[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 21 : Final

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 42
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

21

 

                หลังจากข่าวการจับกุมกบฏในเมืองพยองจูเป็นที่เลื่องลืออยู่เจ็ดวัน ชาวเมืองพยองจูก็ได้เห็นการประหารหมู่กบฏ และครอบครัวร่วมสามร้อยชีวิต ที่ลานประหารบริเวณนอกเขตนครหลวงเมืองพยองจู พระราชามินโฮมีรับสั่งให้นำศพของกบฎทั้งหมดไปทิ้งไว้ที่ทุ่งร้างนอกเมือง ห้ามไม่ให้มีการทำศพตามประเพณี

ทรัพย์สมบัติของสายสกุลอิม และองค์ชายซอกยงถูกที่ถูกประหาร ถูกริบเข้าท้องพระคลังหลวง พระราชามินโฮใช้ทรัพย์ที่ริบมาเหล่านั้นรวมกับพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อข้าวสาร เมล็ดพันธุ์พืช และเกลือเพื่อแจกจ่ายราษฏรทั้งเขตเมืองพยองจูและเมืองคูซันทุกเขตที่ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน นัยว่าเป็นการสร้างพระราชกุศล หลังจากได้รับสั่งประหารเหล่ากบฎทั้งหมด ส่วนองค์ชายคังยูที่ได้รับพระราชมรดกทั้งหมดของราชสกุลคังแห่งเมืองคูซัน จึงสละพระราชทรัพย์บางส่วนซื้อเสื้อผ้า และยารักษาโรคร่วมแจกจ่ายในคราวเดียวกัน

เมื่อเรื่องราวต่างๆ สงบลง ทุกอย่างกลับไปสู่ภาวะปกติ คังยูก็ได้กลับไปทรงงานที่กรมราชบัณฑิตตามเดิม ทว่าในระยะนี้ องค์ชายหนุ่มทรงวุ่นวายด้วยภาระหน้าที่ในกรมที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว เนื่องจากพระราชามินโฮทรงประหารชีวิตขุนนางในสายสกุลอิมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้มีหลายตำแหน่งว่างลง พระราชามินโฮจึงถือโอกาสเปิดสอบคัดเลือกขุนนางใหม่ รวมทั้งมีการตรวจสอบเรื่องการทุจริตของเหล่าขุนนางเดิมอย่างเปิดเผย ทำให้นอกจากกรมราชบัณฑิตแล้วกรมยุติธรรมกลายเป็นอีกกรมที่มีงานเพิ่มมากขึ้น จนคิมจินอูไม่มีเวลามาเฝ้าคังยูที่วังหน้าเลยในตลอดช่วงสามเดือนที่ผ่านมา

บ่ายจัดมากแล้วเมื่อคังยูเสด็จกลับมาถึงวังหน้า ดวงเนตรขององค์ชายหนุ่มทอดไปยังร่างบอบบางของหญิงสาวที่นอนหลับตาอยู่บนกิ่งไม้ขนาดใหญ่ในสวนด้านข้างของวังหน้า มือข้างหนึ่งของอีจีอึนถือไหสุราอยู่ เมื่อเสด็จไปใกล้ คังยูจึงรับสั่งถามขึ้น

“แมวขี้เซาบ้านไหนมานอนอยู่บนกิ่งไม้นี่กันนะ”

อีจีอึนลืมตาขึ้นอย่างง่วงงุน ปรางแก้มมีรอยโลหิตซ่านจากฤทธิ์สุรา หญิงสาวกระพริบตาช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ไต่ลงมายืนตรงเบื้องพระพักตร์คังยู เมื่อรู้ว่าองค์ชายหนุ่มทอดพระเนตรเห็นไหสุราในมือ อีจีอึนจึงเลื่อนมือไปไพล่ไว้ด้านหลังเพื่อซ่อนไหสุราเสียให้พ้นพระเนตร ก่อนจะเอ่ยทูล

“วันนี้วอนจา เอ่อ ไม่สิ องค์ชายเสด็จกลับมาแต่หัววันทีเดียว”

“หัววันอะไรกันท่านพี่หญิง ตะวันจวนจะตกดินแล้ว” คังยูรับสั่งเย้า ก่อนจะทอดพระเนตรไปทางแขนของจีอึนที่ไพล่ไว้ด้านหลัง “ดื่มอีกแล้วหรือ เพลาๆ ลงหน่อยเถิด เรื่องสุราน่ะ ท่านพี่หญิงดื่มบ่อยไปแล้วนะ”

“เจ็ดวันหม่อมฉันถึงจะดื่มสักหน ไม่ได้ดื่มบ่อยๆ เสียหน่อยเพคะ” อีจีอึนกล่าวอย่างแสนงอน คังยูจึงแย้มสรวลน้อยๆ แล้วรับสั่งเย้า

“เมื่อวานซีน ท่านอีเพิ่งมาฟ้องข้า ว่าท่านพี่หญิงดื่มเหล้าจนเมาพับอยู่กับชานบันได”

“โธ่! ฝ่าบาททรงเชื่อคำซึงฮุนใส่ร้ายหม่อมฉันเสียแล้ว หม่อมฉันดื่มไปเพียงนิดเดียว แต่เผอิญ..”

“เผอิญอะไร”

“เผอิญง่วง เลยนอนหลับไปเพคะ”

“ง่วงนอนหรือเมาจนเดินไม่ไหวกันแน่ท่านพี่หญิง”

อีซึงฮุนก้าวเข้ามาในสวนด้านข้าง และเอ่ยขัดคอพี่สาว คังยูสรวลเสียงใส ก่อนจะทรงโอบไหล่ท่านหญิงอีที่ทำหน้างอเมื่อถูกทั้งน้องชาย และลูกพี่ลูกน้องขนาบเรื่องดื่มสุราพร้อมกัน

“เอาเถิด ช่วงนี้ท่านพี่หญิงสำราญใจ ดื่มนิดดื่มหน่อยจะเป็นไรไป” คังยูรับสั่งอย่างเอาใจ ทำให้อีจีอึนหันไปตีหน้าเป็นใส่น้องชายตนเองที่ขมวดคิ้วดุอยู่ “แต่อย่าดื่มมากนัก จะเสียสุขภาพ”

“เข้าใจแล้วเพคะ”

อีจีอึนเอ่ยทูลพร้อมรอยยิ้มสดใสเหมือนเด็กๆ แต่คังยูทรงทราบดีว่า เมื่อก่อนนี้รอยยิ้มของอีจีอึนเคยสดใสกว่านี้มาก แต่เพราะผ่านเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตมามากมาย แม้รอยยิ้มนั้นจะกระจ่างเพียงใด ก็ยังหม่นหมองกว่ายามที่เป็นเพียงอีจีอึน ธิดาคนเดียวของอดีตเจ้ากรมทหารเมืองคูซัน

