[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 3 : 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 63
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    17 พ.ย. 62

- 3 -

 

 

 

 

            คืนนี้ลมสงบ ทำให้ผืนทะเลสีหมึก สะท้อนแสงจันทร์ดวงโตที่ลอยค้างอยู่กลางฟ้า เสียงใบพายแหวกน้ำเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงธรรมชาติ เรือลำเล็กสามลำล่องไปตามกระแสน้ำ อาศัยความมืด และเงาของโขดหินบดบังสายตา เป้าหมายของคนบนเรือเล็ก คือสำเภาขนาดกลางสามลำ ทอดสมออยู่ห่างจากฝั่งไม่ไกล บนเรือมีคนเดินเวรยาม แต่ไม่ได้หนาแน่นนัก

 

            คนบนเรือลำเล็กที่แฝงในเงามืดค่อยๆ ทอดร่างลงน้ำอย่างเงียบเชียบ เพียงอึดใจเดียวคนในชุดดำทั้งหก ก็เคลื่อนเข้าไปอยู่ในเงาของสำเภาลำกลาง ชายคนหนึ่งในหมู่คนนั้น เหวี่ยงเชือกคล้องกับท้ายเรือที่ไม่มีคนเดินยาม และไต่เชือกขึ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานคนทั้งหก ก็ขึ้นไปแฝงตัวบนสำเภาได้สำเร็จ

 

            คมดาบของชายร่างสูงที่บุกขึ้นบนเรือ ได้ดื่มเลือดลูกเรือที่เดินผ่านมาเป็นคนแรก หลังจากนั้นคนกลุ่มใหญ่ที่แฝงตัวขึ้นเรือมา ก็ได้จัดการลูกเรือที่พบจนหมดสิ้น ก่อนแฝงตัวไปตามเงาบนเรือ เร้นจากแสงจันทร์นวลกลางฟ้า คนชุดดำร่างเล็กกว่าเพื่อน ใช้ปลายเท้าเตะไหสุราเปล่าที่กลิ้งอยู่บนพื้นให้พ้นทาง

 

            ลูกเรือที่เฝ้าหน้าห้องทางลงไปท้องเรือ สังเกตเห็นผู้บุกรุกจึงส่งเสียงเอะอะขึ้น และหลังจากนั้น การต่อสู้ตะลุมบอนของลูกเรือราวยี่สิบคน กับผู้บุกรุกทั้งหกจึงเริ่มขึ้น แม้ผู้บุกรุกจะมีจำนวนน้อยกว่า ทว่ามีฝีมือในเชิงดาบ คนชุดดำร่างเล็กสุด ตวัดดาบพร้อมกันทั้งรุก และรับได้ทั้งสองมือ ส่วนคนอื่นก็ต่อสู้ตะลุมบอนกันอยู่

 

            เสียงอึกทึกทำให้คนบนเรือที่เหลืออีกสองลำเริ่มไหวตัว

 

            คนชุดดำร่างเล็กตวัดดาบเชือดลำคอลูกเรือที่ถือดาบพุ่งเข้าหา ก่อนจะหยิบห่อพลุที่ห่อกันน้ำไว้อย่างดีเข้าไปจอกับคบไฟบนเรือ เพียงอึดใจเดียว เสียงหวีดแสบแก้วหูตามกลุ่มควันที่พุ่งขึ้นฟ้าก็กลายเป็นเสียงแตกระเบิด ลูกไฟสีแดงกระจายพร่างอยู่บนฟ้า ลูกเรือสำเภาบนเรือทั้งสามลำ จึงได้เห็นว่ามีเรือขนาดเล็กอีกร่วมห้าสิบลำลอยแฝงอยู่ในความมืด เรือเหล่านั้นมุ่งหน้าเข้าหาสำเภาใหญ่ราวกับลูกธนู

 

            เสียงพลุอีกนัดดังขึ้น และลูกไฟสีเขียวระเบิดขึ้นกลบแสงนวลของพระจันทร์

 

            คนชุดดำสี่คนละมือจากการต่อสู้ กระโดดลงจากเรือสู่ผืนน้ำเย็นเยียบ เหลือเพียงคนชุดดำร่างเล็ก กับชายชุดดำร่างสูงที่ยังต่อสู้กับลูกเรือเกือบสิบคน คนร่างสูงดึงผ้าปิดหน้าออกและร้องตะโกนเรียกท่ามกลางเสียงโกลาหล

 

            “พี่หญิง! เร็วเข้า ไม่มีเวลาแล้ว”

 

            “ข้ายังสนุกอยู่เลยซึงฮุน” เสียงหวานตะโกนตอบ แล้วตวัดดาบใส่ลูกเรือคนหนึ่ง “แต่ไปก็ไป”

 

            สองร่างหลีกเร้นจากเหล่าลูกเรือที่หมายเอาชีวิต ทิ้งร่างลงสู่ผืนน้ำ เมื่อตะกายดันร่างขึ้นสู่ผืนน้ำ ก็มีมือของพวกเดียวกันกระชากทั้งคู่ขึ้นเรือเล็ก ลมบกที่พัดเอาลมจากผืนดินลงสู่ผืนน้ำทะเล ดันเรือลำเล็กนับสิบลำที่ไม่มีคนนั่ง แต่มีถังไม้บรรจุอยู่เต็มเข้าไปใกล้สำเภา

 

            ขณะที่องครักษ์อีซึงฮุน ดึงผ้าโพกหน้าที่เปียกน้ำทะเลออก หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าพี่หญิงหยิบลูกธนูที่ผูกผ้าชุบน้ำมันไว้มาจ่อกับคบไฟบนเรือ แขนเรียวเล็กง้างคันศรและปล่อยลูกธนูที่มีเปลวไฟลุกโพลงอยู่ที่ปลายออกไป ลูกธนูปักลงบนถังไม้บนเรือเล็กที่ใกล้กับสำเภาลำกลาง และพริบตาเดียว เสียงกัมปนาทราวกับฟ้าถล่มก็ดังขึ้น เมื่อกำมะถันที่บรรจุอยู่เต็มถังนั้นระเบิดขึ้น และพาเรือเล็กทั้งที่บรรจุถังไม้แบบเดียวกันให้ระเบิดตาม

 

            เพียงแค่อึดใจเดียวำ สำเภาโจรสลัดสามลำก็กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ลอยอยู่กลางมหาสมุทรเย็นเยียบ ลูกเรือบางคนถูกไฟคลอก ส่งเสียงกรีดร้องขอชีวิต ก่อนร่วงลงสิ้นใจใต้ผืนน้ำ

 

