Rivalry of the Two Gentlemen (omegaverse)

ตอนที่ 11 : Chapter 9: Chess Pieces on the Board

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,392
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 173 ครั้ง
    13 ส.ค. 62

Chapter 9: Chess Pieces on the Board


เกล็ดน้ำแข็งสีขาวโปรยปรายจากเมฆสีหม่นบนฟากฟ้า ร่วงลงบนพื้นหญ้าสีเขียว ทับถมกลบจนย้อมเป็นสีขาว…

ลอร์ดลูเชียนนั่งจิบชายามบ่ายอยู่ข้างหน้าต่าง ดื่มด่ำกับเวลาว่างที่หาได้ยาก… ตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมาเขาวิ่งวุ่นไป-กลับระหว่างคฤหาสน์กับท่าเรือเพื่อจัดการงาน กระทั่งเวลาจะไปชมรมฟันดาบยังไม่มี

สโคนร้อนๆ ปาดเนยกินกับแยมราสเบอร์รี่เข้ากับชาอาฟเตอร์นูนทีได้เป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและปล่อยวางปัญหาไปได้ชั่วขณะ ซึ่งปัญหาที่ว่าก็คงไม่พ้นเรื่องงานแต่งงานของเจ้าชายไอวา


คำถามที่ทุกคนอยากรู้คงไม่พ้นเรื่องที่ว่างานเลี้ยงเลือกคู่ในครั้งนี้ใครจะเป็นเจ้าของรองเท้าแก้วที่หายไปกันนะ… แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอยากข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่พระราชินีก็ทรงรับสั่งแล้ว

ปลายนิ้วแตะถ้วยกระเบื้องเคลือบลายดอกบีโกเนียสีชมพู เหม่อมองมันอยู่พักหนึ่งและจมตนเองลงในห้วงความคิดที่ซับซ้อนวุ่นวาย


“ท่านลอร์ด... ลอร์ดเอซีเคียลมาขอพบครับ ตอนนี้ผมให้เขารออยู่ในห้องรับแขก” บัทเลอร์วัยกลางคนเคาะประตูเป็นเชิงขออนุญาต ก่อนจะเข้ามาแจ้งข่าวด่วนที่ค่อนข้างกะทันหันไปเสียหน่อย “ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้นัดเอาไว้…”

คุณวินสตันมีสีหน้าลำบากใจ แน่นอนว่าการมาพบโดยไม่นัดมันก็ออกจะผิดมารยาทเสียหน่อย แต่ลอร์ดเอซีเคียลเป็นทายาทของนายกรัฐมนตรี แม้จะถูกรับอุปการะมาแต่อย่างไรเสียก็ไม่ใช่บุคคลที่จะเสียมารยาทด้วยได้ง่ายๆ อยู่ดี

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมรับมือเอง” ลูเชียนตอบบัทเลอร์ของตน จากนั้นก็ลุกขึ้นคว้าสูทตัวนอกมาสวมเพื่อออกไปรับแขก ส่องกระจกจัดการเนกไทจนเรียบร้อยแล้วสองขาก็ก้าวออกไป มุ่งหน้าไปทางห้องรับแขกที่ปูพรมจากประเทศอาณานิคมผืนใหม่ทันที

ลูเชียนนึกดีใจที่วันนี้มารดาออกไปดื่มน้ำชายามบ่ายกับเพื่อน ส่วนไบรอนก็ไปฝึกขี่ม้า เขาจึงไม่ต้องปวดหัวมาหาคำอธิบายว่าเหตุใดคนที่พบหน้ากันนับครั้งได้ถึงจู่ๆ มาปรากฏตัวอยู่ในบ้าน…


ชายหนุ่มผมดำนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้บุผ้าปักลาย ดวงตาสีเขียวหันมองทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าของเจ้าของบ้าน

ในดวงตาคู่นั้นยังคงเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ และสีหน้าของเขาก็เช่นกัน ทำให้อ่านออกได้ยากว่าคนผู้นี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่ หรือก็แค่ไม่คิดอะไรเลย…


“ลอร์ดเอซีเคียล ลมอะไรหอบคุณมาที่นี่กัน น่าจะบอกผมล่วงหน้าสักหน่อยจะได้เตรียมต้อนรับให้พร้อมกว่านี้” ลูเชียนจงใจแสดงสีหน้าประหลาดใจ และพูดกระทบกระทั่งอีกฝ่ายเล็กน้อยว่าช่วยอย่ามาโดยไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้…

“ลอร์ดลูเชียน… ผมต้องขอโทษด้วย แต่มีเรื่องที่ต้องแจ้งคุณ” กระทั่งปั้นสีหน้าสำนึกผิดผู้พูดยังไม่ทำเลยสักนิด แต่นั่นก็เป็นปกติของคนคนนี้นั่นละ… เอ็ดเวิร์ดถึงชังน้ำหน้าเขาอย่างกับอะไรดี

“เรื่องอะไรกัน?” ลูเชียนนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม เขาไม่ได้สนใจมารยาทหยุมหยิมขนาดนั้นหากไม่ได้อยู่ต่อหน้าผู้อื่น… ไม่แม้แต่จะชวนคุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือเรียกให้พ่อบ้านนำของว่างมารับรองอีกฝ่าย

“เอ็ดเวิร์ดลอบพบกับเจ้าชายไอวา”


และเหมือนว่าเอซีเคียลคนนี้ก็จะไม่ได้สนใจเรื่องหยุมหยิมพรรค์นั้นเช่นกัน สมแล้วที่เป็นทหาร… ไม่อ้อมค้อมให้เสียเวลา พูดจาตรงประเด็นมาตั้งแต่ประโยคแรก

แต่แค่ประโยคสั้นๆ ประโยคนั้น ลอร์ดลูเชียนก็รู้แล้วว่าเพื่อนของเขาคิดจะทำอะไร… จึงได้แต่ยกมือขึ้นนวดขมับอย่างกลุ้มใจ

เป็นท่านดยุคไม่ได้ก็จะแต่งกับเจ้าชายเพื่ออาศัยอิทธิพล? ใจร้อนเกินไปแล้ว… ยิ่งลอร์ดอีธานเป็นผู้สนับสนุนพระราชินีแล้วด้วย การทำอย่างนี้ไม่เท่ากับหักหน้าพ่อตัวเองหรืออย่างไร…


“แล้วลอร์ดอีธานว่ายังไง?”

