[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 9 : 9

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 50
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    10 มี.ค. 63

- 9 -


            ฮวันซังกุงก้าวไปตามทางเดินในตำหนักซ้ายด้วยจังหวะการก้าวที่สม่ำเสมอ นางข้าหลวงที่อยู่เวรหน้าห้องบรรทมของพระสนมคยองพินทำความเคารพซังกุงผู้ใหญ่ก่อนเลื่อนเปิดบานประตูให้ พระสนมคยองพิน สกุลกงประทับกึ่งนั่งกึ่งนอนโดยมีพระพันปีประคองไว้ ส่วนพระมเหสีจองยอน สกุลอิม ประทับอยู่ข้างพระพันปีอีกที ฮวันซังกุงถวายความเคารพตามธรรมเนียมและเอ่ยเสียงเรียบ

            “ถวายพระพันปี ถวายพระพรพระมเหสี ถวายพระพรพระสนม”

            “ฮวันซังกุง มาแล้วหรือ” พระพันปีรับสั่งพลางประคองถ้วยยาเล็กๆ ป้อนให้พระสนม “ข้าให้คนไปตาม เพราะอยากไหว้วานฮวันซังกุง”

            “พระพันปีมีรับสั่งหา หม่อมฉันก็มาเฝ้าทันทีเพคะ”

            “ตอนนี้พระสนมคยองพินอาการไม่ค่อยดี เพราะแพ้ท้อง นางข้าหลวงกับซังกุงที่ดูแลตำหนักนี้ก็ล้วนแต่เป็นคนใหม่ ข้าไม่วางใจให้ดูแลเรื่องอาหารการกิน และพลานามัยของพระสนม”

            พระพันปีรับสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางใช้ผ้าซับพักตร์ที่ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อของพระสนมคยองพิน

            “ฮวันซังกุงดูแลข้ามาตลอดตอนตั้งท้องฝ่าบาท และถวายการอภิบาลฝ่าบาทตั้งแต่แรกประสูติ ระหว่างนี้ข้าอยากให้ฮวันซังกุงมาดูแลพระสนมคยองพินใกล้ชิดสักหน่อย”

            “หม่อมฉันจะมาถวายการดูแลพระสนมตามรับสั่งพระพันปีเพคะ ส่วนหน้าที่รับใช้ฝ่าบาท ระยะนี้จะมอบหมายให้จินจูเป็นผู้ดูแล นางติดตามหม่อมฉันมานาน น่าจะถวายการดูแลฝ่าบาทได้โดยไม่มีปัญหา”

            “ได้ยินเช่นนี้ข้าก็วางใจ” พระพันปีรับสั่งอย่างพอพระทัย

            “คราวนี้ต้องลำบากฮวันซังกุงแล้ว” พระสนมคยองพินรับสั่งเบาๆ ฮวันซังกุงจึงพยักหน้าน้อยๆ และเอ่ยคำ

            “พระสนมประชวรอย่างไรบ้างเพคะ”

            “ข้ามักจะเวียนหัว คลื่นไส้เมื่อตื่นนอน และไม่อยากกินอะไรเลย เหม็นไปหมด”

            “พระสนมทนกลิ่นไม้จันทน์หอมที่จุดในกระถางกำยานไม่ได้เลย ข้าเลยให้ยกออกไป” พระพันปีรับสั่งกับฮวันซังกุง และประคองให้พระสนมคยองพินนอนลงกับหมอน “ตำหนักซ้ายนี่ก็คับแคบไปมาก ข้าอยากต่อเติมให้กว้างขวางขึ้น จะได้มีที่ไว้ถวายการอภิบาลพระหน่อของฝ่าบาท”

            ฮวังซังกุงสังเกตเห็นพระหัตถ์ขาวเรียวของพระมเหสีจองยอนกำแน่นก่อนจะคลายอย่างรวดเร็ว ซังกุงผู้ใหญ่อยู่ในวังหลวงมานาน จึงเข้าใจพระประสงค์ของพระพันปีได้ตลอดว่า หลายปีมานี้ แม้พระมเหสี สกุลอิม จะเอาแต่พระทัย ไม่ไว้หน้าผู้ใด แต่ยังรู้หนักรู้เบา ไม่เคยกล้าล่วงเกินฮวันซังกุงที่พระราชาเมืองพยองจูให้ความเคารพประหนึ่งมารดา วันนี้พระพันปีจงใจเรียกฮวันซังกุงมาเฝ้า เพื่อข่มให้พระมเหสีจองยอนไม่กล้าลงมือบุ่มบ่าม เพราะหากเกิดเหตุร้ายต่อพระสนมคยองพินและพระหน่อในครรภ์ เรื่องย่อมเกี่ยวพันมายังฮวันซังกุงที่เป็นผู้อภิบาล พระราชาซงมินโฮคงไม่อยู่เฉยปล่อยให้ซังกุงผู้ใหญ่ต้องโทษลำพัง

สีหน้าของฮวันซังกุงจึงยังเป็นปกติเมื่อเอ่ยคำ

            “เรื่องพระตำหนัก ไว้ฝ่าบาทกลับมา พระพันปียังมีเวลาทูลปรึกษา ส่วนพระพลานามัยของพระสนม พระพันปีโปรดวางพระทัย หม่อมฉันจะถวายการดูแลอย่างสุดความสามารถเพคะ”

 

            คิมจินอูสังเกตเห็นว่ารัชทายาทเมืองคูซันเงียบขรึมไปตั้งแต่คืนก่อนที่ตนนำข่าวจากออมฮงชิกมาส่ง ยามนี้ผ่านมาสี่วันเต็ม พระราชาเมืองพยองจูก็ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการร่วมฝึกซ้อมกับเหล่าคนที่คัดมาเตรียมไว้ตลอดวัน ยามดึกก็วางแผนเรื่องการป้องกันวังหลวงกับคังยู อดีตแม่ทัพโน และองครักษ์ทั้งสองจนดึกดื่น ค่ำนี้ก็พระราชาซงมินโฮก็เสด็จไปทรงงานเช่นเดิม แต่รัชทายาทคังยู ขอไม่เข้าไปร่วมวางแผนด้วย

บุตรชายเจ้ากรมยุติธรรมไม่ได้เข้าไปร่วมวางแผนด้วยแต่แรก เพราะมีหน้าที่สะสางบัญชีอาวุธ คิมจินอูเพิ่งเลิกงานเมื่อตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว ครั้นเมื่อกลับเรือนพักไปอาบน้ำ ผลัดเครื่องแต่งกาย ชายหนุ่มจึงได้สอบถามคนในค่ายฝึก และได้ความว่านายน้อยถือโคมเดินไปทางท้ายค่ายเพียงลำพัง