            พระเพลิงที่เผาผลาญทั้งสำเภา และชีวิตของเหล่าลูกเรือโจรสลัดส่องธงสีดำสนิทประดับด้วยลายหงส์เพลิงบนเรือหัวเล็กที่ใช้โจมตีสำเภานั้น ริ้วธงพลิ้วตามลมทะเลจนทำให้ดูเหมือนหงส์สีแดงบนผืนธงกำลังบินร่อนอยู่เหนือทะเลเพลิงในค่ำคืนนี้อย่างแท้จริง

 

 

 

            “รุกฆาต! ฝ่าบาทจนแต้มแล้ว”

 

            สุรเสียงอ่อนหวานของรัชทายาทคังยูเอ่ยอย่างยินดี เมื่อวางตัวหมากลงกระดาน ผู้แพ้ในกระดานพาดุกคืนนี้กลับสรวลน้อยๆ ก่อนรับสั่ง

 

            “เรื่องพาดุก ข้าต้องขอยอมแพ้ฮยองนิม” พระราชามินโฮรับสั่งเรื่อยๆ “เล่นกันมากี่ครา ฮยองนิมก็ชนะข้าเสมอ หากเล่นพาดุกเอาบ้านเอาเมืองกัน เห็นที่ข้าต้องยกบัลลังก์เมืองพยองจูให้ฮยองนิมเป็นแน่”

 

            “รับสั่งอย่างนี้อีกแล้ว” คังยูนิ่วพระขนงอย่างไม่พอพระทัย “ฝ่าบาทรับสั่งเช่นนี้อยู่เสมอ ใครได้ยินเข้า มิคิดว่ากระหม่อมเหิมเกริมจนถึงจะชิงราชสมบัติหรือ”

 

            “ถ้าฮยองนิมอยากได้ ก็ไม่เห็นต้องแย่งชิงอะไร สิ่งใดที่เป็นความผาสุกของฮยองนิม ข้ายินดีมอบให้เสมอ”

 

            “กับกระหม่อม ฝ่าบาทยังรับสั่งได้จับใจเพียงนี้ กับพระมเหสีไม่รู้ว่าจะรับสั่งถึงเพียงไหน”

 

            คังยูต่อคำ ก่อนหันไปรินน้ำร้อนชงพระสุธารสชาถวายให้พระราชา ลมเย็นยามค่ำพัดระกิ่งหลิวข้างเก๋งทรงหกเหลี่ยม ริมสระขุดในฝ่ายหน้า แสงจันทร์กระจ่างสะท้อนผิวน้ำในสระเป็นสีเงินยวง

 

            “คืนนี้พระจันทร์สวย” พระราชามินโฮเสด็จไปประทับริมเก๋ง แหงนพระพักตร์ทอดพระเนตรดวงจันทร์บนฟ้า “ฮยองนิมลุกมาดูด้วยกันสิ”

 

            “รับพระบัญชา”

 

            พระราชาหนุ่มสรวลเบาๆ เมื่อคนที่ถูกเรียกมาดูพระจันทร์ตอบราวค่อนแคะคนชวน แต่เมื่อผินพระพักตร์กลับมาหา จึงได้เห็นรัชทายาทเมืองคูซันประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบเนื้อบางที่บรรจุชาร้อน หอมกรุ่นมาถวายถึงพระหัตถ์ เมื่อมินโฮรับมา รัชทายาทคังยูจึงประทับลงหมิ่นๆ บนขอบไม้เขียนสีสวยงาม

 

            “พระจันทร์งามจริง” คังยูรับสั่งทั้งที่พระเนตรยังจับอยู่ที่จันทร์นวลบนฟ้า “เมื่อตอนที่ออกเดินทางจากเมืองคูซันมาที่พยองจู ขบวนหยุดพักระหว่างทาง กระหม่อมเป็นเด็ก ได้ยินคนพูดว่าที่เมืองพยองจูกับคูซันนั้นไม่เหมือนกัน จึงเกิดกลัวขึ้นมาว่าที่เมืองพยองจูจะไม่มีพระจันทร์เหมือนที่เมืองคูซัน เลยร้องไห้เสียใหญ่โต โดนท่านอีดุเสียแทบแย่ แถมขู่ด้วยว่า ถ้ากระหม่อมร้องไห้ เสือได้ยินเสียงจะมากัดเอา”

 

            “พระจันทร์ที่เมืองพยองจู สวยเหมือนที่เมืองคูซันหรือไม่ ฮยองนิม”

 

            “กระหม่อมจำไม่ใคร่ได้เสียแล้วล่ะ ฝ่าบาท” รัชทายาทหนุ่มหันไปสบพระเนตรคมของพระราชามินโฮ “กระหม่อมมาอยู่ที่พยองจูนี่กว่าสิบปีแล้ว ความทรงจำที่มีที่คูซันก็เลือนรางเต็มที แต่กระหม่อมจำได้ดีว่าวันที่ฝ่าบาทอภิเษก พระจันทร์ก็สวยเหมือนคืนนี้ นี่ก็ยังไม่ดึกเกินไป เสด็จไปชมจันทร์ที่ตำหนักกลางกับพระมเหสีเสียหน่อย มิดีหรือฝ่าบาท”

 

            รัชทายาทหนุ่มกระเซ้า ส่วนพระราชากลับเสวยสุธารสชา และนิ่งเสีย เหตุใดคังยูจะไม่รู้ว่าการอภิเษกนั้นไม่ราบรื่น เพราะคืนแรกที่ต้องเข้าหอ ฝ่าบาทก็เสด็จออกจากห้องบรรทมทันทีที่เข้าไป และขังพระองค์อยู่ในหอสมุดหลวงโดยมีคังยูคอยอยู่รับใช้จนกระทั่งสว่าง

 

            แต่ไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงอย่างไร ก็พระราชามินโฮก็ต้องจำพระทัยเข้าไปบรรทมในตำหนักกลางกับพระมเหสี เพราะถูกกดดันอย่างหนักจากพระพันปี คังยูจำช่วงเวลานั้นได้อย่างชัดเจน ความรู้สึกขมขื่นที่ผุดขึ้นกลางพระทัยรัชทายาทหนุ่มจากเมืองคูซันในยามนั้น สะท้อนสายสัมพันธ์ที่ร้อยรัดคังยูไว้กับพระราชาเมืองพยองจูอย่างแน่นเหนียว

 

            แต่องค์รัชทายาท และพระราชาหนุ่มต่างซุกซ่อน ความรู้สึกอ่อนหวานนั้นไว้อย่างลึกล้ำในพระทัย

 