สีพระพักตร์ของคังยูคงบ่งบอกความรู้สึกหลายอย่าง ทำให้หญิงสาวคนเดียวในที่นั้นเอื้อมมือไปกุมหัถต์เรียวขององค์ชายหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยทูล

“ท่านพี่หญิงจะดื่มให้น้อยๆ แล้วต่อจากนี้ องค์ชายอย่ากังวลเลยนะเพคะ”

อีซึงฮุนก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพี่สาว และคังยูเช่นกัน จึงเอ่ยขึ้นเรียบๆ

“องค์ชาย ไปล้างพระหัตถ์เสียหน่อย แล้วเสวยพระกระยาหารเย็นเถอะ กระหม่อมเตรียมของที่องค์ชายโปรดไว้หลายอย่างทีเดียว”

“วันนี้ท่านอีเข้าครัวเองหรือ” คังยูรับสั่งถามด้วยความหลากพระทัย “เนื่องในโอกาสอะไรหรือ”

“ไปล้างพระหัตถ์ก่อน ไว้ตอนเสวย กระหม่อมจะเล่าถวาย”

อีซึงฮุนให้คังยูเสด็จไปล้างพระหัตถ์ และเปลี่ยนพระภูษาเป็นชุดที่สบาย เมื่อเสด็จเข้าไปที่ห้องเสวย อีซึงฮุน และอีจีอึนก็นั่งรออยู่แล้ว ในห้องเสวยไม่มีข้าหลวงรับใช้ เมื่อคังยูเสด็จมาถึง อีซึงฮุนก็ยกกระเบื้องเคลือบเนื้อดี ใส่ข้าวร้อนๆ ที่หุงไว้สวยมาถวาย

“มีแต่ของชอบของข้าจริงด้วย”

คังยูรับสั่งเมื่อทอดพระเนตรเห็นอาหารที่วางเรียงรายบนโต๊ะ อีซึงฮุนคีบเนื้อปลานึ่งซีอิ๊ววางบนข้าวถวายองค์ชายหนุ่ม และรอกระทั่งคังยูเริ่มเสวย จึงค่อยลงมือจัดการมื้อเย็นกันไปอย่างเงียบๆ เมื่อข้าวพร่องไปครึ่งถ้วย คังยูก็รับสั่งถามขึ้น

“ท่านอี กับท่านพี่หญิงมีเรื่องอะไรจะบอกข้าหรือ”

“กระหม่อมกับท่านพี่หญิงจะกลับเมืองคูซันในวันมะรืนนี้” อีซึงฮุนเอ่ยปาก “ฝ่าบาทมินโฮมีรับสั่งให้พวกกระหม่อมกลับไปจัดการเตรียมที่ทางที่เมืองคูซัน”

องค์ชายคังยูทรงนิ่งไปเมื่อทรงทราบแน่แล้วว่า ญาติผู้พี่ทั้งสองจะต้องจากกันไปอีกครั้ง หลังจากที่ได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเพียงสามเดือน อีจีอึนเห็นสีพระพักตร์ที่หม่นลงของคังยู จึงเอ่ยดุน้องชายแท้ๆ ของตนเอง

“เจ้าก็พูดเสียสั้นจริง ไม่ยอมอธิบายให้หมด” อีจีอึนพูดอย่างขวางๆ ก่อนหันไปเอ่ยกับคังยู “องค์ชาย ฝ่าบาทมินโฮรับสั่งว่าจะพาองค์ชายไปถวายสักการะป้ายพระวิญญาณพระบิดา กับพระมารดาที่สุสานหลวง จึงมีพระประสงค์ให้จัดที่ประทับที่สมพระเกียรติถวายองค์ชาย เพราะเหตุนี้พี่หญิงกับซึงฮุนจึงจะกลับไปเมืองคูซันอย่างไรเล่า”

คังยูพยักพระพักตร์รับ แต่รับสั่งถามต่อ

“แล้วเมื่อข้าถวายสักการะเสร็จแล้วเล่า ท่านอี กับท่านพี่หญิงจะทำอย่างไรต่อไป”

“กระหม่อมคงไม่ได้ตามเสด็จกลับมากับองค์ชายด้วย” อีซึงฮุนเอ่ยตอบ เมื่อเห็นอีจีอึนเงียบไป “ฝ่าบาทมินโฮรับสั่งว่าอยากให้กระหม่อมไปดูแลกองทัพเรือที่เขตแดนฝั่งคูซัน”

“ท่านพี่หญิงเล่า” คังยูรับสั่งถาม อีจีอึนจึงทำสีหน้าลำบากใจ

“พี่หญิงคิดว่าจะตั้งใจว่าจะช่วยซึงฮุนฟื้นฟูกองทัพบกเมืองคูซันเสียใหม่ ถึงเมืองคูซันจะไม่มีกองทัพของตัวเองแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องมีกำลังทหารไว้ป้องกันเมือง”

“เป็นอันว่าท่านพี่หญิง และท่านอีจะกลับไปคูซัน”

อีซึงฮุน และอีจีอึนทำสีหน้ากังวลทั้งคู่ คังยูจึงทรงวางตะเกียบลง และเสด็จออกจากห้องเสวยโดยไม่รับสั่งใด และเก็บพระองค์เงียบอยู่ในห้องบรรทม แม้อีจีอึนจะพยายามไปเอ่ยเรียกขอเข้าเฝ้า แต่บานประตูห้องบรรทมก็ปิดเงียบ ไม่มีเสียงใดตอบรับ สองพี่น้องสกุลอีจึงได้แต่ยอมถอยกลับไปทั้งคู่

บรรยากาศในวังหน้าเงียบเชียบ คังยูยังคงประทับนั่งนิ่งๆ อยู่ในห้องบรรทม กระทั่งดึกสงัดจึงมีเสียงกุกกักที่บานหน้าต่างห้องบรรทม องค์ชายหนุ่มจึงค่อยเคลื่อนไหวพระองค์ เมื่อเสด็จไปประทับที่หน้าต่างที่มีเสียงกุกกักเหมือนคนพยายามจะเปิดหน้าต่างที่ลงดาลไว้ คังยูก็รับสั่งด้วยสุรเสียงเย็นชา

“ฝ่าบาทเสด็จกลับวังหลวงไปเถิด กระหม่อมไม่อยากเห็นพระพักตร์ฝ่าบาทในยามนี้”

“ฮยองนิม”

เสียงตอบกลับจากด้านนอกห้องยิ่งทำให้คังยูทรงกริ้วกว่าเดิม องค์ชายหนุ่มก้าวพระบาทห่างจากบานหน้าต่าง แล้วไปประทับนั่งอยู่บนแท่นบรรทม แม้จะเข้าพระทัยดีว่า อีซึงฮุน และอีจีอึนจะต้องกลับเมืองคูซันในวันใดวันหนึ่ง แต่คังยูทรงปรารถนาจะประทับท่ามกลางพระญาติอย่างอบอุ่นเช่นนี้ไปให้นานกว่านี้

