Rivalry of the Two Gentlemen (omegaverse)

ตอนที่ 13 : Chapter 11: The Glass Slipper Hunt

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 161 ครั้ง
    29 ก.ย. 62

Chapter 11: The Glass Slipper Hunt


พื้นถนนปูด้วยอิฐที่เฉอะแฉะแทบกลายเป็นสีำสนิทในยามค่ำคืน กลิ่นมูลม้าจากยามกลางวันโชยขึ้นเตะจมูกจนไม่น่าพิสมัย ในตรอกแคบๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลพิษ ชายชราถูกตะเกียงโคมไฟส่องนำทางสุภาพบุรุษอีกท่านที่สวมเสื้อโค้ตสีเข้มและหมวกทรงสูง แทบจะกลมกลืนไปกับความมืด

โสเภณีเบต้าในชุดกระโปรงสีสดต่างส่งเสียงเรียก ทั้งส่จูบขยิบตายั่วยวนทั้งชายและหญิง ทว่าทั้งสองไม่ใส่ใจ กลับสาวเท้าเร่งเดินลึกเข้าไปในตรอกแห่งนั้นยิ่งกว่าเดิม


ที่สุดทางเดินมีบานประตูไม้เก่าคร่ำดูจะพังมิพังแหล่ ชายชราหลบทางให้ผู้อ่อนวัยกว่า ก้าวเดินสามก้าวเข้าไปเคาะประตูเป็นจังหวะที่แปลกประหลาก

ก๊อกๆ ก๊อก ก๊อกๆ

ผ่านไปเพียงชั่วอึดใจ บานไม้ดังกล่าวก็เปิดออก ด้านในดูเป็นร้านขายของจิปาะที่มีแต่ของเก่าเรียงรายและรกมีของกองวางระเนระนาดไปหมด

ปลายรองเท้าหนังแตะลงบนพื้นพรมที่เต็มไปด้วยฝุ่น มือข้างหนึ่งถอดหมวกทรงสูงออก ดวงตาสีฟ้าจับจ้องไปทางชายชราหลังค่อมที่เป็นผู้เปิดประตู 

ชายหนุ่มหันไปให้สัญญาณกับพ่อบ้านของตนที่แต่งกายด้วยชุดสูทธรรมดาทั่วไปให้รออยู่ด้านนอก คุณวินสตันค้อมหัวรับคำ และประตูก็ถูกปิดลง


“ไม่ได้พบกันนานแล้วนะ ท่านลอร์ด ตั้งแต่เรื่องกวาดล้างสำนักพิมพ์ในปีนั้น” ชายหลังค่อมกล่าวปนหัวเราะเบาๆ โคมไฟในร้านมีเพียงดวงเดียวและไม่เพียงพอให้แสงสว่างไปทั่วห้อง ลูเชียนคล้ายจะได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวบางอย่างหลังกองขยะเหล่านั้น… เป็นไปได้มากทีเดียวว่าคงเป็นเสียงหนูท่อ แต่เจ้าของสถานที่กลับไม่ใส่ใจและพูดต่อ พลางดึงเก้าอี้ไม้เก่าๆ มาวางให้แขก “นั่งสิๆ! ดื่มอะไรหน่อยไหม”

“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่หิวน้ำเท่าไหร่” ลอร์ดลูเชียนรักษายิ้มสุภาพ ทิ้งตัวลงนั่งแต่ไม่กล้าทิ้งน้ำหนักทั้งหมดเพราะกลัวว่าเก้าอี้ตัวนั้นอาจพังเป็นชิ้นๆได้ ดูเหมือนขาเก้าอี้จะไม่เสมอกันมันจึงโยกเยกอยู่เล็กน้อย “วันนี้มาเพราะมีเรื่องจะรบกวน จะส่งจดหมายมาก็ไม่สะดวกนัก”

นั่นเพราะจดหมายก็คือหลักฐานชั้นดี… จะฝากคนก็ไม่ไว้ใจ สุดท้ายก็ต้องมาด้วยตนเอง...

“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเรื่องคุณคงไม่มาที่แบบนี้หรอก” ชายคนนั้นหัวเราะเสียงแหบ “ว่ามาสิ”

“ผมต้องการให้คุณจัดหาคน… อาจจะต้องไปหลายประเทศเสียหน่อย รายละเอียดตามนี้” กระดาษแผ่นหนึ่งถูกเลื่อนไปเบื้องหน้า ชายชราผู้นั้นรับมาส่องดูกับโคมไฟ พลางขยับขาแว่นตาเก่าที่เบี้ยวเอียงไปข้างหนึ่งให้เข้าที่

“โฮ่… คนเยอะทีเดียว” 

“ใช่… แต่ผมไม่ต้องการให้ฆ่าเป้าหมาย แค่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเดินทางต่อได้ก็พอแล้ว” 

ชายชราฟังแล้วก็หัวเราะออกมาอีก ครั้งนี้เสียงดังกว่าเดิมเสียหน่อย

“นี่เรื่องรองเท้าแก้วอะไรที่อยู่ในหนังสือพิมพ์ใช่ไหม พวกผู้ดีนี่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ เหลือพอเอามาเผาเล่นกับเรื่องไร้สาระแบบนี้ ตลกจริงๆพับผ่าสิ”

“.... นี่เป็นงานใหญ่ คุณจะรับหรือไม่รับ” ผู้พูดมีท่าทางสงบ หากดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย และน้ำเสียงก็เย็นชาขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน

“ต้องรับอยู่แล้ว” ชายหลังค่อมยิ้มจนเห็นฟันสีเหลืองที่มีหลายซี่หายไป “ได้สิท่านลอร์ด ผมจะจัดเตรียมคนให้ตามที่ท่านต้องการ แค่ระบุมาว่าจะกำจัดใครก่อนหลัง ที่ไหน ยังไง”

“ทั้งหมดขอให้ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ… ส่วนลำดับก่อนหลังก็ตามที่เขียนในนี้” ปลายนิ้วเลื่อนกระดาษอีกแผ่นให้แก่ชายชรา “ค่าจ้างจ่ายครึ่งหนึ่งก่อน อีกครึ่งหลังงานสำเร็จ เงื่อนไขเดิมกับคราวก่อน ถ้างานไม่สำเร็จลุล่วงด้วยดีอีกครึ่งจะไม่จ่าย” 

“ได้สิ ผมจะไปจัดกาารให้ เรียบร้อยแน่นอน ไม่ต้องเป็นห่วง” เจ้าของร้านยิ้มจนตาหยี อันที่จริงเห็นเป็นรังขายขยะเก่าซอมซ่อแบบนี้แต่จริงๆ แล้วที่นี่เป็นแหล่งรับงานของโจรที่รู้จักกันเฉพาะคนที่คลุกคลีกับวงการตลาดมืด ส่วนมากมักเอาไว้ว่าจ้างงานสกปรกผิดกฎหมาย 

“ฝากด้วยนะครับ…” ลอร์ดลูเชียนพยักหน้าให้อีกฝ่าย “ผมขอตัวก่อนล่ะ นี่ก็ดึกมาแล้ว”

“กลับดีๆ ล่ะ ระวังคนมาเห็นด้วยนะ ท่านลอร์ด เดี๋ยวจะเสียชื่อเสียงหมด” ประโยคหลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดสีอยู่เล็กน้อย แน่นอนว่าชนชั้นล่างไม่ค่อยถูกกับชนชั้นขุนนางเท่าใดนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร… ความแตกต่างทางชนชั้นในประเทศนี้มีมากจนเกินไป

“ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ผมระวังอยู่แล้ว…” ชายหนุ่มลุกขึ้นสวมหมวก คว้าเสื้อโค้ทจากที่แขวามาสวมทับไปพลาง “ลาก่อน”

“แล้วพบกันใหม่… ท่านลอร์ด” ฟังแล้วลูเชียนก็ยกยิ้มตามมารยาท หากยิ้มนั้นไม่ได้ลามไปถึงดวงตา เขาก้าวขาออกผ่านประตูไม้บานเก่า ออกไปหาบัทเลอร์ของตนที่ยังคงยืนถือตะเกียงอยู่ที่เดิม


ประตูถูกปิดไล่หลังเสียงไม่ดังไม่เบา ท่านเอิร์ลหนุ่มก้าวยาวๆ ออกมาและเอ่ยกล่าวกับคุณวินสตันด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“กลับกันได้แล้ว”

“ครับ ท่านลอร์ด”

“.... เหมือนเดิม หากคุณแม่ถาม บอกเธอว่าผมไปเยี่ยมลอร์ดคริสเตียน และคุยกันจนเพลิน… เลยกลับช้ากว่าปกติ”

“รับทราบครับ” คุณวินสตันตอบรับอย่างเรียบง่าย เงาของทั้งสองที่สะท้อนจากแสงตะเกียงสลัวถูกกลืนหายไปกับความมืดมิดในตรอก และสองนายบ่าวก็เดินจากมาอย่างเงียบเชียบราวกับว่าพวกเขาไม่เคยมาเหยียบสถานที่แห่งนี้มาก่อน

………………..

 

สองวันต่อมา...


ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับมีแต่ข่าวเรื่องงานเต้นรำและการหาคู่ของเจ้าชาย เรื่องราวของรักแท้และการตามหารองเท้าแก้วในยุคใหม่ ปั้นแต่งเสียจนฟังดูโรแมนติกเหลือเกิน

แต่ทุกคนที่เกี่ยวข้องล้วนรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับความรักเลยแม้แต่น้อย

ลูเชียนอ่านรายละเอียดบนกระดาษหนังสือพิมพ์ด้วยสายตาไร้อารมณ์ มือเอื้อมหยิบถ้วยชาเบรคฟาสต์มาจิบ กลิ่นของชาอัสสัม ซีลอน และเคนยาที่เบลนด์เข้าด้วยกันผสมกลมกล่อมจนออกมาเป็นกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์


 เมื่ออ่านบทความจนจบแล้วหนังสือพิมพ์สีเทาฉบับนั้นก็ถูกวางลงบนโต๊ะทำงานในห้องหนังสือ ชายหนุ่มมีสีหน้าครุ่นคิด ดูเหมือนว่าเรื่องนี้จะได้รับความสนใจจากสาธารณชนพอสมควรทีเดียว แต่ในยุคที่สิ่งบันเทิงมีให้ทำอยู่ไม่กี่อย่าง การตามข่าวอะไรพวกนี้ก็นับเป็นความสนุกสนานอย่างหนึ่งของผู้คน

คิดบางอย่างได้แล้วเขาก็ลุกขึ้นทันที และสั่นกระดิ่งเรียกพ่อบ้านเข้ามาทันที

“บอกคุณสมิธให้เตรียมรถม้า ผมจะไปสำนักพิมพ์ซีมัวร์”

“ตอนนี้เลยรึครับ” พ่อบ้านมีท่าทีประหลาดใจอยู่บ้าง ปกติแล้วลอร์ดลูเชียนมักทำตามตารางเวลา การที่ออกไปไหนกะทันหันดูผิดวิสัยอยู่บ้าง

“ใช่”

“ผมจะรีบจัดการให้ทันทีครับ”

สวมโค้ตตัวนอกกันหนาว มือหยิบหมวกทรงสูงและไม้เท้า จากนั้นท่านลอร์ดก็รีบเร่งออกจากคฤหาสน์ มุ่งหน้าเข้าเมืองไปยังสำนักพิมพ์ซีมัวร์ทันที


บรรยากาศใจกลางเมืองยังคงเต็มไปด้วยควันจากอุตสาหกรรม กลิ่นมูลม้า และพื้นเฉอะแฉะที่เกิดจากหิมะ ทว่าทุกคนดูชินชากับมันและไม่ได้ใส่ใจ ยังคงออกมาเดินกันตามปกติ

ชายหนุ่มมาถึงหน้าตึกแถวหลังเดิม ก้าวขายาวๆ ขึ้นบันไดและเปิดประตูสำนักงานด้วยท่าทางไม่รีบร้อน ติดจะรวดเร็วกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น


ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปและซีมัวร์เห็นหน้าผู้มาเยือน ชายหนุ่มร่างเล็กก็แทบกระโจนเข้าใส่ลอร์ดลูเชียน ติดแต่ยังรักษามารยาทเลยยังไม่พุ่งชนเขาล้มเท่านั้นเอง

“ลูเชียน! เรื่องงานเลี้ยงเลือกคู่ เกมเลือกคู่น่ะ คุณรู้อะไรอีกบ้างบอกพวกเราที ตอนนี้ทุกสำนักข่าวแย่งกันทำข่าวเรื่องนี้กันให้วุ่นแล้ว!” 

มือที่สวมถุงมือแตะค้างอยู่บนปีกหมวกทรงสูงขณะที่โดนรัวคำถามใส่ ลูเชียนอดยิ้มออกมาและส่ายหัวไม่ได้

“ใจเย็นๆ ซีมัวร์ ค่อยๆ คุย”

“กติกามีเท่านี้จริงๆ เหรอครับ ที่งานเลี้ยงน่าจะมีประกาศอะไรมากกว่านี้สิ คุณก็ไปร่วมด้วยใช่ไหม ผมต้องการตีพิมพ์คอลัมน์เกี่ยวกับงานนี้มากๆ เลย” มองไปรอบๆ ไม่ได้มีแค่ซีมัวร์ที่สนอกสนใจ คนอื่นก็มีท่าทางกระตือรือร้นเช่นเดียวกัน แน่นอนอยู่แล้ว สำหรับนิตยสารแฟชั่นที่เน้นขายสุภาพสตรีชนชั้นสูง การเลือกคู่ของเจ้าชายที่ไม่ได้มีให้เห็นทุกวันใครเล่าจะไม่สนใจ และในช่วงที่ทำข่าวได้ก็ยิ่งต้องรีบทำ

“ไม่มีอะไรนอกเหนือจากที่เขียนในหนังสือพิมพ์หรอก คิดว่าพระราชินีน่าจะทรงอยากให้ทุกคนไปหาคำตอบกันเอาเอง หรือไม่ก็จะเปิดเผยทีหลัง”   

“แต่ไม่เปิดเผยกติกาทั้งหมดแบบนี้ก็ไม่ยุติธรรมน่ะสิ!” ซีมัวร์แย้งขึ้นมา “ไม่เท่ากับว่าคนของพระราชินีกับคนของเจ้าชายจะได้เปรียบหรอกเหรอ”

“ไม่หรอก เพราะฉันก็รู้เท่าๆ กับทุกคนเหมือนกัน” ลูเชียนเอ่ยเพื่อแก้ข่าว ทว่าก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าชายหนุ่มพูดความจริงหรือไม่