            ยามนี้ แม้จะแสร้งหยอกเย้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจของรัชทายาทเมืองคูซันก็ยังหนักอึ้งราวกับมีก้อนหินถ่วง เพราะเมื่อปีก่อนหลังจากฝ่าบาทถูกกดดันอย่างหนักจากพระมารดา และขุนนางเรื่องการมีพระทายาท มินโฮจึงไปประทับที่ตำหนักกลางของพระมเหสี ตามวันเวลาที่แพทย์หลวงคำนวณจากการตรวจร่างกายของพระมเหสีว่าพร้อมจะมีพระทายาทถวายในวันนั้น

 

            ภายหลังจากนั้นประมาณสองเดือน แพทย์หลวงก็ถวายรายงานว่าพระมเหสีทรงครรภ์ขึ้นจริง

 

            ขณะนั้น แม้จะรู้สึกยินดีที่ในที่สุดก็มีพระหน่อขึ้นในครรภ์ของพระมเหสี แต่ความจริงข้อนั้นทำให้รัชทายาทเมืองคูซันหลบพระพักตร์ฝ่าบาทอยู่กึ่งเดือน ไม่ว่าฝ่าบาทจะรับสั่งให้ฮวันซังกุง หรือใครมาตาม คังยูก็บ่ายเบี่ยง อ้างว่าป่วยบ้าง ติดธุระคัดลอกตำราหลวงบ้าง รอเข้าเฝ้าวันหลังบ้าง

 

            จนกระทั่งข่าวร้ายสะพัดไปทั่ววังหลวงว่า พระหน่อในครรภ์ของพระมเหสีตกเสียตั้งแต่ยังไม่เป็นพระองค์

 

            ค่ำนั้นจันทร์ซ่อนอยู่หลังเมฆ คังยูตกพระทัยจนพระพักตร์เผือด เมื่อเห็นว่าคนที่เคาะบานประตูหอนอนในพระตำหนักฝ่ายหน้าคือ พระราชาคังยูที่เสด็จมาเพียงลำพัง เวลานั้นไม่มีพระราชาเมืองพยองจู หรือองค์รัชทายาทเมืองคูซัน มีเพียงซงมินโฮที่โอบกอดคังยูอย่างแนบแน่น คำเดียวที่กำซาบลงในพระทัยของคังยู คือเสียงกระซิบข้างพระกรรณ

 

            ฮยองนิมของข้า

 

            สัมผัสนุ่มนวลที่ข้อพระกรของรัชทายาทหนุ่ม ดึงคังยูกลับมาอยู่กับภาพตรงหน้า พระหัตถ์ของซงมินโฮกุมข้อพระกรบางของคังยูเอาไว้ ก่อนรับสั่งถาม

 

            “ฮยองนิม อยู่กับข้า อย่าพูดถึงผู้อื่น” พระราชารับสั่งเสียงเบา “แม้ไม่อยู่กับข้า ก็อย่าคิดถึงผู้อื่น”

 

            “เช่นนั้นกระหม่อมต้องคิดถึงใครล่ะ ฝ่าบาท”

 

            “คิดถึงมินของฮยองนิมก็พอ”

 

            พระทัยของรัชทายาทหนุ่มเต้นแรงราวกับกลองที่ลั่นยามศึก แต่คังยูก็ต้องหลบสายพระเนตร กลบเกลื่อนความสั่นไหวในพระทัย และแหงนพระพักตร์กลับไปมองพระจันทร์ที่ลอยเด่นกลางฟ้า และรับสั่ง

 

            “ฝ่าบาท ทอดเนตรพระจันทร์ตรงนี้ดีกว่า งามเหลือเกิน” หัตถ์บางของคังยูดึงหัตถ์แข็งแรงของพระราชาหนุ่มให้เสด็จมาประทับข้างกัน อังสาต่ออังสา ทอดสายพระเนตรไปยังจันทร์กระจ่าง รัชทายาทหนุ่มถอนใจ ก่อนรับสั่งพร้อมรอยแย้มสรวลบนพระโอษฐ์ “งามเหลือเกิน”

 

            “มีอย่างอื่นที่งามกว่าพระจันทร์เสียอีก”

 

            พระราชาหนุ่มรับสั่ง สายพระเนตรทอดตรงที่ดวงพักตร์ขาวผ่องใต้แสงจันทรา ครานี้คนถูกมองไม่หลบ เนตรต่อเนตรสบกันอย่างเปิดเผยจริงใจ

 

            “อะไรหรือฝ่าบาท ที่งามกว่าพระจันทร์”

 

            “รอยยิ้มของคนรักอย่างไรเล่า”

 

            “เช่นนั้น ยิ้มของกระหม่อมงามหรือไม่”

 

            “งาม” พระราชาหนุ่มรับคำ “งามกว่าจันทร์เพ็ญคืนนี้เสียอีก”

 

            ปรางแก้มของรัชทายาทหนุ่มแดงเรื่อด้วยเลือดฝาด เมื่อพระเนตรของซงมินโฮยังตรงมาหาตน เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่คังยู ผู้ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีให้เก็บงำความรู้สึก กลับรู้สึกกระอักกระอ่วน มือไม้เกะกะ สะบัดร้อนสะบัดหนาวจนไม่รู้ว่าจะวางองค์อย่างไรถูก

 

            พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรกริยาของคังยู ปรางแดงเรื่อด้วยโลหิตที่ซ่านขึ้น และหลบสายพระเนตร พลางพยายามเม้มพระโอษฐ์เก็บรอยสรวล ซงมินโฮสรวลเบาๆ ก่อนรับสั่ง

 

            “ฮยองนิมของข้า น่าเอ็นดูเหลือเกิน”

 

            ลมเย็นพัดดอกไม้กลางคืนให้อวลกลิ่นกำจายไปทั่วสวน กิ่งหลิวถูกลมระให้สั่นไหว ส่งเสียงราวกับเสียงหัวเราะหยอกเย้าของคู่รักวัยเยาว์ที่เร้นหลีกโลกภายนอกมาชมจันทร์งามกันเพียงลำพัง

 

 

            “กองเรือโจรสลัดที่เข้ามาในน่านน้ำของเมืองคูซัน บัดนี้ถูกเผาจนจมลงก้นทะเลแล้วพะยะค่ะ”

 

            ออมยองจุน เสนาบดีกรมท่า ถวายรายงานในท้องพระโรง พระราชาหนุ่มประทับอยู่บนบัลลังก์ ทอดพระเนตรเสนาบดีอาวุโส และบรรดาขุนนางกรมท่าที่มาเข้าเฝ้าวันนี้ สุดโถงเกือบถึงพระทวารท้องพระโรง มีชายหนุ่มร่างสูงนั่งอยู่ ชายผู้นั้นสวมชุดข้าราชการทหาร บนอกปักด้วยไหมสีแดง แซมไหมทองเป็นรูปหงส์สยายปีก มีเพลิงกระจายเป็นวงกลมล้อมไว้บนอก

