[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 5 : 5

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 32
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    15 ก.พ. 63

- 5 -



            หลายวันมานี้พระกระยาหารที่ยกกลับมาจากตำหนักทรงงานของพระราชามินโฮพร่องไปน้อยมากจนผู้มีหน้าที่ดูแลเป็นกังวล ฮวันซังกุงกวาดสายตามองอาหารโอชาบางจานที่ไม่ปรากฎรอยแตะต้อง ซังกุงผู้ใหญ่ที่มีหน้าที่ถวายงานดูแลเรื่องส่วนพระองค์ของพระราชาถอนใจเบาๆ ก่อนพยักหน้าให้นางในชาวที่ยกถาดออกไป

            ความอาวุโส และความผูกพันธ์ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อภิบาลพระราชามินโฮตั้งแต่แรกประสูติ ทำให้ฮวันซังกุงได้รับความนับถือจากนางในทั้งปวง กระทั่งพระราชมารดาของพระราชาก็ยังต้องระวังหนักเบา หากมีเรื่องขัดแย้งกับฮวันซังกุง

            หลังจากพิธีแต่งตั้งกงโมรัน กุลธิดาจากตระกูลกง เข้ามาเป็นพระสนมเอกขั้นพิน พระราชทานนามพร้อมยศเป็นพระสนมคยองพิน จากสกุลกง ฮวันซังกุงมีหน้าที่ติดตามไปส่งพระราชามินโฮไปแรมคืนที่ตำหนักซ้ายหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งฝ่ายในต่างกล่าวกันถึงความโปรดปรานที่ฝ่าบาทมีต่อพระสนมคยองพิน และข่าวใดก็ตามในวังนี้ไม่อาจเล็ดลอดหูตาของซังกุงผู้ใหญ่ไปได้

            เรื่องที่พระมเหสีอาละวาดทุบตีนางในภายในตำหนักไม่เว้นวัน จึงผ่านเข้าหูมาเช่นกัน

            แต่ฮวันซังกุงรู้หนัก รู้เบา รู้ว่าเวลาใดควรเงียบ และเวลาใดควรสอดมือ ซังกุงผู้ใหญ่จึงวางตัวไม่เข้ากับฝ่ายพระมเหสี แต่ก็ไม่เข้ากับฝ่ายของพระสนมคยองพินเช่นกัน การขับเคี่ยวกันในบรรดาพระภรรยาเจ้าทั้งหลาย เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เวลานี้ สิ่งที่รบกวนจิตใจของฮวันซังกุงคือ พลานามัยของพระราชาหนุ่มมากกว่าสิ่งใด

            “ซังกุงเจ้าคะ ข้าน้อยนำของที่ซังกุงสั่งให้ไปรับมาแล้วเจ้าค่ะ”

            นางข้าหลวงยื่นม้วนผ้าที่ด้วยไหมมัดแน่น แล้วปิดทับปมด้วยดินเหนียวกันไม่ให้มีการเปิดออก มือขาวเรียวของสตรีที่ไม่เคยทำงานหนักเอื้อมไปรับ และตอบเสียงเรียบราบ

            “ขอบใจ เจ้าไปได้”

            “เจ้าค่ะ”

            “จินจู” ฮวังซังกุงหันไปหาซังกุงผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่หน้าห้อง ฝ่ายนั้นรับคำเสียงเบา ฮวันซังกุงจึงสั่งความ “ยามนี้ฝ่าบาทกำลังทรงงาน ห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนเด็ดขาด ข้ามอบอำนาจให้เจ้าดูแลการผ่านเข้าออกห้องทรงงาน หากไม่มีคำสั่งจากข้า ผู้ใดก็ห้ามเข้า”

            “เจ้าค่ะ”

            ฮวันซังกุงพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเปิดประตูห้องทรงงาน และเดินเข้าไปด้านใน โถงกว้าง มีฉากบังตาสามชั้นขวางไว้ก่อนถึงส่วนที่พระราชาหนุ่มกำลังประทับอยู่ ในโถงนี้หอมจางด้วยกระถางกำยานที่เผากำยานไม้จันทน์เอาไว้ แม้ฝีเท้าของฮวันซังกุงจะเบาแสนเบาเท่าใด แต่เพราะห้องเงียบสนิท จึงมีเสียงฝีเท้าเบาๆ

            “ฮวันซังกุง”

            สุรเสียงทุ้มดังขึ้นเมื่อฮวันซังกุงเดินถึงฉากกั้นบานที่สอง ซังกุงผู้ใหญ่ชะงักฝีเท้า และขานรับ

            “ขอพระราชทานอภัยเพคะ”

            “มิเป็นอันใด ข้าแค่จำเสียงฝีเท้าฮวันซังกุงได้”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ฮวันซังกุงจึงรีบเข้าไปถวายบังคมที่หลังฉาก พระราชาหนุ่มไม่ได้เงยพระพักตร์จากฎีกามากมายที่อ่านอยู่ แต่รับสั่งถามด้วยสรุเสียงหยอกเย้า

