[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 7 : 7

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    27 ก.พ. 63

- 7 -





           แสงแรกแห่งอรุณแรจับปลายขอบฟ้า เมื่อขบวนม้าเล็กๆ เดินทางมาถึงหุบเขาลึกแห่งหนึ่ง ม้าทั้งห้าตัวที่ถูกขับควบมาตลอดคืนค่อยผ่อนฝีเท้าลงช้าๆ เมื่อขบวนม้าเดินเป็นแถวเรียงหนึ่งผ่านช่องเขาแคบ ซงมินโฮบังคับม้าอยู่ต่อจากองครักษ์คิม คังยูบังคับม้าตามมาด้านหลัง พระราชาหนุ่มเหลียวไปสบพระเนตรรัชทายาทเมืองคูซัน ดวงเนตรเรียวเบิกขึ้นเล็กน้อยราวกับจะตั้งคำถาม กิริยานั้นดูน่าชมจนมุมพระโอษฐ์ของซงมินโฮยกขึ้นเป็นรอยสรวลน้อยๆ เมื่อเห็นดังนั้น ดวงพักตร์ขององค์ชายเมืองคูซันกลับบึ้งตึง

            แต่กลับเรียกรอยแย้มสรวลที่กว้างขึ้นกว่าเก่าจากพระราชาเมืองพยองจู

      ขบวนม้าผ่านช่องเขาหินแคบๆ มาได้ ก็ลุสู่ลานผาโล่ง ด้วยระดับความสูงของลานกว้างนี้ เบื้องล่างที่มองเห็นจึงเต็มไปด้วยปุยหมอกหนา แสงอาทิตย์อาบปุยหมอกขาวให้เป็นสีส้มอ่อน คังยูลงจากม้าทรง แล้วดำเนินตามไปประทับอยู่เยื้องๆ กับพระราชาหนุ่ม องครักษ์คิม คิมจินอู และองครักษ์โจ ยืนอยู่ไม่ห่างจากซงมินโฮ และคังยู

            “ที่หมายของเราอยู่ตรงหุบเขาด้านล่างนี้พะยะค่ะ” คิมจินอูทูล และชี้มือลงไปที่ปุยหมอกหนา “พื้นที่แถวนี้ไม่มีชาวบ้านขึ้นมา เพราะลือกันว่ามีเสืออยู่ในป่าที่เราผ่านมาเมื่อคืน”

            “มีเสือจริงหรือ คุณชายคิม” ซงมินโฮรับสั่งถาม คุณชายสกุลคิมยิ้มพราย ก่อนเอ่ยทูล

            “แท้จริงแล้วไม่มีเสือ แต่พวกกระหม่อมปล่อยข่าวลือ เพื่อไม่ให้ผู้ใดเข้ามาใกล้บริเวณนี้ แถบนี้แต่เดิมก็มีผู้คนเบาบางอยู่แล้ว พอลือกันหนาหูเรื่องเสือ ก็เลยไม่มีคนเข้าออกโดยปริยาย”

            “ดีจริง”

            พระราชาหนุ่มสรวลน้อยๆ ก่อนจะหันไปรับสั่งโดยตรงกับเหล่าผู้ติดตาม

            “ประเดี๋ยวเราต้องลงไปที่หุบเขาด้านล่าง ข้าเห็นว่าเราควรจะมีชื่อเรียกกัน เพื่อไม่ให้เรื่องที่เป็นงานลับของเราแพร่งพรายออกไป ทุกคนเรียกข้าว่า นายท่าน เรียกคังยูวอนจานิมว่า นายน้อย คุณชายคิมเป็นพี่ใหญ่ องครักษ์คิมเป็นพี่รอง องครักษ์โจเป็นพี่สามแล้วกัน”

            “รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ ฝ่าบาท”

            รัชทายาทคังยูรับสั่งตอบ และแสร้งเมินสายพระเนตรอ่อนหวานที่พระราชาหนุ่มส่งมา คังยูเมินพระพักตร์ แล้วรับสั่งโดยตรงกับคิมจินอู

            “พี่ใหญ่ ข้าว่าเราลงไปในหุบเขากันเถอะ”

            “ดีขอรับนายน้อย เชิญนายท่านขอรับ”

            คิมจินอูผายมือให้พระราชาหนุ่มเสด็จไปขึ้นม้าทรงก่อน ซงมินโฮจึงดำเนินนำไป แต่พระราชาหนุ่มกลับคว้าสายจูงบังเหียนม้าทรงของคังยูไว้ และทรงยึดสายไว้มั่น รัชทายาทเมืองคูซันตีสีพระพักตร์นิ่ง ซงมินโฮจึงรับสั่ง

            “ขึ้นม้าเสียสิ นายน้อย”

            คังยูไม่ต่อคำ แต่ก้าวขึ้นเหยียบโกลนม้าทรง ไปประทับบนหลังม้า และรับสายจูงม้าจากหัตถ์ของพระราชาหนุ่ม แต่กลับต้องขึงพระเนตรใส่พระราชาหนุ่มอีกรอบ เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นๆ ที่ลากไล้ผ่านหลังพระหัตถ์ รัชทายาทเมืองคูซันหันไปหาคิมจินอู และรับสั่ง

            “ไปกันหรือยัง พี่ใหญ่ สว่างปานนี้แล้ว ผู้คนคงลุกขึ้นมาหุงหาอาหารกันแล้ว”

            “อ้อ!” พระราชามินโฮรับสั่งขึ้น “นายน้อยหิวข้าวนี่เอง มิน่าสีหน้าบึ้งตึงทีเดียว”