“พ่อบุญธรรมบอกให้มาหาคุณ” 

…. แล้วคนพ่อก็โยนภาระมาใส่ทางนี้เสียด้วย


ลูเชียนสังเกตเล็กน้อยว่าชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าเรียกลอร์ดอีธานว่า ‘พ่อบุญธรรม’ ไม่ใช่ ‘พ่อ’ … ซึ่งก็ชวนให้ประหลาดใจอยู่บ้าง

ท่านนายกรัฐมนตรีคงพอรู้จากพระราชินีมาบ้างว่าพระนางมอบหมายให้ใครจัดการเรื่องนี้ และด้วยนิสัยของรายนั้นก็คงมองว่านี่เป็นเรื่องหยุมหยิมเด็กเล่นที่ไม่คิดจะลงมาจัดการเองให้เสียเวลา

“เข้าใจแล้ว… ผมจะให้คนจับตาดูเอ็ดเวิร์ดเอาไว้”

“ขอบคุณมากครับ” 

ดวงตาสีฟ้ามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าอย่างสังเกตสังกา ตั้งแต่ต้นจนจบสีหน้าของคนผู้นั้นไม่บ่งบอกอารมณ์เลยแม้แต่นิดเดียว

“ผมขอเสียมารยาทสักหน่อย... ให้เอ็ดเวิร์ดแต่งออกไปไม่ดีกับคุณกว่าหรือ ลอร์ดเอซีเคียล” ในเมื่ออีกฝ่ายมาแบบไม่ได้สนใจมารยาท เขาเองก็ไม่รู้จะรักษามารยาทไปทำไม อะไรที่สงสัยก็ถามออกไปเลยแล้วกัน

“....” ชายหนุ่มผู้นั้นส่ายหัว “ไม่”

“ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด… ลอร์ดอีธานรับเลี้ยงคุณมาเพื่อให้แต่งงานกับเอ็ดเวิร์ดเพื่อสืบทอดสายเลือดตระกูลและรักษายศขุนนาง การที่เขาไปแต่งกับคนอื่นคุณก็จะมีอิสระ… ไม่ใช่หรือ?” ดวงตาสีฟ้าสบกับตาของคนตรงหน้า พยายามมองหาอารมณ์หรือการเปลี่ยนแปลงของสีหน้า… และเมื่อเอ่ยประโยคสุดท้ายออกไป เอซีเคียลก็มุ่นคิ้วลง แต่ไม่ได้ตอบคำ

 สำหรับตระกูลขุนนางที่มีแต่บุตรเบต้าหรือโอเมก้า การรับเลี้ยงเด็กที่เป็นอัลฟ่าเข้ามาในตระกูลเพื่อให้แต่งงานกับบุตรชายหรือบุตรสาวของตนนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะมีแต่ทำเช่นนี้เท่านั้นถึงจะรักษาสมบัติและสายเลือดต่อไปได้

“อา… คุณไม่ได้ต้องการอิสระ” ลอร์ดลูเชียนยกยิ้มมุมปาก คล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่างจากการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั่น

“คนที่ต้องการอิสระ… ไม่ใช่ผม” 

“คุณเป็นคนตรงไปตรงมาดี… ลอร์ดเอซีเคียล” ทั้งทื่อและตรงไปตรงมาจนไม่รู้สึกว่าเป็นชนชั้นสูง แต่ก็ไม่แปลกอะไร เพราะเขาโดนรับเลี้ยงมาจากสลัมนี่นะ...

“....” ชายคนนั้นไม่ตอบอะไร อาจเพราะไม่รู้ว่าควรตอบอะไร 

“แต่ตรงให้น้อยลงบ้างก็ดี พ่อบุญธรรมไม่เคยบอกคุณหรือ” 

“นั่นคือสาเหตุที่ผมเลือกเป็นทหาร” คนที่ไม่รู้จักใส่หน้ากากเก็บความรู้สึกเช่นนี้ อย่างไรก็เติบโตในวงสังคมชั้นสูงได้ยาก การเป็นทหารของพระราชินีก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่เสียทีเดียว


หลังจากประเมินแล้วลูเชียนก็พบว่าคนคนนี้ไม่มีพิษภัยอะไร… ลอร์ดอีธานไม่ได้เลี้ยงทายาทมาให้เป็นรัฐมนตรี ฉะนั้นก็ไม่ใช่คนที่ชายหนุ่มต้องเฝ้าระวัง


จริงอยู่ว่าทั้งเขาและลอร์ดอีธานต่างอยู่ฝ่ายพระราชินี แต่การอยู่ข้างเดียวกันไม่ได้หมายความว่าไร้การแก่งแย่งเสียเมื่อใด…

แจ้งข่าวเสร็จแล้วเอซีเคียลก็ขอตัวกลับ ไม่ยืดเยื้อไม่อ้อมค้อม อันที่จริงเรื่องแบบนี้ส่งจดหมายมาก็พอแล้ว.. แต่คิดว่าเจ้าตัวคงอยากได้รับคำยืนกรานจากปากของเขาละมั้งว่าจะจัดการให้


ก็พี่เลี้ยงใจร้ายที่แย่งรองเท้าแก้วจากหญิงสาวปริศนาผู้หายไปยามเที่ยงคืนก็คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเขาเอง... 

ลอร์ดลูเชียนมองตามคนตัวใหญ่ที่เดินไปขึ้นรถม้าคันเล็กซึ่งเคลื่อนจากไปจนดูเล็กลงเรื่อยๆ แล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้

ไม่รู้ว่าพระนางทรงลืมไปหรือไม่ว่าเกมกระดานนี้ไม่ได้มีผู้เล่นเพียงสองคน แต่ยังมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้และการกระทำที่ไร้เหตุผลอีกมากมาย

หมากรุกเดินด้วยตรรกะ ใช้การคาดเดาความคิดของอีกฝ่าย แต่เมื่อเม็ดหมากกลายเป็นคนจริง ก็ต้องย้ำกับตนเองเสมอว่ามนุษย์มักจะทำอะไรตามอารมณ์ แม้มันจะไม่ใช่การกระทำที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดก็ตาม... นั่นทำให้เรื่องยุ่งยากเข้าไปใหญ่


เขาไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดพระราชินีจึงยังไม่จัดการเจ้าชายขั้นเด็ดขาดเสียที และก็คิดว่าไม่ควรไปแตะเรื่องนี้ ชายหนุ่มยังจำวันที่พระราชาองค์ก่อนสิ้นพระชนม์ได้ดี ว่าพระราชินีมีสีหน้าปลอดโปร่งโล่งใจเพียงใด… ตอนนั้นเขาไม่ได้ถาม ตอนนี้ก็ยิ่งจะไม่ถาม

สมัยก่อนเจ้าชายไอวาไม่ได้เป็นแบบนี้… ชายหนุ่มยังจำเด็กตัวเล็กคนนั้นที่วิ่งมากอดพี่หญิงของตนได้ติดตา…

เหตุใดเรื่องถึงกลายเป็นเช่นนี้กันนะ… 


……….


ร่างสะโอดสะองที่สวมคอร์เซตรัดเอวปิดทับด้วยชุดคลุมยาว ก้าวลงจากรถม้าคันใหญ่… มือซึ่งสวยถุงมือขาวขององครักษ์ข้างหายยื่นประคอง หากดวงตาสีทองกลับมองมือข้างนั้นด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นจึงเลื่อนไปจับจ้องยังใบหน้าของเบต้าหนุ่มด้วยแววตาขุ่นเคือง ก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคงด้วยตนเองโดยไม่ต้องให้ใครช่วยเหลือ

ชายหนุ่มเดินไม่ช้าไม่เร็วโดยมีองครักษ์ติดตามอยู่เบื้องหลัง ผ่านโถงที่คุ้นเคย พื้นพรมสีแดงสดที่เดินผ่านมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากสถานที่นี้ไม่อาจเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้อีกต่อไปแล้ว

เจ้าชายไอวาหยุดยืนเบื้องหน้าประตูสีขาวบานใหญ่ ขอบซึ่งสลักลวดลายยังคงเป็นสีทองไม่หลุดลอกเลยสักนิด บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้ถูกดูแลอย่างดีเพียงใด

ใบหน้าและดวงตาเงยมองอย่างเฉยชา เจ้าชายหลับตาลง และเมื่อลืมตาอีกครั้งรอยยิ้มอ่อนโยนก็ประดับบนริมฝีปาก หันไปบอกนางกำลังหน้าห้อง