            “อย่างไร จะมาดุข้าเรื่องกินข้าวน้อยหรือ”

            “มิบังอาจเพคะ” ฮวันซังกุงตอบเสียงค่อยๆ “หม่อมฉันจะเข้ามาชงพระสุธารสชา และฝนหมึกถวายเพคะ”

            พระหัตถ์ที่จับด้ามพู่กันอยู่ชะงักไปหน่อยหนึ่งเมื่อได้ยินคำพูดของซังกุงผู้ใหญ่ ฮวันซังกุงเองก็นึกได้ว่าปกติหน้าที่นี้ จะเป็นขององค์ชายคังยู ที่มักจะอยู่คอยดูแลยามพระราชาหนุ่มทรงงาน พระราชาหนุ่มรับสั่งตอบโดยไม่เงยพระพักตร์

            “เช่นนั้นก็ชงมาเถิด ชาในถ้วยเย็นชืดเสียแล้ว”

            “เพคะ”

            ฮวันซังกุงลงมือชงชาเงียบๆ แต่ยังอดนึกถึงถ้อยรับสั่งเมื่อครู่ไม่ได้ ซังกุงผู้ใหญ่ลังเลใจว่าถ้อยรับสั่งนั้นเป็นเพียงรับสั่งธรรมดา หรือมีความนัยถึงสิ่งใด เพราะเป็นที่กล่าวกันว่า คนจากไป ชาก็เย็นชืด ฝ่าบาทอาจจะหมายถึงองค์ชายหนุ่มน้อยที่ฮวันซังกุงแอบเอื้อเอ็นดูเป็นพิเศษองค์นั้น

            องค์ชายคังยูไม่เสด็จเข้าวังหลวงมารับใช้ฝ่าบาทนานร่วมเดือนแล้ว

            ซังกุงผู้ใหญ่ยกถ้วยสุธารสชาไปถวายแทนถ้วยเดิม และพบว่าในถ้วยกระเบื้องเคลือบเดิมนั้น ปราศจากน้ำชา ถ้วยเกือบแห้งสนิท ฝ่าบาทคงเสวยหมดไปเสียนานแล้ว แต่ไม่มีใครรับใช้ชงถวาย จึงปล่อยไว้เช่นนั้น และเพราะฮวันซังกุงเป็นผู้อภิบาลพระราชาหนุ่มน้อยด้วยตัวเองมาตั้งแต่แรกประสูติ จึงเข้าใจทันทีว่า คนของฝ่าบาทจากไปเสียแรมเดือน สิ่งที่เย็นชืดคงมิใช่ถ้วยชา แต่คงเป็นพระทัยที่เย็นชืด เพราะปราศจากกระทั่งผู้มาคอยชงชาถวายเหมือนที่ผ่านมา

ฮวันซังกุงยกแท่นหยกสำหรับฝนหมึกมาวาง และลงมือฝนหมึกไปเบาๆ ในห้องทรงพระอักษร มีเพียงเสียงฝนหมึก และเสียงพู่กันตวัดลงบนแผ่นกระดาษ เมื่อฮวันซังกุงยกแท่นหมึกที่ฝนใหม่ขึ้นไปถวาย พระราชาหนุ่มจึงเงยพระพักตร์มารับสั่ง

“ขอบใจ คงมีแต่ฮวันซังกุงคนเดียวที่ห่วงข้า”

“รับสั่งอะไรเช่นนั้นเพคะ” ซังกุงผู้ใหญ่เห็นว่าพระอารมณ์ของพระราชาหนุ่มไม่ขุ่นขึ้ง จึงพูดต่อ “ห้องทรงพระอักษรจุดแต่กระถางกำยาน กลิ่นหอมเย็น หม่อมฉันจะให้พวกนางข้าหลวงจัดแจกันดอกไม้สดมาวางไว้บ้าง เห็นจะโปรดนะเพคะ”

“แค่กระถางกำยานก็ดีถมไปแล้วกระมัง” รอยแย้มสรวลปรากฎบนพระโอษฐ์เรียวบาง “จะจัดดอกไม้อะไรมาล่ะ ที่ฮวันซังกุงคิดว่าข้าจะโปรด”

“ดอกโมรัน โปรดหรือไม่เพคะ”

พระราชาหนุ่มสรวลเบาๆ เมื่อได้ยิน ฮวันซังกุงนับว่าเป็นผู้ที่รู้พระทัยดีที่สุด เมื่ออีกฝ่ายเอ่ยวาจาลดเลี้ยว พระราชามินโฮจึงจับความคิดของฮวันซังกุงได้ทันที

“ดอกโมรันก็งามดี หอมเย็น” พระราชาหนุ่มรับสั่ง “แต่เห็นบ่อยๆ ก็พาลเบื่อ”

“เช่นนั้น หม่อมฉันถวายภาพวาดมาแต่งห้องทรงพระอักษรดีหรือไม่เพคะ” ฮวันซังกุงถามเรียบๆ เมื่อพระราชาหนุ่มไม่ขัดจึงเล่าต่อ “พอดีหม่อมฉันเห็นภาพของผู้หนึ่ง งดงามอ่อนช้อย เป็นภาพเขียนประกอบกวี ไม่แน่ใจว่าฝ่าบาทโปรดหรือไม่”

