[WINNER-minyoon] The Wind blows on top of the hill pine tree

ตอนที่ 20 : 20

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 47
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    11 พ.ค. 63

20

 

                พระหัตถ์ของพระราชามินโฮกำแน่นจนแผ่นกระดาษที่องครักษ์คิมนำขึ้นมาถวายยับย่น สีพระพักตร์ของพระราชาหนุ่มเคร่งเครียด จนองครักษ์คิม และองครักษ์โจได้แต่ก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าเงยหน้าไปสบสายพระเนตรที่ดุดัน องครักษ์ทั้งสองกลั้นใจอยู่นาน กระทั่งพระราชามินโฮรับสั่งขึ้น

“องค์ชายคังยู ส่งข่าวมาบอกว่า องค์ชายซอกยงออกจากเกาะกึมโดมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวงกับพวกอิมซึงจุน”

องครักษ์ทั้งสองเงยหน้าขึ้นสบสายพระเนตร และเห็นความเดือดดาลพาดผ่านพระเนตรคมกริบของพระราชาหนุ่ม ยามนี้พระราชามินโฮทรงคุมการบูรณะเมืองคูซัน โดยพระประสงค์หลักคือ ต้องการฟื้นฟูให้เมืองคูซันพร้อมสำหรับเปิดน่านน้ำ เปิดท่าเรือเพื่อค้าขาย พระราชาเมืองพยองจูจึงตัดสินพระทัยที่จะประทับอยู่ในเมืองคูซันกระทั่งบูรณะเมืองสำเร็จ เพราะตั้งพระทัยว่าจะทรงประกาศรวมเมืองคูซันให้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองพยองจูหลังจากเมืองคูซันกลับมาดีดังเดิม

ข่าวเรื่องกบฏที่ได้รับในวันนี้ ทำให้พระราชาหนุ่มกริ้วราวกับมีกองเพลิงลุกไหม้อยู่ในพระทัย

พระราชาเมืองพยองจูทรงวางกระดาษที่มีลายพระหัตถ์องค์ชายคังยูลงกับโต๊ะทรงพระอักษร ก่อนจะทรงนิ่งไปนาน จนกระทั่งองครักษ์คิมเอ่ยปากขึ้นอย่างเกรงๆ

“ฝ่าบาท จะเสด็จกลับเมืองพยองจูหรือไม่พะยะค่ะ”

“ทางนี้ก็ยังไม่เรียบร้อยดี ยังต้องไล่ตามจับกุมพวกของอดีตพระราชาฮยังที่ยังเหลืออยู่” พระราชามินโฮรับสั่งอย่างกังวล “แต่ถ้าไม่กลับ องค์ชายคังยูอาจจะรับมืออิมซึงจุนไม่ไหว”

องครักษ์หนุ่มทั้งสองมองหน้ากัน และก้มหน้านิ่ง พระราชาเมืองพยองจูโบกพระหัตถ์ให้ทั้งคู่ถอยออกไป เมื่อประทับเพียงลำพัง พระหัตถ์แกร่งจึงค่อยๆ ดึงถุงหอมขององค์ชายคังยูที่ทรงซ่อนไว้ในเสื้อทรงออกมา กลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้บางอย่างที่แทรกอยู่ในกลิ่นสมุนไพร กลิ่นหอมอ่อนนั้นรวยรินอยู่ที่ปลายพระนาสิก ทำให้พระราชาหนุ่มทรงคะนึงถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดอยู่บนพระฉวีขององค์ชายคังยู

พระราชาเมืองพยองจูหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมา ก่อนจะทรงแต้มหมึกเป็นตัวอักษรลงไปบนกระดาษนั้น

 

เหล่านางข้าหลวงในเขตพระราชฐานชั้นหน้า และชั้นในของเมืองพยองจูต่างอกสั่นขวัญแขวน เมื่อองค์ชายคังยูที่ได้รับพระราชทานป้ายทองอาญาสิทธิ์จากพระราชามินโฮ และพระพันปีหลวงที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พระราชาเมืองพยองจูได้ร่วมกันประกาศปิดพระราชวังหลวงไม่อนุญาตให้ผู้ใดผ่านเข้าออก และมีพระเสาวนีย์จากพระพันปีหลวง ให้โนจุนยอง หัวหน้าหน่วยองครักษ์ที่มีหน้าที่รักษาวังหลวงตรวจสอบ ค้นหาบุคคลที่แฝงตัวมาในวังหลวง

ทั่วทั้งเขตพระราชฐานเมืองพยองจูจึงเต็มไปด้วยความโกหล ทุกตำหนัก และเรือนพักของข้าหลวง กับองครักษ์รักษาวังหลวงถูกรื้อค้นทุกซอกทุกมุม นางข้าหลวง และทหารใหม่ที่น่าสงสัยถูกกุมตัวมารวมกันไว้ที่สำนักขององครักษ์รักษาวังหลวง การตรวจสอบดำเนินไปจนถึงพระตำหนักเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่ยังประทับอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน รวมทั้งพระตำหนักว่างต่างๆ ก็ถูกตรวจสอบเช่น ไม่เว้นแม้กระทั่งพระตำหนักกลางของพระมเหสีโมรัน และพระตำหนักเหนือของพระพันปีหลวง

เรือนพักของฮวันซังกุงที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในก็มีองครักษ์รักษาวังหลวงขอไปตรวจค้น จินจูที่เป็นผู้ดูแลฮวันซังกุง จึงไม่ยอมให้องครักษ์ที่ดูแลวังหลวงได้ก้าวล่วงเข้าไปได้

“เรือนพักของฮวันซังกุง ได้รับพระราชทานมาจากพระราชาองค์เก่า ถือเป็นเขตส่วนตัวของฮวันซังกุง ห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต” นางข้าหลวงที่ติดตามฮวันซังกุงกางกั้น ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าไปโดยง่าย “หากพวกท่านต้องการเข้าไปค้น ก็ต้องให้ฮวันซังกุงอนุญาตเสียก่อน”

“แต่นี่เป็นพระเสาวนีย์ของพระพันปีหลวง พวกข้าต้องเข้าไปตรวจค้นตามหน้าที่”

องครักษ์รักษาวังหลวงนายหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างหนักใจ และไม่ยอมผละจากไป หากยังไม่ได้ตรวจค้น นางข้าหลวงคนสนิทของฮวันซังกุงจึงเอ่ยเสียงเขียว

“แต่นี่เป็นเรือนพักของฮวันซังกุง ถ้าฮวันซังกุงไม่อนุญาต ข้าก็ให้เข้าไม่ได้”

“จินจู”

เสียงเรียกเรียบๆ ทำให้นางข้าหลวงหันไปมองตาม และเห็นว่าผู้ที่เอ่ยเรียกตน คือองค์ชายคังยู จินจูรีบถวายบังคมก่อนจะเอ่ยอย่างสุภาพ

“องค์ชายคังยู”

“เจ้าหลีกทางให้องครักษ์รักษาวังหลวงเข้าไปดูในเรือนพักของฮวันซังกุงเสียเถิด ยามนี้ในวังหลวงอาจมีผู้ปลอมแปลงเข้ามาด้วยความประสงค์ร้าย” องค์ชายคังยูรับสั่งเรียบๆ ก่อนหันไปรับสั่งกับองครักษ์รักษาวังหลวง “รีบเข้าไปตรวจดูเสีย”

