Rivalry of the Two Gentlemen (omegaverse)

ตอนที่ 12 : Chapter 10: Midnight Ball and the Missing Glass Slipper

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,239
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 168 ครั้ง
    18 ส.ค. 62

อัพใหม่เพราะอันก่อนมันมีerrorอัพแล้วไม่แจ้งเตือนนักอ่านให้ค่ะ



Chapter 10: Midnight Ball and the Missing Glass Slipper



นาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน…


เมื่อเวทมนตร์เสื่อมสลาย หญิงสาวปริศนาวิ่งหนีอย่างเร่งรีบ


เสียจนเผลอทิ้งรองเท้าแก้วไว้ข้างหนึ่งที่บันไดขั้นสุดท้าย...



ย่างเข้าช่วงส่งท้ายปี สิ่งที่คนในวงสังคมชั้นสูงพูดถึงคงไม่พ้นเรื่องงานต้นรำในพระราชวัง เหล่าสุภาพสตรีต่างตระเตรียมชุดกระโปรงที่ดีที่สุด ส่วนร้านตัดชุดสำหรับสุภาพบุรุษก็ดูจะมีตารางงานที่ล้นแน่น


ลอร์ดเฮคเตอร์รู้สึกว่ามันช่างเป็นเทศกาลที่วุ่นวาย วันนี้ขณะที่เดินลงไปชั้นล่างก็เห็นเหล่าข้ารับใช้ช่วยกันขนต้นสนขนาดใหญ่มาวางไว้กลางบ้านเพื่อทำการตกแต่งแล้ว ประเพณีตกแต่งต้นคริสต์มาสเริ่มต้นตั้งแต่รัชสมัยก่อน พระชายาองค์ที่สองของกษัตริย์ทรงเป็นชาวเนียร์แลนด์ และพระนางก็นำประเพณีนี้มาส่เมนแลนด์

เครื่องตกแต่งต้นไม้ถูกนำออกมาปีละหน แขวนบนกิ่งก้านต้นสนอย่างระมัดระวังโดยบรรดาสาวใช้


ในช่วงเทศกาลท้ายปีจะต้องมีการแจกเงินให้แก่ข้ารับใช้แทนของขวัญ ส่งการ์ดคริสต์มาสให้เพื่อนฝูงและคนรู้จัก อีกทั้งหาของขวัญให้ครอบครัวคนใกล้ชิด…

เรื่องการ์ดคริสต์มาสกับเงินสำหรับให้ข้ารับใช้เขาได้มอบให้คุณแม่เป็นคนดูแลแล้ว เหลือก็แค่เลือกซื้อของขวัญให้คนสนิท


ด้วยเหตุนี้เองลอร์ดลูเชียนถึงเดินทางเข้าเมืองทันทีหลังทานอาหารเช้าเสร็จ ย่านการค้าคึกคักเสมอยิ่งในช่วงเทศกาล การที่มีโรงงานผลิตสินค้าจำนวนมากทำให้สินค้าหลายๆ อย่างมีราคาถูกลงและเข้าถึงชนชั้นกลางได้ดีกว่าสมัยก่อนมากนัก ทว่าลอร์ดลูเชียนไม่ได้ให้รถม้าจอดหน้าร้านของเล่นผลิตจากโรงงาน หรือร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปแบบคนส่วนมาก เขายังคงไปเยี่ยมเยียนร้านที่ขายสินค้าทำมือราคาแพงอยู่เช่นเคย


อันที่จริงก็ใช่ว่าเจ้าตัวจะรังเกียจของผลิตจากโรงงาน แต่สังคมชั้นสูงรังเกียจ ตัวเขาจึงไม่อาจใช้ของเหล่านั้นออกงานสังคมได้ ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเป้านินทาว่าการเงินของตระกูลวิทล็อกต้องมีปัญหาแล้วแน่ๆ… 

ชายหนุ่มแวะร้านน้ำหอมเพื่อซื้อของขวัญให้มารดา จากนั้นก็ร้านหนังสือให้น้องชาย บรรดาญาติๆ นั้นเขาไม่สนิทนัก อีกทั้งบางคนก็อยู่ไกลเกินไปแค่ส่งการ์ดให้ก็คงพอแล้ว

สุดท้ายชายหนุ่มก็ให้คุณสมิธจอดรถม้าหน้าร้านเครื่องประดับทำมือร้านดัง สวมหมวกเสื้อโค้ตตัวยาวมือถือไม้เท้าก้าวเข้าไปในร้าน 

หมวกทรงสูงถูกถอดออกทันทีที่สองเท้าก้าวเข้าไปในร้านค้าที่อบอุ่นกว่าเบื้องนอก เหมือนว่าวันนี้ร้านขายเครื่องประดับจะมีลูกค้าเยอะทีเดียวเพราะทุกคนก็ต่างมาหาของขวัญตามเทศกาลไปให้ครอบครัวกันทั้งนั้น

ดวงตาสีฟ้ากวาดมองไปทั่ว จนหยุดที่แผ่นหลังกว้างที่คุ้นเคย... ชายหนุ่มมองอีกฝ่ายสักพัก ก่อนจะก้าวขาเข้าใกล้ แอบก้มลงมองชิ้นเครื่องประดับที่อีกฝ่ายกำลังมองอยู่ เหมือนมันจะเป็นเข็มกลัดผ้าพันคอสำหรับสุภาพบุรุษ...

“ลอร์ดเฮคเตอร์ น่าแปลกใจจริงที่พบคุณที่นี่” เสียงทักทำให้อีกฝ่ายเหลือบมองด้วยหางตาอย่างคุ้นเคยดีว่าเจ้าของเสียงคือใคร

“ลอร์ดลูเชียน” เขาแค่เอ่ยชื่อตอบและผงกหัวตามมารยาทเท่านั้น จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองไปทางพนักงานสาวที่หยิบกล่องเครื่องประดับไม้มาเปิดให้ดูเข็มกลัดฝังอัญมณีของสุภาพสตรีด้านใน ชายหนุ่มเพียงมองด้วยสายตาเฉยชาไม่ใส่ใจนักและก็พยักหน้าเป็นเชิงว่าจะรับชิ้นนี้

“ของขวัญวันเทศกาลสิ้นปีทั้งทีคุณน่าจะเลือกอย่างใส่ใจกว่านี้หน่อย” ลูเชียนส่ายศีรษะ หันไปมองคนข้างๆ ด้วยสายตาเหนื่อยใจ

“เลือกของคุณไปเถอะ” เฮคเตอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา และหันไปถามราคาสินค้ากับพนักงาน

“ชิ้นนี้ดูเหมาะกับเลดี้เอเลนอร์” ทันทีที่ชื่อของน้องสาวออกจากปากของชายหนุ่มอีกคน ผู้เป็นพี่ชายก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ “เธอชอบไข่มุกนี่”