เมื่อทรงทราบว่าพระญาติเพียงสองคนที่เหลืออยู่ จะต้องกลับไปเมืองคูซันตามพระบัญชาของพระราชาเมืองพยองจู คังยูจึงไม่อาจห้ามพระทัยไม่ให้เอาพระโทสะไปลงกับพระราชามินโฮได้ องค์ชายหนุ่มจึงลงดาลหน้าต่างห้องบรรทมที่พระราชาเมืองพยองจูใช้เป็นทางเสด็จเข้ามาทุกคืนเป็นการลงทัณฑ์

เสียงกุกกักที่หน้าต่างเงียบไปแล้ว คังยูทรงคะเนในพระทัยว่าพระราชาเมืองพยองจูคงถอดพระทัย เสด็จกลับไปวังหลวงแล้ว จึงดับเทียนในห้องบรรทม เหลือแต่เล่มที่จุดไว้ข้างพระแท่น เมื่อจะเสด็จไปยังแท่นบรรทม ก็ทรงรู้สึกว่าสายลมยามค่ำพัดเอากลิ่นดอกไม้เข้ามาในห้องบรรทม จึงทรงหันกลับไป และสบสายพระเนตรกับพระราชาเมืองพยองจูที่เพิ่งปีนเข้ามาในห้องบรรทม

“ทรงงัดแงะเข้ามาในห้องนอนผู้อื่นเช่นนี้ไม่สมพระเกียรติพระราชาเมืองพยองจูเลยสักนิด” คังยูรับสั่งอย่างกริ้วๆ แสงจันทร์นวลลอดบานหน้าต่างเปิดไว้กว้าง ส่องกระทบพระพักตร์ขององค์ชายหนุ่ม “กระหม่อมกำลังจะเข้านอน ฝ่าบาททรงรบกวนเวลาส่วนตัวของกระหม่อมแล้ว เสด็จกลับไปเสียเถิด”

“ฮยองนิม”

สุรเสียงนั้นทอดอ่อนอย่างยอมเป็นรอง ก่อนจะรับสั่งถาม

“โกรธข้าเรื่องอะไร”

“กระหม่อมมีหรือจะกล้าโกรธฝ่าบาท”

“ฮยองนิมโกรธข้าแน่ๆ” พระราชาเมืองพยองจูย่างพระบาทไม่กี่ก้าว ก็ทรงคว้าคังยูมาไว้อ้อมพระกรได้สำเร็จแล้วจึงรับสั่งอย่างอ่อนข้อ “ฮยองนิมขุ่นเคืองใจเรื่องไหน บอกข้าเถอะ ข้าจะปัดเป่าความไม่พอใจให้ฮยองนิมทุกอย่างเอง”

“ฝ่าบาทให้ท่านอีกับท่านพี่หญิงกลับเมืองคูซัน กระหม่อมต้องอยู่ตัวคนเดียว เพราะพระประสงค์ของฝ่าบาทแท้ๆ”

ทั้งที่เข้าพระทัยดีถึงพระประสงค์ของพระราชาเมืองพยองจู แต่คังยูก็ยังกริ้ว และยิ่งเมื่อทรงทราบว่าพระราชาเมืองพยองจูจะทรงยอมอ่อนข้อให้ องค์ชายหนุ่มจึงเอาพระโทสะทั้งหมดระบายลงไปกับการทุบลงที่พระอุระแข็งๆ ของพระราชามินโฮ ฝ่ายพระราชาเมืองพยองจูทรงยืนนิ่งให้คังยูทุบจนพอพระทัย จึงค่อยทรงโอบให้คังยูทรงซบลงกับพระอังสา และรับสั่งปลอบ

“เมืองคูซันใกล้แค่นี้ ฮยองนิมคิดถึงท่านอี กับท่านหญิงอีเมื่อใด ก็กลับไปหาได้ทุกเมื่อ ข้าจะไม่ห้ามปรามแต่อย่างใด”

“เช่นนั้นกระหม่อมจะกลับไปอยู่เมืองคูซันกับท่านพี่ทั้งสอง”

คังยูรับสั่งเสียงอู้อี้ เพราะทรงซบพระพักตร์กับพระอังสาพระราชาเมืองพยองจู เมื่อได้ยินรับสั่งเช่นนั้นพระราชามินโฮก็โอบองค์ชายหนุ่มไว้แน่น ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนโยนอย่างที่ไม่เคยรับสั่งกับผู้ใด

“ใจคอฮยองนิมจะให้ข้าทุกข์ใจตายให้ได้เลยหรือ ถ้าฮยองนิมไม่อยู่เสียคน ข้าจะอยู่เมืองพยองจูนี้ไปได้อย่างไร” เมื่อคังยูไม่รับสั่งสิ่งใด พระราชาหนุ่มจึงฝังพระนาสิกลงกับพระปรางขาวของอีกฝ่าย และรับสั่งต่อ “ฮยองนิมอยากไปเยี่ยมเยียนท่านพี่ทั้งสองชั่วครั้งชั่วคราว ก็พอทำเนา แต่ถ้าจะถึงกับทิ้งข้าไปอยู่เมืองคูซัน เห็นทีข้าคงต้องมีคำสั่งย้ายเขตนครหลวงไปอยู่เมืองคูซันตามฮยองนิมแล้ว”

“ฝ่าบาทก็ดีแต่รับสั่งเป็นเล่น”

คังยูรับสั่งอย่างเง้างอด แต่สีพระพักตร์ดีขึ้นกว่าเก่ามาก พระราชาหนุ่มจึงรู้ว่าคังยูหายกริ้วแล้ว จึงรับสั่งเรื่องสำคัญต่อ

“ฮยองนิม อีกยี่สิบวันเราจะไปถวายสักการะป้ายพระวิญญาณของพระบิดา พระมารดาของฮยองนิมกัน ข้าจะไปกับฮยองนิม และคิดว่าจะพาลูกยองไปด้วย”

“วอนจานิมยังเล็กนัก ให้เสด็จไปไกลเช่นนั้น จะดีหรือฝ่าบาท”

สีพระพักตร์ของคังยูบ่งบอกว่าทรงกังวลอย่างจริงจัง พระราชาหนุ่มจึงสรวลเบาๆ แล้วรับสั่ง

“จะลำบากลำบนอะไร ก็ให้ลูกยองก็นั่งรถม้าหลวงไปกับข้ากับฮยองนิม ในรถม้าไม่โคลงนัก เดินทางไม่ต้องเร่งรีบ เพียงสองวันเศษก็ถึงเมืองคูซันแล้ว”

“แต่จะเรื่องจะให้วอนจานิมไปประทับแรมกลางป่า กระหม่อมก็ว่าไม่เห็นสม พระพันปีหลวง และพระมเหสีก็เห็นจะไม่โปรดแน่ วอนจาเป็นพระโอรสองค์เดียวของฝ่าบาท แม้ประชวรเล็กน้อยเพียงใด ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กทั้งสิ้น”