            คิมจินอูหลุดหัวเราะอย่างลืมตัว กระทั่งองครักษ์โจ กับองครักษ์คิมที่ถูกฝึกมาอย่างดี ยังต้องพยายามกลั้นยิ้มในหน้า เพราะไม่บ่อยนักที่พระราชาหนุ่มจะมีกิริยายั่วเย้าดังเช่นที่กำลังกระทำ เพื่อกลั่นแกล้ง และตอแยให้รัชทายาทเมืองคูซันกริ้ว คังยูควบม้าตามหลังองครักษ์คิมไปโดยไม่ยอมเหลียวไปมองพระราชาหนุ่มที่ยังคงแย้มสรวลให้

            เมื่อควบม้าไปอีกครู่ใหญ่ ขบวนของพระราชาเมืองพยองจูก็ลัดเลาะป่าทึบ ยิ่งเมื่อใกล้ที่หมาย ก็ยิ่งได้ยินเสียงคล้ายกับคนตีของแข็งบางอย่าง เสียงตีนั้นมีหลายเสียง และดังต่อเนื่อง จึงคะเนได้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อย ซ่อนตัวทำการบางอย่างอยู่ในป่าใหญ่

            ขบวนม้าอ้อมหลังหินก้อนมหึมาที่ตั้งขวางกลางทาง และเดินทางไปในป่า ที่มีรอยทางคนเดินไปอีกราวชั่วหนึ่งก้านธูปไหม้ ก็พบกับหมู่บ้านเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่กลางป่า บ้านเรือนทำด้วยไม้หลังคามุงใบไม้อย่างง่ายๆ แต่มั่นคงแข็งแรง ลานกลางหมู่บ้านมีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่คะเนด้วยตาคือร่วมร้อยคนกำลังฝึกเพลงดาบอยู่ที่ลาน มุมหนึ่งของลานเป็นเตาหลอมขนาดใหญ่ ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งกำลังตีเหล็กเพื่อทำอาวุธ ทั้งดาบ หอก และลูกศร

            สายพระเนตรของรัชทายาทคังยูกวาดไปเห็นชายผู้หนึ่ง มีผมสีดอกเลา ใบหน้าเหี่ยวย่นด้วยริ้วรอย แต่ร่างกายบึกบึนกำยำ ยืนตัวตรงแน่วเฝ้ามองกลุ่มคนที่กำลังฝึกเพลงดาบ ชายที่ยืนอยู่นั้นคือโนจองโม ขุนศึกคู่พระทัยของพระบิดาของซงมินโฮ ทุกชีวิตในเมืองพยองจูต่างรู้ว่า โนจองโม ที่ชาวเมืองพยองจูนับถือ เป็นขุนศึกที่พากองทัพเมืองพยองจูชนะศึกในทุกสมรภูมิ เมื่อพระราชาเมืองพยองจูคนเก่าสวรรคต โนจองโม ก็ลาออกจากราชการ ขอกลับไปอยู่บ้านเดิม เพื่อรักษาสุขภาพที่อ่อนแอลงจากการกรำศึกเพื่อเมืองพยองจูมาตลอดหลายสิบปี

            ยามนี้รัชทายาทเมืองคูซันเข้าใจความประสงค์ของคิมจินอูที่ชักชวนให้ออกมาถวายการอารักขาพระราชาซงมินโฮด้วยกันอย่างแจ่มแจ้ง พระราชาเมืองพยองจูมิได้ซ้อนแผนหลบลี้ออกจากการทรงศีลเพื่อล่าสัตว์ตามที่คิมจินอูทำให้คังยูเข้าใจ แต่ซงมินโฮยามนี้ เป็นพยัคฆ์ที่หลุดจากกรงทองคืนสู่ผืนป่า

            หมู่บ้านที่เป็นแหล่งตระเตรียมกองกำลังลับนี้บ่งบอกว่า พระราชาเมืองพยองจูพร้อมแตกหักกับผู้ใดก็ตามที่ประกาศตัวยืนฝั่งตรงข้าม

            โนจองโมหันมาเห็นขบวนของซงมินโฮ จึงเดินมาหา และทำความเคารพอย่างแข็งขัน พระราชาเมืองพยองจูจับแขนของชายสูงวัยเอาไว้มั่น พร้อมกับรับสั่งอย่างนุ่มนวล

            “ท่านลุง ไปหาที่คุยกันเงียบๆ เถิด”

            อดีตแม่ทัพใหญ่ที่มีศักดิ์เป็นพี่ชายของพระพันปีพยักหน้า และนำทางขบวนของพระราชาเมืองพยองจูไปที่เรือนหลังหนึ่งที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อก้าวเข้าไปภายใน จึงพบว่าพื้นที่เกือบทั้งหมดในห้องเป็นที่ตั้งของชุดจำลองชัยภูมิเมืองพยองจู มุมห้องมีเครื่องนอนเรียบๆ ชุดหนึ่งวางอยู่ นับเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            “ถวายบังคมฝ่าบาท” โนจองโมถวายความเคารพซงมินโฮอย่างถูกต้อง และหันมาหาคังยู “ถวายบังคมคังยูวอนจานิม”

            “ท่านแม่ทัพโน”

            คังยูทำความเคารพกลับ คิมจินอู และองครักษ์ทั้งสองของซงมินโฮ จึงทำความเคารพอดีตแม่ทัพอย่างนอบน้อม ซงมินโฮทอดพระเนตรอดีตแม่ทัพ ก่อนรับสั่งถาม

