[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 8 : 8

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    1 มี.ค. 63

- 8 -


เรือนพักส่วนตัวของฮวันซังกุงในเขตพระราชฐานชั้นในเมืองพยองจูเป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่ หมู่อาคารเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตตุรัส มีลานด้านหน้าเรือน ตกแต่งด้วยไม้ดัดอายุนับร้อยปีหกกระถางที่ได้รับพระราชทานจากพระราชาซงมินโฮ เป็นของขวัญเมื่อฮวันซังกุงอายุครบสี่สิบปี ตัวเรือนหน้าทางทิศเหนือ เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีไว้รับแขก ห้องทำงานของซังกุงผู้ใหญ่ที่มีตำแหน่งสูงสุดในวังหลวง แยกออกมาอยู่ทางด้านซ้ายของโถงหน้า ห้องด้านขวาเป็นห้องพักสำหรับผู้ติดตามฮวันซังกุง ตรงกลางของหมู่อาคารด้านในมีสวนขนาดย่อม ขุดสระเล็กๆ ปลูกบัวขาว และมีเนินดินปลูกต้นแมซิล*ต้นใหญ่เอาไว้ต้นหนึ่งตั้งแต่เมื่อฮวันซังกุงได้รับพระราชทานเรือนพักนี้ในรัซสมัยของพระราชาองค์ก่อน อาคารทุกห้องเชื่อมกันด้วยระเบียงทางเดิน ห้องหลังสุดฝั่งทิศใต้เป็นหอนอนของฮวันซังกุง

ฮวันซังกุงได้รับพระราชทานสิทธิพิเศษจากพระราชาเมืองพยองจูองค์เก่าพระองค์ให้เหนือบรรดาซังกุงทั้งปวงอย่างหนึ่งคือ เรือนพักของฮวันซังกุง นับเป็นอาณาเขตส่วนตัวของซังกุงผู้ใหญ่ ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาต แม้แต่พระมเหสีที่มีอำนาจปกครองสูงสุดในฝ่ายใน กฎข้อนี้ห้ามผู้ใดละเมิดและยึดถือเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยปัจจุบัน

ในยามนี้ พระราชาเมืองพยองจูเสด็จออกจากวังหลวงไปทรงศีลที่วัดบนเขา ฮวันซังกุงไม่มีหน้าที่อื่นนอกจากดูแลพระราชา จึงพอมีเวลาอยู่พักในเรือนของตน ซังกุงผู้ใหญ่นั่งอยู่ในห้องปีกซ้ายกับนางข้าหลวงรุ่นเล็กสองคน กำลังช่วยกันเรียงผลแมซิลที่ล้างทำความสะอาดแล้วลงในขวดโหลโรยทับด้วยน้ำตาลกรวดชั้นหนึ่ง และเริ่มเรียงผลแมซิลลงไปใหม่

เสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามาใกล้ ไม่ได้ทำให้ฮวันซังกุงหยุดมือจากงานที่ทำอยู่ ซังกุงที่เป็นผู้ติดตามทำความเคารพ ก่อนนั่งลง และเอ่ยเสียงเบา

“นายหญิงเจ้าคะ วันนี้เดิมพระพันปีเชิญพระมเหสี และพระสนมคยองพินไปเสวยพระกระยาหารเช้าที่ในสวน เพราะอากาศกำลังสบาย แต่พระสนมคยองพินให้ซังกุงที่ตำหนักไปทูลว่าไปไม่ได้ เพราะประชวรเจ้าค่ะ”

มือเรียวขาวผ่องของฮวันซังกุงโรยน้ำตาลกรวดลงทับผลแมซิลสีเขียว ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

“ประชวรรึ พระอาการเป็นอย่างไร”

“ซังกุงที่ไปเฝ้าพระพันปีทูลว่า พระสนมคยองพินรับสั่งว่าปวดพระเศียร เช้านี้ทรงอาเจียนด้วย เห็นว่ามีพระอาการมาสองสามวันแล้ว ตอนนี้พระพันปีกับพระมเหสีเลยเรียกหมอหลวงมาตรวจพระอาการแล้วเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นรึ” ฮวันซังกุงถามอย่างใจเย็น และเทสุราลงในโหล ก่อนปิดฝาจนสนิท “เอาล่ะ เจ้ายกไปเก็บในห้องเก็บของในครัว อย่าให้โดนแสงล่ะ”

“นายหญิงเจ้าคะ พระสนมประชวรเช่นนี้ นายหญิงไม่ไปดูพระอาการหน่อยหรือเจ้าคะ”

“ไปแล้วอย่างไร ข้าจะทำอะไรได้ ข้าไม่ใช่หมอหลวง” ฮวันซังกุงว่า พลางมองหน้าซังกุงที่ติดตามมาหลายปี “ทำไม มองหน้าข้าเช่นนี้มีอะไรหรือ”

“นายหญิง ถ้าพระสนมคยองพินประชวร เราไม่ไปเฝ้า จะมิดูเหมือนเราไม่สนใจพระสนมหรือเจ้าคะ”