จินอูจึงถือโคมดวงหนึ่งเดินไปตามทาง ท้ายค่ายฝึกติดกับลำธารที่เป็นแหล่งน้ำใช้ของค่ายฝึกแห่งนี้ ชายหนุ่มเดินไปนานราวครึ่งก้านธูปไหม้ แสงจันทร์หรุบหรู่และแสงโคมที่ถืออยู่ ทำให้เห็นรัชทายาทเมืองคูซันที่จินอูตามหาอยู่ คังยูประทับอยู่บนโขดหินใหญ่ใกล้ลำธาร ไฟกองเล็กที่ก่อไว้ส่งแสงอาบย้อมอาภรณ์สีอ่อนของรัชทายาทคังยู

“ฝ่าบาท” คิมจินอูส่งเสียงเรียก คังยูจึงยืนขึ้น และรับสั่ง

“ฮยองนิม ท่านต้องเรียกข้าว่านายน้อยสิ”

“ดึกดื่นเช่นนี้ ไม่มีใครได้ยินเราแล้วล่ะ ฝ่าบาท” จินอูว่าพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ “ฝ่าบาทประทับลำพังเช่นนี้ กระหม่อมขอนั่งเป็นเพื่อนคุยได้หรือไม่”

“ย่อมได้”

คิมจินอูนั่งลงที่หินอีกก้อนข้างคังยู ชายหนุ่มปักโคมลงกับพื้นข้างตัว และหันไปเอ่ยถามรัชทายาทเมืองคูซัน

“ฝ่าบาทมาประทับองค์เดียวเช่นนี้ ดาบก็ไม่ถือติดองค์ เกิดมีสัตว์ร้ายจะเป็นอย่างไร”

“ข้าถามคนในค่ายแล้ว เขาว่าแถวนี้ไม่มีสัตว์ร้าย อย่างดีก็พวกไก่ป่า กระต่าย” คังยูรับสั่งพลางหักกิ่งไม้แห้งโยนเข้าในกองไฟ เสียงลูกไฟแตกเบาๆ คลอไปกับเสียงน้ำไหล “ฮยองนิมเพิ่งทำบัญชีอาวุธเสร็จหรือ”

“เพิ่งเสร็จเมื่อครู่ กระหม่อมไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ ออกมาไม่เห็นฝ่าบาท เลยเดินมาเฝ้าที่นี่”

“เป็นอย่างไร”

“ไม่อย่างไรหรอกฝ่าบาท” คิมจินอูพูดพลางใช้ไม้เขี่ยกองไฟ “ก็น่าจะเพียงพอกับกำลังคนทุกที่ เหลือแต่กระจายอาวุธออกไปให้คนจับสังเกตไม่ได้ ต้องอาศัยฝีมือคุณชายออม กับฮงรยอนต่อจากนี้”

“พูดถึงคุณหนูคิม นางรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ” คังยูรับสั่งถาม คิมจินอูจึงพยักหน้า

“รู้สิฝ่าบาท ฮงรยอนนี่ล่ะ สายข่าวชั้นดี นางเป็นเจ้าของโรงน้ำชาชั้นเลิศ พวกขุนนาง ทหาร หากอวดบารมีกับลูกน้อง พาไปนั่งโรงน้ำชา พอไปนั่งก็เล่านั่นเล่านี่ นางก็เก็บความมา”

“เรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ คุณหนูคิมไม่น่ามาเสี่ยงด้วย”

คิมจินอูหัวเราะเบาๆ และยกมือขึ้นอังไออุ่นจากกองไฟ

“ฮงรยอนก็เหมือนท่านพี่หญิงจีอึนของฝ่าบาทนั่นแหละ ฝีมือดาบของฮงรยอนเหนือกว่ากระหม่อมเสียอีก ฝ่าบาทอย่ากังวลไปเลย ว่าแต่ฝ่าบาทเป็นอะไรไป กระหม่อมสังเกตว่าฝ่าบาทเงียบขรึมไป”

“ข้าหรือเงียบขรึม ฮยองนิมคิดมากไปกระมัง”

คังยูรับสั่งแล้วแย้มสรวลน้อยๆ แสงจากกองไฟอาบไล้พระพักตร์ คิมจินอูจึงเห็นว่าพระพักตร์ของรัชทายาทเมืองคูซันเผือดซีด และดูเหมือนมีความทุกข์ท่วมท้น

“ระยะนี้กระหม่อมมักนึกถึงคราวแรกที่ได้รู้จักฝ่าบาทอยู่บ่อยๆ องค์ชายจากเมืองคูซันมีชันษาน้อยกว่ากระหม่อม ปราดเปรื่อง แตกฉานในเรื่องวิชาต่างๆ สมกับที่เป็นรัชทายาท แต่พบทีไร ฝ่าบาทก็มักจะแย้มสรวลเสมอ บางคราวก็ทรงซุกซนเหมือนเด็กๆ ต่างจากท่านอีซึงฮุนที่เงียบขรึม”

คิมจินอูหยิบขวดเหล้าผลไม้ที่ถือติดมาเปิดจิบ รสแรงของสุราทำให้รู้สึกร้อนผ่าว เมื่อของเหลวนั้นไหลผ่านลำคอ ชายหนุ่มยื่นขวดส่งถวายรัชทายาทเมืองคูซัน คังยูรับไปเสวยอึกหนึ่ง และส่งคืนให้ คิมจินอูรับมาแล้วกล่าวเรียบๆ

“กระหม่อมเป็นลูกชายคนเดียว มีแต่น้องสาว ญาติๆ ผู้ชายรุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่ค่อยสนิทใจนัก ในใจจึงอยากมีน้องชายมาตลอด ท่านอีซึงฮุนมักฝากฝ่าบาทให้กระหม่อมดูแล ยามที่เขาเดินทางกลับเมือง บางคราว กระหม่อมก็รู้สึกว่าฝ่าบาทไม่ใช่รัชทายาทเมืองคูซัน แต่เป็นน้องชายของเพื่อนสนิทของกระหม่อม เป็นน้องชายที่กระหม่อมอยากแกล้งตอแย หาเรื่องต่อล้อต่อเถียง อยากพากันไปสำมะเลเทเมาเที่ยวเล่นอย่างเด็กหนุ่มทั่วไปโดยไม่ต้องทุกข์ร้อน แต่เพราะฝ่าบาทเป็นรัชทายาทเมืองคูซัน บางครั้งกระหม่อมจึงรู้สึกว่าตัวเองไม่มีกำลังพอที่จะช่วยเหลือฝ่าบาทในเรื่องใดได้เลย”

แสงไฟกองเล็กๆ ทำให้คิมจินอูเห็นหยดน้ำใสๆ กลิ้งผ่านพระปรางของรัชทายาทเมืองคูซันอย่างเงียบเชียบ แม้ตลอดเวลาที่ผ่านมา คิมจินอูจะวางตัวสนิทสนมกับคังยูเพียงใด แต่ชายหนุ่มที่เป็นบุตรเสนาบดีใหญ่ก็ยังรู้ว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ทว่ายามนี้ท่ามกลางป่าเงียบสงบ คิมจินอูกลับยื่นมือลงไปตบเบาๆ ที่พระอังสาของรัชทายาทเมืองคูซัน