 

            “ถูกเผา กองเรือของเราเผางั้นหรือ” พระราชาหนุ่มรับสั่งสรุเสียงเรียบเรื่อย “เท่าที่ข้ารู้ กองเรือของเราถนัดการต่อสู้ด้วยกองเรือขนาดใหญ่ จำไม่ได้ ว่าเราเคยใช้ยุทธวิธีกองโจร เผาเรือด้วย”

 

            “เรื่องนี้...” ออมยองจุนอึกอัก กระทั่งออมฮงชิกก็ต้องเหลือบตาขึ้นมองบิดา แต่เสนาบดีใหญ่ก็ยังคงความสุขุม เมื่อถวายรายงานต่อ “เรื่องนี้กองเรือลาดตระเวนของเมืองพยองจู ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากทหารของเราตรึงแนวกำลังอยู่แถวชายฝั่ง ไล่ล่ากองเรือที่ล้ำเข้ามาในเขตน่านน้ำเท่านั้น ครั้งนี้เป็นฝีมือของท่านองครักษ์อี และเหล่าเสนาทหารเมืองคูซัน นำเรือเล็กเข้าปล้นเรือโจรสลัด ก่อนจะใช้กองเรือบรรจุกำมะถัน และน้ำมันเข้าไประเบิดเรือโจรสลัดพะยะค่ะ”

 

            “เช่นนั้นเรื่องนี้ ก็เป็นความดีความชอบของทางเมืองคูซัน” ซงมินโฮทอดพระเนตรตรงไปยังชายหนุ่มที่ยังนั่งก้มหน้าสำรวมที่สุดท้องพระโรง “ท่านองครักษ์อี เสี่ยงอันตรายอย่างมาก ข้าขอชมเชย”

 

            “กระหม่อมทำตามหน้าที่เท่านั้นพะยะค่ะ” เสียงขององครักษ์หนุ่ม ไม่เบา แต่ก็ไม่กรรโชก ปราศจากร่องรอยของอารมณ์ หรือความยโสที่สามารถปราบกองเรือได้อย่างราบคาบ เมื่อท้องพระโรงยังเงียบ ซึงฮุนจึงทูลต่อ “ครั้งนี้ ได้ทหารเมืองพยองจูคอยตรึงน่านน้ำไว้ ทำให้พวกกระหม่อมสามารถจัดการเป้าหมายเรือโจรสลัดได้ง่ายขึ้น จึงนับว่าเป็นผลงานร่วมกันของกองทหารทั้งสองเมืองพะยะค่ะ”

 

            วาจาเฉียบแหลมเยี่ยมยอด

 

            ออมฮงชิกคิดในใจเมื่อฟังอีซึงฮุน รับความชอบให้กับกองทหารของเมืองคูซัน และถนอมน้ำใจยกย่องกองเรือของเมืองพยองจูไปในตัว องครักษ์หนุ่มท่านนี้ แม้ประหยัดถ้อยคำ แต่รู้ดีกว่าเมืองคูซันตกเป็นรองเมืองพยองจู เพราะกองเรือไม่เข้มแข็ง หากกองเรือเมืองคูซันไม่ต้องการความคุ้มครองจากเมืองพยองจูแล้ว อาจเกิดข่าวลือลอยลมว่ามีการกระด้างกระเดื่อง อย่างน้อยก็อาจเกิดความขุ่นข้อง ระแวงระไวต่อกัน

 

            หากอย่างมาก อาจเกิดแตกหักจนถึงขั้นหลั่งเลือด

 

            “กองเรือเมืองคูซันเข้มแข็งขึ้นปานนี้ คงไม่ต้องการกองเรือของพยองจูแล้วกระมัง”

 

            คำของอิมซึงจุน เสนาบดีกรมคลัง ก่อให้เกิดเสียงถอนหายใจและซุบซิบไปทั่วท้องพระโรง แต่พระราชาหนุ่มน้อยที่ประทับอยู่บนบัลลังก์ ยังมีสีพระพักตร์เรียบเฉย อิมซึงจุนเห็นพระราชามินโฮยังเงียบจึงเร่งเติมฟืนในกองเพลิง

 

            “เรื่องโจมตีกองเรือโจรสลัดนี้ ท่านองครักษ์อีวางแผนเอง หรือมีใครช่วยออกความเห็น ทั้งที่ยังนั่งอยู่ที่เมืองพยองจูนี่อยู่หรือไม่เล่า”

 

            คำกระทบนั้นกระตุ้นให้แววตาของชายหนุ่มในชุดข้าราชการทหารวาวโรจน์ ก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว อีซึงฮุนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม

 

            “การโจมตีกองเรือโจรสลัดครั้งนี้ มีผลดีต่อทั้งเมืองคูซัน และเมืองพยองจูทุกส่วน เพราะโจรสลัดเหล่านี้ ชิงปล้นไม่เลือกว่าเรือค้าขายนั้นมาค้าขายกับเมืองใด เมื่อเห็นเรือโจรสลัดใหญ่ทั้งสามลำถูกจมลง บรรดาโจรสลัดกระจอก ก็จะพากันหลีกเลี่ยง การปล้นชิงเรือของทั้งสองเมือง ครั้งนี้เป็นการเพียงลูกไม้เขียนเสือให้วัวกลัวอย่างสามัญ ไม่จำเป็นต้องมีหัวเรือใหญ่บัญชาการเป็นพิเศษหรอกขอรับ ท่านเสนาบดีคลัง”

 

            “เอาล่ะ นับว่าการจมเรือโจรสลัดครั้งนี้เป็นคุณแก่ทั้งสองเมืองที่ร่วมมือกัน ข้าขอมอบรางวัลให้แก่บรรดาทหารชายฝั่งทั้งสองเมือง ระดับผู้นำให้ผ้าไหมอย่างดีจากแคว้นฉินคนละพับ และเงินปันส่วนคนละ 5 ตำลึง ระดับข้าทหารทั่วไปให้เงินก้นถุงทำขวัญคนละ 1 ตำลึง” ซงมินโฮรับสั่งก่อนมองหน้าเสนาบดีคลัง “ท่านอิมซึงจุน จัดการแจกจ่ายให้ตามที่ข้าสั่งด้วย”

 

            “รับสนองพระราชโองการ”

 