“ไหน ขอข้าชมที”

ฮวันซังกุงรักษาสีหน้าเรียบเฉยไว้เมื่อยกม้วนผ้าไหมขึ้นถวาย พระราชามินโฮแกะปมไหม และคลี่ม้วนผ้าไหมที่รองรับกระดาษวาดภาพออก ภาพวาดสีน้ำของกิ่งดอกซัลกู* สีชมพูอ่อนหวาน เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะเห็นว่ากลีบดอกบางส่วนเริ่มร่วงรา ทำให้ดูงดงาม แต่หม่นเศร้า พระราชาหนุ่มอ่านบทกวีที่เขียนประกอบภาพด้วยสุรเสียงทุ้มลึก

“บุปผาผลิรับลมวสันต์

คืนผันพลันโรยราร่วง

สรรพสิ่งอันมีทั้งปวง

กาลล่วงเสื่อมสิ้นสลายสูญ”

            ฮวันซังกุงมองพระพักตร์ของพระราชาหนุ่ม และเห็นแววอ่อนหวานลึกล้ำจากสายพระเนตรทอดลงบนภาพวาด และตัวอักษรที่คัดไว้อย่างวิจิตร ซังกุงผู้ใหญ่จึงเอ่ยเบาๆ

            “เห็นจะโปรดภาพวาดกิ่งดอกซัลกูมากกว่าดอกโมรันนะเพคะ”

            “ภาพวาดดีกว่าดอกไม้เป็นไหนๆ” พระราชาหนุ่มรับสั่ง แต่ยังไม่ละสายพระเนตรจากภาพวาด

            “แต่ดอกไม้จริงย่อมหอมกว่าดอกไม้ในภาพนะเพคะ”

            “ดอกไม้ไม่กี่วันก็โรยรา แต่กิ่งดอกซัลกูในภาพนี้ จวบข้าลาโลกไป ก็ยังงดงามติดในใจไม่มีลืม” พระราชาหนุ่มรับสั่งเบาๆ “ข้าจะตอบแทนเจ้าของภาพสักหน่อย ดีหรือไม่ ฮวันซังกุง”

            “ดีเพคะ หม่อมฉันจะหยิบสีมาถวาย”

            ฮวันซังกุงแม้มีอายุมากแล้ว แต่ยังคล่องแคล่วเหมือนสาวรุ่น ซังกุงผู้ใหญ่ปล่อยให้พระราชาหนุ่มชื่นชมภาพกิ่งดอกซัลกูไป เพียงพริบตาเดียวม้วนฎีกาที่ค้างอยู่ก็บนโต๊ะทรงงานก็ถูกเก็บงำ แทนที่ด้วยถ้วยสี และม้วนกระดาษ ขนมของว่างที่เตรียมไว้ข้างชุดชงสุธารสชาถูกยกขึ้นมาถวายด้วยพร้อมกัน ซังกุงผู้ใหญ่พูดเสียงเรียบ เมื่อพระราชาหนุ่มจะเอื้อมหยิบพู่กัน

            “ก่อนวาด เสวยขนมแพก๊ซฮวาจอน*สักชิ้นนะเพคะ เมื่อครู่เสวยไปนิดเดียวเท่านั้น”

            “ได้”

            พระราชามินโฮยอมเสวยขนมไปหลายชิ้น และเสวยชาอุ่นถ้วยใหม่ตามที่ฮวันซังกุงขอ ซังกุงผู้ใหญ่รับถ้วยชาคืน และขยับลงมานั่งเฝ้ามองพระราชาหนุ่มน้อยลงมือตวัดพู่กัน หากมีผู้ใดมีโอกาสได้เห็นภาพนี้ก็อาจนำไปเทียบเคียงกับภาพมารดาที่เฝ้ามองบุตรอันเป็นที่รักลงมือวาดเขียนได้ไม่ยากนัก

 

            “ฝ่าบาท พระทัยลอยเพียงนี้ ถ้ากระหม่อมเป็นงู คงฉกกัดไปแล้ว”

            เสียงไม่ค่อยนักทำเอาองค์รัชทายาทเมืองคูซันสะดุ้งจนสุดองค์ พู่กันที่ถือค้างไว้ในพระหัตถ์ร่วงลงบนแผ่นกระดาษที่คัดข้อความเอาไว้ คังยูถอนพระทัยเมื่อเห็นว่าหมึกเปื้อนแผ่นกระดาษ

            “ฮยองนิม มาไม่ให้สุ้มให้เสียง” รัชทายาทเมืองคูซันนิ่วพระขนงก่อนรับสั่งต่อ “วันนี้คุณชายคิมมาหาข้าถึงนี่ทีเดียว มีอะไรหรือ”

            “กระหม่อมเสร็จราชการเร็ว เลยนึกว่าไม่ได้พบพระพักตร์ฝ่าบาทเสียนาน เลยรีบมาเฝ้า ไม่นึกว่าฝ่าบาทจะพระทัยลอยถึงเพียง”