“ช่วยทูลพี่หญิงให้ด้วยว่าเรามาถึงแล้ว” กล่าวด้วยน้ำเสียงละมุนแล้วหญิงสาวก็โค้งกายลงเล็กน้อยและรับคำ หายไปเบื้องหลังประตูสักพักก็มานำเขาเข้าไป


แต่ก่อนในพระราชวังเซนต์ลูเซียแห่งนี้ไอวาเคยต้องทำตัวเช่นแขกผู้มาเยือนเช่นนี้ที่ไหนกัน กลับกัน เป็นพี่หญิงของเขาต่างหากที่เป็นคนนอกมาตลอด… ทว่าสถานการณ์ในยามนี้กลับกันแล้ว

ภายในห้องโอ่อ่าที่มีโต๊ะน้ำชาริมหน้าต่างทรงสูงแห่งนี้ ท่านแม่เลี้ยง เสด็จพ่อ และพี่ชายเคยอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา… แต่ยามนี้เขาไม่เหลือใครแล้วทั้งนั้น

เจ้าชายค้อมศีรษะลง ทั้งยิ่งยิ้มอ่อนโยนมากขึ้นให้แก่สตรีที่นั่งจิบชาอยู่บนโต๊ะตัวนั้น

“เสด็จพี่ ทรงสำราญดีหรือไม่” 

“ไอวา…” พระนางค่อยๆ วางถ้วยในมือลงจานรอง หันมายิ้มเปี่ยมเมตตา “เราสบายดี… นั่งก่อนสิ”

“ขอบพระทัยพะยะค่ะ”  

ชายหนุ่มทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม ยังคงไว้ซึ่งสีหน้าและกิริยาอ่อนน้อมดังเดิม

“เรื่องรายละเอียดของงานเลี้ยงอีกทั้งกติกาของเกม น้องได้คิดมาหมดแล้ว จึงนำมาให้พี่หญิงทรงพิจารณาว่าเห็นเป็นอย่างไร” พูดจบชายหนุ่มก็หยิบซองจดหมายซองหนึ่งขึ้นมาวางบนโต๊ะ ปลายนิ้วชี้แตะกระดาษ เลื่อนให้สตรีตรงหน้าอย่างไม่ช้าไม่เร็ว


พระราชินีเหลือบมองจดหมายฉบับนั้น รอยยิ้มบนริมฝีปากยิ่งกว้างขึ้น นางรับเอาไว้ และเปิดดูเนื้อความข้างใน… กวาดสายตาดูอย่างละเอียดรอบคอบอยู่พักหนึ่งถึงวางกระดาษแผ่นนั้นลง ยกมือซ้ายของตนขึ้น ส่งสัญญาณสั่งการให้นางกำนัลและข้ารับใช้ทุกคนออกไป

รอจนกระทั่งทุกคนจากไปและประตูปิดสนิทแล้ว รอยยิ้มบนริมฝีปากของเจ้าชายไอวาถึงเหือดหายไป หลงเหลือก็เพียงสายตาเย็นชาเท่านั้นเอง ทว่าพระราชินีก็ยังคงสรวลจาง รักษามีหน้าของตนไว้และอ่านอารมณ์ออกได้ยาก


“กติกายอมรับได้ แต่การตัดสินต้องเป็นไปอย่างรัดกุม… น้องชายของเราทั้งคน จะปล่อยให้แต่งงานกับคนโกงได้อย่างไร” 

เจ้าชายไอวาเพียงเหลือบมองผู้พูดด้วยหางตา หยิบถ้วยชามาจิบดื่ม น้ำในนั้นอุ่นร้อนกำลังดี แต่ให้อุ่นกว่านี้เขาก็รู้สึกว่ามันเย็น

เมื่อทั้งสองฝ่ายล้วนกำลังพยายามวางกลโกงกันอยู่ไม่ใช่หรือ


“เรื่องนี้จะเกินความสามารถของพี่หญิงไปได้อย่างไรกัน… กระทั่งครอบครัวแท้ๆ ท่านยังสังหารได้อย่างเหี้ยมโหด แค่การป้องกันกลโกงแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้” เจ้าชายแค่นยิ้มเย้ย ไม่แม้แต่จะมองหน้าพี่สาวร่วมอุทรของตนเอง…

ระหว่างเขากับนาง ความรู้สึกที่แท้จริงยังต้องปิดบังกันอีกหรือ? เมื่อทุกสิ่งถูกเปิดเผยตั้งแต่วันที่เสด็จพ่อสิ้นพระชนม์ในวันนั้นแล้ว

“นั่นก็ใช่” การที่นางไม่เอ่ยคำปฏิเสธสักคำทำให้ชายหนุ่มยิ่งหงุดหงิดใจ แต่แน่นอนว่าพระนางไม่เคยปฏิเสธเรื่องนี้ ตอนนั้นไม่ปฏิเสธ ตอนนี้ก็ไม่ปฏิเสธ… “เราย่อมควบคุมได้”

“หึ…”

“กิจการของน้องชายช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง…” นางจงใจถาม สังเกตสีหน้าไม่ชอบใจของเขา แน่นอนว่าทุกสิ่งไหนเลยจะเล็ดลอดพ้นสายตาของพระราชินีไปได้ เพียงแค่เขาไม่กระทำการใดที่เกินเลยขอบเขตเช่นอนุญาตให้คนของศาสนจักรเข้าพบเป็นการส่วนตัวก็ย่อมมีอิสระที่จะทำ… เพียงแต่ช่วงนี้เธอไม่พอใจ จึงสร้างความลำบากให้เฮคเตอร์ไม่น้อยเลย

“น้องเป็นโอเมก้า จะไปมีกิจการอะไรกัน พี่หญิงจำผิดแล้ว” กระนั้นแม้พี่หญิงจะรู้ดีแต่เขาก็ไม่ยอมรับ หากยืนกรานไม่ยอมรับเสียอย่างใครจะทำอะไรได้


ทุกครั้งที่พบพระนาง เขาทำได้เพียงกล่าววาจาค่อนขอดระบายอารมณ์… ซึ่งพี่หญิงก็ไม่เคยแสดงอารมณ์โกรธเคือง เพียงยิ้มรับอย่างใจเย็นทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่รุนแรงแค่ไหนก็ตาม

ลูกทรพีฆ่าพ่อตัวเอง

ทรราชที่ได้รับบัลลังก์มาอย่างไม่ชอบธรรม

ปิศาจโหดเหี้ยมไร้หัวใจ


ไม่ว่าคำใดล้วนไม่อาจเจาะผ่านรอยยิ้มจางบนใบหน้านั้นของหล่อนได้เลยแม้สักนิด พระราชินีไม่ถือสาทั้งยังไม่กระทบกระเทือน จนเจ้าชายก็คร้านที่จะกล่าวแล้ว 

พระราชินีประคองถ้วยชาของตนขึ้นเป่าและจิบเบา ตัดสินใจปล่อยให้เรื่องกิจการผ่านไป ที่ยกขึ้นมาพูดเล็กน้อยอันที่จริงก็เพื่อข่มขู่เท่านั้นเอง

