[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 4 : 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 45
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    28 ม.ค. 63

- 4 -

 

 

 

            นางข้าหลวงสามคนตัวสั่นงันงก เมื่อโถกระเบื้องเคลือบเนื้อดีถูกเขวี้ยงลงมาแตกกระจายห่างจากที่พวกนางหมอบอยู่ไม่ถึงคืบ กลิ่นแป้งผสมผงจันทน์หอมอวลอยู่ตรงหน้า แต่นางข้าหลวงรุ่นเล็กสุดในหมู่นั้นถึงกับน้ำตาคลอ ตัวสั่นสะท้านเพราะความกลัว

 

            “พระมเหสี สงบพระทัยก่อนเถอะเพคะ”

 

            หญิงที่สูงวัยที่สุด ทำหน้าที่ซังกุงใหญ่ประจำตำหนักกลางเอ่ยปรามด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ แม้ซอซุนกยู จะเป็นผู้อภิบาลพระมเหสีอิมจองยอนมาตั้งแต่แรกประสูติ และหากนับกันตามจริง ซอซุนกยูมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของท่านหญิงมารดาของพระมเหสี แต่ครอบครัวซอซุนกยู ไม่ได้รุ่งเรืองเท่าครอบครัวท่านหญิงซอ มารดาของอิมจองยอน

 

            ซอซุนกยูจึงมาพึ่งใบบุญญาติที่ร่ำรวยกว่าตั้งแต่อายุสิบขวบ แม้มีฐานะดีกว่าบ่าวรับใช้ในบ้าน แต่ก็ไม่ได้สูงส่งจนบรรดาบ่าวทาสต้องยำเกรง เพราะซอซุนกยูได้รับการเลี้ยงดูกึ่งญาติกึ่งคนรับใช้ มีหน้าที่รับใช้ดูแลท่านหญิงมารดาของพระมเหสีตั้งแต่วัยเยาว์ จนกระทั่งแต่งเข้าสกุลอิม ซอซุนกยูก็ถูกส่งไปอยู่บ้านสกุลอิมในฐานะต้นห้อง

 

            อิมจองยอน เด็กสาวหน้าตาหมดจดที่ซอซุนกยูเลี้ยงดูมาแต่แรกเกิดนั้น เคยเอาแต่ใจอย่างร้ายกาจเมื่อวัยเยาว์อย่างไร ยามนี้เมื่อเป็นพระมเหสีก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปกี่มากน้อย

 

            “ใจเย็นหรือ” ดรรชีเรียวขาวผ่องราวลำเทียนสั่นระริก ชี้หน้าซังกุงที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับมารดาอย่างไม่ไว้หน้า “กล้าดีอย่างไรมาสั่งข้า”

 

            “พระมเหสี อย่ารับสั่งเสียงดังเลยเพคะ กำแพงมีหู ประตูมีช่องนะเพคะ”

 

            ซังกุงผู้ใหญ่เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แต่พระเขนยปักลายดอกโมรัน*สีทองกลับลอยลงไปกระแทกศีรษะนางข้าหลวงที่หมอบตัวสั่นอยู่ เด็กสาวที่ถูกเขวี้ยงด้วยหมอนร้องไห้กระซิกด้วยความกลัว แต่พระโทสะของพระมเหสีอิมก็ยังไม่ทุเลา

 

            “หุบปาก ยังจะมาร้องไห้กระซี๊กระซิกน่ารำคาญอีก!” หัตถ์เรียวคว้าเชิงเทียนทองเหลืองที่มีที่กันลมเฉพาะเป็นลายผีเสื้อเขวี้ยงลงไปโดยไม่สนใจว่านางข้าหลวงที่หมอบอยู่จะหลบทันหรือไม่ “ออกไป! ไสหัวไปให้หมด ไปไป๊!

 

            ไม่ต้องรอให้สั่งซ้ำสอง นางข้าหลวงและซอซังกุงถอยออกจากห้องบรรทมของพระมเหสีอย่างรวดเร็ว หัตถ์ขาวบอบบางอย่างคนที่ไม่เคยทำงานหนักกำแน่นจนปลายเล็บมนจิกลงบนเนื้ออ่อน หัตถ์ของพระมเหสีสั่นเทาด้วยโทสะที่อัดแน่นอยู่ในพระทัย

 

            ฝ่าบาทช่างกล้านัก ช่างกล้าหยามธิดาที่เสนาบดีใหญ่รักปานแก้วตาดวงใจนัก

 

            อิมจองยอนพบพระราชา ผู้เป็นสวามีครั้งแรกเมื่อครั้งซงมินโฮ ยังเป็นองค์ชายรัชทายาทมิน นับตั้งแต่วันนั้น เด็กสาวก็ปักใจว่าจะต้องได้อภิเษกกับองค์ชายหนุ่มน้อย เพื่อจะได้เป็นพระมเหสีเท่านั้น ตำแหน่งพระมเหสีเมืองพยองจู เหมือนจันทราที่อยู่บนท้องฟ้า หญิงสาวทั้งเมืองต่างได้แต่ฝันถึง แต่เพราะการร้องไห้ เสแสร้งว่าเสียใจจนเจ็บไข้ไม่กี่วัน ท่านเสนาบดีผู้ใหญ่ที่เป็นบิดา ก็นำตำแหน่งพระมเหสีมาวางให้ธิดาคนเล็กที่ท่านรักกว่าสิ่งใดได้สำเร็จ

