื้อเรื่อง มันก็ไม่ได้ยากอะไรขนาดนั้น” เฮคเตอร์ออกความเห็น ด้วยเสียงราบเรียบและสีหน้าไม่ได้บ่งบอกอารมณ์ใดเป็นพิเศษ

“ถ้ารู้ล่วงหน้าก็ไม่ยากหรอก แต่ถ้าได้รับแบบกะทันหันย่อมยากอยู่ คุณคิดดูสิงานของกวีคนนั้นมีตั้งกี่เรื่อง กี่บท กี่ตอน… หยิบมาวรรคเดียวจากเรื่องที่ไม่ได้โด่งดังแบบนี้ต้องหากันให้วุ่นวายแน่”

“ถ้ามีเงินก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น แค่อาจทำให้ล่าช้าเล็กน้อย” ชิ้นเนื้อถูกหั่นพอดีคำ ส้อมสีเงินจิ้มส่งมันเข้าปากเจ้าของร่างสูงที่นั่งฝั่งตรงข้าม ลอร์ดลูเชียนนั่งมองท่าทางการกินที่แทบจะตามตำรามารยาททุกประการแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้


สมัยอีกฝ่ายยังเด็กมีปัญหากับตำรามารยาทที่ว่านี่มากทีเดียว ทั้งจับส้อมผิด ใช้จิ้มทุกอย่างแบบมั่วซั่วไปหมดแล้วยังทำอาหารหล่นอีกต่างหาก 

เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ…


“นั่นก็ไม่ผิด… แต่การจองตั๋วรถไฟโดยด่วนภายในวันเดียวทำได้ยาก คงทำให้เสียเปรียบมากทีเดียว” ...เพราะอันที่จริงแต่เดิมพี่น้องคู่นั้นก็ไม่ได้คิดจะเปิดช่องให้คนนอกเข้ามายุ่งวุ่นวายในเกมกระดานนี้อยู่แล้ว จึงวางกติกามาเช่นนี้ เรื่องนี้แค่ดูสถานการณ์ก็พอจะเดาออกแล้ว

ลอร์ดเฮคเตอร์พยักหน้า…

“ก่อนรอบสุดท้ายแขกที่ไม่ได้รับเชิญจะถูกไล่ออกไปจนหมด…” 

“ช่างเป็นการสร้างฝันที่หลอกลวงเสียจริงนะ”

“ยังไงกัน” ลอร์ดเฮคเตอร์รับฟังอย่างสนใจ ซึ่งก็นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากจนลูเชียนเริ่มไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายหัวไปกระแทกอะไรมาหรือเปล่า…

“แต่เดิมเรื่องนี้ก็ถูกปั้นแต่งให้เหมือนเรื่องของหญิงสาวลึกลับยามเที่ยงคืนกับรองเท้าแก้ว… ที่สามัญชนได้แต่งงานกับเจ้าชาย ก็เหมือนสร้างความฝันลมๆ แล้งๆ ที่ไม่เป็นจริงให้ผู้คน ไม่ใช่หรือไง”

“ไม่ผิดนัก… แต่เรื่องเกี่ยวกับราชวงศ์ มีเรื่องอะไรบ้างที่จริง…. คุณรับใช้คนผู้นั้นมานานขนาดนี้น่าจะรู้ดี” ฟังคำพูดของเฮคเตอร์แล้วชายหนุ่มผมทองก็หัวเราะเบา คิดถึงนายเหนือหัวของตนผู้นั้นแล้วก็อดพยักหน้าเห็นด้วยไม่ได้ 

“แล้วคุณคิดเห็นยังไงกับบทละครเรื่องที่สองบ้าง… ที่เกี่ยวกับหญิงสาวผู้ร้องขอความรักจากสามี”

บทละครเรื่องนี้เป็นเรื่องของหญิงสาวเบต้าสามัญชนผู้หนึ่งที่หลงรักขุนนางอัลฟ่า แต่น่าเสียดายที่มันเป็นเพียงรักข้างเดียว ต่อมาเจ้าหล่อนได้ใช้วิชาแพทย์ที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบิดาไปรักษาพระราชาแห่งอีสต์แลนด์ ทำให้สามารถขอพรจากพระราชาได้หนึ่งข้อ… และเธอก็เอ่ยปากขอว่าต้องการแต่งงานกับขุนนางอัลฟ่าผู้นั้น