“ปริศนาในเกมนี้ให้น้องชายคิดอยู่คนเดียว เห็นทีจะไม่เหมาะ…” พระราชินีขยับยิ้ม แน่นอนว่าคงคิดว่าเจ้าชายจะบอกคำตอบแก่คนของตนเพื่อให้พวกเขาได้เปรียบ ซึ่งอันที่จริงไอวาก็คิดจะทำจริงๆ “เราจะช่วยคิดครึ่งหนึ่ง”

“ย่อมได้” ไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ปฏิเสธและคาดการณ์ไว้อยู่แล้ว พี่หญิงช่างไม่ยอมเสียเปรียบคนโดยแท้ แม้อันที่จริงทั้งปริศนาและคำใบ้ก็ไม่ได้ยากอะไรเลยหากเป็นคนมีการศึกษาสักหน่อย

ระหว่างพี่น้องไม่มีอะไรจะพูด ได้เพียงจิบชาเงียบๆ ไร้บทสนทนา เจ้าชายขี้คร้านจะปริปาก ราชินีเองก็ไม่ได้ชวนเขาคุย

อันที่จริงพวกเขาก็ถูกแยกกันมาแต่ไหนแต่ไร คนที่อัธยาศัยดีคุยง่ายกับทุกคนก็คือพี่ชายที่บัดนี้นอนเป็นศพอยู่ในหลุมต่างหาก…

พี่ชายที่อ่อนโยนใจดีของเขาคนนั้น ที่แม้จะเกิดคนละมารดาแต่ก็ไม่เคยรังเกียจน้องชายเลยสักนิด… และยิ่งไม่เคยคิดร้ายต่อพี่หญิง


...กลิ่นของชาเอิร์ลเกรย์ในถ้วยและการตกแต่งในห้องรับรองอันคุ้นเคยทำให้นึกย้อนกลับไปในปีนั้น… ปีที่ทุกคนยังอยู่กันพร้อมหน้า


หลายปีที่แล้ว..


ผ้าลูกไม้ แพรพรรณ ชาชั้นเลิศ และเค้กที่ดีที่สุด มีสิ่งใดบ้างที่เจ้าชายไอวาในวัยเยาว์อยากได้แล้วจะไม่ได้

เด็กหนุ่มมีรูปร่างหน้าตาจัดว่างดงาม อุปนิสัยสดใสร่าเริง เอวเล็กบางตามแบบฉบับโอเมก้าที่ดีทุกประการ… และใครไม่รู้บ้างว่าพระราชารักถนอมบุตรชายคนนี้เพียงใด อาจเพราะเขามีบุตรโอเมก้าเพียงคนเดียว โอเมก้าที่ไม่สามารถแข่งขันแย่งชิงกับใคร เปรียบดั่งดอกไม้บอบบางที่รอวันนำขึ้นไปประดับบนแจกันที่คู่ควร

เขาถูกเลี้ยงมาในพระราชวังเซนต์ลูเซีย ได้รับความรักจากบิดาและมารดาเลี้ยง อีกทั้งมีพี่ชายผู้เอาใจใส่ ทะนุถนอมดั่งไข่ในหิน

นอกจากนี้เจ้าชายไอวายังมีพี่หญิงอีกคนที่เกิดจากมารดาเดียวกัน แต่น่าเสียดายที่มารดาอ่อนแอ และพี่หญิงต้องคอยดูแลมารดา จึงไม่ค่อยได้เข้าวังมาพบครอบครัวเสียเท่าใด

ในจดหมายที่พี่หญิงส่งมา เธอมักเล่าเสมอว่าท่านแม่คิดถึงไอวาเพียงใด และอาการเป็นเช่นไร นานครั้งเจ้าชายไอวาถึงจะได้รับอนุญาตให้ไปเยี่ยมมารดาแท้ๆ แต่เขาก็ไม่ได้ทุกข์ร้อนแต่อย่างใดในเมื่อมารดาเลี้ยงดูแลเอาใจใส่อย่างดี อีกทั้งตั้งแต่เกิดมา ผู้ที่เลี้ยงดูเด็กหนุ่มมาตลอดก็คือมารดาเลี้ยงของเขาเอง

ทุกครั้งที่พี่หญิงมาเยี่ยมก็มักมีของฝากเล็กๆ น้อยๆ จากด้านนอกติดมือมาด้วยเสมอ ไม่ว่าจะสบู่กลิ่นใหม่หรือเครื่องประดับสามัญชน ไอวาล้วนชมชอบ

...และทุกครั้งที่พี่หญิงมาเยี่ยม ความสนใจของพี่ชายก็มักถูกดึงไปที่เธอจนหมด แต่ก็ไม่น่าแปลก เพราะพี่หญิงเป็นคนโดดเด่นถึงเพียงนั้น


เจ้าชายไอวาชมชอบดอกไม้หลากสีสัน สัตว์ตัวน้อย ผ้าลูกไม้ฉลุลายซับซ้อน ดังเช่นโอเมก้าทั่วไป เขาถูกเลี้ยงดูโดยไม่ค่อยล่วงรู้อะไรมากนัก มีกอเวอร์เนสมาสอนให้อ่านเขียนเป็น ท่องบทกวีได้ สอนมารยาท การขี่ม้าล่าสัตว์ แต่เรื่องการเมืองการปกครองกลับไม่รู้เลยสักนิดเดียว 

แต่เจ้าชายก็ไม่ได้ใส่ใจมันมากนัก อย่างไรเสียวันหนึ่งเขาก็จะแต่งงานออกไปเป็นภรรยาของบ้านขุนนางใดสักบ้าน มีชีวิตสุขสบายไปจนวันตายแบบที่โอเมก้าส่วนใหญ่มี


เด็กหนุ่มเคยวาดฝันไว้อย่างน่าขบขันเสียด้วยซ้ำว่าอัลฟ่าที่จะมาพาเขาลงจากหอคอยงาช้างสูงเสียดฟ้านี้จะเป็นคนแบบใด จะเป็นอัลฟ่าหญิงหรืออัลฟ่าชาย เป็นแบบพี่สาวหรือพี่ชาย ว่าก็ว่าเถิดถ้าเป็นผู้หญิงก็คงนิ่มนวลถนอมของมากกว่าใช่หรือไม่

ชีวิตวัยเด็กของเจ้าชายไอวาช่างราบรื่นเต็มไปด้วยกลีบกุหลาบ มีบิดามารดาที่รัก มีพี่ชายผู้เอาใจใส่ มีพี่สาวผู้อ่อนโยน มีสมบัติมากมายที่ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด อนาคตของโอเมก้าช่างสดใส เจ้าตัวยังเคยคิดอย่างเกียจคร้านยิ่งด้วยซ้ำว่าโชคดีจริงๆ ที่เกิดเป็นโอเมก้า ไม่ต้องไปโรงเรียนประจำ ไม่ต้องทำงานใช้แรงงาน ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย นั่งก็ได้นั่งก่อน อาหารก็ได้ทานก่อน ชีวิตวันๆ ไม่ต้องทำอะไรนอกจากซุบซิบนินทาและมีบุตรให้ขุนนางอัลฟ่าก็พอ

สิทธิเสียงอะไรนั่นไอวาไม่อยากมีหรอกถ้ามันจะนำมาซึ่งความยุ่งยากน่าเวียนหัว วันๆ ขอแค่จิบชากุหลาบในสวนให้สบายอารมณ์ก็พอแล้ว