            เสนาบดีคลังรับคำ พระราชาหนุ่มจึงเสด็จออกไปทางพระทวารข้างบัลลังก์ เสียงมหาดเล็กชาวที่ตะโกนบอกเปิดข้างกันเป็นทอดๆ ค่อยๆ เบาลง แต่เสียงในท้องพระโรงยังมีคนพูดคุยกับอึงมี่ อิมซึงจุนลุกจากที่นั่งของตน เมื่อเดินผ่านนายทหารหนุ่มของเมืองคูซัน ก็จ้องหน้าอีกฝ่าย แล้วสะบัดแขนเสื้อสีเขียวเข้มของตนอย่างแรง จนเกือบถูกใบหน้าขององครักษ์หนุ่ม

 

            “กริยาเลวนัก ท่านอีอย่าถือสาคนเช่นนั้นเลย”

 

            ออมยองจุนกล่าวเบาๆ เพราะตนเองและบุตรชาย ออมฮงชิก กับอีซึงฮุน เป็นคนกลุ่มสุดท้ายในท้องพระโรง องครักษ์หนุ่มค้อมศีรษะน้อยๆ ก่อนพูดเสียงเรียบ

 

            “ข้าเป็นผู้น้อย ย่อมไม่ใส่ใจ ท่านลุงอย่าเป็นกังวลเลย” อีซึงฮุนพูดกับเสนาบดีกรมท่า ที่สนิทสนมกับบิดาของตนอย่างดี “ข้าเพียงแต่หนักใจ ว่าวอนจาประทับที่นี่เพียงพระองค์เดียว จะต้องข่มพระทัยมากเพียงไหน”

 

            “อย่ากังวลไปเลยหลานชาย คังยูวอนจา ทรงรอบคอบ ซ้ำยังรู้อยู่ ต่อให้สองพ่อลูกนั่นอยากจะพาลพาโลใส่เพียงใด ก็ยากสักหน่อย ที่สำคัญ แผ่นฟ้าปกเกศ กันภัยตรายทั้งหลายอยู่อย่างนี้ ยากที่จะมีผู้ใดก้าวล่วงวอนจาได้”

 

            “ข้าเพียงแต่กังวลเท่านั้น พักนี้ไม่ได้อยู่ถวายอารักขาด้วยตัวเอง ก็เลยวิตกขึ้นมา”

 

            “ท่านอีอย่าวิตกไปเลย” ออมฮงชิกพูดอย่างสุภาพ “ข้ามีสหายที่ไว้ใจได้ ฝากฝังให้เข้าออกวังหน้าอย่างปรกติ ก็รายงานว่าทุกอย่างสงบดี ระหว่างที่ท่านอีไม่อยู่ ข้าจะคอยดูแลให้เอง”

 

            “ลำบากฮยองนิมแล้ว”

 

            “อย่าเกรงใจเลย เราเป็นคนกันเองแท้ๆ” ออมยองจุนพูดก่อนเหลือบตามองข้าหลวงชาวที่ ที่รอปิดพระทวารท้องพระโรง “รีบไปกันเถิด นางกาเฝ้าปากท้องพระโรงรอคาบข่าวไปฟ้องนายมันอยู่”

 

            ชายหนุ่มทั้งสองจึงพยักหน้ารับ และเดินตามเสนาบดีกรมท่าออกไปจากท้องพระโรงอย่างเงียบเชียบ ไม่ทันคล้อยหลัง หญิงสาวพนักงานชาวที่ก็เร่งร้อนปิดท้องพระโรง และวิ่งไปส่งข่าวกับอิมฮยองจุน ที่รั้งรออยู่ที่ศาลาลูกขุนว่า เห็นขุนนางทั้งสามพูดคุยกันอยู่นาน แต่ไม่ได้ยินถ้อยความที่พูดกัน

           

            ทหารยามที่กำลังเปลี่ยนผลัด เงี่ยหูฟังพนักงานชาวที่พูดกับบุตรชายเสนาบดีใหญ่ ก่อนจะรักษาสีหน้าอย่างสงบ และเดินออกจากผลัด ลัดเลาะไปยังศาลากรมยุติธรรม ที่อยู่ติดกับพระที่นั่งฝ่ายหน้า นายทหารผู้นั้นกระซิบกับเสมียนหนุ่ม และเร่งร้อนออกไปก่อนที่ผู้ใดจะสังเกต

 

            “คุณชายคิม” เสมียนหนุ่มพูดเสียง คนถูกเรียกยังคงโบกพัด และจ้องกระดานพาดุกที่เล่นคนเดียวตาไม่กระพริบ “วันนี้ข้าหลวงท้องพระโรงไปบอกข่าวกับอิมฮยอนจุง ว่าท่านเสนาบดีกรมท่า บุตรชาย และองครักษ์เมืองคูซัน พูดกันอยู่นานสองนานในท้องพระโรงขอรับ”

 

            “พูดว่าอะไร” คิมจินอูถามพลางโบกพัด แต่มือวางหมากสีขาวลงบนกระดาน

 

            “นางว่าไม่ได้ยินขอรับ แต่เห็นพูดกันนาน”

 

            “เขลาทั้งนายทั้งบ่าว” คิมจินอูพูดเสียงเบา พลางกวักมือให้เสมียนมารินน้ำชาให้ เพราะกำลังง่วนอยู่กับการหาจุดวางหมากสีดำ “จำไว้ จะแอบฟังทั้งทีต้องได้ความ ไม่งั้นก็จะคว้าน้ำเหลวแบบนางนกต่อตระกูลอิม”

 

            มือเรียววางหมากสีดำลงบนกระดาน แล้วหยิบถ้วยชาร้อนหอมกรุ่นมาจิบก่อนสั่ง

 

            “จับตาดูนางข้าหลวงคนนั้นไว้ นางกระดิกตัวไปพบใคร มาบอกข้าด้วย”

 

            “ขอรับ”

 

            คิมจินอูวางเงินเหวิน*พวงน้อยให้เสมียน ก่อนพูดพลางวางหมากสีขาวลงไปมุมหนึ่งของกระดาน

 

            “เอาไปซื้อขนมกินเล่นกับเพื่อนทหารคนนั้นของเจ้าเสีย”

 

            “ขอบคุณขอรับคุณชาย”

 

            เมื่อเสมียนหนุ่มรับเงินและเดินออกไปจากห้อง คุณชายตระกูลคิมสะบัดพัดเขียนลายภูเขาสวยงามและโบกอย่างสบายอารมณ์ มือขาวนวลราววางหมากสีดำอีกตัวดักทางตัวเอง ก่อนจะยิ้มอย่างพอใจเมื่อพูดกับตัวเอง