“พะยะค่ะ”

องครักษ์รักษาวังหลวงกรูกันเข้าไปภายในเรือนพักของฮวันซังกุง จินจูมองตามด้วยท่าทางกระวนกระวายใจ ก่อนจะหันมาเอ่ยทูลองค์ชายคังยูที่ประทับทอดพระเนตรการตรวจค้นเรือนพักของฮวันซังกุง

“ฝ่าบาท เรือนพักของฮวันซังกุง ฝ่าบาทองค์เก่ามีรับสั่งไม่ให้ผู้ใดละเมิด แม้กระทั่งพระมเหสี ฝ่าบาททรงอนุญาตให้องครักษ์วังหลวงเข้าไปรื้อค้นในยามที่ฮวันซังกุงไม่อยู่ เหมาะสมแล้วหรือเพคะ”

“ฮวันซังกุงน่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้ เจ้าอย่ากังวลเลย แม้แต่ตำหนักพระพันปีหลวง ตำหนักพระมเหสีก็ถูกตรวจสอบเช่นกัน เพราะเป็นเรื่องของการถวายความปลอดภัยพระพันปีหลวง พระมเหสี และวอนจานิม”

“แต่อย่างน้อย ก็ควรแจ้งฮวันซังกุงก่อนนะเพคะ”

“ฮวันซังกุงย่อมเข้าใจเจตนาของข้าดี ยามนี้นางไปทำงานตามคำสั่งของข้า ข้าแน่ใจว่าฮวันซังกุงจะไม่ตำหนิในเรื่องนี้แน่”

คังยูรับสั่งตัดบท และทรงรอกระทั่งหัวหน้าองครักษ์รักษาวังหลวงกลับออกมาทูลรายงานว่าไม่พบสิ่งผิดปกติ คังยูจึงพยักพระพักตร์รับ และเสด็จออกจากบริเวณเขตพระราชฐานชั้นใน ก่อนจะรับสั่งกับองครักษ์จูขณะเสด็จไปยังตำหนักเหนือของพระพันปีหลวง

“ประเดี๋ยวเจ้าไปตามคุณชายคิม คุณชายออมให้มารอพบข้าที่ตำหนักเขียว เสร็จจากเฝ้าพระพันปีแล้ว ข้าจะไปพบทั้งสองเพื่อสั่งความ”

“พะยะค่ะ”

องครักษ์จูถวายบังคม และถอยออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเสด็จตามลำพัง คังยูก็ทรงก้าวพระบาทอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานนักก็เสด็จไปถึงตำหนักเหนือ นางข้าหลวงที่เฝ้าหน้าประตูพระตำหนักถวายบังคมรับ คังยูจึงรับสั่งอย่างเร็ว

“จงเร่งไปทูลพระพันปีหลวงว่าข้าขอเข้าเฝ้า”

“เพคะ ทูลเชิญองค์ชาย ประทับรอในโถงด้านในพระตำหนักก่อนเพคะ”

นางข้าหลวงนำทางคังยูให้เข้าไปประทับภายในโถงด้านหน้าของพระตำหนักเหนือ เพียงอึดใจหนึ่งนางข้าหลวงอีกคนก็ยกขนมของว่าง และน้ำชามาถวาย คังยูเสวยชาไปถ้วยหนึ่ง พระพันปีหลวงจึงเสด็จออกมาจากด้านในพระตำหนัก องค์ชายหนุ่มลุกขึ้นถวายบังคม ก่อนจะเอ่ยทูลเมื่อพระพันปีหลวงรับสั่งให้ประทับนั่งลงเพื่อเจรจาความ

“เป็นอย่างไรบ้างเพคะ มีคนแปลกปลอมเข้ามาหรือไม่”

“มีน่าสงสัยอยู่เป็นนางข้าหลวงรับใช้สามคน และทหารรักษาวังหลวงอีกสิบนาย ทั้งหมดต่างถือป้ายชื่อที่กรมวังได้ลงบันทึกไว้จริง แต่เมื่อตรวจสอบ กลับให้การเป็นพิรุธหลายอย่าง กระหม่อมจึงให้แยกตัวไว้แล้ว”

“ดีที่มีองค์ชายยูเป็นหูเป็นตาแทนหม่อมฉัน” พระพันปีรับสั่ง แต่สีพระพักตร์ยังกังวลไม่คลาย “แล้วเรื่ององค์ชายซอกยงเล่าเพคะ”

“เรื่องนี้เป็นความผิดของกระหม่อมเองพะยะค่ะ” องค์ชายยูรับสั่งอย่างเคร่งเครียด “ที่จริงกระหม่อมสงสัยอยู่นานแล้วว่า อิมซึงจุนพยายามติดต่อกับทางองค์ชายซอกยง เมื่อคุณชายออมฮงชิก บุตรเสนาบดีกรมท่ากับฮงแดฮี คนสนิทของอดีตแม่ทัพโนไปถึงเกาะกึมโด ก็ได้ความ อิมซึงจุนจพาองค์ชายซอกยงกลับมาที่เมืองหลวงแล้ว ตอนนี้น่าจะซุกซ่อนองค์ชายซอกยงไว้เพื่อรอเวลาเท่านั้น”

“องค์ชายยูทรงคิดว่าอิมซึงจุนจะบุกวังหลวงหรือเพคะ”

“กระหม่อมคิดว่าเช่นนั้นพะยะค่ะ”

พระพันปีหลวงมีสีพระพักตร์เคร่งเครียด ทรงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงมั่นคง

“องค์ชายทรงต้องการให้หม่อมฉันทำอย่างไรบ้างเพคะ”

“สิ่งสำคัญที่สุดที่กระหม่อมคิด คือความปลอดภัยขององค์ชายยอง และพระมเหสีโมรัน” ความคลางแคลงเคลือบผ่านสีพระพักตร์ของพระพันปีหลวง เมื่อได้ยินคังยูรับสั่ง องค์ชายหนุ่มจึงรับสั่งต่อ “ขุนนางที่เป็นพระญาติของพระมเหสีเป็นกำลังสำคัญของฝ่าบาทมินโฮ ถ้าหากพระมเหสีโมรันได้รับอันตราย อาจทำให้ขุนนางที่เป็นพระญาติไม่พอใจ เกิดข้อขัดแย้งเพียงแต่กับสกุลอิมก็นับว่าหนักหนาแล้ว กระหม่อมไม่ต้องการให้ฝ่าบาทมินโฮต้องขัดแย้งกับสกุลกงอีก จึงจำเป็นต้องถือความปลอดภัยของรัชทายาท และพระมเหสีเป็นหลัก ส่วนความปลอดภัยของพระพันปีหลวงเอง กระหม่อมจะให้ท่านโนจุนยองถวายการอารักขาเป็นพิเศษ”

“ความปลอดภัยของหม่อมฉันช่างเถิดเพคะ แต่เรื่องที่จะดูแลวอนจานิม และพระมเหสี องค์ชายจัดการตามที่ทรงเห็นว่าสมควรเถอะเพคะ แต่ว่าทหารรักษาวังหลวงยามนี้มีร้อยเศษเท่านั้น ดีร้ายเกิดเหตุจวนตัวขึ้นมา จะทำอย่างไรกันดีเล่าเพคะ”