พอเขาอายุได้สิบสามปี มารดาแท้ๆ ก็เสีย… พี่หญิงจึงย้ายเข้ามาอยู่ในพระราชวังเซนต์ลูเซียด้วยกัน แต่ไอวาก็ไม่ค่อยได้พบเธอนักหรอกเพราะเธอเรียนโรงเรียนประจำอัลฟ่าล้วน จะกลับวังทีก็เมื่อหยุดยาวหรือปิดเทอมเท่านั้น

ในเวลานั้นเจ้าชายมีชีวิตสุขสบาย ไร้กังวลอย่างแท้จริง

….แต่จู่ๆ ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อไอวาอายุได้ 15 ปี.. หมอกพิษปกคลุมเมืองหลวงเพราะมลพิษจากอุตสาหกรรม ทำให้อากาศไม่ค่อยดีนัก ทำให้ไอวาทั้งไอทั้งจาม หายใจไม่คล่องคอ ด้วยความเป็นห่วงทุกคนต่างยืนกรานว่าเขาควรไปพักที่พระราชวังฤดูร้อนที่อากาศดีกว่าเพราะเด็กหนุ่มร่างกายอ่อนแอ ล้มป่วยได้ง่าย

ไอวาไม่รู้เรื่องราว เมื่อครอบครัวอยากให้ทำเช่นนั้นเขาก็ทำตามอย่างว่าง่าย เก็บข้าวของนั่งรถม้าออกไปที่พระราชวังฤดูร้อนพร้อมกับข้ารับใช้จำนวนหนึ่ง บอกบิดามารดาว่าตนจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ จะส่งจดหมายหา และคิดว่าอีกไม่นานพอฝนตกลมพัดแล้วน่าจะช่วยชำระล้างหมอกพิษให้อากาศดีขึ้น ยามนั้นเขาก็จะกลับมา

…. แต่เจ้าชายไม่ได้กลับบ้านนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


หลังจากที่ถูกส่งไปพระราชวังฤดูร้อน เจ้าชายไอวาเริ่มสงสัยว่ามีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล… เส้นสายข่าวสารในพระราชวังเซนต์ลูเซียที่เขาเคยมี จู่ๆก็ถูกสับเปลี่ยน หายไปหมดในชั่วข้ามคืน

เนื่องจากเจ้าชายน้อยพระองค์นี้มีเวลาว่างในมือมากเกินไปจึงชอบข่าวซุบซิบเป็นที่สุด และสนิทกับข้ารับใช้หลายคนที่มักจะทำหน้าที่เป็นนกน้อยคาบข่าวมาบอกเขาว่าใครลอบคบชู้กับใคร ช่วงนี้คุณหนูผู้ใดมีข่าวเสื่อมเสีย ซึ่งเป็นไปได้อย่างไรที่สายข่าวมากมายของเขาจะหายไปหมดในเวลาอันสั้น


เด็กหนุ่มเขียนจดหมายหาทุกคนในครอบครัว… แรกเริ่มทุกคนก็ตอบกลับเขาดี แต่ระยะหลังเหมือนจะมีเพียงพี่หญิงที่ตอบ…

ไอวาพยายามบอกตนเองว่าทุกคนคงยุ่งมาก แม้เสด็จพ่อจะให้ความสำคัญกับบุตรชายเสมอ แต่ก็มีเวลาที่ทรงวุ่นวายกับราชกิจเหมือนกัน


แล้วจู่ๆ วันหนึ่งในปีที่เจ้าชายอายุได้สิบหกปี… ข่าวร้ายก็เข้าหู 

พี่ชายของเขาเสียแล้ว….


เด็กหนุ่มไม่อยากเชื่อหูตนเองและต้องการไปยืนยัน พี่ชายเป็นคนสุขภาพแข็งแรงแทบไม่เคยเจ็บป่วย จะเป็นไปได้อย่างไร ต้องมีอะไรผิดพลาดแน่

มือบางที่กำกระดาษจดหมายสั่นระริก น้ำตาร่วงลงและซึมหายเข้าไปในเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็ว

“....เราจะกลับบ้าน” เจ้าชายกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือแก่ราชองครักษ์ สองขาที่อ่อนแรงก้าวมุ่งหน้าไปยังประตูทางออก…

… ทว่ากลับถูกองครักษ์ผู้หนึ่งก้าวมาขวางเอาไว้ที่หน้าประตูทางออก

“บังอาจ!! ถอยไป เราต้องกลับไปหาพี่ชาย!!” ป่านนี้มารดาเลี้ยงคงโศกเศร้าใจแทบขาดแล้ว บิดาก็เช่นกัน สถานการณ์แบบนี้จะไม่กลับได้อย่างไร

“ผมไม่อาจทำตามคำสั่งของท่านได้… ต้องขออภัยด้วยครับ” องครักษ์เบต้าผู้นั้นก้มหน้าลง ดูไปแล้วอายุของเขาก็น่าจะยังไม่ยี่สิบปีดี เรือนผมสีน้ำตาลอ่อนดูสามัญ หน้าตาดูดีกว่าค่าเฉลี่ยบ้าง แต่ก็ยังจัดอยู่ในระดับสามัญ


ไอวาเงื้อมือขึ้น ฟาดลงแก้มอีกฝ่ายเต็มแรงจนหน้าหัน

“เราเป็นบุตรชายของพระราชา ใครกล้าขวางเรา!!” ตวาดก็แล้ว ใช้กำลังก็แล้ว คนผู้นั้นก็ยังยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นหิน ไม่ยอมให้ผ่านไปได้ “ใครคือผู้บังคับบัญชาของท่าน! เราจะร้องเรียน กลับไปได้แล้วจะให้เสด็จพ่อลงโทษพวกท่านให้หนัก!” 


แม้จะข่มขู่อย่างไร คนผู้นั้นก็ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน เสียจนไอวารู้สึกเหนื่อย ความจริงที่พี่ชายตายแล้วเริ่มกลับเข้ามาในห้วงความคิด ขณะเงื้อมือขึ้นทุบตีอีกฝ่าย น้ำตาก็ไหลจากตาไปด้วย

“ปล่อยเรากลับบ้าน เราต้องกลับไปหาครอบครัว ปล่อยเรา!!”

“เจ้าชาย...” องครักษ์เบต้าผู้นั้นกล่าวเสียงอ่อน ยอมรับทั้งหมัดทั้งเท้าโดยไม่ปริปากร้องเลยสักนิด เจ้าชายไอวาไม่ใช่คนแรงเยอะ แต่ยามเมื่อคลั่งขึ้นมาก็ยังตีคนให้เจ็บได้อยู่ดี


สุดท้ายองครักษ์นายนั้นก็ถอนหายใจ หันไปออกคำสั่งแก่ข้ารับใช้ข้างๆ ที่ยืนมองอยู่แล้วแต่ไม่กล้าห้ามปรามเพราะยังไม่ได้รับคำสั่ง 

“พาเจ้าชายกลับไปที่ห้องพัก ระวังอย่าทำให้บาดเจ็บ” 

สาวใช้สองคนรีบมาดึงตัวเจ้าชายออกไป… ไม่ว่าจะกรีดร้องดิ้นรนเท่าใดล้วนไม่เป็นผล สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ถูก ‘พา’ กลับไปขังไว้ในห้องนอนของตนเอง โดยมีทหารราชองครักษ์เฝ้าอยู่หน้าห้องอย่างเข้มงวด


“นี่… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“นี่… บอกเราหน่อยสิ”