“เช่นนั้นฮยองนิมก็มีลูกข้าอีกสักคนเป็นไร” พระนาสิกโด่งคลอเคลียอยู่ที่พระปรางของคังยูเมื่อรับสั่ง “ลูกยองจะได้มีน้อง แล้วก็จะได้มีองค์ชาย องค์หญิงเล็กๆ วิ่งเล่นในวังหลวงให้คึกครื้น”

“ฝ่าบาทรับสั่งเลื่อนเปื้อนไปใหญ่แล้ว กระหม่อมจะมีลูกได้อย่างไร”

คังยูรับสั่งเถียง ก่อนจะพยายามใช้พระหัตถ์ดันพระพักตร์พระราชาหนุ่มให้ออกห่างจากพระปราง เมื่อพระหัตถ์ของคังยูวุ่นวายอยู่เช่นนั้น พระหัตถ์ของพระราชาหนุ่มก็เลื่อนไปปลดสายคาดเสื้อทรงของคังยู ทำองค์ชายหนุ่มต้องรีบรับสั่งเสียงเขียว

“ฝ่าบาท ทรงปลดสายคาดเสื้อกระหม่อมทำไมกัน คืนนี้กระหม่อมไม่ให้ประทับที่นี่ หยุดทีเดียวเชียว”

พระราชาเมืองพยองจูทรงหยุดเคลื่อนไหวพระหัตถ์ตามที่คังยูทรงบัญชา แต่พระโอษฐ์กลับแนบลงสนิทกับพระโอษฐ์อิ่มขององค์ชายหนุ่ม จุมพิตนั้นอ่อนโยน ทว่าลึกซึ้งดูดดื่ม ยิ่งเมื่อคังยูทรงอ่อนโอนตาม พระราชามินโฮก็ยิ่งได้พระทัย ทรงรุกจูบเสียจนองค์ชายหนุ่มทรงหอบอย่างเหนื่อยอ่อน เมื่อพระโอษฐ์ผละออกจากกัน

“คืนนี้หนาวจริง”

พระราชามินโฮรับสั่งเบาๆ เมื่อทรงจูบลงตรงพระศอขาวของคังยู พระหัตถ์ขององค์ชายหนุ่มกุมข้อพระกรของซงมินโฮไว้ และรับสั่งตอบเหมือนจะเย้า

“เช่นนั้นฝ่าบาทก็ทรงหยุดพยายามจะถอดเสื้อกระหม่อมเสียที”

“อ้อ คืนนี้ฮยองนิมไม่อยากให้ข้าเปลื้องผ้าฮยองนิมจนหมดอย่างนั้นหรือ” พระราชาหนุ่มรับสั่งยอกย้อน และยิ่งพอพระทัยเมื่อเห็นพระเนตรของคังยูเบิกกว้าง ก็ยิ่งรับสั่งเย้าต่อ “เช่นนั้นข้าก็จะไม่ถอดออกทั้งหมด แต่ที่ควรถอด ก็จะต้องถอด ฮยองนิมคงไม่โกรธ”

“ฝ่าบาท กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้น”

พระราชาเมืองพยองจูยืดพระองค์ไปดับเทียนที่จุดไว้ข้างแท่นบรรทมของเจ้าของวังหน้า ในห้องจึงมืดสลัวเหลือเพียงแสงจันทร์นวลที่ส่องผ่านบานหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับสายลมเย็นยามค่ำคืน และกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้กลางคืนที่ส่งกลิ่นรวยรินอยู่ในสายลม

 

*

 

เมื่อขบวนเสด็จของพระราชาเมืองพยองจูลุเข้าไปถึงเขตนครหลวงเมืองคูซัน คังยูจึงทรงเปิดบานหน้าต่างรถม้าทรง และเยี่ยมพระพักตร์ออกไปทอดพระเนตรด้านนอก องค์ชายยองที่เดินได้คล่อง และทรงติดคังยูมากกว่าพระบิดาแท้ๆ เบียดขึ้นไปประทับบนพระเพลาของคังยู และทอดพระเนตรออกไปมองบ้านเมืองแปลกตาข้างนอกหน้าต่างด้วยความสนพระทัย

เมืองคูซันที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าแปลกตาไปจากภาพในความทรงจำของคังยู บ้านเรือนหนาตาขึ้นกว่าเก่า แต่โรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่คังยูทรงจำได้ ยังตั้งอยู่ที่เดิม ริมถนนมีชาวบ้านค้าขายสินค้า ของกิน ของใช้กันอย่างเนืองแน่น เมื่อขบวนเสด็จผ่านมา ชาวบ้านริมทางต่างทรุดตัวลงคุกเข่าถวายบังคมตามธรรมเนียม

องค์ชายยองทอดพระเนตรเห็นร้านแผงลอย ขายโคมไฟไม้ไผ่สานทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ จึงทรงชี้ให้คังยูทอดพระเนตรตาม และรับสั่งเป็นคำสั้นๆ

“ปลา”

“ปลาหรือ” คังยูทอดพระเนตรตาม ก่อนรับสั่งอย่างนุ่มนวล “วอนจานิมชอบโคมไฟปลาหรือ ไว้ถึงที่พักแล้ว ท่านพ่อจะให้ท่านลุงอีซึงฮุนหามาถวายนะ”

“ฮยองนิมตามใจลูกยองเสียจริง”

พระราชาหนุ่มที่ประทับอยู่ในรถม้าทรงด้วยกันรับสั่งขึ้นเมื่อคังยูทรงปิดบานหน้าต่าง องค์ชายหนุ่มทรงป้อนผลไม้ชิ้นหนึ่งให้องค์ชายยอง และรับสั่งตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องขบขัน

“แล้วกัน ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าองค์ชายโปรดโคมไฟรูปสัตว์ ที่เป็นของแปลกตา ไม่มีในเมืองพยองจู เลยจะหามาถวายเท่านั้นเอง ฝ่าบาททรงหาว่ากระหม่อมตามใจองค์ชายยองได้อย่างไร” เมื่อเห็นพระราชามินโฮยังตีสีพระพักตร์บึ้งตึง คังยูจึงรับต่อ “เมื่อฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ กระหม่อมก็ตามพระทัยฝ่าบาทอยู่เสมอ ไม่เห็นต่างกันตรงไหน”

“ต่างกันมากทีเดียว”

พระราชามินโฮรับสั่งเรียบๆ ก่อนจะกลับไปสนพระทัยหนังสือในพระหัตถ์ตามเดิม คังยูทอดพระเนตรองค์ชายยอง และหันไปทอดพระเนตรพระราชามินโฮ ก่อนจะเข้าพระทัยได้ตลอด จึงอุ้มองค์ชายยองให้ประทับนั่งบนเบาะ และส่งของเล่นถวายให้ ก่อนที่ตนเองจะย้ายไปนั่งข้างพระราชาหนุ่ม และหยิบผลไม้ขึ้นยื่นจนเกือบชิดริมพระโอษฐ์พระราชามินโฮ