            “ข้าคิดอะไรอยู่หน่อยนึง เลยเผลอไป”

            “ชำระบันทึกรัชสมัยพระเจ้าซงจองมีอะไรให้ต้องคิดหนักนักหรือฝ่าบาท” น้ำเสียงของบัณฑิตคิมจินอูมีแววยั่วเย้า แต่เมื่อเห็นพระขนงของคู่สนทนาขมวดมุ่น จึงเปลี่ยนน้ำเสียง “ฝ่าบาท ประชวรหรือไร กระหม่อมเห็นทรงงานอยู่ที่วังหน้านี้เป็นแรมเดือน ไม่เข้าวังหลวงบ้างเลย”

            “ข้ามัวแต่ยุ่ง เพราะต้องอ่านทวนบันทึกของบัณฑิตฝ่ายเหนือ ฝ่ายใต้ มีเขียนไม่ต้องตรงกันหลายแห่ง ต้องสืบค้นมากมาย จึงไม่ได้เข้าวังหลวงเลย เกิดเหตุใดขึ้นมาหรือ ฮยองนิมจึงได้มาถามข้าเรื่องนี้ หรือว่าพระสนมใหม่มีพระหน่อมาจุติในพระครรภ์”

            คิมจินอูคลี่พัดที่ถือติดมือเป็นประจำออกแล้วยกขึ้นปิดบังริมฝีปากที่บิดยิ้ม รัชทายาทคังยูไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสุรเสียงที่รับสั่งเมื่อครู่ติดรอยฉุนเฉียวจนกลบไม่มิด

            “ข่าวมงคลเช่นนั้นยังหามีไม่ หูของกระหม่อมสดับแต่ข่าวอวมงคล”

            “อวมงคล” พระขนงขององค์ชายหนุ่มขมวด ก่อนรับสั่งต่อ “หรือว่าฝ่าบาทประชวร”

            “มิทราบแน่ชัด” จินอูแสร้งทอดถอนใจ “นางข้าหลวงซุบซิบกันว่าฝ่าบาทเอาแต่ทรงงาน วางแผนเรื่องปรับปรุงระบบชลประทาน แก้ปัญหาน้ำท่วมทางเหนือ กว่าจะบรรทมแต่ละคืนก็เกือบรุ่งสาง ซ้ำยังเสวยน้อยแสนน้อย บางวันชาวที่เทียบเครื่องขึ้นถวาย ส่งกลับลงมา ฝ่าบาทไม่เสวยเลยก็มี เห็นลือกันหนาหูว่าทรงผ่ายผอม กระหม่อมสงสารยิ่งนัก”

            “ฝ่าบาทรายล้อมด้วยพระมเหสี พระสนม ไหนจะพระราชมารดา ซ้ำยังมีฮวันซังกุงอีกคน คงไม่ปล่อยให้ฝ่าบาทผ่ายผอมแบบที่ฮยองนิมว่า ข่าวลือเลื่อนเปื้อนเช่นนี้ เห็นทีจะเป็นพวกชาววังนั่งที่ไหนเป็นต้องหาเรื่องพูดคุย พูดกันไปมา แม้แต่สุนัขจรก็กลายเป็นจิ้งจอกเก้าหางอายุพันปีได้”

            “มิผิดๆ กระหม่อมได้ยินเขาเล่ามา ก็เลยเก็บความมาเล่าต่อ” คิมจินอูพูดพลางหัวเราะ และถือวิสาสะรินชาให้ตนเองก่อนเล่า “แต่ข่าวอวมงคลอีกอย่างที่กระหม่อมได้ยินมา อันนี้มิผิดแน่ คือหมู่นี้ นางข้าหลวงตำหนักกลางป่วยด้วยโรคประหลาด”

            “โรคประหลาดอะไร ข่าวอวมงคลเช่นนี้ ใยถึงเล่าลือกันนัก” คังยูตำหนิ แต่คิมจินอูกลับยิ้มร่า เมื่อเอ่ยต่อ

            “โรคนี้ เป็นในหมู่นางข้าหลวงเล็กๆ บางนางหน้าตาบวมช้ำ บางนางตาเขียวปูด บางนางหัวโน บางนางคิ้วแตกแผลใหญ่ ครั้นซังกุงปกครองเรียกมาสอบความ เพราะคิดว่าเป็นการทะเลาะตบตีกันกับนางข้าหลวง พวกนางต่างบอกว่าตนเองไม่ได้ทะเลาะกับผู้ใด แต่เพียงเจ็บป่วยเล็กน้อยเท่านั้น”

            “แล้วอย่างไร”

            “ก็ไม่อย่างไรหรอกฝ่าบาท เพียงแต่ได้ยินมาว่า พระมเหสีพักนี้ก็ประชวรเส้นกระตุกบ่อยครั้ง เลยปัดไปโดนแจกัน เครื่องแก้ว โถเคลือบ กระจกตกแตกเสียหายไม่น้อย ท่านเสนาบดีบิดาพระมเหสีก็หาซื้อของชุดใหม่เข้าวังไม่ได้ขาดทีเดียว”