“ทำไมไม่มีใครคิดจะบอกอะไรเราเลย”

“.... เพราะเราเป็นโอเมก้า ถึงไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องราวอย่างนั้นเหรอ…”


ไอวาสังหรณ์ใจไม่ดีเลย เขาไม่รู้เลยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้าง และแววตาสงสารอาดูรจากทหารราชองครักษ์นายนั้นที่มักจะมอบให้เขาทุกครั้งที่เอ่ยปากถามก็ยิ่งทำให้ใจของเด็กหนุ่มร้อนรนเข้าไปใหญ่

ที่พระราชวังเซนต์ลูเซีย… ต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ๆ


เขาควรทำเช่นไรดี… จะหนีออกไปหรือ… ใช้ผ้าปูเตียงผูกกับเสาแล้วค่อยๆ ปีนลงไปด้านล่าง จากนั้นก็ว่าจ้างรถม้าเข้าเมืองหลวงเช่นในนิยายรักประโลมโลกที่นางเอกหนีออกจากบ้าน เช่นนั้นหรือ


….นี่เขากำลังล้อใครเล่นอยู่ ลำพังกำลังแขนตนก็อาจจะไม่สามารถพาร่างลงจากชั้นสามได้อย่างปลอดภัยแล้วแม้จะใช้ผ้าปูเตียงต่างเชือกก็เถิด แล้วพระราชวังยังอยู่ห่างจากตัวเมือง กว่าจะเดินไปถึงสถานที่ซึ่งให้เช่ารถม้าได้ต้องใช้เวลาเท่าใดกัน หรือจะขโมยม้าออกไปเอง? … แล้วเขารู้ทางกลับเมืองหลวงหรือ… จากตรงนี้ไปเมืองไปทิศใดยังไม่รู้เลย


ไอวาเริ่มเกลียดตนเองที่ที่แล้วมาทั้งไม่ใส่ใจและไม่ตั้งใจ… เขาใช้ชีวิตสุขสบายเกินไป ลำพังตัวคนเดียวไม่อาจเอาตัวรอดได้จริงๆ

ปีนั้นเองที่เขาเริ่มไม่ชอบใจ… ที่ตนเองเป็นโอเมก้าที่ไร้กำลัง


ต่อมาจดหมายฉบับหนึ่งก็มาถึงมือ… ทว่ามันถูกลักลอบส่งมาอย่างแยบยล


บิดาส่งของมาให้ไอวาชิ้นหนึ่ง… ดูเหมือนมันเป็นรูปปั้นนักบุญธรรมดา ขนาดเท่าเด็กทารกแรกเกิด แต่เด็กหนุ่มรู้ดีว่าของชิ้นนี้มีกลไก เพราะบิดาเคยนำมาอวดให้เขาดู

กดปุ่มตรงนี้ ดึงสลักตรงนั้น ไม่นานนักกลไกก็เปิดออก ดึงลิ้นชักออกมาก็พบกับจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งเจ้าชายอ่านแล้วเลือดเย็นเฉียบไปทั้งกาย ความลับที่ไม่อาจแพร่งพรายนี้เสด็จพ่อบอกแก่เขาเพราะอะไร.. มันจะไม่เป็นเช่นที่คิดใช่หรือไม่

ในเวลานั้นไอวาได้แต่ประสานมือภาวนา ขอให้บิดาปลอดภัย ขอให้มารดาเลี้ยงปลอดภัย เพราะเด็กหนุ่มทำได้แค่นั้น… เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย

...และเป็นแค่โอเมก้าที่อ่อนแอไร้ความสามารถคนหนึ่ง


แต่สุดท้าย กระทั่งพระเจ้าก็ยังไม่ตอบรับคำภาวนาของเขาเลย


………….


เจ้าชายไอวาได้รับอนุญาตให้กลับพระราชวังเซนต์ลูเซียได้หลังพระราชพิธีศพของพระราชา…


เด็กหนุ่มร่างกายซูบผอม แทบไร้เรี่ยวแรง และไร้วิญญาณ

พี่ชายป่วยตาย บิดาป่วยตาย มารดาเลี้ยงฆ่าตัวตายหลังจากการตายของบุตรชายและสวามีได้ไม่นาน… ชีวิตนี้เขายังเหลือใครอีกหรือ?


ออ… ยังเหลือ ผู้หญิงคนนั้น



“ทำไม?” ไอวาถามพี่หญิงของตนหลังจากที่กลับถึงพระราชวัง เขาต้องการคำตอบ คำอธิบาย… แม้จะรับรู้มาบ้างแล้วจากเนื้อความในจดหมาย แต่ก็ต้องการให้พี่หญิงปฏิเสธ…

 เซเรน่าใจยามนั้นได้แต่เหม่อมองออกนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเฉยชา 

“น้องถามพี่ว่าทำไม!!!”


ปฏิเสธสิพี่หญิง ปฏิเสธ… ได้โปรด บอกว่าไม่ได้ทำ เขาจะได้เชื่อแบบนั้น...ใช้ชีวิตกับพี่หญิงต่อไปโดยหลอกตนเองว่าทั้งหมดเป็นแค่บิดาที่เข้าใจผิดไปเอง

บอกเขาที ว่าทั้งหมดเป็นเพียงฝีมือของโรคร้าย เรื่องบังเอิญที่ไม่มีใครต้องการให้เกิด

“พูดสิ!!!” เด็กหนุ่มขึ้นเสียงตวาด ในขณะเดียวกันดวงหน้างามสง่าหันมองมาเชื่องช้า ในดวงตาไร้อารมณ์สิ้น นางคงขี้คร้านแม้แต่จะใส่หน้ากากต่อหน้าเขา...

“ทำไม?” หญิงสาวพูดย้ำ ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา ไม่แม้แต่จะปฏิเสธ “ก็เพื่ออำนาจน่ะสิ”


ไอวาแทบล้มทั้งยืน ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกัน เป็นคนที่เขารู้จักมาตลอดจริงหรือ… เป็นพี่หญิงที่ห่วงใยคนนั้นจริงหรือ

“แต่มันไม่ใช่สิทธิอันชอบธรรมของพี่หญิง! เสด็จพ่อบอกข้าหมดแล้ว… ท่านไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเขา สายเลือดของท่านก็ไม่ใช่สายเลือดกษัตริย์…. เป็นเพียงเลือดของชายชู้เท่านั้น”

จากใบหน้าเรียบเฉยพลันปรากฏรอยยิ้มจาง หากเป็นรอยยิ้มที่เย็นชานัก

“ผิดแล้วไอวา… ผู้ที่มีปัญญาไขว่คว้ามันมาได้ย่อมมีสิทธิอันชอบธรรม… ไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็นใครก็ตาม ส่วนผู้แพ้ก็มีสิทธิเพียงนอนในโลงศพเท่านั้น เป็นเช่นนี้มาทุกยุคทุกสมัย”

เด็กหนุ่มส่ายหน้าไม่อยากเชื่อ กระทั่งจะหลอกลวงหรือปลอบประโลมเขา…. เธอยังไม่คิดจะทำเลยด้วยซ้ำ กลับนำความจริงมาตอกหน้า ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนไอวาแทบล้มทั้งยืน

“พี่… ท่านก็รู้ว่าพี่ชายห่วงใยท่านขนาดไหน… ทำไมถึงยังทำแบบนี้ได้ลงคอ…”

“.......”