 

            วรองค์บางระหงสั่นเทิ้มด้วยความเกรี้ยวโกรธที่พุ่งพล่าน หลายปีมานี้ นอกจากการถูกพระราชาหมางเมินไม่แม้แต่จะเสด็จมาประทับที่พระตำหนักกลางแล้ว อิมจองยอนยังได้ยินเสียงลือหนาหู ถึงความเป็น ตัวโปรด ของหนุ่มน้อยอย่าง คังยู ที่ฝ่าบาทรับสั่งหาไม่ได้ขาด

 

            นางข้าหลวงซุบซิบกันว่าฝ่าบาทโปรดวังหน้ามากกว่าวังหลัง หัวใจของหญิงสาวก็ร้อนรุ่มราวกับถูกราดด้วยน้ำเดือดพล่าน

 

            ยามยังเป็นดรุณีแรกรุ่น หลังจากฝ่าบาทเสด็จมาแรมคืน ด้วยความที่ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ของอิมจองยอน จึงจ่ายเงินทองไปมากเพื่อปั้นแต่งเรื่องว่าตั้งครรภ์ขึ้น เพราะต้องการให้ฝ่าบาทมอบความสนใจให้ ด้วยความคิดตื้นๆ ว่าจะมีชายใดบ้าง ที่จะหมางเมินกับชายาที่ตั้งครรภ์เป็นครั้งแรก หากฝ่าบาทเสด็จมาประทับด้วยบ่อยๆ ก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ขึ้นมาจริงๆ

 

            คิดไม่ถึงว่านอกจากฝ่าบาทจะยังห่างเหินเช่นเดิมแล้ว ยังวางพระองค์ราวกับระแคะระคายพระทัยว่าทราบความลับนี้เข้า จองยอนจึงไม่มีทางเลือกนอกจากปล่อยข่าวว่าพระหน่อในกายตกเสีย

 

            พระมเหสีเมืองพยองจู ดำเนินวนไปวนมาในห้องบรรทม ข่าวที่ได้ยินมาวันนี้แน่นอนยิ่งกว่าเรื่องใดทั้งหมด เพราะพระพันปีรับสั่งโดยตรง ให้จองยอนดูแลตกแต่งตำหนักซ้ายเพื่อรอรับกุลธิดาจากสกุลกง ที่จะได้รับแต่งตั้งเข้าวังหลวงในไม่กี่เดือนนี้

 

            กงโมรัน นางอัปลักษณ์ผู้นั้นหรือ ที่จะได้เป็นพระสนมเอกขั้น พิน หญิงสาวหน้าตาจืดชืดคนนั้นหรือที่จะได้เป็นพระสนมคยองพิน สกุลกง ครอบครองตำหนักซ้ายในวังหลวง

 

            แจกันกระเบื้องเคลือบเขียนลายดอกโมรัน มีดอกไม้ชนิดเดียวกันสีชมพูสดปักไว้เป็นช่อแลดูอ่อนหวาน ส่งกลิ่นหอมอ่อนตรงมุมห้องบรรทม ดอกโมรันสีหวานกระตุ้นให้รำลึกถึงว่าที่พระสนมเอก พระมเหสีเมืองพยองจูจึงดำเนินเร็วๆ ไปคว้าแจกันกระเบื้องเคลือบเนื้อดี และทุ่มมันลงกับพื้น พร้อมกรีดเสียงด้วยความคับแค้นใจ

 

            ซอซังกุงที่ยืนนิ่งอยู่หน้าห้องบรรทมจ้องตานางข้าหลวงที่ยืนก้มหน้าตัวสั่นกันอยู่หน้าห้อง

 

            “ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยินอะไรทั้งนั้นเข้าใจไหม”

 

            เด็กสาวเกือบสิบคนหน้าห้องบรรทมรับคำซังกุงผู้ใหญ่พร้อมกัน และต่างก้มหน้านิ่ง ในใจของเหล่าเด็กสาวต่างภาวนาให้ถึงเวลาผลัดเวรเร็วๆ จะได้เลี่ยงออกไปให้พ้นจากพระโทสะของพระมเหสี เสียงข้าวของแตกเปรื่องในห้อง บ่งบอกว่าเครื่องกระเบื้อง เครื่องเคลือบที่ใช้ตกแต่งห้องบรรทมคงถูกเขวี้ยงตกแตกกระจาย

 

            ซอซุนกยู แม้จะพยายามวางสีหน้านิ่งเฉย แต่อดกังวลใจไม่ได้

 

 

 

            “เครื่องทองชุดนี้งามทีเดียว ฝ่าบาท”

 