“ข้อนี้พระพันปีอย่าทรงวิตก ฝ่าบาทมินโฮทรงเตรียมกำลังพลไว้ถึงหกร้อยเศษ ยามนี้กระจายอยู่รอบเขตนครหลวง” คังยูรับสั่งพลางรินชาถวายพระพันปีหลวง “กระหม่อมคิดว่าจะยังไม่เรียกออกมาทั้งหมด จนกระทั่งทางอิมซึงจุนมีท่าทีว่าจะก่อกบฏจริง ยามนี้กระหม่อมได้ข่าวว่าคนของสกุลอิมร่วมสองร้อยคนมารวมตัวที่งานศพอดีตมเหสีจองยอน”

“อิมจองยอนเกิดมาเพื่อสร้างความยุ่งยากให้ฝ่าบาทมินโฮโดยแท้ แม้ยามตาย บิดาของนางยังใช้ความตายของนางเป็นเหตุให้สกุลอิมมารวมตัวกันได้โดยปราศจากข้อครหาอีก” พระหัตถ์ของพระพันปีหลวงสกุลโนกำแน่น เมื่อรับสั่งถามต่อ “องค์ชายวางสายสืบไว้ดีแล้วหรือเพคะ หากอิมซึงจุนบุกมาปุบปับจะยับยั้งทันหรือเพคะ”

“กระหม่อมเห็นว่า ทางอิมซึงจุนคงลงมือหลังจากฝังศพของอิมจองยอนแล้ว เพราะเมื่อเสร็จพิธีศพ คงยั้งคนไว้นานไม่ได้ ในระหว่างนี้ กระหม่อมจะทยอยเอากำลังพลบางส่วนที่ฝ่าบาทมินโฮเตรียมไว้ เข้ามาเสริมกำลังในวังหลวงก่อนพะยะค่ะ”

“องค์ชายทรงจัดการตามที่เห็นดีเถอะเพคะ”

คังยูพยักพระพักตร์รับ ก่อนจะรับสั่งด้วยสุรเสียงมั่นคง

“กระหม่อมมีอีกเรื่องเกี่ยวกับการถวายอารักขาองค์ชายยอง และพระมเหสีที่ต้องขอให้พระพันปีหลวงพระราชทานอนุญาตพะยะค่ะ”

ดวงเนตรคมกริบของพระพันปีหลวงที่ถ่ายทอดไปสู่พระราชามินโฮ และองค์ชายยองทอดไปยังองค์ชายคังยูด้วยความสงสัย องค์ชายหนุ่มแย้มสรวลน้อยๆ และเอ่ยทูลสิ่งที่ทรงกะเกณฑ์ไว้ในพระทัย

 

ออมฮงชิกกับคิมจินอูได้รับคำสั่งจากคังยูโดยตรงให้จัดการเรื่องสับเปลี่ยน เพิ่มเติมกำลังพลเข้าไปในอารักขาวังหลวงอย่างเงียบๆ คนจากหน่วยฝึกทางเหนือส่วนหนึ่งจึงถูกจัดให้สวมชุดหน่วยรักษาความสงบนครบาล และส่งตัวเข้าวังหลวงโดยปราศจากผู้ใดสงสัย

องค์ชายคังยูเสด็จมาสำนักองครักษ์วังหลวงที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอกในช่วงค่ำ คนของหน่วยฝึกทางเหนือ และองครักษ์วังหลวงต่างตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบ เพื่อรอรับพระบัญชาเรื่องการจัดเตรียมการอารักขาพื้นที่เขตพระราชฐานจากองค์ชายคังยู องค์ชายหนุ่มเสด็จไปประทับยืนบนยกพื้นสูง ก่อนจะรับสั่งด้วยสุรเสียงเด็ดขาด

“คนจากหน่วยฝึกทางเหนือของท่านโนจองโมทั้งร้อยห้าสิบคนที่เข้ามาในวังหลวงวันนี้  ข้าขอให้ทุกคนฟังคำสั่งจากข้า และท่านโนจุนยอง หัวหน้าหน่วยองครักษ์วังหลวง ยามนี้จะไม่มีการแบ่งแยกฝักฝ่าย เพราะทุกคนมีหน้าที่หลักคือการถวายอารักขาพระพันปีหลวง พระมเหสีโมรัน องค์รัชทายาท และเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดที่ประทับอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นในของเมืองพยองจู” องค์ชายคังยูทอดพระเนตรดวงหน้าของชายฉกรรจ์ร่วมสามร้อยนายตรงเบื้องพระพักตร์ก่อนรับสั่งต่อ

“องครักษ์วังหลวงมีความชำนาญพื้นที่มากกว่า นับจากนี้ หน้าที่หลักขององครักษ์วังหลวงคือเข้าไปอารักขาเขตพระราชฐานชั้นใน ส่วนกองกำลังจากฝ่ายเหนือที่ถูกฝึกให้เชี่ยวชาญการรบทุกรูปแบบ ข้าขอให้เป็นกำลังหลักในการอารักขาเขตพระราชฐานชั้นนอก ยามนี้เราไม่รู้ว่าศัตรูจะโจมตีเมื่อใด ขอให้ทุกคนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ”

เสียงขานรับทำให้คังยูพอพระทัย จึงทรงอนุญาตให้เหล่าองครักษ์แยกย้ายกันไปประจำตำแหน่งของตนเอง องค์ชายหนุ่มเสด็จไปหาคิมจินอู และออมฮงชิก แต่ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งแทรกแถวทหารตรงมาหาคังยู องครักษ์จูกันไม่ให้ชายหนุ่มได้เข้าถึงคังยู ชายหนุ่มที่ถูกกันไว้จึงเอ่ยปาก

“นายน้อย เอ่อ องค์ชายยู กระหม่อมเอง”

คังยูทอดพระเนตรชายหนุ่มรูปร่างสูงกำยำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทรงระลึกได้ จึงรับสั่งทัก

“โอชอนมยองฮยองนิมหรือ”

“ใช่ พะยะค่ะ กระหม่อมเอง” โอชอนมยองยิ้มสดใส

“ไม่เป็นไร ข้ารู้จักเขา” คังยูทรงตบบ่าองครักษ์จูที่ยืนกั้นไม่ให้โอชอนมยองเข้ามาใกล้เบาๆ องครักษ์จูจึงถอยหลบฉากไป คังยูจึงรับสั่งถามต่อ “ฮยองนิมเป็นอย่างไรบ้าง”

“กระหม่อมสบายดี ตอนแรกเห็นฝ่าบาท กระหม่อมตกใจเล็กน้อย ไม่นึกว่านายน้อยจะเป็นคนสำคัญเช่นนี้” โอชอนมยองยิ้มเขินๆ ก็จะหันไปทักจินอู “คุณชายคิม สบายดีหรือ”

“สบายดี ท่านโอเองก็ดูสุขภาพแข็งแรงดี”

“ขอรับ”