ปลายนิ้วเคาะบนกระจกใสเหนือเข็มกลัดทองคำแท้รูปดอกไม้และเถาวัลย์ทรงกลม ประดับด้วยไข่มุก

“....ไปรู้มาได้ยังไง” น้ำเสียงนั่นดูไม่เป็นมิตรเลยสักนิด

“ก็ถามเธอน่ะสิ” ลูเชียนตอบทั้งหัวเราะเบา ทำสีหน้าคล้ายว่าคุณจะถามทำไมกันนะ “บางทีผมอาจจะควรซื้อมันให้เธ--”

“คุณผู้หญิง ผมเอาชิ้นนี้ด้วย”

พนักงานขายรีบตอบรับ และนำมันไปห่อเตรียมส่งมอบที่หลังร้าน

ลูเชียนไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดอะไรที่โดนแย่งของ กลับยืนยิ้มลอบสังเกตท่าทางที่คาดเดาได้ง่ายนั่นอย่างขบขัน พอเป็นเรื่องของน้องสาวแล้วเฮคเตอร์มักจะมีปฏิกิริยาเสมอ…

“เมื่อเช้าคุณดื่มชาอัสสัม?”

คำถามที่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยทำให้คนฟังเลิกคิ้วเล็กน้อย 

“...เปล่า วันนี้ผมดื่มเบรคฟาสต์ทีธรรมดา ถามทำไมรึครับ” 

“...” เฮคเตอร์ไม่ได้ตอบคำถาม ในจังหวะนั้นเองที่พนักงานขายกลับมาพร้อมกับของสองชิ้นที่ห่อเรียบร้อยแล้ว

ปลายนิ้วแตะบนกระจกใส มองเข็มกลัดเงินรูปพระจันทร์เรียบๆ ที่เมื่อครู่เฮคเตอร์ดูอยู่ แล้วชายหนุ่มถึงเอ่ยปากกับพนักงานขายอีกคน

“ผมเอาชิ้นนี้” เครื่องประกับของสุภาพบุรุษอัลฟ่าส่วนมากแล้วจะไม่มีอัญมณีประดับ เป็นแค่งานฝีมือทำจากเงินหรือทองเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด แค่ก็ดูดีในความเรียบง่าย 

ลอร์คเฮคเตอร์ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยืนรอรับเงินทอนอยู่ที่เดิม

“อีกไม่นานก็งานเต้นรำแล้ว คุณได้ซ้อมเต้นรำบ้างไหมครับ” หากจำไม่ผิด สิ่งที่เฮคเตอร์ในวัยเด็กเกลียดที่สุดคือการเต้นรำ… ก็ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนแล้ว “ขาดซ้อมมากๆ ระวังขายหน้าเอาล่ะ”

“ห่วงตัวเองเถอะ ลอร์ดลูเชียน” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ ยื่นมือออกไปรับเงินทอนเก็บเข้ากระเป๋าเสื้อโค้ต และก้าวขาเดินออกไปทันทีโดยไม่รอฟังเขาอีก


ลอร์ดลูเชียนได้เพียงยิ้มบางให้กับตนเอง อันที่จริงจะไปว่าเฮคเตอร์ก็ไม่ได้ ก็เขาไปกวนประสาทก่อนเองนี่นะ…


อย่างน้อยวันนี้บังเอิญได้เจอก็นับเป็นวันที่ดีแล้ว…


ลอร์ดลูเชียนเก็บชิ้นเครื่องประดับที่ซื้อมาใส่ในกระเป๋าเสื้อโค้ต ก่อนจะเดินออกไปเผชิญความหนาวเย็นเบื้องนอกบนท้องถนน มือในถุงมือขนสัตว์ยกหมวกทรงสูงขึ้นสวม ปลายไม้เท้าสัมผัสพื้นหิน ขณะสองเท้ากำลังก้าวไปยังทิศที่รถม้าของตนจอดอยู่ เสียงหนึ่งของคนที่คิดว่าจากไปแล้วก็ดังขึ้นไล่หลัง

“คุณคิดจะทำอะไรกันแน่” ลอร์ดลูเชียนฟังแล้วก็ไม่ได้หันกลับไปมองอีกฝ่าย เขารู้ดีว่าเฮคเตอร์หมายถึงเรื่องอะไร ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มขบขัน

“คุณควรถอนตัวในขณะที่ยังถอยได้ ลอร์ดเฮคเตอร์”

“ผมถอยไม่ได้” ดวงตาสีฟ้ามองรถม้าที่แล่นผ่านไปคันแล้วคันเล่า เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงบนไหล่และหมวกเริ่มทำให้เห็นเป็นเศษน้ำแข็งสีขาว

“คนผู้นั้นไม่ได้ใจดีอย่างที่เห็นในเปลือกนอกหรอกนะ” มือในถุงมือขนสัตว์กางออก รอรับปุยสีขาวที่ร่วงหล่นลงเชื่องช้า “ออกจะโหดร้ายด้วยซ้ำไป”

“แต่คุณก็ยังเลือกที่จะติดตาม นั่นไม่ทำให้คุณโหดร้ายเหมือนกันรึไง?” สิ้นคำถามนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากของผู้ฟังยิ่งคลี่กว้างขึ้น

“คนโหดร้ายไม่จำเป็นต้องโหดร้ายกับทุกคนรอบตัวเสียหน่อย… ท่านลอร์ด โลกนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ” มือข้างนั้นกำเข้าหากันหลังจากเกล็ดหิมะต้องกับถุงมือ คล้ายกำลังพยายามไขว่คว้ามันเอาไว้ “แม่เลี้ยงใจร้ายไม่ได้โหดร้ายกับพี่สาวทั้งสองเสียหน่อย หรือคุณว่าไม่จริง”

“......” 

ลูเชียนหันหน้ากลับไป มองสีหน้ายุ่งยากใจของอีกฝ่าย แล้วก็ระบายลมหายใจออกมาจนเป็นควันสีขาว ทั้งยังยิ้มอยู่เช่นนั้น

“คุณอยากเป็นเจ้าของรองเท้าแก้วขนาดนั้นเลยหรือ… ลอร์ดเฮคเตอร์?” 

“ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่อยากหรือไม่อยาก” คำตอบที่แฝงน้ำเสียงหนักใจ ฟังแล้วก็เหมือนไม่ได้ตอบให้รู้อะไรเลย.. “แต่ต้องทำต่างหาก” 

“น่าเสียดาย…” ดวงตาสีฟ้าหลุบลงมองพื้นสักพักหนึ่ง รู้สึกถึงลมเย็นที่พัดผ่านจนทำให้ใบหูชาจนเจ็บ จากนั้นลูเชียนก็เงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มให้อีกฝ่าย “อย่างนั้นก็ขอให้เป็นวันที่ดี ลอร์ดเฮคเตอร์”

โน้มน้าวไม่ได้ก็ทำได้เพียงปล่อยไป

ข้าข้างหนึ่งก้าวขึ้นรถม้า หางตาเหลือบมองคนที่หมุนตัวเดินจากไป ไกลขึ้นทุกขณะ


หรือถ้าโน้มน้าวไม่ได้ ก็ทำได้แค่ขัดขวางเท่านั้นเอง  


…………………..