            รัชทายาทหนุ่มวางเครื่องทองของสตรีลงบนผ้ากำมะหยี่สีแดงสด แม้เครื่องทองประดับหยกจะงามเลิศเพียงใด ก็ยังมีความด้อยกว่าชุดเครื่องทองประดับยศของพระมเหสีที่ได้รับพระราชทานในวันอภิเษก

 

            “งามหรือ”

 

            “งามสิฝ่าบาท” คังยูสบพระเนตรคมที่ทอดตรงมาหา “งามสมกับเป็นของพระราชทานให้พระสนมเอก”

           

            “ถ้าเป็นของฮยองนิม เครื่องเพชรเครื่องทองงามเท่าไหร่ ก็ยังไม่มีค่าเทียบฮยองนิมได้”

 

            “ฝ่าบาทก็รับสั่งเป็นเล่นไปเสียหมด”

 

            รัชทายาทเมืองคูซันตัดบท ก่อนจะเสไปหยิบม้วนฎีกาขึ้นมาคลี่ถวาย พระหัตถ์ขาวเรียวแตะลงบนแผ่นม้วนฎีกา แล้วรับสั่งด้วยเสียงนุ่มนวล

 

            “ฎีกาจากกรมเมือง เรื่องการเก็บอากรค่าสุราจากบรรดาโรงน้ำชา โรงเหล้าที่ต้มกลั่นสุราเอง” รัชทายาทหนุ่มเอนองค์ไปใกล้ซงมินโฮก่อนตอบ “กระหม่อมว่าอากรค่าสุราเดิมก็สูงอยู่แล้ว ถึงร้อยละสิบห้าเหวิน หากเก็บเพิ่มเป็นร้อยละยี่สิบเหวิน เกรงว่าจะไม่ดีนะฝ่าบาท”

 

            “กรมเมืองเก็บค่าอากรสุราได้ลำบาก เพราะชาวบ้านต่างหมักกลั่นเหล้าเอง ร้านค้า โรงน้ำชา โรงเหล้า ก็มักจะหลบเลี่ยง ไม่รายงานบัญชีกันตามจริง แต่อากรสุราเก็บมาร้อยละสิบห้าเหวินตั้งแต่แผ่นดินก่อน หากไม่ปรับเลย รายได้ก็คงไม่เพิ่ม”

 

            “แต่ถ้าปรับมากไป กระหม่อมเกรงว่า คนจะติฉินนินทา ว่าฝ่าบาทรีดเลือดเอากับปู”

 

            “ข้าก็คิดเหมือนฮยองนิม” รอยแย้มสรวล ช่างเล่นของพระราชามินโฮจางไปจากพระพักตร์ “ถ้าเราเก็บแบบอากรแบบที่คนที่กลั่นเหล้าปีหนึ่งไม่ถึงสามร้อยไหคิดอากรร้อยละสิบห้าเหวิน ห้าร้อยไหอากรร้อยละสิบแปดเหวิน พันไหขึ้นไปอากรร้อยละยี่สิบเหวินเล่าจะเป็นอย่างไร”

 

            “แต่ใครจะรายงานตามจริงเล่าฝ่าบาท หากเก็บอากรเช่นนั้น เห็นทีคงมีแต่คนรายงานว่ากลั่นเหล้าปีละไม่เกินสามร้อยไห”

 

            “จริงของฮยองนิม” พระราชาหนุ่มถอนใจ

 

            “ฝ่าบาท อย่าเพิ่งกังวลพระทัย กระหม่อมจะช่วยคิดหาวิธี ถ้าคิดอะไรดีๆ ได้ จะรีบถวายรายงาน” คังยูรับสั่งเสียงเบา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “อีกสิบห้าวัน พระสนมใหม่ก็จะเข้าวังแล้ว ฝ่าบาทตื่นเต้นหรือไม่”

 

            “ไม่”

 

            ราชาหนุ่มน้อยรับสั่งเรียบๆ และทำสีพระพักตร์เรียบเฉย ในขณะที่คนพูดกลับแย้มสรวลหยอกเย้า หัตถ์เรียววางลงบนท่อนแขนแกร่งก่อนจะพูดต่อ

 

            “โธ่! ฝ่าบาทตีสีพระพักตร์นิ่งราวกับม้าตายเช่นนี้ กระหม่อมเย้าต่อไม่ถูก”

 

            “ไม่เห็นมีเรื่องใดน่าสนใจเสียหน่อย ฮยองนิม”

 

            “ไม่น่าสนใจได้อย่างไร ฝ่าบาทมัวแต่หมกมุ่นกับเรื่องราชกิจจนไม่รับรู้เรื่องใดๆ ในวังหลวง ทั้งนางข้าหลวง นางรับใช้ เหล่าขันที กระทั่งทหารเวรยาม ยังพากันซุบซิบถึงเรื่องพระสนมองค์ใหม่ขาดปาก กระหม่อมอยู่วังหน้า ยังได้ยินเสียงซุบซิบไปถึงว่า ฝ่าบาทหลังจากอภิเษกกับพระมเหสีก็ไม่รับพระสนม ไม่แต่งตั้งกระทั่งซังกุงพิเศษใดๆ เลย การที่จะรับคุณหนูสกุลกงมาเป็นพระสนมเอกครั้งนี้จึงนับว่าเป็นเรื่องเอิกเริกทีเดียว ชาววังต่างก็ตื่นเต้นกันทั่วหน้า”