โอชอนมยองยิ้มเก้อๆ เมื่อคนที่ตนเคยรู้จักที่ค่ายฝึกกลายเป็นองค์ชายคังยู ผู้มีอำนาจคุมกองกำลังอย่างเบ็ดเสร็จ ส่วนพี่ใหญ่ที่ใครๆ เรียกกันในตอนนั้น ก็กลายเป็นคิมจินอู ขุนนางกรมยุติธรรม องค์ชายคังยูแย้มสรวลน้อยๆ ก่อนรับสั่งกับองครักษ์จูให้ไปเรียกหัวหน้าที่คุมหน่วยฝึกทางเหนือมาเข้าเฝ้า ฝ่ายนั้นทำหน้าตาตื่นเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกเรียกเข้าเฝ้า

“ท่านหัวหน้า ข้าขอตัวโอชอนมยองมาช่วยงานคุณชายคิมจินอู และคุณชายออมฮงชิกแล้วกัน”

“ได้พะยะค่ะ” หัวหน้าที่คุมหน่วยฝึกทางเหนือเอ่ยทูล

“กระหม่อมจะตั้งใจรับใช้คุณชายคิม กับคุณชายออมอย่างสุดความสามารถพะยะค่ะ”

โอชอนมยองเอ่ยทูลอย่างกระตือรือร้น คังยูแย้มสรวลให้น้อยๆ และทรงแยกไปทางตำหนักเขียวพร้อมกับองครักษ์จู ปล่อยให้โอชอนมยองอยู่กับคิมจินอู และออมฮงชิกตามลำพัง คุณชายสกุลคิมตบบ่าชายหนุ่มที่ยังมองตามคังยูไปจนสุดสายตา ก่อนจะเอ่ยเรียบๆ

“เจ้าน้องชาย ไหนๆ เจ้ากับข้า และคุณชายออมจะต้องร่วมหัวจมท้ายกันแล้ว ข้าก็ขอบอกอะไรเจ้าเอาไว้อย่างในฐานะพี่ชายก็แล้วกัน”

“ขอรับ” โอชอนมยองรับคำอย่างกระตือรือร้น คิมจินอูยิ้มกว้างก่อนเอ่ยปาก

“ถ้าอยากมีชีวิตยืนยาว อย่าได้มององค์ชายคังยูด้วยสายตาเช่นนั้นให้ฝ่าบาทมินโฮเห็นทีเดียวนะ ฝ่าบาทมินโฮน่ะ ทรงหวงฮยองนิมอย่างองค์ชายคังยูมากทีเดียว”

ออมฮงชิกที่ฟังอยู่ถึงกับหลุดหัวเราะเบาๆ โอชอนมยองฟังคำของคิมจินอู และขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจนัก แต่ขุนนางหนุ่มทั้งสองกลับหัวเราะกันเบาๆ เหมือนเห็นเป็นเรื่องขบขันเต็มที

 

พิธีศพของอิมจองยอนจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ วันที่เคลื่อนย้ายศพไปฝังในสุสานสกุลอิมที่อยู่ในชานเมืองของเขตนครหลวงเมืองพยองจูนั้น อิมซึงจุนได้จัดขบวนเคลื่อนศพโดยมีคนมาร่วมพิธีศพอย่างคับคั่ง โอชอนมยองได้รับคำสั่งจากคิมจินอู ให้ติดตามคนของออมฮงชิกไปแฝงตัวเป็นชาวบ้านเพื่อดูลาดเลา

โอชอนมยองถูกฝึกฝนมาอย่างดีจึงหูตาค่อนข้างไว ชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าคนที่มาร่วมงานหลายคน แม้จะสวมเสื้อผ้าอย่างไว้ทุกข์ แต่กลับพกดาบติดตัวกัน โอชอนมยองจึงแยกย้ายกับคนของออมฮงชิก ฝ่ายนั้นกลับไปแจ้งข่าวให้เจ้านายทราบ ส่วนโอชอนมยองได้รับคำสั่งให้ออกไปหาอดีตแม่ทัพโนจองโม เพื่อแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้น

เมื่ออดีตแม่ทัพโนได้ทราบเรื่องทั้งหมด จึงมีคำสั่งคนจากหน่วยฝึกทั้งหมด เปลี่ยนชุดเป็นชุดของหน่วยรักษาความสงบนครหลวง และเดินทางอ้อมเมืองโดยมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือวังหลวง โอชอนมยองได้ติดตามอดีตท่านแม่ทัพสกุลโนกลับเข้าไปเฝ้าองค์ชายคังยูที่ประทับรอข่าวอยู่ในตำหนักเขียว

“คนของกระหม่อมส่งข่าวมาว่า คนที่ร่วมงานศพของอิมจองยอน บัดนี้เดินทางกลับเข้าเขตนครหลวงแล้วพะยะค่ะ” ออมฮงชิกที่เพิ่งเข้ามาในตำหนักเขียวเอ่ยทูล “ทั้งหมดไปรวมตัวกันที่บ้านของอิมซึงจุน คาดว่าคืนนี้น่าจะมีความเคลื่อนไหวใหญ่เป็นแน่”

“ฝ่าบาท” คิมจินอูเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นว่าคังยูยังคงเงียบ “ฝ่าบาทมินโฮทรงตอบฝ่าบาทมาว่าอย่างไรบ้าง จะทรงนำทัพกลับมาหรือไม่”

“ฝ่าบาทมินโฮจะยังไม่เสด็จกลับ เพราะยังมีเรื่องที่ยังจัดการไม่เรียบร้อยในเมืองคูซัน” คังยูรับสั่งเรียบๆ แต่สีพระพักตร์เคร่งเครียดอย่างมากเมื่อรับสั่งต่อ “เราที่อยู่ที่นี่ต้องช่วยกันกำจัดกบฏให้เรียบร้อย ถวายการอารักขาพระมเหสี และองค์รัชทายาท เป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องให้ความสำคัญสูงสุด”

ความอึดอัด เคร่งเครียดลอยวนอยู่ภายในโถงตำหนักเขียว ทั้งคิมจินอู ออมฮงชิก โนจองโม และโนจุนยอง มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างเห็นได้ชัด แม้โอชอนมยองจะเพิ่งมาใหม่ และไม่รู้ตื้นลึกหนาบางนัก แต่ชายหนุ่มก็พอเดาได้ว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในยามนี้เคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ องค์ชายคังยูประทับนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ก่อนจะรับสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

“ท่านโนจุนยองสั่งตรึงกำลังทั้งหมดในเขตวังหลวง ทั้งเขตพระราชฐานชั้นหน้า และชั้นใน ห้ามนางข้าหลวง ซังกุง และเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดออกจากเรือนพักหลังตะวันตกดิน ผู้ใดฝ่าฝืนออกจากเรือนพักในยามวิกาล หากเป็นนางข้าหลวง หรือซังกุงให้สังหารก่อนโดยไม่ต้องสอบสวน ผู้สังหารไม่มีความผิด หากเป็นเชื้อพระวงศ์ให้กุมตัวเข้าไปขังไว้ในตำหนักใต้”

“พะยะค่ะ”

โนจองโมรับคำ แม้ในใจจะนึกครั่นคร้าม เพราะตำหนักใต้ในเขตพระราชฐานชั้นใน คือตำหนักที่ถูกทิ้งร้าง เนื่องจากข่าวลืออันไม่เป็นมงคลว่ามีดวงวิญญาณของพระสนมองค์หนึ่งในพระราชาองค์ที่สามของเมืองพยองจูสิงสู่อยู่ในตำหนักนั้น คังยูรับสั่งเสร็จแล้วก็ประทับยืนก่อนจะรับสั่งต่อ