“จะแห่ไปทำไมตอนนี้ ทั้งพระพันปี พระมเหสีประทับอยู่ที่ตำหนักพระสนมคยองพิน ขืนเจ้ากับข้าไปตอนนี้ มิถูกทั้งสองพระองค์มองว่าหัวประจบ คิดจะเกาะพระสนมคยองพินเป็นที่พึ่งรึ”

“จริงด้วยเจ้าค่ะ ข้ามัวแต่คิดว่าใครๆ เขาก็ไปดูพระอาการกัน เลยกลัวนายหญิงจะถูกตำหนิ”

ซังกุงที่ติดตามฮวันซังกุงหยิบขวดโหลมาถือก่อนจะเตรียมตัวออกจากห้อง แต่ได้ยินเสียงกระแอมหน่อยหนึ่งของซังกุงผู้ใหญ่ จึงหยุดและมองใบหน้าอีกฝ่าย ฮวันซังกุงแม้จะมีอายุเกือบสี่สิบห้าปีแล้ว แต่ยังมีเค้าของความงามสมัยยังเป็นสาวรุ่น

“มีอะไรหรือเจ้าคะนายหญิง”

“เจ้าเอาโหลเหล้านี้ไปเก็บ แล้วไปตำหนักพระสนมคยองพิน รอฟังข่าวดูว่าประชวรเป็นอะไร แล้วมาบอกข้า”

“เจ้าค่ะนายหญิง”

ฮวันซังกุงพยักหน้าเมื่ออีกฝ่ายรับคำ และออกจากห้องไป ซังกุงผู้ใหญ่สั่งนางข้าหลวงรุ่นเล็กที่อยู่ในห้อง ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องที่ได้ยิน และให้ทั้งสองเก็บของออกไปจากห้องปีกซ้าย เมื่อไม่มีผู้ใดอยู่ในห้อง ฮวันซังกุงก็ถอนใจ ภาพความทรงจำในอดีตมากมายผุดย้อนขึ้นมา ภาพหนึ่งที่ชัดเจนคือ ภาพที่นางนั่งอยู่ข้างหมอหลวงในห้องนอนของซึงอึนซังกุงสกุลโน เจ้าของห้องนอนอยู่บนเบาะหนา เหงื่อผุดพรายทั่วไปหน้าขาวซีด ริมฝีปากแตกแห้ง และดูหมดเรี่ยวแรงจากการอาเจียน

ซังกุงผู้ใหญ่นึกประหลาดใจที่ความทรงจำของนางกระโดดจากห้องนอนของซึงอึนซังกุงสกุลโน ไปสู่ภาพพระราชาเมืองพยองจูองค์เก่าที่ยังเป็นหนุ่มรูปงาม แต่เงียบขรึม ทรงอุ้มพระโอรสองค์แรกที่เพิ่งประสูติจากซึงอึนซังกุงสกุลโนไว้ ก่อนหน้านี้พระราชาเมืองพยองจูมีแต่พระธิดาทั้งหมด องค์ชายน้อยองค์นี้จึงเป็นว่าที่รัชทายาท ยามนั้นพระราชาเสด็จมาประทับอยู่เบื้องหน้าของฮวันซังกุง ก่อนส่งพระโอรสมาให้ พระสุรเสียงทุ้มลึก อ่อนโยนรับสั่งเมื่อซังกุงสาวน้อยเงยหน้าขึ้นมองพระพักตร์

“กาอิน ลูกชายที่เพิ่งเกิดคนนี้ ข้ายกให้เจ้า ถือว่าข้าขอไถ่โทษ”

ฮวันกาอิน ที่เป็นซังกุงที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้นโอบองค์ชายองค์น้อยที่เพิ่งประสูติไว้ในอ้อมแขน ถ้อยรับสั่งนั้นอาจคลุมเครือสำหรับนางข้าหลวงหลายคน แต่ฮวันซังกุงรู้ความนัยดีว่า พระราชาเมืองพยองจูประสงค์จะขอไถ่โทษที่ไม่อาจรักษาสัญญากับนางข้าหลวงสาวที่เคยพึงพระทัยเมื่อยังทรงพระเยาว์ ยามนั้นพระราชาเมืองพยองจูรับสั่งว่าจะแต่งตั้งนางให้เป็นพระสนม สร้างตำหนักงดงามที่มีต้นแมซิลเพื่อให้นางเอาไว้ให้เก็บผลมาดองเหล้าลูกแมซิลถวาย และมีพระโอรสกับนาง

สายอุ่นพัดผ่านมา ทำให้ซังกุงผู้ใหญ่ถอนใจอีกครั้ง มองต้นแมซิลที่ปลูกไว้ ต้นไม้นี้สูงขึ้นทุกปีนับตั้งแต่นางได้รับพระราชทานเรือนนี้ พระราชาเมืองพยองจูในความทรงจำของนางสวรรคตไปเนิ่นนาน องค์ชายน้อยที่เคยอยู่ในอ้อมแขน บัดนี้เติบโตขึ้นจนเป็นพระราชาเมืองพยองจูคนใหม่

ยามนั้นฮวันกาอินรู้สึกราวกับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านไประหว่างพระราชาองค์เก่ากับตน เป็นเพียงเรื่องของผู้อื่น ปราศจากความเกี่ยวข้องใดๆ กับตนเองในเวลานี้อย่างสิ้นเชิง