“ทำไมล่ะ… ทำไมถึงต้องอยากได้บัลลังก์บ้าๆ นั่นขนาดต้องทำเรื่องพวกนี้ด้วย!! บัลลังก์มันสำคัญกับท่านมากกว่าครอบครัวหรือ!!”

“... ผิดแล้วไอวา…” เธอพูดประโยคนั้นซ้ำอีกครั้ง ดวงตาสีทองเบือนมองออกนอกหน้าต่างอย่างเย็นชา “ท่านพ่อรักเธอ… แต่ไม่เคยรักพี่ อย่างที่เธอว่า พี่ไม่ใช่ลูกเขา… แล้วจะเป็นครอบครัวเขาไปได้ยังไง” 

“แล้วพี่ชายล่ะ!! ท่านคิดว่าพี่ชายไม่รักท่านหรือ!!”

“... เขาก็เป็นแค่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งนี้เท่านั้น” หญิงสาวกล่าวเสียงเรียบนิ่ง เหมือนคนที่ไร้หัวใจ

“ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ฆ่าผมไปด้วยเลยล่ะ…” ไอวาแค่นหัวเราะ มองร่างสูงโปร่งเบื้องหน้าทั้งน้ำตา ด้วยสายตาเคียดแค้น “จะฆ่าก็ถอนรากถอนโคนให้หมดในทีเดียว”

“....” หญิงสาวส่ายหน้า “ท่านแม่ต้องการให้เธอปลอดภัย”


‘ท่านแม่’ ในที่นี้ แน่นอนว่าย่อมหมายถึงมารดาแท้ๆ ที่เขาได้พบนานๆ ครั้ง...

ช่วยชีวิตเขาเอาไว้… ทั้งที่เขาไม่ต้องการน่ะหรือ? ดูท่าว่าน้ำหนักของคำสั่งเสียนี้จะมีมากทีเดียวสำหรับอีกฝ่าย พี่หญิงถึงตัดใจฆ่าเขาไม่ลง


“พี่มันโหดเหี้ยมเกินมนุษย์...” เด็กหนุ่มกัดฟันพูด “ผมจะบอกทุกคนให้หมด ว่าพี่ไม่ใช่ลูกของท่านพ่อ แล้วดูซิว่าพวกเขาจะไม่ปลดพี่!!”

“เธอคิดว่าคำพูดของเธอ… ของโอเมก้าที่วันๆ มีแต่คนทะนุถนอมเอาอกเอาใจ… มีน้ำหนักอะไรสำหรับสภาขุนนางด้วยรึ ไอวา” 

“จะปล่อย...ปล่อยข่าวลือ”

“ข่าวลือที่เสี่ยงโดนข้อหาก่อกบฏ คิดว่าคนจะกล้าพูด? คิดว่ามันสยบยากถึงปานนั้น?” เจ้าหญิงเซเรน่าส่ายหน้า “...เธอรู้จักโลกนี้น้อยไปแล้ว”  

เขารู้สึกเหมือนผู้หญิงตรงหน้าเป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น… มุมที่โหดร้ายเช่นนี้อีกฝ่ายไม่เคยเผยให้เห็นมาก่อน


“แต่ไหนแต่ไรมาเธอก็ถูกเลี้ยงให้เป็นดอกไม้ประดับแจกัน… ก็อยู่เป็นดอกไม้ประดับแจกันสวยๆ ต่อไปเถิด ไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับเรื่องราวภายนอกให้มากนักหรอก”

ประโยคนั้นทำให้เจ้าชายไอวานึกชิงชังตนเองนัก… เขาที่อ่อนแอ เขาที่ไร้กำลัง เขาที่ต่อต้านไม่ได้…. และไม่สามารถช่วยใครเอาไว้ได้เลย

เพราะเป็นเพียงดอกไม้ประดับแจกันดอกหนึ่งที่ไม่มีพิษภัย… จึงถูกนำไปเก็บไว้ห่างๆ… ก็เท่านั้น

“ผมจะทวงคืน… สิ่งที่ควรเป็นของพี่ชาย”


หญิงสาวถอนหายใจ ท่าทางเหนื่อยหน่ายที่คู่สนทนายังไม่ยอมแพ้เสียที

“เธอเป็นโอเมก้า… จะแย่งบัลลังก์นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรอกนะ.. ไอวา”

“... ถ้ามีลูกอัลฟ่า…. ย่อมทำได้”


ในยามนั้นเขาช่างโง่งมนัก บอกกล่าวสิ่งที่อยู่ในใจออกไปโดยหมดเปลือกอย่างวู่วาม เผยไพ่ในมือตนเองออกไปให้ผู้อื่นรู้จนหมดสิ้น ในอนาคตพอย้อนคิดมาถึงตอนนี้ ก็นึกอยากตบปากตนเองอยู่บ่อยครั้ง


… เพราะประโยคนั้นสร้างระลอกคลื่นบนใบหน้าของหญิงสาว เซเรน่าขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็เพียงชั่วกะพริบตาเท่านั้นเอง

“... ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดู”

ท่าทางของเธอเหมือนจะบอกว่าการดิ้นรนของน้องชายผู้นี้เปล่าประโยชน์… นั่นทำให้ไอวายิ่งโกรธจัด… และนับแต่วันนั้นก็สาบานว่าจะให้กำเนิดลูกอัลฟ่าให้ได้ ไม่ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ เขาก็ไม่มีวันปล่อยให้พี่หญิงได้ใช้ชีวิตโดยนั่งอยู่บนบัลลังก์อย่างเป็นสุขอย่างแน่นอน


สิทธิทางสายเลือดโดยชอบธรรม อย่างไรก็ต้องทวงคืน… ดังที่บิดาได้เขียนสั่งเสียเอาไว้ในจดหมายฉบับนั้น

… ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่บัลลังก์ควรกลับมาอยู่ในมือเจ้าของที่ชอบธรรม… ลูกอัลฟ่าของเขาเอง…


…….

….

.


มือเรียวบางวางถ้วยชาลงกับจานรอง ดวงตาสีทองยังคงมองผิวน้ำสีอำพันอย่างเฉยชา ต่อหน้าพี่หญิงเขาไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง และต่อหน้าเขาพระนางก็ไม่ต้องเสแสร้ง กระทั่งจะชวนคุยตามมารยาทยังไม่มีผู้ใดคิดจะทำ

“นี่ก็นานแล้ว… น้องควรกลับ หากไม่รีบกลับตอนนี้คงถึงวังฤดูร้อนไม่ทันมื้ออาหารเย็น” อันที่จริงก็ไม่นาน เพิ่งผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองและต่อให้สนทนาอีกหนึ่งชั่วโมงอย่างไรก็กลับไปทันเวลาอาหาร ไอวาแค่ไม่รู้สึกว่ามีความจำเป็นจะต้องอยู่ต่อ กติกาก็ส่งมอบแล้ว รายละเอียดของงานเลี้ยงก็รับทราบกันดีแล้วเช่นกัน

หญิงสาวไม่ได้ห้ามปราม เพียงผงกหัว รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงไว้ดังเดิม

“มาร์กาเร็ต… ส่งเจ้าชายด้วย” สิ้นเสียง นางกำนัลคนสนิทก็ปรากฏตัวออกจากหลังบานประตู ถอนสายบัวตามธรรมเนียมปฏิบัติ และรอนำทางชายหนุ่มออกไป

เจ้าชายไอวาเหลือบมอง แล้วริมฝีปากจึงขยับยิ้มอ่อนโยนดังเดิม กระทั่งน้ำเสียงก็เปลี่ยนแปลงเป็นอบอุ่น

“แล้วน้องจะหมั่นมาเยี่ยมเยียนพี่หญิงบ่อยๆ” พูดจบก็ค้อมศีรษะเล็กน้อยอย่างนอบน้อม ก่อนที่เขาจะหันหลังเดินตามนางกำนัลผู้นั้นไป โดยไม่ได้หันกลับมามองพี่หญิงของตนอีกเลย


… หากดวงตาคู่หนึ่งมองตามไล่หลัง และเมื่อแผ่นหลังบอบบางของโอเมก้าหนุ่มหายไปจากเบื้องหลังบานประตูแล้ว พระนางถึงทอดถอนใจแผ่วเบาอยู่ตามลำพัง


…………..