            “ท่านลุง การฝึกคนที่นี่เป็นอย่างไรบ้าง”

            “ทูลฝ่าบาท คนที่ถูกส่งมาที่นี่ ล้วนเป็นคนของเหล่าทหารของในกองของเราทั้งสิ้น กระหม่อมฝึกฝนอย่างเข้มงวด ทั้งร้อยสิบห้าคน ถูกฝึกทั้งวิชาดาบ และวิชาสอดแนม กระหม่อมเตรียมการไว้ให้ทุกคนพร้อมรับใช้ได้ทุกเมื่อที่ฝ่าบาทมีรับสั่ง”

            “ดี”

            ซงมินโฮรับสั่งสั้นๆ และทอดพระเนตรแผนผังจำลองของเมืองพยองจู เมื่อสังเกตจะพบว่ามีธงแดงปักอยู่สี่ทิศ โนจองโมอธิบายด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น

            “จุดที่ปักธงแดงคือจุดที่มีกองกำลังของเราเก็บตัวอยู่พะยะค่ะ ทางเหนือคือกองกำลังใหญ่สุด มีกระหม่อมควบคุม ทางตะวันออกมินฮยอกเป็นผู้ดูแล จองฮุนดูแลกองกำลังตะวันตก และทางใต้ที่ติดกับเมืองคูซัน เป็นท่านแม่ทัพอีซึงฮุนดูแล ในกลุ่มนั้นมีเหล่าทหารของเมืองคูซันด้วยประมาณสามสิบนาย”

            ชื่อที่โนจองฮุนเอ่ยถึงเว้นแต่อีซึงฮุน ล้วนเป็นแม่ทัพของสกุลโนแทบทั้งสิ้น มือแข็งแรงชี้ไปตามจุดที่ปักธงแต่ละจุด และอธิบายเรียบๆ

            “แต่ละจุดอยู่ห่างจากเมืองหลวงในระยะที่เดินทางด้วยม้าประมาณ 2 วัน ถ้าเร่งเดินทางไม่หยุดก็คือประมาณวันครึ่ง หากจำเป็นต้องรวมพล มินฮวานที่คุมกองกำลังในเมืองหลวง จะถวายการอารักขาฝ่าบาท และตรึงกำลังเพื่อรอให้กำลังพลเราไปสมทบได้ทัน”

            รัชทายาทเมืองคูซันนึกถึง โนมินฮวาน หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบนครหลวง หลายปีที่ผ่านมาคดีปล้นชิง หรือความวุ่นวายต่างๆ ในนครหลวงลดลงไปมาก เพราะหน่วยรักษาความสงบนครหลวงเข้มงวด ลงโทษผู้ทำผิดอย่างรุนแรง และเป็นที่เลื่องลือว่าท่านหัวหน้าหน่วยเข้มงวดเรื่องการฝึกซ้อมเจ้าพนักงานในหน่วยทุกเช้า รวมทั้งเน้นเรื่องความจงรักภักดีอย่างเข้มข้น

            ดวงเนตรเรียวทอดมองไปยังพระราชาหนุ่มที่ยังทอดพระเนตรผังจำลองเมืองพยองจู คังยูรู้ว่าพระราชาหนุ่มพยายามมาหลายปีเพื่อให้หลุดพ้นจากกลุ่มอำนาจของตระกูลอิม แต่นึกไม่ถึงว่าพระราชาซงมินโฮ จะใช้พระญาติฝั่งพระมารดาส้องสุมกำลัง เพื่อจัดการขั้นเด็ดขาดเช่นนี้

            “ชาวเมืองคงเดือดร้อน ถ้าหากเกิดรบพุ่งกันกลางเมือง” ซงมินโฮรับสั่งเบาๆ “ข้าหวังว่าจะไม่ต้องไปถึงขั้นนั้น”

            “ทูลฝ่าบาท และท่านแม่ทัพโน” คิมจินอูเอ่ยขึ้น “สายข่าวของกระหม่อม รวมทั้งบัณฑิตจอง และคุณชายออมฮงชิก บุตรเสนาบดีกรมท่าต่างยืนยันตรงกันว่า พบเห็นความเคลื่อนไหวของนักรบรับจ้างจากแคว้นฉินจำนวนหนึ่ง คุณชายออมตรวจสอบ พบว่ามีนักรบรับจ้างแคว้นฉินเข้ามาในนครหลวงประมาณห้าสิบนาย โดยอยู่กับเสมียนของอิมฮยองจุน ส่วนสายข่าวของกระหม่อมแจ้งว่าทางฝั่งเมืองที่อิมฮยองจุนดูแลอยู่ มีทหารรับจ้างจากแค้วนฉินเข้ามาอยู่เงียบๆ ประมาณร้อยห้าสิบนาย”

            “ทหารรับจ้างสองร้อยนาย นับว่าไม่น้อยทีเดียว” อดีตแม่ทัพสกุลโนพูดอย่างใช้ความคิด “ทหารรับจ้างแคว้นฉิน ฝีมือดุดัน ชำนาญการรบทุกรูปแบบ”

            “ถ้าจากข่าวที่จินอูฮยองนิมว่า ทหารรับจ้าง ก็จะอยู่แถบนี้”

            หัตถ์เรียวของคังยูหยิบธงสีดำที่วางอยู่มาปักลงที่เมืองเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดที่พวกตนอยู่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ก่อนจะชี้ให้ทุกคนมองตาม