 

ซงมินโฮ คังยู และองครักษ์ทั้งสองลงมาร่วมฝึกที่ลานหลังจากกินข้าวเช้าพร้อมผู้ฝึกทุกคนที่โรงอาหาร การฝึกเริ่มตั้งแต่ฟ้าสาง เริ่มด้วยการฝึกให้ท่ายืนม้า*อยู่นานเกือบสองก้านธูป ก่อนจะฝึกซ้อมกระบวนท่าการต่อสู้มือเปล่าต่างๆ ต่อเนื่องจนกระทั่งตะวันตรงหัว จึงได้หยุดพัก และปล่อยให้ทุกคนตรงไปที่โรงอาหาร ซึ่งปลูกเป็นโรงเรือนยาว มีโต๊ะ และม้านั่งวางไว้สำหรับผู้มาใช้

พระราชาเมืองพยองจูประทับเสวยอาหารพร้อมกับคนอื่นๆ ข้างพระองค์มีรัชทายาทเมืองคูซันประทับเสวยอยู่ด้วย ข้าววันนี้เป็นข้าวหุงใส่ธัญพืชพวกลูกเดือย ข้าวโพด ซุปเป็นซุปเต้าเจี้ยวใส่เผือกและเต้าหู้ และผักยำกับน้ำมันงา แม้จะเป็นอาหารอย่างง่าย แต่ซงมินโฮและคังยูกลับเสวยได้อย่างเป็นปกติ

“ในบรรดาพวกท่าน นายท่าน พี่รอง น้องสาม ดูมีวิชาการต่อสู้อยู่แล้ว แต่ข้าเพิ่งรู้ว่านายน้อยมีฝีมือการต่อสู้ดีทีเดียว ทั้งที่ดูภายนอกเหมือนจะเป็นบัณฑิตอ่านตำรามากกว่า ไม่ทราบว่าเรียนวิชาจากที่ไหนหรือ”

โอชอนมยองที่นั่งร่วมโต๊ะเอ่ยขึ้นระหว่างมื้ออาหาร คังยูยิ้มน้อยๆ ก่อนรับสั่งตอบ

“โอฮยองนิม ข้าพอมีวิชาต่อสู้ติดตัวบ้าง เพราะว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องเป็นทหาร เขาฝึกให้บ้าง แต่ฝีมือก็ยังต้องพัฒนาอีกมาก”

“เช่นนั้นนายน้อยก็อยู่ที่นี่ต่ออีกสักสองสามสัปดาห์เป็นไร ท่านอาจารย์ฝึกฝนเข้มงวดมาก รับรองว่าฝีมือท่านต้องพัฒนาแบบก้าวกระโดดแน่ๆ”

พระขนงของพระราชาเมืองพยองจูกระตุกหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยิน แต่รัชทายาทเมืองคูซันกลับหันไปรับสั่งกับโอชอนมยองอย่างร่าเริง

“ใจจริงข้าก็อยากอยู่ฝึกต่อหลายๆ วัน”

“แต่นายน้อยต้องกลับไปกับข้า คงอยู่ฝึกด้วยไม่ได้”

ซงมินโฮรับสั่งแทรกขึ้น แต่โอชอนมยองที่ไม่ได้คิดลึกซึ้งทำหน้าเสียดาย เพราะถูกชะตาชายหนุ่มที่ใครๆ เรียกว่านายน้อย เนื่องจากฝ่ายนั้นมีอัธยาศัยร่าเริง พูดจาสุภาพ อ่อนโยน จึงรู้สึกเอ็นดู อยากให้อยู่ฝึกวิชาด้วยกันต่อไปนานๆ โอชอนมยองจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงใจ

“น่าเสียดาย ถ้านายน้อยเปลี่ยนใจ นายท่านฝากนายน้อยไว้กับข้าได้ รับรองจะดูแลนายน้อยอย่างดี”

องครักษ์โจเหลือบมององครักษ์คิม เมื่อเห็นว่าพระขนงของฝ่าบาทของตนกระตุกอีกครั้ง เดิมทีองครักษ์คิมไม่ใช่คนพูดมาก จึงไม่อาจต่อบทสนทนาได้ เมื่อเห็นสายตาขององครักษ์โจก็ยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่รัชทายาทเมืองคูซันกลับแย้มสรวลน้อยๆ และรับสั่งตอบ

“ขอบคุณโอฮยองนิมที่มีน้ำใจกับข้า แต่งานของนายท่านมากมาย ข้าต้องติดตามกลับไปสะสาง”

“ใช่ งานของข้ามากนัก ถ้าไม่มีนายน้อยอยู่ข้างๆ คงทำการใดไม่สำเร็จเป็นแน่” ซงมินโฮรับสั่งต่อ และเหลือบพระเนตรไปมองดวงพักตร์ของรัชทายาทเมืองคูซัน “จริงหรือไม่ นายน้อย”

“งานของนายท่านมากมายก็จริง แต่ขาดข้าไปสักคน ก็คงพอทำต่อไปได้แน่”