“อา… จริงด้วย” คนร่างเล็กทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือของตนเอง “ถ้าอย่างนั้นผมอยากทำเรื่องนี้แบบจริงจัง เปิดเป็นคอลัมน์ไปเลย! คุณจะให้ผมทำได้ไหมครับ” 

“เอาสิ ฉันก็คิดว่าจะมาบอกให้เธอทำนี่แหละ” จบประโยคซีมัวร์ก็หลุดร้องเยสออกมา ท่าทางดีใจอย่างออกหน้าออกตา “นั่งรถม้าไปทำข่าวถึงสถานที่จริงเลยเป็นยังไง พิมพ์ก่อนที่อื่นพร้อมรายงานข่าวซุบซิบอย่างละเอียด น่าจะขายดีนะว่าไหม”

ลอร์ดลูเชียนยิ้มมองอีกฝ่ายที่ดวงตาเป็นประกาย เหมือนจะชอบความคิดนี้มากทีเดียว

“พวกเราตามไปทำข่าวได้ถึงที่เลยจริงเหรอครับ”

“เดี๋ยวๆ ไม่ได้อยากจะขัดหรอกนะพวกคุณ แต่เดินทางไปทั่วแบบนั้นค่าใช้จ่ายมันน่าจะสูงอยู่นา... แล้วตอนนี้เราก็ขาดคนด้วย ใครจะไป” พอลผู้เป็นหนึ่งในพนักงานเบต้าเอ่ยขัด เขาเป็นช่างภาพประจำสำนักพิมพ์ซีมัวร์ และเป็นคนที่มักจะแย้งบ่อยๆ ด้วย 

“พวกคุณสองคนไปแล้วกัน เรื่องงานขาดคนก็หาจ้างเพิ่มเป็นพนักงานชั่วคราว หรือไม่ก็หยุดบางคอลัมน์ชั่วคราวก่อน ยังไงซะเรื่องงานก็ใช่จะหาคนช่วยดูไม่ได้สักหน่อย”

“ก็ไม่ได้อยากจะว่าหรอกนะบอส แต่คุณน่ะใช้เงินแก้ปัญหาบ่อยเกินไปแล้ว เราทำกำไรได้ก็จริงแต่ใช้แบบนี้มันเกินไปมั้งครับ” พอลยังคงดูไม่เห็นด้วย ซึ่งลูเชียนก็ไม่ได้ถือสาอะไรแค่หัวเราะเบาๆ ให้อีกฝ่ายเท่านั้น

“อย่าห่วงเลย ทรัพย์สินของตระกูลวิทล็อกยังมีอีกมาก ฉันไม่ล้มละลายง่ายๆ หรอก”

“ที่ผมห่วงมันไม่ใช่เรื่องนั้นสักหน่อย…”

“อย่ามัวแต่เรื่องมากเลยน่า นายใหญ่สั่งมาแล้วคุณก็ทำตามไปเถอะ” ซีมัวร์ถองศอกใส่เพื่อนร่วมงานที่หันกลับมามองด้วยสายตาไม่ชอบใจ ชัดเจนว่าเจ้าตัวอยากทำข่าวเรื่องนี้ขนาดไหน

“ส่วนรายละเอียดของสถานที่ที่ต้องไป… ฉันจะส่งให้พวกเธอเอง” 


ตกลงได้ตามนั้นแล้วชายหนุ่มก็เตรียมตัวไปทำธุระของเขาต่อ ทิ้งให้เหล่าลูกจ้างคุยกันเรื่องการแต่งงานของเจ้าชายที่ดูจะเป็นประเด็นร้อนอย่างไม่หยุดไม่หย่อน... ไม่ว่าจะไปที่ใดในเมืองหลวงก็เหมือนว่าเขาจะได้ยินแต่เรื่องนี้ หากจุดประสงค์ของเจ้าชายไอวาคือต้องการก่อเรื่อง ก็นับว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงทีเดียว

ที่น่าเหนื่อยใจคือพระราชินีก็ดูจะสนุกกับเรื่องนี้ไม่น้อยเช่นกัน บางทีลอร์ดลูเชียนก็คร้านจะเดาความคิดของพระนางจริงๆ...


…………………..


สามวันต่อมา…


ในห้องรับรองวิจิตรหรูหราที่ตกแต่งด้วยเครื่องเรือนที่ทั้งแกะสลักและปักลวดลายอย่างวิจิตรบรรจงจนแทบเรียกได้ว่าเป็นงานศิลปะมากกว่าของสำหรับใช้สอย ลอร์ดลูเชียนนั่งมองสบตากับพระราชินีที่ละเลียดจิบชาอย่างไม่รีบร้อน ทั้งยังเอ่ยปากชวนให้เขาทานอะไรเสียหน่อยอีกด้วย

ลอร์ดลูเชียนหยิบอาหารมากินคำเล็กตามคำชวนเพื่อรักษามารยาท อาหารในพระราชวังคุณภาพดีกว่าทุกทีเสมอเรื่องนั้นชายหนุ่มรู้ดี ทว่าเขาไม่รู้สึกอยากอาหารเท่าใดในวันนี้


“ทุกอย่างพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากชาหมดไปถ้วยหนึ่ง ในที่สุดลอร์ดลูเชียนก็เข้าประเด็นได้เสียที เขาไม่ได้มาเข้าเฝ้าเพื่อร่วมดื่มชายามบ่ายกับพระนาง แต่ตั้งใจมาเพื่อรายงานสิ่งที่ได้เตรียมเอาไว้

“เรื่องไอวาน่ะหรือ…” หญิงสาวประสานวางสองมือไว้กลางตัก ยกยิ้มให้เขาน้อยๆ “ว่าอย่างไรบ้างล่ะ”

“ในเมื่อเราจะคัดเลือกคนที่มีคุณสมบัติเพียงพอจากการประมูล และพวกเขาจำเป็นจะต้องรักษากระดาษคำใบ้ไว้เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันในตอนท้าย กระหม่อมจึงมองว่านี่คือช่องที่สามารถโจมตีได้ เลยเตรียมคนให้แสร้งทำเป็นโจร รอปล้นของระหว่างทาง เท่านี้พวกเขาก็ไม่อาจไปต่อได้แล้ว”

พระราชินีหัวเราะเบา แต่กลับให้ความรู้สึกว่ายังไม่ได้พอใจกับคำตอบเท่าใดนัก

“วิธีการสมเป็นท่านจริงๆ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สาธารณชนให้ความสนใจ ลอร์ดลูเชียน… เราไม่อาจกระทำการอย่างโจ่งแจ้งได้ หากไม่ต้องการให้เกิดพิรุธ อย่างมากก็ทำได้หนเดียว”

“ถูกต้อง… ฉะนั้นวิธีการนี้กระหม่อมจึงจะใช้กับคนที่เจ้าชายไอวาคาดหวังด้วยมากที่สุด… ลอร์ดเฮคเตอร์” ดวงตาสีทองมองสบกับดวงตาสีฟ้าคู่ใส ที่ไม่ได้ปล่อยให้ความรู้สึกใดเล็ดลอดออกมาเลยสักนิดเดียว