รถม้าคันใหญ่หลายคันต่างมุ่งหน้าไปยังพระราชวังเซนต์ลูเซีย รวมถึงรถม้าของครอบครัวท่านเอิร์ลแห่งวินเทอร์บิวรี่

เลดี้ฟลอเรนซ์สวมชุดเปิดลำคอสีน้ำเงินกับถุงมือยาวสีขาว บนลำคอระหงสวมสร้อยคอซึ่งเป็นสมบัติตกทอดมาจากรุ่นคุณยายของเธอ 

หญิงวัยกลางคนไม่ได้วางแผนจะมาเต้นรำในวันนี้ ลูเชียนทราบดี เธอตั้งใจมานั่งสนทนากับเพื่อนและให้ไบรอนได้มาทำความรู้จักกับคุณหนูเบต้าที่เหมาะสมสักคนมากกว่า


“เจ้าชายชอบอะไรบ้าง ท่านชอบสีอะไร อาหารแบบไหน ลูกรู้หรือยังจ๊ะลูเชียน วันก่อนแม่ได้คุยกับเลดี้เกรเทลที่เป็นนางสนองพระโอษฐ์...” และแน่นอน… มาคอยให้กำลังใจเขาด้วย

ลอร์ดลูเชียนได้แต่ยิ้มอย่างอ่อนใจ วันก่อนเขาบอกมารดาไปว่าตนเองจะร่วมลงแข่งด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหล่อนแตกตื่น ทั้งโกหกไปเล็กๆ น้อยๆ ว่าความลับเรื่องเพศสภาพของตนจะรักษาเอาไว้ได้เพราะได้ทำข้อตกลงกับพระราชินีเอาไว้ คุณแม่ผู้ไม่รู้อะไรเลยสักนิดจึงกำลังคาดหวังว่าลูกชายตนมีสิทธิจะได้แต่งกับเจ้าชายจริงๆ ทั้งที่บทบาทของชายหนุ่มในนิทานเรื่องนี้คือเป็นพี่เลี้ยงใจร้ายที่ตามก่อกวนต่างหากเล่า

“ผมทราบแล้วครับคุณแม่ ไม่ต้องกังวลไป” ชายหนุ่มกล่าวปลอบ วางมือข้างหนึ่งลงบนหลังมือของอีกฝ่าย “ไบรอน มีคุณหนูคนไหนที่สนใจอยากเต้นรำด้วยบ้างหรือเปล่า”

การที่อยู่ๆ พี่ชายโยนประเด็นให้พ้นตัวแล้วไปลงหัวน้องชายแทนทำให้เจ้าของชื่อสะดุ้ง ละสายตาที่มองทิวทัศน์ยามหัวค่ำกลับมายังมารดาของตน 

“ก… ก็ยังไม่มีหรอกครับ” 

“ได้ยังไงกัน! แม่เคยพาลูกไปทำความรู้จักกับเลดี้เบต้าตั้งหลายคนแล้วนี่ ไม่เข้าตาสักคนเลยเหรอ?”

“ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ” ไบรอนยิ้มแห้งๆ มองมาทางพี่ชายอย่างคาดโทษ ทว่าลอร์ดลูเชียนก็ไม่สนใจแต่อย่างใด โยนบอลให้พ้นตัวแล้วเขาก็นั่งหลับตาทำเป็นไม่ยุ่งและไม่รู้ไม่ชี้กับน้องชายที่ต้องคอยบ่ายเบี่ยงคำถามมากมาย

ไม่นานนักรถม้าก็แล่นมาจอดถึงหน้าพระราชวัง เวรยามวันนี้หนาแน่นกว่าปกติเพราะเป็นงานใหญ่ ด้านหน้าล้วนถูกประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งมากมาย จุดไฟสว่างจนเห็นภาพได้ชัดเจนแม้จะเ็นเวลาค่ำคืน


ยศและชื่อของลอร์ดลูเชียนถูกประกาศว่าเขามาถึงแล้ว ในขณะที่ก้าวขาลงบนพื้นพรมสีแดง มือในถุงมือขาวยื่นให้มารดาและประคองเธอให้ลงมายืนอย่างมั่นคง

ลูเชียนส่งหมวกทรงสูงและเสื้อคลุมหนาให้ข้ารับใช้ ยื่นแขนให้มารดาพาเจ้าหล่อนเข้าไปในสถานที่รับรองสำหรับมื้ออาหารค่ำ ซึ่งเป็นส่วนแยกกับฟลอร์เต้นรำอีกที

“อย่าลืมนะจ๊ะไบรอน ต่อให้ถูกใจเลดี้คนไหนก็ห้ามเต้นรำกับเธอเกินสองครั้ง”

“...รู้แล้วครับแม่ ผมจำได้อยู่แล้ว” น้องชายมีสีหน้าเหนื่อยใจอย่างเห็นได้ชัดที่มารดายังกระซิบท่องมารยาทสุภาพบุรุษให้เขาฟังอย่างซ้ำซาก

ไม่นานนักเลดี้ฟลอเรนซ์ก็ขอแยกตัวออกไปหาบรรดาเพื่อนสาว… ในวงสังคมชั้นสูงหนีไม่พ้นการซุบซิบนินทา และสิ่งที่เหล่าเลดี้โอเมก้าผู้แสนว่างงานนิยมที่สุดก็ไม่พ้นการคุยเรื่องคนอื่น ท่าทางว่าช่วงนี้คงมีเรื่องอะไรที่คุณแม่สนใจ ถึงได้รีบรี่ไปหาเพื่อนขนาดนั้น...