องครักษ์โจวางช้อนข้าวลง เมื่อเห็นพระขนงของพระราชาเมืองพยองจูขมวดมุ่น แม้เป็นองครักษ์รับใช้ใกล้ชิดมาหลายปี แต่น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นพระราชาหนุ่มผู้นี้กริ้ว รวมกับเรื่องที่ได้ยินเสียงพระราชาทุ่มเถียงกับรัชทายาทเมืองคูซันเมื่อคืนก็ยังทำให้ผู้อยู่ใกล้ชิดยิ่งระวังตัว แต่รัชทายาทเมืองคูซันกลับแย้มสวรลเรื่อยๆ พลางรับสั่งถามโอชอนมยองที่นั่งอยู่ข้างพระองค์

“โอฮยองนิม ข้าไม่เคยไปแถวพาพยองสักที รบกวนฮยองนิมช่วยเล่าให้ฟังเป็นการเปิดหูเปิดตาหน่อยเถอะว่าที่พาพยอง บ้านเมืองเป็นอย่างไร”

“ได้สิ นายน้อย ที่พาพยอง ตัวเมืองเป็นที่ราบลุ่ม มีแม้น้ำ ...”

“ข้าอิ่มแล้ว”

พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งขัด ทำให้โอชอนมยองหยุดเล่าอย่างกระทันหัน คังยูหันไปทอดพระเนตร ก่อนรับสั่งเรียบๆ

“อิ่มแล้วก็เชิญนายท่านไปพักก่อน ข้าจะอยู่คุยกับโอฮยองนิมสักครู่ น้องรอง น้องสาม พานายท่านไปพักได้”

องครักษ์โจแทบกลั้นใจเมื่อเห็นประกายวาบวับขึ้นในดวงเนตรของพระราชาซงมินโฮ แต่ดูเหมือนรัชทายาทเมืองคูซันจะไม่สนพระทัย เพราะคังยูหันไปรับสั่งถามโอชอนมยองอย่างกระตือรือร้น สุดท้ายองครักษ์โจจึงรีบยกชุดสำรับใส่พระกระยาหารของพระราชาเมืองพยองจูไปเก็บ และปล่อยให้องครักษ์คิมตามพระราชาหนุ่มที่เสด็จกลับไปยังเรือนรับรอง

องครักษ์โจหันไปมองรัชทายาทเมืองคูซันที่ยังรับสั่งกับโอชอนมยองอย่างออกรส ก่อนจะถอนใจอย่างกลัดกลุ้ม เพราะไม่อยากกลับไปเผชิญกับโทสะของพระราชาเมืองพยองจูในเวลานี้

 

“คุณชายคิมไปไหน”

“ทูลฝ่าบาท คุณชายคิมกับท่านอดีตแม่ทัพโน ออกไปรับวัสดุทำอาวุธ และสำรวจความเรียบร้อยพะยะค่ะ” องครักษ์คิมทูลก่อนพูดต่อเมื่อเห็นพระราชาไม่รับสั่งต่อ “ฝ่าบาท สรงน้ำเปลี่ยนเครื่องทรงแล้ว ตอนนี้จะเสวยพระสุธารสชาหรือไม่ กระหม่อมจะชงถวาย”

“ไม่”

“พะยะค่ะ”

องครักษ์คิมรับคำ และยืนรอคำสั่งอยู่เงียบๆ พระหัตถ์ที่เดี๋ยวกำ เดี๋ยวคลายของพระราชาเมืองพยองจูทำให้องครักษ์หนุ่มไม่กล้าพูดอะไรต่อ เมื่อองครักษ์โจตามเข้ามาในเรือนรับรอง ทั้งสองจึงได้แต่ส่งสายตากัน และยืนก้มหน้านิ่งๆ รอฟังรับสั่ง

“วอนจาเล่า” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งถาม

“อยู่ที่ลานฝึกพะยะค่ะ” องครักษ์โจทูลเสียงเบา

“อยู่ลานฝึก ทำอะไร”

“เห็นว่าจะเสด็จไปดูธนูพะยะค่ะ”

“ดูทำไม ธนูนี่มันไม่เหมือนธนูที่อื่นหรือยังไง”

“เหมือนพะยะค่ะ” องครักษ์โจเหลือบมองตากับองครักษ์คิม ก่อนจะเอ่ยทูลต่อ “แต่คุณชายโอทูลว่า อยากสอนคังยูวอนจานิมยิงธนู”

“สอนวอนจานิมยิงธนูรึ” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเสียงดัง “อย่างคังยูวอนจานิมน่ะหรือ ที่จะต้องให้ใครมาสอนยิงธนู ชาวเมืองคูซันชำนาญการยิงธนู ฝีมือวอนจานิมเหนือกว่าข้า เพราะท่านแม่ทัพอี องครักษ์ส่วนพระองค์ของวอนจาช่วยสอนให้เอง ท่านอีน่ะ ปิดตายิงธนูยังไม่พลาดสักเป้าด้วยซ้ำ เรื่องอะไรจะต้องให้คนอื่นมาสอนวอนจาอีก เช่นนี้ มิเหมือนสอนจระเข้ให้ว่ายน้ำหรืออย่างไร”