“ฝ่าบาทอย่าเสียพระทัยไปเลย ชั่วชีวิตคนเรา อย่างน้อยก็ต้องเคยประสบสิ่งที่ทำให้ผิดหวังกันทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดได้ทุกสิ่ง มีชีวิตราบรื่นดังหวังไปเสียหมดหรอกฝ่าบาท กระหม่อมเอง แม้เป็นบุตรเสนาบดีกรมยุติธรรม แต่ก็มีเรื่องลำบากใจ เพราะญาติพี่น้องไม่ลงรอยกันนัก ทั้งยังเรื่องของครอบครัวของฮงรยอนอีก”

“ข้าเข้าใจ” รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งตอบเบาๆ

“เข้าใจได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับได้ใช่ไหมเล่าฝ่าบาท” คิมจินอูบีบพระอังสาเบาๆ แล้วพูดต่อ “อย่างกระหม่อมเอง เรื่องแก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น ป้ายสีใส่ร้ายในวงราชการ กระหม่อมก็เข้าใจได้ แต่ในเรื่องที่ครอบครัวของฮงรยอนถูกป้ายสีจนถูกประหารทั้งหมด กระหม่อมไม่เคยทำใจยอมรับได้เลยสักครั้ง หลายปีมานี้กระหม่อมสงสัยต่อหลายสิ่งที่กระหม่อมเชื่อมั่น ถูกผิด ดีชั่ว แยกแยะอย่างไร ความเที่ยงธรรม หรือกระทั่งตัวบทกฎหมายทั้งหลาย ยังนับถือได้อีกหรือไม่ ในเมื่อผู้บริสุทธิ์เช่นครอบครัวฮงรยอนถูกเข่นฆ่าสังเวยความอยุติธรรม กระหม่อมนึกสงสัยมาตลอด”

“เพราะเช่นนี้เอง ฮยองนิมจึงร่วมมือกับฝ่าบาท”

“ฝ่าบาทเองก็ทรงร่วมมือกับฝ่าบาทมินโฮเพื่อรักษาตำแหน่งรัชทายาทไว้ ท่านอี ท่านหญิงอีเองก็เช่นกัน กระหม่อมได้ยินว่าท่านหญิงอีเล่นงานพระอนุชาของฝ่าบาทเสียจนปั่นป่วนทั้งราชสำนัก” คิมจินอูพูดพลางหัวเราะเบาๆ “เมื่อผ่านเรื่องราวทั้งหลายในชีวิตมา กระหม่อมจึงคิดได้ว่า ชั่วชีวิตนี้ ต้องมีสักครั้งหนึ่งที่เราต้องฝืนใจยอมรับ ฝืนใจกระทำในสิ่งที่เราไม่เต็มใจ เพื่อเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง ฝ่าบาทมินโฮเอง ก็ฝืนพระทัยหลายๆ เรื่องเช่นกัน”

“ข้ารู้”

“เมื่อทรงทราบ ฝ่าบาทก็อย่าทรงโศกเศร้าอีกเลย”

“ข้ารู้แล้ว ฮยองนิม” คังยูรับสั่งตอบ และแย้มสรวลอ่อนโยนก่อนรับสั่ง “นอกจากท่านอี ท่านพี่หญิง สำหรับข้าแล้ว ฮยองนิมก็เป็นเหมือนพี่ชายคนหนึ่งของข้า”

“เช่นนี้ก็ดีแล้ว กระหม่อมจะได้ทูลขอตำแหน่งขุนนางเมืองคูซัน” คิมจินอูแหย่ เมื่อเห็นว่าสีพระพักตร์ของคังยูดีขึ้นกว่าตอนแรก “ฝ่าบาทรับสั่งแล้ว อย่าคืนคำเชียวนา”

“ได้ ไว้ข้าแต่งตั้งได้ จะตั้งฮยองนิมเป็นอัครเสนาบดีเลยทีเดียว”

“กระหม่อมตั้งตารอใจจดจ่อแล้วล่ะฝ่าบาท” คิมจินอูว่าพลางลุกขึ้นยืน และเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ดึกมาก น้ำค้างชักลงแรงแล้ว เสด็จกลับเถอะฝ่าบาท”

“อีกสักครู่ข้าค่อยกลับ ฮยองนิมล่วงหน้าไปก่อนเถิด”

คิมจินอูพยักหน้ารับ และถือโคมที่ถือติดมือมากลับไปยังค่ายเพียงลำพัง คังยูประทับอยู่ที่เดิม และแหงนพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรดวงดาวที่ดารดาษอยู่บนผืนฟ้า เคียงข้างพระจันทร์ ครู่หนึ่งรัชทายาทเมืองคูซันจึงปลงพระทัยได้ ความทุกข์ร้อนที่ท่วมท้นอยู่ในพระทัยมาตลอด ค่อยๆ เหือดแห้งไป เมื่อปลงพระทัยให้ยอมรับในเหตุผลที่พระราชาเมืองพยองจูจะมีรัชทายาท

คังยูเกลี่ยกองไฟดับจนไม่เหลือเชื้อไฟ และถือโคมไว้ให้แสงระหว่างทางเสด็จกลับ เมื่อลุเข้าเขตค่ายฝึกจึงทอดพระเนตรเห็นวรองค์สูงใหญ่ของพระราชาเมืองพยองจูประทับยืนอยู่ลำพัง พระราชาหนุ่มแหงนพักตร์ทอดพระเนตรท้องฟ้าในยามราตรี เสี้ยวหนึ่งของพระพักตร์พระราชาซงมินโฮต้องแสงจันทร์ ทำให้ดูอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน รัชทายาทเมืองคูซันจึงรับสั่งขึ้นไม่ดังนัก

“นายท่าน มายืนชมจันทร์หรือขอรับ”

พระราชาเมืองพยองจูผินพักตร์มาทอดพระเนตรตามเสียงเรียก มุมพระโอษฐ์ยกขึ้นหน่อยหนึ่งเป็นรอยแย้มสรวลบางเบา แล้วรับสั่งตอบ

“มารอนายน้อย หายไปเสียนาน กำลังคิดว่าอีกประเดี๋ยวจะเดินไปตาม”

“ข้าไม่ได้หายไปไหนเสียหน่อย นายท่านจะร้อนใจจนต้องเดินไปตามทำไมกัน”

รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่ง และเสด็จมาประทับยืนตรงเบื้องหน้าพระราชาหนุ่ม ดวงพักตร์ของคังยูแม้ไม่สดชื่นเช่นเคย แต่ก็มีรอยแย้มสรวลแต้มอยู่ พระราชาหนุ่มจึงรับสั่งถาม