เฮคเตอร์เว้นช่วงไประยะหนึ่ง คล้ายกำลังประมวลหาคำที่เหมาะสม ก่อนจะให้คำตอบ 

“... ฝันเฟื่อง”

“ใจร้ายจริง”

“เรื่องฝันเฟื่องจะให้บอกว่าสมจริงได้ยังไง” 

..เรื่องที่พูดจาตรงๆไม่ค่อยอ้อมค้อมนี่ก็ไม่ค่อยจะเปลี่ยนเหมือนกัน

“เพราะแบบนี้ไงเล่าคุณถึงโดนทิ้ง” ลอร์ดลูเชียนถอนหายใจ ทำเอาคิ้วคู่สนทนาขมวดเข้าหากัน

“เรื่องมันเป็นไปไม่ได้ทั้งบริบทสังคมและความเป็นจริง ข้อแรก พระราชาแห่งอีสต์แลนด์จะเรียกหญิงสามัญชนที่ไม่ใช่แพทย์มาถวายการรักษาได้ยังไง ข้อสอง ความสัมพันธ์ที่มีแต่การไล่ตามกับบีบบังคับอย่างนั้นมันจะเป็นไปได้ยังไง ...หากคุณเห็นต่างก็แย้งได้”
“ไม่ได้เห็นต่าง แต่ผมเข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องเขียนเรื่องอะไรแบบนี้… คุณลองคิดดูสิ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเบต้า การวางตัวละครให้ผู้ชมรู้สึกสามารถเชื่อมโยงด้วยได้จะทำให้พวกเขาเข้าใจสถานการณ์ง่ายกว่าวางให้เธอเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์… และแต่ไหนแต่ไรมาขุนนางอัลฟ่าก็เป็นความใฝ่ฝันของหญิงสาวอยู่แล้วนี่” ลอร์ดลูเชียนอธิบายทีละขั้นตอนอย่างใจเย็น เขาเอียงคอและยิ้มน้อยๆ “เขาถึงโด่งดัง... แม้จะเขียนแต่อะไรที่ไม่มีทางเกิดขึ้นได้”

“และส่งเสริมอะไรที่ไม่ควรส่งเสริม… การบังคับให้อัลฟ่าแต่งงานด้วยทั้งที่เจ้าตัวปฏิเสธชัดเจน หลอกใช้เล่ห์กลสารพัดจนสุดท้ายเขาต้องจำยอมรับรัก นี่มันเป็นความสัมพันธ์ประเภทไหนกัน… ผมไม่เข้าใจว่าทำไมพวกสุภาพสตรีถึงนิยมเรื่องอะไรแบบนี้นัก”  

“อะไรแบบนี้มันก็สะท้อนถึงความปรารถนาของผู้คนในยุคนั้นละมั้งครับ… หากไขว่คว้าก็จะได้มา ใครก็คงอยากได้ยินแบบนี้มากกว่า ‘ต่อให้พยายามไขว่คว้าก็ไม่มีวันได้มา’... ละมั้ง” ชายหนุ่มทอดถอนใจเบากับคำพูดประโยคหลัง และก็ปรับสีหน้ากลับมายิ้มแย้มตามปกติได้ในเวลาไม่กี่วินาที

“ถึงขุนนางอัลฟ่าจะใจร้าย เจ้ายศเจ้าอย่าง ถือสาที่นางเอกเป็นทั้งเบต้าและสามัญชน แต่ผมก็เข้าใจเขา… เลยเห็นใจเขาไปด้วยละมั้ง จะด้วยเหตุผลอะไร ไม่รักก็คือไม่รัก” 

“นั่นสินะ… คุณนี่เป็นคนโรแมนติกกว่าที่ผมคาดเสียอีก” ลอร์ดลูเชียนหัวเราะเบา “ไม่คิดจะถอนตัวจากเกมนี้แล้วไปหาคนที่คุณรักจริงๆ แต่งด้วยหรือครับ”