องครักษ์ทั้งสองเผลอกลั้นหายใจเมื่อพระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูตบลงไม่เบาบนโต๊ะเล็ก แม้โต๊ะจะไม่ได้ทำด้วยไม้ชั้นดี แต่ก็ต่อขึ้นอย่างประณีต สิ้นเสียงรับสั่ง ประตูห้องบรรทมในเรือนรับรองก็เปิดออก คังยูประทับอยู่หลังบานประตูนั้น ในพระหัตถ์มีถ้วยใส่ของเหลวร้อนจนควันขึ้นอยู่ด้วย

“กระหม่อมได้ยินแว่วๆ ใครจะว่ายน้ำหรือ ฝ่าบาท”

ซงมินโฮไม่ตอบคำ และเมิยหลบสายพระเนตรของรัชทายาทเมืองคูซัน คังยูจึงหันไปหาองครักษ์ทั้งสอง ก่อนจะรับสั่ง

“ทั้งสองท่านออกไปที่ลานฝึกเถอะ จะมีซ้อมยิงธนูกันบ่ายนี้ อีกประเดี๋ยวข้ากับฝ่าบาทจะตามไป”

“พะยะค่ะ”

องครักษ์ทั้งสองถวายความเคารพและเดินออกไปจากห้องบรรทมอย่างรวดเร็ว เมื่อเหลือกันเพียงลำพัง คังยูก็เสด็จไปประทับข้างกายพระราชาหนุ่ม แล้ววางถ้วยของเหลวที่มีกลิ่นสมุนไพรลงตรงเบื้องพระพักตร์ก่อนรับสั่ง

“ยานี้ช่วยบำรุงเลือด และช่วยให้แผลสมานกันไว กระหม่อมสั่งคนให้ต้มไว้ ฝ่าบาทเสวยเสียก่อน”

พระราชาเมืองพยองจูไม่รับสั่งตอบ และไม่กระทั่งหันมาทอดพระเนตร ราวกับว่าไม่ได้ที่รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งด้วย พระหัตถเรียวบางจึงดันถ้วยยาเลื่อนไปให้ใกล้พระองค์พระราชาซงมินโฮแล้วรับสั่ง

“ฝ่าบาท ไม่ยอมเสวยยา เพราะกลัวขมหรือ” เมื่อเห็นพระราชาซงมินโฮยังนิ่ง คังยูจึงรับสั่งเรียบๆ “เอาล่ะ ไม่เสวยก็ไม่เป็นไร กระหม่อมจะเอาไปเททิ้ง”

“เดี๋ยว” พระหัตถ์แข็งแรงฉวยข้อพระกรของคังยูไว้เมื่อรับสั่ง รัชทายาทเมืองคูซันแย้มสรวลน้อยๆ

“อย่างไรล่ะ ฝ่าบาท จะเสวยแล้วหรือ”

“ไม่”

“ไม่ยอมเสวย แต่ก็ไม่ให้กระหม่อมเอาไปเททิ้ง จะให้ทำอย่างไร กระหม่อมเดาพระทัยไม่ถูก” คังยูรับสั่งเหมือนระอาเต็มที แต่พระราชาเมืองพยองจูกลับทอดพระเนตรมานิ่งๆ แล้วรับสั่งตอบ

“ป้อน”

“ป้อนหรือ” พระขนงของรัชทายาทเมืองคูซันขมวด แล้วคลายเมื่อแย้มสรวล “ฝ่าบาทนะฝ่าบาท ตอนนี้กี่ชันษาแล้ว ยังต้องให้ป้อนยาอีกหรือ”

“ฮยองนิมไม่ป้อน ข้าก็ไม่กิน”

“ไม่เสวยก็ไม่เป็นไร กระหม่อมไม่ขัด แต่เมื่อยาเย็นแล้ว เสวยไปไม่เป็นผล กระหม่อมก็ต้องเอาไปเททิ้งอยู่ดี” คังถอนใจ ก่อนรับสั่งด้วยเสียงเรียบๆ “เสวยเถอะฝ่าบาท ยาจวนจะเย็นแล้วนา”

ถ้วยยาถูกยกขึ้นมาจ่ออยู่ที่ริมพระโอษฐ์ของพระราชาเมืองพยองจู สุดท้ายซงมินโฮก็ค่อยๆ จิบยาที่ทั้งขม และมีกลิ่นสมุนไพรจัดที่คังยูป้อนให้จนกระทั่งหมดถ้วย รัชทายาทเมืองคูซันแย้มสรวลอย่างพอพระทัย ก่อนจะใช้ดรรชนีลูบลงเบาๆ ตรงพระนาสิกของพระราชาเมืองพยองจู แล้วรับสั่ง

“กระหม่อมขอปันรวงผึ้งป่ามาด้วย ฝ่าบาทเสวยเสีย จะได้หายขม”

พระหัตถ์เรียวยื่นถ้วยเล็กที่มีรวงผึ้งชิ้นเล็กๆ กับน้ำผึ้งสีอำพันอาบอยู่จนชุ่มส่งไปให้พระราชาเมืองพยองจู แต่ซงมินโฮกลับดึงถ้วยออกวางบนโต๊ะเล็ก และดึงรัชทายาทเมืองคูซันจนฝ่ายนั้นเกือบประทับเกยบนพระเพลา* ก่อนจะกักองค์คังยูไว้ในอ้อมพระกร และรับสั่ง

“มีอย่างอื่นที่หวานกว่าน้ำผึ้งเสียอีก”

“ฝ่าบาท ปล่อยก่อน...”