“ไปไหนมา”

“ไปชมจันทร์ตรงริมลำธารมา สวยมากทีเดียว” คังยูรับสั่งตอบ

“พระจันทร์สวยกว่าที่เคยชมด้วยกันในสวนหรือ”

พระเนตรของรัชทายาทเมืองคูซันร้อนผ่าวเมื่อหวนนึกถึงคืนที่เคยชมจันทร์กับพระราชามินโฮ เมื่อสบสายตากัน คังยูจึงยอมให้พระราชาหนุ่มกุมหัตถ์เย็นเฉียบของตนไว้ ก่อนจะรับสั่งเบาๆ

“ตอนที่ชมจันทร์กับนายท่าน พระจันทร์ดูสวยกว่านี้”

“เช่นนั้น พรุ่งนี้ค่อยไปด้วยกัน”

            “อย่าเลย นายท่านต้องปรึกษางานกับท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากรบกวนเวลา”

            “เช่นนั้นหรือ” พระราชาเมืองพยองจูเลิกพระขนง แต่พระหัตถ์กุมหัตถ์เรียวบางไว้ “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นวันหลัง”

            “วันหลัง เมื่อกลับไป นายท่านก็คงไม่ว่าง”

            คังยูแกล้งรับสั่งโยกโย้ เมื่อเห็นพระขนงของพระราชาหนุ่มขมวดมุ่น รัชทายาทเมืองคูซันแย้มสรวลกว้างด้วยความปลอดโปร่งพระทัย เนื่องจากเห็นว่าค่ายฝึกปลอดคนแล้ว จึงรับสั่งเสียงเบา

            “กระหม่อมเย้าเล่นเท่านั้น ฝ่าบาทอย่ากังวลพระทัยเลย”

            “ฮยองนิม” พระราชาหนุ่มรับสั่งด้วยสุรเสียงมั่นคง สายพระเนตรทอดตรงไปที่พระเนตรของคังยู “หนทางข้างหน้าอีกยาวไกล แต่ตราบเท่าที่ฮยองนิมยังอยู่เคียงข้างข้า ฮยองนิมก็ไม่ต้องริษยาผู้ใด”

            “กระหม่อมทราบแล้ว” คังยูรับสั่งตอบ และเมื่อพระราชาเมืองพยองจูยังขมวดพระขนง จึงรับสั่งสำทับ “เมื่อวันก่อนกระหม่อมเพียงตั้งตัวไม่ทัน วันนี้ได้คิดอะไรหลายอย่าง ฝ่าบาทโปรดประทานอภัยที่กระหม่อมทำให้ฝ่าบาทไม่สบายพระทัยด้วย”

            “ข้าไม่ได้โกรธ แต่ข้าไม่อยากให้ฮยองนิมเสียใจ”

            “ตอนนี้กระหม่อมไม่เสียใจแล้ว” รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งพร้อมรอยแย้มสรวล “ในเมื่อฝ่าบาทรับสั่งเองว่ากระหม่อมไม่ต้องริษยาผู้ใด กระหม่อมก็จะทำตามรับสั่ง”

            “เช่นนี้แล้ว ฮยองนิมยังจะทิ้งข้ากลับเมืองคูซันอีกหรือ”

            “เรื่องกลับเมืองคูซัน กระหม่อมก็ยังต้องกลับ” คังยูรีบรับสั่งต่อ เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของพระราชาเมืองพยองจูเริ่มบึ้งตึงเหมือนเด็กๆ “แต่ก็จะคิดให้รอบคอบก่อน”

            “ข้าคิดให้ ฮยองนิมจะได้ไม่ต้องเปลืองแรงคิด ฮยองนิมแค่อยู่ข้างข้าก็พอ”

            “เอาล่ะๆ กระหม่อมรับพระบัญชาทุกประการ เสด็จกลับเรือนพักเถอะฝ่าบาท น้ำค้างลงแรงเช่นนี้เดี๋ยวประชวรขึ้นมา กลับไปถึงวังหลวงฮวันซังกุงจะลงโทษให้เสวยยาขมๆ อีก”

            “ถ้าข้าป่วย ก็จะให้ฮวันซังกุงไปตามฮยองนิมมาป้อนยา ถ้าฮยองนิมไม่มา ก็จะยอมป่วยตายเสียดีกว่า”

            “ห้ามรับสั่งไม่เป็นมงคลเช่นนี้อีกนะฝ่าบาท กระหม่อมจะโกรธจริงด้วย”

            คังยูรับสั่งเสียงเขียว แต่พระราชามินโฮกลับสรวลเหมือนเห็นเป็นเรื่องตลก เสียงรับสั่งตอบโต้กันเบาๆ ของพระราชาเมืองพยองจูกับรัชทายาทคังยูห่างออกไป ทำให้คนที่แอบซุ่มอยู่ในมุมมืดค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ และขยับตัวเปลี่ยนท่า ชายหนุ่มรูปร่างบอบบางสุดยืดแขนบิดตัวไล่ความเมื่อยขบ

            “เฮ้อ เมื่อยไปหมด” คิมจินอูว่าพลางยืดไหล่ และมององครักษ์สองคนที่ดูเป็นปกติ ก่อนจะพูด “น้องรอง น้องสาม เจ้าสองคนมายืนแอบฟังพร้อมข้า ทำไมถึงไม่เมื่อยบ้าง”

            “ข้าออกกำลังบ่อย ยืนเท่านี้ไม่เมื่อยหรอก พี่ใหญ่”

            องครักษ์โจเป็นฝ่ายตอบ ส่วนองครักษ์คิมที่ปกติไม่ค่อยพูดอยู่แล้วก็ปิดปากเงียบ แต่พยักหน้าเป็นเชิงเห็นด้วย คิมจินอูถอนใจอย่างรำคาญก่อนจะพูดเสียงห้วน

            “เห็นไหมเล่า ข้าบอกพวกเจ้าแล้วว่าอย่างไรๆ นายน้อยก็ไม่มีทางไปจากนายท่านได้” บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมกอดไหล่องครักษ์ทั้งสองไว้และกระซิบ “ต่อให้นายน้อยไป นายท่านของเราก็ต้องตามไปพาตัวกลับมาจนได้”

            “แต่ยังไงนายน้อยก็ต้องกลับอยู่ดีนี่ พี่ใหญ่” องครักษ์โจพูดอย่างไม่เข้าใจ

            “เถอะน่า เชื่อข้า นายน้อยน่ะ ไปไหนได้ไม่ไกลหรอก”

            “ทำไมหรือพี่ใหญ่”

            คิมจินอูยิ้มกริ่มเมื่อคนที่เอ่ยถามเป็นองครักษ์คิมที่ปกติเงียบขรึม คุณชายใหญ่ตระกูลคิมทำท่ามีเลศนัยแล้วกระซิบให้องครักษ์ทั้งสองที่มีท่าทีสงสัยเต็มที่ฟัง