“ไม่… ใช้กับบุตรชายของลอร์ดอีธาน” ฟังแล้วลูเชียนก็มุ่นคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เข้าใจนัก แต่พระนางก็อธิบายต่อแทบจะทันที “ลอร์ดอีธานเป็นผู้มีพระคุณของเรา เราควรจัดการเรื่องยุ่งยากใจให้เขาก่อนจึงจะถูก… การที่บุตรชายของเขาวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้ เราว่าก็ดูไม่ดีนัก” 

  ฟังดังนั้นแล้วลูเชียนก็ไม่อาจแย้ง ได้แต่พยักหน้ารับปากไปว่าจะจัดการให้ตามที่ทรงต้องการ… ก็ไม่เป็นไร… อย่างไรเสียเขาก็คิดจะจัดการสองคนนี้เป็นอันดับต้นๆ อยู่แล้ว แค่สลับลำดับกันนิดหน่อยก็ไม่ต่างนักหรอก

“ต่อไป ผมจะทำให้ลอร์ดเฮคเตอร์เกิดอุบัติเหตุกับรถม้าของเขาระหว่างเดินทาง… ทำให้เขาไปหาคำใบ้ที่สองไม่ทัน”

“ไม่… ท่านต้องเก็บลอร์ดเฮคเตอร์เอาไว้” ครั้งนี้ท่านเอิร์ลมีสีหน้าไม่เห็นด้วย และต้องการคำอธิบาย “เราต้องการชัยชนะที่ไม่ทำให้เราดูเป็นผู้แพ้ ท่านบดขยี้หมากของอีกฝ่ายเสียจนหมดทางสู้แต่เริ่ม ผู้ชมข้างสนามจะคิดเช่นไรกัน” 

“แต่ยิ่งประวิงเวลาไม่ตัดไฟตั้งแต่ตอนที่ยังทำได้จะเพิ่มความเสี่ยงนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ท่านไม่เข้าใจ… ลอร์ดลูเชียน” พระราชินีทอดถอนใจเบา ยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก ดวงตามองยังสีหน้าไม่พอใจของชายหนุ่ม “เราไม่ต้องการภาพลักษณ์ของพี่สาวใจร้ายที่บังคับให้น้องชายแต่งงานกับคนที่เราเลือก… แม้เราจะกำลังทำเช่นนั้นอยู่ก็ตาม” 

ท่านเอิร์ลนิ่งเงียบไปเล็กน้อย คล้ายกำลังครุ่นคิดตามคำพูดของพระนาง

“เราต้องการเป็นพี่สาวใจดีที่ห่วงใยเขาจากใจจริงจึงพยายามค้นหาผู้ที่เหมาะสมที่สุดให้เขา… แต่น่าเสียดายที่เกมพลิกในช่วงสุดท้าย… ท่านอย่าทำอะไรที่กระทั่งเด็กน้อยยังดูออกสิว่าร้ายกาจ คนฝ่ายเรามีใครบ้าง คนฝ่ายไอวามีใครบ้าง พวกที่ดำรงตำแหน่งในสภาย่อมรู้กันทั้งนั้น” 

“...กระหม่อมผิดไปแล้ว” เห็นชายหนุ่มก้มหน้าสำนึกผิด พระราชินีก็ยกยิ้มพอใจ ถ้วยชากระเบื้องเคลือบถูกวางลงบนจานรองอย่างเบามือจนแทบไร้เสียง

“การรีบร้อนเอาชนะก็ไม่ต่างอะไรกับการพ่ายแพ้… คนทั่วไปไม่ชอบดูใครถูกบดขยี้อย่างโจ่งแจ้งหรอกไม่ว่าจะถูกกติกาหรือไม่ก็ตาม ชนะเกมไม่พอยังต้องชนะใจผู้ชม... ท่านรู้หรือไม่ เราทำได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรทำ” 

“....”

“ปล่อยให้พวกเขามีหวังไป… ให้เสียงเชียร์ดังกระหึ่ม แข่งกันอย่างสูสี แล้วปล่อยให้ร่วงลงสู่ความพ่ายแพ้สิ้นหวังในนาทีสุดท้าย จมอยู่กับความเสียดายในชัยชนะที่พวกเขาไม่มีวันได้รับแต่แรกเริ่ม… นั่นต่างหาก คือผู้ชนะที่แท้จริงในสายตาผู้ชม” พระราชินีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยคล้ายกำลังสนทนาเรื่องดินฟ้าอากาศ ไร้ความเกลียดชัง ไร้อารมณ์ด้านลบ… ราวว่าพระนางก็แค่อธิบายธรรมชาติมนุษย์ที่แสนปกติธรรมดาให้เขาฟังเท่านั้นเอง

บางครั้งลูเชียนก็นึกกลัวหญิงสาวผู้นี้… เรื่องการควบคุมคนและจัดการคน คาดเดาความคิดและพฤติกรรมมนุษย์ เหมือนว่าบางทีทุกคนก็แค่เป็นตัวหมากบนกระดานที่กว้างใหญ่เท่านั้น…

“ท่านก็ค่อยๆ จัดการอย่างแนบเนียนไปเถิด” หญิงสาวยกยิ้ม ขณะหันหน้ามองไปยังกระจกทรงสูงและสวนกุหลาบเบื้องนอก “ทำให้เต็มที่และอย่าได้กังวลไป” 

ชายหนุ่มสังเกตสีหน้าสงบนั่น… คล้ายทรงมีบางสิ่งที่พระราชินีไม่ได้บอกแก่เขา แต่ลอร์ดลูเชียนก็ไม่คิดจะเอ่ยปากถาม เพียงรับปากไปตามคำรับสั่งเท่านั้น... ไร้ข้อกังขา เช่นที่เป็นมาตลอดหลายปี


“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ราชินีของกระหม่อม” 


และต่อมาในหน้าบันทึกประวัติศาสตร์… ผู้คนต่างก็เรียกเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า ‘การล่ารองเท้าแก้วในปี 2427’ (The 2427 Glass-Slipper Hunt)


………...


‘ วันที่ 2 เดือน 2 เดอะแคปิตอล นิวส์


การแข่งขันตามหาคู่ครองของเจ้าชายได้เริ่มขึ้นแล้ว!

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 1 ที่ผ่านมา การแข่งขันได้เริ่มต้นขึ้นยังโรงละครเดอะเวิล์ด ซึ่งตั้งชื่อตามโรงละครของกวีดังในยุคเก่าเจ้าของบทกลอนดัง ‘โลกนี้เป็นเพียงเวที และเหล่าผู้คนก็เป็นเพียงนักแสดงเท่านั้น’ 

ที่โรงละครซึ่งเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่ถูกรับเชิญแห่งนี้เอง คำใบ้แรกได้ปรากฎขึ้นแล้ว พร้อมกับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎของเกม

ผู้ประกาศเดินขึ้นไปบนแท่นกลางเวที และแจ้งแก่ทุกคนว่า “เพื่อที่จะได้รับสิทธิในการเข้าแข่งขัน ทุกคนจะต้องครอบครองกระดาษคำใบ้เป็นการยืนยันคุณสมบัติ และจะต้องรักษากระดาษคำใบ้เอาไว้ให้ดีจนเกมจบเพื่อเป็นการยืนยันว่าจะไม่มีการโกงเกิดขึ้น ซึ่งคำใบ้แรก ทุกคนสามารถรับได้ผ่านการประมูลราคาเท่านั้น” 