รัชทายาทเมืองคูซันไม่ทันรับสั่งต่อให้จบ เพราะพระโอษฐ์ถูกพระราชาเมืองพยองจูประทับพระโอษฐ์มาแนบสนิท จูบดูดดื่มของพระราชาหนุ่มไม่ได้หวานกว่าน้ำผึ้งอย่างที่รับสั่ง แต่กลับร้อนรุ่ม เรียกร้อง เพื่อครอบครองลมหายใจของรัชทายาทคังยู เนิ่นนานกว่าที่พระราชาเมืองพยองจูจะปล่อยให้คังยูได้ผละจาก รัชทายาทเมืองพยองจูก้มพระพักตร์แล้วรับสั่งอย่างไม่พอพระทัย

“ทีนี้กระหม่อมก็ปากขมไปหมดเพราะยาของฝ่าบาท”

“ขมที่ไหน หวานออกปานนี้ ข้าชิมไม่เบื่อสักที”

“รับสั่งดีไปเถอะฝ่าบาท น้ำผึ้งนี้ไม่ต้องเสวยแล้ว กระหม่อมจะกินเสียเอง โทษฐานที่ทำให้ปากกระหม่อมขม”

รับสั่งเสร็จ รัชทายาทเมืองคูซันก็เสวยน้ำผึ้ง และรวงผึ้งจนหมด เมื่อทรงระลึกได้ว่ากำลังประทับบนพระเพลาของพระราชาเมืองพยองจู รัชทายาทคังยูก็จะพยายามจะลุก แต่พระราชาหนุ่มกลับโอบไว้ไม่ยอมปล่อย

“ฝ่าบาท ปล่อย”

“ไม่ปล่อย”

“ปล่อยเถอะฝ่าบาท”

“ถ้าข้าปล่อย ฮยองนิมต้องสัญญากับข้ามาอย่าง”

“อะไรอีกล่ะทีนี้” คังยูรับสั่งถาม พลางทอดพระเนตรดวงเนตรคมของพระราชา “พูดกับฝ่าบาท กระหม่อมมีแต่ขาดทุนทุกที”

“ฮยองนิมสัญญากับข้าก่อน ว่าจะไม่พูดคุยกับโอชอนมยองเกินจำเป็น”

“เหตุใดเล่า ฝ่าบาทก็ดูโปรดเขานี่ หรือจะเพราะกริ้วเรื่องประลองเมื่อวาน”

“ไม่ใช่”

“เช่นนั้นฝ่าบาทก็ต้องอธิบายเหตุผลให้กระหม่อมรู้ก่อน” คังยูรับสั่งอย่างหนักแน่น “ถ้าไม่มีเหตุผลที่ดี กระหม่อมไม่รับปาก”

“ข้าไม่ชอบให้ฮยองนิมไปใกล้ชิดกับใคร” พระหัตถ์อุ่นของพระราชาหนุ่ม ทาบลงที่พระปรางของคังยู “ข้าไม่ชอบให้ตาคู่นี้ของฮยองนิมมองผู้อื่น ไม่ชอบให้ปากนี้ยิ้มให้ผู้ใดนอกจากข้า”

“ฝ่าบาท” ดวงเนตรเรียวอ่อนแสงลง พร้อมกับสีพระพักตร์ที่หมองหม่น “ฝ่าบาทก็รู้ว่ากระหม่อมไม่อาจอยู่เคียงข้างฝ่าบาทได้อย่างเปิดเผย ฝ่าบาทเมืองบัลลังก์เมืองพยองจูให้รักษา กระหม่อมก็มีเมืองคูซันให้ต้องกลับไป ไม่ใช่กระหม่อมไม่รู้ซึ้งถึงพระทัยฝ่าบาท กระหม่อมรู้ดี เพราะรู้ถึงได้หวงแหนฝ่าบาท เพราะรู้ถึงได้เจ็บปวดนัก ยามที่คิดว่า พระมเหสี พระสนมที่อยู่วังหลังช่างมีวาสนาเหนือกว่ากระหม่อมที่ได้รักฝ่าบาทอย่างสุดใจโดยไม่ต้องปิดบัง”

“ฮยองนิม” พระหัตถ์แข็งแรงประคองพระพักตร์ของรัชทายาทเมืองคูซันให้ดวงเนตรสบกัน ถ้อยรับสั่งหนักแน่นเท่าความรู้สึกในพระทัย “เชื่อคำข้า ต่อให้ต้องพลิกฟ้าคว่ำดิน ข้าจะหาทางที่ทำให้เราทั้งสองได้อยู่ด้วยกันให้จงได้”

 