            “นายท่านน่ะ ขาดใจแน่ถ้าขาดนายน้อย เป็นถึงขั้นนี้ เรื่องนายน้อยจะจากไป สรุปได้ภายในสี่คำเท่านั้น” คิมจินอูพูดอย่างมั่นอกมั่นใจ “ไม่มีทางแน่”

 

            เสียงพูดคุยไม่เบานักดังเข้ามาถึงในห้องนอนเล็กในเรือนพักรับรอง รัชทายาทเมืองคูซันจึงตื่นจากห้วงนิทรา เมื่อจะขยับองค์กลับมีท่อนแขนแข็งแรงโอบรัด ลมหายใจอุ่นๆ เป่ารดตรงต้นพระศอ คังยูพยายามดันอ้อมกอดแน่นนั้นออก แต่พระราชาเมืองพยองจูกลับแสร้งทำเป็นไม่รู้พระองค์

            “ฝ่าบาท สว่างแล้ว วันนี้ต้องเสด็จกลับวัดที่ทรงศีล ปล่อยได้แล้ว”

            “ยังไม่สว่างเลย” พระราชาหนุ่มรับสั่งแล้วกดพระโอษฐ์แนบกับต้นพระศอของคังยู “นอนต่ออีกหน่อย”

            “ไม่ได้ ลุกเถอะฝ่าบาท”

            คังยูพลิกพระองค์มาทอดพระเนตรดวงพักตร์ของพระราชาหนุ่มที่ยังแสร้งหลับพระเนตร แต่มุมพระโอษฐ์ยกยิ้มเบาบาง รัชทายาทเมืองคูซันใช้ปลายพระดรรชีลากไปเบาๆ บนพระปรางของอีกฝ่าย ก่อนรับสั่ง

            “ลุกเถอะ ฝ่าบาท เดี๋ยวต้องควบม้าไปอีกพักใหญ่ กว่าฝ่าบาทจะเสด็จถึงวัดก็ตะวันเกือบตรงหัว”

            “ไม่อยากลุก”

            รับสั่งจบ พระราชาเมืองพยองจูก็รวบรัชทายาทเมืองคูซันเข้ามากอดไว้แน่นในอ้อมพระกร เมื่อรับรู้ว่าคังยูไม่ต่อต้าน ซงมินโฮจึงลืมพระเนตรขึ้นและรับสั่ง

            “ไม่อยากตื่นเลย อยากอยู่กับฮยองนิมอย่างนี้ตลอดไป”

            “เช่นนั้นหนีไปด้วยกันดีหรือไม่ฝ่าบาท ไปอยู่ในป่ากัน กระหม่อมหาไม้มาผ่าทำฟืน ฝ่าบาทไปล่าสัตว์”

            “ดี เช่นนั้นประเดี๋ยวเราหนีไปด้วยกันเลย” พระราชาหนุ่มรับสั่งก่อนกระชับอ้อมพระกร “ข้าจะจับสัตว์ให้ได้มากๆ เอาหนังไปขาย ซื้อข้าว ซื้อแป้งมาไว้ให้ฮยองนิมทำอาหาร”

            “กระหม่อมว่าเราคงอดตายก่อน ฝีมือการครัวของกระหม่อมน่ะ พอทำได้ แต่รสชาตินั้นเหลือรับ ท่านอีเคยบอกกระหม่อมว่าอย่าแตะอาหารเลยจะดีกว่า”

            “เช่นนั้นเลยหรือ” พระราชาเมืองพยองจูสรวลพลางรับสั่ง “ข้าก็ทำอาหารไม่เป็น เช่นนั้นเราก็กินผลไม้แทนดีหรือไม่”

            “ดี กระหม่อมเห็นด้วย” คังยูรับสั่งตอบ แล้วยื่นพระพักตร์ขึ้นไปจูบลงบนพระนลาฎของพระราชาเมืองพยองจู “ลุกเถอะฝ่าบาท ให้คนอื่นคอยนานจะไม่ดี”

            “ก็ได้”

 

            เมื่อพระราชาเมืองพยองจูกับรัชทายาทคังยูเสด็จออกจากเรือนที่ประทับ ท้องฟ้าฝั่งบูรพาก็เริ่มมีแสงเรื่อเรืองจากดวงตะวันแล้ว คิมจินอู และองครักษ์ทั้งสองสวมชุดดำเหมือนเมื่อขามา ยืนรออยู่ข้างม้าที่ได้พักฝีเท้า และได้กินหญ้า กินน้ำอย่างสมบูรณ์ พร้อมเดินทาง โนจองโมยืนรออยู่ด้วยเพื่อส่งเสด็จ เมื่อซงมินโฮเสด็จไปถึงตัว อดีตแม่ทัพก็ทูลด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            “นายท่าน โปรดวางใจ ข้าจะดูแลที่นี่ให้พร้อม”

            “ฝากท่านลุงด้วย” พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์ก่อนขึ้นม้า

            “ท่านแม่ทัพโน ข้าขอลาก่อน” คังยูรับสั่งอย่างอ่อนโยน “ท่านแม่ทัพ รักษาตัวด้วย”

            “ขอบคุณนายน้อย ขอเดินทางปลอดภัย”

            คังยูขึ้นม้าทรง เมื่อคิมจินอู และองครักษ์ทั้งสองเอ่ยลาแม่ทัพโน ขบวนม้าของพระราชาเมืองพยองจูควบออกจากหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขาเมื่อตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า ขากลับนี้ไม่มีการหยุดพักม้า ขบวนม้าจึงลุสู่ชายป่าบริเวณต้นไม้ใหญ่ที่เป็นจุดนัดหมายเมื่อแรกที่ได้พบกันในคราวแรก ม้าทั้งห้าตัวชะลอฝีเท้า คิมจินอูยกมือขึ้นส่งสัญญาณ ขบวนม้าจึงหยุดนิ่งห่างจากจุดนัดหมายเล็กน้อย

            คุณชายสกุลคิมผิวปากเบาๆ เหมือนเสียงนกร้อง อึดใจหนึ่งก็ได้ยินเสียงผิวปากแบบเดียวกันตอบกลับมา

            ชายร่างสูงสองคน กับหญิงสาวที่สวมชุดบุรุษเดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ขบวนม้าจึงค่อยๆ เคลื่อนไปหา เมื่อพระราชาเมืองพยองจูลงจากม้า กลุ่มคนที่รออยู่ก็ได้ทำความเคารพ ชายหนุ่มร่างสูงทูลขึ้นโดยตรง

            “ฝ่าบาท กระหม่อมออมฮงชิก บัณฑิตจอง และแม่นางฮงรยอนได้สำรวจเส้นทางโดยรอบแล้ว ไม่มีคนแอบซุ่มอยู่ ฝ่าบาทสามารถเสด็จกลับเส้นทางเดิมได้พะยะค่ะ”