 

            “รุกฆาต”

 

 

 

            “กระหม่อมจะทำยังไงดี”

 

            โอษฐ์อิ่มของรัชทายาทเมืองคูซันพึมพำ แต่คนที่เดินเคียงข้างมากลับส่งเสียงสรวลเบาๆ ในลำคอ คังยูแสร้งทอดถอนใจเฮือกใหญ่ก่อนพูดต่อ

 

            “หากถูกจับได้ กระหม่อมมิถูกสับเป็นหมื่นชิ้นหรือ”

 

            “ใครมันกล้าสับฮยองนิม ก็ต้องสับข้าเป็นหมื่นชิ้นเสียก่อน หากข้ายังอยู่ ใครก็อย่าหวังจะแตะแม้กระทั่งชายแขนเสื้อของฮยองนิม”

 

            “ดูรับสั่งเข้า” แม้จะไม่มีจริตค้อนควักเช่นสาวชาววัง แต่สำเนียงรับสั่งของคังยูก็บ่งบอกว่ารู้สึกขวางคนที่ตอบ “รับสั่งทีเล่นทีจริงเช่นนี้ได้อย่างไร กระหม่อมมิมีค่าถึงเพียงนั้น”

 

            “ไข่มุกงามเมืองคูซัน เลอค่าจนเลื่องลือไปถึงแคว้นฉิน รัชทายาทเมืองคูซันจะด้อยค่าได้อย่างไร”

 

            “ไข่มุก แท้แล้วก็เป็นเพียงเม็ดกรวด หากไม่มีทองมารองรับเป็นตัวเรือนก็หาค่าไม่ได้สักกระผีก”

 

            “เช่นนั้น ทองคำเมืองพยองจู คงมีค่าพอ เป็นตัวเรือนรับมุกงามเมืองคูซันได้กระมัง”

 

            “วาจาลดเลี้ยวเช่นนี้ ไปเรียนมาจากที่ไหนกันฝ่าบาท”

 

            คังยูเถียงกลับ แต่คนถูกต่อว่ากลับหัวเราะเฉย รัชทายาทหนุ่มจึงเงียบเสียง และก้าวเท้าไปเงียบๆ ตามทางเดิน ในใจยังเต้นตุบด้วยความรู้สึกขัดเขินอย่างประหลาด เป็นที่รู้กันว่า ไข่มุกเมืองคูซันมีคุณภาพดี และเป็นของขึ้นชื่อ พอกับทองคำจากเหมืองเมืองพยองจู

 

            จึงมีคำกล่าวของชาวเมืองทั้งสองว่า หากหาภรรยาให้หาหญิงงามหมดจดเหมือนไข่มุกเมืองคูซัน หาสามีให้หาบุรุษที่คงความดีผุดผ่องเช่นทองคำเมืองพยองจู

 

            พักนี้พระราชาหนุ่มช่างหาเรื่องรับสั่งให้คังยูวางท่าไม่ถูกเสียจริง พอคิดถึงส่วนนี้องค์รัชทายาทก็นึกขวางฝ่าบาทที่ดึงดันลอบออกจากวังหลวงตามมาในค่ำนี้เสียจริง คังยูนัดแนะกับท่านอีว่าต้องการพูดคุยเรื่องที่ท่านอีไปจมเรือของโจรสลัด ท่านอีจึงบอกว่ามีนัดกับคิมจินอู บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมที่โรงน้ำชาฮงรยอน คังยูจึงแจ้งความประสงค์ว่าจะตามมาในคืนนี้

 

            ท่านอีทำหน้าราวกับถูกบังคับให้อมยาขม คังยูยังนึกไม่ออกว่าถ้าหากท่านอีเห็นบุรุษที่เดินตามมาในวันนี้ จะทำหน้าเหยเกถึงเพียงไหน

 

            ชายหนุ่มทั้งสองเดินลัดเลาะเข้าไปยังตรอกที่แขวนโคมไว้สว่างไสว คังยูยื่นป้ายรูปดอกบัวหลวงให้ชายรับใช้ที่ยืนต้อนรับแขกหน้าทางเข้าโรงน้ำชาฮงรยอน ซงมินโฮดึงหมวกปีกกว้างลงปิดบังใบหน้า ทำให้ดูราวกับชายหนุ่มทั้งสอง เป็นคุณชายหนุ่มน้อยจากตระกูลร่ำรวย มิใช่องค์รัชทายาทจากแดนไกล และพระราชาผู้ครองเมือง

 

            “ข้านัดกับคุณชายใหญ่ไว้ที่นี่ เจ้าช่วยนำทางด้วย”

 

            “เชิญคุณชายทั้งสองทางนี้ขอรับ”

 

            คังยูหันไปพยักหน้าให้มินโฮเดินตามขึ้นไปที่ชั้นสามของโรงน้ำชาฮงรยอน คนเดินนำเคยมาแล้วครั้งหนึ่งจึงไม่เสียเวลามองซ้ายขวานัก แต่มินโฮมองบรรยากาศปลอดโปร่ง และการตกแต่งสวยงามนั้นอย่างพอใจ ก่อนจะไปหยุดหน้าห้องชั้นสาม ที่มีโคมรูปดอกบัวแขวนไว้

 

            ทันทีทีชายรับใช้เปิดประตูให้ คังยู และซงมินโฮก็ก้าวเข้าไปในห้อง มิทันที่พระราชาหนุ่มจะได้กวาดตามองให้ทั่ว ก็มีร่างเล็กบอบบาง สวมชุดสีฟ้าอ่อนจางพุ่งตัดผ่านพระพักตร์ไปหาคังยู มือแข็งแรงของพระราชาหนุ่มกำลังจะปลดดาบออกจากฝัก หากไม่ได้ยินเสียงสรวลใสจากฮยองนิมเสียก่อน

 

            “วอนจา คิดถึงเหลือเกิน ไม่พบกันนานเหลือเกิน”

 

            เสียงหวานบ่งบอกว่าคนที่กอดรัดคังยูอยู่เป็นสตรี พระขนงของมินโฮขมวดมุ่นอย่างไม่ชอบพระทัย แต่คังยูกับหญิงสาวที่แต่งกายคล้ายหนุ่มน้อยนั้นกลับยังกอดรัดกันไม่คลาย

 

            “วอนจาของพี่หญิง” หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ร่างบางนั้นสูงเพียงไหล่ของคังยูเมื่อคลายอ้อมกอด แต่กลับยกมือแนบปรางแก้มของคังยู และถามด้วยน้ำเสียงเหมือนพูดกับเด็กเล็กๆ “ใครรังแกวอนจาของพี่หญิงหรือเปล่า บอกพี่หญิงมา พี่หญิงจะไปหักขามันให้”