“ฝ่าบาท เสวยผลไม้นี่หน่อยเถอะ”

“ไม่ล่ะ ข้าไม่หิว” พระราชาหนุ่มรับสั่งเรียบๆ ไม่ยอมทอดพระเนตรดวงพักตร์ของคังยูที่ยื่นไปจนใกล้

“องค์ชายยองเป็นโอรสองค์เดียวของฝ่าบาท กระหม่อมจึงรักใคร่ ตามใจองค์ชายเหมือนบุตรของตนเอง” คังยูทรงซบพระพักตร์ลงกับพระอังสาแกร่งของพระราชาเมืองพยองจู ก่อนรับสั่งต่อ “แต่กับฝ่าบาท กระหม่อมก็รักมาก เพียงแต่รักคนละอย่างกับองค์ชายยองเท่านั้นเอง”

“ฮยองนิมเป็นคนเก่งเรื่องหนังสือ เรื่องบทกวี จึงเอ่ยวาจาได้น่าฟังเช่นนี้”

พระราชาหนุ่มรับสั่งอย่างอ่อนหวาน ก่อนจะทรงยกหนังสือที่ถืออยู่ขึ้นบังพระพักตร์ไม่ให้องค์ชายยองเห็น แล้วจุมพิตพระโอษฐ์อิ่มของคังยูจนพอพระทัย และรับสั่ง

“รางวัลสำหรับฮยองนิม ที่เอ่ยว่าจารื่นหู ถูกใจข้า”

“แหม รางวัลของฝ่าบาทน้อยนิดจริง” คังยูทรงแกล้งค่อน ก่อนจะกลับไปประทับข้างองค์ชายยอง “กระหม่อมทำดีแทบตาย ได้รางวัลเพียงเท่านี้”

“ฮยองนิมได้หัวใจพระราชาเมืองพยองจูไปทั้งดวงแล้ว ยังไม่พออีกหรือ”

คังยูทรงสรวลเสียงใส จนเสียงนั้นลอดออกไปด้านนอกรถม้า สารถีกับองครักษ์คิมที่นั่งอยู่ด้านหน้ามองหน้ากัน เพราะไม่ได้ยินเสียงรับสั่ง แต่ได้ยินเพียงเสียงสรวลของคังยู

 

*

 

หลังจากขบวนเสด็จของพระราชาเมืองพยองจูมาถึงเมืองคูซันได้หนึ่งวัน องค์ชายคังยูก็ตัดสินพระทัยว่า จะเสด็จไปถวายสักการะป้ายพระวิญญาณของพระราชาคังยอนโจ และพระมเหสีสกุลอีที่ประดิษฐานไว้ในสุสานหลวง พนักงานที่ดูแลสุสานหลวงจึงเตรียมเครื่องสักการะไว้อย่างเรียบร้อยภายใต้การควบคุมของอีจีอึน

เมื่อพระราชามินโฮ คังยู และองค์ชายยองเสด็จมาถึงสุสานหลวง ก็พบท่านหญิงอี และอีซึงฮุนมารอรับเสด็จอยู่แล้ว องค์ชายคังยูดำเนินเร็วๆ ไปหา และทรงสวมกอดพระญาติทั้งสอง ก่อนรับสั่งด้วยสีพระพักตร์แช่มชื่น

“ท่านอี ท่านพี่หญิง คิดถึงเหลือเกิน”

“อะไรกันเพคะองค์ชาย ห่างกันเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ก็คิดถึงพี่หญิงเสียแล้วหรือ”

อีจีอึนทูลตอบด้วยน้ำเสียงสดใส หญิงสาวสวมชุดอย่างสตรีชั้นสูงเมืองคูซัน สีหน้าอิ่มเอิบด้วยความสุข บ่งบอกว่า มีความสุขกาย สบายใจดีในระยะนี้ อีซึงฮุนที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็มีสีหน้าสดใส แม้ผิวจะกร้านไปจากการที่ออกแดดเป็นประจำ แต่ชายหนุ่มก็ดูแข็งแรงดี อีซึงฮุนเป็นฝ่ายเอ่ยทูลขึ้น เมื่อคังยูยังประทับที่เดิม และทรงกุมมือบางของพี่สาวเอาไว้

“องค์ชาย เข้าไปถวายสักการะด้านในเถอะพะยะค่ะ ท่านพี่หญิงจัดแจงให้จัดเครื่องสักการะไว้ จนแทบไม่ได้หลับได้นอนทีเดียว”

“จริงหรือ ท่านพี่หญิงวุ่นวายอะไรถึงเพียงนั้น” คังยูรับสั่งด้วยสีพระพักตร์ห่วงใย

“ไม่ใช่ท่านพี่หญิงหรอกองค์ชาย” อีซึงฮุนทูลด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พนักงานชาวที่ที่ดูแลสุสานหลวงต่างหาก ท่านพี่หญิงวุ่นวาย เปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่เสียจนพนักงานชาวที่หัวหมุนไปหมด”

“ซึงฮุน เจ้านี่มันเหลือเกินจริงเชียว”

อีจีอึนทุบแขนน้องชายไม่เบานัก และมองน้องชายที่ยิ้มเหมือนไม่สนใจสิ่งใดอย่างขวางๆ องค์ชายยองทรงผละจากพระบิดาที่จับจูงอยู่ แล้วก้าวพระบาทช้าๆ ไปหาอีจีอึน และยกพระกรขึ้นเป็นเชิงว่าจะทรงขอให้หญิงสาวอุ้ม คังยูทอดพระเนตรเห็นเข้าก็ทรงแย้มสรวลอย่างเอ็นดู ก่อนรับสั่ง

“องค์ชายยองอ้อนให้ท่านพี่หญิงอุ้มเสียแล้ว”

“องค์ชายยองทรงน่ารักจริงเชียว” อีจีอึนอุ้มรัชทายาทเมืองพยองจูไว้ในอ้อมแขน ก่อนเอ่ยทูล “ฝ่าบาทมินโฮ กับองค์ชาย เสด็จเข้าไปถวายสักการะด้านในเถอะเพคะ หม่อมฉันจะถวายการดูแลองค์ชายยองให้เอง”

“ขอบใจท่านหญิงอี” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งและแย้มสรวลน้อยๆ อีจีอึนจึงทูลด้วยน้ำเสียงสดใส

“หม่อมฉันยินดีเพคะ”

“ทูลเชิญฝ่าบาท กับองค์ชายเสด็จทางนี้พะยะค่ะ”

อีซึงฮุนเอ่ยขึ้น คังยูจึงรอให้พระราชาเมืองพยองจูเสด็จนำไปก่อน  แล้วจึงค่อยก้าวตามไป ในพระทัยขององค์ชายคังยูมีความรู้สึกหม่นเศร้าเกิดขึ้นอย่างบางเบา เมื่อเสด็จไปจนถึงช่องที่เป็นจุดประดิษฐานพระสาทิสลักษณ์[1]ของพระราชาคังยอนโจ และพระมเหสีสกุลอี ที่ขึงไว้ด้านหลังป้ายพระวิญญาณของทั้งสองพระองค์ คังยูก็ทรงรูสึกว่าในพระทัยหนักอึ้ง