            “ขอบใจคุณชายออมมาก เช่นนั้นเราแยกกันตรงนี้”

            กลุ่มคนที่มาใหม่ทั้งสามรับม้าต่อจากพระราชาเมืองพยองจู และองครักษ์ที่ต้องเดินเท้ากลับไปยังวัดบนเขาทางเดิม พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรคังยูที่ประทับบนหลังม้า ก่อนรับสั่ง

            “พบกันที่วังหลวง”

            รัชทายาทเมืองคูซันพยักพระพักตร์ก่อนจะกระตุกม้าให้เริ่มออกวิ่ง ซงมินโฮประทับทอดพระเนตรกระทั่งขบวนม้าทั้งห้าตัวหายลับไป เมื่อพระราชาหนุ่มทรงนิ่งอยู่นาน องครักษ์คิมจึงเอ่ยคำ

            “ฝ่าบาท”

            “ไปกัน”

พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งตอบ ก่อนเสด็จกลับไปตามทางที่ทอดยาวไปสู่อารามหลวง

 

หลังจากผ่านไปร่วมสามเดือนหลังจากที่พระราชาเมืองพยองจูเสด็จไปทรงศีล ข่าวใหม่ก็แพร่ไปทั่ววังหลวงว่าพระสนมคยองพินทรงครรภ์ ทุกคนต่างคาดหวังให้เป็นพระโอรส และในระยะวังหลวงคึกคักไปด้วยบรรดาสตรีบรรดาศักดิ์ ทั้งภรรยา และธิดาของขุนนาง รวมทั้งเชื้อพระวงศ์ที่ต่างเข้ามาเพื่อเยี่ยมพระสนมคยองพิน เดือดร้อนไปถึงฮวันซังกุงต้องออกหน้าปรามไม่ให้มีผู้เข้ามารบกวนมากเกินไป

            เมื่อไม่อาจเข้าเฝ้าได้ บรรดาผู้ที่ห่วงใยจึงเปลี่ยนเป็นการส่งของเข้ามาถวายแทน ด้วยนัยว่าไม่เห็นคน ก็ให้เห็นของ เพื่อให้พระสนมคยองพินทรงทราบว่ามีผู้ใดห่วงใยอยู่บ้าง

            รัชทายาทเมืองคูซันถึงกับแอบสรวลเบาๆ เมื่อเสด็จผ่านประตู และเห็นหญิงคนหนึ่งที่ได้ความว่าได้รับคำสั่งจากขุนนางผู้หนึ่งให้นำอ่างอาบน้ำที่เป็นเครื่องเคลือบเขียนลายครามขนาดใหญ่ ต้องใช้คนถึงสี่คนช่วยกันยกมาถวายพระสนมคยองพิน เพื่อให้ใช้เวลาสรงน้ำพระโอรส

            คังยูดำเนินอย่างไม่เร่งรีบ เพราะคำนวณเวลาแล้วว่าขณะที่ฝ่าบาทน่าจะยังไม่เสร็จจากการออกท้องพระโรงเพื่อว่าราชกิจ รัชทายาทเมืองคูซันบังเอิญสบสายตากับสตรีผู้หนึ่งที่เดินชมไม้ดอกอยู่กับเหล่านางข้าหลวงโดยบังเอิญ เมื่อพบกันตรงๆ ก็ไม่อาจหลบเลี่ยง คังยูจึงดำเนินไปใกล้อีกฝ่าย

            “วอนจานิม” พระสนมคยองพินรับสั่งอย่างอ่อนโยน “มาเฝ้าฝ่าบาทหรือเพคะ”

            “ฝ่าบาทมีรับสั่งหา กระหม่อมจึงมาเฝ้า พระสนมพลานามัยเป็นเช่นไรบ้าง”

            รัชทายาทเมืองคูซันทอดพระเนตรไปยังพระสนม และพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปกี่มากน้อย พระสนมคยองพินยิ้มน้อยๆ ก่อนทูลตอบ

            “ตอนนี้ไม่มีอาการเวียนหัวแล้วเพคะ แต่ครรภ์ยังมองไม่เห็นชัด หมอหลวงบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงชัดเจนเมื่อเข้าเดือนที่สี่”

            “พระสนมโปรดถนอมพระองค์ด้วย ฝ่าบาททรงรอคอยพระโอรสมานาน”

            เมื่อรับสั่งออกไปแล้ว คังยูจึงรำลึกได้ว่าอาจกล่าวสิ่งที่ไม่ควรออกไป เพราะสายตาที่พระสนมคยองพินมองกลับมาเป็นสายตาแบบที่รัชทายาทเมืองคูซันไม่สามารถตีความได้ ครั้นจะรับสั่งเพื่อปลีกองค์ไปเข้าเฝ้า พระสนมคยองพินกลับเอ่ยขึ้นอย่างสุภาพ

            “ยามนี้ฝ่าบาทน่าจะยังว่าราชการไม่เสร็จ คังยูวอนจานิม โปรดให้หม่อมฉันชงพระสุธารสชาถวายสักถ้วยได้หรือไม่เพคะ”

            “ย่อมได้”

            คังยูเสด็จนำไปประทับที่เก๋งกลางสวน รัชทายาทเมืองคูซันเลือกสถานที่นี้ เพราะเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ลมโกรกผ่านทั้งแปดทิศ เพื่อกันไม่ให้เกิดข้อครหาใดๆ ต่อพระสนม และต่อตนเอง พระสนมคยองพินลงมือชงชาด้วยท่าทีคล่องแคล่ว ก่อนส่งถ้วยชามาตรงเบื้องพระพักตร์รัชทายาทเมืองคูซัน

            “รสมือหม่อมฉันยังไม่เข้าที่ คังยูวอนจาโปรดแนะนำด้วยเพคะ”

            “ชาดี รสมือดีทีเดียว พระสนม”

            รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งชม พระสนมคยองพินจึงสรวลเบาๆ และเอ่ยคำ

            “ฝ่าบาทก็รับสั่งเช่นเดียวกับคังยูวอนจา ครั้งก่อนหม่อมฉันชงถวาย ก็รับสั่งว่ารสมือใช้ได้”

            คังยูแย้มสรวลหน่อยหนึ่งก่อนวางถ้วยชาลงที่โต๊ะหิน พระสนมคยองพินยังคงมองพระพักตร์อยู่เช่นเดิม รัชทายาทเมืองคูซันจึงรับสั่งถาม

            “พระสนม มีอะไรจะรับสั่งกับกระหม่อมหรือไม่”

            “พวกเจ้า” พระสนมคยองพินหันไปรับสั่งกับเหล่านางข้าหลวง “ไปรอข้างล่าง”