 

            “พี่หญิง พอเถิด กริยาไม่เหมาะสมเลย”

 

            เป็นอีซึงฮุนที่เอ่ยตัดบท เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่มากับคังยูอย่างชัดเจน หญิงสาวที่ถูกเรียกว่า พี่หญิง หันไปขึงตาใส่องครักษ์อี ก่อนจะหันไปถามรัชทายามเมืองคูซัน

 

            “ว่าอย่างไรเพคะ วอนจา มีใครรังแกวอนจาหรือไม่”

 

            “ไม่มีหรอกพี่หญิง คิดถึงพี่หญิงเหลือเกิน ไม่พบกันนับสิบปี ข้านึกว่าพี่หญิงออกเรือนไปแล้ว” คังยูตอบกลั้วรอยสรวล

 

            “ใครจะมาขอ แก่นแก้วปานนี้ ท่านแม่บ่นอยู่ทุกวัน ขืนไปเป็นสะใภ้บ้านไหน มีหวังแม่สามีขนขึ้นเกี้ยวมาคืนไม่ทันกันพอดี”

 

            “ซึงฮุน!

 

            หญิงสาวขึ้นเสียง และขึงตาใส่ คังยูสรวลเบาๆ ก่อนหันมองซงมินโฮที่ยังกุมด้ามดาบไว้มั่น มือบางเอื้อมไปวางบนมือใหญ่ก่อนรับสั่งแนะนำ

 

            “พี่หญิง ยืนดีๆ ก่อน” ซึงยูนมองหน้าญาติผู้พี่ ก่อนสบตามินโฮที่เอาจ้องมือบางของหญิงสาวที่กุมหัตถ์ข้างหนึ่งของคังยูไว้ “พี่หญิง ถวายบังคมฝ่าบาทเสียก่อน นี่คือ พระราชามินโฮแห่งเมืองพยองจู ฝ่าบาท นี่คือท่านหญิงอีจีอึน ฝาแฝดผู้พี่ของท่านอีซึงฮุน ลูกพี่ลูกน้องที่กระหม่อมรักเหมือนพี่น้องแท้ๆ ทั้งสองคน”

 

            อีจีอึนปล่อยมือจากคังยู และถวายบังคมฝ่าบาทอย่างเรียบร้อย ถูกต้อง สมกับเป็นบุตรีตระกูลใหญ่ แต่สีหน้าท่าทางของท่านหญิงอี ปราศจากความกลัวเกรง หรือสะเทิ้นอายอย่างหญิงสาวทั่วไป มินโฮพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะเลี่ยงเดินไปนั่งที่โต๊ะกลางห้อง

 

            คังยูนั่งที่โต๊ะเล็กทางขวามือของพระราชาเมืองพยองจู รัชทายาทหนุ่มประเมินกลุ่มคนที่อยู่ในห้อง แล้วรู้สึกหลากใจไม่น้อย เพราะในห้องมีท่านหญิงอี กับท่านชายอี คุณชายคิมจินอู บุตรเสนาบดีกรมยุติธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การเห็นออมฮงชิก บุตรชายเสนาบดีกรมท่านั่งอยู่ด้วย กับชายหนุ่มรุ่นๆ อีก 3 คนที่คังยูเคยเห็นหน้าว่าเป็นข้าราชการเข้าออกอยู่ที่วังหน้า

 

            “ขอบใจคุณชายคิมนัก ที่ช่วยเหลือข้า ช่วยนัดทุกคนมาในวันนี้” ซงมินโฮพูดอย่างเรียบเรื่อย เสียงเบาจนแม้จะมีคนเอาหูแนบผนัง ก็ยากที่จะได้ยิน “ทุกคนที่อยู่ที่นี่ คือคนที่ข้าไว้ใจ”

 

            รัชทายาทเมืองคูซันเริ่มรู้สึกว่า การที่ซงมินโฮดื้อดึงติดตามมาในคืนนี้ไม่ใช่เรื่องเอาแต่พระทัยอย่างธรรมดาเสียแล้ว เพราะดูเหมือนทุกคนในห้องจะรู้อยู่แล้วว่า พระราชาเมืองพยองจูจะติดตามคังยูมาในคืนนี้ พระเนตรเรียวจ้องพักตร์เข้มคมของบุรุษที่นั่งเป็นประธาน ซงมินโฮจ้องหน้าทุกคนในห้องนิ่งๆ ก่อนรับสั่ง

 

            “ข้าคิดว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว และหวังว่าทุกท่านจะช่วยข้า”

 

            “กระหม่อมมีคำถาม” บัณฑิตจองที่สนิทกับคิมจินอูถามขึ้น มินโฮพยักหน้าให้ ฝ่ายนั้นจึงพูดต่อ “สิ่งที่จะกระทำในภายหน้านี้ ฝ่าบาทคำนึงถึงเรื่องใดเป็นสำคัญ”

 

            “ข้าต้องการปรับปรุงระบบราชการล้าหลังของเมืองพยองจู บัณฑิตทั้งหลายที่มุ่งมั่นฝึกตน ควรได้โอกาสเข้ามาทำงานเพื่อบ้านเมือง ไม่ใช่จำกัดตำแหน่งสำคัญๆ อยู่ที่เฉพาะตระกูลใหญ่”

 

            “หมายความว่า...” บัณฑิตจองไม่ต่อคำ แต่จ้องหน้าพระราชา มินโฮจึงรับสั่งต่อ

 

            “หมายความว่า ข้าจะถอนรากถอนโคนตระกูลใหญ่ที่กีดขวางการปรับปรุงนี้ทั้งหมด ภาษีอากรทั้งหลายที่เก็บ ควรเข้าท้องพระคลัง ไม่ใช่อยู่ในมือเสนาบดีคลัง”

 

            “แค่เริ่มต้น กลิ่นสายลมโลหิต ก็พัดแรงเสียแล้ว”

 

            คิมจินอูพูดราวกับหยอกเย้า พัดเขียนลายภูเขาในมือคุณชายใหญ่ตระกูลคิมโบกน้อยๆ ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาของคุณชายน้อยนั้นเหมือนชายเจ้าสำราญ

 

            “แล้วพระมเหสีเล่าฝ่าบาท” ออมฮงชิกถามขึ้น “สิ่งที่ฝ่าบาทจะกระทำ ต้องถูกคัดค้านจากพระนางแน่”

 

            “เรื่องนั้น ข้าหาทางออกไว้แล้ว”

 