 

            “ตื่นกันไปครู่เดียวเท่านั้นแหละ” พระราชาหนุ่มรับสั่งพลางอ่านฎีกาต่อ “คนในวังอยู่กันมาก พออยู่กันมาก งานมีน้อย ไม่มีอะไรทำก็หาเรื่องมาพูดกัน เรื่องที่จะพูดแล้วออกรสก็เห็นจะมีแต่เรื่องของคนอื่น”

 

            “จริงแท้ คนอยู่ในวังหลวงต่างหาเรื่องมาพูดแก้เหงากันไม่รู้จบ” รัชทายาทเมืองคูซันรับคำ แล้วแย้มสรวลจนพระราชาหนุ่มเงยพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรอยู่นาน ซงมินโฮจึงเอ่ยเบาๆ

 

            “ฮยองนิม อยากเล่าเรื่องอื่น ที่ไม่ใช่แค่เรื่องพระสนมคนใหม่กระมัง”

 

            “ชั่วชีวิตนี้ จะหาคนรู้ใจกระหม่อมได้เท่าพระราชาเมืองพยองจู คงไม่มีอีกแล้ว”

 

            ปรางแก้มของพระราชาเมืองพยองจูขึ้นสีโลหิตซ่าน เมื่อฟังคำหวานจากคังยู ตาคมสบนิ่งอยู่ที่ดวงพักตร์นวลละออ คังยูไม่หลบสายพระเนตร ต่างฝ่ายต่างสบตากันเนิ่นนานโดยปราศจากถ้อยคำ มีเพียงความนัยที่สื่อสารผ่านสายตาเท่านั้นที่ถ่ายทอดระหว่างกัน

 

            “ฝ่าบาท” น้ำเสียงของคังยูเบาหวิวจนแทบกลืนไปกับเสียงลมที่พัดเรื่อยระใบไม้ในสวน “กระหม่อมได้ยินเรื่องไม่สู้ดีนัก เกี่ยวกับพระมเหสี”

 

            “เรื่องอะไร”

 

            “เมื่อหลายวันก่อน ได้ยินว่าพระมเหสีอาละวาดทำลายข้าวของในห้องบรรทมเสียหายไปไม่ใช่น้อย นางข้าหลวงถูกขว้างปาด้วยข้าวของ ลือกันว่าทรงกริ้วเรื่องที่ฝ่าบาทจะรับพระสนมองค์ใหม่”

 

            “ฮยองนิมได้ยินเรื่องนี้มาจากไหน”

 

            “สำคัญด้วยหรือฝ่าบาท”

 

            “สำคัญ” พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างหนักแน่น “เพราะข้าจะได้รู้ ว่าควรจะวางตัวอย่างไรต่อไป”

 

            “นางข้าหลวงในตำหนักพระพันปีคนหนึ่งเป็นคนเล่าเรื่องนี้ให้คนที่กระหม่อมไว้ใจได้ฟัง” เนตรเรียวของคังยูสำรวจดวงพักตร์ของพระราชาหนุ่ม และพบว่าซงมินโฮยังคงนิ่งเฉยไม่เปลี่ยน “มีคนมาเล่าเรื่องนี้ถวายให้พระพันปีทราบ ได้ยินว่าพระมารดาของฝ่าบาทไม่พอพระทัยนัก”

 

            “สมเด็จแม่ของข้าแม้จะยึดเรื่องประโยชน์ และความมั่นคงของราชวงศ์เป็นสำคัญ แต่ก็ไม่ถือเรื่องนั้นมากไปกว่าความผาสุกของข้า” พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างใช้ความคิด “ที่จริง สมเด็จแม่สนับสนุนให้ข้ารับสนมใหม่มาหลายปี เพราะต้องการหาหินอีกก้อนมาถ่วงอำนาจฝ่ายใน แต่ข้ายังรีรอมาตลอด”

 

            ดวงเนตรคมดำขลับทอดมองตรงมาที่รัชทายาทเมืองคูซัน ก่อนจะที่ซงมินโฮจะเอ่ยคำ

 

            “ข้าไม่อยากให้ฮยองนิมเสียใจ เหมือนตอนที่ข้าอภิเษกกับจองยอนอีก”

           

            ก้อนเนื้อในอกของรัชทายาทหนุ่มเต้นตุบอย่างน่าละอาย ทั้งที่รู้ และมั่นใจมาตลอดว่าเหตุผลที่พระราชาหนุ่มมีเพียงมเหสีองค์เดียว เป็นเพราะฝ่าบาทไม่โปรดปรานสตรีฝ่ายใน แต่เมื่อได้ยินจากซงมินโฮโดยตรงว่า เหตุผลที่ทำให้พระราชาหนุ่มไม่เฟ้นหาสตรีมาเคียงค้างนั้น เพราะต้องการปกป้องหัวใจของคังยู รัชทายาทเมืองคูซันก็รู้สึกราวกับตนเองกลายเป็นขนนกบางเบา รู้สึกราวกับจะปลิวหายไปกับสายลมได้ทุกเมื่อ