“วันนี้ข้าจะไปเฝ้าพระพันปีหลวงที่ตำหนักกลางของพระมเหสี พวกท่านทั้งหมดไม่ต้องออกจากวังหลวง แต่อยู่เฝ้ารักษาการณ์ที่เขตพระราชฐานชั้นนอกนี้แล้วกัน”

 

เป็นครั้งแรกในชีวิตที่โอชอนมยองได้เห็นการปิดประตูวังหลวง และประตูเขตพระราชฐานชั้นในด้วยตาตนเองเมื่อเสียงกลองย่ำค่ำดังสนั่น ชายหนุ่มเกาะกลุ่มอยู่กับคิมจินอู และออมฮงชิก เมื่อเห็นประตูเขตพระราชฐานชั้นในปิดลง โอชอนมยองจึงเอ่ยถาม

“องค์ชายยูยังไม่เสด็จออกมาเลย”

“คืนนี้คงประทับที่ฝ่ายใน เพื่อถวายอารักขาพระพันปีหลวงกระมัง” ออมฮงชิกเอ่ยขึ้น และคีบเนื้อชิ้นหนึ่งวางใส่ชามข้าวของชายหนุ่ม “กินเสีย คืนนี้คงต้องอยู่โยงทั้งคืน จะได้มีแรง”

“ขอรับ”

โอชอนมยองสงบปากสงบคำ และกินมื้อค่ำไปอย่างเงียบๆ ชายหนุ่มแอบคิดในใจว่าความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าขัน เพราะวังหลวงกว้างใหญ่ มีทั้งกำแพงสูง และขอบคู รวมทั้งองครักษ์จำนวนมาก การที่จะบุกรุกเข้ามาก่อเหตุร้ายคงไม่ใช่เรื่องง่าย

เมื่อค่อนคืนผ่านไป เหตุการณ์ต่างๆ ยังสงบอยู่ โอชอนมยองจึงยิ่งวางใจ

พระจันทร์แขวนลอยอยู่กลางฟ้ายามดึกสงัด ทหารองครักษ์วังหลวงผลัดเปลี่ยนเวรยาม ขณะที่ออมฮงชิก คิมจินอู และอดีตแม่ทัพโน ยังนั่งนิ่งเป็นรูปปั้น โอชอนมยองขยับตัวไล่ความเมื่อยล้า ก่อนจะรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่างเมื่อได้ยินเสียงระฆังดังแหวกความเงียบ และเยือกเย็นของค่ำคืน

“ระฆังสิ้นมังกร”

อดีตแม่ทัพโนเอ่ยขณะที่ผุดลุกขึ้นยืน โอชอนมยองคว้าดาบขึ้นยืนตาม แม้จะไม่เข้าใจว่าเสียงระฆังนั้นคือสิ่งใด แต่เมื่อพิจารณาจากสีหน้าของทุกคนในที่นั้น ก็คะเนได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กเสียแล้ว

“พวกสุนัขสกุลอิม บังอาจนัก”

อดีตแม่ทัพโนเดินลิ่วๆ ออกไปสั่งการให้องครักษ์รักษาวังหลวงเตรียมตัว ขณะที่เสียงระฆังยังคงดังอย่างต่อเนื่อง โอชอนมยองคว้าแขนเสื้อคิมจินอูที่อยู่ใกล้ๆ ก่อนจะเอ่ยถาม

“นี่มันเรื่องอะไรกันหรือคุณชายคิม”

“ระฆังสิ้นมังกรอยู่ที่หอระฆัง ฝั่งประตูทิศตะวันตกของวังหลวง ตามปกติจะไม่มีการสั่นระฆังนี้ เว้นแต่ว่า”

“เว้นแต่ว่าอะไรหรือขอรับ” โอชอนมยองถามด้วยความไม่รู้ คิมจินอูมีท่าทีลังเลที่จะเอ่ยปาก แต่กลับเป็นออมฮงชิกที่เป็นฝ่ายเอ่ยตอบ

“เว้นแต่ว่าฝ่าบาท หรือรัชทายาทสิ้นพระชนม์”

 

พระตำหนักเหนือของพระพันปีหลวง และพระตำหนักกลางของพระมเหสีตามคบไฟโดยรอบไว้สว่างราวกับกลางวัน ทหารองครักษ์ตรึงกำลังอยู่โดยรอบพระตำหนักทั้งสองแทนนางข้าหลวงเฝ้าคอยรับใช้อยู่ตามประตูต่างๆ เสียงระฆังสิ้นมังกรที่ดังขึ้นทำให้เหล่าทหารองครักษ์ต่างเริ่มรวนเร เปิดโอกาสให้กลุ่มคนที่บุกรุกเข้ามาโดยไต่กำแพงขึ้นมาถึงเขตพระราชฐานชั้นใน และซ่อนตัวอยู่ด้านหลังหลังคากระเบื้องที่ใช้ประดับกำแพง เมื่อเหล่าทหารองครักษ์เริ่มเสียขบวน ธนูนับร้อยๆ ดอกก็ถูกระดมยิงเข้าใส่จนทำให้ทหารองครักษ์บาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ทหารองครักษ์นายหนึ่งที่ถูกลูกศรเข้าที่หัวไหล่ วิ่งไปลั่นกลองที่องค์ชายคังยูทรงกำชับให้นำมาตั้งไว้ เพื่อส่งสัญญาญให้ทหารองครักษ์ในเขตพระราชฐานชั้นนอกทราบ

เสียงกลองเตือนภัยทำให้ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูเขตพระราชฐานชั้นในเปิดประตูเพื่อให้ทหารองครักษ์ที่อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นนอกเข้ามาเสริมกำลังได้

กลุ่มคนร้ายทิ้งธนู และปีนลงมาต่อสู้กับทหารองครักษ์ที่เหลืออย่างตะลุมบอน แต่พระตำหนักเหนือของพระพันปีหลวง และพระตำหนักกลางของพระมเหสีก็ยังปิดเงียบ ทหารองครักษ์ถูกโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว ทำให้ถูกสังหารเกือบทั้งหมด อิมซึงจุนที่เป็นหัวหน้าผู้บุกรุกดึงผ้าคาดหน้าลง และเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“แบ่งกันออกไปเป็นสองพวก พวกหนึ่งไปสังหารพระพันปีหลวง อีกพวกไปสังหารพระมเหสีกับรัชทายาท ใครเอาศพรัชทายาทมาให้ข้าได้ ข้าจะให้รางวัลอย่างงาม”

คนร้ายกลุ่มหนึ่งกรูกันเข้าไปภายในพระตำหนัก แต่บางส่วนต้องหันกลับมาต่อสู้กับทหารองครักษ์ที่บุกผ่านเข้ามาถึงเขตพระราชฐานชั้นใน โดยมีอดีตแม่ทัพโนจองโมเป็นผู้นำ คิมจินอู ออมฮงชิก และโอชอนมยองตามเข้าไปต่อสู้กับคนของอิมซึงจุน ที่เป็นทหารรับจ้างแคว้นฉินกว่าสองร้อยนาย รวมกับคนของสกุลอิมอีกกว่าสองร้อยคน ทำกองทหารองครักษ์ที่มีน้อยกว่าตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด

                เสียงต่อสู้ และเสียงมีดดาบกระทบกันดังอึกทึก ศพผู้เสียชีวิตนอนกลาดเกลื่อนบนลานหน้าพระตำหนัก เลือดเหนียวข้นไหลนองพื้น เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าของผู้ที่เหยียบย่ำผ่านไป จิ้งจอกเฒ่าอิมซึงจุนกำลังฮึกเหิมเมื่อเห็นทหารองครักษ์ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อเห็นทหารองครักษ์อีกกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาโดยการนำของฮงแดฮี อิมซึงจุนก็รู้ว่าตนเองเสียรู้ถูกตลบหลังล่อให้บุกเข้าวังหลวง เพื่อให้ทางฝ่ายวังหลวงหาเหตุเปิดประตู นำกำลังพลจากภายนอกเข้ามาเสริม

                เมื่อต้องเลือกระหว่างพระพันปีหลวง กับรัชทายาท อิมซึงจุนตัดสินใจผละจากการสู้รบอันดุเดือด และออกวิ่งไปยังพระตำหนักกลางของพระมเหสีโมรัน

 

                ขบวนม้าห้าร้อยนายขับควบมาโดยไม่หยุดพักจากเมืองคูซันมาเมืองพยองจู กลางดึกคืนก่อนพระราชามินโฮทรงเปลี่ยนพระทัยนำกองทหารจำนวนหนึ่งติดตามพระองค์กลับมา ในขบวนนั้นมีแม่ทัพอีซึงฮุน และท่านหญิงอีจีอึนตามเสด็จมาด้วย เมื่อเร่งเดินทางโดยไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน ขบวนม้าจึงมาถึงประตูเมืองพยองจูเมื่อพระจันทร์ลอยค้างอยู่กลางฟ้าในคืนถัดมา

                เสียงระฆังสิ้นมังกรดังแว่วอยู่ในสายลมราวกับเสียงกรีดร้องของภูตผี

                ทหารที่เฝ้าประตูเมืองเห็นขบวนประดับธงมังกรของพระราชาเมืองพยองจูจึงรีบเปิดประตูเมืองรับ หัวหน้านายทหารรีบเข้ามารายงานว่ามีเสียงระฆังสิ้นมังกรดังอยู่ราวครึ่งชั่วยามแล้ว แต่ยังไม่มีข่าวจากวังหลวงว่าเกิดเหตุร้ายใดขึ้น พระราชาเมืองพยองจูทรงหันไปหาองครักษ์คิม และรับสั่งด้วยสุรเสียงเฉียบขาด

                “เจ้านำคนหนึ่งร้อย ไปที่บ้านของอิมซึงจุน จับกุมทุกคนในบ้าน อย่าให้หนีไปได้ ผู้ใดขัดขืน ฆ่าทิ้งได้ทันที ส่วนคนที่กุมไว้ นำมารอรับโทษหน้าประตูวังหลวง”

                “พะยะค่ะ”

                องครักษ์คิมสนองพระบัญชาก่อนพาทหารหนึ่งร้อยนายแยกไปทางตะวันออกของเมือง พระราชาซงมินโฮจึงทรงม้านำทหารที่เหลือมุ่งหน้าไปยังวังหลวงเมืองพยองจู เสียงฝีเท้าม้าอึกทึกแทรกกับเสียงระฆังสิ้นมังกรที่ดังโหยหวนอยู่ในอากาศ ทำให้ชาวเมืองต่างปิดประตูหน้าหลบอยู่ในบ้านเรือนอย่างเงียบเชียบ

 

                อิมซึงจุนโกรธจัดเมื่อได้รับรายงานจากทหารรับจ้างแคว้นฉินว่าเข้าไปค้นในพระตำหนักกลางแล้ว แต่ไม่พบว่ามีผู้ใดอยู่ในพระตำหนักแม้แต่คนเดียว อดีตเสนาบดีผู้ใหญ่จึงบุกเข้าไปในพระตำหนักเพียงลำพัง อิมซึงจุนคุ้นเคยกับเส้นทางในพระตำหนักแห่งนี้เป็นอย่างดี เนื่องจากเคยมาพบธิดาเมื่อยังเป็นพระมเหสีอยู่หลายต่อหลายครั้ง จึงสามารถตรงเข้าไปยังส่วนที่เป็นห้องบรรทมของพระมเหสีได้อย่างรวดเร็ว

                ห้องบรรทมตกแต่งไว้เรียบร้อย แต่ไม่พบเงาของบุคคลใดในห้องนั้น

                “หาผู้ใดอยู่หรือ ท่านอิมซึงจุน”

                เสียงเอ่ยถามอย่างนุ่มนวลนั้นทำให้อิมซึงจุนสะดุ้งด้วยความตกใจ ก่อนจะยกดาบมาเตรียมพร้อมต่อสู้ องค์ชายคังยูประทับยืนอยู่ตรงบานประตูห้องบรรทม พระหัตถ์เรียวเลื่อนปิดบานประตู ส่วนในพระหัตถ์ขวาถือดาบใบยาวสีเงินยวงเอาไว้ องค์ชายหนุ่มแย้มสรวลน้อยๆ เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอิมซึงจุน

                “ท่านอิมซึงจุนเลือกวันไม่ดีเสียเลยนะ หากบิดาต้องตายในวันฝังศพบุตร คงเป็นเรื่องเศร้าน่าดู” คังยูรับสั่งพลางแย้มสรวลเหมือนเยาะเย้ย “ช่างเก่งกาจเหลือเกินที่ทหารรับจ้างแคว้นฉิน และคนมาช่วยยึดวังหลวงได้ถึงสี่ร้อยกว่าคน แต่พระราชามินโฮทรงเตรียมคนไว้ให้ข้าถึงหกร้อยคนนี่สิ”

                “กระหม่อมว่า องค์ชายที่ไม่มีแม้แต่แผ่นดินของตนเอง ไม่สมควรสอดมือเข้ามายุ่งในเรื่องของคนอื่น”

                อิมซึงจุนเอ่ย และพุ่งเข้าไปตวัดดาบหมายฟาดฟัน แต่องค์ชายคังยูเบี่ยงองค์หลบ อดีตเสนาบดีผู้เฒ่าจึงโถมแรงทั้งหมดฟันดาบหมายเอาชีวิต องค์ชายคังยูทรงยกดาบขึ้นรับ เสียงเหล็กกระทบกันสะท้อนก้องอยู่ในห้องบรรทมพระมเหสี อิมซึงจุนเสียหลักเซไปแจกันใบเขื่องที่ปักดอกไม้ไว้ล้มลง แจกันตกลงกระแทกพื้นแตกกระจาย ส่วนอิมซึงจุนล้มอยู่กับพื้น คังยูจึงทรงตวัดดาบลงไป แต่อดีตเสนาผู้เฒ่าพลิกตัวหลบทันท่วงที

                องค์ชายคังยูแย้มสรวลอย่างเยือกเย็น แต่สีพระพักตร์ และดวงเนตรมีรังสีสังหารพาดอยู่อย่างเต็มเปี่ยม