“ไบรอน” แม่ไปแล้ว พี่ชายยังเรียกอีก ชายหนุ่มอีกคนหันมามองพี่ชายด้วยสายตาไม่มั่นใจเลยสักนิด “หากสนใจใครให้บอก พี่จะหาทางแนะนำให้” 

เพราะสภานการณ์ของเขา การพยายามให้ไบรอนมีทายาทอัลฟ่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับครอบครัว แม้เบต้ากับเบต้ามีอัตราการกำเนิดที่ต่ำกว่าและโอกาสที่เด็กจะเป็นอัลฟ่าน้อยกว่า แต่ก็ใช่จะไม่มีโอกาสเลย… ปีนี้ไบรอนก็อายุได้ยี่สิบปีแล้ว อยู่ในวัยสมควรแต่งงานพอดี

“...บางทีผมก็สงสัยจริงเชียว มีเลดี้โอเมก้ากับเบต้าคนไหนในงานนี้ที่พี่ยังไม่เคยเต้นรำด้วยไหม” คำถามนั้นทำให้ผู้ฟังยกยิ้มขบขัน นึกทบทวนเล็กน้อย

“พวกที่เพิ่งเดบูตองต์ปีนี้ไง”

“....” ไบรอนมองพี่ชายตัวเองด้วยสีหน้าคล้ายจะบอกว่า ‘เชื่อเขาเลย’ และถอนหายใจออกมาเบาๆ “ทำไมพี่ถึงยังไม่แต่งงานสักทีนะ ใจคอจะให้ผมแต่งก่อนจริงๆ เหรอ?”

“พี่ไม่ถือ ถ้าเจอคนที่ถูกใจก็แต่งได้เลย”

“....พี่” สองพี่น้องพากันเดินเข้ามาในบริเวณงานเลี้ยง วันนี้ลอร์ดลูเชียนใส่สูทเทลโค้ดหางยาวกับโบว์ไทด์ขาวดูเป็นทางการ รองเท้าหนังขัดมันย่ำบนพรม ชายหนุ่มหันไปส่งสายตาบอกให้ไบรอนเงียบไปก่อน จากนั้นก็เริ่มยิ้มทักทายคนรู้จักในงานตามมารยาทที่ดี


ก่อนมื้ออาหารค่ำ พระราชินีจึงเสด็จมาในชุดกระโปรงแนบตัวยาวสีเข้มและเชิ้ตขาวติดกระดุม อัลฟ่าไม่นิยมแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาดเฉกเช่นเดียวกับสุภาพบุรุษ พร้อมกับเจ้าชายไอวาที่ยืนอยู่เคียงข้างในชุดโทนสีฟ้าอ่อนประดับลูกไม้ ดูเป็นภาพที่ตัดกันโดยสิ้นเชิง

พระนางเริ่มกล่าวต้อนรับแขกเหรื่อ เป็นคำพูดเดิมๆ ที่ลูเชียนได้ยินแทบทุกปี เริ่มต้นด้วยการขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมงานเฉลิมฉลองในปีนี้ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับมื้ออาหารและเทศกาล เล็กๆ น้อยๆ ตามมารยาทเจ้าบ้านที่ดี แต่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการคัดเลือกเจ้าบ่าวของเจ้าชายแต่อย่างใด…

กล่าวจบก็ทรงบอกให้ทุกคนตามสบาย มื้ออาหารค่ำจึงเริ่มขึ้นพร้อมกับดนตรีที่เริ่มบรรเลง

 

“พี่ไม่ไปร่วมโต๊ะกับพระราชินีและลอร์ดอีธาน?” ไบรอนเอ่ยถามอย่างสงสัย ซึ่งผู้ฟังก็เพียงส่ายหน้าเล็กน้อย “ไม่เหมาะเท่าไหร่ พี่อยู่กับเธอนี่ละ” 

แม้จะอยู่ในสภาที่ปรึกษาแต่ด้วยความที่เขาอายุยังน้อยจึงไม่ควรทำอะไรที่เป็นการข้ามหน้าข้ามตาผู้อาวุโสเหล่านั้นเกินไปนัก แค่ได้รับความโปรดปรานจากพระราชินีก็ทำให้มีสายตามุ่งร้ายมากมายจ้องจะดึงเขาลงไปคลุกโคลนอยู่แล้ว… ไม่จำเป็นต้องยั่วโมโหคนไปมากกว่านี้

ไบรอนมีท่าทางผิดหวัง เหมือนอยากไล่พี่ชายให้พ้นตัวเสียเต็มแก่ก่อนที่พี่จะลากเขาไปจับคู่กับหญิงสาวสักคนในงาน…

“นั่นเลดี้เอเลนอร์กับลอร์ดเฮคเตอร์นี่นา พี่ดูสิ น้องชายเขาก็มาด้วย เห็นว่าตอนนี้เป็นทหารประจำการอยู่ไกล นานๆ จะกลับมาสักที” 

ดวงตาสีฟ้ามองตามกลุ่มบุคคลที่ว่า ว่ากันว่าลอร์ดเฮนรี่และเลดี้แคทเธอรีนเป็นคนโชคดีที่มีบุตรชายอัลฟ่าถึงสองคนและบุตรสาวโอเมก้าอีกคน เพราะชนชั้นสูงหลายครอบครัวพยายามจะมีลูกอัลฟ่าสักคน จนผ่านไปห้าคนแล้วก็ไม่ใช่อัลฟ่าสักที...

ลูเชียนเพียงเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปทักทายให้เป็นที่สนใจ วันนี้แค่ต้องพาน้องชายไปแนะนำให้เลดี้คนนั้นคนนี้รู้จักชายหนุ่มก็หมดพลังงานไปมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องใส่ตัวอีก


มื้ออาหารค่ำผ่านไป เหล่าแขนในงานก็เริ่มย้ายไปที่ฟลอร์เต้นรำ ดนตรีบรรเลงเพลงวอลทซ์จังหวะช้า คู่เต้นรำก้าวขาตามเป็นจังหวะเดียวกับ สุภาพสตรีสวมเดรสกระโปรงยาวฟูฟ่องสีสันสดใส ดูไปแล้วก็คล้ายดอกไม้มากมายที่กำลังเบ่งบานภายใต้แสงไฟจากโคมระย้า


ดวงตาจับจ้องคอยสังเกตอยู่ด้านข้าง ทว่ายังไม่มีความคิดจะก้าวขาออกไปขอใครเต้นรำ จนกระทั่งน้องชายสะกิดทัก


“ลูเชียน… เลดี้อเดเลียมองมาทางพี่…” ครั้นเมื่อหันไปตามการเรียกของน้องชายก็สบสายตาเข้ากับหญิงสาวคนดังกล่าวพอดี ลูเชียนจึงได้แต่ยิ้มตามมารยาท ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกอยากเต้นรำเท่าใดสองขาก็ยังก้าวออกไปตามทิศทางนั้นอยู่ดี


“เลดี้อเดเลีย ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมครับ” ชายหนุ่มค้อมกายสุภาพ ยื่นมือไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ริมห้องที่กำลังยิ้มอย่างขวยเขินพร้อมใช้พัดลูกไม้ปิดบังใบหน้า แม้จะชัดเจนว่าหล่อนเป็นฝ่ายอยากเต้นรำกับเขา ชายหนุ่มก็ยังต้องขอทำประหนึ่งเป็นตัวเขาที่ต้องเป็นฝ่ายขอร้องอยู่ดี ซึ่งก็ตามแบบฉบับมารยาทสังคมที่บัญญัติไว้ในตำราทุกประการ

หญิงสาวยื่นมือเล็กบางให้เขาประคองเอาไว้และลุกขึ้นจากที่นั่ง ทั้งคู่ก้าวเดินตามจังหวะเพลงไปด้วยกันจนถึงกลางฟลอร์ สองมือประสาน มีออีกข้างวางไว้บนแผ่นหลัง สายตาไม่อาจวอกแวกไปจากคู่เต้นของตัวเอง

แม้จะดูเป็นเรื่องโรแมนติคแต่สำหรับลูเชียนแล้วการเต้นรำไม่ต่างอะไรกับการทำตามมารยาท สนทนาตามมารยาท และรักษามารยาท… การที่รักษาน้ำใจคนแล้วทำให้คนอื่นเข้าใจผิดมันก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้ ไม่ใช่หรือ?