พนักงานชาวที่ที่ดูแลสุสานหลวงจุดธูปถวายพระราชาซงมินโฮ และองค์ชายคังยูองค์ละหนึ่งดอก พระราชาหนุ่ม และคังยูถวายสักการะป้ายพระวิญญาณพร้อมกัน ก่อนจะทรงส่งธูปให้พนักงานชาวที่ปักให้ พระราชามินโฮทอดพระเนตรเห็นสีพระพักตร์ของคังยู จึงรับสั่งให้พนักงานชาวที่และอีซึงฮุนออกไปรอด้านนอกก่อน

เมื่อประทับอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง พระราชาหนุ่มจึงเอื้อมพระหัตถ์ไปกุมพระหัตถ์บางของคังยูไว้ ก่อนรับสั่ง

“ฮยองนิม”

“กระหม่อมไม่เป็นไร” คังยูรับสั่งพร้อมแย้มสรวลอ่อนเศร้า “เพียงแต่รู้สึกว่า นานเหลือเกินที่ไม่ได้กลับมาที่เมืองคูซัน และนานเหลือเกินที่ไม่ได้เห็นทูลกระหม่อมพ่อ กับท่านแม่”

“สมเด็จแม่ของฮยองนิมงามมาก” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่งเบาๆ แต่ยังกุมหัตถ์ของคังยูเอาไว้ “ฮยองนิมเองก็ดูคล้ายสมเด็จแม่มาก”

“ใครๆ ก็บอกว่ากระหม่อมเหมือนท่านแม่ ท่านตา ท่านอี ท่านพี่หญิงก็พูดเช่นนั้น เมื่อกระหม่อมยังเล็ก ท่านแม่ไม่โปรดให้กระหม่อมเรียกว่า สมเด็จแม่ แต่โปรดให้เรียกท่านแม่เฉยๆ และทรงเรียกกระหม่อมว่า ลูกยู ไม่ใช่วอนจาเหมือนที่คนอื่นๆ เรียก กระหม่อมจำเรื่องอื่นได้ไม่มากนัก เพราะท่านแม่สิ้นไปตั้งแต่กระหม่อมอายุได้ราวๆ ห้าขวบเศษ ยังเล็กมากทีเดียว”

พระราชาเมืองพยองจูไม่รับสั่งสิ่งใดต่อ เพียงแต่กุมหัตถ์ของคังยูไว้ ก่อนจะช่วยประคองให้องค์ชายหนุ่มประทับยืน พระเนตรของคังยูยังจับจ้องอยู่ที่พระสาทิสลักษณ์ที่เริ่มเก่าไปตามกาลเวลาของพระมเหสีสกุลอี พระราชามินโฮจึงเอนพระองค์ไปรับสั่งใกล้ๆ คังยู

“ข้าขอสาบานต่อป้ายพระวิญญาณของพระบิดา และพระมารดาของฮยองนิมว่าข้าจะดูแล ให้ฮยองนิมมีความสุข ทุกวันทุกคืนนับจากนี้ไปจนถึงวันสุดท้ายในชีวิต”

“นับวัน วาจาของฝ่าบาทยิ่งร้ายกาจนัก กระหม่อมตามไม่ทันจริงๆ”

คังยูรับสั่งอย่างเขินๆ แล้วแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อเห็นสีพระพักตร์ของคังยูดีขึ้น พระราชาเมืองพยองจูจึงรับสั่งอย่างอ่อนโยน

“ออกไปหาลูกยองกันเถอะ ป่านนี้ไม่รู้จะงอแงหรือยัง”

องค์ชายคังยูตามเสด็จพระราชาเมืองพยองจูออกมาด้านนอก ภาพที่เห็นคืออีจีอึนแบกองค์ชายยองไว้บนหลัง และรวบชายกระโปรงไว้ ก่อนวิ่งเร็วๆ จนองค์ชายยองสรวลเสียงดังลั่นลานหน้าสุสานหลวง ข้างๆ กันเป็นอีซึงฮุน กับพระอภิบาลขององค์ชายยองที่คอยวิ่งตาม สีหน้าบ่งบอกว่า กังวลว่าหญิงสาวจะทำองค์ชายยองหล่น

พระราชาเมืองพยองจูหันไปทอดพระเนตรองค์ชายคังยู และรับสั่งด้วยสุรเสียงกลั้วรอยสรวล

“ท่านพี่หญิงของฮยองนิม ช่างเป็นหญิงสาวที่ไม่เหมือนใครเสียจริง”

“เมื่อยังเล็ก ท่านพี่หญิงชอบแบกกระหม่อมขึ้นหลังเช่นนี้เหมือนกัน”

คังยูรับสั่งตอบ แล้วทรงแย้มสรวลกว้าง เมื่อเห็นจีอึนแบกองค์ชายยองวิ่งหนีซึงฮุนที่พยายามวิ่งตาม ส่วนองค์ชายยองที่ทรงกอดคอหญิงสาวไว้ ก็สรวลเสียงดังอย่างสนุกสนานเต็มที่

 

*

 

เทศกาลโคมไฟในเมืองคูซันเป็นเทศกาลที่คึกครื้นที่สุดในรอบปี คังยู และพระราชาเมืองพยองจูเสด็จออกจากที่ประทับในเขตพระฐานเมืองคูซัน พร้อมด้วยองค์ชายยอง และองครักษ์หมู่ใหญ่โดยแต่งกายเหมือนชาวบ้านธรรมดา และเดินปะปนไปกันชาวเมืองคูซันที่พากันออกมาชมโคมไฟที่ประดับประดาไว้ทั่วเมือง

องค์ชายยองยังทรงพระเยาว์ ไม่เคยพบคนจำนวนมากมาก่อน เมื่อทรงเห็นเข้าก็กอดพระศอคังยูไว้แน่น แต่เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นโคมไฟรูปร่างแปลกตา หลากสีสันก็ทรงคลายความกังวลลง และทรงหันไปทอดพระเนตรทางนั้นทีทางโน้นทีอย่างไม่รู้เบื่อ เมื่อทอดพระเนตรเห็นอีจีนอึนกับอีซึงฮุนที่ตามมาเฝ้ารับเสด็จ องค์ชายยองก็ทรงแย้มสรวลกว้าง และรับสั่งเรียกเสียงดังว่า ท่านป้า ก่อนจะทรงขอให้หญิงสาวอุ้ม สุดท้ายเมื่อทอดพระเนตรงานจนเหนื่อย ก็บรรทมหลับซบอยู่กับไหล่ของอีจีอึน หญิงสาวกับซึงฮุนจึงรับอาสาว่าจะพาองค์ชายยองกลับที่ประทับ ปล่อยให้คังยูกับพระราชามินโฮได้ทรงชมงานต่อโดยมีองครักษ์อีกสิบนายคอยคุ้มกัน