ตะวันคล้อยลับเหลี่ยมเขาไปอย่างรวดเร็ว คบไต้ถูกจุดขึ้นขับไล่ความมืด คังยู และซงมินโฮ ตามองครักษ์ทั้งสองออกไปร่วมสำรับกับเหล่าผู้ฝึกฝน บทสนทนากับเหล่าผู้ฝึกฝนเป็นไปอย่างมีรสชาติ หลังจากที่ได้ร่วมแข่งยิงธนูกันในช่วงบ่าย ยามนี้จึงเป็นการล้อมวงรอบกองไฟ มีผู้ฝึกฝนคนหนึ่งมาเล่านิทานอย่างออกรส เครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นมีน้ำขิงต้มใส่น้ำผึ้งป่า

โนจองโม และคิมจินอูปรากฎตัวขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปค่อนคืน คังยูรู้สึกกังวลอย่างประหลาดเมื่อเห็นสีหน้าของคิมจินอู แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามพระราชาเมืองพยองจูเข้าไปที่เรือนรับรองเงียบๆ องครักษ์โจกับองครักษ์คิมออกไปเฝ้ายาม ไม่ให้ใครเข้าใกล้ไปแอบฟังบทสนทนา

“มีอะไรหรือท่านลุง คุณชายคิม” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งถาม โนจองโมจึงทูล

“ของที่ใช้ทำอาวุธที่เราลอบซื้อมาได้มาครบถ้วน แต่ว่า..” อดีตแม่ทัพเหลือบมองใบหน้าของคิมจินอู “แต่คุณชายคิมได้ข่าวจากวังหลวงพะยะค่ะ”

“ข่าวอะไรหรือ” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งถาม

คิมจินอูเงยหน้าขึ้นมองคังยู ก่อนจะตัดสินใจยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ถวายให้กับพระราชาเมืองพยองจู ซงมินโฮคลี่ม้วนกระดาษอ่าน และนิ่งไปนานหลายอึดใจ คังยูจึงรับสั่งเบาๆ

“ฝ่าบาท มีอะไรหรือ”

พระราชาเมืองพยองจูหันมาทอดพระเนตรรัชทายาทเมืองคูซันเงียบๆ ชั่วอึดใจนั้นคังยูรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่คืบคลานเข้ามากุมพระทัย พระหัตถ์จึงสั่นเทา เมื่อยื่นออกไปรับม้วนกระดาษที่ซงมินโฮยื่นมาให้ ดวงเนตรทอดลงบนตัวอักษรในแผ่นกระดาษอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่รัชทายาทเมืองคูซันจะเข้าพระทัย

“ฝ่าบาท” พระโอษฐ์อิ่มสั่นระริก และดูฝืนพระทัยเมื่อคังยูรับสั่ง “พระสนมคยองพินทรงครรภ์แล้ว กระหม่อม ... กระหม่อมขอถวายพระพร ให้พระสนม และพระหน่อในพระครรภ์แข็งแรง ขอ .. ขอให้ฝ่าบาทได้รัชทายาทที่เข้มแข็ง”

“ท่านลุง คุณชายคิม ออกไปก่อน”

ซงมินโฮรับสั่ง และทั้งสองก็รับสนองคำสั่งนั้นอย่างไม่อิดออด เมื่อในห้องบรรทมเหลือเพียงคังยู ซงมินโฮจึงเอื้อมหัตถ์ไปเกาะกุมพระหัตถ์บาง แต่รัชทายาทเมืองคูซันสะบัดออกราวกับพระหัตถ์ต้องของร้อนลวก พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเสียงเบา

“ฮยองนิม”

“ฝ่าบาท กระหม่อมขอพระราชทานอภัย กระหม่อมไม่ได้...”

“ฮยองนิม มองตาข้า”

พระราชาหนุ่มรับสั่ง และทรงยึดพระอังสาของรัชทายาทเมืองคูซันไว้แน่น คังยูสั่นสะท้านไปทั้งพระองค์ ดวงเนตรแดงก่ำ หยาดน้ำใสเอ่อรื้นกบดวงเนตรงดงามที่ซงมินโฮหลงใหล

“ฮยองนิม”

“ฝ่าบาทกำลังจะมีทายาท กระหม่อม..”

“ไม่ต้องพูด ไม่ต้องพูดแล้วฮยองนิม”

ซงมินโฮดึงรัชทายาทเมืองคูซันมากอดไว้แนบแน่นในอ้อมพระกร พระพักตร์ของคังยูซบลงที่พระอังสาของอีกฝ่าย พระหัตถ์แข็งแรงลูบไล้ราวกับกำลังปลอบใจเด็กน้อย เมื่อคังยูถอนสะอื้น พระราชาเมืองพยองจูก็กระชับอ้อมพระกรให้แน่นขึ้นกว่าเก่า

“ฮยองนิม ข้าจำเป็นต้องมีลูกกับพระสนมสกุลกง ต้องเป็นนางเท่านั้น” พระราชาหนุ่มรับสั่งเสียงเรียบ “ฮยองนิม เชื่อใจข้า อย่าร้องไห้อีกเลย ฮยองนิมร้องไห้เช่นนี้ หัวใจข้าจะขาดตามเสียให้ได้”

 

นางข้าหลวงในเขตวังหน้าวางมือจากงานที่ทำอยู่ และรีบลุกไปทำความเคารพต้อนรับสตรีที่เดินเข้ามาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสามคน แม้จะเคยพบสตรีผู้นี้หลายหน แต่ท่าทางสง่างาม และเปี่ยมด้วยอำนาจ ก็ทำให้นางข้าหลวงรู้สึกเกรงกลัวอยู่ไม่น้อย