เรื่องนี้ทำให้เกิดเสียงฮือฮาจากผู้ชมกันยกใหญ่ เนื่องจากไม่ได้มีการแจ้งล่วงหน้าว่าจะต้องมีการประมูล จึงมีคนที่ผิดหวังเดินออกจากโรงละครจำนวนหนึ่ง แต่ผู้คนส่วนมากก็ยังนั่งรอกันอย่างแน่นขนัด

ในรอบแรกมีกระดาษคำใบ้ทั้งหมด 30 ใบ ซึ่งก็ถูกเคาะประมูลหมดภายในพริบตา คงนับได้ว่า 30 คนนี้เป็นผู้เข้าแข่งขันในเกมล่ารองเท้าแก้ว ซึ่งในจำนวนนี้ผู้ที่น่าจับตามองและมีตำแหน่งในสภาที่ปรึกษาก็คือท่านเอิร์ลแห่งวินเทอร์บิวรี่ ลอร์ดลูเชียน วิทล็อก คว้าคำใบ้ใบที่ 23 ไปได้ด้วยเงินประมูล 500 เหรียญ ส่วนอีกท่านก็คือทายาทท่านดยุคแห่งวอเตอร์ฟอร์ตผู้ร่ำรวยและมีทรัพย์สินมหาศาล คว้าคำใบ้ใบที่ 22 ไปด้วยเงิน 650 เหรียญ และอีกคนที่ขาดไม่ได้ก็คือลอร์ดเอ็ดเวิร์ด ฟาร์เรลส์ บุตรชายคนโตของท่านนายกรัฐมนตรี คว้าคำใบ้ใบที่15ไปด้วยเงิน 850 เหรียญด้วยกัน

นอกเหนือจากนี้ยังมีนักธุรกิจใหญ่อย่างคุณ….’


ลอร์ดลูเชียนอ่านข้ามข้อความเหล่านั้นไปจนถึงตอนจบที่มีระบุรายชื่อพร้อมลำดับโดยละเอียดโดยละเอียดว่ามีใครบ้างที่เข้าร่วมการแสดงปาหี่ในครั้งนี้ ชื่อที่ชายหนุ่มคุ้นตามีค่อนข้างมาก ตั้งแต่เศรษฐีใหม่ไปถึงผู้ดีเก่า ส่วนชื่อที่ไม่ค่อยคุ้นก็มีอยู่บ้าง อาจจะเป็นปลาเล็กไม่รู้เรื่องราวที่เล็ดลอดจากแหมาก็เป็นได้…

รถม้าหยุดลงหน้าสถานีรถไฟขนาดใหญ่ในกลางเมืองหลวงซึ่งเป็นอาคารสูงหลายชั้นที่มีหลังคาทรงโดมและรูปปั้นของนักบุญลูเซียประดับอยู่ด้านบนยอด ด้านหน้าที่เห็นโดดเด่นก็คือนาฬิกาขนาดใหญ่ และป้าย ‘สถานีรถไฟเรลลิงตัน’ 

คุณแอคตันซึ่งเป็นเฟิร์สฟุตแมนช่วยขนหีบสัมภาระลงจากรถม้าซึ่งก็มีไม่มากนัก ลูเชียนก้าวลงมาจากรถม้า วันนี้ชายหนุ่มสวมสูทลายทางสีเทากับหมวกทรงสูง ทับด้วยโค้ตฤดูหนาวอีกชั้นหนึ่ง

“แน่ใจรึครับว่าจะไม่ให้ผมร่วมทางไปด้วย” คุณวินสตันหรือบัทเลอร์ประจำคฤหาสน์ของท่านเอิร์ลแห่งวินเทอร์บิวรี่ถามด้วยความเป็นห่วง อันที่จริงแล้วเมื่อเจ้านายของบ้านเดินทางไกลก็มักจะพาบัทเลอร์ไปช่วยดูแลความเรียบร้อยด้วยเสมอ แต่เพราะอายุที่มากขึ้นทุกปีของอีกฝ่ายและปัญหาสุขภาพ ลูเชียนถึงไม่วางใจที่จะพาเขาไปลำบากด้วย การเดินทางรอบนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้นบ้างก็ไม่รู้...

“แค่คุณแอคตันก็พอแล้ว… คุณอยู่ที่นี่คอยดูแลคุณแม่กับไบรอนเถอะ” 

“แต่ว่า--” คุณวินสตันดูยังไม่วางใจ ลูเชียนจึงวางมือลงบนหลังมืออีกฝ่ายและตบเบาๆ “คุณวินสตัน อย่าห่วงเลย”

“ยาที่ขอเผื่อมาจากคุณหมอ ผมใส่ไว้ในหีบเล็กนะครับ ส่วนพวกเสื้อผ้าสำรองกรณีฉุกเฉิน--” 

“ผมรู้แล้ว... ผมจะไปพักโรงแรมชั้นดี ไม่ได้จะไปนอนในป่าสักหน่อย คุณนี่ขี้กังวลจริงๆ” ลูเชียนพูดไปเช่นนั้นแต่ก็รู้ดีว่าบัทเลอร์ของเขาก็เป็นเสียแบบนี้ อีกฝ่ายไม่แต่งภรรยา ไม่มีครอบครัว คอยรับใช้ตระกูลวิทล็อกมาตลอดตั้งแต่วัยหนุ่มจนบัดนี้ เมื่อต้องเดินทางไกลก็จะตามไปดูแลตลอด จะห่วงกังวลก็ไม่แปลกอะไร 

น่าเสียดายที่ชายหนุ่มไม่มีเวลาให้ร่ำลามากนัก เพราะเวลาเดินทางถูกระบุบนตั๋วรถไฟชัดเจน เขารับปากกับพ่อบ้านของตนว่าอีกสามเดือนจะกลับมา จากนั้นก็รีบขอตัวออกมาก่อนที่จะตกรถ

เมื่อเดินเข้าไปเรื่อยๆก็พบกับเพดานทรงโค้งที่อยู่สูงขึ้นไปในอาคารแสนโอ่อ่า หัวรถจักรไอน้ำสีดำสนิทจอดนิ่งรออยู่บนชานชาลา เหล่าผู้โดยสารชั้นสามต่างเดินขวักไขว่กันให้วุ่นวาย 

ระหว่างที่คุณแอคตันนำสัมภาระไปเก็บที่ส่วนเก็บสัมภาระ ลอร์ดลูเชียนก็ขึ้นไปนั่งในห้องส่วนตัว ชายหนุ่มซื้อตั๋วเฟิร์สคลาส จ่ายเงินเพิ่มจำนวนมากเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย


เบื้องนอกฟ้าเพิ่งจะสาง รถไฟเที่ยวนี้นับเป็นเที่ยวแรกของวัน เร็วที่สุดที่เขาหาได้สำหรับการเดินทางไปยังจุดหมายที่ทางเหนือ

กว่าที่คุณแอคตันจะฝ่าฝูงชนกลับมายังโบกี้โดยสารชั้นหนึ่งได้ รถไฟก็ใกล้ออกเต็มทีแล้ว… 

ภายในรถไฟถูกตกแต่งอย่างทันสมัย ที่นั่งบุผ้ากำมะหยี่สีแดง เพดานด้านบนเป็นไม้แกะสลักตกแต่ง ปูพรมลวดลายดอกไม้จากอาณานิคม มองไปที่ใดก็สบายตาสมราคาตั๋ว แต่กระทั่งในโบกี้ชั้นสามที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายและนั่งอย่างเบียดเสียดก็ยังมีภาพวาดตกแต่งบนผนังและโคมไฟประดับอยู่ดี


ฟุตแมนของเขาดูเกร็งและประหม่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายได้รับอนุญาตให้ติดตามนายท่านของบ้านในการเดินทางไกล ลูเชียนจึงอดเอ่ยปากหยอกด้วยน้ำเสียงขบขันเสียเล็กน้อยไม่ได้

“ทำท่าทางเลิ่กลั่กแบบนั้น ระวังคนตรวจตั๋วจะคิดว่าคุณลอบขึ้นรถแล้วจับโยนออกไป”


พูดจบแล้วคุณแอคตันก็ยิ่งหน้าซีดกว่าเดิมเสียอีก ลูเชียนเอียงคอมอง สุดท้ายถึงตัดสินใจเอ่ยปากถาม

“กังวลอะไรอยู่ คุณแอคตัน?”