            “จากเมืองนั้นถึงเมืองหลวง ใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน กำลังของหน่วยรักษาความสงบนครหลวงมีประจำการในเมืองหลวงสองร้อยนาย หากมองตามรูปการณ์แล้วก็น่าจะจัดการทหารรับจ้างของแคว้นฉินที่มีอยู่ได้ แต่หากทหารรับจ้างห้าสิบนายนั้น ปลอมแปลงเข้าไปถึงวังหลวงได้แล้ว เกรงว่าแม้แต่หน่วยรักษาความสงบนครหลวง ก็อาจจะร่วมกับทหารวังหลวง และองครักษ์ ช่วยกันรักษาวังหลวงไว้ได้ยาก”

            “คังยูวอนจานิมรับสั่งถูกแล้ว”

            อดีตแม่ทัพโนเอ่ยเรียบๆ เพราะเข้าใจนัยของคำว่ารักษาวังหลวงได้อย่างถ้วนถี่ รัชทายาทเมืองคูซันไม่ได้หมายถึงการรักษาวังหลวง แต่กลับหมายถึงว่า หากทหารของแคว้นฉินลอบเข้าวังหลวงได้จริง การปลงพระชนม์พระราชาเมืองพยองจูก็อาจเป็นได้ เมื่อมองพระพักตร์ของพระราชาหนุ่มที่ยามนี้ดูเงียบขรึมไป สุดท้ายโนจองโมก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน

            “ฝ่าบาททรงม้ามาทั้งคืน นี่ก็สายมากแล้ว ไปสรงน้ำก่อนเถิด กระหม่อมจะให้คนไปเตรียมพระกระยาหารมาถวาย เรื่องอื่นค่อยคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

            “ได้ท่านลุง”

            “เช่นนั้นทูลเชิญเสด็จทางนี้ กระหม่อมสั่งให้ปลูกเรือนรับรองไว้ให้ฝ่าบาท แม้ไม่ใหญ่โต แต่ก็น่าสบายพอควร ทว่ากระหม่อมไม่ทราบว่าคังยูวอนจานิมจะเสด็จด้วย จึงไม่ได้เตรียมปลูกเรือนรับรองไว้”

            “ท่านแม่ทัพโนโปรดวางใจ ข้านอนกับจินอูฮยองนิมได้ ไม่เป็นปัญหา” คังยูรับสั่งอย่างอ่อนโยน

            “คังยูวอนจานิมนอนกับข้าที่เรือนรับรองได้” พระราชาหนุ่มรับสั่งเรียบๆ

            “กระหม่อมนอนกับจินอูฮยองนิมได้ ฝ่าบาทอย่ากังวลพระทัย”

            “ข้าไม่ได้บอกให้วอนจาเลือก แต่ข้าสั่งให้วอนจานอนที่เรือนรับรองกับข้า”

            พระราชามินโฮรับสั่งเรียบๆ ก่อนจะเอื้อมหัตถ์ไปกุมข้อพระกรของรัชทายาทเมืองคูซันไว้ และหันไปรับสั่งกับอดีตแม่ทัพสกุลโน

            “เชิญท่านลุงนำทางได้”

            คิมจินอูสะบัดพัดที่ถือติดมือเป็นประจำให้คลี่ออกมาบังครึ่งหน้าเบื้องล่าง เมื่อเห็นว่ารัชทายาทเมืองคูซันพยายามบิดข้อพระกรออกจากการเกาะกุม แต่พระหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูกลับเลื่อนไปกุมหัตถ์เรียวไว้ไม่ยอมปล่อย คิมจินอูยินดีสาบานต่อหน้าศาลเทพอารักษ์เขาซานซัน ภูเขาสำคัญที่เป็นตราแผ่นดินของเมืองพยองจูว่า เห็นด้วยตาของตนเองว่าเห็นปลายนิ้วของรัชทายาทเมืองคูซันหยิกหลังหัตถ์ของพระราชาเมืองพยองจูเสียเต็มแรง

            “คงเจ็บน่าดูทีเดียว”

            บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมเอ่ยเบาๆ องครักษ์คิมที่ยืนอยู่ข้างๆ จึงเอ่ยขึ้น

            “ข้าเห็นด้วย”

            “ข้าก็เห็นด้วย” องครักษ์โจพูดเรียบๆ

            “เอาเถอะ เราสามคนก็ไปอาบน้ำกันเถอะ มอมแมมเต็มที เสียสง่าราศีบุรุษรูปงามแห่งเมืองพยองจูหมด”

            องครักษ์โจหลุดหัวเราะออกมา แล้วพยายามกลั้นไว้ เมื่อถูกหัวหน้าองครักษ์คิมหันไปมองหน้า ด้วยข้อหาที่ไม่สำรวม แต่คุณชายใหญ่สกุลคิมกลับยกแขนขึ้นโอบไหล่องครักษ์ทั้งคู่ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆ

            “เอาน่า เจ็ดวันนี้ฝ่าบาทรับสั่งให้เราเป็นพี่น้องกันแล้ว ข้าเป็นพี่ใหญ่ ส่วนเจ้าคิม เจ้าเป็นน้องรอง และน้องโจ เจ้าเป็นน้องสามของข้า ดังนั้นเราพี่น้อง อย่ามากพิธี ไปอาบน้ำกันดีกว่า จะได้กินข้าวเสียที พี่ใหญ่คนนี้หิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”

 

            “ฝ่าบาท ปล่อยกระหม่อมได้แล้ว”

            รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งขึ้นเมื่ออยู่ตามลำพังในเรือนรับรอง เรือนที่ปลูกไว้เป็นมีพื้นที่ส่วนหน้าไว้รับแขก และกั้นห้องนอนไว้ด้านใน และมีฉากกั้นไว้สำหรับอาบน้ำที่มุมหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่ แต่ก็นับว่าดีกว่าเรือนหลังอื่นๆ ในบริเวณที่ใกล้เคียงกัน

            “ฮยองนิม โกรธอะไรข้า”

            ถ้อยรับสั่งอ่อนโยน รับกับสายพระเนตรที่ทอดมองดวงพักตร์หวานละมุนที่บัดนี้เรียบเฉย คังยูไม่ตอบ แต่พยายามบิดพระหัตถ์ออกจากการเกาะกุม

            “กระหม่อมไม่ได้โกรธ แต่ฝ่าบาทปล่อยเถิด”

            “ไม่ปล่อย ข้าจะไม่ปล่อยจนกว่าฮยองนิมจะตอบว่าโกรธอะไรข้า”

            “กระหม่อมทูลแล้วว่าไม่ได้โกรธ” คังยูรับสั่งด้วยน้ำเสียงอ่อนพระทัย

            “ไม่โกรธได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ฮยองนิมหายหน้าไป ไม่เข้าวังหลวงเป็นเดือน เมื่อเข้าวังหลวงมาก็อยู่คุยกับข้าแค่ครู่เดียวแล้วก็หนีกลับ แม้แต่ข้าวเย็นก็ไม่อยู่กินด้วยกัน นับตั้งแต่ฮยองนิมเข้าวังหลวงครั้งนั้น ข้าก็ไม่พบฮยองนิมเลย นี่เป็นครั้งแรกในรอบเกือบสองเดือนเลยด้วยซ้ำที่เราได้พบกัน”

            ซงมินโฮรับสั่งรวดเดียวจบ ไม่เหลือช่องให้คังยูเอ่ยค้าน เมื่อหัตถ์เรียวบางที่กุมไว้ ไม่ได้บิดออกจากการเกาะกุม พระราชาหนุ่มจึงไล้บนหลังหัตถ์ของคังยูเบาๆ

            “ฮยองนิม โกรธอะไรข้า”

            “ฝ่าบาทปล่อยกระหม่อม แล้วไปสรงน้ำเถิด” คังยูรับสั่งเรียบๆ

            “ฮยองนิม”

            พระราชาหนุ่มกุมหัตถ์บางไว้ เมื่อคังยูไม่เอ่ยตอบพระราชาหนุ่มจึงออกแรงดึงรัชทายาทเมืองคูซันมาอยู่ในอ้อมพระกร ก่อนรับสั่ง

            “ข้าทำอะไรผิดไปต่อฮยองนิมหรือ ฮยองนิมถึงได้เหินห่างไปเช่นนี้”

            “ฝ่าบาทไม่ได้ทำอะไรผิด กระหม่อมผิดเอง”คังยูรับสั่งเบาๆ ก่อนซบลงที่พระอังสา*ของพระราชาเมืองพยองจู “หลายเดือนมานี้กระหม่อมว้าวุ่นใจมาก มีหลายอย่างที่กระหม่อมต้องตัดสินใจ หลายเรื่องที่เกี่ยวพันกับความถูกต้อง เกี่ยวพันกับอนาคตของกระหม่อมเอง การที่กระหม่อมไม่เจอฝ่าบาทในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทำให้กระหม่อมคิดอะไรได้หลายอย่าง และตัดสินใจอะไรได้อย่างหนักแน่น”

            รัชทายาทเมืองคูซันขืนองค์ออกจากอ้อมกอดของพระราชาเมืองพยองจู ดวงเนตรเรียวสบกับพระเนตรคมกริบ ก่อนที่คังยูจะถวายความเคารพตามแบบพิธีการอย่างสูงสุด และคุกเข่าลงตรงเบื้องพระพักตร์พระราชาเมืองพยองจู ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงมั่นคง

            “กระหม่อมคังยู รัชทายาทเมืองคูซัน พระโอรสองค์แรกของพระราชาคังยอนโจ กระหม่อมได้มารับใช้อยู่ในราชสำนักเมืองพยองจูตั้งแต่เล็กจนกระทั่งบัดนี้ พระเมตตาที่กระหม่อมได้รับจากพระราชาพระองค์เก่า และจากฝ่าบาท กระหม่อมจะจดจำไว้ในใจไม่มีวันลืม แต่บัดนี้กระหม่อมเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กระหม่อมจะกลับไปยังบ้านเมืองของกระหม่อม ขอฝ่าบาทโปรดมีพระวินิจฉัยด้วย”

            “อ้อ เช่นนี้เอง”

            คังยูเงยพระพักตร์ขึ้นสบพระเนตรของพระราชาเมืองพยองจู ไม่เหลือแววล้อเล่น ยั่วเย้าให้ขุ่นเคือง หรือแม้กระทั่งท่าทีอ่อนข้อในสีพระพักตร์ของพระราชาหนุ่มอีก ดวงเนตรที่ทอดมองกลับมานิ่งสนิท ก่อนที่ซงมินโฮจะรับสั่ง

            “ลุกขึ้นเถอะฮยองนิม”

            “ฝ่าบาทโปรดมีพระวินิจฉัยเรื่องที่กระหม่อมทูลขอด้วยพะยะค่ะ”

            “ข้าทำอะไรผิดไปหรือ ฮยองนิม”