 

            “ที่ข้าต้องรับธิดาสกุลกงเข้ามาเป็นพระสนมเอกครั้งนี้ ก็เพราะสกุลกงของนางเป็นญาติห่างๆ กับสมเด็จแม่ของข้า บิดา และพี่ชายของนางเป็นแม่ทัพใหญ่คุมกองพลกึ่งหนึ่งของเมืองพยองจู เชื้อสายของนางจะช่วงถ่วงอำนาจฝ่ายใน และครอบครัวของนางจะช่วยถ่วงอำนาจฝ่ายหน้าไว้ได้ ข้าจึงคิดว่านางเหมาะสมกับตำแหน่งสนมเอก”

 

            หัตถ์แกร่งวางทาบลงบนหัตถ์เรียวแดงของคังยู เมื่อพระราชาหนุ่มรับสั่งต่อ

 

            “ข้าไม่ได้ตัดสินใจรับธิดาสกุลกงมาเพราะถูกตาต้องใจนางเลยนะ ฮยองนิม”

 

            “ฝ่าบาท” คังยูรับสั่งด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “กระหม่อมยังไม่ได้พูดอะไรเลย ใยทรงวิตกเพียงนั้น”

 

            “ข้าไม่อยากให้ฮยองนิมเป็นทุกข์”

 

            “กระหม่อมเป็นสุขดีเสมอเมื่ออยู่กับฝ่าบาท”

 

            ปลายนิ้วของซงมินโฮไล้อยู่บนหลังมือบางของคังยูเนิ่นนานก่อนที่นิ้วเรียวของรัชทายาทเมืองคูซันจะขยับไปสอดประสานกับหัตถ์แกร่งของอีกฝ่าย ชั่วเวลาที่กุมมือกันอย่างเงียบงันภายในเก๋งไม้เล็กกลางสวนเงียบสงบ แม้ปราศจากคำพูดใด แต่ชายหนุ่มทั้งคู่กลับสื่อสารถึงกันได้อย่างชัดเจน

 

 

            แสงอัจกลับเรื่อเรือง ส่งให้บรรยากาศในโรงน้ำชาฮงรยอนคึกครื้น เสียงบรรเลงดนตรีลอยคลอกับเสียงหัวเราะครื้นเครงของบรรดาแขกเหรื่อ หญิงสาวรูปร่างบอบบางสวมชุดสีชมพูอ่อนราวกับกลีบบัวหลวงแรกแย้ม พร้อมหญิงรับใช้ที่ติดตามมาค่อยๆ หลีกเร้นสายตาผู้คน แฝงกายขึ้นไปยังชั้นสามของร้าน และหยุดยืนอยู่หน้าห้องส่วนตัวที่มีอัจกลับรูปบัวหลวงแขวนอยู่หน้าห้อง

 

            ใบหน้าหวานงดงามดูสำรวม สงบ เมื่อเอ่ยเบาๆ

 

            “ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าน้อยนำชามาเพิ่มให้”

 

            “เข้ามาได้”

 

            เสียงชายหนุ่มในห้องนั้นตอบกลับ หญิงรับใช้ที่ติดตามจึงเลื่อนบานประตูเปิด และส่งถาดป้านชาให้นายหญิง ก่อนจะเลื่อนบานประตูปิดอย่างรวดเร็ว โดยแม้แต่เจ้าตัวยังไม่ทันได้เห็นชายหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านในห้องเสียด้วยซ้ำ

 

            หญิงสาวที่ประคองถาดใส่ป้านชา และกระปุกใบชาเดินเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบ ชายหนุ่มที่นั่งอยู่กลางห้องพยักหน้ารับ เมื่อหญิงสาววางถาดชาลง และทำความเคารพอย่างเรียบร้อย

 

            “เชิญคุณหนูคิมนั่งลงก่อน”

 

            “ฝ่าบาท โปรดเรียกหม่อมฉันว่า ฮงรยอนเถอะเพคะ”

 

            เจ้าของโรงน้ำชาตอบอย่างสุภาพ ก่อนนั่งลงตรงหน้าชายหนุ่ม และเริ่มลงมือชงชาไปด้วย

 

            “ข้าจะเรียกท่านว่าแม่นางฮงรยอนได้อย่างไร ในเมื่อข้ารู้ว่าคุณหนูเป็นน้องสาวของจินอูฮยองนิม”

 

            “ฝ่าบาทกล่าวหนักไปแล้ว” หญิงสาวรับคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “คิมจีซู น้องสาวของคุณชายคิม ต้องโทษประหารไปพร้อมครอบครัว จะยังมีชีวิตได้อย่างไรเพคะ”