            รัชทายาทเมืองคูซันนิ่งไปไม่ต่อความ แต่พอไล่เลียงเรื่องที่คิมจินอูบอกกล่าว ก็พออนุมานถึงความนัยได้อย่างถนัดถนี่ เพราะตรงกับที่ได้ยินข่าวลือมาก่อนที่จะมีการแต่งตั้งพระสนมใหม่ คังยูจับพู่กัน ก่อนรับสั่งเบาๆ

            “แล้วพระพันปี ไม่เสด็จไปเยี่ยมพระมเหสีบ้างหรือ”

            “นี่สิน่ากังขานะฝ่าบาท” คิมจินอูพูดพลางทอดตามองหัตถ์เรียวของรัชทายาทหนุ่มที่ตวัดเขียนข้อความ “ยามนี้พระพันปียุ่งกับการอบรมมารยาทในราชสำนักให้พระสนมคยองพิน จึงไม่ใคร่จะได้เสวนากับพระมเหสี”

            “ฝ่ายในสูงสุดตามตำแหน่งเป็นพระมเหสี แต่ตามลำดับศักดิ์พระภรรยาเจ้าทั้งหลายก็ต้องเกรงพระพันปี หากมีเหตุอันใด พระพันปีคงไกล่เกลี่ยได้ไม่ยาก”

            “เห็นจะไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้น ฝ่าบาทอย่าดูเบาพระราชมารดาของพระราชามินโฮเด็ดขาด”

            คำพูดของคุณชายใหญ่ตระกูลคิม ทำให้รัชทายาทเมืองคูซันเงยพักตร์ขึ้นทอดพระเนตร เมื่อเห็นสีหน้าแย้มยิ้มราวรู้ความนัยของบัณฑิตหนุ่ม พระขนงก็ขมวดมุ่นด้วยความหลากพระทัย

            “พระพันปี เป็นธิดาสกุลโน สกุลทหารเก่าแก่ที่ร่วมศึกมาตั้งแต่สมัยตั้งราชวงศ์ ทั้งเป็นญาติห่างๆ ทางการสมรสกับสกุลกง แต่สกุลโนขึ้นชื่อที่สุดในเรื่องการเคี่ยวกรำทั้งบุตร และธิดาในเชิงการรบ ว่ากันว่าทายาทสกุลโนจับดาบคล่องกว่าพู่กัน พระพันปีนั้น เพราะประลองดาบกับฝ่าบาทองค์เก่าแล้วไม่พบผลแพ้ชนะ ฝ่าบาทเลยพอพระทัย รับเข้าวังถวายตัวรับใช้ฝ่าบาทแต่ได้เป็นเพียงซึงอึนซังกุง* เพราะพระราชมารดาของฝ่าบาทองค์ก่อนไม่พอพระทัยที่ฝ่าบาทองค์ก่อนรับเข้ามาในวังโดยไม่ทูลก่อน

พระพันปีนั้นดูภายนอกอ่อนๆ ไม่เอาเรื่องเอาราวกับผู้ใด แม้ถูกกลั่นแกล้ง หรือริษยาก็ทรงวางเฉย แต่กลับแข็งใน เพียงไม่กี่ปี ก็ทรงสร้างเส้นสายไปทั่ววังหลวง และขุนนางที่เป็นพระญาติ ยิ่งฝ่าบาทโปรดปรานทั้งที่เป็นเพียงซังกุงพิเศษ แต่กลับยิ่งมีอำนาจกว่าพระมเหสีในขณะนั้น จนกระทั่งทรงครรภ์ขึ้นมา ขุนนางฝ่ายหน้าที่เป็นพระญาติได้เรียกร้องให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเป็นพระสนม ครั้งพอตั้งเป็นพระสนมเอก พระมเหสีเดิมก็น้อยพระทัยจนประชวรและสิ้นพระชนม์ พ้นช่วงไว้ทุกข์ ฝ่าบาทปัจจุบันก็ประสูติแล้ว พระพันปีจึงได้เลื่อนขึ้นที่พระมเหสี

พระราชมารดาของฝ่าบาทองค์ก่อนจะอาละวาดเพียงใด ก็ทรงวางเฉย เมื่อมีปากเสียงหนักเข้า พระพันปีองค์ก่อนรับสั่งขู่ว่าจะเสด็จไปประทับที่วัด หากฝ่าบาทไม่ปลดพระนางออกจากตำแหน่งมเหสี พระพันปีจึงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์บูรณะวัดที่พระพันปีองค์ก่อนว่าจะเสด็จไป ผลคือพระพันปีองค์ก่อน ต้องเสด็จไปถือศีลที่วัดจนสิ้นพระชนม์จริงๆ”

“ข้ายังไม่เห็นว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับที่ฮยองนิมบอกข้าเรื่องพระมเหสีองค์ปัจจุบันที่ตรงไหน”