ริมฝีปากของผู้ฟังกระตุกยิ้มเล็กน้อยคล้ายกำลังเย้ยหยันตนเอง ดวงตาสีเทามองสบกับดวงตาสีฟ้าของอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางอื่น 

“อย่างที่คุณบอก ผมมักโดนทิ้ง… คนที่อยากแต่งด้วยก็มักจะหนีไป คนแรกก็หนีไปหาคุณ ส่วนคนที่สอง…” ชายหนุ่มหยุดคำไปเล็กน้อย ครู่หนึ่งถึงต่อประโยคจนจบ “ไม่อยากแต่งด้วยขั้นแกล้งตายทีเดียว”


ยิ่งลูเชียนฟังแล้วก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นทุกที.. เพราะคนที่ก่อเรื่องให้เฮคเตอร์ทั้งสองรอบไม่ใช่ใครเลย นอกจากเขาเอง แต่แล้วชายหนุ่มก็เอะใจกับบางคำในประโยคหลัง


“...แกล้งตาย?”

“ใช่ ตลกดีไหมล่ะ… ให้ญาติส่งจดหมายมาบอกว่าตายแล้ว แต่ไม่มีการฝังศพ” เฮคเตอร์ถอนหายใจ

“...... เสียใจด้วย” 

ลอร์ดเฮคเตอร์แค่นหัวเราะเบา มองประเมินอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจนัก

“ปกติแล้วคุณต้องทับถมซ้ำเติมผม ไม่ใช่หรือไง? แสดงความเสียใจอะไรกัน” 

“ก็ไม่เสมอไปสักหน่อย…” 


จานอาหารถูกสับเปลี่ยน จากจานหลักมาจนถึงของหวาน แต่หลังจากฟังเรื่องเมื่อครู่แล้วลูเชียนก็ไม่รู้สึกอยากอาหารนัก


“... รู้ไหม เวลาคุณไม่พยายามกวนอารมณ์คนอื่น ก็เป็นเพื่อนคุยที่ไม่เลวนัก” 

“อันที่จริงผมก็เป็นเพื่อนคุยที่ไม่เลวมานานแล้ว คุณเพิ่งจะตาสว่างเห็นสัจธรรมต่างหาก”

ชายหนุ่มอีกคนไม่ได้โต้เถียง เพียงตักของหวานในจานกินด้วยจังหวะสม่ำเสมอจนหมด… รอจนคนมาเก็บจานอาหารไปแล้ว ลอร์ดเฮคเตอร์ถึงพูดขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค

“...นี่ก็ดึกแล้ว ผมควรกลับ” 

“ผมควรไปส่งคุณถึงห้องไหม” ลูเชียนเอ่ยหยอกล้อ ดวงตาฉายแววขบขัน อีกฝ่ายไม่ใช่โอเมก้า แน่นอนว่าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น และแน่นอนว่าลอร์ดเฮคเตอร์ผู้ไม่รู้จักรับมุกหรือการล้อเล่นใดก็ตอบอย่างหนักแน่นว่า...

“ไม่”

เจ้าของห้องยืนกอดอกพิงวงกบประตู มองร่างสูงใหญ่ที่หันหลังเดินจากไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางแสงเทียนจากโคมแขวนผนัง

ลูเชียนเผยอริมฝีปาก เอ่ยคำพูดทิ้งท้ายหนึ่งประโยคอย่างแผ่วเบา ให้คนที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าจะได้ยินหรือไม่


“แล้วพรุ่งนี้พบกันใหม่…ลอร์ดเฮคเตอร์”


และมันคงจะเป็นอีกหนึ่งวันที่ยาวนานทีเดียว...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 184 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