“...ผมเคยอ่านข่าวว่าการขึ้นรถไฟทำให้คนเป็นบ้าได้แบบกะทันหัน…. ท่านลอร์ดไม่กลัวรึครับ” ลูเชียนฟังแล้วก็ร้องอ้อเบาๆ พวกกรณี ‘คนบ้าบนรถไฟ’ เป็นเรื่องที่อยู่ในหนังสือพิมพ์บ่อยครั้งและทำให้คนกลัวการขึ้นรถไฟ ถึงกระทั่งมีงานวิจัยและเอกสารทางการแพทย์ออกมาแสดงความเป็นห่วงเกี่ยวกับปัญหานี้ “เขาว่ากันว่าเสียงกับการวิ่งของรถทำให้คนเป็นบ้า… สุภาพบุรุษชนชั้นสูงท่านหนึ่งจู่ๆก็แก้ผ้าวิ่งไปมา ส่วนที่หนักหน่อยก็มีการฆาตกรรม…”

ยิ่งพูดพอล แอคตันก็ยิ่งมีสีหน้าหวาดกลัวและเป็นกังวล แต่แม้จะมีความเชื่อว่ารถไฟทำให้คนเป็นบ้า ชายหนุ่มก็จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถไฟอยู่ดีเพราะมันรวดเร็วที่สุด ม้าธรรมดาหรือจะไปสู้เจ้าม้าเหล็กไอน้ำ หากมัวแต่กลัวก็คงไปถึงจุดหมายถัดไปไม่ทันกันพอดี…

“นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันขึ้นรถไฟ” ท่านลอร์ดส่ายหน้า หมวกทรงสูงกับไม้เท้าถูกวางไว้ข้างกาย สองมือแกะผ้าพันคอออกเพราะเริ่มรู้สึกร้อนขึ้นมาจากอุณหภูมิด้านใน

“ล… แล้วครั้งก่อนเกิดเหตุอะไรไหมครับ” 

“ไม่มีอะไรหรอก มันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยขนาดนั้น วันหนึ่งรถไฟวิ่งกี่คันกันถึงจะเจอคนเป็นบ้าสักคน”

ฟังแล้วพอลก็ดูสงบลงบ้าง แต่ก็ยังมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ดี 

“คุณงีบพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวผมจะไปหาข้าวเช้ากินที่ห้องอาหาร หรืออยากมาด้วยกันไหม?” 

“ผมอยู่เฝ้าที่นี่ดีกว่าครับ” ฟุตแมนหนุ่มรีบส่ายหัวปฏิเสธ นั่นทำให้ลูเชียนยกยิ้มขบขัน บอกเบาๆ ว่าตามใจจากนั้นก็สวมหมวกทรงสูงและเดินออกไปทางโบกี้ห้องอาหารที่ถูกตกแต่งไม่ต่างจากภัตตาคารเท่าใดนัก


ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่ง สั่งอาหารง่ายๆ มาหลายอย่าง และก็ถือนาฬิกาพกเพื่อดูเวลาซึ่งยังไม่ถึงเจ็ดโมงเช้าดี

นี่เป็นรถไฟคันแรกที่จะมุ่งขึ้นเหนือไปยังจุดหมายถัดไป หากให้เดาผู้เข้าแข่งขันส่วนมากก็คงอยู่ในรถไฟขบวนนี้ด้วยกัน ยกเว้นบางส่วนที่ไม่สามารถหาตั๋วได้ทันเวลา 

ครั้นเงยหน้าขึ้นก็พบกับคนที่เขาคาดเดาอยู่แล้วว่าจะต้องได้พบหากขึ้นรถไฟขบวนแรก

“ลอร์ดเฮคเตอร์ นั่งด้วยกันไหม” ลูเชียนจงใจร้องทักเสียงดังเสียหน่อยให้คนอื่นในรถไฟได้ยิน ทำเอาคนที่เพิ่งเดินเข้ามาต้องชะงักขา ขมวดคิ้วมองผู้พูดที่ไม่เหลือทางเลือกให้เขาเท่าใดนัก

หากเมินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน นอกจากจะดูเสียมารยาทแล้วจะยังดึงความสนใจของคนไปมากกว่านี้อีกด้วย

 เฮคเตอร์จับเก้าอี้ไม้เลื่อนให้มีพื้นที่พอสำหรับการแทรกตัวเข้าไปนั่ง ดวงตาสีเทามองคนชวนอย่างคาดโทษ มือเอื้อมจะหยิบใบเมนูก็ถูกห้ามไว้เสียก่อน

“ผมสั่งเผื่อคุณแล้ว มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง” ลอร์ดเฮคเตอร์ทำหน้าเหมือนมีคำถามมากมายแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากทันที และดึงมือกลับแต่โดยดี

“คุณคาดเดาอยู่แล้วว่าจะพบกับผมที่นี่?”

“คนที่ต้องการชนะในเกมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้นี่ก็ย่อมต้องรีบออกเดินทางให้ไวที่สุดกันทั้งนั้น”

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่มองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามด้วยสายตาพิจารณา เขาไม่ได้ดูโกรธเกรี้ยวหรือไม่วางใจ แต่กลับสงบนิ่งเหมือนกำลังวิเคราะห์อะไรบางอย่างอยู่ จนสุดท้ายก็เอ่ยปากออกมา

“คุณต้องการอะไร” คำถามไม่ได้ถามด้วยเสียงดังจนเป็นจุดสนใจ แค่ดังพอให้คนที่นั่งด้วยได้ยิน

“ต้องการคุณ…” คนฟังถึงกับคิ้วกระตุก ท่าทางไม่เล่นด้วยนั่นทำให้ลูเชียนหมดอารมณ์จะหยอกล้อ… ถึงแม้จะพูดจริงก็เถอะ “ล้อเล่นน่ะ ผมต้องการสงบศึกกับคุณชั่วคราว” 

“สงบศึก?” ลอร์ดเฮคเตอร์มีท่าทีประหลาดใจที่คำนี้หลุดออกมาจากปากของลูเชียน

“การเดินทางอีกตั้งไกล ผมไม่อยากเร่งรีบมาตีกับคุณหรอก… น่าเบื่อกันพอดี”


เป็นอีกครั้งที่เฮคเตอร์มองชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาครุ่นคิด… พักใหญ่ กว่าที่เขาจะพูด