            คังยูหันไปสบพระเนตรกับพระราชาเมืองพยองจู ฝ่ายนั้นยิ้มอ่อนโยน และไม่ขยายความต่อ ดูเหมือนเหล่าขุนนางรุ่นหนุ่ม และบัณฑิตจะเห็นด้วยกับพระราชาหนุ่ม ซงมินโฮจึงหันไปหาชายหญิงสูงศักดิ์จากเมืองคูซัน

 

            “ท่านอี และท่านหญิงอีเล่า”

 

            “ฝ่าบาทมีสิ่งใดมาแลกเล่าเพคะ” อีจีอึนพูดอย่างไม่กริ่งเกรง “จะให้เราชาวคูซันหลั่งเลือดช่วยกำจัดศัตรูของผู้อื่นไปเพื่ออะไร”

 

            “ท่านหญิงอีต้องการสิ่งใดลองกล่าวมา”

 

            อีจีอึนยิ้มในหน้า ดวงหน้าขาวกระจ่าง แลดูอ่อนวัยราวกับเด็กสาว ต่างจากดวงตาเฉลียวฉลาด และฉายแววไม่ยอมคนอยู่ในนั้น สตรีผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของรัชทายาทกล่าวด้วยน้ำเสียงน่าฟัง

 

            “หากสำเร็จ พยองจูจะลดการเก็บผลประโยชน์อากรจากคูซัน จากเดิมสามในสิบ เหลือหนึ่งในสิบ ชาวพยองจูต้องเสียอากรผ่านแดนเข้าคูซัน เช่นเดียวกับที่ชาวคูซันเสียให้กับพยองจูในเวลานี้” ริมฝีปากสีชาดของหญิงสาวคลี่ยิ้มอ่อนโยน ก่อนกล่าวต่อ “สุดท้ายคือ ฝ่าบาทต้องมีรับสั่งให้องค์ชายคังยู รัชทายาทแห่งเมืองคูซัน เสด็จกลับคูซันทันที เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ตกลงไหมเพคะ”

 

            ข้อแลกเปลี่ยนของอีจีอึน ทำให้หลายคนในห้องใบหน้าเผือดสี ออมฮงชิกคำนวนถึงรายได้มหาศาลที่จะต้องเสียไป เมื่อค่าอากรลดลง เพราะทุกวันนี้เรือค้าขายเข้ามาทางคูซันมากกว่า เพราะบริเวณอ่าวเทียบเรือคูซันลมสงบ ปลอดภัยจากหินโสโครกที่อาจจมเรือได้ และการเสียอากรผ่านแดนเข้าคูซัน ก็อาจทำให้ชาวพยองจูลงใต้น้อยลง การค้าขายบางอย่างทางเส้นทางภาคพื้นอาจชะลอไป

 

            ส่วนองค์รัชทายาทหนุ่มก็สีพระพักตร์เผือด แม้รู้ว่าท่านพี่ต้องการให้พระองค์กลับไปคูซันเพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแรงไว้ต่อสู้กับองค์ชายฮยัง พระอนุชา หากว่าจะต้องครองราชย์ในอนาคต พระเนตรเรียวของคังยูจับจ้องใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระราชาหนุ่ม ซงมินโฮแย้มพระสรวลน้อยๆ ก่อนรับสั่ง

 

            “ท่านหญิงอีรอบคอบนัก” พระราชาหนุ่มยกเหล้าขึ้นจิบเพื่อเป็นการยกย่อง ก่อนรับสั่ง “อากรที่ได้จากคูซัน ใช้บำรุงกองทหาร หากลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสิบ อาจก่อปัญหา ข้ารับได้ที่สองในสิบ ส่วนอากรผ่านแดนขาเข้าเมืองพยองจู ชาวคูซันจ่ายอยู่ที่คนละห้าเหวิน ชาวพยองจูไม่ต้องจ่าย ไหนๆ เราก็เป็นเมืองพี่เมืองน้อง เป็นว่าชาวคูซันจ่ายอากรผ่านแดนให้พยองจูสองเหวิน และชาวพยองจูก็จ่ายค่าผ่านแดนเข้าคูซันสองเหวินดีหรือไม่”

 

            อีจีอึนยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหมดจอกก่อนพูด

 

            “ตกลงตามนี้เพคะ แล้วเรื่องวอนจา”

 

            “เรื่องคังยูฮยองนิม ข้าคงส่งให้กลับทันทีไม่ได้ เพราะต้องการให้คังยูฮยองนิมช่วยข้าอีกหลายส่วน เอาไว้บัลลังก์เมืองคูซันว่างลงเมื่อไหร่ ค่อยมาพูดกันใหม่แล้วกัน”

 

            ถ้อยรับสั่งรวบรัดตัดความของพระราชาเมืองพยองจูทำเอาอีจีอึนตีสีหน้าแทบไม่ถูก แต่ซงมินโฮกลับยิ้มเหมือนไม่รู้เรื่องรู้ราว และรับสั่งสำทับ

 

            “เป็นอันตกลงตามนี้ เราเป็นพันธมิตรกันแล้ว ข้าหวังว่าทุกท่านจะช่วยเหลือข้าจนสำเร็จ”

 

            พระหัตถ์แข็งแรงยกจอกเหล้ามาข้างหน้า ทำให้ทุกคนในห้องต้องยกจอกของตัวเองขึ้น และดื่มร่วมกัน รัชาทายาทเมืองคูซันกลืนเหล้าที่มีกลิ่นหอมของดอกบัวหลวงพลางคิด

 

            พี่หญิง เสียรู้ฝ่าบาทเสียแล้ว

 

 

 

 

 

*เหวิน = เรียกเงินทั้งแบบเหรียญเงิน และตั๋วเงิน

 

 

 

 

 

anonym_minyoon

 

 

 

 

anonym’s message : มาแล้วค่ะ จริงๆ ไม่ค่อยถนัดประวัติศาสตร์ตะวันออกเท่าไหร่ การเขียนเรื่องนี้ก็อาศัยเก็บเล็กผสมน้อย แล้วก็ปรับปรุงเรื่องไปด้วย อาจจะอิงสาระไม่ได้ ถือว่าเพื่อความบันเทิงนะคะ 555 คุยกันได้ที่ #แผนลวงวังหน้า ขอบคุณค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #9 Midnight1010 (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 / 08:59
    แสบจังล่ะองค์ราชา5555
    #9
    0
  2. #2 tnk_ikn (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2562 / 20:37
    ดูท่าแล้วมินโฮฉลาดรอบคอยมาก คงไม่ปล่อยซึงยูไปง่ายๆ
    #2
    0