 

                พระราชาซงมินโฮนำกองทัพม้ามาถึงวังหลวง ทหารผู้เฝ้าประตูเปิดประตูวังรับ ขบวนม้าจึงพุ่งเข้าไปถึงเขตพระราชฐานชั้นใน พระราชาหนุ่มทอดพระเนตรเห็นลานหน้ากว้างที่ทอดไปทางพระตำหนักเหนือ และพระตำหนักกลาง กลายเป็นสมรภูมิขนาดย่อม ทหารรับจ้างแคว้นฉิน และคนของอิมซึงจุนกำลังต่อสู้กับกองกำลังที่ทรงเตรียมเอาไว้อย่างดุเดือด ท่ามกลางการสู้รบนั้น พระราชาเมืองพยองจูทอดพระเนตรเห็นพระพันปีหลวง พระมารดาทรงภูษาออกศึก และกำลังสังหารทหารรับจ้างแคว้นฉินอยู่บริเวรหน้าพระตำหนักเหนือ ใกล้ๆ กันนั้น มีโนจองโม ออมฮงชิก คิมจินอู และโอชอนมยอง คอยคุ้มกันพระพันปีหลวงอยู่ เมื่อทรงพยายามมองหาอยู่นาน แต่ไม่เห็นวี่แววของคังยู จึงรับสั่งเสียงดัง

                “ท่านอีซึงฮุน ปกป้องพระพันปีด้วย” พระราชามินโฮทรงบัญชา ก่อนจะหันพระพักตร์ไปหาอีจีอึน “ท่านหญิงอีไปตำหนักกลางกับข้า”

                “เพคะ”

                อีจีอึนทูลตอบ และกระโดดลงจากหลังม้าตามพระราชาหนุ่มไปโดยมีทหารอีกหนึ่งร้อยนายติดตามไป ที่เหลือต่างเข้าไปช่วยจัดการในการรบที่หน้าพระตำหนักเหนือ อีจีอึนแทบวิ่งตามเสด็จพระราชาหนุ่มไม่ทัน เพราะพระราชาหนุ่มก้าวพระบาทไปอย่างรวดเร็ว แม้ระหว่างทางจะมีทหารรับจ้างแคว้นฉินและคนของอิมซึงจุนจำนวนหนึ่งต่างหมายสังหารพระราชามินโฮ

                แต่พระราชามินโฮทรงสังหารทุกคนที่กล้าขวางทางเสด็จไปตำหนักกลางเพื่อตามหาองค์ชายคังยู

 

                อิมซึงจุนเพิ่งรู้ว่าตนเองประเมินองค์ชายคังยูต่ำเกินไป หลังจากการประดาบกันครู่ใหญ่ บริเวณไหล่ซ้ายของอิมซึงจุนก็มีบาดแผลฉกรรจ์ เลือดลิ่มข้นๆ ไหลทะลักจากปากแผล ทั้งที่มีโอกาสหลายครั้งจะปลิดชีพ แต่องค์ชายคังยูกลับไว้ชีวิตอดีตขุนนางผู้เฒ่า

                “ช่างกล้าหาญเหลือเกินที่จะชิงบัลลังก์ของฝ่าบาทมินโฮ ซ้ำยังคิดปลงพระชนม์วอนจานิมด้วย”

                คังยูรับสั่งพลางย่างพระบาทช้าๆ เข้าไปหาอิมซึงจุนที่พยายามกระเสือกกระสนออกจากห้องบรรทมของพระมเหสี องค์ชายหนุ่มแย้มสรวลน้อยๆ ก่อนรับสั่ง

                “ข้าปล่อยให้ท่านเอาคนทั้งหมดเข้ามาในวังหลวง ก็เพราะจะได้รวบกินทีเดียวทั้งกระดานอย่างไรเล่า ท่านคิดว่าข้าจะปล่อยให้พระมเหสีโมรัน กับยองวอนจานิมอยู่ในวังหลวง ทั้งที่สถานการณ์ล่อแหลมเช่นนี้น่ะหรือ ไม่มีทางเสียละ ข้าส่งทั้งสองพระองค์กับฮวันซังกุงออกไปอยู่ที่ที่ปลอดภัยตั้งแต่เมื่อสามวันก่อนแล้ว” คังยูทรงจ่อปลายดาบเข้าที่คอของอิมซึงจุน “ท่านทำให้ฝ่าบาทมินโฮหนักพระทัยมานานเกินไปแล้ว หรือตัวหรือไม่ อิมซึงจุน”

                คังยูทรงกดปลายดาบเข้าไปที่คอของอิมซึงจุน คมดาบสะกิดจนเลือดไหลซึมออกมา แต่คังยูกลับไม่ทรงประหารอีกฝ่ายทันที อดีตเสนาบดีได้แต่ถอดถอนใจยอมแพ้ เพราะตนเองบาดเจ็บสาหัส องค์ชายหนุ่มรับสั่งด้วยสุรเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม

                “ข้าไม่ฆ่าท่านหรอก ข้าจะเก็บท่านไว้ให้ฝ่าบาทมินโฮทรงตัดสินโทษด้วยพระองค์เอง”

                เสียงตึงตังด้านนอก ทำให้ทั้งคังยูและอิมซึงจุนต่างตกใจ อดีตเสนาบดีพยายามจะคว้าดาบของตนเองที่อยู่ใกล้มือเมื่อคังยูทรงยกดาบออกจากคอตน แต่องค์ชายหนุ่มทรงว่องไวกว่า จึงทรงใช้พระบาทเหยียบลงไปบนแผลที่ไหล่ของอิมซึงจุนอย่างแรง จนอดีตเสนาบดีผู้เฒ่าร้องโหยหวนเพราะความเจ็บปวด

 

พระราชาซงมินโฮเสด็จตามเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดเข้ามาถึงหน้าห้องบรรทมในพระตำหนักกลาง ในพระทัยร้อนราวกับไฟ เมื่อทรงหาคังยูไม่พบ ดาบเปื้อนเลือดในพระหัตถ์จึงฟันลงไปที่บานประตูอย่างแรง จนไม้และฉากกระดาษนั้นหักออกจากกัน แล้วจึงทอดพระเนตรเห็นองค์ชายคังยูถือดาบเปื้อนเลือดชี้ตรงมาทางหน้าประตู บนพื้นห้องบรรทมของพระมเหสีมีอิมซึงจุนนอนขดตัวงอเพราะความเจ็บปวดอยู่

“ฝ่าบาท ท่านพี่หญิง!

องค์ชายคังยูรับสั่งออกมาอย่างโล่งพระทัย ดาบที่ทรงไว้ในพระหัตถ์ลดลง เมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นคนที่ทรงคะนึงหาอยู่ตลอดเวลา อีจีอึนพุ่งเข้ากุมตัวอิมซึงจุนเอาไว้ ส่วนพระราชาเมืองพยองจูนั้นเสด็จเข้ามาถึงองค์คังยู ก่อนรับสั่งโดยไม่ละสายพระเนตรจากดวงพักตร์ขององค์ชายหนุ่ม

“ท่านหญิงอี พาตัวกบฏออกไปก่อน ข้ามีเรื่องสอบถามองค์ชายคังยู แล้วจะตามออกไป”

“เพคะ”

อีจีอึนเรียกทหารเข้ามาช่วยกันพาตัวอิมซึงจุนออกไป เสียงอึกทึกเงียบไปแล้ว คังยูจึงทรงจับท่อนพระกรแข็งแรงของพระราชาหนุ่มและเอ่ยทูล

“ฝ่าบาท กระหม่อมส่งพระมเหสีกับ วอนจานิม แล้วก็ฮวันซังกุงไปซ่อนไว้ที่หน่วยฝึกทางเหนือ เพราะกระหม่อมกลัวว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น แล้วฝ่าบาทเสด็จมาได้อย่างไร ไหนว่าจะต้องรั้งอยู่ในเมืองคูซันจัดการเรื่อง..”