“พระนางสั่งลงมา?” หลังจากสังเกตปฏิกิริยาตอบรับของอีกฝ่ายแล้ว ชายหนุ่มผมดำก็สรุปออกมาพร้อมถอนหายใจ “ผมพูดถูกสินะ”

“ทำไมคุณถึงมั่นใจนัก” ลูเชียนมองด้วยสายตาและสีหน้าแบบเดิม ไม่ได้หลุดพิรุธอะไรออกไปทั้งนั้น

“ผมสังเกตมาตั้งแต่ตอนเรื่องการกวาดล้างสื่อสิ่งพิมพ์แล้ว วิธีการจัดการของคุณคือกำจัดสิ่งที่ดูจะเป็นภัยที่สุดและมีอิทธิพลต่อสถานการณ์ก่อน แล้วค่อยไล่เก็บกวาดคนที่จะเป็นภัยรองลงมา การจัดฉากเล่นละครให้ลิงดูแบบนี้ดูเป็นวิธีของพระนางซะมากกว่า”

...ครั้งนี้คนที่มีสีหน้าประหลาดใจกลับเป็นลอร์ดลูเชียนเสียเอง ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นสูง

“ผมเพิ่งรู้ว่าคุณใส่ใจเรื่องของผมขนาดนี้”

ลอร์ดเฮคเตอร์มีสีหน้าเหนื่อยหน่ายอย่างไม่คิดจะปิดบังกับถ้อยคำจงใจหยอกล้อ… และเช่นเคย เขาไม่เล่นด้วย

“ผมแค่ใส่ใจสิ่งที่ควรใส่ใจ และคนเราต่อให้รู้หลายเรื่องก็ไม่จำเป็นต้องเฉลยออกมาทุกเรื่อง”

“รู้อะไรไหม… ด้วยความสัตย์จริง ถ้าคุณลงเล่นการเมืองก็น่าจะไปได้ไกล” อาหารเช้าถูกทยอยนำมาวางบนโต๊ะ เรียงรายจนไม่ค่อยเหลือพื้นที่สำหรับอย่างอื่น

“น่าเสียดายที่ผมไม่สนใจ” 

“ทำไมกันล่ะ การได้เป็นผู้มีอำนาจไม่ใช่ความใฝ่ฝันของอัลฟ่าแบบเราหรอกหรือ” แม้อาหารจะมาแล้วทว่าลอร์ดลูเชียนยังไม่คิดจะแตะต้องมัน เพราะคนตรงหน้าดึงความสนใจไปเสียหมด

ใช่ เขาประหลาดใจพอสมควรทีเดียวที่อีกฝ่ายรู้เรื่องมากขนาดนี้

การกวาดล้างสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับพระราชินีถูกปิดเป็นความลับจากสาธารณชน ธุรกิจล้มประหนึ่งว่าล้มละลายกันไปเอง คนที่ตายก็ติดโรคบ้าง เกิดอุบัติเหตุบ้าง… คนที่อยู่วงนอกอย่างลอร์ดเฮคเตอร์ไม่สมควรจะรู้เรื่องนี้แต่ก็ยังหาข่าวมาได้ นับเป็นคนที่ประมาทไม่ได้จริงๆ… 

ช่างน่าเสียดายที่คนคนนี้ขาดความทะเยอทะยาน


“ผมไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องที่จะทำให้ปวดหัวพวกนั้น การลงทุนทำธุรกิจสบายใจกว่าเยอะ” 

“แต่ข่าวทั้งหลายก็ยังลอยมาเข้าหูคุณได้อยู่ดี” ลูเชียนยกยิ้ม มือข้างหนึ่งหยิบก้อนน้ำตาลใส่ลงถ้วยชาที่ยังร้อนอยู่ และใช้ช้อนเล็กคนเบาๆ โดยไม่กระทบขอบถ้วย

“ผมมีเพื่อนดี…”

“แล้วเพื่อนของคุณบอกคุณทุกอย่างเลยหรือ?” ถ้วยชาถูกยกขึ้นจากจานรอง ชายหนุ่มจิบของเหลวสีอำพันเล็กน้อย รสหวานกับกลิ่นของเบอร์กาม็อตกระจายทั่วปาก จากนั้นถึงผละออกและละมือลง

“ใช่... รวมถึงข่าวที่คุณวางคนไว้ที่ภาคเหนือด้วย” 

ดวงตาสีฟ้าเหลือบมองผู้พูด เรียวปากบางยกยิ้ม ไม่ได้ยอมรับอะไร และปล่อยให้ลอร์ดเฮคเตอร์กล่าวต่อ

“...ดูจากท่าทีของคุณ เป้าหมายคงไม่ใช่ผมจริงๆ”

“ไม่รู้สิ… คุณว่าใช่ไหมล่ะครับ”


ลอร์ดเฮคเตอร์หยิบขนมปังมาบิชิ้นพอดีคำ ปาดเนยบางๆ แล้วถึงส่งเข้าปาก ยังไม่ได้ตอบในทันที

เอาเข้าจริงแล้วภายใต้รอยยิ้มลูเชียนกังวลใจอยู่บ้าง เพราะเป้าหมายเหนือกว่าที่เขาประเมินเอาไว้

ท่านเอิร์ลหนุ่มพอรู้มานานแล้วว่าเฮคเตอร์มีสายข่าวที่ดี และสืบสาวราวเรื่องได้ลึกถึงต้นตอ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเจ้าชายไอวาถึงรั้งเก็บอีกฝ่ายไว้ข้างกายแม้ว่าจะไม่มีตำแหน่งทางการเมืองอะไรเป็นพิเศษ แต่นี่มันจะดีเกินคาดไปหน่อยแล้วละมั้ง เรื่องการวางคนคอยดักปล้นเอ็ดเวิร์ดไม่ควรมีใครรู้นอกจากเขา พระราชินี และลอร์ดอีธาน… ก็ยังหามาได้ 

ในสมองเริ่มครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ ว่า ‘เพื่อนดี’ ของเฮคเตอร์ แท้จริงแล้วคือคนกลุ่มไหนกันแน่.. ศาสนจักรหรือ? ไม่ใช่หรอก องค์กรนั้นถูกถอนรากถอนโคนจากประเทศไปนานแล้ว… ที่เหลือก็มีแค่พวกสมาคมข่าว หรือไม่ก็พวกสายจากทางใต้ดิน

“จะใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว…”

ใจของลูเชียนดิ่งวูบ คาดว่าคนที่คอยดักรอที่เขาจัดหาเอาไว้คงถูกขัดขวางไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ...เห็นทีคราวหน้าต้องจัดการอย่างรัดกุมกว่านี้เสียแล้ว

...เห็นทีเกมนี้น่าจะยุ่งยากกว่าที่คิด แต่ช่างเถิด ยังมีโอกาสอีกในอนาคต และไพ่ของเขาใช่จะมีแค่นี้เสียเมื่อไร


“น่าเสียดายจริง” ชายหนุ่มตอบสั้นเพียงเท่านั้น และค่อยๆ รับประทานอาหารของเขาต่อ และไม่ได้กล่าวอะไรอีกจนกระทั่งอาหารหมดจาน... 