594 ความคิดเห็น

  1. #502 nongning5657 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2563 / 06:44
    ลูกฉันสวย! เห็นไหม! ลูกฉันสวย!!
    อิพี่แหกตาดูเลยนะ ลูกฉันสวยขนาดที่ผู้ติดตามยังทัก พี่ก็ช่วยสงสัยสักนิดได้ไหม?!
    จังหวะบอกว่าคนที่สองไม่อยากแต่งด้วยถึงขั้นแกล้งตาย ฉันนี้แบบ กุมอกเลยค่ะ ขนาดฉันไม่ใช่น้อง ยังรู้สึกผิดหนักมาก
    อยากกอดน้องแน่นๆ
    #502
    0
  2. #439 erasererr (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 00:17
    ลูเชียนดูชอบเค้ามากอยู่ ชอบเค้ามาตั้งนานแล้วอะ เห้อมๆ จริงๆก็เห็นใจนะที่แสดงออกอะไรไม่ได้ ได้แน่มองตามหลัง กวนเค้าแทนการหาเรื่องชวนคุย
    #439
    0
  3. #438 erasererr (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 00:16
    คือเอ่อ ขนาดคนติดตามแฮคเตอร์ยังมีตะหงิดใจอะแกร น้องออกจะสวยนะ พี่เค้าไม่สงสัยสักนิดเลยหรอ
    #438
    0
  4. #361 pearle (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:02
    บทนี้คสพก้าวหน้าแล้วว
    #361
    0
  5. #350 kxy9190 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:26
    ผมลุ้นอะไรอยู่ โถ่ 555555 ถึงเนื้อถึงใจมากค่ะแต่ละประโยค ;-;
    #350
    0
  6. #313 Hasegawa Michiko (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:19
    สักวันต้องรู้แน่ๆว่าเป็นลูเซียน
    #313
    0
  7. #229 Bibidiz (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 07:49
    เฮคเตอร์เขาก็เฮิร์ทมากอยู่นะ ฮือ
    #229
    0
  8. #190 D-Dindin (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 10:42
    เดี๋ยวเฮคเตอร์ต้องรู้ความจริงไม่ช้าก็เร็วนี้แน่ ใจกระตุกเลยตอนบอกว่าไม่อยากแต่งจนแกล้งตาย ฮือออ สงสารคุณพระเอกเขานะคะ ชอบที่ใช้กลอนของเช็กสเปียร์มาใบ้คำมากๆ รู้สึกโรแมนติก อยากให้หวานแบบนี้ไปนานๆ แต่ดราม่าก้อนใหญ่หลายก้อนรอวันปะทุมากๆ /ปาดน้ำตา
    #190
    0
  9. #91 mummummi (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 02:51
    โถ ลูเซียนของแม่ จิตใต้สำนึกไปก่อนสมองสินะ รีบคว้ามือเขา ชวนดินเนอร์ แถมโดนตัดพ้อว่าแกล้งตายอีก น่าสงสาร
    #91
    0
  10. #88 dreamtime24647 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 07:00
    แงงง สงสารลอร์ดเฮคเตอร์ง่ะ โดนต้ม
    #88
    0
  11. #87 Gray13 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 21:30
    เฮ้ออออ สุขไม่สุดจริงๆ
    #87
    0
  12. #86 MinRos (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 19:36
    **แค่ฉากเปิดประตูมาเจอตอนที่ปลดเนคไทแล้วแค่นี้ เป็นฉากที่ทำฉันใจเต้นตึกตักเลย
    **พอโดนบอกต่อหน้าว่าโดนแกล้งตายหนีแล้วทำหน้าไม่ถูกเลย เสียใจอ่ะ มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนี่นา งือออ
    #86
    0
  13. #85 Lalilalia (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 17:03
    ถ้าโดนรู้เรื่องว่าเป็นคนส่งจดหมายคงโดนเกลียดมากแน่ๆ;-;
    #85
    0
  14. #84 akhonthiang (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 17:02
    ทำไมเรารู้สึกฟินแบบหน่วงๆ
    #84
    0
  15. #83 Tahnya (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 16:16
    น่ารักง่าาา มีนั่งกินข้าว คุยเล่น ด้วยกันด้วย หวังว่าจะหวานกันแบบนี้ไปอีกหลายๆตอนนะ ยังไม่อยากให้ดราม่าเลย
    #83
    0