คังยูทรงเบิกบานพระทัยมากเป็นพิเศษ เพราะพระราชามินโฮทรงยื่นถุงใส่เงินส่วนพระองค์ให้คังยูทรงถือไว้ และจับจ่ายได้ตามประสงค์ องค์ชายหนุ่มทรงเลือกซื้อโคมไฟรูปสัตว์ที่ทำไว้อย่างสวยงามหลายตัว เพื่อนำไปถวายองค์ชายยอง จนกระทั่งทอดพระเนตรเห็นองครักษ์ทั้งสิบนายต้องเดินหิ้วโคมโฟรูปสัตว์นับสิบตัว จึงทรงหยุดซื้อ ก่อนจะทรงแตะท่อนพระกรพระราชามินโฮ แล้วรับสั่ง

“เดินมานานแล้ว ไปหาน้ำชาดื่มกันเถอะฝ่าบาท องครักษ์จะได้พักด้วย”

“ไปสิฮยองนิม”

เมื่อพระราชามินโฮทรงอนุญาต องค์ชายหนุ่มก็เสด็จนำไปยังร้านน้ำชาที่อยู่ใกล้ๆ เมื่อเสด็จเข้าไปในร้าน จึงทอดพระเนตรเห็นดวงหน้าที่คุ้นเคย จึงรับสั่งอย่างยินดี

“คุณชายคิม คุณชายออม”

ออมฮงชิก และคิมจินอูลุกขึ้นมาถวายบังคมคังยู และพระราชามินโฮ เมื่อในร้านไม่มีผู้อื่น เหล่าองครักษ์จึงยืนขวางไม่ให้มีผู้ใดก้าวล่วงเข้าไปด้านใน คังยูทรงแย้มสรวล และรับสั่งต่อ

“ทำไมพวกฮยองนิมถึงมาอยู่ที่เมืองคูซันนี่เล่า”

“กระหม่อมมาราชการ ตรวจบัญชีอากรประจำเดือนพะยะค่ะ” ออมฮงชิกเอ่ยทูล ส่วนคิมจินอูสะบัดพัดในมือโบกก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย

“กระหม่อมได้ยินว่าเทศกาลโคมไฟเมืองคูซันคึกครื้นมาก เลยอยากมาชมด้วยตาตนเอง ว่าแต่ทูลเชิญฝ่าบาท และองค์ชายคังยูประทับก่อนดีกว่า” คิมจินอูเอ่ยทูลพลางนำทั้งสองพระองค์ไปประทับที่โต๊ะ และเอ่ยเสียงดัง “นายหญิง ข้าขอน้ำชากาใหม่กับขนมกวนด้วย”

“เจ้าค่ะ”

เสียงร้องตอบจากด้านหลังร้าน ทำให้คังยูหันไปทอดพระเนตรอย่างสนพระทัย กระทั่งหญิงสาวที่แต่งกายเหมือนชาวคูซันทั่วไป ถือถาดชุดชาเดินออกมาจากหลังร้าน คังยูกับพระราชามินโฮจึงเข้าพระทัยเรื่องราวต่างๆ ได้โดยตลอด

“อ้อ! มิน่าเล่า คุณชายออมถึงได้ขยันมาเมืองคูซันบ่อยๆ เป็นเช่นนี้นี่เอง”

ถ้อยรับสั่งของพระราชาหนุ่มทำให้ออมฮงชิกใบหน้าแดงก่ำ ส่วนหญิงที่ยกถาดชามาถวายก็แก้มแดงซ่าน ตรงข้อมือเรียวของหญิงสาวที่โผล่พ้นแขนเสื้อ มีแผลเป็นถูกไฟลวกเป็นรอยใหญ่ และตรงผิวที่ขอบคอเสื้อก็มีรอยแผลไฟลวกเช่นกัน หญิงสาวรินน้ำชาถวายเรียบร้อยแล้ว จึงถวายบังคม

“คิมจีซู ถวายบังคมฝ่าบาท และองค์ชายยูเพคะ”

“กิจการรุ่งเรืองดีอยู่หรือ แม่นางจีซู” คังยูรับสั่งถาม หญิงสาวจึงยิ้มน้อยๆ ก่อนเอ่ยทูล

“ก็พอเลี้ยงตัวได้เพคะ วันหน้าหากองค์ชายยูเสด็จมาเมืองคูซันอีก หวังว่าจะมีโอกาสได้ถวายการรับใช้นะเพคะ”

“แน่นอนทีเดียว”

คังยูรับสั่งตอบ ก่อนจะประทับเสวยชาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเสด็จกลับที่ประทับ แม้จะระหว่างทางเสด็จกลับจะเป็นเวลาค่อนข้างดึก แต่ผู้คนที่ออกมาชมโคมไฟยังหนาตา ทำให้ในยามเดินค่อนข้างเบียดเสียด แต่มีพระกรของพระราชาเมืองพยองจูคอยกันไม่ให้ผู้ใดเบียดชนคังยูได้ ตลอดทางกลับไปยังเขตพระราชฐานเมืองคูซัน

 

*

 

พระราชาเมืองพยองจู และคณะประทับอยู่ในเมืองคูซันนานเจ็ดวัน ก่อนเสด็จกลับไปยังเมืองพยองจู องค์ชายยองที่เริ่มติดอีจีอึน ถึงกับกรรแสงโยเย เมื่อจะเห็นว่าท่านป้าที่ทรงโปรดไม่ได้ขึ้นรถม้าทรงตามเสด็จมาด้วย ทำให้คังยูต้องทรงปลอบโยน และทรงกอดองค์ชายยองไว้แนบพระอุระ กระทั่งองค์ชายยองเลิกกรรแสง

เมื่อขบวนเสด็จกลับไปถึงเมืองพยองจู พระราชาหนุ่มรับสั่งให้ขบวนเสด็จไปส่งคังยูถึงประตูวังหน้า ก่อนที่พระราชามินโฮกับพระโอรสจะเสด็จเข้าวังหลวง เมื่อองค์ชายคังยูเสด็จกลับไปวังหน้าแล้ว ก็สรงน้ำ แล้วเข้าบรรทมโดยไม่ได้เสวย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้องค์ชายหนุ่มบรรทมสนิท ไม่สดับเสียงบานหน้าต่างห้องบรรทมเปิดออกแต่อย่างใด

คังยูทรงรู้สึกพระองค์ เมื่อถูกดึงเข้าไปในอ้อมแขนอบอุ่น กลิ่นไม้จันทน์ขาวรวยรินอยู่ที่ปลายพระนาสิก ทำให้องค์ชายหนุ่มแน่พระทัยว่าเป็นพระราชาเมืองพยองจู จึงยังหลับพระเนตรอยู่เช่นเดิม ก่อนจะรับสั่งถาม

“ฝ่าบาทเพิ่งแยกกับกระหม่อมไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง ใยรีบเสด็จมานัก”