มุมปากของคนที่นั่งตรงข้ามยกขึ้นเล็กน้อย ดูลำพองเสียจนรบกวนจิตใจ 

ลอร์ดลูเชียนยังคงมีสีหน้ายิ้มแย้มไม่เปลี่ยน ทว่าสายตาเย็นชาขึ้นเล็กน้อย 

“ผมขอตัวไปพักผ่อนเสียหน่อยดีกว่า” ผ้ากันเปื้อนถูกพับเรียบร้อยวางลงบนโต๊ะ “เรื่องค่าอาหารทางพนักงานจะไปเก็บกับผมทีหลัง คุณไม่ต้องกังวลไป”

“ขอบคุณสำหรับมื้ออาหาร ลอร์ดลูเชียน” น้ำเสียงราบเรียบไม่ยินดียินร้ายยิ่งฟังยามนี้ก็รู้สึกขัดหู สองขาหยุดลง ชายหนุ่มโน้มศีรษะลงจนอยู่ระดับข้างหูอีกฝ่ายที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ มือวางแตะบนบ่ากว้าง และกล่าวกระซิบเสียงเบา

“นี่เพิ่งแค่ยกแรก… อย่าเพิ่งด่วนดีใจไป เฮคเตอร์”

“ยกสุดท้ายผลก็ไม่ต่างหรอก ลูเชียน” ดวงตาสีเทาเหลือบมองผู้พูด น้ำเสียงที่ใช้ตอบกลับราบเรียบพอๆ กับสีหน้า ทำให้ลูเชียนแค่นหัวเราะเบา เขายืนขึ้นเหยียดหลังตรงและก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงโดยไม่ได้เหลียวหลังกลับมามองอีกเลย

“ขอให้มีวันที่ดี.. ลอร์ดเฮคเตอร์”


“เช่นกัน ลอร์ดลูเชียน”


……………….


เมื่อเปิดประตูห้องรถไฟโดยสารชั้นหนึ่ง คุณแอคตันที่กำลังนั่งสัปหงกก็สะดุ้งตื่น ชายหนุ่มรีบสำรวมกิริยา ทำตัวให้เหมาะสมกับการเป็นฟุตแมนของตระกูลใหญ่

ลูเชียนเพียงส่ายศีรษะอย่างไม่ถือสา เขาทิ้งตัวลงนั่งพลางถอดหมวกทรงสูงวางไว้บนตัก ดวงตาเหม่อมองออกไปด้านนอกที่เห็นพื้นหญ้ากับหิมะที่ละลายแล้วเป็นหย่อมๆ ในหัวคิดถึงสิ่งที่ต้องทำเป็นลำดับถัดไป

“ท่านลอร์ดครับ… ผมมีเรื่องสงสัย” คุณแอคตันเอ่ยปากขึ้นในที่สุด ซึ่งลูเชียนก็อนุญาตให้ถาม

“ว่ามาสิ…”

“คำใบ้แรก… มันคืออะไรกันแน่รึครับ ทำไมเราถึงต้องเดินทางขึ้นเหนือกันด้วย”


ท่านเอิร์ลเหลือบมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยคำทวนประโยคคำใบ้ ที่ตนท่องซ้ำไปซ้ำมาจนจำขึ้นใจแล้ว


“เมื่อใดที่สามเราจะพบกันอีกครา

เมื่อฟ้าร้อง ฟ้าแลบ

หรือสายฝนกระหน่ำ

เมื่อความขัดแย้งจบสิ้น

เมื่อศึกมีผู้แพ้ และผู้ชนะ” 


(When shall we three meet again,

In thunder, lightning or in rain?

When the hurlyburly's done,

When the battle's lost and won.)


  • Macbeth, William Shakespeare


และคำใบ้แรกนี้… จะนำทุกคนไปยังที่ใดกันนะ… ?


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 161 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

594 ความคิดเห็น

  1. #437 erasererr (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2563 / 19:38
    เราอ่านเรื่องนี้ช้ามาก ไมาอยากให้มันถึงตอนล่าสุด มันสนุกจนต้องดึงเช็งทุกอย่างเอาไว้
    #437
    0
  2. #349 kxy9190 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 01:09
    อยากเห็นสองคนนี้กัดกันมากขึ้นอีกกก
    #349
    0
  3. #309 Hasegawa Michiko (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:33
    เดินเกมกันเก่งมากกกลุ้นไปหมดดดด
    #309
    0
  4. #248 mmnichh (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 22:29
    ตื่นเต้นมากกก คือตอนนี้แทบไม่สนความรักน้องเชียนแล้วนะว่าจะลงเอยกับเฮคเตอร์มั้ย สนแค่จะชิงไหวพริบกันยังไงมากกว่าแล้วเนี่ย
    #248
    0
  5. #189 D-Dindin (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 10:30
    ชอบบบบ นี่ว่าพระราชินีแอบวางแผนให้เขาแข่งกันไปกันมาแล้วรักกันเองแน่ๆเลยค่ะ อีกนิดนึงที่ว่านี่น่าจะสุดท้ายเฮคเตอร์ก็หลงรักลูเชียน ไม่ยอมแต่งงานทำตามข้อตกลงของเจ้าชายไอวาแน่ๆ

    ชอบฉากเวลาเขาอยู่ด้วยกันจังเลยแม่ ความจิกกัด ชิงไหวชิงพริบ หยอกกันไปกันมาเนี่ย แค่เอามือแตะไหล่ก็รู้สึกขนลุกแล้ว ชอบที่ลูเชียนเป็นโอเมก้าก็จริงแต่แมนมาก เหมือนอ่านอัลฟ่า×อัลฟ่าอยู่เลย ตื่นเต้น ลุ้นอยู่ทุกตอนเลยค่า
    #189
    0
  6. #129 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 20:21
    เป็นอะไรที่ลุ้นมาก จะรักกันยังไง?
    #129
    0
  7. #105 LOTGRACE (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:52
    ลุ้นไปหมดเลยค่ะ ความเป็นไปได้มันต่ำกว่า0เลยนะคะ ที่จะรักกันเนี่ย
    #105
    0
  8. #93 dowraik (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 4 กันยายน 2562 / 13:58
    สนุกมากค่ะ ชอบดีเทลของเรื่องมาก พอพูดถึงโรงละคร The World .. ภาพ The Globe theater ก็ลอยมาเลย 55
    #93
    0
  9. #82 FrUkค่ะ!!!! (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 01:52
    ทำไมรู้สึกว่าพระราชินีอยากให้เฮกเตอร์ชนะ55555555555 กำจัดศัตรูหัวใจ
    #82
    0
  10. #81 mummummi (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 02:11
    ปวดใจแทนลูเซียน หน้าที่กับหัวใจสวนทางกันหนักมาก กับเฮกเตอร์คือเส้นขนานกันเลย
    #81
    0
  11. #80 FauyFern (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 00:38
    โอ้ยยยย ลุ้นง่าาาา
    #80
    0
  12. #79 MinRos (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 00:07
    ลอร์ดเฮกเตอร์คือไม่ใช่เล่นๆเหมือนกันนะเราน่ะ

    ตอนท้านลูเซี่ยนจะเปลี่ยนตอนจบได้รึเปล่านะ
    #79
    0
  13. #78 Tahnya (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 19:02
    จนถึงตอนนี้ก็ยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะคู่กันเลยอ่ะ มันไม่ใช่เรื่องของอารมณ์รักชอบ แต่บริบทสังคมกับสถานการณ์โดยรอบไม่เอื้อเลยสักนิด
    #78
    0
  14. #77 saitgong (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 17:22
    สงสารน้อง เมื่อไหร่คนพี่จะรู้บ้างแง้ อึดอัดแทน
    #77
    0