            รัชทายาทหนุ่มทรงรู้โดยทันทีว่าพระสนมคยองพินประสงค์จะพูดเรื่องลับ จึงรอกระทั่งเหล่านางข้าหลวงเดินลงไปตั้งแถวรอที่แถวหน้าเก๋งอย่างสำรวม พระสนมเอกสกุลกงจึงเริ่มพูดอย่างสุภาพ

            “หม่อมฉันมีเรื่องอยากทูลปรึกษาวอนจา”

            “เชิญพระสนมรับสั่ง”

            “เป็นเรื่องของฝ่าบาท” ดวงเนตรสุกใสของพระสนมปรากฏประกายขึ้นหน่อยหนึ่งก่อนรับสั่งต่อ “กับวอนจา”

            คังยูทรงเงียบ และรอสดับเรื่องที่พระสนมต้องการพูด พลางดำริในใจว่าไม่อาจดูแคลนพระสนมผู้นี้ เนื่องจากสกุลของพระสนม เป็นพระญาติของพระพันปี และในยามนี้ยังทรงครรภ์พระหน่อของพระราชาเมืองพยองจู แม้จะเป็นพระสนมเอก แต่กลับค่อยๆ ทวีความสำคัญในวังหลวงขึ้นเป็นลำดับ

            เมื่อเห็นคังยูยังไม่รับสั่งสิ่งใด พระสนมคยองพินจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น

            “เมื่อแรกที่พระพันปีทาบทามหม่อมฉันมาเป็นพระสนม พระพันปีทรงอธิบายหม่อมฉันหลายเรื่อง เมื่อผ่านพิธีอภิเษกเข้ามาตำหนักซ้าย หม่อมฉันก็เข้าใจได้ลางๆ ถึงเรื่องราวภายในวังหลวง และความขัดแย้งของฝ่าบาทกับเหล่าขุนนาง จนเมื่อตั้งครรภ์ขึ้นมา” พระสนมคยองพินวางฝ่ามือเรียวบางทาบลงตรงกลางลำตัวของตน “ฝ่าบาททรงเมตตาหม่อมฉันมาก ในฐานะพระสนม หม่อมฉันก็ยินดีถวายความภักดีต่อฝ่าบาท”

            “พระสนมรับสั่งถูกต้องแล้ว”

รัชทายาทเมืองคูซันยกถ้วยชาขึ้นเสวย ในพระทัยยังคงเคลือบแคลงถึงจุดประสงค์ที่พระสนมคยองพินต้องการ

            “ฝ่าบาทรับสั่งกับหม่อมฉันตามตรง ว่าพระเมตตาที่มีต่อหม่อมฉัน คือฐานะพระมารดาของพระหน่อ และฐานะพระญาติ ตอนแรกที่ได้ยินรับสั่ง หม่อมฉันก็ตกใจ และเสียใจอยู่มาก แต่เมื่อทบทวนดู หม่อมฉันเองก็ตัดสินใจตกลงมาถวายตัวเป็นพระสนม เพราะต้องการส่งเสริมครอบครัวให้มีสถานะที่มั่นคงในวงขุนนาง หากหม่อมฉันหวังว่าจะได้พระทัยของฝ่าบาทด้วยก็คงนับได้ว่าละโมบเกินควร”

            “พระสนมอย่ากังวลพระทัยไปเลย เมื่อประสูติพระโอรส ฝ่าบาทก็คงจะยิ่งมอบพระเมตตาให้พระสนมมากขึ้น”

            คังยูรับสั่งเหมือนปลอบ แต่ในกำหนดพระทัยว่าจะต้องขนาบพระราชาเมืองพยองจูเสียสักครั้ง มีอย่างหรือถึงได้รับสั่งกับพระสนมเช่นนี้ รัชทายาทเมืองคูซันยกสุธารสชาขึ้นจิบ ขณะที่พระสนมคยองพินเอ่ยปาก

            “ที่จริง ฝ่าบาทไม่ได้รับสั่งออกมาตรงๆ แต่ทรงพยายามอธิบายโดยอ้อม ว่าจะทรงเลี้ยงดูหม่อมฉันในฐานะพระสนมให้สุขสบายตลอดชีวิต แต่ฝ่าบาททรงถือว่า วอนจานิมเป็นผู้ที่ทรงสนิทเสน่หาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงทรงขอให้หม่อมฉันระมัดระวัง ไม่กระทำสิ่งใดล่วงเกินให้วอนจานิมต้องเสียพระทัย แม้ในวันหน้า ไม่ว่าหม่อมฉันจะมีพระโอรส หรือพระธิดาถวาย ฝ่าบาทก็ทรงขอให้อบรมเลี้ยงดูให้เคารพวอนจานิมในฐานะพระบิดาอีกองค์ หม่อมฉันใคร่ครวญอยู่นาน ประกอบกับที่ในวังหลวง ฝ่ายในมีเพียงพระมเหสีกับหม่อมฉัน ดังนั้นหม่อมฉันจึงเข้าใจความนัยพระทัยของฝ่าบาทโดยตลอด”

            “พระสนมกังวลพระทัยเกินไปแล้ว กระหม่อมกับฝ่าบาทคุ้นเคยกันตั้งแต่แผ่นดินก่อน”

รัชทายาทคังยูพยายามหาเหตุผลมาอธิบายแก่พระสนม แต่กลับทรงอับจนถ้อยคำ พระสนมคยองพินจึงเอ่ยสำทับ

“อีกอย่าง ฝ่าบาททรงอธิบายจนหม่อมฉันเข้าใจดีว่า ฝ่าบาทโปรดคังยูวอนจานิมมากกว่าผู้ใด”

            รัชทายาทเมืองคูซันทรงสำลักสุธารสชาที่เพิ่งยกเสวยไปได้หน่อยหนึ่ง หลังจากตั้งพระสติได้ ก็ทอดพระเนตรพระสนมคยองพินที่สรวลจนสองปรางสุกปลั่งด้วยเลือดฝาด หญิงสาวยิ้มแจ่มใสเมื่อเอ่ยคำ

            “เพราะไมตรีระหว่างฝ่าบาทกับคังยูวอนจานิมแน่นแฟ้น หม่อมฉันรู้ฐานะตนดี จึงไม่คิดแก่งแย่งแข่งขัน หม่อมฉันอาจเป็นเพียงสตรีก็จริง แต่นิสัยของหม่อมฉัน จะไม่มีวันแข่งขันในเรื่องที่ไม่มีทางจะเอาชนะได้ ในเมื่อไม่อาจมีสุขในฐานะคนในพระทัยของฝ่าบาท หม่อมฉันจึงปรารถนาจะเป็นสุขในฐานะพระราชมารดาของวอนจาเมืองพยองจู”

            “พระสนมหมายความว่าอย่างไร”