            “ฝ่าบาท”

            “เอาเถอะ ข้าจะลองคิดดู”

            พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งตัดบท ก่อนเสด็จไปสรงน้ำที่หลังฉากที่กั้นเอาไว้ อากาศในเรือนรับรองหลังน้อยอุ่นสบาย แต่รัชทายาทเมืองคูซันกลับรู้สึกหนาวสะท้าน ความหนาวเหน็บนั้นไม่ได้เกิดจากอากาศ แต่มาจากภายใน ทั้งที่เตรียมพระทัยมาแล้วว่าจำต้องพูดเรื่องการขอกลับเมืองคูซันอย่างเด็ดขาด

            แต่สายพระเนตรที่บ่งบอกว่าผิดหวังอย่างยิ่งของพระราชาเมืองพยองจู กลับทำให้ในพระทัยของคังยูหนักอึ้ง

 

            หลังจากมื้ออาหารที่เป็นเนื้อกระต่ายย่าง กับซุปผักใส่เต้าหู้กับไข่จบลง โนจองโมก็ได้นำพระราชามินโฮออกไปเดินชมเตาหลอมเหล็ก และโรงตีดาบ คังยู คิมจินอู และองครักษ์ทั้งสองได้ติดตามไปด้วย พระราชาหนุ่มใช้เวลาตลอดบ่ายเพื่อตรวจสอบคุณภาพของอาวุธที่ผลิตได้ และพูดคุยกับโนจองโมจนกระทั่งบ่ายจัด

            “นายท่าน จะเข้าไปพักก่อนอาหารเย็นหรือไม่ขอรับ” โนจองโมถามอย่างสุภาพ แต่ซงมินโฮกลับส่ายหน้า และรับสั่งถาม

            “บ่ายๆ เช่นนี้ คนที่เราพามาฝึกทำอะไรกัน”

            “บ่ายนี้มีประลองดาบขอรับ”

            “เช่นนั้นข้าขอชมดูหน่อย”

            “เชิญนายท่านทางนี้ขอรับ”

            โนจองโมนำพระราชาเมืองพยองจู และผู้ติดตามกลับไปยังลานกว้าง แดดเริ่มอ่อนแล้ว กลางลานมีคู่ประลองดาบกำลังฟาดฟันกันอย่างน่าดูชม เสียงดาบปะทะกันดังแข่งกับเสียงตีเหล็กในโรง เหล่าคนที่มาฝึกต่างมุงดู และส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจคู่ประลอง ซงมินโฮประทับชมการประลองจนกระทั่งผลออกว่าฝ่ายที่ผูกผ้าที่แขนเป็นผู้ชนะ อดีตแม่ทัพเมืองพยองจูเอ่ยเบาๆ

            “คนที่ชนะนี้ ชนะติดต่อกันมาหลายสัปดาห์ ยังไม่มีใครโค่นลงได้เลยขอรับ นายท่าน”

            “เช่นนั้นหรือ ถูกส่งมาจากที่ไหนกัน” ซงมินโฮรับสั่งถาม

            “จองฮุนส่งมาจากทางตะวันตกขอรับ”

            “ฝีมือดีทีเดียว”

            คู่ประลองหันมาทำความเคารพอดีตแม่ทัพเมืองพยองจู และทำความเคารพชายหนุ่มที่ดูมีสง่าราศีสองคนที่ยืนอยู่ข้างโนจองโมด้วย ชายหนุ่มคนที่มีใบหน้าคร้ามคม เอ่ยขึ้นเสียงดัง ทำให้ทุกคนในลานฝึกได้ยินกันทั่วไป

            “ฝีมือดาบของผู้ประลองทั้งสองท่าน ยอดเยี่ยมมาก ข้าขอชื่นชม”

            “ขอบคุณขอรับ”

            ผู้ประลองดาบทั้งคู่เอ่ยพร้อมกัน ก่อนจะเตรียมออกจากลากประลอง แต่ชายหนุ่มที่เอ่ยชมเมื่อครู่กลับเอ่ยขัด

            “ท่านที่ชนะประลองเมื่อครู่ อยู่นี่ก่อน ข้าชื่นชมในฝีมือมาก ถ้าจะขอประลองดาบกันสักรอบ ไม่ทราบว่าท่านขัดข้องหรือไม่”

            “นายท่าน” คังยูที่ประทับเยื้องมาทางด้านหลังของพระราชาเมืองพยองจู รับสั่งขึ้นทันควัน และจับท่อนพระกรอีกฝ่ายไว้ก่อนกระซิบ “ไม่ได้นะฝ่าบาท เกิดพลาดพลั้งบาดเจ็บ จะทำอย่างไร”

            “อย่าห่วงเลย”

            พระราชามินโฮรับสั่งเรียบๆ ก่อนปลดพระหัตถ์บางออก แล้วเสด็จลงไปยังลานประลอง องครักษ์คิมเชิญพระแสงประจำประองค์ตามลงไปถวายพระราชาเมืองพยองจู นักดาบที่ชนะการประลองทำความเคารพซงมินโฮ ก่อนเอ่ย

            “ในเมื่อนายท่านให้เกียรติ ข้าน้อยขอรับคำท้าประลองกับนายท่าน”

            “ดี”