“ฝ่าบาทนะ ฝ่าบาท” คิมจินอูหัวเราะ และจิบชา “พระพันปีรักพระราชามินโฮลึกซึ้ง เพราะเป็นพระโอรสองค์เดียว ยามนี้ทรงประกาศชัดเจนแล้วว่าทรงเลือกข้างพระสนมคยองพิน หากพระมเหสีจองยอนยังแข็งขืน ยอมหักไม่ยอมงอเช่นนี้ ไม่นานคงต้องถูกกดดันจนพ้นตำแหน่งมเหสีเป็นแน่”

“สตรีวังหลังขับเคี่ยวกันน่ากลัวแท้”

คังยูรับสั่งก่อนจะคัดสำเนาส่วนที่ร่างไว้จนเสร็จไปหน้าหนึ่ง คิมจินอูจึงหยิบม้วนผ้าไหมสีทองอ่อนมาวางตรงโต๊ะทรงงาน รัชทายาทเมืองคูซันทอดพระเนตรม้วนผ้าก่อนรับสั่ง

“อะไรกันฮยองนิม”

“ของกำนัลของฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้มาเฝ้านาน เลยหาของติดมือมาถวาย”

“หมู่นี้ฮยองนิมร่าเริงจนวาดภาพเชียวหรือ ท่าทางกรมยุติธรรมจะงานน้อยกระมัง”

“ไฮ้! รับสั่งอะไรอย่างนั้น กระหม่อมไหนเลยจะว่างมาวาดรูป ของนี่เป็นของฮวันซังกุงไหว้วานให้กระหม่อมเอามาถวาย เห็นว่าวันก่อนฝ่าบาทประทานภาพวาดให้ฮวันซังกุงหรือมิใช่ ของนี่ก็คงเป็นของตอบแทนน้ำใจกลับกระมัง”

“อ้อ” คังยูอุทาน ก่อนรับสั่ง “บังเอิญพบกัน ฮวันซังกุงว่าอยากได้รูปไปแขวนในห้อง ข้าเลยยกรูปให้ไป”

“เช่นนั้นเอง เอาล่ะ วันนี้กระหม่อมมาเฝ้าเสียนาน ทูลลาก่อน”

“อ้าว มิอยู่กินข้าวเย็นด้วยกันหรือ” คังยูรับสั่งถามอย่างเสียพระทัย “ข้ากินข้าวคนเดียวมาแรมเดือน เหงาเต็มที”

“ไว้คราวหน้าเถิดฝ่าบาท วันนี้กระหม่อมอยู่ไม่ได้จริงๆ”

รัชทายาทหนุ่มไม่ได้ยั้งคิมจินอูไว้นานนัก เมื่ออีกฝ่ายจากไป ห้องทรงงานในวังหน้าก็เงียบเหงาลงไปถนัดใจ คังยูหยิบม้วนผ้าไหมรองรับรูปภาพที่ฮวันซังกุงส่งมาเป็นของกำนัล ก่อนค่อยๆ คลี่เปิดดูรูปวาดกิ่งดอกซัลกูสีชมพูอ่อน เมื่อมองเผินๆ ภาพนี้คล้ายกับภาพวาดที่ยกให้ฮวันซังกุง แต่ในภาพนี้มีนกเล็กๆ สีน้ำเงินตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งดอกซัลกู กริยาของนกนั้นราวกับกำลังกู่ร้อง ดอกซัลกูบนกิ่งก็เป็นดอกที่เพิ่งเบ่งบาน บางดอกในกิ่งยังเป็นดอกตูม พร้อมด้วยบทกวีเขียนด้วยตัวหนังสือที่บรรจงคัดอย่างงดงาม วรรคแรกขึ้นต้นด้วยบทกวีที่คังยูเขียนไว้ความว่า

บุปผาผลิรับลมวสันต์

สกุณาพร่ำรำพันถึงคู่

ลี้หลบหนใดไป่รู้

ถวิลหาอยู่มิเว้นวาย

            หทัยของรัชทายาทเมืองคูซันเต้นแรงราวกับวิ่งมาจากที่ไกลๆ ปลายดรรชนีสัมผัสน้ำหมึกแต่ละตัวอักษรที่ถูกบรรจงคัดมาบนแผ่นกระดาษ ต่อให้แสร้งไม่รู้ว่าฮวันซังกุงส่งของมาด้วยความนัยอย่างใด แต่คังยูก็ไม่อาจแสร้งเมินเฉยต่อถ้อยบทกวีอ่อนหวาน เว้าวอนนั้นได้

            พระเนตรเรียวทอดมองออกไปนอกกรอบหน้าต่าง ต้นซัลกูที่เป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพแรกนั้น กำลังผลิดอกบานส่งกลิ่นหอมหวานรวยรินมากับสายลมอุ่นของฤดูใหม่ รัชทายาทเมืองคูซันลุกขึ้นไปหยิบกระดาษ และสีมาวาดภาพขึ้นภาพหนึ่ง พร้อมคัดบทกวีลงไป ครั้งเมื่อพอพระทัย จึงเรียกนางรับใช้ให้เข้ามารับม้วนภาพวาดกับจดหมายที่ปิดฝึกด้วยครั่ง และกำชับให้ฝ่ายนั้นส่งถึงมือฮวันซังกุงให้ได้