“เมื่ออยู่เมืองคูซันได้เห็นหน้าฮยองนิมทั้งหลับทั้งตื่น” พระราชาหนุ่มฝังพระนาสิกลงกับพระปรางขาว “พอต้องห่างกัน ไม่กี่ชั่วยามก็คิดถึงเสียแล้ว”

คังยูทรงสรวลเบาๆ ก่อนจะลืมพระเนตรขึ้น ดวงพักตร์พระราชาเมืองพยองจูอยู่ชิดเสียจนปลายพระนาสิกแตะกัน องค์ชายหนุ่มจึงทรงจุมพิตพระโอษฐ์ของอีกฝ่ายแผ่วเบา ก่อนจะซุกพระองค์เข้าไปในอ้อมพระกรพระราชามินโฮ

“ฝ่าบาททรงรู้หรือไม่ กระหม่อมเคยคิดมาตลอดว่า บ้านของกระหม่อมคือเมืองคูซัน วังหน้านี้ก็เป็นเพียงที่ที่ฝ่าบาทองค์ก่อนประทานให้กระหม่อมอาศัย แต่เมื่อได้กลับไปเมืองคูซันเข้าจริงๆ กระหม่อมกลับร่ำๆ คิดถึงวังหน้านี่อย่างบอกไม่ถูกทีเดียว เมื่อตอนมาถึง พอได้ก้าวเข้าวังหน้า ใจก็นึกขึ้นมาเองว่า ถึงบ้านแล้ว เห็นทีกระหม่อมจะอยู่เมืองพยองจูนานเสียจนเคยชินแล้วกระมัง”

“ข้าดีใจที่ฮยองนิมเห็นเมืองพยองจูเป็นบ้านของฮยองนิมแล้ว” พระราชาหนุ่มรับสั่งก่อนจะใช้พระดรรชนีเกลี่ยพระปรางคังยู “แต่เมื่อตอนขบวนพักที่เนินตรงนอกเขตพุนซัน ข้าเห็นฮยองนิมเก็บลูกสนกลับมาด้วยอีกแล้ว”

องค์ชายหนุ่มแย้มสรวลก่อนรับสั่งตอบ

“ฝ่าบาทพระเนตรไวจริง กระหม่อมก็ว่ากระหม่อมแอบเก็บไม่ให้ผู้ใดเห็นแล้วแท้ๆ ที่จริงมีเรื่องหนึ่งติดอยู่ในใจกระหม่อมมาตั้งแต่เล็ก ก็คือเมื่อจะต้องออกมาจากเมืองคูซัน ทูลกระหม่อมพ่อรับสั่งให้กระหม่อมไปเฝ้า และประทานโอวาทกับกระหม่อมว่า เมื่อมาอยู่เมืองพยองจู ให้วางตนอ่อนน้อมอยู่เสมอ เพราะรัชทายาท และพระราชาเมืองพยองจูเป็นเหมือนต้นสนใหญ่บนเนินเขา กระหม่อมในฐานะผู้อาศัย เป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านทิวสนไป แต่ไม่อาจทำให้ต้นสนเหล่านั้นหักโค่นไปได้ พอเห็นต้นสนเข้าระหว่างทางมาเมืองพยองจู กระหม่อมจึงเก็บลูกสนติดมือไว้เตือนใจตัวเอง”

“สำหรับข้า ฮยองนิมไม่ใช่ผู้อาศัย”

คังยูทรงสดับถ้อยรับสั่ง และทอดพระเนตรเห็นสีพระพักตร์เป็นกังวลของพระราชาเมืองพยองจู องค์ชายหนุ่มจึงทรงดันพระองค์ขึ้นประทับนั่ง แล้วรับสั่ง

“กระหม่อมทราบดี แต่ที่กระหม่อมเก็บลูกสนมาคราวนี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องพระโอวาทของทูลกระหม่อมพ่อหรอกฝ่าบาท แต่เป็นเพราะมีคนผู้หนึ่งอุตส่าห์เก็บลูกสนส่งมากับจดหมายให้กระหม่อม กระหม่อมเห็นลูกสนเข้าหนนี้ จึงนึกถึงจดหมายของคนผู้นั้น ก็เท่านั้น”

“ใครกัน ช่างน่ารักกับฮยองนิมได้ถึงเพียงนี้ ข้าชักอยากรู้”

พระราชามินโฮรับสั่งและแย้มสรวลกว้าง องค์ชายคังยูทรงซบลงบนพระอุระพระราชาหนุ่ม ก่อนทูลตอบ

“ได้ยินว่าเป็นพระราชาเมืองพยองจู น่าสงสารทีเดียวนะฝ่าบาท เห็นทีจะคนผู้นั้นจะรักกระหม่อมอยู่ฝ่ายเดียว” เมื่อเห็นสีพระพักตร์แปลกพระทัยของพระราชาเมืองพยองจู คังยูจึงรับสั่งต่อ “ก็กระหม่อมรักฝ่าบาทไปแล้ว จะรับรักเขาผู้นั้นอย่างไรได้เล่า”

เสียงสรวลเบาๆ กับเสียงรับสั่งที่จับใจความไม่ได้ แว่วหายไปในสายลมเย็นยามค่ำคืนของเมืองพยองจู ดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางฟ้ายามราตรี ส่องแสงนวลอ่อนลงมากระทบบ้านเมืองที่หลับใหลในยามดึกที่เบื้องล่าง กระทั่งทิวาวารกลับคืนมาใหม่

ฤดูกาลของดอกมูกุงฮวาก็มาถึงในที่สุด ดอกไม้สีชมพูอ่อนกลีบบางบานสะพรั่งอยู่ภายใต้แสงตะวันทั่วเขตเขาซานซัน เขาสำคัญของเมืองพยองจู

 

- จบ -



[1] พระสาทิสลักษณ์ หมายถึง ภาพวาดเหมือน


anonym's message: จบแล้วค่า 555 ยาวนานมากๆ กับเรื่องนี้ จริงๆ มีหลายอย่างที่เราคิดไว้ว่าจะเขียนขอบคุณทุกๆ คนตอนที่เขียนถึงตอนจบ แต่พอลงมือเขียนข้อความในบทสุดท้ายเรื่องนี้จริงๆ กลับรู้สึกว่าไม่รู้จะเขียนบรรยายออกมายังไงดี นอกจากขอบคุณทุกๆ คนที่คอยให้กำลังใจทุกๆ ตัวละครในเรื่องนี้นะคะ ขอบคุณมากๆ ที่ติดตาม #แผนลวงวังหน้า มาจนถึงตอนนี้ 

สำหรับรูปเล่มน่าจะมีรายละเอียดการจองภายในสิ้นเดือนนี้ ยังไงฝากติดตามด้วยนะคะ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านงานของเราค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #38 Midnight1010 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2563 / 11:41
    รอเล่มอยู่น้าาาา ขอบคุณมากๆนะคะ 🙏
    #38
    0