 

            คังยูมองใบหน้าของหญิงสาวที่ยื่นถ้วยชาหอมกรุ่นส่งมาให้ ก่อนจะรับชามาจิบโดยไม่ต่อคำ ค่ำนี้เป็นกำหนดการถวายตัวของพระสนมเอกคนใหม่ แม้ปลงใจไม่ให้รู้สึก แต่คังยูกลับกระวนกระวายราวกับเหยียบบนแผ่นกระดานร้อน สุดท้ายจึงได้หลีกเร้นจากวังหน้าออกมาเพียงลำพัง กระทั่งมาถึงโรงน้ำชาแห่งนี้

 

            “ฮงรยอนขอบังอาจถาม ฝ่าบาท มีเรื่องกลุ้มพระทัยหรือเพคะ”

 

            หัตถ์เรียวแดงที่กำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบชะงักค้าง ก่อนจะมองใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้า หญิงเจ้าของโรงน้ำชา ไม่ได้มีท่าทีใคร่รู้ หากแต่สอบถามด้วยความสงบ เมื่อเห็นคังยูไม่ตอบ หญิงสาวจึงเอ่ยต่อ

 

            “เช่นนั้น ได้โปรดให้เกียรติฮงรยอน นั่งเป็นเพื่อนคุยเถอะนะเพคะ”

 

            “ย่อมได้”

 

            “ฝ่าบาท มีเรื่องอันใดอยากถามหม่อมฉันหรือเพคะ”

 

            “ใยคุณหนูถึงถามเช่นนั้น”

 

            “ดวงตาของฝ่าบาทบอกเช่นนั้น”

 

            “เช่นนั้นเอง” คังยูสรวลน้อยๆ ก่อนรับสั่ง “ข้าเพียงแต่คิดว่า ข้ากับคุณหนูมีชะตากรรมที่คล้ายคลึงกันไม่น้อย”

 

            “ชะตากรรมอันน่าอดสูของฮงรยอน ไม่ควรถูกนำไปเทียบกับฝ่าบาท”

 

            “หาเป็นเช่นนั้นไม่” หัถต์เรียววางถ้วยชาลง ก่อนที่คังยูจะกล่าวเสียงเรียบ “ข้าถูกส่งมาอยู่เมืองพยองจูในฐานะตัวประกันตั้งแต่เล็ก หากเทียบกันคือเป็นเสือที่ปราศจากเขี้ยว ยามนี้ที่บ้านเกิด น้องชายที่ถือกำเนิดจากพระมเหสีองค์ปัจจุบันก็มีคนคอยหนุนมากกว่า หากข้ากลับไป ไม่แน่ว่าจะมีชีวิตรอดไปได้” หญิงสาวเจ้าของโรงน้ำชายังนั่งฟังด้วยอาการสงบ คังยูจึงพูดต่อ “อยู่ที่นี่ ข้าก็ไม่ได้ตำแหน่งอะไรมากไปกว่าเจ้าชายต่างเมือง หน้าที่การงาน หากพูดตามจริงอีก ก็เป็นเพียงเสมียน ไม่มีทางก้าวหน้า”

 

            “แต่ฝ่าบาทก็ยังมีบ้านให้หวนกลับไป มีท่านองค์รักษ์อีอยู่นะเพคะ”

 

            “คุณหนูก็มีคุณชายคิมเช่นกัน”

 

            “มีเหมือนกัน แต่ต่างกันเพคะ” หญิงสาวที่งดงามราวกับภาพวาดพูดเบาๆ ราวกับรำพึง “หม่อมฉันยังจดจำวันที่ท่านพ่อของคุณชายคิมให้คนมาแจ้งข่าวได้ดี บางครั้งยังคิดถึงเรื่องราวในวันนั้นอยู่ ท่านแม่ของหม่อมฉัน เมื่อรู้ว่าไม่อาจพ้นราชภัยแน่ ก็ได้ไปขอลูกสาวของทาสคนหนึ่งที่มีวัยเดียวกับหม่อมมา และปล่อยพ่อแม่เด็กให้เป็นไท แลกกับการทิ้งลูกสาวไว้ จากนั้นท่านแม่ก็ได้ให้คนที่มาส่งข่าว พาหม่อมฉันหลบหนีออกจากบ้านมา ภายหลังถึงได้รู้ว่า ท่านแม่อ้างกับทางการว่าลูกสาวของทาสผู้นั้นเป็นหม่อมฉัน เด็กน้อยคนนั้นถูกประหารในชื่อของหม่อมฉัน”

 

            คังยูมองใบหน้างดงามของคู่สนทนาที่กำลังดำดิ่งลงไปสู่ความทรงจำครั้งเยาว์วัย ตากลมดำขลับไม่ได้จับอยู่ที่คังยู แต่เลื่อนลอยราวกับทอดมองไปไกลแสนไกล

 