 

            “วันนี้ฝ่าบาทเสวยได้มากทีเดียวนะเพคะ”

            ฮวันซังกุงพูดเบาๆ เมื่อเห็นว่าพระราชาหนุ่มให้นางในเลื่อนถาดเครื่องออกไป พระราชามินโฮพยักพระพักตร์ก่อนจะหยิบตำราพิชัยสงครามมา ซังกุงผู้ใหญ่พยักหน้าให้นางในอื่นๆ ออกไปก่อน เมื่อในห้องเหลือเพียงตนกับพระราชามินโฮ ฮวันซังกุงจึงลงมือชงชา และยกไปถวาย ก่อนเอ่ยเบาๆ

            “ตำราพิชัยสงคราม น่าสนุกหรือเพคะ ฝ่าบาทอ่านมาหลายวันแล้ว”

            “นับว่าเพลิดเพลินดี” พระราชาหนุ่มรับสั่ง และยกถ้วยเคลือบขึ้นเสวยสุธารสชา แต่ไม่ละพระเนตรจากตำรา “ฮวันซังกุงส่งภาพของข้าไปกำนัลคนวาดภาพแล้วหรือ”

            “ส่งไปแล้วเพคะ”

            “แล้วอย่างไร” พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรพระอภิบาล

            “ก็ส่งไปแล้ว จะให้อย่างไรเพคะ”

            “คนรับเขาว่าอย่างไรล่ะ”

            “เขาส่งของกำนัลมาถวาย ตอบแทนน้ำพระทัย แต่กำชับว่าหากฝ่าบาทไม่ยอมเสวย ก็ไม่ต้องให้หม่อมฉันนำของขึ้นถวาย วันนี้เห็นเสวยได้มาก หม่อมฉันถวายเลยแล้วกันนะเพคะ”

            ฮวันซังกุงตีสีหน้านิ่งเรียบเมื่อพูด แม้ในใจจะเอ็นดูพระราชาหนุ่มน้อยที่ทรงตื่นเต้นอย่างปิดไม่อยู่ ครั้งทอดพระเนตรเห็นม้วนภาพวาด ฮวันซังกุงก็เห็นประกายวิบวับในพระเนตรคมดุ เมื่อถวายม้วนภาพวาดถึงพระหัตถ์แล้วจึงเอ่ยปาก

            “พรุ่งนี้ รัชทายาทคังยูจะมาเฝ้านะเพคะ”

            “งั้นหรือ” พระหัตถ์ที่กำลังจะเปิดม้วนภาพชะงักค้าง ก่อนรับสั่ง “ฮวันซังกุงเตรียมของชอบของฮยองนิมของข้าไว้มากหน่อย ไม่พบหน้าฮยองนิมเสียนาน พรุ่งนี้จะได้กินข้าวด้วยกันเสียที”

            “เพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอไปดูห้องเครื่องก่อน จะได้กำชับตามรับสั่งฝ่าบาท”

            “ไปเถิด”

            พระราชามินโฮรอกระทั่งฮวันซังกุงออกไปจากห้องทรงงานแล้ว จึงค่อยคลี่เปิดม้วนภาพวาด ภาพที่เห็นเป็นภาพกอต้นไผ่เขียวจี ไผ่บางลำต้องลมจนเอนอ่อน ตัวอักษรบทกวีที่เป็นลายมือของคังยูคัดไว้งดงามเด่นชัด

            ไผ่พริ้วผิวไผ่ระลม

เอนอ่อนตามลมระไล้

ไร้รอยกลับกวาดกิ่งใบ

ดังตัวไป่ใกล้แต่ใจเคียง

            พระราชาหนุ่มไล้แผ่นภาพวาดพร้อมบทกวีอย่างทะนุถนอม เพียงคิดว่ากระดาษแผ่นนี้เคยถูกสัมผัสผ่านมือของคังยูมาแล้ว คุณค่าของกระดาษนี้ก็สูงยิ่งกว่าพระราชทรัพย์ทั้งท้องพระคลัง ทั้งบทกวีที่เขียนมานี้ก็เปิดเผยความรู้สึกของคังยูไม่น้อย พระเนตรคมทอดมองออกไปนอกพระบัญชร ท้องฟ้าเริ่มมืดคล้ำเมื่อใกล้ค่ำ พริบตาเดียวดวงตะวันก็ลับฟ้า พระจันทร์เคลื่อนมาอยู่แทนที่

            พระราชาหนุ่มเฝ้ามองท้องฟ้า และภาวนาให้โมงยามเคลื่อนคล้อยไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้แสงแรกแห่งอุษามาเยือนขอบฟ้าเสียที

 

            คังยูถอยหลบเมื่อขบวนนางในนำสตรีฝ่ายในผ่านมาในทางที่รัชทายาทเมืองคูซันกำลังจะเดินทางไปเฝ้าพระราชา คังยูลอบสังเกตเห็นว่าซังกุงที่เดินข้างสตรีสูงศักดิ์ฝ่ายในนั้นกระซิบบอกสตรีผู้นั้น ฝ่ายนั้นจึงเป็นฝ่ายทำความเคารพก่อน