คังยูไม่ได้รับสั่งต่อให้จบ แต่กลับถูกพระราชาเมืองพยองจูโอบแนบแน่นจนพระพักตร์แนบอยู่กับพระอุระพระราชามินโฮ ไออุ่นและเสียงเต้นตุบที่ได้ยินจากพระอุระของพระราชาหนุ่ม ทำให้คังยูทรงรู้สึกปลอดภัย

“ฝ่าบาท”

“ฮยองนิม เหตุใดถึงได้ทำเรื่องเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ใยไม่มีผู้คุ้มกันฮยองนิมเลย หากฮยองนิมเป็นอะไรไป ข้าจะอยู่อย่างไร”

“กระหม่อมไม่เป็นไรเลย” คังยูรับสั่งเบาๆ และทรงกอดพระราชาเมืองพยองจูไว้แนบแน่นเช่นกัน “ที่กระหม่อมเคยถวายสัญญากับฝ่าบาทไว้ตอนที่ทรงปลดอิมจองยอนว่า กระหม่อมจะช่วยฝ่าบาท จะช่วยทุกอย่าง ทรงจำได้หรือไม่ เพราะกระหม่อมสัญญาไว้ กระหม่อมจึงพยายามรักษาสัญญานั้น”

“ข้าจำได้” ซงมินโฮรับสั่งเบาๆ “แต่ถ้าฮยองนิมเป็นอะไรไป ข้าคงอยู่ไม่ได้เป็นแน่”

“กระหม่อมไม่เป็นไรแล้ว วอนจานิมก็ทรงปลอดภัย”

พระราชาเมืองพยองจูทรงปล่อยคังยูออกจากอ้อมพระกร ก่อนรับสั่งด้วยสุรเสียงหนักแน่น

“จากวันนี้จนถึงลมหายใจสุดท้ายของข้า” พระราชาเมืองพยองจูรับสั่ง ความหนักแน่นปรากฏในน้ำเสียง และสายพระเนตร “ข้าจะไม่ยอมให้ฮยองนิมต้องเป็นอันตรายแม้เพียงปลายเล็บ”

 

เสียงระฆังสิ้นมังกรเงียบลงก่อนย่ำรุ่ง ทหารแคว้นฉิน และคนของอิมซึงจุนที่รอดชีวิตอยู่ถูกจับกุมไว้ทั้งหมด ทหารเมืองพยองจูแยกศพกบฏไว้ฝั่งหนึ่ง และแยกศพทหารองครักษ์ไว้อีกฝั่ง เมื่ออรุณแรกเริ่มแรจับขอบฟ้า ชาวเมืองพยองจูได้เห็นขบวนนักโทษหมู่ใหญ่ถูกองครักษ์คิมและทหารกุมตัวมารออยู่หน้าประตูวัง เมื่อประตูวังเปิดอออก กบฏที่ถูกจับกุมได้จากในเขตพระราชฐานก็ถูกนำมารวมกลุ่มกับกลุ่มแรกก่อนจะถูกนำตัวไปยังคุกหลวงเพื่อรอตัดสินโทษ

สายของวันนั้น ประกาศจากวังหลวงถูกติดไปทั่วทั้งเขตนครหลวงว่าพระราชาเมืองพยองจูจับกุมกบฎอิมซึงจุน และองค์ชายซอกยง ที่บุกวังหลวงหมายปลงพระชนม์รัชทายาทได้ ยามนี้รัชทายาททรงปลอดภัยดี และจะมีการประหารหัวหน้ากบฏทั้งสอง ครอบครัวทั้งหมดของขุนนางสกุลอีที่สนับสนุนการก่อกบฏ และครอบครัวทั้งหมดขององค์ชายซอกยง

ข้างกันกับประกาศเรื่องการจับกุมกบฏ เป็นการประกาศข่าวว่า บัดนี้เมืองคูซัน และเมืองพยองจูรวมเป็นแผ่นดินเดียวกัน จึงประกาศให้ยกเลิกการจ่ายอากรค่าผ่านแดนระหว่างเมืองนับตั้งแต่ปีรัชศกที่สิบสองในรัชกาลของพระราชามินโฮ บนแผ่นประกาศมีตราแผ่นดินเมืองพยองจูแบบใหม่ที่ปรากฏอยู่บนแผ่นประกาศซึ่งติดทั่วทุกมุมเมือง

ตรานั้นมีดวงอาทิตย์ลายหงส์เพลิงของเมืองคูซันโดดเด่นอยู่กลางท้องฟ้าเหนือทิวเขาสามลูกของเมืองพยองจู

 

Anonym_minyoon

 

Anonym’s message: #แผนลวงวังหน้า ตอนที่ 20 มาแล้วค่ะ เหลือตอนที่ 21 อีกหนึ่งตอนเท่านั้น เรื่องราวทั้งหมด ก็จะขมวดปมจบในตอนสุดท้ายแล้ว ในระหว่างนี้เรากำลังปั่นต้นฉบับของการรวมเล่มอยู่ค่ะ ซึ่งแน่นอนแล้วว่า น่าจะต้องแบ่งเป็น 2 เล่ม เพราะเขียนยาวมากในแต่ละตอน ^^;

ส่วนของการรวมเล่ม ภาพปก ที่คั่น ของแถมที่เป็นโปการ์ด 2 ลาย เราได้คุณ @gagoijaii เป็นคนวาดให้ค่ะ ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอแอบสปอยว่า เราดีใจมากที่เห็นภาพที่เราคิดตอนที่เขียนกลายออกมาเป็นภาพวาดจริงๆ แต่เรื่องการรวมเล่มเหลือส่วนเนื้อหาที่เรายังเขียนไม่เสร็จ T_T ยังไงจะอัพเดทให้เป็นระยะนะคะ

แผ่นป้ายชื่อเรื่อง และตราแผ่นดินเมืองพยองจูแบบใหม่ที่เขียนไว้ในตอนนี้ คุณ @gagoijaii ได้ออกแบบมาให้แล้วค่ะ ขอสปอยอีกที

ขอบคุณทุกๆ คนที่ติดตามเรื่องนี้มาจนเกือบจบแล้วนะคะ เราขอบคุณทุกๆ คอมเมนต์เลยค่ะ เจอกันตอนหน้านะคะ :)

                                        

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

43 ความคิดเห็น

  1. #37 Midnight1010 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 29 เมษายน 2563 / 14:25
    รอเล่มนะคะ เป็นห่วงองค์ชายมากสินะฝ่าบาท อยู่ไกลก็ทนไม่ไหวอะเนอะ
    #37
    0