ขณะนั้นเองหางตาเหลือบเห็นคู่เต้นรำอีกคู่ที่ค่อนข้างจะโดดเด่น เจ้าชายไอวากำลังเต้นรำอยู่กับลอร์ดเฮคเตอร์ เหมือนจะดึงความสนใจจากทุกคนไปจนหมด… รวมถึงตัวเขาเอง

ร่างกายผอมบางที่สวมคอร์เซตรัดก้าวขาไปตามจังหวะ เจ้าชายคงไว้ซึ่งรอยยิ้มบนริมฝีปาก ออกท่วงท่าได้อย่างงดงามถูกต้อง ส่วนลอร์ดเฮคเตอร์เป็นท่อนไม้อย่างไรก็ท่อนไม้อย่างนั้นจนอดลอบส่ายหัวในใจไม่ได้

บางอย่างที่คล้ายความริษยาก่อตัวขึ้นในอก… หากสถานการณ์ไม่เป็นแบบที่มันเป็น เขาเองก็สามารถยืนอยู่ตรงนั้น เติบโตขึ้นมาอย่างฟุ้งเฟ้อไม่รู้เรื่องราว และใช้ชีวิตอย่างใสซื่อมือสะอาดได้เช่นกัน


ชายหนุ่มเก็บซ่อนความรู้สึกจนมิดชิด เพลงบรรเลงเพลงแรกจบลงแล้ว ลูเชียนโค้งให้คู่เต้นของตนและพาเธอกลับไปส่ง หวังว่าค่ำคืนนี้จะไม่ไปเผลอสบตาใครเข้าอีก แต่โชคก็ไม่เข้าข้างเมื่อดวงตาหไปสบเข้ากับตาสีทองของเจ้าชายที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงนั้นเข้าพอดี…

เจ้าชายไอวาส่งยิ้มให้อย่างเหมือนจะเป็นมิตร ทำให้ลูเชียนไม่มีทางเลือกนอกจากต้องเดินไปขออีกฝ่ายเต้นรำ


“เจ้าชาย… ไม่ทราบว่าจะให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงได้หรือไม่”

“แน่นอน ลอร์ดลูเชียน” ไอวาหัวเราะเบา คล้ายจะมองออกว่าลอร์ดลูเชียนไม่ได้เต็มใจเสียเท่าไร แต่ก็ยังวางท่าทำเป็นไม่รู้เรื่องราวอยู่ดี


เพลงบรรเลงขึ้นอีกครั้ง… น่าแปลกที่ไม่ว่าเจ้าชายก้าวไปทางไหน ความสนใจก็จะไปกองรวมอยู่ที่ตรงนั้นหมด…

ลูเชียนไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าชอบคนคนนี้… บ่อยครั้งที่เจ้าชายไอวาชอบทำอะไรที่เป็นการกวนใจพระราชินี และบ่อยครั้งที่เขาถูกส่งออกไปเก็บกวาด และนอกจากเรื่องนั้นแล้วในใจลึกๆ ที่ดำมืด ยังมีความริษยาแฝงอยู่

ริษยาที่สามารถอยู่ได้แบบไม่ต้องรู้เรื่องราวใดในโลก ไม่จำเป็นต้องแปดเปื้อนหรือกระเสือกกระสนเพื่อเอาชีวิตรอด ไม่จำเป็นต้องแข่งขันหรือแก่งแย่งกับใคร… ชีวิตของโอเมก้าช่างง่ายดายเสียจริง ง่ายดายจนน่าขัน

หนึ่งในเจ็ดบาปก็คือความริษยา… เป็นความรู้สึกด้านลบที่น่ารังเกียจและต้องซุกซ่อนไว้ ทว่ามันก็ฝังรากอยู่ในใจของทุกคน … บางทีก็ทั้งอิจฉาและชื่นชมไปในเวลาเดียวกัน

ก้าวขาไปตามจังหวะเพลงไม่ช้าไม่เร็วได้สักพัก เจ้าชายก็เอ่ยปากออกมาเสียงเบา

“ท่านเต้นเก่งกว่าเขาเยอะ” ลูเชียนต้องก้มลงมองร่างที่เตี้ยกว่าตนหนึ่งช่วงศีรษะ ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มไม่แสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ในใจจริงๆ 

“ผมขอรับคำชมนั่นไว้ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มทราบดีว่า ‘เขา’ ที่ว่าหมายถึงใคร และก็จะไม่เถียง เพราะลอร์ดเฮคเตอร์ไม่ใช่คนที่ควรเป็นคู่เต้นรำให้ใครเลย… 

เจ้าชายหัวเราะเบา พอมือยกขึ้นเหนือศีรษะเขาก็หมุนกาย ชายเสื้อที่สะบัดปลิวขณะขยับกายดูคล้ายกลีบดอกไม้สีฟ้าที่กำลังเบ่งบาน เป็นสีที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่โอเมก้า

“งานเต้นรำเลือกคู่วันนี้เหมือนงานเต้นรำในเทพนิยายเก่าแก่เรื่องนั้นเลย คุณว่าไหม” ร่างเล็กยังคงพูดเสียงเบาที่ได้ยินกันเพียงสองคน ลูเชียนไม่นึกแปลกใจ เพราะเขาเองก็คิดแต่แรกว่าเจ้าชายคงได้ความคิดมาจากนิทานเรื่องนั้นเป็นแน่

“อันที่จริงเรื่องเล่าทั้งหลายก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องจริง การที่เหมือนก็ไม่แปลกอะไรหรอกครับ” มือที่ประคองอีกฝ่ายไว้ยังคงจับอย่างมั่นคง ฝีเท้าก็ไม่สะดุดแม้แต่น้อย

“แต่นางฟ้าแม่ทูนหัวเราว่าน่าจะหายากเสียหน่อย” 