            “ชั่วชีวิตของหม่อมฉัน มีแต่คนเอาอกอกใจ เพราะเป็นลูกสาวคนเล็ก ในบรรดาพี่น้องที่ล้วนแต่เป็นชาย ท่านพ่อกับท่านแม่รักดุจดวงใจ เพราะพวกท่านอยากมีลูกสาวเหลือเกิน แต่เมื่อออกจากบ้านมา หม่อมฉันกลับต้องระหกระเหินไปถึงชายแดน ต้องเรียนวิชาดาบเพราะไว้ใช้ป้องกันตัว บางครั้งก็ฝันร้าย เห็นวิญญาณลูกทาสผู้นั้นมาทวงถามชีวิต หลายปีมานี้นึกสับสนอยู่บ่อยครั้งถึงความดี ความชั่ว สิ่งผิด สิ่งถูก หม่อมฉันอาจจะยังมีท่านลุง มีท่านพี่จินอู หม่อมฉันไม่อาจหวนคืนสู่ชีวิตของคิมจีซูได้อีกแล้ว แต่ฝ่าบาทยังหวนคืนไปยังเมืองคูซันได้เสมอนะเพคะ”

 

            “คุณหนูคิม ลำบากมามากทีเดียว”

 

            “ชีวิตมนุษย์ หาสุขสงบได้ยากยิ่งเพคะ” หญิงสาวตอบเบาๆ ก่อนจะพูดต่อ “หม่อมฉันพูดเรื่องที่ไม่คิดว่าจะพูดกับผู้ใดไปมากมายเหลือเกินคืนนี้”

 

            “ข้าเองก็เช่นกัน เช่นนั้นนับแต่คืนนี้ คุณหนูคิมกับข้า นับเป็นมิตรต่อกัน”

 

            คังยูยกถ้วยชาขึ้นตรงหน้า หญิงสาวจึงยิ้มออกมาหน่อยหนึ่ง ก่อนยกถ้วยชาของตนเองขึ้นดื่ม กลิ่นชาชั้นดีผสมกับกลิ่นดอกบัวหลวงในถ้วย ทำให้ใบหน้าของชายหญิงที่นั่งอยู่ในห้องส่วนตัวดูผ่อนคลายขึ้นกว่าแต่เดิม

 

            “ฝ่าบาท เมื่อนับหม่อมฉันเป็นมิตร ก็ได้โปรดอย่าลังเลพระทัยที่จะเล่าเรื่องที่ทำให้กังวลออกมาเลยนะเพคะ”

 

            “เช่นนั้น” รัชทายาทเมืองคูซันถอนหายใจยาวก่อนจะพูด “มีคนผู้หนึ่งที่สำคัญกับข้าเหลือเกิน สำคัญจนน่ากลัวมากทีเดียว สำคัญจนข้ากลัวว่า วันหนึ่งข้าอาจจะต้องลังเลว่าจะอยู่เคียงข้างเขา หรือจะกลับไปคูซัน แล้วไม่อาจอยู่เคียงข้างเขาได้อีก”

 

            “ฝ่าบาทก็พาคนผู้นั้นกลับไปด้วยไม่ได้หรือเพคะ”

 

            รัชทายาทเมืองคูซันส่ายพระพักตร์เบาๆ ก่อนจะหยิบชาที่เริ่มเย็นลงมาดื่มอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวกลับ หญิงสาวที่อยู่ในห้องด้วยกัน ลุกขึ้นยืนตามและเดินตามหลังออกมาส่งชายหนุ่มถึงหน้าประตูด้านข้างของโรงน้ำชาที่มีผู้คนใช้อย่างบางตา มีเพียงชายวัยกลางคนร่างกำยำยืนถือโคมรออยู่

 

            “ฮงจุน เจ้าจงไปส่งคุณชายท่านนี้ให้ถึงเรือน” หญิงเจ้าของโรงน้ำชาเอ่ยปากสั่ง แต่คังยูเอ่ยขัด

 

            “ไม่ต้องลำบากเจ้าทั้งสอง ข้าไปเองได้”

 

            “ไม่ได้เพคะ” หญิงสาวลดเสียงลงเหลือเป็นเสียงกระซิบ “ช่วงนี้พวกนักฆ่าเพ่นพ่านในเมืองหลวง เรายังไม่รู้ว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายใด ฝ่าบาทวางพระทัยใจเถิด ฮงจุนดูแลหม่อมฉันมาตั้งแต่เล็ก คุ้มครองฝ่าบาทได้จนกระทั่งถึงวังหน้าแน่”

 

            “เช่นนั้นรบกวนท่านฮงจุนด้วย”

 

            ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ และเชิญคังยูขึ้นรถม้า รัชทายาทหนุ่มแห่งเมืองคูซันเลิกผ้าม่านตรงหน้าต่างเก๋งรถม้าขึ้น พยักหน้าให้เจ้าของโรงน้ำชาฮงรยอน หญิงสาวเฝ้ามองอยู่จนกระทั่งรถม้าลับสายตา คังยูจึงปิดม่าน และเงียบๆ เพียงลำพัง

 

            เมื่อบรรยากาศรอบตัวมีแต่ความเงียบ คังยูก็หวนนึกถึงซงมินโฮขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