            ซงมินโฮปลดดาบออกจากฝัก และยืนในท่าเตรียมพร้อมก่อนตั้งรับเพลงดาบที่ดุดันของชายที่ตนท้าประลอง พระราชาเมืองพยองจูได้แต่ตั้งรับ ทุกครั้งที่ใบดาบปะทะกัน ผู้ชมอย่างคังยูที่ยืนมองจากด้านบนถึงกับกลั้นใจ จังหวะหนึ่งซงมินโฮเบี่ยงตัวหลบปลายดาบที่พุ่งเข้ามา แต่ปลายดาบเกี่ยวถูกต้นแขนของพระราชาหนุ่ม โลหิตสีแดงฉานไหลซึมออกมาที่ปากแผล เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชม ส่วนคังยูที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับกำหัตถ์แน่น

            แต่การประลองยังไม่ยุติ เมื่อซงมินโฮเบี่ยงหลบดาบ ทำให้อีกฝ่ายเสียจังหวะ พระราชาหนุ่มจึงพลิกขึ้นเป็นฝ่ายรุก เพลงดาบของพระราชาเมืองพยองจูไม่ดุดัน แต่กลับแข็งแกร่ง คู่ต่อสู้ที่เป็นฝ่ายรุกมาตลอด เมื่อเสียทีกลับไม่สามารถที่จะพลิกกลับไปอยู่เหนือได้อีก เมื่อประดาบกันไม่กี่ครั้ง ใบดาบของพระราชาเมืองพยองจูก็วางพาดบนต้นคอของคู่ต่อสู้ จนอีกฝ่ายต้องยอมแพ้ดาบการวางดาบในมือลง

            เสียงโห่ร้องอึกทึกไปทั้งลานฝึก พระราชาเมืองพยองจูเก็บดาบ และช่วยคู่ประลองให้ลุกขึ้น ก่อนที่ทั้งคู่จะทำความเคารพกันและกัน ซงมินโฮรับสั่งอย่างเป็นกันเอง

            “พี่ชาย ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร”

            “ข้าน้อยชื่อ โอชอนมยอง มาจากพาพยอง”

            “วันหน้า เราต้องได้พบกันแน่ ข้ามอบเงินถุงนี้ให้เป็นสินน้ำใจ” พระราชาเมืองพยองจูกล่าว ก่อนจะประทานถุงใส่เงินสิบชั่งให้ ฝ่ายนั้นทำหน้าลังเลก่อนเอ่ย

            “แต่ข้าประลองแพ้”

            “รับไว้เถิด”

            “เช่นนั้นก็ขอบคุณนายท่านมาก” โอชอนมยองรับถุงเงิน ก่อนมองแผลที่ต้นแขน “แผลที่แขนท่าน”

            “ช่างเถิด แผลเล็กน้อยเท่านั้น ท่านไปพักเถอะ”

            “ขอรับ”

            ซงมินโฮพยักพักตร์รับ ก่อนส่งยิ้มให้อีกฝ่าย สายตาของเหล่าผู้ที่โนจองโมนำมาฝึกฝน มองชายหนุ่มสูงศักดิ์ที่ท่านอาจารย์ของพวกเขาเรียกว่านายท่านอย่างเลื่อมใส พระราชาเมืองพยองจูเสด็จกลับเข้าเรือนที่ประทับ องครักษ์ทั้งสอง และคิมจินอูตามโนจองโมไปเตรียมยาสำหรับใส่แผลและห้ามเลือด

            “ฝ่าบาท ถอดฉลองพระองค์ตัวนอกออกก่อน กระหม่อมจะทำแผลให้”

            คังยูรับสั่งก่อนดำเนินเร็วๆ ออกไปรับอ่างน้ำอุ่นที่สั่งให้คนเตรียมมาให้ พร้อมกับผ้าสะอาด เมื่อกลับมาในห้อง รัชทายาทเมืองคูซันทอดพระเนตรเห็นซงมินโฮ นั่งเช็ดดาบอย่างพระทัยเย็น

            “ฝ่าบาท น้ำอุ่นมาแล้ว กระหม่อมจะทำความสะอาดแผลให้”

            “แผลไม่ลึก ไม่ต้องรีบ” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งตอบ ทำให้รัชทายาทหนุ่มนิ่วพระขนง

            “แผลไม่ลึกก็ต้องทำความสะอาดอยู่ดี ถอดฉลองพระองค์ออกก่อน ให้กระหม่อมดูแผลหน่อย”

            “รอองครักษ์คิมมาก็ได้”

            “เหตุใดต้องรอองครักษ์คิม มาเถิด กระหม่อมจะช่วยทำแผลให้ เดี๋ยวได้ยามา จะได้พันแผล”

            “ไม่ต้อง”

            พระราชาหนุ่มเมืองพยองจูรับสั่งเรียบๆ แต่กลับทำให้คังยูชะงักค้าง เมื่อสบสายตากัน พระราชาซงมินโฮก็รับสั่งอย่างอ่อนโยน

            “ข้าจะฝึกให้ตัวเองไม่ต้องคอยพึ่งพาฮยองนิม หากวันหน้าฮยองนิมไม่อยู่ ข้าจะได้ชิน”

            พระหัตถ์ของรัชทายาทเมืองคูซันกำผ้าสะอาดที่เตรียมมาไว้ทำความสะอาดแผลจนแน่น ก่อนจะกลั้นพระทัยรับสั่งออกมา

            “ต่อให้กระหม่อมไม่อยู่ ก็มีคนมากมายที่อยู่รายล้อมฝ่าบาท” พระโอษฐ์อิ่มสั่นน้อยๆ เมื่อรับสั่งต่อ “คนที่ควรฝึกตัวเองให้เคยชิน น่าจะเป็นกระหม่อมมากกว่า”