“จะต้องการนางฟ้าแม่ทูนหัวไปทำไมกันในเมื่อท่านเนรมิตทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ” ท่านลอร์ดหัวเราะเบา ขณะก้าวขานำไปตามเพลง ฟังแล้วเจ้าชายก็ยิ้มเอียงคอให้เล็กน้อย

“คงเพราะมีทั้งแม่เลี้ยงใจร้ายและพี่เลี้ยงใจร้ายด้วยกระมัง?” ลอร์ดลูเชียนไม่ได้แสดงสีหน้าหรือพิรุธ แต่ในใจก็ทราบว่าเจ้าชายคงรู้ดีอยู่แล้วว่าพระราชินีมีแผนในใจ ถึงลองมาหยั่งเชิงกับเขาเช่นนี้.. “แต่ก็คงไม่ใช่เรื่องน่ากังวล… เพราะในตอนจบของเรื่องพี่เลี้ยงใจร้ายถูกนกจิกจนตาบอดไม่ใช่หรือ”

เพลงดำเนินมาถึงท่อนสุดท้าย ร่างซึ่งสูงกว่ายังคงเคลื่อนไหวอย่างถูกต้องทุกประการ ริมฝีปากระบายยิ้มประหนึ่งคนสองคนที่ใส่หน้ากากสนทนากัน

แต่นี่มันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรือ?

“หญิงสาวปริศนายามเที่ยงคืนช่างโหดร้ายเสียจริง” เขาแสร้งทำเป็นทอดถอนใจกับเทพนิยายแสนโหดร้ายเรื่องนั้น อันที่จริงแล้วผู้ที่น่ากลัวที่สุดอาจจะเป็นตัวเอกของเรื่องที่จิตใจเต็มไปด้วยความคับแค้นใจจนสั่งให้นกเขาจิกตาพี่สาวจนตาบอดไปชั่วชีวิต 

“เมื่อมีการกระทำจึงมีการตอบสนองเสมอ ลอร์ดลูเชียน” สิ้นคำร่างเล็กบางผละจาก คว้าชายเสื้อถอนสายบัวอย่างเรียบร้อย เป็นจังหวะที่เพลงจบพอดี “หวังว่าท่านจะมีค่ำคืนที่ดี”


 กล่าวจบเจ้าชายก็ผละจาก เดินกลับขึ้นบันไดไปหาพี่หญิงของตน และเพลงที่บรรเลงมาตลอดจู่ๆก็หยุดลง… ลูเชียนยังคงยืนอยู่ที่นั่น ในใจทราบดีว่าถึงเวลาแล้ว… ใบหน้าหล่อเหลาเงยมองไปยังพระราชินีที่เพียงตบมือเบาๆ สองครั้งก็เรียกความสนใจจากทุกคนในห้องโถงใหญ่ เสียงทั้งหมดเงียบลงพลัน

“ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว ว่างานเลี้ยงในวันนี้นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลสิ้นปี เรายังมีเรื่องสำคัญบางประการที่ต้องประกาศ” พระนางเว้นช่วงระยะหนึ่ง ส่วนเจ้าชายยืนก้มหน้าอยู่ด้านหลัง จนไม่อาจเห็นสีหน้าได้อย่างชัดเจน “อย่างที่รู้กัน เจ้าชายไอวาน้องชายของเราก็ถึงวัยที่สมควรแต่งงานแล้ว แต่เราหนักใจเหลือเกินเพราะไม่ว่าใครเราก็รู้สึกว่ายังไม่เหมาะสมไปหมด พระสวามียังบอกบ่อยๆ ว่าเราหวงน้องเกินไปไอวาจึงไม่มีคู่ครองเสียที...” 

หญิงสาวแสร้งทำเป็นกลัดกลุ้ม มือหนึ่งยกขึ้นสัมผัสแก้ม เรียกเสียงหัวเราะเบาๆ จากเหล่าผู้ฟังในห้อง

 “เราอยากจะทำให้มั่นใจว่าน้องชายของเราต้องได้แต่งงานกับคนที่ดีที่สุด ผู้ที่มีความสามารถและสติปัญญา เช่นนั้นเราจึงได้ตั้งกติกาเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำการคัดเลือกและทดสอบความตั้งใจจริง” ฟังดูผิวเผินเหมือนพี่สาวที่รักน้องชายเป็นอย่างมาก แต่ใครจะรู้เล่าว่าในจิตใจพระนางคิดเช่นไรอยู่กันแน่… “มหาดเล็ก รบกวนท่านประกาศกติกา” 


พระราชินีหันไปหาข้าหลวงข้างกาย ทันทีที่ได้รับคำสั่งเขาก็ก้าวเดินขึ้นมาพร้อมม้วนกระดาษที่เขียนประกาศยาวในมือ คลี่มันออก และอ่านกติกาออกมาดังๆ


“ คุณสมบัติของผู้ที่สามารถเข้าร่วมได้ มีดังนี้

  1. ผู้ที่เข้าร่วมได้ขอเพียงมีความตั้งใจจริง ไม่จำเป็นต้องเป็นอัลฟ่าก็สามารถสมัครได้

  2. ผู้ที่เข้าร่วมจำเป็นต้องมีอายุระหว่าง 18 - 35 ปี เท่านั้น

  3. ผู้ที่เข้าร่วมจะต้องออกทุนทั้งหมดด้วยตนเอง ทางพระราชวังจะไม่มีการชดเชยหรือสนับสนุนใดทั้งสิ้น


กติกามีดังนี้…

พวกท่านแต่ละคนจะได้รับคำใบ้ถึงสถานที่ที่ต้องไปเยือน… ณ ที่นั่น จะมีคำใบ้ถัดไปถึงสถานที่ต่อไปที่พวกท่านต้องตามหา แต่คำใบ้จะมีให้ไม่ครบจำนวนคน แปลว่าการไปถึงช้าก็อาจจะทำให้พลาดโอกาสได้ 

พวกท่านต้องตามหาคำใบ้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดหมายสุดท้าย และผู้ที่ไปถึงจุดหมายสุดท้ายเป็นคนแรกจะเป็นผู้ที่ได้แต่งงานกับเจ้าชาย”


เสียงฮือฮาดังขึ้นเบาๆ จากฝูงชน ทว่าลอร์ดลูเชียนกลับยืนนิ่งเงยหน้ามองพระราชินีที่หันมาสบตากับเขาอยู่เช่นนั้น


ตัวชายหนุ่มก็เพิ่งจะทราบกติกาของเกมนี้ในวันนี้เอง และพบว่ามีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ ก่อนอื่นก็ต้องไล่ดูว่าใครเข้าร่วมบ้าง และจะวางคนขัดขวางอย่างไร

เขาคาดเดาไม่ถูกว่าพื้นที่ของกระดานกว้างขนาดไหน ยังอยู่ในราชอาณาจักรหรือเลยออกไปถึงประเทศอาณานิคม จำเป็นจะต้องวางคนเอาไว้เท่าไหร่ จุดหมายมีกี่จุดกันแน่ การที่ไม่มีรายละเอียดเหล่านี้ทำให้ทำงานยากนัก