            “หมายความว่า หม่อมฉันถวายสัตย์กับฝ่าบาทแล้ว ว่าจะช่วยให้สิ่งที่ฝ่าบาทต้องการสำเร็จดังพระประสงค์ เพราะหากหม่อมฉันเป็นเพียงพระสนมเอก มีพระโอรสถวาย เลือดในอกก็จะต้องถูกพรากไปยกให้ผู้อื่น ดังนั้นวอนจานิมโปรดส่งเสริมฝ่าบาทในวิธีการของวังหน้า หม่อมฉันกับพระพันปีก็จะเป็นฝ่ายจัดการทางวังหลวงเอง”

            รัชทายาทเมืองคูซันถอนพระทัยก่อนทอดพระเนตรดวงพักตร์อ่อนเยาว์ของพระสนมคยองพินสกุลกงอยู่ครู่ใหญ่ จึงรับสั่งเบาๆ

            “กระหม่อมเข้าใจแล้วว่าใยฝ่าบาทถึงเคยรับสั่งว่า ต้องมีพระหน่อกับพระสนมเท่านั้น เพราะพระสนมปราดเปรื่องเช่นนี้นี่เอง”

            “วอนจานิมกล่าวหนักไปแล้วเพคะ”

            พระสนมคยองพินแย้มสรวลเบาๆ จังหวะเดียวกันนั้น เหล่านางข้าหลวงที่ยืนรออยู่ ก็เอ่ยถวายพระพรพระราชาเมืองพยองจูโดยพร้อมเพรียง พระพักตร์ของพระราชาเมืองพยองจูปรากฏความสงสัยน้อยๆ แต่ก็เสด็จขึ้นเก๋งกลางสวน และรับสั่งเมื่อคังยู และพระสนมคยองพินถวายพระพร

            “คุยอะไรกันหรือพระสนม น่าสนุกทีเดียว” ทั้งที่รับสั่งถามพระสนม แต่ดวงเนตรกลับจับจ้องที่พระพักตร์รัชทายาทเมืองคูซัน

            “คุยเรื่องทั่วไปเพคะ” พระสนมคยองพินทูลตอบ “ฝ่าบาทคงมีเรื่องรับสั่งกับคังยูวอนจานิม เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลา”

            พระราชาเมืองพยองจูพยักพระพักตร์ให้พระสนมคยองพินกลับตำหนัก จากนั้นจึงหันมาทอดพระเนตรรัชทายาทเมืองคูซันที่ประยืนตรงเบื้องพระพักตร์ ก่อนจะรับสั่งถามด้วยสุรเสียงอ่อนโยน

            “คุยอะไรกันหรือฮยองนิม”

            “ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องจะทูล” คังยูรับสั่งอย่างจริงจัง

            “เรื่องอะไรหรือ”

            “กระหม่อมมีลูก”

            “ลูกหรือ” พระราชาเมืองพยองจูเลิกพระขนงด้วยความประหลาดพระทัย “ฮยองนิมพูดเรื่องอะไรอยู่ มีลูกหรือ มีได้อย่างไร มีกับใคร ลูกชายหรือหญิง”

            “ชายหรือหญิงยังไม่ทราบได้ เพราะเด็กยังไม่เกิด แต่มีได้อย่างไรคงต้องทูลถามฝ่าบาทแล้ว”

            รัชทายาทเมืองคูซันโบกหัตถ์เรียกนางข้าหลวงที่ยืนรอห่างๆ ให้ยกชุดชงพระสุธารสชากับผลไม้ขึ้นโต๊ะถวาย พระราชาเมืองพยองจูยังขมวดพระขนง แต่ทรงอดพระทัยรอกระทั่งนางข้าหลวงเดินกลับออกไปห่างๆ จึงรับสั่งถาม

            “ฮยองนิม พูดเรื่องลูก คืออย่างไรแน่”

            “ก็ฝ่าบาทรับสั่งเอง”

            “ข้าหรือ” พระขนงพระราชาเมืองพยองจูยิ่งขมวดแน่น แต่คังยูเริ่มชงชา และยกถ้วยสุธารสชาถวาย

            “ฝ่าบาทนั่นแหละ รับสั่งมาได้อย่างไรว่าให้พระสนมคยองพินอบรมพระโอรสหรือพระธิดาให้เคารพกระหม่อมเป็นพระบิดา”

            “อ้อ เรื่องนี้เอง”

            พระราชาหนุ่มแย้มสรวล เสวยสุธารสชาที่รัชทายาทเมืองคูซันชงถวาย ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงราบเรียบ

            “ฮยองนิมไม่อยากเป็นพระบิดา เช่นนั้นเป็นพระมารดาดีหรือไม่ ข้าว่าเข้าทีอยู่ทีเดียวนะ”

 

            บ่ายจัดวันนั้นนางข้าหลวงกลุ่มใหญ่ที่เฝ้าถวายการรับใช้อยู่ในเก๋งกลางสวน ไม่ได้ยินถ้อยรับสั่งระหว่างพระราชาเมืองพยองจูกับรัชทายาทเมืองคูซัน นางข้าหลวงที่อยู่ด้านนอก มองไปเห็นคังยูทำพระพักตร์งอ แต่กลับได้ยินเสียงสรวลอย่างสบายพระทัยของพระราชาซงมินโฮดังมาจนถึงที่นางข้าหลวงเฝ้ารอถวายงานอยู่

 

 

Anonym_minyoon

 

 

Anonym’s message: สัญญาต้องเป็นสัญญา สัญญาว่าไม่ดราม่าก็คือไม่ดราม่า อย่าเพิ่งอุ้มวอนจากลับเมืองกันนะคะ >< อยากบอกว่าขอบคุณมากๆ เลยค่ะ ที่ทุกคนชอบคังยูวอนจา กับพระราชามินโฮ อ่านตอนนี้แล้วคงเห็นความหน้ามึนของพระราชาของเรากันบ้างแล้วนะคะ 555 มารอลุ้นกันต่อไปค่ะ ว่าคลื่นลมจะสงบไปได้อีกนานแค่ไหน เอ๊ะ 555

 ขอบคุณคอมเมนต์ทั้งหมดทั้งในนี้และใน #แผนลวงวังหน้า ขอบคุณคุณ @gagoijaii ด้วยค่ะ เพราะลายเส้นร่างพระราชากับวอนจานิมแก้มใหญ่ๆ น่ารักมากๆ

ขอบคุณทุกๆ คนที่มีความสุขกับฟิคนะคะ เจอกันตอนหน้าค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #17 tnk_ikn (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 7 มีนาคม 2563 / 14:21
    พระราชามินโฮนี่แสบมากเลยนะคะ
    #17
    0
  2. #16 Midnight1010 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 4 มีนาคม 2563 / 15:37
    ไรท์คะบอกคลื่นลมสงบงี้เราใจแป้วเลยนะ กลัวพายุจะมา

    อ่าให้ดันลูกพระสนมเป็นวอนจาสินะเข้าใจถูกมั้ยอะ แต่ละคนมีหน้าที่มีความรับผิดชอบของตัวเองอะเนอะ
    #16
    0