            “ฮยองนิม”

            “ฝ่าบาทยังมีบ้านเมืองให้ต้องรับผิดชอบ ยังมีพระมเหสี และพระสนมเอกรอคอยอยู่ที่วังหลวง” รัชทายาทเมืองคูซันรับสั่งอย่างอ่อนล้า “ฝ่าบาทกริ้วที่กระหม่อมขอกลับเมืองคูซันก็ไม่เป็นไร แต่อย่าทำเช่นนี้เลย ให้กระหม่อมทำแผลให้เถอะ”

            “มีบ้านเมืองแล้วอย่างไร มีคนรอคอยข้าที่วังหลวงแล้วอย่างไร ข้าพยายามอย่างหนักเพื่อให้หลุดพ้นจากอำนาจของสกุลอิม เพื่อจะได้หาทางให้คนเพียงคนเดียวได้อยู่เคียงข้างข้า แต่ข้าจะทุ่มเททั้งหมดไปเพื่อสิ่งใด ในเมื่อสุดท้าย ข้าก็ต้องเสียคนผู้นั้นไป”

            พระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง และจ้องดวงเนตรของรัชทายาทเมืองคูซัน ก่อนจะกุมพระหัตถ์บางของคังยูเอาไว้และรับสั่ง

            “ฮยองนิมบอกข้าทีได้หรือไม่ ว่าข้าต้องทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ฮยองนิมห่างจากข้างกายข้า”

 

            องค์รักษ์คิม องครักษ์โจ และคิมจินอูนิ่งอยู่หน้าประตูเรือนรับรอง ที่ใช้เป็นที่ประทับแรมของพระราชาเมืองพยองจู บุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมคลี่พัดที่ถือติดมือออกมาโบกเบาๆ และมองหน้าองครักษ์ทั้งสอง ที่เป็นพยานรับรู้ถ้อยรับสั่งทั้งหมดของพระราชาเมืองพยองจู และรัชทายาทเมืองคูซันด้วยกัน

            “อย่างไรดีล่ะ น้องรอง น้องสาม” คิมจินอูถาม และหัวเราะเบาๆ

            “พี่ใหญ่ ข้าไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไร” องครักษ์คิมพูดเบาๆ และขยับมือที่ถือขวดยาใส่แผล “นายท่านต้องทำแผล แต่เข้าไปตอนนี้...”

            “ข้าเรียกเอง” องครักษ์โจ ทำใจดีสู้เสือ “นายท่านไม่ได้ใส่ยา แล้วเกิดแผลอัก หัวต้องหลุดออกจากบ่าแน่ ข้ายังไม่ได้แต่งงานหาสะใภ้ให้ท่านแม่ ข้ายังตายไม่ได้”

            มือแข็งแรงขององครักษ์หนุ่มกำลังจะยกขึ้นเคาะแผ่นประตูไม้ จังหวะนั้นเองบานประตูก็เปิดออก รัชทายาทคังยูยืนอยู่ที่หลังบานประตูนั้น สองปรางแดงเรื่อ พระโอษฐ์อิ่มด้านล่างมีรอยแตกเล็กๆ และมีโลหิตซึมออกมาเล็กน้อย คิมจินอูจึงเอ่ยถามขึ้น

            “นายน้อย ทำไมปากแตกอย่างนั้นเล่า”

            ปรางแก้มของรัชทายาทเมืองคูซันแดงก่ำกว่าเก่า ก่อนที่จะรับสั่งเบาๆ

            “ยานี่ สำหรับใส่แผลนายท่านใช่ไหม”

            “ขอรับ” องครักษ์คิมยื่นขวดยาให้ “ท่านโนบอกว่าให้ใส่หลังจากทำความสะอาดแผลแล้ว”

            “ข้าจะทำแผลให้นายท่านเอง พวกท่านไปพักเถอะ”

            “ขอรับ”

            บานประตูเรือนรับรองปิดลงอีกครั้ง องครักษ์ทั้งสองหันมองบุตรชายเสนาบดีกรมยุติธรรมอย่างไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรต่อไป คิมจินอูยิ้มน้อยๆ แล้วโอบไหล่องครักษ์ทั้งสอง ก่อนพูดเสียงสดใส

            “นายท่านกับนายน้อยบอกให้เราไปพัก เราก็ไปพักเถอะ น้องรอง น้องสาม ข้าได้ความจากคนที่ฝึกอยู่ว่าที่นี่ทำเหล้าลูกท้อป่าได้เลิศรส เราไปขอเขาชิมสักจอกกันดีกว่า”




anonym_minyoon

 

 

 

 

anonym's message : ฝากฟิคเรื่องนี้ด้วยนะคะ ยาวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ ยืนยันว่าไม่ดราม่าค่ะ 555 พระราชามินโฮยังอยู่ที่นี่อีก 7 วัน ยังมีเวลาอยู่กับคังยูอีกเยอะ รอติดตามกันนะคะ ว่าพระราชาของเราจะโน้มน้าวให้รัชทายาทอยู่ต่อยังไง ฝาก #แผนลวงวังหน้า ด้วยนะคะ ขอบคุณเช่นเคยค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #14 tnk_ikn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:55
    ต่างฝ่ายต่างตัดพ้อ ทำไมความรักมันยาก;—;
    #14
    0
  2. #13 Midnight1010 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:28

    หงึ สงสารทั้งคู่เลย อย่าทิ้งน้องนะฮยองนิม งืมมมม
    #13
    0