บนสีหน้าแฝงไว้ด้วยแววเหนื่อยใจ แต่พระราชินีก็ยังคงยิ้มให้เขาจนตาโค้งเป็นทรงพระจันทร์ เหมือนพระนางจะกำลังสนุกกับเรื่องนี้เสียเหลือเกิน

… ทรงสำราญดีก็ดีแล้ว แต่เห็นใจข้ารับใช้บ้างเถิดพะยะค่ะ

 “คำประกาศแรกจะถูกประกาศในวันแรกของเดือนที่สองในปีหน้า ขอให้ทุกท่านโชคดี” ข้าหลวงผู้นั้นกล่าวเสร็จก็โค้งคำนับกระราชินี และกลับไปยืนประจำที่ด้านหลังเหมือนเคย

“กติกาก็ตามนั้น… สำหรับในค่ำคืนนี้ขอให้ทุกท่านสนุกสนานกับงานเลี้ยงไปจนกระทั่งรุ่งสาง อย่าเพิ่งหนีกลับก่อนเมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืนเสียเล่า เราไม่มีรองเท้าแก้วให้หรอกนะ” 

หญิงสาวยังคงเอ่ยอย่างติดตลก เรียกเสียงขบขันจากผู้คน เมื่อพูดจบแล้วพระนางก็เดินกลับไปนั่งประจำที่เดิมข้างๆ พระสวามี หันไปกระซิบคุยบางอย่าง และก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก


“ฟังดูน่าสนุกจริง ว่าไหม ลอร์ดลูเชียน” คนที่คุ้นเคยดีมายืนข้างๆ เงยหน้ามองไปทางพระราชินีเช่นเดียวกัน ทำเอาลูเชียนได้แต่ยิ้มค้างอยู่เช่นนั้น

“น่าเสียดายที่คุณอายุเกินแล้ว ไม่อย่างนั้นก็น่าเข้าร่วมอยู่นะครับ ลอร์ดอีธาน” 


ท่านนายกรัฐมนตรีฟังแล้วก็หัวเราะเบา เขามีท่าทางยิ้มแย้มเป็นมิตรเหมือนคนอัธยาศัยดีน่าคบหาคนหนึ่ง ทว่าลูเชียนรู้ดีว่าในวงการเมืองไม่อาจตัดสินใครจากเปลือกนอก

...เพราะพวกเขาจำเป็นต้องทำตัวให้ดูน่าคบหาเพื่อผลประโยชน์


“เรื่องของเด็กๆ ผมไม่ยุ่งดีกว่า” ท่านนายกรัฐมนตรีลอร์ดอีธานในปีนี้อายุได้สี่สิบปีแล้ว ดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่อายุได้สามสิบต้นๆ ซึ่งก็เป็นช่วงที่มีการเคลื่อนไหวให้เลิกทาสพอดี ทำให้เขาค่อนข้างเป็นที่รักของพวกชนชั้นล่างและชนชั้นแรงงานทีเดียว

“แล้วเรื่องของเอ็ดเวิร์ดล่ะครับ?” ลอร์ดลูเชียนกดเสียงต่ำจนแทบกระซิบ ดวงตามองโคมระย้าที่สะท้อนแสงเทียนระยิบระยับบนศีรษะ

“แล้วแต่คุณจะรับมือเลย” เห็นได้ชัดว่าคนคนนี้ไม่ใส่ใจจะยุ่งเรื่องงานแต่งงานนี้จริงๆ คงมองว่าเป็นเรื่องที่เสียเวลาไม่ควรใส่ใจด้วยซ้ำไป “ช่วงนี้งานของผมล้นมือ จะแบ่งความสนใจไปกับหลายๆ เรื่องก็ลำบาก”

อันที่จริงแล้วลูเชียนเคยสอบถามพระราชินีเกี่ยวกับลอร์ดอีธาน ได้ความมาว่าเขาเป็นญาติใกล้ชิดกับพระมารดา และเป็นเหมือนครูคนหนึ่งของพระนาง… ฉะนั้นหญิงสาวถึงมักจะฟังคนผู้นี้เสียเกือบทุกเรื่อง ทำให้ท่านดยุคแห่งอันเซ็คไม่ใช่คนที่ควรจะไปมีเรื่องด้วยเป็นอันดับหนึ่งในวงสังคมชั้นสูง

การที่เอ็ดเวิร์ดก่อเรื่องโดยไม่ไว้หน้าพ่อตัวเองแบบนี้… น่าเป็นห่วงนัก


“อย่างนั้นผมจะจัดการไปตามความเหมาะสมแล้วกันครับ”

“เหนื่อยหน่อยนะ” ผู้มีอาวุโสกว่ากล่วเหมือนจะเห็นใจทั้งรอยยิ้มมีเมตตา “อีกไม่นานคุณคงต้องเดินทางไปทั่ว เรื่องการส่งออกนำเข้าสินค้าคงเตรียมพร้อมไว้แล้ว?”

“ครับ… เรื่องพวกนั้นมีคนดูแลอยู่แล้ว แค่ให้พวกเขาส่งรายงานมาทุกเดือนน่าจะไม่มีปัญหาอะไร” สิ่งที่ลอร์ดอีธานห่วงกังวลน่าจะเป็นเรื่องของการส่งออกฝิ่น ระยะนี้ยิ่งต้องส่งสินค้าไปเยอะเพื่อให้การใช้งานกระจายไปในหลายภูมิภาค แล้วพอถึงช่วงกลางปีหน้าก็ต้องเริ่มลดจำนวนสินค้า ตัดการส่งออกเพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการขึ้นราคาของและเริ่มดึงเม็ดเงินจากเวสแลนด์

การพังประเทศหนึ่งก่อนแล้วค่อยเข้ายึดครองเป็นแผนที่เด็ดขาด พวกเขายังต้องการอาณานิคมเพิ่มเพื่อขยายอำนาจไปสู่แดนไกล

มือข้างหนึ่งวางบนไหล่ของชายหนุ่มแล้วบีบเบาๆ เหมือนให้กำลังใจ

“หากลูกชายผมได้เรื่องได้ราวแบบคุณคงจะดี” ท่านดยุคกล่าว จากนั้นก็เงยหน้ไปมองทางพระราชินีที่ลุกขึ้นเดินออกจากห้องจัดงานเลี้ยง “ผมขอตัวก่อน ลอร์ดลูเชียน”

“เชิญครับ” 


แล้วท่านดยุคแห่งอันเซ็คก็ออกเดินแบบไม่รีบร้อนไปยังประตูทางออก ดวงตาสีฟ้ามองตาม พอคาดเดาได้ว่าเป็นเรื่องอะไรแต่ก็ไม่ใช่เรื่องของเขา