เจ้าชายไอวาเดินลากชายเสื้อคลุมลูกไม้มาจนถึงรถม้า เป็นอีกครั้งที่ราชองครักษ์ผู้นั้นยื่นมือให้ ทว่าเด็กหนุ่มปฏิเสธที่จะจับมือข้างนั้น


สองขาก้าวขึ้นรถม้าคันใหญ่สีดำตกแต่งขอบทองอย่างมั่นคง มองผ่านเลยไปเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตนอยู่ในสายตา

ไม่นานนักรถม้าคันนั้นก็แล่นออกไป ผ่านประตูใหญ่ ปะปนไปกลางท้องถนนในเมืองหลวง และหายไปท่ามกลางรถม้ามากมายในบ่ายฤดูหนาวที่แสนวุ่นวาย


รถม้าทำจากฟักทอง ชุดเสกจากผ้าขาด กับรองเท้าแก้วสองข้าง…


สุดท้ายแล้วใครกันที่จะได้เป็นหญิงสาวปริศนาในยามเที่ยงคืน




.............................................

แอบมาแปะรูปเจ้าชายไอวาด้วย วาดโดย Demi_Dream ค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 173 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

594 ความคิดเห็น

  1. #436 erasererr (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 00:28
    สนุกไม่ไหวแล้ว ชอบมาก ยิ่งอ่านยิ่งหลงรัก
    #436
    0
  2. #399 marjolaine (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 10:28
    ไอวางามมากกก แต่ดูเย็นชา
    #399
    0
  3. #359 pearle (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 17:34
    เข้มข้นมากก
    #359
    0
  4. #252 Gimmygrimnana (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2562 / 01:22
    ตัวละครทุกตัวมีปมซ่อนอยู่เเค่รอเวลาที่จะเปิดเผยออกมา ใช่ทีมรอเฉลยขี้เกียจคิด5565263535633636636363
    #252
    0
  5. #227 Bibidiz (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 / 00:05
    ทุกคนดูมีปม น่าเอาใจช่วย ฮือ
    #227
    0
  6. #208 mhabo (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2562 / 13:45
    ทำไมรู้สึกว่าราชินีก็มีอะไรปิดบังอยู่อีกง่ะะะ
    #208
    0
  7. #187 D-Dindin (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2562 / 01:01
    ง่า เม้นที่แล้วเพิ่งบอกไปว่าไม่ชอบเจ้าชายไอวา มาตอนนี้รู้สึกว่าน้องน่าจะแค่เข้าใจผิดอะไรสักอย่างหนักๆเลยล่ะ ถึงได้ทำตัวแบบนี้ ดราม่าการเมืองชิงบัลลังก์นี่อ่านแล้วเหนื่อยจริงๆค่ะ ตัวละครสีเทาๆนี่จะเกลียดก็เกลียดลง ฮือออ /กัดผ้าเช็ดหน้า ขอความหวานให้กันหน่อยได้มั้ยคะ อึมครึมฟ้าฝนตกปรอยๆมาหลายตอนแน้ว
    #187
    1
  8. #154 Vitchayada (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2562 / 22:53
    ลุ้นไปหมด
    #154
    0
  9. #122 ซินเดอเรล✰. (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 18:29
    คิดว่างานนี้ต้องมีคนเข้าใจผิด....
    #122
    0
  10. #104 LOTGRACE (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 20:16
    เรายังรู้แค่มุมมองของไอวา ต้องรอมุมมองขององค์ราชินีต่อ แต่องค์ราชินีเท่มาก ฮืออออ
    #104
    0
  11. #74 MinRos (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2562 / 00:51
    สมแล้วกับที่เป็นราชินี จะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าภายใต้หน้ากากเย็นชาของท่านหญิงจะซ่อนอะไรเอาไว้บ้าง
    นี่เองปมนองเลือดเบื้องหลังที่เจ้าชายไม่สามารถให้อภัยพี่หญิงได้ ยิ่งรู้ยิ่งตื่นเต้นเรื่องแบบเข้มขึ้นเรื่อยๆ

    ชอบความเท่ของราชินีอ่ะ อยากได้อะไรก็ต้องไขว่คว้า คนชนะเท่านั้นที่อยู่รอด
    โง้ย อยากอ่านต่อแร้ววว
    #74
    0
  12. #73 Kuroyasha_SS (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 16:54
    ชอบควีนมาก เป็นผู้หญิงที่เท่แถมยังฉลาด
    #73
    0
  13. #72 Tahnya (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 05:28
    อยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเร็วๆจัง เพราะเจ้าชายไอวาตอนเด็กๆโดนเลี้ยงมาแบบปิดหูปิดตาข้อมูลหลายๆเรื่องเลยขาดหายไป ถ้าเป็นมุมมองฝั่งราชีนีน่าจะได้รู้อะไรมากขึ้น
    #72
    0
  14. #71 akhonthiang (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 23:01
    มันมีเงื่อนงำเต็มไปหมดเลยยย
    #71
    0
  15. #70 r_u_ready (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 22:27
    ทำไมรู้สึกว่าราชินีกำลังปกป้องน้องหรืออยากให้น้องมีตน.แทนตนมากกว่า และเจ้าชายตอนนี้กำลังเข้าใจผิดอยู่เลย
    #70
    1
    • #70-1 saitgong(จากตอนที่ 11)
      13 สิงหาคม 2562 / 23:49
      ถูกเลี้ยงแบบประคบประหงมมาตั้งแต่แรกเอง ตอนนร้ยังไม่ทำอะไรได้ซักอย่าง คิดแต่จะมีลูกอย่างเดียว เทียบกับนายเอกนี่คนละชั้นเลยจ้า เหมือนราชินีจะปูทางให้น้อง แต่น้องโง่
      #70-1
  16. #69 FauyFern (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 21:47
    เราว่ามันต้องมีการเข้าใจผิดแน่ๆอ่ะ เจ้าชายก็คิดเองเออเอง(ก็สมควรละนะก็พระราชินีไม่บอกอ่ะ) อยากรู้ทางฝั่งพระราชินีจังว่าเรื่องราวที่แท้ทรูเป็นยังไง รอติดตามค่าา
    #69
    0
  17. #68 Lalilalia (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 21:31
    ต่างมุมมองกันสินะ/—
    #68
    0
  18. #67 mummummi (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562 / 21:22
    ไอวาเห็นและรู้ในมุมของตัวเอง ความจริงแล้วราชินีกำลังปกป้องหรือทำร้ายน้องตัวเองอ่ะ
    #67
    0