“เจ้าไปทูลคังยูวอนจานิมที ว่าข้ามาเฝ้า”

ฮวันซังกุงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ นางข้าหลวงที่มาต้อนรับจึงเอ่ยตอบอย่างสุภาพ

“เรียนซังกุง วอนจานิมเสด็จไปราชการต่างเมืองยังไม่กลับมาเจ้าค่ะ”

“ไปราชการรึ”

“เจ้าค่ะ ไปกับคุณชายคิมจินอูที่อยู่กรมยุติธรรมเจ้าค่ะ”

“อ้อ”

ฮวันซังกุงพยักหน้ารับรู้ และไม่ซักถามต่อ เพราะรู้ในทันทีว่ารัชทายาทคังยูคงตามเสด็จพระราชาเมืองพยองจูไปเป็นการลับแน่ ซังกุงผู้ใหญ่จึงหันไปพยักหน้าให้ผู้ติดตามส่งห่อผ้าให้นางข้าหลวงวังหน้ารับไว้

“ข้าปักผ้าสำหรับเป็นปลอกผ้าห่มนวมถวายวอนจา เจ้าเตรียมขึ้นถวายตอนวอนจาเสด็จกลับแล้วกัน”

“เจ้าค่ะ”

“ส่วนลูกไม้แห้งเหล่านี้ เป็นของที่วอนจาโปรด ข้าเลยจัดเตรียมมาถวายด้วย”

นางข้าหลวงรับของจากผู้ติดตามของฮวันซังกุง และรับคำ ก่อนจะส่งกลุ่มซังกุงผู้ใหญ่ออกจากเขตวังหน้า นางข้าหลวงที่อยู่แถวนั้นปราดเข้ามาช่วยถือของ พร้อมเอ่ยกับนางข้าหลวงที่รับหน้า

“ฮวันซังกุงงามสมชื่อ กาอิน ที่แปลว่าหญิงงาม มิน่า ฝ่าบาทองค์ก่อนถึงโปรด”

“เจ้าอย่าพูดไปเชียว ต่อให้พระพันปีกับฮวันซังกุงไม่บาดหมาง แต่ใช่ว่าพระพันปีจะพอพระทัยนัก ที่มีคนพูดเรื่องฮวันซังกุงกับฝ่าบาทองค์เก่าอยู่เรื่อยๆ”

“รู้แล้วล่ะน่า” นางข้าหลวงผู้นั้นเอ่ยอย่างรำคาญ “ว่าแต่ฮวันซังกุงเตรียมของมาให้วอนจาของเรามากมาย ข้าว่านางคงรักวอนจาของเรามาก”

“แน่สิ ตอนวอนจามาจากเมืองคูซัน ฮวันซังกุงก็เป็นผู้ถวายการอภิบาลด้วยตัวเอง ในโลกนี้ นอกจากฝ่าบาทในวังหลวง ก็มีแค่วอนจาของเราเท่านั้นแหละที่ฮวันซังกุงรักใคร่ใส่ใจ”

 

เสียงพูดคุยของนางหลวงทั้งสองค่อยๆ เบาลง เมื่อทั้งคู่เดินเข้าไปสู่เขตพระตำหนัก พระลานของวังหน้าปราศจากผู้คน เหลือเพียงนกเล็กๆ แฝงเงาไม้ใหญ่ในพระลานคอยส่งเสียงร้องเบาๆ  

 

 

Anonym_minyoon

 

 

매실나무  (แมซิลนามู) = ต้นบ๊วย

ท่ายืนม้า = ท่าฝึกออกกำลังที่ให้ผู้ฝึกทำท่าเหมือนท่าที่กำลังนั่งบนหลังม้า เพื่อฝึกให้กำลังขาแข็งแรง และฝึกสมดุล

พระเพลา = ตัก

 

Anonym’s message: เส้นทางของพระราชามินโฮกับรัชทายาทคังยูอาจจะไม่ราบรื่นบ้าง แต่เชื่อเรานะคะ ว่าเรื่องนี้ไม่ดราม่าจริงๆ /บีบมือคนอ่านทุกคน เรื่องนี้เราใช้วิธีเล่าความเป็นไปในเนื้อเรื่องผ่านตัวละครทุกตัว ไม่เฉพาะตัวละครหลักเท่านั้น บทของแต่ละคนจะส่งผลต่อเรื่องต่างๆ ในเส้นเรื่องหลักทั้งหมดค่ะ หวังว่าจะยังติดตามกันต่อนะคะ

 

ขอบคุณทุกการโดเนท ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ขอบคุณทุกความเห็น #แผนลวงวังหน้า ข้อความของทุกคนเป็นกำลังใจอย่างดีของเราเลยค่ะ เรามีความสุขกับการเขียนมากๆ และดีใจที่ทุกคนมีความสุขกับฟิคนะคะ ขอบคุณค่ะ

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #15 Midnight1010 (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 21:04
    เชื่อใจเข้าในขนาดไหนก็ทำใจยากล่ะนะ คนรักมีลูกอะเนอะ ㅠㅠ
    #15
    0