ลอร์ดลูเชียนหลบออกไปด้านนอก ให้พ้นจากเสียงเพลงวอลทซ์ติดหู เดินบนทางด้านนอกในส่วนที่ไม่ค่อยมีผู้คน

ค่ำคืนนี้ยังอีกยาวไกล งานเลี้ยงเต้นรำมักจะดำเนินไปจนถึงรุ่งสางกว่าทุกคนจะทยอยกลับบ้าน เป็นโอกาสที่หนุ่มสาวจะได้พบและทำความรู้จักกัน แต่กับคนที่อย่างไรเสียก็แต่งกับใครไม่ได้มันก็ไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรนักนอกจากรักษาภาพพจน์หรอก

มองผ่านกระจกใสออกไปด้านนอกคือหิมะขาวที่ทับถมจนกลบหญ้าสีเขียว กับพระจันทร์เสี้ยวที่สว่างโดดเด่นท่ามกลางฟ้ามืด 


ที่ทางเดินไกลออกไปมีใครผู้หนึ่งยืนอยู่ ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนกำลังยุ่งยากใจ ดวงตาสีเทาคู่นั้นกำลังมองขึ้นไปบนพระจันทร์เช่นเดียวกัน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่


“ลอร์ดเฮคเตอร์” พอรู้ตัวอีกทีสองขาก็พาตนเองไปยืนอยู่เบื้องหน้าคนผู้นั้นเสียแล้ว ที่ไม่หันหน้ามามองชายหนุ่มด้วยซ้ำไป “เป็นคืนที่งดงามนะ ว่าไหม”

“....ถ้าจะมาพูดเรื่องไร้สาระ--”

“ผมแค่มาชมพระจันทร์ด้วยกันเท่านั้นเอง...”


ระหว่างทั้งคู่บังเกิดความเงียบงัน คล้ายกำแพงขนาดใหญ่ที่ขวางกั้น จนสุดท้ายลอร์ดเฮคเตอร์เป็นฝ่ายเปิดปากถามก่อน

“คุณคิดจะแต่งงานกับเจ้าชายจริงๆ?”

“ใครก็อยากแต่งงานกับเจ้าชายทั้งนั้น เกี่ยวดองกับราชสำนักไม่ดียังไงกัน” ลูเชียนไม่ได้ตอบตรงๆ อันที่จริงแล้วเขาตอบไม่ได้ มันอาจจะเป็นคำถามหยั่งเชิงก็เป็นได้

“...เรื่องนั้นไม่เห็นจำเป็นสำหรับคุณ” 

ท่านเอิร์ลหัวเราะเบา ถูกต้อง ไม่จำเป็น เขาไม่ต้องอาศัยเจ้าชายไอวาเพื่อหาเส้นสายที่ตนมีอยู่แล้ว อันที่จริงการแต่งงานกับเจ้าชายแทบจะไม่ได้ให้ประโยชน์ใดเลย

หากลูเชียนนึกอยากเกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์จริง ตอบรับคำขอแต่งงานของพระราชินีไปตั้งแต่ปีนั้นไม่ดีกว่าหรือ?

อีกทั้งพระนางสั่งให้ขัดขวาง ไม่ได้สั่งให้ไปแต่งด้วยเสียหน่อย แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่มีวันเกิดขึ้น แต่เขาก็ไม่คิดจะให้อีกฝ่ายรู้

“ผมชอบสิ่งที่สวยงามโดดเด่น และอยากได้มาไว้ในมือ ‘ของ’ ที่ดีที่สุดใครก็อยากครอบครองเป็นธรรมดา เหตุผลก็มีเท่านั้น” แวบหนึ่งที่สายตาดูแคลนพาดผ่านใบหน้าของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ดวงตาสีเทาเบือนหนีกลับไปมองพระจันทร์บนฟ้า และอีกพักหนึ่งเขาก็หมุนกายหันหลัง เดินจากไปคล้ายทนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ได้อีก


ดวงตาสีฟ้ามองตามแผ่นหลังกว้าง ริมฝีปากพูดขึ้นอีกหนึ่งประโยค


“ต่อให้เป็นคุณผมก็ไม่ออมมือให้หรอกนะ เฮคเตอร์” คำพูดประโยคนั้นทำให้จังหวะการเดินของเจ้าขอชื่อสะดุดเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้หันกลับมา

ลอร์ดลูเชียนเพียงยกยิ้มเยาะเย้ยตนเอง หันหลัง และก้าวเดินไปยังทิศทางฝั่งตรงข้าม


และเกมตามหารองเท้าแก้วบนกระดานหมากรุกอันใหญ่โตก็ได้เริ่มต้นขึ้นเช่นนั้นเอง


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 168 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

594 ความคิดเห็น

  1. #360 pearle (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:29

    เค้าก็ยังไม่สะสางปมกันอยูาดี55
    #360
    0
  2. #328 กรานิเต้ (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:33
    รำคาญไอวามาก แอบสงสารเฮคเตอร์นิดนึงด้วยค่ะ ;-; เป็นเบี้ยของคนไม่ฉลาด ตุ๊กตากระเบื้องแบบเจ้าชายไอวา
    #328
    0
  3. #247 mmnichh (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 / 22:13
    น้องลูเชียน ; - ; น้องต้องแบกอะไรมาเท่าไหร่นะ
    #247
    0
  4. #228 Bibidiz (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 07:06
    ลูเซียนสู้ๆ ฮื่อออ
    #228
    0
  5. #188 D-Dindin (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 08:58
    จะรักกันได้ยังไงเนี่ยยยย สงสารลูเชียน มีภาระหน้าที่หนักหนาเต็มไปหมด ถ้าเขาเป็นแค่โอเมก้าธรรมดาๆ ชีวิตคงมีความสุขกว่านี้ สงสารๆๆ
    #188
    0
  6. #126 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 19:06
    ชั้นถามจริงเถอะเฮคเตอร์ ลูเชียนผิดอะไรวะ ห๊าาาาาาา!!! สงสารลอร์ดเชียน โอ้ยยยยย!
    #126
    0
  7. #76 MinRos (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 23:55
    ใกล้จะถึงตอนที่สำคัญแล้ว อดใจรอตอนทุกคนหาคำใบ้เล่นเกมกันไม่ได้เลย
    อยากจะรู้นักถ้าขัดขวางแล้วใครกันแน่จะได้แต่งงานกับเจ้าชาย
    ตืานเต้นง่าาา
    #76
    0
  8. #75 Tahnya (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 18 สิงหาคม 2562 / 21:05
    ลูเชียนกับเจ้าชายไอวาดูเคมีแอบเข้ากันได้อยู่นะเนี่ย
    #75
    0