 

            คืนนี้เป็นฤกษ์ดีที่กำหนดให้มีพิธีถวายตัวพระสนมใหม่จากสกุลกง คังยูเคยพบพระสนมเอกผู้นี้ครั้งหนึ่ง และนึกนิยมว่าเป็นสตรีที่งดงามแช่มช้อย และมีสติปัญญาเป็นเลิศ ฝ่าบาทอาจโปรดปรานนางได้ไม่ยาก ความคิดนี้ทำให้คังยูรู้สึกราวกับมีแมลงเล็กๆ กัดกินอยู่ภายในอก ความรู้สึกนั้นก่อให้เกิดความหงุดหงิด รำคาญใจอย่างบอกไม่ถูก คังยูต้องข่มใจอย่างหนัก เพื่อให้รักษากริยาให้เหมาะสม

 

            รถม้าหยุดยังประตูหน้าของวังหน้าที่เป็นที่พำนักของคังยู ชายหนุ่มลงจากรถและกล่าวขอบใจชายวัยกลางคนจากโรงน้ำชาฮงรยอน ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านใน ภายในวังเงียบเชียบ แทบร้างไร้ผู้คนเพราะเป็นช่วงเวลาดึกสงัด คังยูกำลังจะเดินเข้าไปยังเรือนที่ประทับส่วนตัว แต่ยั้งฝีเท้าไว้ เนื่องจากเหลือบไปพบร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งยืนรอนิ่งราวกับรูปปั้น

 

            “องครักษ์คิม ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

 

            เมื่อคังยูเอ่ยทัก องครักษ์คู่พระทัยของพระราชาเมืองพยองจูจึงเดินมาทำความเคารพ ก่อนจะยื่นกล่องไม้มาให้

 

            “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้กระหม่อมนำของสิ่งนี้มาถวายคังยูวอนจา”

 

            “อะไรหรือ”

 

            องครักษ์คิมไม่ตอบคำ แต่ยื่นกล่องไม้มาให้ คังยูจึงเห็นว่ากล่องไม้นั้นขนาดไม่เกินฝ่ามือ ฝังมุกเป็นลวดลายหงส์เหินเหนือทิวเขา รัชทายาทเมืองคูซันจึงรับมาเปิดดู ภายในกล่องบุผ้ากำมะหยี่สีแดงสดนั้น มีดอกมูกุงฮวาสีชมพูอ่อน ตรงกลางดอกเป็นสีชมพูเข้ม ขับก้านเกสรสีเหลืองให้โดดเด่นวางอยู่ดอกหนึ่ง

 

            “ฝ่าบาทเด็ดมาจากในสวนวันนี้ และรับสั่งให้กระหม่อมนำมาให้วอนจา”

 

            “เข้าใจแล้ว ขอบใจท่านมาก”

 

            “เช่นนั้นกระหม่อมทูลลา”

 

            คังยูพยักหน้ารับ ก่อนทอดสายตามองดอกมูกุงฮวาที่แสนบอบบางในกล่องอีกหน มูกุงฮวาเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานได้แม้กระทั่งยามที่อากาศเลวร้ายเช่นนี้ และเมื่อพิจารณาดูลายบนกล่องไม้อีกครั้ง คังยูจึงได้เห็นว่านายช่างได้ฝังมุกเป็นลายหงส์เพลิงของเมืองคูซัน และทิวเขาสามลูกนั้นคือตราประจำแผ่นดินเมืองพยองจู

 

            ดวงใจของรัชทายาทเมืองคูซันวูบไหวเมื่อย้อนนึกถึงผู้ที่ส่งกล่องบรรจุดอกไม้นี้มาให้ ราวกับซงมินโฮต้องการสื่อความนัย

 

            อยู่เคียงคู่กันเช่นหงส์เหินเหนือทิวเขา และเบ่งบานงดงามแม้ยามที่ทุกข์ยากดังเช่นดอกมูกุงฮวา

 

 

 

 

anonym_minyoon

 

 

 

 

anonym’s message : ไม่ได้เขียนนานมาก ก็เขียนไม่ค่อยออกค่ะ ขอโทษที่มาต่อบ่อยๆ ไม่ได้ เพราะช่วงที่ผ่านมายุ่งๆ นิดหน่อยนะคะ ขอบคุณที่ยังรออ่านกันนะคะ

 

#แผนลวงวังหน้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #10 Midnight1010 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 09:07
    ยังไงก็ต้องรู้สึกอะเนอะรัชทายาท เฮ้ออปลายทางแลยากเหลือเกิน
    #10
    0
  2. #4 tnk_ikn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:45
    โห อ่านถึงตอนสุดท้ายแล้วหน่วงในใจมากเลยค่ะ ความสัมพันธ์ที่ต้องหลบซ่อน ความสัมพันธ์ที่ถือว่าเป็นเรื่องผิดขนบ แต่อีกใจก็มีความสุขที่เขาสองคนยังหนักแน่นต่อกันและกัน
    #4
    0