            “คังยูวอนจานิม หม่อมฉันพระสนมคยองพิน ถวายพระพรเพคะ”

            “ถวายพระพรพระสนม”

            “วอนจานิม จะเสด็จไหนหรือเพคะ”

            น้ำเสียงของพระสนมคยองพินอ่อนโยน แม้พระโฉมจะไม่งดงามเท่ากับพระมเหสี แต่พระสนมคยองพินผู้นี้มีลักษณะนุ่มนวล ชวนให้ผู้พบเห็นรู้สึกสบายตา สบายใจ

            “วันนี้กระหม่อมมาเข้าเฝ้าฝ่าบาท”

            “เช่นนั้นเอง หม่อมฉันกำลังจะไปเฝ้าพระพันปี” พระสนมคยองพินแย้มสรวลอ่อนหวาน “ตั้งแต่หม่อมฉันเข้าวังมา เมื่อได้รับใช้ฝ่าบาท ก็ได้ยินฝ่าบาทรับสั่งถึงวอนจานิมอยู่เสมอว่าวอนจานิมรู้พระทัย กระทั่งชงพระสุธารสชา ยังโปรดรสมือวอนจานิมมากกว่าใคร ครั้งหน้า คงต้องขอให้วอนจานิมชี้แนะแล้ว”

            “พระสนมกล่าวหนักไปแล้ว ที่จริงฮวันซังกุงก็รู้พระทัยฝ่าบาทมากกว่าใคร พระสนมเรียนรู้จากฮวันซังกุงจะดีกว่า”

            คังยูตอบปฏิเสธอย่างหนุ่มนวล แต่กลับไม่ตัดรอนจนหักหาญน้ำใจอีกฝ่าย รัชทายาทเมืองคูซันกำลังจะรับสั่งขอแยกไปพบพระราชาตามที่ตั้งใจ แต่มิคิดว่าเพียงคิดถึง พระราชามินโฮจะเสด็จผ่านมาจริงๆ พระราชาหนุ่มดำเนินเร็วๆ มาประทับตรงกลาง ระหว่างพระสนมคยองพินและรัชทายาทเมืองคูซัน

            “ถวายพระพรฝ่าบาท”

            “ถวายพระพรเพคะ” พระสนมคยองพินแย้มสรวลอ่อนโยน “วันนี้ฝ่าบาทประชุมขุนนางเสร็จไวจริง เสด็จไปตำหนักสมเด็จแม่กับหม่อมฉันดีหรือไม่เพคะ”

            “เมื่อเช้า ไปมาแล้ว” พระราชามินโฮรับสั่งตอบ ก่อนหันมาทอดพระเนตรคังยู “ฮยองนิม มาแล้วหรือ ไปเถอะ ข้ามีเรื่องจะพูดกับฮยองนิมมากมาย”

            “ทูลลาพระสนม”

            คังยูหันไปรับสั่งกับพระสนมคยองพิน ฝ่ายนั้นทำความเคารพอย่างอ่อนหวาน แต่กลับมองเห็นพระราชากุมข้อมือบางของรัชทายาทเมืองคูซัน และจับจูงให้เดินไปทางตำหนักทรงงาน พระสนมคยองพิน ตระกูลกงสังเกตเห็นว่า แม้คังยูวอนจา จะพยายามเดินช้ากว่าฝ่าบาทก้าวหนึ่ง เพื่อไม่ให้เทียมกับพระราชา แต่พระราชามินโฮเอง กลับเดินช้าลง เพื่อจะดำเนินเคียงกับรัชทายาทเมืองคูซัน

            และพระราชามินโฮกุมข้อมือของคังยูเอาไว้ ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะหายห่างไปจากข้างพระองค์

 

           

TBC

 

           

Note:   ซัลกู (살구) คือต้นแอพพริคอท

            ขนมแพก๊ซฮวาจอน (배꽃화전) แป้งต็อกวางด้วยกลีบดอกแพร์ แล้วนำลงไปทอดในกระทะจนแป้งสุก

            ซึงอึนซังกุง (승은상궁) นางในที่ถวายตัวกับกษัตริย์แล้ว มีฐานะสูงกว่าซังกุง แต่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นสนม

 

anonym_message: สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วกับเรื่องยาว และขอคุยยาวหน่อยนะคะ จริงๆ เรื่องนี้ด้วยความที่เป็นแนวพีเรียด ทำให้เขียนแต่ละครั้งค่อนข้างนานค่ะ แล้วพลอตที่เราวางไว้คือไม่สามารถที่จะจบแบบรวบรัดได้ เรื่องนี้เลยอาจจะยาวหน่อยนะคะ แต่หวังว่าจะติดตามต่อไป และชอบกัน ขอบคุณค่ะ #แผนลวงวังหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #11 Midnight1010 (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:17
    ทำไมเรากลัวพระสนม เราอาจจะคิดมากไป งืมงืม
    #11
    0